คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 353 : 10 เรื่องลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตำนาน


     อัพเดท 5 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 4,727 Overall : 2,737,612
22,171 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7169 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 353 : 10 เรื่องลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตำนาน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 14905 , โพส : 10 , Rating : 75% / 4 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



 

บันทึกประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นแหล่งรวมเรื่องลึกลับก็ว่าได้ นอกเหนือจากดินแดนแอตแลนติสที่เรารู้จักกันดีแล้ว ยังมีการสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์และการไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ บางคนคิดว่าเป็น ยูเอฟโอ หริอไม่ก็สัตว์ประหลาดเลยก็มี และนี้คือ 10 เรื่องลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตำนาน ที่ไม่ค่อยดังเท่าแอตแลนติส

 

10. Brentford Griffin

    

เบรนท์ฟอร์ด เป็นพื้นที่หนึ่งของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่เรียกว่าเป็นเมืองแห่งกริฟฟิน สัตว์ในเทพนิยายร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรี ครึ่งสิงโต โดยส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีก เป็นนกอินทรี ส่วนลำตัวและขาคู่หลังเป็นสิงโต และมีหางเป็นงู(และแต่ในแต่ละตำนาน) โดยเมืองดังกล่าวนั้นมีแต่สัญลักษณ์รูปกริฟฟินเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น พาร์ทเมนท์ชื่อกริฟฟิน ผับกริฟฟริน ทีมฟุตบอลเบรนท์ฟอาร์ดยังมีตรากริฟฟินและนอกเหนือจากนั้นเจ้ากริฟฟินยังเป็นตำนานของเมืองที่มีพยานในเมืองดังกล่าวพบเห็นสัตว์ดังกล่าว โดยในปี 1984 เควิน(Kevin Chippendale) กำลังเดินเท้าบนถนนเบรนท์ฟอร์ด(อยู่ตินสวนสาธารณะกริฟฟิน) ผ่านอพาร์ทเมนที่ชื่อ “Green Dragon” พวกเขาก็พบเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เหมือนสุนัขมีปีกบินผ่านท้องฟ้า ปีกดังกล่าวค่อนข้างใหญ่ และงอยปากค่อนข้างยาว และนายเควินก็เห็นสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1985 นอกจากนั้นยังมีรายงานอื่นๆ มากมายตามมาอีกมากมายตามมา เช่นผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ แอนเจล่า (Angela Keyhoe) ได้พบเห็นกริฟฟินในขณะที่เธออยู่บนรถบัส โดยมันนั่งอยู่บนเครื่องวัดก๊าซที่อยู่ถัดศูนย์ศิลปะ เธอบอกว่ามันคล้ายนกยักษ์สีดำ และผุ้โดยสารบนรถบัสก็เห็นสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเช่นเดียวกับเธอ และอีกรายนักจิตวิทยาจอห์น(John Olssen) ในขณะวิ่งอยู่กับแม่น้ำเทมส์เขาก็เห็นกริฟฟิน ซึ่งเรื่องราวการพบเห็นกริฟฟินดังกล่าวเคยขึ้นหัวข้อหนังสือพิมพ์และมีรายงานทางโทรศัพท์มากมายไปพักใหญ่

ความจริงแล้วตำนานของกริฟฟินนั้นเป็นความเชื่อของบาบิโลเนียและเปอร์เซียในตะวันออกกลาง และต่อมาเป็นตราสัญลักษณ์ของโรมันและสัญลักษณ์แห่งอำนาจประจำตระกูลของยุโรป นอกจากนี้ยังมีตำนาน โดยว่ากันว่า กัปตันเจมส์คุกเคยพาสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่ากริฟฟินจากเกาะแปซืฟิกกลับมาที่ประเทศอังกฤษในปี 1770 และเชื่อว่ามันอาจเป็นลูกหลานของกริฟฟิน เบรนท์ฟอร์ดดังกล่าวก็เป็นไปได้

 

9. Amphibians in Ancient Iraq

  

ในสมัยที่โลกยังคงมีดินแดนที่มีอารยธรรมที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกสมัยโบราณ ที่รอบๆ มีกลุ่มชนต่างๆ ที่สร้างสรรค์อารยธรรมดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน สุเมเรีย และ อัคคาเดีย อยู่ร่วมกัน ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่โดยตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำไทกริส และแม่น้ำยูเฟรทีส ซึ่งปัจจุบันนี้ อยู่ในเขตแดนของประเทศอิรัก  ซึ่งดินแดนดังกล่าวเต็มไปด้วยความลึกลับและเป็นต้นกำเนิดของหลายอารยธรรมของโลก โดยสิ่วประดิษฐ์หลายชนิดที่เรียกว่าการเขียนและล้อ สถาปัตยกรรม ตัวอักษร ศิลปกรรม ล้วนมีต้นกำเนิดจากอารยธรรมดังกล่าว

หนึ่งในตำนานที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมโสโปเตเมียก็คือพระเจ้าของพวกเขา ซึ่งหลายคนเรียกว่าโอนเนส (Oannes) เทพแห่งทะเล โผล่มาจากอ่าวเปอร์เซียและได้สอนให้ชาวสุเมเรียเรียนรู้เรื่องยา ดาราศาสตร์ การเมือง จริยธณรม และกฎหมายที่ครอบคลุมความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ โดยบันทึกได้บรรยายเทพเจ้าโอนเนสอย่างละเอียดว่า โอนเนสรูปร่างคล้ายเงือกครึ่งบกครึ่งน้ำ ร่างกายเป็นปลา หัวและเท้าด้านล่างคล้ายของมนุษย์ มีหางเป็นปลา สามารพูดภาษามนุษย์ได้ อีกทั้งเสียงและภาษายังเป็นชั้นสูง  เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลาลับจะกลับสู่ทะเล และจะมาใหม่ โดยสิ่งที่โอนเนสสอนมนุษย์นั้นเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่าชาวสุเมเรียนมีวิทยาการเกินกว่าหลายคนเข้าใจมาก โดยเฉพาะเรื่องของดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ที่มีความแม่นยำยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์เสียอีก

  

8. Malawi Terror Beast

  

สัตว์ร้ายแห่งมาลาวี(เป็นชื่อสัตว์ลึกลับที่ไม่ทราบรูปร่างลักษณะที่แท้จริง เพราะว่าคนที่เห็นเกิดความหวาดกลัวและสับสน โดยมันออกอาละวาดอย่างในชนบทมาลาวีซึ่งฆ่าคนไปอย่างน้อยสามคน และทำร้ายคนอีกสิบหกคนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงเดือนแรก ใน ค.ศ. 2003

ในเขตโดวา  ทางภาคเหนือห่างจากหนึ่งร้อยกิโลเมตรจากเมืองหลวงของจังหวัดลีลองวี ประเทศมาลาวี มีรายงานว่ามีสัตว์ร้ายกระหายเลือดรูปร่างเหมือนหมาขนาดยักษ์โจมตีและทำร้ายชาวบ้าน และมันได้ฆ่าคนตายสามคนที่เป็นหญิงชราสองคนและทารกอายุสามปีอีกหนึ่งคน โดยสัตว์ร้ายขบกระบาล แล้วกินเครื่องในและอวัยวะสืบพันธุ์ของเหยื่อทั้งสาม และมันบดกระดูกพวกเขาอย่างง่ายดาย ผู้ที่รอดชีวิต(มาได้ต้องทุพพลภาพสาหัส บางคนเสียแขนและขาทั้งสอง หรือกระทั่งดวงตาหรือหูทั้งสองก็มี หญิงคนหนึ่งซึ่งรอดชีวิตถูกสัตว์ร้ายแหวะปากและจมูก ด้วยเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านอย่างน้อยสี่พันคนเทครัวไปจากหมู่บ้านสี่แห่ง แล้วพากันไปหลบอยู่ที่ศาลากลางพร้อมกับป้องกันสัตว์ร้ายด้วยอาวุธปืนที่ระดมกำลังท้องถิ่น ตำรวจ และทหารของมาลาวีมาช่วย

พยานที่พบเห็นมันรายงานว่า สัตว์ร้ายตัวนี้คล้ายกลับตัวที่ฆ่าคนไปห้าคน กุดแขนขาคนไปอีกยี่สิบคน และถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิงตายไปเมื่อปีก่อน เจ้าพนักงานสัตว์ป่าคาดว่าสัตว์ร้ายนี้คงเป็นหมาในซึ่งติดเชื้อกลัวน้ำ แต่ชาวบ้านว่าสัตว์ร้ายนั้นตัวใหญ่กว่าหมาในที่ว่ามาก บางคนเชื่อว่าสัตว์ร้ายตัวนี้เป็นหนึ่งในฝูงที่พวกเขาเคยล่าสังหารไปและวกกลับมาล้างแค้น

 

7.Vimana

  

วิมานะ เป็นเครื่องบินในตำนานของสันสกฤตโบราณของประเทศอินเดีย โดยเรื่องราวของวิมานนั้นถือกำเนิดก่อนพระเยซูคริสต์หลายฟันปี โดยวิมานนั้นปรากฏอยู่ใน ศิลาจารึก พระเวท รามายณะ มหาภารตะเองก็กล่าวถึงวิมนในรูปของรถศึกเพลิงกัลป์ว่า ภีมะขับรถของเขาบินสู่ฟากฟ้า ลุกสว่างราวกับแสงอาทิตย์ เสียงดังราวกับฟ้าผ่า ราชรถที่อยู่บนฟ้า ลุกสว่างราวกับเปลวเพลิงที่ส่องสว่างฟากฟ้ายาวค่ำคืนของฤดูร้อน มันบินโฉบไปราวกับผีพุ่งใต้ ราวกับมีพระอาทิตย์สองดวงกำลังส่องแสงอยู่กระนั้น และสวรรค์ทั่วทั้งชั้นฟ้าก็สว่างขึ้นบัดดล ตามหลักฐานต่างๆ มีการค้นพบว่าชาวอินเดียโบราณสมัยนั้นใช้ยวดยานพาหนะที่สามารถบินได้ชื่อ วิมานะโดยรูปร่างของมันบรรยายไว้ว่า มันเป็นยานที่มีสองชั้น รูปร่างค่อนข้างกลม มีท่อไอเสียอยู่ด้านล่าง และในห้องผู้โดยสารด้านบนมีรูปร่างคล้ายโดม ประกอบด้วยดาดฟ้าสองชั้น มีรูระบายอากาศโดยรอบ  บินด้วย(มีหลายรูปร่างแล้วแต่จะบันทึกไว้) ความเร็วที่ยิ่งกว่าสายลมและมีเสียงที่ดังมาก แน่นอนว่าเรื่องของวิมานเป็นที่ถกเถียงกันมาก ทำให้แตกเป็นสองเสียง  กลุ่มแรกเห็นว่ามันเป็นเพียง"ตำนาน"เท่านั้น ก็แค่นิทานและจินตนาการของกวี แต่อีกกลุ่มเชื่อว่าในอดีตมนุษย์เคยมีการติดต่อกับสิ่งทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก รวมถึงทำสงครามกันด้วยอากาศยานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาแล้ว โดยมีหลักฐานต่างๆ มากมายมาสนับสนุน   ซึ่งหลักฐานที่สนับสนุนมากที่สุดก็คือหลักการบินที่คล้ายกับหลักการบินของเครื่องบินในปัจจุบัน และที่ซากปรักหักพังแห่งหนึ่งใน Mohenjo Daroอายุกว่า 1000 ปี ได้ค้นพบโครงกระดูกที่มีระดับกัมมันตภาพรังสีที่ทะลุถึงร่างกาย คล้ายกับกรณีจองนางาซากิและฮิโรชิม่า และชาวฮินดูโบราณยังเชื่อว่ายานวิมานมีอยู่และยังคงถูกเก็บซุกซ่อนอย่างเป็นความลับ ว่ากันว่า สมาคมลึกลับที่เรียกตัวเองว่า ภราดรภาพ(Brotherhoods) ได้เก็บยานวิมานกับยานไวลิกซี่ไว้ในถ้ำลึกลับที่ไหนสักแห่งในทิเบตหรือใจกลางเอเซียรวมทั้งทะเลทรายลอปนอร์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของจีน ที่มีคนกล่าวขวัญกันมากที่สุดว่าเป็นศูนย์กลางของลึกลับ UFO

 

6. Valley of the Headless Men

                  

                ในอุทยานแห่งชาตินาฮานนี อุทยานแห่งชาติทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่าหุบเขาของคนไร้หัว ซึ่งสถานที่ดังกล่าวสามารถเข้าได้เพียงเรือหรือไม่ก็เครื่องบินเท่านั้น เมื่อคุณเข้าไปก็พบว่ามันเป็นสถานที่วิเศษสวยงามราวกับโลกแฟนตาซี  มีแต่สิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติเป็นจำนวนมากมาย เช่น หลุมยุบ, น้ำพุ และน้ำตกที่ขนาดใหญ่เกือบสองเท่ากว่าน้ำตกไนแองการ่า และหลายคนเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยทองคำ

 แม้ว่าชื่อเสียงหุบเขานี้จะมีมากมาย แต่กระนั้นมันกลับมีชื่อน่ากลัวว่าหุบเขาของคนไร้หัว เนื่องจากหุบเขา 200 ไมล์นั้นกลายเป็นสถานที่น่าขนหัวลุกด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตและการหายสาบสูญในหลายปีที่ผ่านมา ความผิดปกติเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1908 เมื่อ แมกเลียด์ บราเซอร์ เกินทางมาหาทองในหุบเขา และเขาก็หายไปก่อนที่พี่น้องจะพบร่ายกายของเขาถูกตัดหัวถูกทิ้งใกล้แม่น้ำ ในปี 1945 มาร์ติน จอร์เก้น คนขุดแร่ที่เดินทางไปหุบเขาแห่งนั้นได้พบร่างของเขาในถุงนอนและศีรษะของเขาถูกตัดออกหลุดจนถึงไหล่  ว่ากันว่าหุบเขาแห่งนี้มีตำนานน่ากลัวมากมาย เป็นที่สิงสู่ความชั่วร้าย จนกลายเป็นหุบเขาแห่งความตายดังกล่าว ชนเผ่าอินเดียแดงในแถบนั้นพยายามหลีกเลี่ยงไม่กล้าเข้าพื้นที่ในบริเวณนั้น แต่กระนั้นอย่างไรก็ตามทุกวันนี้ยังมีหลายคนพยายามที่จะสำรวจสถานที่ดังกล่าวเพราะเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโลกที่สูญหายที่เต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจรและอากาศร้อน

 

5. The Malta Catacombs

  

คาตาคอมส์ เป็นชื่อเรียกของโบราณสถานของมนุษย์ ซึ่งเป็นสุสานใต้ดินที่ใช้สำหรับพิธีศพหรือที่ฝังศพ โดยสุสานแห่งนี้มีจำนวนมากในอาณาจักรโรมันบางแห่งมีการวางกลไกป้องกัน

ในปี 1902 ที่เมืองเปลาเลา ประเทศมอลตา ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กในทะเลเมดิตอร์เรเนียน ทางตอนใต้ของอิตาลี คนงานได้ค้นพบทางใต้ดินที่ซับซ้อนในสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุกว่า 3000 ปีโดยบังเอิญในขณะที่กำลังพัฒนาที่อยู่อาศัย และสถานที่ดังกล่าวได้กลายเป็นมรดกโลกพร้อมชื่ออย่างเป็นทางการว่า ฮัล ซาฟลิเอนี ไฮโพเจียม จากการสำรวจอย่างละเอียดพบว่ามีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์กว่า 30,000 ร่างในห้องพิธีฝังศพ มีทั้งชายหญิงและเด็ก แต่สิ่งที่แปลกก็คือกะโหลกหลายคนรูปร่างกว้างผิดปกติ และนักวิทยาศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์หลายคนถึงกับงงงวยที่จะอธิบายเรื่องดังกล่าว ซึ่งต่อมาเรื่องก็ได้เผยแพร่ออกมาโดยหลายคนเชื่อว่ามันเป็นหลักฐานของการมีตัวตนของสายพันธุ์มนุษย์ใต้ดิน

ตามข้อมูลไฮโพเจียมเป็นเป็นเส้นทางใต้ดินที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยใช้อุปกรณ์ขนาดยักษณ์ยกหินปูนปะการังขนาดใหญ่ เดิมสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ แต่ต่อมาใช้เป็นสุสาน พร้อมกับเชื่อว่าเป็นที่บูชายัณมนุษย์ให้แก่เทพเจ้าที่พวกเขาเรียกมันว่า “งู” โดยการโยนมนุษย์ลงไปในสุสานเพื่อให้งูกินเพื่อป้องกันไม่ให้งูโกรธทำอันตรายตนบนเกาะ และเมื่อพบก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของมอลตาในที่สุด พร้อมกับข่าวลือลึกลับแปลกๆมากมาย เช่น ทางรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ได้ปกปิดเรื่องของนักโบราณคดีหลายรายตายลึกลับหลังจากขัดถูข้อความและภาพวาดโบราณจากผนัง และมีคนพบเห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายสัตว์เลื่อยคลานมีผมสีขาวไต่ผนังผ่านไปผ่านมาในห้องพิธีฝังศพ  นอกจากนี้ยังมีเสียงเด็กร้องในห้องใต้พื้นดินในหลายส่วนของใต้ดิน  

 

4. Mysterious Man of the US Declaration

                

มีตำนานเล่าว่าในการอภิปรายขั้นสุดท้ายของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอเมริกันกำลังลงนามปฏิญญาหรือคำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ได้มีคนร้องตะโกนยั่วความโกรธและทำให้หลายฝ่ายระคายเคือง ว่ากบฏๆ ต่อประเทศอังกฤษ ทำให้หลายคนลังเลที่จะลงนามดังกล่าว แต่ทันใดนั้นเองได้มีชายใส่ชุดสีดึคนหนึ่งได้กล่าวคำปราศรัยปลุกใจแก่คนในที่นั้น ทำให้เกิดความเร้าความรู้สึกถึงเสรีภาพชาวอเมริกันจากอังกฤษทำให้ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีการรับรองปรัญญาปกติ  หลังจากมีการรับรองปรัญญาเกิดขึ้น และเมื่อหลายคนหันไปแสดงความยินดีกับคนดังกล่าว ปรากฏว่าเขาหายไป  ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน หรือเขาเป็นใคร บางคนเชื่อว่าเขาคือเคาท์ เซนต์ เกอร์แมนหรือไม่ก็ฟรานซิสเบคอน นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับบุคคลนี้ว่าเขาเป็นผู้ช่วยออกแบบธงอเมริกันคนแรกและเป็นเพื่อนที่ดีของแฟรงคลินและจอร์จ วอชิงตัน ในตำนานกล่าวอีกว่าคำพูดของเขาได้ทำนายรูปร่างและอนาคตของอเมริกา ว่าสิทธิมนุษย์ชนยังไม่เป็นที่เผยแพร่จนกว่าอีก 13 ปีข้างหน้า และเขายังเอยเห็นสิ่งที่พบในดอลลาร์ โครงสร้างการเมืองของสหรัฐ แต่ปัจจุบันเรื่องราวของเขายังคงลึกลับต่อไป


                3.Jesus' Lost Years

  

ปีที่หายไปของพระเยซูคริสต์ หมายถึงการอ้างถึงกิจกรรมที่พระเยซูคริสต์ปฏิบัติในช่วงระหวังอายุ 12 ถึง 30 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งหลายทฤษฏีเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของพระเยซูคริสต์ โดยนักเขียนหลายคนได้อ้างว่าได้พบหลักฐานว่าพระเยซูเดินทางมาเอเชีย ซึ่งอยู่ในต้นฉบับบันทึกในอินเดียและทิเบต โดยกล่าวว่าพระเยซูได้เดินทางผ่านประเทศอิรัก, อิหร่าน, อัฟกานีสถานและปากีสถาน กี่อนที่จะเดินทางศึกษาศาสนาในอินเดีย(สมัยก่อนเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโบราณของชมพูทวีป นั่นคือเมืองตักกสิลา) และไปทิเบตทรงศึกษาพระเวทและปรัชญาต่างร่วมกับพระสงฆ์ที่นั่นหลายปี จนอายุครบ 29 ปีจึงเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อประกาศศาสนา

ทฤษฏีที่ว่านั้นเริ่มต้นขึ้นโดย นิโคลัส โมโตวิส เป็นผู้จุดประกายแนวคิดดังกล่าว โดยเขาเป็นชาวรัสเซีย นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนสารคดีที่ในปี 1977 เขาเดินทางมายังประเทศอัฟกานีสสถาน ปากีสถาน และอินเดีย และเขาได้พบอารามชื่อเฮมิสกุมพา ในลาดัค ทางภาคเหนือของอินเดียในขณะที่เขามาพักฟื้นจากขาหัก เขาได้คัดลอก(ส่วนสำคัญ)ม้วนคัมภีร์โบราณที่เขียนด้วยภาษาทิเบต และเมื่อแปลออกมาพบว่า คัมภีร์ดังกล่าวได้เอ่ยชื่อบุคคลหนึ่งชื่อ Issa หรือก็คืออีกหนึ่งชื่อเรียกของพระเยซูคริสต์ในภาษาอิสลาม โดยกล่าวว่าเขาได้เดินทางมาเพื่อร่ำเรียนศิลปะวิทยาการในอินเดียและทิเบต ซึ่งถือว่าเป็นคำตอบของช่วงเวลาที่หายไปของพระเยซู หลังจากนั้นนิโคลัสก็เดินทางกลับยุโรปและได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือโดยอ้างทฤษฏีดังกล่าวแน่นอนว่ามันถูกต่อต้าน บ้างก็ว่านิโคลัสยกเมฆ เพราะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความมีอยู่ของคัมภีร์นั้น อย่างไรก็ตามเรื่องราวของนิโคลัสได้ทำให้หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับพระเยซูผุดจุดประเด็นขึ้นตามมาอีกมากมาย

 

2. Tibet Nazi Connection

  

                ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเริ่มทำสงครามยึดยุโรป ในช่วงเวลานั้นเองนาซีได้ออกค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งบุคคลและทรัพยากรในการงหาต้นกำเนิดอารยัน รวมไปถึงการก่อตั้งสถาบันการศึกษาในปี 1935 เรียกว่า อานน์เบอหรือกรมมรดกบรรพชน ประกอบด้วยคณะทำงานที่เป็นคนของเขาทั้งสิ้น คนเหล่านี้มีหน้าที่ออกสำรวจด้านโบราณคดีทั่วโลก โดยเฉพาะมือขวาคนสนิทของฮิตเลอร์นาม ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ เชื่อว่าชาวแอนแลนตีสที่อพยพมานั้นได้สืบเชื้อสายกลายมาเป็นชาวเยอรมันในปัจจุบัน ส่วนสายอื่นๆ กระจัดกระจายไปทั่วโลก ซึ่ง “ชาวอารยันนั้นเป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่เลิศกว่ามนุษย์อื่นๆ เสมือนพระเจ้าเลยทีเดียว และความคิดของฮิมม์เลอร์จึงได้สร้างสายเลือดใหม่คือหน่วยเอสเอส(SS)องค์กรที่น่ากลัวของนาซีเยอรมัน

                ในปี 1935 นาซีได้ดำเนินการศึกษาทางโบราณคดีและวัฒนธรรมหลายประเทศรวมทั้งสวีเดน ฟินแลนด์ อิรัก แอนตาร์กติกา โปแลนด์ และโดยเฉพาะทิเบต เพื่อเป็นการพิสูจน์ทฏษฎีของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ เป็นเรื่องจริง เขาถึงกลับลงทุนส่งคนออกไปสำรวจที่ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ อเมริกากลาง รวมทั้งทิเบตด้วย เพื่อจะค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีและเผ่าพันธุ์ของสายเลือดที่ล้ำมนุษย์ที่ได้กระจัดกระจายไปจากแอตแลนตีส ว่ากันว่าสิ่งที่นาซีต้องการก็คือการตามหาอาณาจักรชัมบาลา ที่เชื่อว่าตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย โดยสิ่งที่ซ่อนอาจจะอาวุธมหาประลัยของอารธรรมโบราณ หรือไม่ก็พลังงานลึกลับอะไรบางอย่าง และเชื่ออีกว่านาซีพบสิ่งที่พวกเขาเจอแล้ว หากแต่พวกเขาแพ้สงครามเสียก่อน

                หลังฐานที่เชื่อว่านาซีพยายามค้นหาอะไรบางอย่างในทิเบตนั้นมีมากมาย เป็นต้นว่า ในตอนที่เบอร์ลินแตก ทหารโซเวียตได้ค้นพบพระสงฆ์ทิเบตหลายร้อยรูปในเครื่องแบบเอสเอสที่ดูเหมือนฆ่าตัวตายหมู่ นอกจากนี้พวกเขายังพบเงินและบันทึกการส่งสัญญาณไปไกลถึงเทือกเขาหิมาลัย  แต่ทุกวันนี้ข้อเท็จจริงระหว่างนาซีกับทิเบตยังคงลึกลับ

 

1.Ural Relief Map

 

ในแง่ความลึกลับแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าทึ่งและหาคำตอบหักล้างไม่ได้เท่าแผนที่ทรวดทรงอูราล ในปี 1995 อเล็กซานเดอร์ ศาสตราจารย์วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และกายภาพที่มหาลัยบาชคีร์ สเตต ในรัสเซียได้ทำการตรวจสอบสมมุติฐานของการอพยพของแรงงานข้ามชาติของจีนไปทางไซบีเรียและอูราน ในระหว่างการวิจัยนั้นเองเขาก็ได้ยินรายงานจากศตวรรษที่ 18 เล่าถึงการค้นพบแผ่นจารึกพื้นสีขาวแปลก ขีดเขียนด้วยภาษาไม่รู้จัก บ้างก็บอกว่าภาษาจีนเก่า บ้างก็บอกว่าอียิปต์โบราณ แต่สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอ่านมันได้   ซึ่งหินดังกล่าวอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอูราน ที่ห่างไกลความเจริญ จึงได้นำมาตรวจสอบเพราะคิดว่ามันอาจเป็นหลักฐานของการอพยพชาวจีนดังกล่าว หลังจากที่เอากลับไปศึกษาและวิเคราะห์พบว่าแผนที่ดังกล่าวชี้พื้นที่ภาคใต้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสามสายสำคัญในอูราน นอกจากนั้นจากการศึกษาลึกๆ ก็พบว่าแผนที่ดังกล่าวยังแสดงระบบชลประทานขนาดยักษ์ มีเขื่อน และส่วนสัดชัดเจน มีสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง  ราวกับคนทำมีฝีมือด้านวิศวกรรมโยธาค่อนข้างสูง แต่ปัญหาคืออายุของแผนที่ดังกล่าวยังลึกลับ จากการตรวจสอบของหินพบว่ามันมีอายุถึง 500 ล้านปี แต่ในขณะที่บางรายบอกอายุ 120 ล้านปี แต่สิ่งน่าพิศวงกว่านั้นคือวิธีการทำแผนที่ดังกล่าวนั้นต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ไม่ใช้แค่การถลึงอย่างเดียว จะต้องใช้เครือมือจำพวกรังสีเอ็กซ์เท่านั้นที่จะทำได้ซึ่งสมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีนี้แน่นอน พูดง่ายๆ เทคโนโลยีทำแผนที่นั้นยังคงเป็นปริศนา จากการค้นพบดังกล่าวทำให้เป็นหลักฐานอย่างดีว่าอารยธรรมโบราณนั้นมีความรุดหน้ากว่าเรามาก

 

+ + 

อ้างอิงจากบทความ

Top 10 Lesser Known Mysteries

http://listverse.com/2010/09/25/top-10-lesser-known-mysteries/

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 353 : 10 เรื่องลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตำนาน , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 14905 , โพส : 10 , Rating : 75% / 4 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 10 : ความคิดเห็นที่ 13734
 ขอบคุณค่ะ
Name : GoaT_TiE_NR < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ GoaT_TiE_NR [ IP : 115.87.226.170 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 พฤศจิกายน 2554 / 23:42
# 9 : ความคิดเห็นที่ 12583
สมัยโบราณอาจจะทันสมัยกว่าเราตอนนี้ พอทันสมัยมาก ๆ โลกแตก เราก็กลับไปโบราณเหมือนเดิม ใช่ปะ?
Name : JKayR < My.iD > [ IP : 124.122.116.176 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 สิงหาคม 2554 / 17:35
# 8 : ความคิดเห็นที่ 12137

ชอบมากๆอะ เรื่องแบบนี้ -..-


PS.  ความพยายามครั้งที่100 ดีกว่าคิดท้อถอยก่อนที่จะทำ
Name : [翔]MG_DAVE(Kakeru) < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ [翔]MG_DAVE(Kakeru) [ IP : 119.42.121.118 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 กรกฎาคม 2554 / 18:14
# 7 : ความคิดเห็นที่ 12120
น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะเรื่องกริฟฟิน >O<
PS.  สึนะก็ดูดี มุคุโร่ก็หล่อล่ำ ฮิบาริก็น่าหม่ำ เฮ้ออยากได้เป็ยสามีจังเลย
Name : LikeCartoon < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ LikeCartoon [ IP : 111.84.62.250 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 กรกฎาคม 2554 / 22:02
# 6 : ความคิดเห็นที่ 12059
เอาแค่ Issa ละกัน ไม่เขียนภาษาไทย

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 กรกฎาคม 2554 / 20:23
Name : cammy < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cammy [ IP : 118.172.120.146 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 / 20:16
# 5 : ความคิดเห็นที่ 12054

ตอน Jesus' Lost Years ชื่อ อีซา ไม่ใช่ อิสซา นะครับ
Name : star [ IP : 118.173.210.214 ]

วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 / 17:17
# 4 : ความคิดเห็นที่ 12051
พระยานาคล่ะะะะะะะะะะะะะะ
Name : กหดหกด [ IP : 71.56.145.144 ]

วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 / 12:32
# 3 : ความคิดเห็นที่ 12038

วิมาน ที่ในวรรณคดีไทยหลายเรื่องพูดถึงใช่ไหมคะ
(แอบจำมาจากต่วย'ตูน)

Name : > Babe < < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ > Babe < [ IP : 58.8.152.191 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 มิถุนายน 2554 / 01:15
# 2 : ความคิดเห็นที่ 12035
สนุกๆๆๆ ><

PS.  จะทำอะไรก็รีบทำ อย่าให้เสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที
Name : Big_Love < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Big_Love [ IP : 58.8.193.74 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 มิถุนายน 2554 / 20:33
# 1 : ความคิดเห็นที่ 12034
 น่าสนใจมากๆเลยคะ สุดยอด กริฟฟินมีจริงก็ดีนะ สวยดี- -"
PS.  MUKMAOTOP
Name : มาโกะ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มาโกะ [ IP : 124.122.134.148 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 มิถุนายน 2554 / 18:02
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android