คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 287 : 10 การปฏิบัติตามความเชื่อในสมัยก่อนที่น่าตกใจและเขย่าขวัญ


     อัพเดท 1 ธ.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: บทความ, ความรู้รอบตัว, สยองขวัญ, น่าขนลุก, แปลก, ลึกลับ, ประวัติศาสตร์, ข้อเท็จจริง, บุคคล, ความเข้าใจผิด, ศาสนา, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ตำนาน, ความเชื่อ, บันเทิง, ท่องเที่ยว, อาหาร, รายการทีวี, วีดีโอเกม, อาชญากรรม, กฎหมาย, จิปาถะ
ผู้แต่ง : Cammy-เต่านรก ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy-เต่านรก
My.iD: https://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 330 mem(s) ]
This month views : 4,435 Overall : 2,737,320
22,170 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 7168 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 287 : 10 การปฏิบัติตามความเชื่อในสมัยก่อนที่น่าตกใจและเขย่าขวัญ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 13817 , โพส : 21 , Rating : 100% / 5 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

สมัยยุคกลางของยุโรปยังมีเรื่องให้น่าตื่นตาตื่นใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการรักษาทางการแพทย์สุดโหด เครื่องทรมานสุดโหด ผู้ปกครองสุดโหด ประเพณีสุดโหด และต่อไปนี้เราจะนำเสนอแนวคิดที่น่าเหลือเชื่อบ้าง จนหลายคนได้อีกว่านี้เป็นความคิดของคนสมัยกลางหรือนั่น?

 

           10.Wife Selling

                

ในยุคกลางเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงด้อยสิทธิทุกอย่าง เมื่อแต่งงานกับสามีแล้วตามกฎหมายภรรยาจะกลายเป็นหนึ่งนิติบุคคลที่มีสถานะทางกฎหมายที่เรียกว่า Coverture กล่าวคือ ในช่วงเวลานี้ผู้หญิงที่แต่งงานจะไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเอง ทุกอย่างแล้วแต่สามี ทำให้มีฐานะเหมือนเป็นสมบัติของสามี หรือเหมือนสิ่งของไม่มีผิด ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่มีการขายภรรยาเกิดขึ้น

ขายภรรยา เป็นเรื่องประหลาดที่เกิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยเกิดจากทั้งคู่ไม่พอใจในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน(ส่วนมากจะเป็นฝ่ายสามีที่ไม่พอใจ) หรือทั้งสองฝ่ายหย่ากันไม่ได้(โดยส่วนมากแล้วการหนย่าร้างนั้นเสียคาใช้จ่ายจำนวนมากและเสียเวลาในการดำเนินการด้วย) ทำให้ต้องมีการขายภรรยากลางสาธารณะชนเกิดขึ้น(โดยเวลาจะมีการขายจะมีการประกาศล่วงหน้าโดยอาจลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น) โดยภรรยาจะถูกเชือก(โดยปกติจะเป็นเชือก) แขวนที่คอ เอว หรือแขนของเธอแล้วฝ่ายสามีจะเป็นคนตั้งราคาประมูล ใครให้ราคามากกว่าก็เอาไปเลย และสุดท้ายการขายภรรยานี้ก็เริ่มลดลงในต้นศตวรรษที่ 20 ที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ ในปี 1913 มีชายคนหนึ่งขายภรรยาให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยราคา 1 ปอนด์!!

 

9.Tobacco Smoke Enema

  

การสวนทวารด้วยบุหรี่ เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่นิยมแพร่หลายในตะวันตก ระหว่างศตวรรษที่ 16 เป็นการรักษาโดยเอาการใช้สายท่อหลอดสวมที่ทวารหนักแล้วแพทย์ก็จะพ่นควันบุหรี่ที่มีส่วนประกอบของยารักษาผ่านท่อหลอดไปสู่ทวารหนักเพื่อเข้าสู่ร่างกาย(ดั่งภาพ)

ยาสูบนั้นพึ่งได้ยอมรับว่าเป็นยาหลังจากที่มันได้กลายเป็นสินค้าจาก “โลกใหม่” และควุนบุหรี่ถูกใช้อย่างกว้างขวางทางการแพทย์ตะวันตก วารสารทางการแพทย์จำนวนมากได้กล่าวว่าร่างกายมนุษย์สามารถรักษาโดยการเอาควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายสามารถแก่อาการง่วงนอน โรคปวดหัว หายใจล้มเหลว ปวดท้อง โรคหวัด ส่วนยาสวนทวารหนักนี้เป็นเทคนิคจากชาวอินเดียแดงที่อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา นอกจากนี้เชื่อกันว่าการรักษานี้สามารถช่วยรักษาอาการปวดกระเพาะและสามารถช่วยเหลือเหยื่อที่จมน้ำ แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 วิธีการรักษานี้ก็ลดความนิยมลงเมื่อพบว่าควันบุหรี่มีสารนิโคตินซึ่งเป็นพิษ แต่กระนั้นปัจจุบันยังมีแพทย์บางกลุ่มที่ใช้นิโคตินในการรักษาผู้ป่วยอยู่

 

8. Rabbit Test

  

ในสมัยก่อนวิทยาการทางการแพทย์หรือการความเข้าใจการตั้งครรภ์ของมนุษย์นั้นไม่ดีนัก สมัยก่อนมีเทคนิคมากมายในการตรวจสอบครรภ์หญิงตั้งครรภ์หลายคนในการเตรียมความพร้อมในการคลอดบุตร

ในยุคกลางเป็นช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในการพัฒนาในการศุกาการตั้งครรภ์ หนึ่งในนั้นคือ “กระต่ายทดลอง” เป็นการทดสอบการตั้งครรภ์ที่พัฒนาในปี 1927 โดย Bernhard Zondek และ Selmar Aschheim ที่ทำการศึกษาฮอร์โมนฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟิน (human chorionic gonadotropin: HCG) ฮอร์โมนที่จะพบในปัสสาวะของสตรี เมื่อเกิดการปฏิสนธิ หรือมีการตั้งครรภ์เกิด-7ho ซึ่งสมัยก่อนเชื่อว่าเอซซีจีนี้มาจากการผลิตโดยต่อมใต้สมอง แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 มีการค้นพบว่าเอซซีจีผลิตโดยนก การค้นพบนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาการทดสอบการตั้งครรภ์สมัยใหม่ในเวลาต่อมา

การทดสอบกระต่ายนี้ค่อนข้างจะน่ากลัวสำหรับคนรักสัตว์เสียหน่อย โดยเริ่มต้นคือการฉัดปัสสาวะของกระต่ายตัวเมียตั้งครรภ์ไปที่กระต่ายที่เป็นหนูทดลอง แล้วสองสามวันถัดไป ก็มีการตรวจสอบรังไข่กระต่ายในแต่ละวันซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่หลังเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ การทำการทดลองดังกล่าวประสบผลสำเร็จและมีการพัฒนาการตรวจสอบครรภ์ที่ถูกต้องในเวลาต่อมา นอกจากนั้นการใช้กระต่ายทดลองนี้แพร่หลายจาก 1930 ไปถึง 1950 กระต่ายทั้งหมดที่ใช้ในการทดลองต้องถูกดำเนินการผ่าตัดและถูกฆ่าตายเพื่อตรวจสอบรังไข่ ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องฆ่ากระต่ายก็ได้ แต่มันไม่คุ้มค่ากับปัญหาที่ตามมาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้คำว่า “กระต่ายทดลอง” ถูกบันทึกครั้งแรกใน 1949 เป็นวิลีที่พบในภาษาอังกฤษพอๆ กับคำว่า “กบทดลอง” ทุกวันนี้ด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำให้สัตว์ทดลองได้รับการปฏิบัติจาริยธรรมมากขึ้น

 

7. Mrs Winslow's Soothing Syrup

  

ในช่วงศตจวรรษที่ 19 และ 20 ประชากรของโลกเริ่มที่จะมีการขยายอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยาเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลานี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารเสพติดใหม่ที่มีผลกระทบต่อสมองของมนุษย์ทำให้เกิดการเสพติด ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้บริษัทเห็นประโยชน์อันนี้เลยเปิดตลาดเปิดตัวผลิตภัณฑ์อันตราย เช่นสมัยก่อนมีหลายคนเชื่อว่าเฮโรอีนเป็นยาและมีหลายบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเฮโรอีนส่งผลทำให้มีประชาชนติดสารชนิดนี้เป็นแถวๆ และอีกหนึ่งตัวอย่างคือ น้ำเชื่อมมิสวินสโลว์ซึ่งวางตลาดครั้งแรกในBangor ,รัฐเมนสหรัฐอเมริกาในปี 1849

น้ำเชื่อมมิสวินสโลว์เป็นผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมสมุนไพรที่คิดค้นโดยบุตรชายของนางวินสโลว์(Mrs. Charlotte N. Winslow)สูตรประกอบด้วยมอร์ฟีนซัลเฟต(65 มิลลิกรัมต่อออนซ์ของเหลว), ฝิ่นผง, โซเดียมคาร์บอเนต สุรา และแอนโมเนียน้ำ(ยาเสพติดชัดๆ) โดยกล่าวอ้างว่า “เป็นยาที่ได้ทั้งคนและสัตว์” เหมาะสำหรับเด็กทารก ทำให้เด็กที่ไม่อยู่กับที่เงียบและช่วยให้นอนหลับง่ายได้(ก็มันเป็นยาเสพติดนี้น่า) ต่อมาสินค้านี้แพร่หลายไปทั่วสหรัฐ ทั้งหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ลงแต่คำสรรเสริญเยินยอผลิตภัณฑ์นี้ ถึงขั้นลงหนังสือสูตร ปฏิทิน และบัตรการค้ามากมาย แต่ต่อมาในปี 1911 ก็มีการเปิดเผยว่าเป็นการต้มตุ๋นและถูกเรียกว่า “ยาฆ่าทารก” เนื่องจากส่วนผสมของตัวยาทำให้ชะลออัตราการเต้นของหัวใจของเด็กทารกซึ่งเป็นอันตราย แต่กระนั้นสินค้านี้ก็ไม่ได้ถูกถอดออกจากตลาดในประเทศอังกฤษ ซึ่งกว่าจะถอดออกก็ปาถึงปี 1930 โน้น

 

6. Big Nose George

  

Anthropodermic bibliopegy หมายถึงการทำปกหนังสือจากผิวหนังของมนุษย์ แม้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับปัจจุบัน แต่สำหรับสมัยก่อนในศตวรรษที่ 17 นั้นเป็นที่นิยมกันมากในอเมริกัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่นำผิวหนังของผู้ตายมาทำปกหนังสือ อาจเป็นเพราะความคงทันและเพื่อเป้นมรดก โดยหนังสือส่วนใหญ่ที่ทำมักเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ที่ปกทำจากผิวหนังของฆาตกร ในห้องสมุดของมหาลัยฮาร์วาร์ มหาลัย มีตัวอย่างมากมายที่หนังสือหลายเล่มที่ปกทำมาจากผิวหนังมนุษย์ ส่วนใหญ่ผิวหนังที่ทำหนังสือนั้นมักเป็นผิวหนังของนักโทษหรือทาส นอกเหนือจากนี้คำศัพท์ดังกล่าวยังรวมไปถึงการถลกหนังนำหนังมาทำเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า หรือเครื่องหนัง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกนาซีมักใช้ผิวหนังจากศพของนักโทษในการล่าล้างเผ่าพันธุ์มาทำเป็นหนังสือ หรือเครื่องใช้ต่างๆ

หนึ่งตัวอย่างดังกล่าวก็เช่นกรณีของ Big Nose George หรือจอห์นจมูกใหญ่ เป็นคนร้ายในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในอเมริกาตะวันตก ที่เขาและพวกทำการฆาตกรรมสองเจ้าหน้าที่ในมลรัฐไวโอวิง ในปี 1878 และพยายามปล้นรถไฟ และหลบหนีจากคุก ก่อนจะตายในวันที่ 22 มีนาคม 1881 หลังจากที่เขาตายมีการศึกษาทางการแพทย์ว่าสมองของเขามีปัญญาอะไรหรือเปล่า ทำไมเขาถึงได้โหดร้ายขนาดนี้ จากนั้นก็มีการแยกชิ้นส่วนร่างกายเกิดขึ้น โดยกะโหลกศีรษะของเขากลายเป็นที่ใส่ปากกาและที่จับประตู ใบหน้าถูกทำเป็นหน้ากาก ผิวหนังต่างๆ รวมไปถึงหัวนมถูกถลกมาเป็นรองเท้าคู่และกระเป๋าทางการแพทย์ รองเท้าถูกเก็บไว้โดยจอห์น(John Eugene Osborne)ที่เอาไว้สวมใส่ตอนได้รับเลือกตั้งครั้งแรกในรัฐไวโอมิง ส่วนชิ้นส่วนร่างกายที่เหลือถูกแช่น้ำเกลือในถังวิสกี้ก่อนที่จะถูกไปฝัง ทุกวันนี้รองเท้าที่ทำจากหนังและกะโหลกของจอห์นจมูกใหญ่ยังคงนำแสดงใน Rawlins County Museum


          5. Lobotomy

  

เนื้อหามาจาก http://mbos.multiply.com/journal/item/146/Lobotomy

ก่อนที่จะถึงยุคศตวรรษที่ 20 การแพทย์โบราณแถบยุโรปและอเมริกาสมัยก่อนนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและความหวาดเสียว โดยเฉพาะการรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการด้านจิตใจ(ปัญญาอ่อน) ก็มีหลายวิธีการรักษาหลายอย่างที่ประหลาด และหนึ่งในนั้นคือการรักษา “โลโบโทมี่”

                โลโบโทมี่(มีรากศัพท์มาจาก ภาษากรีก แปลว่า เฉือน/ ตัดส่วนสีขาว)เป็นการรักษาอาการผิดปรกติทางสมอง ที่ได้รับความนิยมในช่วงปี 1930-1940โดยที่แพทย์มีความเชื่อว่า การทำลายการเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนหน้า (frontal lobes) กับส่วนที่เหลือของสมอง สามารถช่วยรักษาอาการป่วยทางสมองเช่น ก้าวร้าว ฉุนเฉียว ซึมเศร้า อาละวาด ทำลายข้าวของ ฆ่าตัวตาย ฯลฯ ได้ สมองที่ว่าประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า gray matter ประกอบด้วยเซลสมอง เส้นเลือด เส้นประสาท และเนื้อขาวที่ประกอบด้วยแกนเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาไปส่วนต่างๆของสมอง

การรักษาโลโบโทมี่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1935 ด้วยการเจาะกะโหลกและใส่แอลกอฮอลเข้าไปทำลายส่วนที่ต้องการ แต่เนื่องจากแอลกอฮอล์ที่เป็นของเหลวควบคุมได้ยาก รวมถึงการต้องเจาะกะโหลกซึ่งทำได้ลำบาก

ต่อมา ด็อกเตอร์ เวอร์เตอร์ ฟรีแมน แพทย์ชาวอเมริกันได้คิดวิธีใหม่ ที่จะเข้าถึงสมองส่วนหน้าได้ง่ายและรวดเร็วกว่าทางเบ้าตา โดนการสอดแท่งเหล็กแหลม ลักษณะคล้ายที่เจาะน้ำแข็ง เข้าไประหว่างลูกตาและคิ้ว(เป้าตา!!) และใช้ค้อนกระเทาะผ่านชั้นกระดูกบางๆ เพื่อเข้าถึงสมอง ทำการบิดแท่งเหล็กเพื่อตัดเส้นประสาท หลังจากนั้นทำเหมือนเดิมกับอีกข้าง กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 15 นาทีหรือน้อยกว่านั้น เนื่องจากไม่ต้องมีการเจาะกะโหลก ไม่ต้องมีห้องผ่าตัด และไม่ต้องอาศัยศัลยแพทย์ วิธีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ด็อกเตอร์เวอร์เตอร์เดินทางไปทั่วสหรัฐฯ เพื่อรักษาคนไข้ประมาณ 3,500 คนใน 23 รัฐรวมถึงการโชว์การใช้ ในช่วงปี 1940 และ 50 มีคนในสหรัฐถูกรักษาด้วยวิธีนี้ 40,000 คน ในสหราชอาณาจักร 17,000 คน แต่ปัจจุบันไม่นิยมรักษาโดยวิธีนี้กันแล้ว เพราะมียารักษาโรคจิตเภทและยากล่อมประสาทหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพถูกคิดค้นขึ้นมาใช้แทน(และการรักษาโลโบโทมี่นั้นผิดกฎหมาย)

http://www.youtube.com/watch?v=_0aNILW6ILk&feature=related

 

4. Drapetomania

  

ลัทธิเชื้อชาติในเชิงวิทยาศาสตร์(scientific racism) เป็นวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการตรวจสอบความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติของมนุษย์  ความจริงจุดมุ่งหมายของมันก็คือเพื่อเหยียดสีผิวดีๆ นั่นแหละ โดยมันถูกพบบ่อยที่สุดในช่วงลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่(1880-1914)ในช่วงเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์บางคนพยายามพัฒนาทฤษฏีเพื่อประเมินความเหมาะสมของจักรวรรดิชาวยุโรปผิวขาว นอกจากนี้วิทยาศาสตร์สาขานี้ยังมีบทบาทในช่วงสงครามโลก(ทั้งก่อนและหลัง) มีส่วนอย่างยิ่งในการล้างเผ่าพันธุ์ ก่อนที่ปลายศตวรรษที่ 20 ลัทธิเชื้อชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ถูกวิจารณ์ว่ามันล้าสมัยและสนับสนุนในการทำให้โลกแบ่งแยกเชื้อชาติ

หนึ่งตัวอย่างของการเหยียดเชื้อชาติคือ Drapetomania(มาจากภาษากรีกคือ “ทาสพยายามหลบหนี และ “บ้า”) เป็นทฤษฏีอาการทางจิตที่อธิบายโดยแพทย์อเมริกา แซมูมเอล เอ. คาร์ตไรท์(Samuel A. Cartwright) ในปี ค.ศ. 1851 ที่บอกว่ามันเป็นอาการป่วยทางจิตที่เกิดขึ้นกับทาสผิวดำที่พยายามหลบหนีและพยายามหนีจากการถูกจับกุม ส่วนมากเกิดกับพวกทาสที่ใช้แรงงานเกษตรและชาวสวน และโรคนี้ถือว่าเป็นหนึ่งของลัทธิชนชาติทางวิทยาศาสตร์ โดยเขาส่งมอบผลการวิจัยของเขาให้แก่สมาคมแพทย์แห่งรัฐหลุยเซียนา รายงานถูกตีพิมพ์ซ้ำอย่างแพร่หลายในอาณานิคมอเมริกัน โดยเขาอธิบายสาเหตุโรคนี้ว่า “เกิดจากนายทาสตีสนิทพวกทาสมากเกินไป และทำให้พวกทาสมีความคิดว่าพวกเขามีฐานะเท่าเทียมกับนายจ้าง” นอกจากนี้เขายังมีวิธีแก้ปัญหาไว้ในผลการวิจัยคือคือต้องลงโทษพวกเขา(ทาส)ให้อยู่สภาพจำนน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหนี

 

3. Divine Right of Kings

 

http://th.wikipedia.org

เทวสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์” เป็นหลักความเชื่อทางการเมืองและการศาสนาของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่กล่าวว่าพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ภายใต้อำนาจใดในโลกเพราะทรงเป็นผู้ที่ได้รับอำนาจโดยตรงตามพระประสงค์จากพระเจ้า ฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงไม่อยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน, ขุนนาง หรือสถาบันใดใดทั้งสิ้นในราชอาณาจักรที่รวมทั้งสถาบันศาสนาด้วย หลักความเชื่ออันนี้เป็นนัยยะว่าความพยายามในการโค่นราชบัลลังก์หรือความพยายามในการจำกัดสิทธิของพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและเป็นการขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้าโดยตรง และอาจจะถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นการนอกรีต

รากของหลักความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่ยุคกลางที่กล่าวว่าพระเจ้าทรงมอบอำนาจทางโลกให้แก่พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับที่ทรงมอบอำนาจทางธรรมให้แก่สถาบันศาสนาโดยมีประมุขเป็นพระสันตะปาปา ผู้ประพันธ์ทฤษฎีนี้คือฌอง โบแดง ผู้เขียนจากการตีความหมายของกฎหมายโรมัน เมื่อการขยายตัวของรัฐอิสระต่างๆ และการปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์มีอิทธิพลมากขึ้น ทฤษฎี เทวสิทธิ์ ก็กลายมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนในการให้เหตุผลในเอกสิทธิ์ในการปกครองของพระมหากษัตริย์ทั้งในด้านการเมืองและทางด้านศาสนา

ทฤษฎี เทวสิทธิ์ ที่สนับสนุนโดยสถาบันโรมันคาทอลิกมามีบทบาทสำคัญระหว่างรัชสมัยการปกครองของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (ค.ศ. 16031625) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส (ค.ศ. 16431715) ทฤษฎี เทวสิทธิ์ มาเริ่มลดความสำคัญลงในระหว่างสมัยการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1688 ถึงปี ค.ศ. 1689 นอกจากนั้นการปฏิวัติในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็ยิ่งทำให้ความเชื่อในปรัชญานี้หมดความหมายลงไปมากยิ่งขึ้น และเมื่อมาถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทฤษฎีนี้ก็ถูกละทิ้งโดยสิ้นเชิง


         2. Mimizuka

  

                ในสมัยที่ญี่ปุ่นเกิดสงครามกลางเมือง(ยุคเซ็นโกคุ)ได้เป็นกลียุคอย่างแท้จริง การเมืองและความขัดแย้งทางการทหารอยู่สภาวะย่ำแย่สุดขีด และมีประเพณีทำเนียบสงครามมากมาย หนึ่งในนั้นคือการตัดหัวศัตรูขึ้นเงินรางวัล นักรบจะทำการฆ่าและตัวหัวศัตรูในสนามรบ โดยนำมาขึ้นเงินรางวัล โดยค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับศักดินาเจ้าของหัวนั้นว่ามีค่าเท่าไหร่....

                ในปี 1585 โทโยโตมิ ฮิเดโยชิได้เป็นโชกุนของญี่ปุ่นที่ได้รวบรวมเป็นปึกแผ่น ปี 1592-1598 ญี่ปุ่นได้รุกรานเกาหลี มีเป้าหมายที่จะยึดครองเกาหลี หนู่เจิ้น (ปัจจุบันคือส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) จีนหมิง และอินเดีย แต่สุดท้ายความคาดหวังในสงครามของฮิเดโยชินี้ก็ล้มเหลว  เมื่อเขาพบว่าสงครามประเทศเพื่อนบ้านนี้มันไม่ง่ายเสียเลย

                แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ประสบผลสำเร็จในการรุกรานเกาหลี แต่กระนั้นทหารญี่ปุ่นก็ได้ฆ่าทหารเกาหลีและพลเมืองเกาหลีไปมากมาย  และเป็นธรรมเนียมนักรบญี่ปุ่นมักนำหัวของศัตรูที่ตนฆ่าในสนามรบกลับไปเพื่อแลกเงินรางวัลหรือค่าตอบแทนด้วย แต่เนื่องจากจำนวนพลเมืองและทหารเกาหลีที่ถูกฆ่ามีมากมายเกินไปทำให้ไม่มีพื้นที่เก็บในเรือตอนกลับบ้าน ทำให้มีการกำหนดให้นำหูหรือจมูกมาแทนหัว(แช่ในน้ำเกลือ) มีการประมาณว่าคนที่ถูกนักรบญี่ปุ่นฆ่าตายในสงครามครั้งนี้อาจสูงถึงหนึ่งล้านคน และในช่วงเวลานี้เองก็มีการสร้างอนุสาวรีย์มิมิซูก้า(แปลว่าสุสานหู)ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ฝังหูและจมูกของศัตรูที่นักรบญี่ปุ่นฆ่าในสงครามเกาหลีแล้วนำกลับประเทศจำนวนอย่างน้อย 38,000 คน และเป็นอนุสาวรีย์ที่ไม่ทราบเหตุผลแน่นอนว่าสร้างขึ้นอะไร แต่เป็นเรื่องปกติที่มีความเชื่อว่าศัตรูที่แพ้มักจะถูกฝังในแท่งบูชาศาสนา นอกจากนั้นยังคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องหมายคำเตือนว่าใครที่คิดต่อต้านญี่ปุ่นจะเป็นเช่นนี้ โดยสถานที่แห่งนี้

                อนุสาวรีย์มิมิซูก้าไม่เป็นมีแค่ในโตเกียวเท่านั้น มันยังพบในบางที่ในประเทศ เช่นสุสานจมูกโอกายามา แม้ว่าสุสานนี้มีความเก่าแก่ แต่กระนั้นมันไม่เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นเท่าใดนัก สถานที่แห่งนี้แทบไม่มีการกล่าวถึงในตำราเรียนญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่ชาวเกาหลีรู้จักมันดีในฐานะสัญลักษณ์แห่งความโหดร้าย และตอนนี้ทางเกาหลีพยายามทำทุกอย่างเพื่อลบภาพความโหดร้ายนี้รวมไปถึงไม่ให้คนญี่ปุ่นได้รู้ว่ามีสถานที่แห่งนี้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น มีการมีการถอดแผ่นจารึกออกในปี 1960 ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ทราบความเป็นมาของสถานที่นี้ นอกจากนี้คู่มือท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย

       

1. Female Hysteria

 

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าฮิสทีเรีย(Hysteria) ว่ามันคืออะไร?  ฮิสทีเรีย เป็นชื่อเรียก ของอาการทางประสาทชนิดหนึ่ง คือโรคทางจิตเวชในกลุ่ม Somatoform Disorders ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคทางกาย เช่น อาการปวดตามร่างกาย โดยในการตรวจโรคทางกายไม่พบความผิดปกติ คนส่วนมากคิดว่าฮิสทีเรียนั่นเกิดขึ้นกับผู้หญิงทำให้คนมักเข้าใจผิดว่าฮิสทีเรียเป็นโรคขาดผู้ชายไม่ได้ มีความต้องการทางเพศสูง และแสดงออกอย่างเปิดเผย และฮัสทีเรียจะไม่เกิดในผู้ชายเด็ดขาด เนื่องจากผู้ชายไม่มีมดลูก  ฮิปโปเครติสและการแพทย์ในสมัยกรีกโบราณเชื่อว่า ฮิสทีเรียเกิดจากการที่มดลูกมีอาการฝ่อเนื่องจากขาดการมีเพศสัมพันธ์ มดลูกจึงเคลื่อนตัวไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย  เชื่อว่าเมื่อมดลูกเคลื่อนไปที่คอหอย ก็จะทำให้สตรีมีความรู้สึกรักใคร่ หรือเมื่อเคลื่อนไปที่ม้ามก็ทำให้เกิดอารมณ์โกรธขึ้งหุนหัน เป็นต้น

ทางการแพทย์นั้นวินิจฉัยฮิสทีเรียมานับร้อยปี โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา ความผิดปกตินี้มีการหารือกันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ในยุควิคตอเรียน(1837-1901) เพราะสมัยนั้นโรคนี้พบบ่อยมาก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เป็นโรคเหล่านี้มีความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับ ปวดช่องท้อง กล้ามเนื้อกระตุก หายใจถี่  ส่วนการศึกษาหาสาเหตุอาการเหล่านั้นยังไม่พบ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ทำให้หลายคนเชื่อว่าฮิสทีเรียคือโรคขาดผู้ชายไม่ได้ และเกิดจากมดลูก ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการรักษาแปลกๆ มากมาย

หนึ่งในการรักษาอิสทีเรียคือการใช้ไวเบรเตอร์ (vibrator) หรือภาษาบ้านเราเรียกว่าแท่งหรรษาแบบสั่น(??) เป็นอุปกรณ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อสั่นกระตุ้นร่างกายและผิวหนัง กระตุ้นระบบเส้นประสาทเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและความพึ่งพอใจ โดยส่วนมากไวเบรเตอร์มักออกแบบมาเพื่อใส่เข้าไปช่องคลอดหญิงเพื่อเร้าอารมณ์บรรลุจุดสุดยอด ในสมัยก่อนนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวมีไว้รักษาหญิงที่เป็นโรคอิสทีเรีย  หนึ่งในนั้นก็มีไวรเบรเตอร์ที่ใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำที่ประดิษฐ์(เรียกมันว่าหุ่นยนต์)โดยแพทย์ชาวอเมริกันเมื่อปี ค.ศ.1860 เพื่อใช้รักษาผู้หญิงฮิสทีเรีย โดยการนวดกระตุ้นอวัยวะเพศหญิง จนผู้ป่วยหญิงบรรลุจุดสุดยอด แล้วเป็นอันว่าหายจากโรคนี่เองทำให้ผู้หญิงแสวงหาโรคนี้ เพื่อการบำบัดที่ให้ความสุขสุดๆ  ต่อมาแพทย์ชาวอังกฤษประดิษฐ์กระตุ้นไฟฟ้า รุ่นที่สองใช้พลังแบตเตอรี่มีการโฆษณาอุปกรณ์นี้ทั่วไปว่า เป็นอาการตั้งแต่ปากเหม็นไปจนปวดศีรษะ จัดเป็นการบำบัดที่ยอมรับกันและต้องด้วยเหตุผลที่ว่า การบรรลุจุดสุดยอด มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จนกระทั้งในศตวรรษต่อมานักจิตวิเคราะห์ ซักมันด์ ฟรอยด์ เริ่มมีอิทธิพลในการสร้างความเข้าใจถึงการบำบัดปัญหาทางเพศด้วยวิธีการแพทย์โดยเฉพาะจิตบำบัดต่อเนื่องกันมานานจน 2-3 ทศวรรษหลังที่แพทย์สาขาอื่นๆ นอกจากจิตแพทย์เริ่มมีบทบาทบำบัดภาวะนี้ด้วย และปัจจุบันไวเบรเตอร์ ก็ได้กลายเป็นอุปกรณ์ลามกจกเปรตไป

        

 

เนื้อแปลและเรียบเรียงจาก(อาจไม่เหมือน) โดย Cammy

http://listverse.com/2010/01/07/top-10-common-faults-in-human-thought/

ไม่รับอนุญาตให้เอามาตั้งกระทู้ในเว็บเด็กดี

+ +



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 287 : 10 การปฏิบัติตามความเชื่อในสมัยก่อนที่น่าตกใจและเขย่าขวัญ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 13817 , โพส : 21 , Rating : 100% / 5 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 21 : ความคิดเห็นที่ 20176
ไวเบรเตอร์แม่ผมก็เคยซื้อมาครับ
เนื่องจากตอนนั้นคิดว่ามันเป็นที่นวดหลัง ฮ่าๆๆๆๆๆ

PS.  ชีวิตคนเรามันสั้น ใช้ๆมันไปเถอะ
Name : BSOD < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ BSOD [ IP : 110.169.139.192 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 พฤษภาคม 2557 / 19:31
# 20 : ความคิดเห็นที่ 11035

อันที่5พึ่งเคยเห็นในหนังเรื่องSucker punchอีหนูดุทะลุโลกที่พึ่งออกมา

เห็นเเล้วหยองอะ


PS.  ~~ความเจ้าเลห์ซ่อนอยู่หลังหน้ากากแห่งความปัญญาอ่อน~~
Name : OTAKU เจ๋งเป้ง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ OTAKU เจ๋งเป้ง [ IP : 125.26.175.95 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 / 17:13
# 19 : ความคิดเห็นที่ 10962
ขอตายดีกว่า....
แต่ละอัน ช่างน่าอภิรมณ์ (ประชดหรือพูดจริง -_-)
PS.  มอบความรัก แก่ภูติประจำตัวของฉัน 'เจน' ยัยภูติจอมจุ้นที่ชอบขัดฉันในวงเล็บ
Name : เซียนแฮร์รี่ พอตเตอร์หมายเลข1 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เซียนแฮร์รี่ พอตเตอร์หมายเลข1 [ IP : 49.230.203.211 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 เมษายน 2554 / 23:11
# 18 : ความคิดเห็นที่ 10113
55555+
ขำอันดับ 1 อ่า
Name : เหมียวน้อย ^^ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เหมียวน้อย ^^ [ IP : 58.9.133.182 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 20 มีนาคม 2554 / 18:37
# 17 : ความคิดเห็นที่ 10014

หยองอ่า
แต่ถ้าอยากหยองกว่านี้ให้ไปที่กูเกิล>รูปภาพ แล้วพิมพ์ว่า อสุภะ เท่านั้นแล
รับรอง หึ...หึ...หึ


PS.  โพสมาเล๊ย...ใช้คำยังไงก้อดั้ย แต่ขออย่างเดียว"อย่าด่า"
Name : พายุกิสนา < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พายุกิสนา [ IP : 115.67.132.247 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 มีนาคม 2554 / 20:51
# 16 : ความคิดเห็นที่ 9898
 อับดับหนึ่งนี่สุดยอดจริงๆ
PS.  Save Me Barry!!!
Name : WeTheAnne < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ WeTheAnne [ IP : 113.53.134.152 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 มีนาคม 2554 / 17:31
# 15 : ความคิดเห็นที่ 9431
เราก็พึงรู้เหมือนกันว่าไวเบรเตอร์ไว้รักษาโรค= ="

PS.  ๐---Yaoi (50%)---๐ ๐---Yuri(10%)---๐ ๐---Nasil(20%)---๐ ๐---Shotacon---(10%)๐ ๐---lolicon(5%)---๐ ๐---Kensen(5%)---๐
Name : ZEN KaiZis < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ZEN KaiZis [ IP : 58.9.134.206 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2554 / 23:37
# 14 : ความคิดเห็นที่ 8777
โลโบโทมี่ นิทำแล้วมันไม่ตาบอดหรือ? 
แถมถ้าอ่านไม่ผิดมีตัดเส้นประสาทด้วยนิ ทำขนาดนั้นมันยังมองเหนได้ปกติด้วยหรอ?

ไวเบรเตอร์ รักษาโรค โอ!จอร์ด มันช่างยอดจริงๆ 555+
Name : เม่นคุง < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เม่นคุง [ IP : 27.130.192.127 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 ธันวาคม 2553 / 22:51
# 13 : ความคิดเห็นที่ 8642
เห็นด้วยกับ คห. 8607
555+
PS.  "ชีวิตคือความว่างเปล่า"
Name : ~Dawn~ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~Dawn~ [ IP : 118.172.225.94 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 ธันวาคม 2553 / 20:03
# 12 : ความคิดเห็นที่ 8610
โลโบโทมี่ น่ากลัวง่า..
ข้อ 2 เรื่องสุสานหูย่อหน้าสุดท้าย เป็นญี่ปุ่นพยายามลบภาพความโหดร้ายรึเปล่าคะ?
อ่านแล้วแอบไม่แน่ใจน่ะค่ะ ถ้าถูกต้องแล้วก็ขอโทษด้วยน่อ ^ ^


PS.  ยิ้ม ยิ้ม
Name : blackkimono < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ blackkimono [ IP : 183.89.107.86 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 ธันวาคม 2553 / 21:42
# 11 : ความคิดเห็นที่ 8583
เพิ่งจะรู้ไวเบรเตอร์รักษาโรคได้
Name : asslast < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ asslast [ IP : 110.164.187.51 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 ธันวาคม 2553 / 15:11
# 10 : ความคิดเห็นที่ 8565
สงสารกระต่าย!
Name : โกโก้เย็นครีมเทียม < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ โกโก้เย็นครีมเทียม [ IP : 110.168.115.241 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 พฤศจิกายน 2553 / 19:29
# 9 : ความคิดเห็นที่ 8549
เห็นแล้วอยากร้องไห้
PS.  เมฆา...เมฆที่ล่องลอยไปตามใจตน ไม่ผูกมัดอยู่กับใคร สายหมอก...ภาพลวงตาซึ่งไม่สามารถจับต้องตัวจริงได้
Name : LikeCartoon < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ LikeCartoon [ IP : 110.49.31.213 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2553 / 19:25
# 8 : ความคิดเห็นที่ 8548
ฮิเดโยชิไม่ได้เป็นจักรพรรดิครับแต่เป็นโชกุน
Name : dalek_supreme < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ dalek_supreme [ IP : 58.11.66.212 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2553 / 18:30
# 7 : ความคิดเห็นที่ 8547
Lobotomy นี่น่ากลัวอ่ะ
ทำแล้วตาบอดมั้ยนี่ T_T

Name : Junie★cassiopeia < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Junie★cassiopeia [ IP : 118.173.151.204 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2553 / 16:18
# 6 : ความคิดเห็นที่ 8544
 อึ๋ยย
PS.  ไม่เหมือนใครเหละดีแล้ว เนอะ ว่าปะ (^wO)y
Name : chiara Geramia < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ chiara  Geramia [ IP : 180.180.74.60 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤศจิกายน 2553 / 13:47
# 5 : ความคิดเห็นที่ 8537

ไม่อยากเชื่อแฮะ


PS.  เมฆา...เมฆที่ล่องลอยไปตามใจตน ไม่ผูกมัดอยู่กับใคร สายหมอก...ภาพลวงตาซึ่งไม่สามารถจับต้องตัวจริงได้
Name : LikeCartoon < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ LikeCartoon [ IP : 110.49.80.91 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 พฤศจิกายน 2553 / 21:03
# 3 : ความคิดเห็นที่ 8526
โอ้ว...ไม่อยากจะเชื่อ

PS.  ไม่สำคัญว่าฉันคือใคร แต่สำคัญกว่า คือเราจะรู้จักกันไปทำไม ในเมื่อ 'พวกเขา/เธอทั้งหมด' ไม่เต็มใจที่จะรู้จักฉันเลย
Name : Kun-N (Noname Stranger) < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Kun-N (Noname Stranger) [ IP : 115.87.71.207 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 / 21:44
# 2 : ความคิดเห็นที่ 8525
waiting
Name : neuy [ IP : 118.172.174.119 ]

วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 / 15:06
# 1 : ความคิดเห็นที่ 8523
โอววว แค่เห็นอันดับเก้าก็...



รออยู่นะคะ
PS.  ตอนนี้ปร๊าค์เจย์ไปเมกายังนึกห่วง แถมหวั่นทรวงแฟนคลับไล่ข่มแหง ถ้าฮอตเทสหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงอะเกนให้ใครฟัง
Name : ชีนะ ยูกิ อนาจักร แทคคุณ! < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ชีนะ ยูกิ อนาจักร แทคคุณ! [ IP : 125.27.112.130 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 / 14:15
# 4 : ความคิดเห็นที่ 6847
เห็นแล้วแอบหลอนนะนี่ -*-

PS.  ~I want Nobody But you~I want Nobody But you~
Name : PringlePaam < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ PringlePaam [ IP : 124.121.215.236 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 / 22:51
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android