เพียง หัวใจรัก

ตอนที่ 4 : นับจากจุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    19 ต.ค. 60

“เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้ว่าเขาทำแบบนั้นไปทำไม รวมถึงการโพสท์ขายคุณบริการทางอินเทอร์เน็ตด้วย ซึ่งผมเองก็อยากรู้ไม่ต่างกับคุณหรอกลดา”

ถ้าพอลลี่กล้าทำถึงขนาดนั้น ต่อไปเธอก็ไม่รู้จะเชื่อใจใครได้อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งคลื่นไส้ จนทำให้ฟุบหน้าลงกับกระถางไม้ประดับขนาดใหญ่ที่ตั้งประดับอยู่หน้าร้าน

ก็ดีเหมือนกันจะได้เคลียร์กันชัดๆ ต่อหน้า คุณนั่งรอตรงนี้ก่อน ผมขอเวลาห้านาที”

อีริคเดินกลับเข้าไปด้านในพร้อมอาการกระหายในความจริง แม้คืนนี้จะไม่ได้ตัวนาถลดาไปค้างคืนกับเขา แต่พอลลี่ก็ไม่ควรหาผลประโยชน์จากจากการกระทำที่ไร้สามัญสำนึก และเก็บเงินที่ไม่สมควรจะได้รับนั้นเข้ากระเป๋าตัวเอง

                         


เรอัล คลิน ไคย์เซอร์ เพ่งสายตาผ่านกระจกกรุโปร่งใสของร้านอาหารหรูไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน ที่นั่นเขาเห็นหญิงสาวที่เคยมีโอกาสได้พบและรู้จักเธอเพียงครั้งเดียว ด้วยคำแนะนำให้รู้จักกันของคุณย่าที่ร้านดอกไม้แห่งหนึ่ง... แต่มันน่าแปลกที่แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาราวปีเศษแล้ว แต่เขากลับจำเธอได้ติดตา อาจเป็นเพราะตลอดเวลามักจะได้ยินจากปากคำบอกเล่าของคนเป็นย่า คือมาดามเซียนน่า ไคย์เซอร์ ที่มักจะกล่าวสรรเสริญเยินยอในความสวยและเก่งกาจด้านการจัดดอกไม้ของเธอไม่เคยขาด ซึ่งทุกครั้งเขาก็แค่ฟังผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา

เธอทั้งสวยและมีความสามารถ นานๆ ย่าจะหาคนจัดดอกไม้ได้ถูกอกถูกใจซะทีและดูท่าว่าย่าของเขาจะปลื้มเธออย่างหนัก เขาเปรียบเอาว่าเหมือนวัยรุ่นที่คลั่งไคล้นักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบอะไรแบบนั้น

เชื่อสายตาย่าเถอะน่าเรอัล ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะเป็นคนสวย แล้วยังสุภาพอ่อนหวาน เห็นครั้งแรกย่ายังอดใจตกหลุมรักเธอไม่ได้ปลื้มคนเดียวยังไม่พอ ยังจะโน้มน้าวให้เขาเข้าไปร่วมรู้สึกรู้สาด้วย

แต่เขาคงต้องกล่าวแสดงความเสียใจกับคุณย่า ที่ตอนนี้เขาโตเกินกว่าจะเชื่อฟังและเห็นคล้อยตามไปหมดซะทุกเรื่อง เหมือนกับตอนที่ตัวเองเป็นเด็กตัวเล็กๆ

ถ้าเธอรู้ เธอคงภูมิใจน่าดูเลยนะครับ ที่ทำให้ผู้คุณย่าของผมปลื้มเธอได้ ก็พอจะเข้าใจได้หรอกนะว่าย่านั้นเป็นสุภาพสตรีที่รักและหลงใหลกับดอกไม้นานาพรรณเป็นพื้นฐาน... แต่ปลื้มถึงขนาดที่ไปหลงรักคนจัดดอกไม้นี่สิที่ทำให้เขาเข้าใจได้ไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่

 

จุ๊ จุ๊ อย่าเอ็ดไป ถ้าหลานสนใจอยากรู้จักกับเธอมากกว่านี้ ย่ามีเบอร์โทรติดต่อโดยตรงนะไปๆ มาๆ ก็อยากจะทำตัวเป็นกามเทพจับคู่ให้กับเขาซะอีก... แต่งานนี้เห็นทีจะยากอยู่สักหน่อย

เห็นทีผมต้องของตัวปฏิเสธครับคุณย่า

อ้าวทำไมล่ะน้ำเสียงของมาดามเซียนน่าดูผิดหวังทันที  

ที่ผ่านมาไม่มีผู้หญิงหรือคู่ควงคนไหนของเขาเลย ที่ย่าผู้เคร่งครัดในแบบแผนความเป็นผู้ดีรุ่นเก่าแบบอังกฤษจะถูกใจและเข้าตา จนกระทั่งเกิดมาถูกชะตากับผู้หญิงต่างชาติคนนี้เข้า... แต่สายตาและมุมมองของหญิงสูงวัยอย่างคนเป็นย่า มันก็ย่อมจะแตกต่าง จากมุมมองของหนุ่มโสดรักสนุกอย่างเขาแน่นอนอยู่แล้ว

เธอมีรูปร่างผอมบางเกินไป หน้าอกก็ไม่ใช่คัพซีแบบที่เขาต้องการ และที่สำคัญแต่งตัวไม่ถูกกับรสนิยมตรงตามที่เขาชื่นชอบ โดยรวมก็คือ เธอไม่มีภาพของสาวเซ็กซี่ที่จะโน้มน้าวปลุกความกระตือรือร้นทั้งร่างกายและหัวใจของเขาให้เลือดสูบฉีดได้เลย... ดูๆ ไป เธอเป็นเหมือนนางชีที่คร่ำเคร่งกับบทสวดในโบสถ์ซะมากกว่า

นี่คือความรู้สึกนึกคิดของเขาเมื่อปีก่อน และแน่นอน ว่าเขาไม่ได้กล่าวความในใจตรงส่วนนี้ให้คนเป็นย่าได้รู้ ไม่งั้นมีหวังเขาถูกดึงหูยานแน่

งานเลี้ยงวันเกิดครบเจ็ดสิบสองปีของมาดามเซียน่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สาวสวยคนนี้มีโอกาสเข้ามาจัดดอกไม้ประดับทั่วทั้งงาน สร้างความประทับใจให้กับเจ้าของวันเกิดและแขกเป็นอันมาก... แต่เธอขอตัวกลับและไม่ได้อยู่ร่วมงานตามคำเชิญของเจ้าภาพ ทำให้กับเธอกับเขาไม่มีโอกาสได้เจอกัน

   

แต่คืนนี้ท่าทางผู้หญิงคนดีของคุณย่าจะผิดฟอร์มไปหน่อย  เพราะดึกดื่นใกล้เที่ยงคืนขนาดนี้ ทำไมเจ้าหล่อนถึงได้ออกมายืนถกเถียงกับผู้ชาย และดูจากท่าทางการยืนหรือแม้แต่ตอนที่เธอนั่ง สภาพโดยรวมดูโงนเงนไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่ พอจะเดาได้ว่าร่างกายได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณที่ไม่น่าจะน้อย

“วันเกิดปีนี้หลานอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม” คนเป็นย่าเห็นเขานั่งนิ่งเงียบเอาแต่มองจ้องลงมายังพื้นถนนเบื้องล่าง จึงพยายามดึงความสนใจเขากลับมา

“ได้มาทานข้าวกับคุณย่าก็เป็นของขวัญที่พิเศษสุดแล้วล่ะครับ” เขาไม่ได้พูดเอาใจ คนที่มีเงินมากมายที่สามารถบันดาลทุกสิ่งอย่างเขา คงไม่จำเป็นต้องรอโอกาสพิเศษถ้าอยากได้ของที่ถูกตาต้องใจสักชิ้น

“แล้วแม่พวกสาวๆ ของเราเขาไม่โกรธย่าหรือไง ที่ฉกฉวยช่วงเวลาสำคัญของพวกเจ้าหล่อนมา”

เรอัลเป็นหนุ่มโสดเนื้อหอมที่สาวๆ จ้องจะจะพิชิตหัวใจกันทั้งเมือง ระหว่างฐานะความร่ำรวยมั่งคั่งของความเป็นเจ้าของและพ่วงตำแหน่งผู้บริหารธนาคารยักษ์ใหญ่ กับหน้าตาหล่อ บุคลิกดูดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่รู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่ถูกจับตาว่าเป็นชายหนุ่มที่น่าหลงใหลที่สุดของนิวยอร์ก ทุกอย่างการันตีด้วยการจัดอันดับจากนิตยสารมากมายหลายฉบับ และเขาก็เป็นที่หนึ่งในนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“ผมไม่เคยจัดงานวันเกิดคุณย่าก็ทราบ ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผมมีไว้ใช้กับครอบครัวและคนสนิท”

“แล้วพ่อของเราล่ะ เขาโทรมาอวยพรรึเปล่า?” เพราะเรอัลเหลือเพียงแค่พ่อเท่านั้น ส่วนแม่จากเขาไปตั้งแต่เรอัลยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม

“โทรมาแต่เช้าแล้วล่ะครับ ตอนนี้เขาอยู่ที่ซานตาบาร์บาร่า” เขาเอ่ยชื่อบ้านพักตากอากาศที่พ่อมักจะหลบไปใช้ชีวิตหลังเกษียนอยู่ที่นั่นพร้อมกับภรรยาคนใหม่ ซึ่งเธอเป็นภรรยาคนที่ห้ามีอายุห่างจากพ่อราวสิบเจ็ดปี

“ปล่อยเขาไปเถอะ พ่อเราเขามีความสุขก็ดีแล้วล่ะเพราะย่าเป็นผู้หญิงที่ใจดีอย่างนี้ พ่อถึงได้ทำอะไรตามแต่ใจตัวเองแบบสุดๆ มาแต่ไหนแต่ไร

ผมก็ไม่ได้ติดอะไรนี่ครับ เป็นห่วงก็แต่สุขภาพท่านเท่านั้น”

การที่แลนดอน ไคย์เซอร์ พ่อของเขาเกษียณการทำงานไวกว่านักธุรกิจทั่วไป เพราะท่านมีโรคหัวใจแทรกซ้อน คงสืบเนื่องจากการทำงานหนักมาตั้งแต่ช่วงชีวิตวัยหนุ่ม เขาถึงยอมๆ ปล่อยให้พ่อมีความสุข 

แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ กับเรื่องผู้หญิงที่เปลี่ยนไปมาทุกสองถึงสามปี ทุกคนที่คบหา พ่อมักจะบอกว่าจะจริงจังด้วยทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็เห็นเลิกรากันไปด้วยระยะเวลาไม่นาน เมื่อพวกเธอสมหวังและได้ในสิ่งที่ต้องการก็จะเดินจากพ่อไปเอง แต่พ่อของเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะแสวงหาคนใหม่มาแทนที่ด้วยเช่นกัน

พ่อชอบช่วงเวลาของการตกหลุมรัก รู้สึกโลกนี้มันน่าอยู่ มองไปทางไหนก็มีแต่ความสุข ดังนั้นข้ออ้างความเป็นหนุ่มโรแมนติกอย่างพ่อ ชีวิตจึงไม่เคยขาดหญิงแนบกายในทุกช่วงเวลาของชีวิต 

ถ้าอย่างนั้นย่าก็ขออวยพรวันเกิดเป็นของขวัญให้หลานก็แล้วกัน” เรอัลสวมกอดคนเป็นย่า ที่เขาเปรียบว่าเป็นแม่คนที่สอง เพราะดูแลเขามาตั้งแต่ที่แม่แท้ๆ จากไปเลยก็ว่าได้

“ขอให้คลินของย่ามีความสุขมากๆ ประสบความสำเร็จกับการดำเนินธุรกิจ และสมหวังกับการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ที่สำคัญแต่งงานแล้วรีบมีหลานให้ย่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคุณย่าทวดกับเขาซะที”

“โธ่คุณย่าครับ เรื่องนั้นผมกำลังพยายามอยู่” เขายิ้มประจบเอาใจ

“ย่าเชื่อมั่นในหลานคนนี้ของย่าเสมอ... นี่ก็ดึกมากแล้ว ย่าว่าหลานกลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องลุยงานหนักต่อ อ้อ อย่าลืมดอกไม้ช่อนี้ล่ะ ย่าสั่งพิเศษเลยนะ สวยไหม?” ทุกเทศกาลสำคัญที่เกี่ยวพันกับมาดามเซียนน่า จะต้องมีช่อดอกไม้แสดงออกแทนความในใจเสมอ 

“สวยครับ ผมเป็นคนชอบกุหลาบสีขาว”

เขาเพ่งมองกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ที่ถูกมัดเข้าด้วยกันไว้อย่างประณีตมีศิลปะ มันเรียบง่ายและโก้เก๋ไม่เหมือนใคร ด้วยการนำใบไม้ชนิดเรียวยาวมามัดรวมผูกติดกันไว้ให้เป็นช่อ ผสานกับริบบิ้นสีขาวเข้ากันได้ดีจนน่าหลงใหล ดอกไม้ช่อนี้ สวยอย่างที่ย่าเขาชื่นชมนั่นแหละ 

“ลดาเป็นคนจัด ยังจำได้ใช่ไหม ผู้หญิงที่ย่าเคยแนะนำให้รู้จักเมื่อปีก่อน”

จมูกโด่งคมสัน ที่กำลังสัมผัสเข้าใกล้กลีบกุหลาบกลิ่นหอมถึงกับชะงักงันไปเล็กน้อย “ลดา” เขานึกชื่อเธออยู่ตั้งนาน แต่ก็นึกไม่ออก ดีที่ผู้เป็นย่าพูดความค้างคาใจออกมาซะก่อน...ก็นึกไว้ในใจอยู่แล้ว ว่าย่าคงไม่ไปใช้บริการใครอีก ก็ออกตัวว่าเป็นแฟนคลับผู้หญิงคนนั้นมาตั้งแต่แรกแล้วนี่นา

 “จำได้ครับ คุณย่าพูดถึงเธอออกจะบ่อย” สุดท้ายเขาก็สูดกลิ่นหอมของกุหลาบช่อนั้นเข้าไปจนสุดลมหายใจ อยู่ๆ ใบหน้าแสนหวานเรียบร้อยเกินความจำเป็นของคนจัด ก็ลอยเข้ามาในห้วงความทรงจำ

“ใครล่ะจะลืมหญิงสาวแสนสวย เรียบร้อยอ่อนหวานของคุณย่าได้ลง” เขาแกล้งเยินยอให้ย่าดีใจ

 “ถ้าวันไหนย่าจัดเลี้ยงมื้อค่ำ ก็ตั้งใจว่าจะเชิญเธอมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับเราสักครั้ง หลานคงเห็นดีเห็นงามด้วยนะ” ใจหนึ่งเขาก็อยากชี้ทางสว่างให้ย่าตื่นขึ้นจากการมองเธอแต่ในด้านแสนหวาน สุภาพอ่อนโยน... แต่หารู้ไม่ ว่าตอนนี้เธอแปลงร่างเป็นสาวปาร์ตี้เมาแอ๋หมดสภาพอยู่หน้าผับอีกฝั่งฟากถนน

เพราะอย่างนี้ไงล่ะ เขาถึงเชื่อมั่นในสัญชาตญานของตัวเอง มากกว่าเชื่อจากมุมมองใคร

“เอาสิครับคุณย่า สำหรับคุณย่าผมว่างเสมอ” แต่คิดดูอีกที ปล่อยให้ย่ามีความสุขกับมุมดีๆ ที่เคยได้รู้จักเธอจะดีกว่า คนสูงวัยขนาดนี้ ไม่น่าจะต้องมาเสียความรู้สึกให้ต้องขุ่นข้องหมองใจเปล่าๆ หรืออย่างน้อยก็จะได้เหลือความสุนทรี มีใครไว้พูดคุยพบปะเรื่องที่ชอบเหมือนๆ กัน

“สุขสันต์วันเกิดนะหลานรัก ปีนี้ครบยี่สิบเก้าปีบริบูรณ์แล้ว เวลามันช่างผ่านไปว่องไวจริงๆ”

มาดามเซียนน่าโอบลำแขนเข้ากอดหลานชายร่างสูงใหญ่ พร้อมๆ กับเลื่อนมือลูบสัมผัสไปมาที่แผ่นหลังอย่างรักใคร่ จนเรอัลต้องน้อมตัวเข้าหา โอบกอดตอบหญิงชรากลับด้วยความอิ่มเอมและสุขล้นในหัวใจ

“ส่งย่าแค่นี้แหละ รถมารับแล้ว” เธอคลายอ้อมกอด เลื่อนมือมาประคองที่ใบหน้าคมเข้มด้วยอุ้งมือทั้งสองข้างราวกับเขาเป็นหลานชายตัวน้อยเหมือนเช่นวันวาน

“ราตรีสวัสดิ์ครับคุณย่า” เขาหอมแรงๆ เข้าที่แก้มหญิงชราที่แม้จะอายุมากแต่ก็ยังมีสุขภาพแข็งแรง

“นิทราแสนหวานเช่นกันจ้ะหลานรัก” เธอสั่งอำลา ก่อนก้าวขาขึ้นรถยนต์คันหรูที่วิ่งมาเทียบจอดที่หน้าร้าน พร้อมกับคนขับรถเดินมาเปิดประตูรออย่างรู้หน้าที่และชำนาญงาน

หลังจากที่ส่งคนเป็นย่าขึ้นรถจนเป็นที่เรียบร้อย เรอัลเดินมุ่งหน้าไปเอารถที่จอดไว้ริมถนนฝั่งตรงข้ามบริเวณหน้าคลับที่เห็นนาถลดายืนถกปัญหาหน้าตาเคร่งเครียดกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่... วันนี้เขาทำตัวสบายๆ โดยไม่มีบอดี้การ์ดขับรถให้นั่งเหมือนทุกๆ วัน จนเป็นเหตุให้จำที่ตั้งร้านอาหารผิด แต่เพราะเห็นว่าจุดที่จอดรถไว้อยู่ไม่ห่างกันมากนักถึงได้ปล่อยเลยตามเลย

                 

 “มานั่งอยู่ที่นี่เองลดา อากาศตรงนี้มันแย่มากเดี๋ยวเธอจะไม่สบายนะ และตอนนี้หิมะก็ตกแล้วด้วย” เธอเงยหน้าขึ้นมองเหนือท้องฟ้า เห็นเกล็ดบางๆ สีขาวลอยฟุ้งให้เห็นบางตาเหนือไฟทางตามถนน จึงเชื่อว่าหิมะตกจริงตามที่คนข้างๆ บอก

“แล้วอีริคหายไปไหน นายนั่นมันจ้องจะเคลมเธออยู่นี่นา”

คำถามของแพททริกดังแทรกเข้าไปในความรู้สึกอันวิงเวียน ต่อให้เธอต้องนั่งแข็งหนาวตายอยู่คนเดียว ก็ยังดีกว่าต้องมาทนอยู่ลำพังสองต่อสองกับผู้ชายหน้าด้านพูดจาไม่รู้เรื่องแบบเขา

“อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะมีนิสัยแย่ๆ เหมือนตัวเอง... ขอร้องล่ะแพททริก ฉันอยากอยู่ลำพัง” เรื่องหลงตัวเอง และพูดจาปรักปรำคนอื่นเป็นข้อเสียอย่างร้ายแรงของผู้ชายคนนี้ หรือบางทีเขาอาจจะอยู่ใกล้ชิดกับพอลลี่มากเกินไป ถึงได้ซึมซับนิสัยของกันและกันมา

“หรือว่าที่เธอนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะรอผู้ชายไร้ความสามารถอย่างอีริคไปส่ง”

เมื่อสักครู่เขาแอบเดินตามหลังทั้งคู่ออกมา ยอมเสียมารยาทแอบฟังบทสนทนาตั้งแต่ต้นจนจบ จึงพอรู้ว่าที่อีริคหลบหายเข้าไปด้านในนั้นเกิดจากเรื่องอะไร และเขาก็เชื่อว่าคนอย่างพอลลี่ สามารถทำเรื่องงามหน้าไร้สามัญสำนึกกับนาถลดาได้จริงๆ และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เขาเบื่อหน่ายและขอเลิกกับเธอ   

“ฉันรอคุยธุระกับพอลลี่ อีกเดี๋ยวก็ว่าจะกลับ” ที่จริงเธอไม่อยากจะตอบคำถามเขาด้วยซ้ำ

“ให้ฉันไปส่งไหม เธอจะได้ไม่ต้องนั่งแท็กซี่” เขาคงไม่รู้ตัวว่าการกระทำแย่ๆ เมื่อตอนหัวค่ำ ทำให้เธอนึกชังน้ำหน้า และไม่คิดอยากเข้าใกล้เขา

“ไม่ล่ะ เชิญนายตามสบายเถอะ ขอบใจนะที่เป็นห่วงฉัน” ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่หน้าด้านหน้าทนเท่ากับแพททริก ก็คงจะพอเข้าใจว่าเธอไม่อยากพูดด้วย

“จะให้บอกอีกสักกี่ครั้งนะลดา ว่าฉันจริงจังและเป็นห่วงเธอจากใจจริง... เลิกคบกับพอลลี่เถอะ ถ้าเธอไม่อยากเดือดร้อน พอลลี่ไม่ได้เป็นผู้หญิงดีพอ ที่เธอสมควรจะคบเป็นเพื่อนหรอก”

“บอกความจริงที่นายรู้มาเถอะแพททริก อย่าทำเป็นพูดจาโยกโย้” มันต้องมีประเด็นอะไรสักอย่าง ถึงทำให้เขาเอ่ยเตือนเธอหลายครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน

โอ๊ย ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ทำไมมันต้องมาเกิดเรื่องวุ่นวาย ในวันที่ร่างกายเธอควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างนี้ด้วย ถ้าเธอปกติและแข็งแรงดี จะไม่รีรอที่จะเดินออกจากปัญหาตรงนี้แน่นอน

“ฉันสงสัยว่าพอลลี่แอบอ้างขายเธอให้กับอีริคด้วยเงินหมื่นเหรียญ” ประโยคที่ได้ยินเต็มสองหู มันทำให้เธอปากค้าง ตัวชาไปทั้งร่าง แทบจะขย้อนก้อนแข็งๆ ที่ค้างติดอยู่บริเวณลำคอออกมา

“แพททริก!  นายไปเอาข้อมูลเรื่องพวกนี้มาจากไหน มันถือว่าเป็นการพูดใส่ร้ายกันได้เลยนะ” แม้ในใจจะแอบคิด  ว่าการที่อีริคกับแพททริกพูดในเรื่องเดียวกัน นั้นย่อมจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกกรุขึ้นมาลอยๆ แน่ 

“เอาเป็นว่าฉันรู้ก็แล้วกัน... ยอมรับความจริงได้แล้วลดา ว่าฉันอ่านพอลลี่ได้ดีกว่าเธอ”

“ฉันยังไม่อยากปักใจเชื่อ อย่างน้อยอีริคก็เรียนกฎหมาย เขาคงไม่ทำอะไรที่ดูแย่ขนาดนั้นหรอก”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะว่าเขาจะเรียนอะไรมา... ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย ต่อให้ถูกขัดเกลามาดีแค่ไหน เรื่องแบบนี้ ถ้ามันจำเป็น ผู้ชายอย่างเราๆ ก็ยอมทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ ขอแค่ให้ได้มาซึ่งความพึงพอใจของตัวเองเป็นพอ... แล้วไอ้อีริคมันก็อยากได้เธอมานานแล้ว ฉันมองสายตามันออก”

“อย่าหยาบคายกับคนที่นายยังไม่รู้จักเขาดีพอ และอย่าเหมารวมว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนตัวนาย”

“แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะซื้อเธอด้วยเงิน... หรือว่าจริงๆ แล้วเธออยากไปค้างคืนกับเจ้าหมอนั่น เธอถึงมานั่งแก้ตัวแทนมัน... ก็อย่างว่า อีริคมันอาจมีทริปหนักๆ หลังจบเกมรักกับเธอก็ได้” ความไม่พึงพอใจทำให้เขาแสดงนิสัยหยาบคาย

“หยุดดูถูกฉันได้แล้ว ที่ฉันไม่เล่นงานนายที่พยายามจะลวนลามฉันเมื่อตอนหัวค่ำก็บุญเท่าไหร่ และถ้าจะกรุณาปล่อยให้ฉันได้อยู่เงียบๆ คนเดียวเถอะ”

“ฉันจะไม่ไปไหน จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอจะไม่ไปค้างคืนกับอีริค เพียงเพราะเงินหนึ่งหมื่นนั่น”

“นายไม่มีสิทธิ์มาบงการชีวิตฉัน ผู้หญิงที่นายควรจะตามเป็นห่วงคือพอลลี่ต่างหาก ส่วนเรื่องระหว่างฉันกับอีริค ฉันแน่ใจว่าจะตกลงทำความเข้าใจกับเขาได้แน่นอน” 

“ความรักจอมปลอมของเราทั้งคู่จบลงแล้ว คนที่ฉันแอบหลงรักคือเธอต่างหากลดา ฉันหลงรักเธอตั้งแต่วันแรกที่พอลลี่แนะนำให้เรารู้จักกัน” แพททริกยังไม่เลิกคร่ำครวญ เขาทำตัวได้น่ารำคาญที่พยายามตื้อไม่เลิก

“นายคิดของนายไปคนเดียว แต่ฉันไม่ได้...”  นาถลดายังโต้กลับไม่จบประโยค แพททริกก็โน้มตัวดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด ฉกริมฝีปากดุดันบดเบียดปากสวยอ่อนแรงของเธออย่างฉกฉวยโอกาสอีกครั้ง

“แพททริก! นายไม่มีสิทธิ์ทำกับผู้หญิงของฉันแบบนี้”

ยังไม่ทันที่ริมฝีปากกระด้างที่นาบลงมาจะบดขยี้ริมฝีปากสวยได้อย่างเต็มที่ ร่างของแพททริกก็ถูกกระชากจากแรงโมโหของอีริค เขาออกมาทันเห็นภาพบาดตาบาดใจนั้นพอดี มือแข็งแรงและลำแขนอันกำยำ คว้าเข้าที่ปกเสื้อแจ็กเก็ต แยกร่างของแพททริกผละห่างออกจากนาถลดาได้สำเร็จ  

“ไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่ฉันจะกระทืบนาย” อีริคง้างหมัดขึ้นค้างกลางอากาศ มันลอยห่างไม่ถึงคืบจากหน้าหล่อเหลาเจ้าเล่ห์ของแพททริก

“ลดาไม่ใช่ผู้หญิงของนาย แต่ถ้านายจะอ้างถึงเงินที่ซื้อชั่วโมงเธอแล้วเหมาเรียกว่าเป็นที่รัก แบบนั้นก็ควรจะละอายแก่ใจบ้างนะอีริค” คนที่ถูกตำหนิชะงักงันด้วยคำพูดที่ทิ่มแทงจุดบอดในใจ

“ถามลดาหน่อยไหม ว่าเธอรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วยรึเปล่า... แล้วไหนบอกว่าจะไปตามตัวต้นเรื่อง หรือว่าแม่ล็อตไวเลอร์ตัวร้ายไหวตัว หายหัวหนีหายไปซะแล้ว”

แพททริกไม่ได้กลัวคำขู่ เพราะอีริคมีรูปร่างที่สูงพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา จึงพร้อมจะตอบโต้ทันทีถ้าตัวเองได้รับบาดเจ็บ เพราะยังไงคืนนี้ เขาตั้งใจจะขวางไม่ให้แผนการของพอลลี่สำเร็จตามเป้าหมายแน่นอน

 

ขณะที่สองคนห้ำหั่นจ้องชิงไหวชิงพริบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย นาถลดาก็อาศัยจังหวะชุลมุน เดินแทรกตัวเข้ากับกลุ่มคนที่ทยอยเดินออกจากผับ พยายามเลี่ยงหลบเดินย้อนไปอีกทางแม้จะมืดและเปลี่ยวกว่า แต่เธอก็จำเป็นต้องเลือกเดิน จนกระทั่งข้ามถนนตรงหัวมุมได้สำเร็จ เชื่อแน่ว่าผู้ชายสองคน ที่วันๆ ในหัวคิดแต่เรื่องไร้สาระ จะไม่มีวันตามหาเธอเจอแน่

“เฮ้อ” เธอหยุดพักถอนหายใจ แหงนหน้าสูดอากาศอันเย็นเฉียบจนรู้สึกปวดที่จมูก

ตลอดเส้นทางเธอพยายามประคองสติแล้วไปต่อ แม้จะเดินสะเปะสะปะเพราะความวิงเวียนอย่างหนักก็ตามที ช่วงไหนที่ฝืนไม่ไหวก็หยุดพักเอาตัวพิงกระจกหน้าร้านค้าข้างทาง... หลายครั้งที่รู้สึกพะอืดพะอมอยากอาเจียนแต่มันก็ไม่ยอมออก ระหว่างนั้นก็กวาดสายตาพยายามมองหาแท็กซี่ แต่ก็ไม่มีวิ่งผ่านมาให้เห็นสักคัน

“ปึ้ก” 

แต่แล้วอยู่ๆ ร่างบางก็ถูกกระแทกอย่างแรงเข้าที่กลางลำตัว... แม้มันจะพุ่งแรงระดับที่ทำให้เธอกระเด็นล้มลงไปคุกเข่ากับพื้นได้ทันที แต่เธอแน่ใจว่าสิ่งที่ชนนั้นเป็นมนุษย์ ไม่ใช่รถยนต์หรือสิ่งของ

“ว๊าย!!!

เธอตกใจกรีดร้องเสียงหลง แต่เสียงเล็กๆ ไม่มีทางหยุดสถานการณ์อันเลวร้ายลงได้ สุดท้ายเธอจึงทำได้เพียงมองตามหลังเด็กวัยรุ่นชายผิวสีคนหนึ่ง หอบกระเป๋าวิ่งหลบหนีไปในความมืดของซอกตึก

เรอัลจับตาและมองตามนาถลดามาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาตัดสินใจช้าเกินไปที่ไม่ได้เข้าไปพูดจาให้ความช่วยเหลือเธอตั้งแต่แรก จนกระทั่งเกิดเรื่องให้เธอตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพต่อหน้าต่อตา 

+++++++++++++++++

จะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่าน๊า 


บันทึกบทความนี้เป็นเรื่องโปรด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

209 ความคิดเห็น