คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 705 : 10 คดีฆาตกรรมและหายตัวปริศนาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว


     อัพเดท 13 พ.ย. 58
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 6,273 Overall : 2,763,855
22,182 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7219 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 705 : 10 คดีฆาตกรรมและหายตัวปริศนาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2173 , โพส : 0 , Rating : 50% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และไม่มีหลักฐานใดๆ บอกว่ายูเอฟโอมาเยือนโลกเรา แต่กระนั้นโลกของเรามีเหตุการณ์ประหลาดมากมายที่หลายคนเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว ไม่ว่าจะเป็นการลักพาตัว, ฆ่าสัตว์ หรือแม้แต่การพบเห็นสัตว์ประหลาด และรวมถึงการฆาตกรรม กล่าวคือที่ผ่านมามีคดีประหลาดที่มีคนเสียชีวิต คดียังคงลึกลับ น่าพิศวง และหลายคนเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว และนี่คือ 10 คดีคนเสียชีวิตและหายตัวที่มีมนุษย์ต่างดาวเป็นตัวการ


 10. เรื่องของเคนเนธ อาร์โนลด์ (The Kenneth Arnold Sighting)


เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1947 นักบินเอกชนเคนเนธ อาร์โนลด์ได้บินไปรอบ ๆ เขาเรเนียร์ ทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นวัตถุบินรูปทรงจานร่อง 9 ลำ และการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ในระดับความสูง 10,000 ฟุต   เรื่องราวของเขาได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และนั้นเป็นครั้งแรกที่เริ่มทำให้เรื่องจานบินกลายเป็นหัวข้อพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ประเทศสหรัฐอเมริกา

เพียงไม่กี่วันก่อนคนทำงานบนชายฝั่งของเกาะโมรี ชื่อ แฮโรลด์ ดาห์ล (Harold Dahl) บอกเพื่อนร่วมงานว่าเขาเห็นเครื่องบินรูปโดนัท 6 ลำ  เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ฟุต บินอยู่เหนือเรือพวกเขา อีกทั้งมันยังพ่นของเหลวคล้ายกับลาวาและโลหะตกลงบนเรือ  ผลทำให้ลูกชายอายุ 15 ปีบาดเจ็บที่แขน และสุนัจตาย นอกจากนี้ดาห์ลยังอ้างว่าในวัดถัดไปก็มีชายในชุดดำไปเยี่ยม และขู่ว่าครอบครัวของเขาหากพูดคุยเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาดาห์ลได้พบกับอาร์โนลในห้องพักโรงแรม พร้อมกับนักบินสายการบินยูไนเต็ดที่เห็นยูเอฟโอ และสองนักบินกองทัพอากาศ ชื่อแฟรงก์ เอ็ม. บราวน์และวิลเลียม เอล. เดวิดสัน (Frank M. Brown and William L. Davidson)  ในระหว่างการประชุมครั้งนี้ บราวน์และเดวิดสันได้รับชิ้นส่วนของเศษยูเอฟโอที่ดาห์ลเก็บเอาไว้ด้วย พวกเขาจึงนำไปยังฐานทหารแคลิฟอร์เนียเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเวันที่ 1 สิงหาคม 1947 ทั้งสองคนรวมทั้งลูกเรือสองคนออกจากฐานทัพอากาศ McChord Field  ในรัฐวอชิงตัน เพียงระยะสั้น ๆ  จู่ๆ เครื่องบิน  B-5​​2 ของพวกเขานั่นประสบอุบัติเหตุ ลูกเรือสองคนความปลอดภัย แต่บราวน์และเดวิสันเสียชีวิต มีหลายฝ่ายเชื่อว่าเครื่องบินลำนั้นมีเศษยูเอฟโออยู่ด้วย แต่ทางการได้ปฏิเสธเรื่องนี้ และต่อมาเรื่องของดาห์ลก็ถูกระบุว่าเป็นเรื่องหลอกลวง


9. เหตุการณ์ของโทมัส เอฟ. แมนเทลล์ (The Thomas F. Mantell Incident)



วันที่ 7 มกราคม 1948 ที่รัฐเคนตักกี้ ได้รับรายงานว่ามีวัตถุขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 ฟุต บินอยู่เหนือเมย์และกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ  และนั้นทำให้เรืออากาศเอก โธมัส แมนเทลล์ อายุ 25 ปี ขับเครื่องบิน P-51 มัสแตงไปตรวจสอบ ซึ่งเขาได้เผชิญหน้ากับวัตถุบินลึกลับในระดับไต่เพดานบินถึง22,000 ฟุต และสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมากถึง 30,000 ฟุต โดยเขารายงานศูนย์ว่า

“พระเจ้า! มันน่ามหัศจรรย์ มันอยู่เหนือผมพอดี และมันใหญ่โตมโหฬารมาก มันดูเหมือนโลหะรูปกลมใหญ่มาก ผมกำลังพยายามไปให้ถึงมัน มันกำลังบินสูง มันเริ่มบินสูง.... พระเจ้า! มันน่า มหัศจรรย์มาก! มันเริ่มร้อน มันร้อน ร้อนมากทีเดียว ผมทำไม่...”

แล้วเขาก็หมดสติไป ทำให้เครื่องบินตกจนเขาเสียชีวิต  เวลาต่อมา มีพบซากเครื่องบินและศพของเรืออากาศเอกแมนเทลล มีรายงานว่าซากเครื่องบินมีรูและรอยขีดข่วนจากความร้อนสูง เหมือนกับว่า เครื่องบินถูกทำลายจากรังสีบางอย่าง  ต่อมาแม้จะมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าตัวจริงของยูเอฟโอก็คือบอลลูนตรวจสภาพอากาศ แต่ปัญหาคือระดับบอลลูนบินสูงได้อยู่แค่ 14,00 ฟุต จึงเป็นไม่ได้ที่วัตถุนี้ ละนั้น ปัจจุบันการตายของแมนเทลล์ยังเป็นปริศนาต่อไป ว่าสิ่งที่เขาพบนั้นคือ UFO จริงหรือไม่?

 

8. ยูเอฟโอโคลาเรส (The Colares UFO)


พลเมืองของเกาะโคลาเรส  (Colares)  ทางเหนือของประเทศบราซิล ต่างตกเป็นเหยื่อของยูเอฟโอ โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 1977 เมื่อชาวโคลาเรสจำนวนมากถึง 400 คนถูกยูเอฟโอยิงลำแสงจากฟากฟ้าโจมตีแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้มีผู้บาดเจ็บมีอาการผิวหนังไหม้และมีบาดแผลเหมือนถูกแทง ซึ่งเกิดจากรังสีเป็นพิษ นอกจากนี้ผู้ป่วยยังเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ, เหนื่อยล้า, ความดันดันโลหิตต่ำ, โลหิตจาง และผมร่วงถาวรที่บริเวณที่ผิวหนังไหม้ และมีสองคนตายจากเหตุการณ์ครั้งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางรัฐบาลบราซิลจัดตั้งทีมงานนำโดยกัปตันโบลิวาร์ (Captain Uyrangê Bolivar) เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ แต่สี่เดือนผ่านไป พวกเขาก็ไม่พบหลักฐานใดๆ เลย อีกทั้งยูเอฟโอได้หยุดโจมตีด้วย

ยี่สิบปีต่อมากัปตันโบลิวาร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขากับทีมงานได้ลงความเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมืดของยูเอฟโอ หากแต่สามเดือนหลังการสัมภาษณ์กัปตันก็ถูกแขวนคอตายลึกลับ บางคนเชื่อว่าเป็นเพราะภาวะซึมเศร้าจนต้องฆ่าตัวตาย แต่ทฤษฏีสมคบคิดเชื่อว่าเขาถูกฆ่าปิดปากเพราะรู้มากเกินไป ปัจจุบันก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าสิ่งที่โจมตีและทำร้ายชาวบ้านเกาะโคลาเรสในวันนั้นคืออะไรกันแน่


7. เหตุการณ์ที่คินรอส (The Kinross Incident)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนเย็นของวันที่ 23 พฤศจิกายน 1953 สถานีป้องกันทางอากาศของสหรัฐได้พบเรดาร์ว่ามีวัตถุไร้ที่มา ใกล้ทะเลสาบสุพีเรีย ใกล้กับชายแดนสหรัฐและแคนาดา พวกเขาเลยส่งเครื่องบินควบคุมโดยมีคนขับคือเฟลิกซ์ มองแคล์ ส่วนโรเบิร์ต วิลสันเป็นคนปฏิบัติการจอเรดาร์ เครื่องบินออกจากฐานทัพอากาศคินรอสและพยายามตามรอยเป้าหมายลึกลับบนเรดาร์นั้น

            เครื่องบินของเฟลิกซ์ได้บินไปจนถึงเป้าหมายลึกลับ ต่อมาก็เกิดเรื่องลึกลับขึ้นเมื่อภาพจอเรดาร์ปรากฏว่าเครื่องบินได้รวมตัวเป็นหนึ่งตัวกับวัตถุลึกลับนั้น(เชื่อกันว่าเครื่องบินอยู่ใกล้เป้าหมายมากจนเกือบเชื่อว่าเครื่องบินถูกชน) และหลังจากนั้นสัญญาณเครื่องบินและวัตถุลึกลับก็ได้หายไป

แม้ว่าทีมค้นหาทั้งในสหรัฐและแคนาดาจะมีพยายามค้นหาตัวนักบินและเครื่องบิน แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยซากเครื่องบินหรือตัวนักบินเลย จากนั้นก็มีแถลงการณ์จากกองทัพอากาศ โดยตอนแรกเชื่อว่านักบินเกิดอากาศวิงเวียนศีรษะจนเกิดอุบัติเหตุในทะเลสาบ หรือไม่ก็เกิดแรงระเบิด หากแต่หลายคนไม่เชื่อเพราะไม่มีการพบซากเครื่องบิน และเชื่อว่าเป็นฝีมือของจานบิน ล่าสุดบริษัทเรือดำน้ำของมิชิแกนได้ออกมายืนยันว่าพวกเขาได้พบซากเครื่องบินและยูเอฟโอ หากแต่การค้นหานี้ได้ถูกระงับและออกมาแถลงการณ์ว่าเป็นเรื่องหลอกลวง และกลายเป็นเรื่องลึกลับปริศนาที่ยังไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน

 

6.อ่างเก็บน้ำกัวราปิรังกา (The Guarapiranga reservoir)


นักทฤษฏีสมคบคิดหลายคนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเชือดชำแหละสัตว์ในลักษณะแปลกประหลาด ที่เรียกว่า แคทเทิล มิวทิเลชั่น (Cattle Mutilations) แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมนุษย์ต่างดาวสนใจชำแหละมนุษย์มากกว่าวัว

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี 1988 ร่างกายที่ขาดวิ่นของบุคคลที่ไม่ปรากฏชื่อ ถูกพบในอ่างเก็บน้ำกัวราปิรังกา ประเทศบราซิล ศพเขาตายได้สัก 2-3 วัน ที่แปลกคือเขาไม่มีกลิ่นเน่า ไม่เน่าเปื่อย และพวกสัตว์ไม่กินศพเลย ริมฝีปากของเขา ดวงตา ลิ้น และหู รวมไปถึงเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อถูกเอาออก นอกจากนี้ยังมีหลุมลึก 1.5 นิ้ว รอบร่างกาย รวมไปถึงอวัยวะเพศของเขาถูกทำร้ายและทวารหนักหายไป เหมือนมีใครอยากได้มันเอาไปเป็นตัวอย่าง น่าแปลกคือร่างกายของเขาแทบไม่มีเลือดออกเลย

แน่นอนการตายของเขาถูกเชื่อมโยงว่าเป็นการชำแหละของมนุษย์ต่างดาว เพราะมีลักษณะเหมือนกับการชำแหละแคทเทิล มิวทิเลชั่นมาก ซึ่งสภาพศพโหดมาก จนไม่สามารถเอามาให้ดูได้ แต่หากใครสนใจก็สามารถเปิดดูได้ที่เว็บข้างล่าง (เราขอเตือนคุณหากคุณตกใตจกับภาพดังกล่าว)

http://www.alienvideo.net/0805/alien-abduction-mutilation.php


5. โจนาธาน โลเวลล์ (Jonathan Lovette)


ในเดือนมีนาคม 1956 ใกล้ฐานฮอลโลเเมน กองทัพอากาศในเม็กซิโก จ่าโจนาธาน โลเวลล์ และเมเจอร์ วิลเลียม คันนิงแฮม กำลังมองหาเศษจากการทดสอบขีปนาวุธ เมื่อมาถึงเนินเล็ก ๆ และเมื่อเขาห่างออกไปจากสายตาของคันนิงแฮม สักครู่คันนิงแฮมก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของโลเวลล์ เขามองไปเนิน เขาก็พบวัตถุลึกลับรูปทรงจานดิสก์สีฟ้า-เงินบินโฉบเหนือท้องฟ้า 15-20 ฟุต จากนั้นมันก็ใช้วัตถุเหมือนงูห่อพัรรอบตัวของโลเวลล์ และลากเขาขึ้นยาน แล้วบินหายลับไป

คันนิงแฮมตกใจ แล้ววิ่งไปที่รถจี๊ปของเขาและใช้วิทยุรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังฐาน การค้นหาเริ่มทันที   แต่อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายเชื่อว่าคันนิงแฮมฆ่าโลเวลล์ และซ่อนร่างของเขาเอาไว้มากกว่า ทีมค้นหาได้ทำการค้นหาในพื้นที่ครอบคลุมกว่า100 ตารางไมล์ จนกระทั่งในวันที่สามของการค้นหา ในบริเวณที่ห่างจากฐานประมาณ 10 ไมล์ พวกเขาก็พบร่างของโลเวลล์ ในสภาพขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี  ซึ่งลิ้น  ขากรรไกร และดวงตาของเขาหายไป  อีกทั้งเลือดถูกเอาออกจากร่างหายจนหมด  พร้อมทวารหนักก็ถูกกระชากออกเช่นกัน 


4.ซิงค์มุนด์ อดัมสกี (Zingmund Adamski)


ในช่วงบ่ายของวันที่ 5 มิถุนายน 1980 คนงานเหมืองถ่านหินอายุ 56 ปี ชื่อซิงค์มุนด์ อดัมสกีได้หายไปในขณะที่วิ่งออกไปทำธุระในยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นเขาอยู่ในอารมณ์ดีเพราะกำลังจะอยู่ในเข้าร่วมในแต่งงานของลูกของครอบครัวในวันถัดไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องผิดปกติที่เขาหายตัวไป

เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จน 5 วันต่อมาศพของเขาก็พบอยู่บนกองถ่าน ในอีกเมืองหนึ่งห่างออกไป 20 ไมล์ ร่างกายเขาถูกพบช่วง 15.45 น. ซึ่งในช่วง 11.00น. พยานต่างยืนยันว่าไม่ได้พบศพเขาเลย อีกทั้งเมื่อตำรวจตรวจสอบ ก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาแต่งกายดีแม้จะมีร่อยรอยถูกออก แต่กระเป๋าสตางค์หายไป

จากผลการชันสูตรปรากฏว่าเขาเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย 11.00-01.00 น. ในวันที่เขาถูกพบ ที่แปลกคือมันเป็นเรื่องน่าแปลกมากที่คนที่กำลังทุกข์ทรมานจากอาการหัวใจวายจะปีนบนกองถ่านหินแล้วสิ้นใจ อีกทั้งเขาหายไปตั้ง 5 วันแต่หนวดเคราโกนเกลี้ยง แสดงให้เห็นว่าเขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แต่กระนั้นมีรอยไหม้ประหลาดปรากฏที่คอและไหล่ของเขาที่เกิดสองวันก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ซึ่งทางการแพทย์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเผาไหม้นั้นเกิดจากอะไรกันแน่

แปลกยิ่งกว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงสนามถ่านหินเพื่อลาดตะเวนในคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน ประมาณหนึ่งไมล์จากบ้าน เขาอ้างว่าได้พบมนุษย์ต่างดาว และถูกลักพาตัว เขาไม่สามารถจำ 15 นาทีหลังจากคืนนั้น ทำให้มีการเชื่อมโยงจากมนุษย์ต่างดาว หนังสือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโอ ได้สันนิษฐานว่าอดัมสกี ถูกลักพาตัวและฆ่าโดยมนุษย์ต่างดาว



3. กรณีหน้ากากตะกั่ว (The Lead Masks Case)

ในช่วงบ่ายของวันที่ 17 สิงหาคม 1966 สองวิศวกรมานูเอล เปไรร่า เดอ ครูซ (Manoel Pereira da Cruz) และ มิเกล โคเซ วิอาน่า (Miguel José Viana) ได้ออกจากบ้านของพวกเขาใน แคมโป้ ดอส กอยทาคาเซส ประเทศบราซิล  จากนั้นพวกเขาก็ไปได้ซื้ออุปกรณ์ทำงาน พยานที่เห็นเห็นให้การว่าเขาซื้อเสื้อโค้ทกันน้ำและขวดน้ำที่บาร์ บริกรกล่าวว่าวิอาน่ามีลักษณะท่าทางรู้สึกกังกลเพราะดูนาฬิกาบ่อยๆ  หลังจากนั้นพวกเขาก็ขึ้นรถและหายไป

สามวันต่อมาคนที่เล่นว่าวก็ได้มาพบศพของพวกเขาในภูเขา วินตัม (Vintém) สภาพศพทั้งสองนั้นมีแต่เรื่องไม่สามารถอธิบายได้เต็มไปหมด กล่าวคือทั้งสองสวมชุดสูท เสื้อโค้ทกันน้ำ  แต่ที่แปลกคือพวกเขาสวมหน้ากากตะกั่วซึ่งหน้ากากดังกล่าวเป็นหน้ากากที่ใช้ป้องกันรังสี นอกจากนั้นยังพบกระดาษโน๊ตขนาดเล็กตกอยู่ข้างศพเขียนตัวอักษรเหมือนรหัสลับว่า “16:30 สถานที่ตกลงไว้แล้ว 18:30 กลืนแคปซูลเข้าไปหลังจากรับผลกระทบ ปกป้องด้วยหน้ากากตะกั่ว รอสัญญาไว้ล่วงหน้า

ผลจากชันสูตรก็พบเรื่องแปลกประหลาดไม่แพ้กัน คือไม่มีร่องรอยของความรุนแรงและสารพิษอะไรทำให้จนบัดนี้ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าเสียชีวิตเพราะอะไร และเมื่อทำการตรวจสอบจุดที่พบศพชายสองคนนั้นก็พบว่าหญ้าบริเวณนั้นไม่ขึ้นเลยสักต้น (ทั้งที่ร่างกายพวกเขาไม่มีสารพิษหรือสารที่ทำให้หญ้าตายเลยแม้แต่น้อย)

แม้ว่าคดีปริศนาหน้ากากตะกั่วจะไม่คลี่คลาย แต่นักทฤษฏีสมคบคิดเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นตัวต้นเหตุ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการพบเห็นยูเอฟโอบ่อยครั้ง ทั้งสองน่าจะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และกำลังไปนัดพบ หน้ากากตะกั่วและยาอาจช่วยปกป้องพวกเขาจะรังสีหรืออะไรบางอย่าง หากแต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ผล พวกเขาเสียชีวิต

 

2. Valentich  Disappearance

            

              เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1978 ขณะที่นักบินออสเตรเลียเฟรเดอริก วาเลนติช นำเครื่องบินส่วนตัว Cessna 182 ขึ้นบินจากกรุงเมลเบิร์น ในประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าไปยังเกาะคิงไอแลนด์ ขณะที่บินอยู่เหนือมหาสมุทร เวลาประมาณ 19.06 น. เขาแจ้งไปยังหอบังคับการการบินว่ามีเครื่องบินลำอื่นเคลื่อนที่อยู่ในระดับ 1,000 ฟุตเหนือเขา  หากแต่หอบังคับการการบินแจ้งกลับไปว่าไม่มีเครื่องบินลำอื่นบินอยู่ในระดับความสูงนั้น แต่เฟรเดอริกยังยืนยัน และอธิบายว่ารูปร่างมันไม่เหมือนเครื่องบินชนิดใดที่เขาเคยเห็นมาก่อน มันมีลำตัวยาวมาก มันมีลักษณะเป็นโลหะมันวาว มีไฟสีเขียวบนลำตัว และมีความเร็วมาก

            จากนั้นจู่ๆ จู่ๆมันก็บินหายไปจากสายตาของวาเลนติช ก่อนที่มันจะปรากฏตัวในระยะประชิดเขาอีกครั้ง และเขาได้พูดประโยคหนึ่งที่ยังคงลึกลับจนถึงปัจจุบันว่า "มันกำลังลอยตัว มันไม่ใช่เครื่องบิน" เฟรเดอริกเงียบเสียงไป แต่เสียงบรรยากาศแวดล้อมบ่งบอกว่าเครื่องส่งวิทยุยังคงทำงานอยู่ เสียงคล้ายโลหะขัดสีกันดังอยู่นาน 17 วินาที และมันคือเสียงสุดท้ายที่หอบังคับการบินได้บันทึกเอาไว้ เฟรเดอริกไม่ได้ติดต่อกลับมาอีก เขาไม่ได้นำเครื่องลงจอดที่เกาะคิงไอแลนด์ ทั้งเฟรเดอริกและเครื่องบินหายสาบสูญไปเฉยๆ และไม่มีใครพบเห็นตัวเขาและเครื่องบินนับจากนั้นเป็นต้นมา

 มีผู้พยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเฟรเดอริกเกิดประสาทหลอนขับ เครื่องบินตีลังกากลับหัว มองเห็นเงาสะท้อนของเครื่องบินตัวเองบนผิวทะเลและคิดไปว่าเป็นเครื่องบินลำ อื่น แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายเสียงโลหะเสียดสีกันในช่วง 17 วินาทีสุดท้ายของการติดต่อทางวิทยุได้เลย

 

1. เหตุการณ์ที่ดยัตลอฟ (Dyatlov Pass Incident)

ในเดือนมกราคม ปี 1959 ชายเจ็ดคนและหญิงอีกสองคนได้ออกเดินทางเพื่อไปปีนเขาที่เทือกเขาอูราล ในคืนวันที่สี่ได้มีพายุและพวกเขาได้หยุดพักตั้งค่ายในพื้นที่ด้านบนของภูเขาที่ไม่ปลอดภัยมากนัก แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก

สิบวันต่อมา ทีมค้นหาได้มองหานักเดินทางทั้งเก้า ที่การติดต่อของพวกเขาขาดหายไป และพวกเขาก็พบค่ายพักแรมของพวกเขาในสภาพยับเยินเหมือนร้าง เต้นท์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง มีรอยถูกฉีกขาดจากด้านในจนยับเยิน แต่ข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่ในเต็นท์ครบถ้วน แต่ไม่พบนักเล่นสกีแม้แต่คนเดียวในบริเวณนั้น มีเพียงรอยเท้ามุ่งตรงไปยังเขตป่าไม้  จนดูเหมือนว่าพวกเขากำลังหนีอะไรบางอย่างแบบไม่คิดชีวิต แบบเกิดขึ้นกะทันหัน โดยไม่เอาอุปกรณ์จำเป็นอะไรมาด้วย

ทีมกู้ภัยจึงแกะตามรอยเท้าไปเป็นระยะทางเกือบกิโลเมตรก็พบร่างของนักสกีในป่า ที่อยู่ในสภาพแปลกคือนุ่งแต่ชุดชั้นในและไม่ใส่รองเท้า (แถมยังเดินออกจากเต้นท์ไกลถึง 500 เมตรอีก) ที่แปลกคือศพมีร่องรอยประหลาด สองคนกะโหลกร้าว  อีกคนลิ้นหายไป บางคนมีร่อยรอยสารกัมมันตรังสีในปริมาณที่เข้มข้น สามศพมีร่องรอยบาดเจ็บคล้ายกับโดนรถยนต์พุ่งชนด้วยความเร็วสูง ผลจากการชันสูตรพบว่ามี 6 คนที่เสียชีวิตจากความหนาว ส่วนอีก 3 คนเสียชีวิตเพราะได้รับบาดเจ็บรุนแรง

นักนิติเวชและผู้เชียวชาญทั้งหลายไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งจากการสืบสวนของตำรวจไม่พบว่ามี มีทีมนักไต่เขาทีมอื่นในช่วงเวลานั้น ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอาศัยอยู่หรือร่องรอยของสัตว์ร้ายในบริเวณนั้น ไม่พบสิ่งผิดปรกติใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้สันนิษฐานแค่ว่าอาจเกิดอุบัติเหตุหิมะถล่มเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำของชาวบ้านบริเวณนั้น พวกเขาได้อ้างว่าได้เห็นลูกลมสีส้มบินอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่นักเดินทางทั้งเก้าขาดการติดต่อ ทำให้หลายคนเชื่อว่าการเสียชีวิตของนักเดินทางทั้งเก้าอาจเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว แต่นั้นจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจริงๆ หรือไม่นั้นก็ยังไม่ทราบได้



อ้างอิง

http://www.toptenz.net/10-deaths-and-disappearance-connected-to-supposed-alien-encounters.php



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 705 : 10 คดีฆาตกรรมและหายตัวปริศนาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2173 , โพส : 0 , Rating : 50% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android