คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 373 : 10 เมื่อปริศนาลึกลับของโลกถูกไขปริศนาจนกระจ่าง??


     อัพเดท 16 มิ.ย. 57
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 6,488 Overall : 2,739,373
22,175 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7174 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 373 : 10 เมื่อปริศนาลึกลับของโลกถูกไขปริศนาจนกระจ่าง?? , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22434 , โพส : 20 , Rating : 85% / 11 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

                ครั้งหนึ่งปริศนาเหล่านี้เคยเป็นที่สนใจของโลก และแต่เรื่องเต็มไปด้วยความลึกลับ น่าพิศวง หาคำตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ กาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน จนในที่สุดพวกเขาได้ก็สามารถหาคำตอบแก้ไขปริศนาเรื่องลึกลับเหล่านี้ได้จนเกือบสมบูรณ์แบบ และนี่คือคำตอบของปริศนาของโลก ที่น่าสนใจ

               

10. Incorruptible Corpse

  

                “ศพไม่เน่าเปื่อย” เป็นความเชื่อของคาทอลิกดั้งเดิมเชื่อว่ามีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติได้เข้าไปในร่างกายของผู้ตายทำให้สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการสลายตัวของศพได้ โดยส่วนใหญ่บุคคลที่ได้รับพลังดังกล่าวคือนักบุญ ซึ่งส่วนใหญ่ศพเหล่านี้จะคงสภาพเหมือนตายใหม่ๆ ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปนานมาแล้ว และนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหวานหรือเหมือนดอกไม้ในร่างศพซึ่งพวกเขาเรียกว่า “กลิ่นของความศักดิ์สิทธิ์” ในประเทศเอเชียก็มีความเชื่อว่าหากนักบวชรูปใดปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดเมื่อตายแล้วร่างกายจะไม่เน่าเปื่อย ซึ่งกรณีศพไม่เน่าที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกรณีของเซนต์นักบุญแบร์นาแด๊ต (ค.ศ. 1844-1879) ที่เสียชีวิตเมื่ออายุ36ปี แต่ร่างกายของเธอไม่เน่าเปื่อยเลย แถมสภาพเธอยังสดสวยงามราวนอนหลับเช่นนี้มานานจนถึงปัจจุบัน

ไขปริศนา ความจริงแล้วเรื่องศพไม่เน่านี้สามารถอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้นานแล้ว โดยสาเหตุศพไม่เน่านั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสภาพแวดล้อมต่างๆ และตัวผู้ตาย เป็นองค์ประกอบ อย่างศพเซนต์นักบุญแบร์นาแด๊ต เนื่องจากเป็นนักบวชจึงมีปริมาณไขมันในร่างกายต่ำ เช่น มีความระวังในการรับประทานอาหาร รับประทานแต่พอดี มี ทำให้ไม่มีไขมัน หรือมีน้อย ทำให้ของเสียในร่างกายมีน้อย ประกอบกับสภาพความชื้น สิ่งแวดล้อมที่การฝังศพในดินที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจนและแบคทีเรียและหนอนแมลงซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ร่างกายเน่าเปื่อย อีกทั้งในดินเองมีอุณหภูมิต่ำ แห้ง และสารบางอย่างที่ทำให้เกิดกระบวนการผลิตสู่ หรือ “Saponification” นั่นเอง ทำให้ร่างกายเป็นสู่หรือขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถอยู่ไปได้หลายร้อยปีหากเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมเหมาะสม ส่วนสาเหตุที่บางศพมีเส้นผมและเล็บก็ยาวขึ้นเหมือนครั้งมีชีวิตนั้นเป็นความเข้าใจผิดกันไปเอง เป็นเพราะผิวหนังหดยุบไปเอง หลังจากที่ตาย ลงไปมากกว่า เพราะการงอกของผมและเล็บอยู่ภายใต้ความควบคุมของฮอร์โมน ซึ่งจะหมดสิ้นลงพร้อมกับที่คนสิ้นลมเช่นกัน

 

9. Face on Mars

  

http://www.spacethai.net/content/view/281/30/

ในปี 1976 เกิดเรื่องราวโลกตกตะลึงขึ้นเมื่อมีการปรากฏภาพถ่ายจากยานไวกิ้งที่ 1 ซึ่งถ่ายได้จากบริเวณที่เรียกว่า Cydonia บนดาวอังคาร ได้ติดรูปใบหน้าคนบนพื้นผิวของดาวมาด้วย โดยรูปที่ถ่ายทีดังๆ มี 3 ภาพ ภาพแรกเป็นรูปหน้าคนเหมือนสฟิงซ์แห่งกิเซไม่มีผิดเพี้ยน ภาพสองเป็นรูปเหมือนพีระมืดบนดาวอังคาร และภาพที่สามเป็นรูปสิ่งก่อสร้างลึกลับที่เหมือนเส้นทางเดินอะไรสักอย่าง  องค์การนาสาแถลงว่า นี่เป็นเพียงข้อผิดพลาดของภาพถ่าย เนื่องจากการเล่นตลกของมุมกล้อง แสง และเงา เลยบังเอิญถ่ายรูปของภูเขาเป็นใบหน้าขึ้นมา อย่างไรก็ตามรูปดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งทฤษฎี ถึงความเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และมีวิทยาการสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา  

ไขปริศนา หากซูมใบหน้าบนดาวอังคารไปใกล้ๆ จะพบว่ามันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาเท่านั้นเอง โดยจากภาพถ่ายล่าสุดของกล้อง "ไฮไรส์" ขององค์การนาซ่า ที่ได้รับการเผยแพร่ ได้แสดงให้เห็นถึงภาพถ่ายที่ใกล้ที่สุดของวัตถุที่เคยเข้าใจผิดกันมาเป็นเวลานานนั้น แท้จริงแล้วก็คือหินที่เรียกว่า "เมซ่า" ซึ่งมีขนาดยาวประมาณ 2 ไมล์ และสูงประมาณ 200-300 ฟุต มีผู้เคยตั้งทฤษฎีไว้ว่า "ใบหน้า" ดังกล่าว อาจเกิดจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรมโบราณของมนุษย์ดาวอังคาร โดยภาพที่คาดว่าเป็นใบหน้ามนุษย์ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยตา จมูก และปากนั้น อาจเกิดจาก การตกกระทบของแสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งทำมุมได้อย่างพอดีกับพื้นผิวขรุขระของ ก้อนหินและปรากฏการณ์ที่เราเห็นใบหน้ามนุษย์ในวัตถุต่างๆนั้นเรียกว่า "Pareidolia" หรือ "อาการที่สมองของคนเราตีความแสงและเงาจากสิ่งต่างๆผิดพลาด จากสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย" ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงเห็นกระต่ายบนดวงจันทร์ หรือใบหน้าคนจากเศษใบชา เป็นต้น

 

9. The Wem Fire Apparition, 1995

   

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1995 ที่ศาลากลางจังหวัดเวมในเมืองชรอปไชร์ ประเทศอังกฤษ ช่างภาพสมัครเล่นท้องถิ่นคนหนึ่งได้ถ่ายภาพศาลากลางที่ตอนนั้นกำลังเกิดไฟลุกไหม้ และเมื่อล้างภาพก็ปรากฏรูปเด็กผู้หญิงลึกลับคนหนึ่งกำลังมองมายังกล้องถ่ายรูปโดยมีฉากหลังเป็นเปลวไฟกำลังลุกท่วมไหม้ตอนแรกหลายคนคิดว่าเธอเป็นเหยื่อไฟไหม้หากแต่จากการตรวจสอบบริเวณนั่นก็ไม่พบซากศพใดเลยและมีการยืนยันว่าในที่เกิดเหตุก็ไม่มีใครอยู่ที่บริเวณดังกล่าว ทำให้เชื่อว่าภาพถ่ายดังกล่าวเป็นรูปถ่ายติดวิญญาณและหลายเชื่อว่าวิญญาณรูปถ่ายนี้เป็นเด็กสาวอายุ 14 ปี ชื่อ เจน ชูรัมย์ ซึ่งตายเพราะถูกไฟคลอกตายเนื่องจากความสะเพร่าในการดับเทียนไขจนไฟไหม้บ้านในปี 1677  และนี้คือภาพถ่ายติดวิญญาณที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่าเป็นของแท้

ไขปริศนา ภาพดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณที่ทำขึ้น โดยใช้ภาพถ่ายจากโปสการ์ดรูปถ่ายเมืองเวมในปี 1992 มาตัดต่อ สังเกตภาพถ่ายโปสการ์ดดังกล่าวผู้หญิงประตูทางด้านซ้ายมือเหมือนผู้หญิงในรูปถ่ายติดผีไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาและหมวกของเธอที่เหมือนกัน ส่วนช่างภาพที่ถ่ายวิญญาณดังกล่าวเสียชีวิตในปี 2005 เขายังคงยืนยันว่าภาพถ่ายของเขาเป็นของจริงก่อนสิ้นลม อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาภาพดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติถ่ายภาพ สรุปได้ว่ามันคือของปลอม

 

8. Eltanin Antenna

  

1964 เรือ USNS เอลทานิล ซึ่งกำลังวิจัยเรื่องมหาสมุทรอยู่นั้น  ได้ถ่ายรูปวัตถุประหลาดใบหนึ่งในใต้พื้นทะเลในแอนตาร์กติกา ทางทิศตะวันตกของเคปฮอร์น ซึ่งต่อมาวัตถุประหลาดดังกล่าวได้ถูกกล่าวขานว่า “เสาอากาศเอลทานิล” โดยรูปร่างของมันเหมือนเสาอากาศ แต่ปัญหาก็คือเสาอากาศนี้อยู่ใต้ทะเลที่ลึกถึง 3904 เมตร และรูปร่างแปลกประหลาดกว่าเสาอากาศทั่วๆ ไป และทำไมมันถึงตั้งอยู่ในท้องทะเลดังกล่าว ทำให้คนหลายเชื่อว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างดาว หรือวัตถุโบราณล้ำยุค

ไขปริศนา มันคือฟองน้ำธรรมดาที่รูปร่างเหมือนเสาอากาศเท่านั้น โดยฟองน้ำดังกล่าว Cladorhiza concrescens หรือฟองน้ำเนื้อ ที่สามารถนำมากินได้ โดยฟองน้ำดังกล่าวมีก้านยาวและมีรากลึกลงไปในโคลนตม มีก้าน 4-6 ก้าน โดยส่วนใหญ่แล้ววัตถุลึกลับที่อ้างว่าแปลกประหลาดนั้นส่วนใหญ่มาจากการการสร้างสรรค์ของธรรมชาติล้วนๆ

 

6. Amelia Earhart

  

อเมเลีย เอียร์ฮาร์ต เป็นนักบินหญิงชาวสหรัฐคนแรกที่พยายามบินเดี่ยวทั่วโลกระยะทางประมาณ 29,000 ไมล์ หลังจากครั้งแรกล้มเหลวเธอก็พยายามอีกครั้งใน ปี 1937 เธอได้พยายามทำสถิติในการบินรอบโลกอีกครั้ง แต่ได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ เหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิก  ใกล้เกาะฮาวแลนด์เกาะเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางมหาสมุทร โดยสหรัฐฯ ได้ใช้เงินถึง 4 ล้านเหรียญในการค้นหาอเมเลียทั้งทางน้ำและทางอากาศ เป็นการค้นหาที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งยุคนั้น อย่างไรก็ดี เทคนิคในการค้นหาในยุคนั้นยังค่อนข้างโบราณ อาศัยเพียงความเห็นของคน การค้นคว้าจึงไม่บรรลุผล ทำให้จนบัดนี้ไม่มีใครพบเห็นหรือได้ยินข่าวของเธออีกเลย ปัจจุบันเอกสารหลักฐานเกี่ยวการหายและการค้นหาที่เป็นทางการยังถูกปกปิดเป็นความลับ

ไขปริศนา ความจริงแล้วการค้นพบกระดูกของอเมเลีย เมื่อปี 1940 เพียงสี่ปีหลังจากที่เธอหายไปนั้นเอง แต่ทำไมเรื่องราวกลับซับซ้อนวุ่นวายไปได้ โดยโครงกระดูกดังกล่าวถูกพบโพลงปูมะพร้าวบนเกาะนิกกุมาโรโร่ ( Nikumaroro) ซึ่งเป็นเกาะปะการังเล็กๆ ในเส้นทางที่นักบินใช้ ห่างจากฮาวาย 1800 ไมล์  และเมื่อนำมาตรวจสอบพบว่าสอดคล้องรูปพรรณของอเมเลีย คือเป็นผู้หญิงเชื้อสายยุโรปในสหรัฐอเมริกา และส่วนสูงก็ตรงกับเจ้าตัวอีก เชื่อว่าอเมเลียเครื่องบินขัดข้องจนต้องจอดเกาะดังกล่าว ซึ่งเกาะนั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศา และเธอก็ติดเกาะและใช้ชิวิตอย่างสิ้นหวังระยะหนึ่ง และเธออาจตายเพราะบาดเจ็บหรือติดเชื้อ หรืออาหารเป็นพิษหรือภาวะขาดน้ำในที่สุด และในปี 2007 นี้เองก็มีการค้นพบชิ้นส่วนกระจก และซิบ ที่ผลิตในยุค 1930 บนเกาะแห่งนี้ซึ่งคาดว่าเป็นของอเมเลีย(ก่อนหน้านั้นมีการค้นพบรองเท้าและของใช้อื่นๆ ด้วย) และข้อสรุปดังกล่าวทำให้เกาะฮาวแลนด์ที่ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเครื่องบินของอเมเลียตกไม่ใช่โดยสิ้นเชิง

 

5. Mary Celeste

             

เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย ได้เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์ ซึ่งเป็นเรือใบสองเสาขนาด ๑๐๐ ฟุตลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส(Azores) โดยเรือแมรี่ เซเลสต์นั่นได้แล่นออกจากนิวยอร์คไปเจนัว ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน เพื่อส่งสินค้าเป็นสุรา โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยา ลูกสาว ลูกเรือ และผู้โดยสาร รวมทั้งหมด 10 คน หลังจากสำรวจบนเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่าเพิ่งมีคนอยู่ที่นั่นจนถึงเมื่อครู่ บ่บอกอย่างชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน นอกจากนั้นยังไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ทรัพย์สินมีค่าต่างๆ บนเรือยังอยู่ครบถ้วน ยกเว้นสุราหายไป 9 บาร์เรล และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือเรือได้ผ่านอะซอเรสเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์

(เนื้อหาจากต่วยตูนพิเศษ http://www.tuaytoon.com/story.php?type=S&id=66)

ไขปริศนา เมื่อเร็วๆ นี้ ในปี 2006 ด็อกเตอร์ อานเดรอา เซลลา (นักเคมีจากมหาลัยในลอนดอน) ได้ออกมาสังเกตว่าเป็นไปได้ไหมว่าตัวการทำให้เกิดเรื่องราวลึกลับยิ่งใหญ่ในทะเลดังกล่าวเกิดจากสุราที่หายหายไป 9 บาร์เรล แน่นอนว่าสุราดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับลูกเรือแอบเอามาดื่มแล้วเมาแน่นอน หากแต่เป็นสมมุติฐานที่ซับซ้อนกว่านั้น ก็คือการระเบิดที่ไม่น่าเชื่อในเครื่องดิ่มแอลกอฮอล์ โดยด็อกเตอร์คนดังกล่าวได้สร้างแบบจำลองของเรือแมรี่ เซเลสต์ที่ใช้ก๊าซบิวเทน (ก๊าซไวไฟ เป็นก๊าซที่ติดไฟได้ง่าย เมื่อสัมผัสถูกความร้อน เปลวไฟ) จำลองการระเบิดที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกฮอล์ที่รั่วไหลถังที่ขนส่งทางเรือ โดยเครื่องดื่ม 9 บาร์เรล ดังกล่าวได้เกิดก๊าซระเบิดขนาดใหญ่ทำให้เกิดเปลวไฟขึ้น แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็น ทำให้ไม่มีเขม่าถูกทิ้งและไม่มีการเผาไหม้หรือระเบิด ผลคือทำให้เรือเกิดระเบิดประหลาดเกิดขึ้น และลูกเรือตกใจจนต้องลงเรือชูชีพและตายในท้องทะเลเพราะว่าขาดน้ำหรืออาหารในที่สุด ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวหลายฝ่ายยอมรับและสามารถอธิบายได้ว่าทำไมคนบนเรือจึงรีบร้อนลงจากเรือ

 

4. The Fate of Atlantis

  

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet3/dr_sutat/atlantis.htm

แอตแลนติส เป็นเมืองเกาะในตำนานที่ปรากฏในหนังสือของเพลโตนักคิดแห่งกรุงเอเธนส์ ที่เขียนราว 400 ปีก่อนคริสตกาล ในบทสนทนาระหว่าง "ทิมาอีอุส" กับ "ไครติอัส" โดยไครติอัส ที่พรรณนาเมืองแห่งนี้ว่า เป็นเมืองที่ปกครองโดยกษัตริย์ปกครองแผ่นดินที่มีมหานครบนกลางเกาะ และในใจกลางนครมีหมาราชวังและวิหารที่ยิ่งใหญ่ของเทพโพไซดอน ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้สีเขียวทุกหนแห่ง อากาศที่แสนวิเศษ ทำให้ผลไม้สุกปีละสองครั้ง ในแผ่นดินมีช้าง และสัตว์อื่นๆ มากมาย ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง ที่เมืองก็เจริญมั่งคั่งทั้งมีน้ำพุร้อนและเย็นสำหรับอาบ เป็นน้ำพุประดับ สวนสาธารณะและสวนผลไม้ มีที่สำหรับออกกำลังกายสำหรับบุรุษและม้า สนามม้าแข่งขนาดใหญ่ โรงทหาร ห้องคนเฝ้ายาม อู่เรือ ท่าเรือ เต็มไปด้วยเรือสิน ค้าและเรือทหาร ผู้คนเคารพกฎหมาย กษัตริย์ของพวกเขาก็ปกครองอย่างชาญฉลาดและยุติธรรม หากต่อมาพวกเขาต่างละโมบโลภมากและทะเยอทะยานจนเป็นเหตุทำให้ ซุส กษัตริย์แห่งทวยเทพโกรธเป็นอย่างมากเลยบันดาลให้เกิดมหันตภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย และแล้วเกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติสก็จมหายไปในทะเลไปตลอดกาล ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถสรุปว่าเมืองแอตแลนติสอยู่ที่ใดกันแน่และซะตากรรมที่แท้จริงเป็นอย่างไร  

ไขปริศนา เป็นที่เข้าใจหลายฝ่ายว่าตำนานของเพลโตเล่านั้นเป็นเรื่องสมมุติขึ้น เพื่อความบันเทิงมากกว่า สังเกตว่าเพลโตเป็นคนเดียวที่เขียนบันทึกอาณาจักรนี้ และนับตั้งแต่นั้นมาใครก็ตามที่พูดเมืองแอตแลนติสจะอ้างถึงเพลโตทั้งสิ้น และจากเอกสารก็ไม่มีใครรู้อย่างแน่ใจว่าเรื่องของเพลโตเขียนเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเพลโตเองก็เล่าว่าเขาได้ยินเรื่องแอตแลนตีสมาจากนักบวชชาวอียิปต์มาอีกที โดยนักบวชชาวอียิปต์ก็ก็บอกว่าได้ยินจากปากอีกต่อกันมา ซึ่งวิธีถ่ายทอดข้อมูลลักษณะแบบนี้ทำให้เนื้อหาของเรื่องผิดพลาดเสมอ และหากนักบวชชาวอียิปต์บอกว่าแอตแลนติกมีจริงทำไมเขาไม่เล่าเรื่องนี้ให้เฮโรโดตุสนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกฟังด้วย และนั้นเองทำให้นักวิชาการเชื่อว่าแอตแลนติกเป็นอาณาจักรไม่มีตัวตนโดยเพลโตเขียนเพื่อความบันเทิง สอนใจ โดยใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วมโลก  ภัยพิบัติธรรมชาติ และสงครามเพโลโพนีเข้าไปทำให้ดูน่าเชื่อถือ

 

3. The Tunguska Explosion

  

               ในวันที่ 30 มิถุนายน 1908 เกิดการระเบิดลึกลับขึ้นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพอดกาเมนนายาทังกัสก้า(ไซบีเรีย จักรวรรดิรัสเซีย (ปัจจุบันคือ กราสโนยาร์คไคร ตอนกลางของรัสเซีย) เมื่อเวลาประมาณ 7.12 น. ประมาณการว่า การระเบิดนี้มีความรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ระหว่าง 5 เมกะตัน ถึง 30 เมกะตัน หรือประมาณ 1,000 เท่า  ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศที่ความสูงประมาณ 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่ 5 ริกเตอร์ ทำลายพื้นที่ป่าประมาณ 80 ล้านต้น กินอาณาบริเวณประมาณ 2,150 ตารางกิโลเมตร และพยานที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเล่าว่าเห็นท้องฟ้าสว่างจ้าก่อนที่จะระเบิดด้วย และตอนที่ระเบิดเองทั่วยุโรปก็เกิดแสงบนฟ้าสว่างจ้าหลายวัน ส่วนทฤษฏีที่อธิบายเหตุการณ์ทังกัสก้าดังกล่าวก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากการตกของอุกาบาตร การระเบิดของยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว(แต่ไม่มีการค้นพบเศษชิ้นส่วนโลหะหรือแร่ธาตุที่ แปลกปลอมในบริเวณดังกล่าว)  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการระเบิดไฮโดรเจน หลุมดำ และการทดลองของนิโคลา เทสลาเข้าไปด้วย

               ไขปริศนา ในปี 2009 นักวิทยาศาสตร์สรุปปรากฏการณ์ลึกลับดังกล่าวว่าเกิดจากดาวหาง (เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของดาวหางเอนซ์เค) ที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเมฆเรืองแสง โดยเมฆเรืองแสงหรือ Noctilucent Clouds เป็นกลุ่มเมฆรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนมีและเกิดแสงสว่างมาก พบมากในช่วงพลบค่ำ มักเกิดในอุณหภูมิที่เย็นจัด และนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์เห็นท้องฟ้าในตอนนั้นสว่างจ้า และเมื่อดาวหางเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศโลกก็จะปล่อยไอน้ำแข็งออกมาเป็นปริมาณมากและไอน้ำแข็งของดาวหางก็จะสัมผัสบรรยากาศชั้นสูงของโลกที่เย็นจัด ทำให้ไอน้ำแข็งเคลื่อนที่กระจายไปไกลทั่วทั้งยุโรป จนเป็นเหตุทำให้ท้องฟ้าสว่างอยู่นานหลายวันหลังการระเบิด ซึ่งทฤษฏีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในวงกว้างแม้ว่าจะมีหลายฝ่ายคัดค้านว่าดาวหางไม่น่าจะมีเสียงดังขนาดนั้นก็ตาม

  

2.Stonehenge & Pyramids

  

กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ของอังกฤษ และปิรามิดอียิปต์ ทั้งสองสถานที่ล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการสร้างแล้ว สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกประหลาดใจมากที่สุด สิ่งก่อสร้างทั้งสองอยู่ในบริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและก้อนหินที่นำมาสร้างสถานที่ดังกล่าวเลย ทำให้เชื่อว่าหินเหล่านี้มาจากที่อื่น แต่ปัญหาคือผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาได้อย่างไร ในเมื่อหินที่ใช้ก่อสร้างนั้นเป็นหินขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก  หนักเป็นตัน คนธรรมดาหลายคนก็ยังยกไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนัก ๆ หลาย ๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้ อย่างง่ายดายอย่างที่เห็น มันเป็นได้อย่างไร ในเมื่อสมัยก่อนไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เป็นฝีมือพลังอำนาจเหนือธรรมชาติหรือเป็นฝีมือของยักษ์หรือมนุษย์ต่างดาวอย่างไงเหรอ?

ไขปริศนา เมื่อไม่นานมานี้เอง วอลลี่ รัสเซลตัน ซึ่งเป็นคนงานก่อสร้างจากมิชิแกนได้ออกมาเฉลยวิธีการสร้างสโตนเฮนจ์ชนิดหลายฝ่ายเถียงไม่ออก โดยเขาได้จำลองวิธีการสร้างกองหินประหลาดโดยใช้วัสดุและเทคนิคเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทันสมัยใดๆ (และไม่ใช้จำนวนคนมากด้วย) โดยเขาแสดงนี้ในรายการ “โลกรายวัน” ซึ่งเป็นรายการวิทยาศาสตร์แคนาดา โดยจากภาพเขาทำสโตนเฮนจ์ด้วยคอนกรีตขนาดใหญ่หนักหลายตัน อุปกรณ์ของเขาก็ใช้เครื่องมือเรียบง่าย เช่น คัน คาน มาใช้เป็นเครื่องถ่วงน้ำหนัก และแกนหมุน โดยเขานำบล็อกคอนกรีตขนาดใหญ่ด้วยการใช้คานและแกนหมุนยกมันขึ้นต่อเรียงกัน สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ และเทคนิคดังกล่าวถือว่าเป็นคำตอบอย่างดีในเรื่องสิ่งก่อสร้างหินขนาดยักษ์ทั้งหลายบนโลกได้แล้วว่าพวกเขาขนย้ายและสร้างมันได้อย่างไร เอาเป็นว่าดูคลิปข้างล่างท่านก็เข้าใจเองว่าทำไม

http://www.youtube.com/watch?v=-K7q20VzwVs

 

1.Anastasia
                
                แกรนด์ ดัชเชส อนาสตาเซีย แห่งรัสเซีย ทรงเป็นพระราชธิดาลำดับที่ 4 (ลูกสาวคนสุดท้อง) ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระนางอเล็กซานดราแห่งราชวงศ์โรมานอฟ แห่งรัสเซีย ที่ทรงถูกประหารหมู่พร้อมพระบิดา พระมารดาและเชื้อพระวงศ์ ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย เมื่อวันที่ 17กรกฎาคมค.ศ.1918 ในห้องใต้ดิน ณ เมืองเอคาเตลินเบิร์ก โดยกองกำลังตำรวจลับบอลเชวิก ซึ่งในตอนนั้นพระนางมีพระชนมายุเพียง17ชันษา อย่างไรก็ตามเรื่องราวของเธอยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นเพราะมีข่าวลือว่าเจ้าหญิงอนาสตาเซียยังคงมีชีวิตอยู่  เพราะขณะที่ฝ่ายบอลเชวิคยิงประหารพระองค์กระสุนได้กระทบกับเครื่องประดับทำให้ไม่ตายและ พระองค์ก็ทรงแกล้งสิ้นพระชนม์ เรื่องราวยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อใน ค.ศ. 1922 ก็ได้มีสตรีผู้หนึ่งนามว่า แอนนา แอนเดอร์สัน ประกาศตนว่าเป็นอนาสตาเซีย แต่ก็ได้มีการตรวจดีเอ็นเอใน ค.ศ. 1994 และผลที่ได้คือ เธอมิใช่อนาสตาเซียตามที่อ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ดียังมีผู้แอบอ้างว่าเป็นอนาสตาเซียมากมาย ทำให้หลายคนลังเลว่าตอนนี้อนาสตาเซียมีซะตากรรมเป็นอย่างไรกันแน่?

ไขปริศนา มีการค้นพบศพของอนาสตาเซียเป็นที่เรียบร้อย ในปี 1991 ซึ่งเหตุผลหลักที่ทำไมความลับของอนาสตาเซียถึงกลายเป็นตำนานก็เนื่องด้วยสองเหตุผล ก็คือไม่พบพระศพของอนาสตาเซียในที่ถูกนำไปทิ้งในป่า ซึ่งความจริงแล้วพระศพอยู่ห่างออกไป 70 เมตรของหลุมศพขนาดใหญ่ของครอบครัว นอกจากนั้นยังมีการพบพระศพหนึ่งเป็นของ ซาเรวิช อเล็กซี พระโอรสองค์เล็ก(ซึ่งเป็นอีกคนที่ถูกเชื่อว่ายังคงมีชีวิตอยู่เพราะพระศพหายไป) โดยจากการทดสอบดีเอ็นเอทางนิติเวชวิทยาได้รับยืนยันจากนักวิชาการว่าคือพระศพของอนาสตาเซียตัวจริง ส่วนกรณีที่หลายคนมาอ้างว่าเป็นอนาตาเซียมากมายนั้นก็เนื่องมากจากหวังมรดกของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ที่ฝากไว้กับธนาคารต่างๆ ทั่วยุโรป ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล พอทำให้คนหนึ่งใช้ได้ตลอดชีวิตไม่มีหมดนั้นเอง

 

 

 


อ้างอิงจากบทความ

6 Famous Unsolved Mysteries (That Have Totally Been Solved)

http://www.cracked.com/article_18718_6-famous-unsolved-mysteries-that-have-totally-been-solved.html

ส่วน 4 อันดับที่เหลือมาจากการสุ่มวิกิพีเดียอังกฤษ

 

+ +



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 373 : 10 เมื่อปริศนาลึกลับของโลกถูกไขปริศนาจนกระจ่าง?? , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22434 , โพส : 20 , Rating : 85% / 11 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 20 : ความคิดเห็นที่ 21473
** หุหุ ชอบมากๆเลยครับ **


genting club / royal1688 / holiday palace

Name : หนูนา [ IP : 176.67.86.44 ]

วันที่: 15 มกราคม 2559 / 13:25
# 19 : ความคิดเห็นที่ 21175

รอต่อไป......................<< gclub >>
Name : เกมมี่ [ IP : 123.254.107.229 ]

วันที่: 9 กรกฎาคม 2558 / 09:02
# 18 : ความคิดเห็นที่ 20083
เรื่องบางเรื่องปล่อยไว้เป็นปริศนาจะดีกว่า
Name : r4r4 [ IP : 110.169.161.113 ]

วันที่: 9 พฤษภาคม 2557 / 17:07
# 17 : ความคิดเห็นที่ 14388

เก่ง O O!! แล้วสโตนเฮนจ์เค้าเอาหินก้อนข้างบนมาวางพาดบนหินสองก้อนแบบสโตนเฮนจ์ยังไงคะ  


PS.  วายุน่ะ มักจะมาเคียงข้างกับพิรุณอยุ่แล้ว เมฆาที่ลอยอยู่ภายใต้ผืนนภา และคอยปกป้องท้องนภานั้นตลอดไป^ ^[♥8059 1827♥] ...ท้องนภาผืนนี้ อาจจามีอีกท้องนภาที่คอยเฝ้ามองอยุ่ก้ได้นะ^ ^[♥2727]
Name : CizEL_Pz < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ CizEL_Pz [ IP : 58.9.204.53 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 มกราคม 2555 / 22:16
# 16 : ความคิดเห็นที่ 13903
 ขอบคุณคะ
PS.  สักวันหนึ่งเธอจะรู้...สักวันหนึ่ง...อี้ผิงรออยู่นะคุณฮิบาริ
Name : Ich Liebe Dich < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Ich Liebe Dich [ IP : 223.205.83.50 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2554 / 12:15
# 15 : ความคิดเห็นที่ 13744
  ขอบคุณมากค่ะ
Name : GoaT_TiE_NR < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ GoaT_TiE_NR [ IP : 115.87.226.170 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 พฤศจิกายน 2554 / 01:21
# 14 : ความคิดเห็นที่ 13354
 O_Oในที่สุดสโตนเฮนจ์ก็มีวิธีแบบนี้!! 
PS.  - -
Name : Angel Evil < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Angel Evil [ IP : 183.89.70.252 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ตุลาคม 2554 / 00:48
# 13 : ความคิดเห็นที่ 13251
ขอบคุณนะค้าา :D
PS.  ฉันว่า... คำว่าเพื่อนน่ะ เจ๋งที่สุด! , รัก SUPER JUNIOR มาก ;)
Name : Sugar maniaˋ♡ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Sugar maniaˋ♡ [ IP : 124.120.205.101 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 ตุลาคม 2554 / 17:12
# 12 : ความคิดเห็นที่ 12933
อันดับที่ 2
เราว่ามันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นน่ะ
ไม่รู้สิ ^^
แต่โลกใบนี้ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ
ส่วนข้ออื่นก็ดีจ้า :D
Name : ~*The-Kingkongz*~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~*The-Kingkongz*~ [ IP : 180.183.168.56 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 กันยายน 2554 / 18:18
# 11 : ความคิดเห็นที่ 12909
เรื่องของแอตแลยติส เคยได้ฟังจากอาจารย์ท่านหนึ่งสอนเกี่ยวกับดาราศาสตร์
เขาบอกว่าเคยมีการบันทึกการค้าขายของพวกอังกฤษ อเมริกา และอีกหลายประเทศ
บันทึกไว้ว่าได้ทำการค้าขายกับประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป
โดยบอกว่าเมืองนี้มีความเจริญของวัฒนธรรม การค้า และวิทยาการมาก
แต่ปัจจุบันเมืองแห่งนี้หายไปไหน?
นักวทิยาศาสตร์กล่าวว่า ตำแหน่งของเมืองแอตแลนติสนี้อยู่บนแนวหินใหม่พอดี
ซึ่ง แนวหินใหม่คือบริเวณระหว่างอเมริกาและยุโรป เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นโลก
โดยทวีปอเมกาและยุโรปจะเคลื่อนอออกจากกันเรื่อยๆ ส่วนที่แยกออกก็จะยุบตัวไปเนื่องจากโดนลาวาละลาย
และมีการปะทุของลาวามาแทนส่วนนั้นๆ แอตแลนติสจึงถูกสูบลงไปใต้พื้นดินนั่นเอง
ประมาณนี้ถ้าจำไม่ผิด
Name : ferill the killer of demos < My.iD > [ IP : 58.9.155.186 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กันยายน 2554 / 18:21
# 10 : ความคิดเห็นที่ 12784
งี้มรดกพระเจ้าซาร์ก็ไม่มีคนสืบทอดจิ... เสียดายอะ
Name : วอเตอร์ [ IP : 202.12.97.122 ]

วันที่: 11 กันยายน 2554 / 02:12
# 9 : ความคิดเห็นที่ 12776
 ความคิดเห็นที่ 7

หนังสือที่คุณเคยอ่านเป็นหนังสือนิยายรึเปล่าคะ เพราะเราก็เคยอ่านเล่มนี้เหมือนกัน
เราว่ามันคงเป็นแค่นิยายแหละค่ะ ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก
แต่ว่านักเขียนแต่งได้เหมือนจริงมาก ทำให้เรารู้สึกอินกับเนื้อเรื่อง และคิดว่าเป็นเรื่องจริงเท่านั้นเอง :)


PS.  I'm E.L.f & support B2ST
Name : AnGeL_LeeTEUK < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ AnGeL_LeeTEUK [ IP : 58.11.105.170 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 กันยายน 2554 / 17:57
# 8 : ความคิดเห็นที่ 12770
 เห็นด้วยเกือบทุกข้อ แต่อ่านะ ข้อ2 ผมเฉยเฉยแล้วกัน

ดีใจกับข้อ 6 ที่เธอได้ถูกพบเจอซักทีดีใจด้วย 

ทุกเรื่องนี่พอเฉลยมาแล้ว มันล้วนงี่เม่าฟมดเลยอ่า 55+

ยิ่งข้อหน้าดวอังคาร วัยรุ่นเซ็งเลย 

Name : จิ้งจอกพเนจร < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จิ้งจอกพเนจร [ IP : 110.168.70.232 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 กันยายน 2554 / 12:46
# 7 : ความคิดเห็นที่ 12763
เคยอ่านในหนังสือวาระสุดท้ายของพระเจ้านิโคลัสซาร์อ่ะ รู้สึกเค้าฝังอเล็กโอรสองค์เล็กไว้ที่ใต้ต้นไม้เพราะหลังประหารได้มีการขนพระศพย้ายออกมา
แต่พระศพของอเล็กได้ร่วงลงมาทหารที่้เคยอาศัยในบ้านของพวกโรมานอฟรุ้สึกสำนึกผิดเลยนำพระศพไปฝัง แล้วก็รู้สึกตอนจบของหนังสือจะออกว่า แกรนดัชเชส มาเรีย ยังมีชีวิตอยู่ แต่พวกเขาพยายามปิดไว้ ลองไปหาอ่านดู ผมจำไม่ค่อยได้เพราะอ่านนานมาก = =
Name : อั้ยยะ [ IP : 58.8.130.117 ]

วันที่: 8 กันยายน 2554 / 16:46
# 6 : ความคิดเห็นที่ 12758

อือหือ น่ากลัวนิ


PS.  ดีดีชอบอ่านิยายมากเลย ฝากเรื่องนี้ด้วนะครับ Freedom Fantasy World Online http://writer.dek-d.com/godwinggj/story/view.php?id=533054
Name : Godwing < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Godwing [ IP : 122.154.16.246 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 กันยายน 2554 / 13:46
# 5 : ความคิดเห็นที่ 12754
หุหุ สนุกมากครับ รออันดับ 1 อิอิ

PS.  ดีดีชอบอ่านิยายมากเลย ฝากเรื่องนี้ด้วนะครับ Freedom Fantasy World Online http://writer.dek-d.com/godwinggj/story/view.php?id=533054
Name : Godwing < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Godwing [ IP : 122.154.16.246 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 กันยายน 2554 / 12:22
# 4 : ความคิดเห็นที่ 12752

สโตนเฮนจ์มีวิธีแบบนี้ด้วย ไม่น่าเชื่อ!


PS.  สึนะก็ดูดี มุคุโร่ก็หล่อล่ำ ฮิบาริก็น่าหม่ำ เฮ้ออยากได้เป็ยสามีจังเลย
Name : LikeCartoon < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ LikeCartoon [ IP : 110.49.226.45 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 กันยายน 2554 / 22:14
# 3 : ความคิดเห็นที่ 12751

โทษทีครับเน็ตเสียไป 4 วัน


PS.  สมาคมหอยหลอดแห่งประเทศเทย
Name : cammy < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cammy [ IP : 118.172.126.229 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 กันยายน 2554 / 14:30
# 2 : ความคิดเห็นที่ 12736
เคยดูสารคดี เห็นเขาว่าก้อนหินที่สร้างพีระมิดเขากระเทาะแล้วเอาท่องแม่น้ำไนน์มานะครับ(นครวัดก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน แต่ก้อนหินไม่ใหญ่เท่า)
อ้อ แล้วก็เห็นว่านักประวัติศาสตร์ลองเอาทฤษฎี "ลูกกลิ้งหิน--โดยเอาไม้มาติดรอบขอบหินให้มันมีรูปร่างเหมือนล้อแล้วกลิ้งดู ปรากฏว่าทุ่นแรงกว่าใช้แรงงานคนลากเยอะเลยครับ))(แต่ไม่รู้ทฤษฎีลุงเค้าจะถูกรึเปล่านะ)
Name : อาลู่ หลานอาแล [ IP : 202.28.27.2 ]

วันที่: 3 กันยายน 2554 / 21:59
# 1 : ความคิดเห็นที่ 12728
 แม่เจ้า ปิรามิด
PS.  เฮ้อ... ให้ตายเซะ อิ่มวุ้ย !
Name : Raftale (อลิซาเบธ) < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Raftale (อลิซาเบธ) [ IP : 124.120.157.32 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 กันยายน 2554 / 18:12
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android