เพียง หัวใจรัก

ตอนที่ 12 : ความจริงที่ฉันยังไม่รู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    6 พ.ย. 60

ถ้าจะบอกว่าผู้หญิงคนนี้ทึ่มที่สุดเท่าที่เขาเคยออกเดตมาก็น่าจะถูก อยากถามเธอจริงๆ ว่าผ่านมาหนึ่งวัน เธอยังไม่คิดจะรื้อค้นหาประวัติว่าเขาเป็นใครเลยรึไง... เพราะถ้าเธอรู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง คงไม่ต้องมาเกี่ยงเรื่องราคาอาหาร หรือเป็นกังวลว่าใครจะเลี้ยง หรือใครจะจ่ายอยู่อย่างนี้

“คุณอาจมีเงินมากกว่าฉันหลายเท่านะคะ แต่ฉันไม่ได้คิดหวังจะเอาเปรียบคุณ ถ้าฉันบอกว่าฉันจะเลี้ยง ฉันก็อยากทำในส่วนที่ตกลงกันให้จบสิ้นสมบูรณ์”

เอากับเธอสิ บทจะดื้อรั้นก็ทำได้ดีจนไร้ที่ติ

“เอาเถอะ วันนี้ทำตามที่ผมแนะนำก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ เรายังมีเวลาต้องเจอกันอีกตั้งหลายวัน รีบเข้าไปในร้านกันก่อนนะ ตอนนี้ผมหนาวจะแย่อยู่แล้ว”

เรอัลทำฟอร์มปากสั่นให้ฟันกระทบกันดังกึกกัก ทั้งๆ ที่ความหนาวระดับนี้เป็นเรื่องปกติชาชินสำหรับเขา ส่วนนาถลดาก็คงลืมไปแล้วว่าเขาเกิด เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหนาวมายาวนานเท่ากับชีวิต เธอจึงหลงกลเชื่อตามที่เขาบอก

“นับจากคืนนี้ไป ฉันคงไม่ว่างมาพบคุณอีกแล้วนะคะ เพราะฉันต้องวุ่นกับการหางานทำ” 

สาเหตุที่ต้องรีบบอก เพราะเขาจะมาทำราวกับว่าทุกๆ วันนับจากนี้ เขากับเธอจะต้องมีเวลามาเจอกันทุกวันหลังเลิกงาน

“ไม่เป็นไรครับ” ตาสองตาสบประสานกัน ก่อนที่เรอัลจะผลักประตูเข้าสู่ตัวร้านอาหารไทย เพราะอยากเอาใจนาถลดาที่เขาเดาเอาว่าเธออาจจะคิดถึงอาหารบ้านเกิด

“ขอบคุณค่ะ” 

เขาช่วยเธอถอดสเวตเตอร์โดยการยืนประกบอยู่ทางด้านหลัง แอบสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของผมยาวนุ่มลื่นสลวยของเธอเขาไปจนเต็มปอด อดใจแทบไม่ไหวที่จะเอื้อมมือออกไปสัมผัส แต่พอนึกถึงสีหน้าแห่งความไม่พึงพอใจ จึงรีบชักมือเก็บไว้ข้างตัวอย่างใช้ความอดทนอดกลั้น

เขาจะไม่มีวันทำให้นาถลดากลายเป็นกระต่ายน้อยตื่นตกใจ แล้วกระโจนหนีเขาไปแน่นอน เชื่อว่าเรื่องบางเรื่องมันมีจังหวะและเวลาของมัน

“คุณสั่งอาหารได้เลยนะ คุณเป็นคนไทยน่าจะรู้จักอาหารแต่ละเมนูได้ดีกว่าผม” 

เขาโยนหน้าที่สั่งอาหารให้เธอเป็นคนจัดการ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเมนูที่ไม่รู้จัก สู้เอาเวลาเหล่านั้นไปทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์กว่ากันหลายเท่า... อย่างเช่นว่า นั่งมองหน้าเธอให้เต็มตา

ท่ามกลางแสงไฟอบอุ่นบนโต๊ะอาหาร หนุ่มสาวทั้งคู่ต่างนั่งอยู่ตรงข้ามกัน... เรอัลไม่ยอมปล่อยโอกาสจ้องมองหญิงสาวที่ทำให้เขาปั่นป่วนกระวนกระวายจนแทบไม่เหลือสมาธิสำหรับคิดเรื่องอย่างอื่นตลอดทั้งวันนี้... 

เขาเสียเวลาแทบทั้งวันกับการนั่งจ้องมองเข็มนาฬิกา รู้สึกราวกับว่ามันช่างเดินด้วยความเชื่องช้าเนิบนาบไม่ได้อย่างใจราวกับถูกแกล้งจากพระผู้เป็นเจ้า

“คุณพอจะกินเผ็ดได้สักเล็กน้อยไหมคะ เราอาจสั่งต้มยำกุ้งร้อนๆ มากินแก้หนาวได้”

เขาจ้องมองนาถลดาก้มอ่านเมนูด้วยความละเอียดถี่ถ้วนราวกับอ่านข้อสอบ เห็นอาการส่ายหน้าไปมาพร้อมกับทำตาโตบ่นอุบอิบกับราคาอาหารที่เธอคิดว่าค่อนข้างแพง แต่สำหรับเขาถือว่าเป็นราคาปกติมากๆ ทำให้อดอมยิ้มเอ็นดูกับความเป็นสาวจอมงกของเจ้าหล่อนไม่ได้

“ผมกินได้ทุกอย่าง คุณสั่งมาเถอะ”

 เรอัลตอบส่งๆ ไปอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงเขาแทบไม่เคยนึกชมชอบอาหารรสจัด รู้สึกว่ากินแล้วมันทำให้สติแทบหลุดออกจากร่าง... แต่ก็อย่างที่บอกว่าวันนี้เขาอยากทำตัวเอาใจนาถลดาแบบสุดๆ อยากให้เธอปลื้มใจกับทุกสิ่งที่เขาตั้งใจทำให้กับเธอ

“คุณแพ้อาหารอะไรบ้างรึเปล่าคะ อย่างเช่น กุ้ง ไก่ หมึก หรือว่าน้ำปลา... ขอโทษทีค่ะ คุณอาจไม่รู้จักกับน้ำปลา” 

เขาเห็นเธอยิ้มแล้วต่อด้วยหัวเราะกับคำพูดของตัวเอง ศัพท์เฉพาะที่เธอเรียก เขาเองก็ไม่เข้าใจอะไรมากมายนักหรอก รู้แต่ว่ารอยยิ้มนั้นมันทำให้เขาหลงยิ้มตามไปกับเธอได้ราวกับเด็กหนุ่มถูกล่อลวง

“เท่าที่จำได้ ผมไม่เคยแพ้อะไรเลยนะครับ ชนะมาทุกอย่าง และก็หวังว่าจะชนะอาหารไทยของคุณด้วย” อยากบอกเธอเหลือเกิน ว่าขนาดนักธุรกิจเขี้ยวลากดิน เขายังไม่เคยคิดแม้แต่จะเสียเหลี่ยมหรือแพ้ทางให้ใคร แล้วนับประสาอะไรกับสัตว์ทะเลตัวเล็กตัวน้อยเหล่านั้น

“ไม่แพ้ก็ดีแล้วค่ะ เพราะว่าอาหารไทยใช้ส่วนผสมและเครื่องปรุงหลายชนิด”

จำไม่ได้ว่ากี่ปีมาแล้ว ที่เขาไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกระชุ่มกระชวย เวลาได้นั่งอยู่ที่ร้านอาหารลำพังสองต่อสองกับผู้หญิงเช่นคืนนี้เลย... 

                   

อาจบอกได้ว่า ตอนนี้นาถลดาเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาเทความสนใจทั้งหมดมาที่ตัวเธอ ชนิดที่เขาเองก็ตั้งตัวแทบไม่ติด รู้แต่ว่าเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่ได้พบกัน และมีโอกาสได้ดูแลเธออย่างใกล้ชิด อยู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของครอบครองร่างบางแทบทุกเวลานาที ความต้องการนี้มันเกิดขึ้นแบบไร้เหตุและผลที่จะตอบตัวเองได้... แต่ติดตรงที่ว่า เธอเองยังไม่มีทีท่าโอนอ่อนตอบสนอง และพร้อมเปิดใจรับเขาเอาเสียเลย

ปกติเรอัลเป็นคนใจร้อน ไม่ว่าเขานึกอยากได้ของสิ่งไหน หรือแม้แต่ปรารถนาอยากครอบครองสาวสวยคนใด ไม่มีทางที่เขาจะยอมใช้วิธีอดทนและรอคอยได้ยาวนานนับวันนับคืนแบบนี้มาก่อน

“ฉันสั่งหมูปิ้งให้คุณดีกว่า รสชาติหวานๆ คุณอาจจะชอบ” 

นาถลดายังคงกลับไปมุ่งมั่นกับการสั่งอาหารตามที่ได้รับมอบหมาย โดยลืมไปว่ามีสายตาวาววามจดจ้องมองเธอราวกับจะกลืนกินเป็นอาหารมื้อค่ำ

“คุณเคยกินผัดไทยกุ้งสดไหมคะ”

เวลาปากอิ่มๆ ของเธอขยับพูดจาตอบโต้เขามันช่างน่าจูบเป็นที่สุด

“ผมไม่เคยกินอาหารไทย อาหารเอเชียที่เคยกินก็มีแต่อาหารญี่ปุ่น อาหารเกาหลี อาหารเวียดนาม แต่ไม่รู้ว่ามันเหมือนกันรึเปล่าคะแนนเขาคงตกลงไปเกือบครึ่งจากสาเหตุที่ไม่เคยมีประสบการณ์รับประทานอาหารไทยของเธอ

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอาหารไทย จะให้เหมือนกับอาหารชาติอื่นได้ยังไงล่ะคะ” จับได้ว่าน้ำเสียงเธอขุ่นขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อความเป็นชาตินิยมแทรกกายเขาสิงร่าง

“ถ้างั้นฉันสั่งผัดไทยกุ้งสดราคามหาโหดมาให้คุณชิมด้วยดีกว่า ต่อไปใครถามถึงอาหารไทย คุณจะได้ตอบว่าเคยกินมาแล้ว”

รวมถึงผู้หญิงไทยตัวบางร่างหอมคนนี้ก็ด้วย ที่ผมอยากจับเคี้ยวเป็นที่สุดเลยล่ะทูนหัวความในใจตรงนี้เรอัลไม่ได้พูดมันออกมาหรอก มีหวังถ้าเธอได้ยินคงใช้ส้อมจิ้มตาเขาให้บอดแน่นอน เพราะถ้าคาดคะเนจากตำแหน่งการนั่ง เธอก็คงทำได้ไม่พลาดเป้า

“งั้นลองสามเมนูนี้ก่อนนะคะ ถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวค่อยสั่งเพิ่ม” เขามีหน้าที่แค่ตอบอือออไปกับเธอเท่านั้น

“เครื่องดื่มขอเป็นน้ำขิงอุ่นๆ กับน้ำตะไคร้ ชนิดไม่หวานดีกว่าค่ะ”

เอาเลยจ้ะที่รักเลือกสั่งให้เต็มที่ บางทีถ้าท้องอิ่ม คุณอาจเปลี่ยนใจคิดจะให้รางวัลตอบแทนความใจดีของผมในคืนนี้บ้างก็ได้เขาจ้องมองเธออย่างไม่คิดจะเบื่อ ระหว่างที่นาถลดาสนทนากับพนักงานเสิร์ฟเป็นภาษาที่เขาฟังไม่เข้าใจ และคาดเดาว่าคงเป็นภาษาไทย แต่ว่าเสียงสูงๆ ต่ำๆ ที่เธอใช้สื่อสาร พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้ามันเพิ่มเสน่ห์ให้กับความสวยของเธอ จนเขาไม่อาจถอนสายตาออกจากใบหน้าชวนลุ่มหลงนั้นได้เลย

ระหว่างที่นั่งรออาหาร เขาจึงหยิบโทรศัพท์ในเสื้อสูทที่สวมอยู่ออกมาให้เธอ “ทำไมมันถึงยังดูใหม่แกะกล่องเหมือนยังไม่เคยผ่านการใช้งานมาเลยล่ะคะ แถมยังเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของยี่ห้อนี้ด้วย” เธอไม่ได้รับมันไปถือไว้ทันที แต่กลับมีคำถามที่ทำให้เขาตอบเธอสะดุดกึกกัก

“มีลูกค้าให้ผมมา เก็บเอาไว้เฉยๆ ก็คงจะไร้คุณค่าไปเปล่าๆ สู้เอามาให้คุณใช้จะดูมีประโยชน์ซะกว่า”

นาถลดาไม่ได้ปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งที่เธออยากได้ แต่อยู่ๆ จะให้ไปรับของกับคนที่เพิ่งรู้จักมาใช้ฟรีๆ แบบนี้มันทำให้เธอต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่าเหมาะสมหรือไม่... แล้วคนที่ให้ของราคาแพงขนาดนี้มีหรือที่เขาไม่คิดหวังอยากได้อะไรเป็นการตอบแทน

“อย่าคิดมากเลยน่าลดา มันก็แค่โทรศัพท์ธรรมดาเครื่องหนึ่งเท่านั้น ต่อให้คุณไม่รับ ผมก็ต้องเอาไปโยนให้ใครสักคนใช้อยู่ดี... เพราะฉะนั้นคุณรับมันไปซะเถอะ แล้วอย่าคิดมาก”

อันที่จริงโทรศัพท์เครื่องนี้เขาไม่ได้มาฟรีๆ อย่างที่บอกเธอไปนั่นหรอก แต่เขาใช้ให้เบรทท์ บอดี้การ์ดคู่ใจไปจัดการหาซื้อให้เธอโดยด่วน

“ฉันขอยืมใช้นะคะ แล้วจะคืนให้คุณเมื่อฉันซื้อเครื่องใหม่เป็นของตัวเองแล้ว อาจจะต้องรอเงินโบนัสตอนสิ้นปี ถ้าฉันยังทำงานอยู่ที่นี่นะคะ”

“แล้วคุณจะย้ายไปทำงานที่ไหน” แค่รู้ว่าเธอจะเปลี่ยนที่ทำงานเขาก็รู้สึกใจโหวง

“ฉันเพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้านการตลาดค่ะ สนใจอยากจะทำงานบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องสำอาง แต่ก็คงยังทำงานอยู่ที่นิวยอร์กอยู่ ยังไม่ได้คิดย้ายไปเมืองอื่น”

เขาเหลือบตามองว่าที่พนักงานการตลาดเครื่องสำอางในอนาคต เห็นใบหน้าของเธอแต่งแต้มสีสันไว้น้อยมาก แล้วแบบนี้จะเอาความรู้หรือประสบการณ์ที่ไหนไปสู้กับแม่พวกกรีดตาดำ รองพื้นได้เนียนจนแยกผิวหน้าแท้จริงของเธอไม่ออก รวมถึงกลีบปากที่เคลือบลิปสติกหลากสีเอาไว้จนทายไม่ถูกว่าวันนี้ปากคุณเธอทั้งหลายจะเป็นสีอะไร...

ยิ่งรู้จักและพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งนึกเอ็นดู จนบางทีแทบจะกลายเป็นสมเพชต่อความอ่อนโลกและไม่ทันเกมของเธอด้วยซ้ำ... แต่ของอย่างนี้ก็ว่าไม่ได้ บางทีภายใต้ใบหน้าเดียงสาอ่อนต่อโลก ความคิดของเธออาจรู้ทันเขาไปหมดแล้วก็ได้

“แต่ผมเห็นคุณไม่ชอบแต่งหน้า แล้วจะเอาความรู้ที่ไหนไปสู้กับคนอื่น” เขาพูดตามความจริง

“การที่ฉันไม่ได้แต่งหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่ศึกษาและหาความรู้ในเรื่องที่สนใจหรอกนะคะ”

“ผมก็แค่สงสัยน่ะ แล้วคุณเบื่องานจัดดอกไม้แล้วเหรอ ผมก็เห็นคุณก็มีความสุขกับการได้ทำงานที่นี่ดีอยู่แล้ว” สังเกตจากหน้าตาหลังเลิกงานของเธอ ไม่ได้หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนเขาที่ต้องเจอกับตัวเลขเครียดตั้งแต่เช้ายันเย็น

“ทุกครั้งที่ฉันได้จัดดอกไม้ฉันรู้ดีว่าตัวเองมีความสุขแค่ไหน แต่ฉันก็ต้องมองถึงอนาคตข้างหน้าของตัวเองด้วยค่ะ เพราะค่าจ้างที่นี่ไม่พอที่ฉันจะยึดเป็นอาชีพได้”

“คุณย่าผมชอบฝีมือการจัดดอกไม้ของคุณมาก ท่านเป็นลูกค้าประจำของร้านที่คุณทำงานอยู่” เขายังอยากสนับสนุนให้เธอได้ทำในสิ่งที่เธอรัก และก็มองว่ามันเหมาะกับเธอดีอยู่แล้ว

“จริงเหรอคะ ฝากบอกท่านด้วยค่ะ ว่าฉันขอบคุณที่ท่านชอบผลงานของฉัน”

โชคดีที่นาถลดาไม่ได้ถามต่อว่าย่าของเขาชื่ออะไร ไม่อยากนั้น เธอจะต้องจำได้ว่าเขากับเธอเคยเจอะเจอกันมาก่อน...

แต่ให้ตายเถอะ ตอนนั้นทำไมเขาไม่ตกหลุมเสน่ห์เธอเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนอย่างในตอนนี้นะ จำได้ว่าตอนที่ย่าแนะนำ เขาแทบจะไม่สนใจหันไปทักทายทำความรู้จักกับเธอด้วยซ้ำ

“ถ้าผมสนใจลงทุนทำธุรกิจร้านดอกไม้ แล้วจ้างคุณเป็นผู้จัดการร้าน ผลประกอบการตอนปลายปีผมจะแบ่งออกเป็นสองส่วน... ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะเข้าร่วมไหม” 

ความเป็นนักธุรกิจที่วันๆ วิ่งหารายได้เข้าบริษัท ทำให้เขาชินกับการสร้างไอเดียได้ฉับพลันทันที

“คุณสนใจธุรกิจแบบนี้ด้วยเหรอคะ” เธอทำสีหน้าตกใจ คงเพราะเห็นว่าการจะลงทุนทำอะไรสักอย่างสำหรับเขาเป็นเรื่องรวดเร็วง่ายดาย จึงยังไม่เกิดความเชื่อถือตอบตกลง ในเงื่อนไขที่มีแต่ได้กับได้ที่เขาพยายามนำเสนอ

ให้ตายเถอะนะเบบี๋ ธุรกิจที่ทำกำไรได้น้อยนิดไม่ทันใจแบบนี้ มันไม่เคยอยู่ในหัวสมองและความคิดของผมเลย แต่ถ้ามันจะทำให้คุณกับผมได้สานสัมพันธ์กัน ผมก็ย่อมจะสนใจอยู่แล้ว

ผมสนใจทุกธุรกิจที่ทำกำไรนั่นแหละครับ ซึ่งผมคิดว่าร้านดอกไม้มันจะไปได้ดีแน่ ถ้าได้คุณมาร่วมงาน” ขณะเจรจาเรื่องนี้สีหน้าของเขาไม่มีแววล้อเล่น

คนอย่างเธอเนี่ยนะ จะได้เป็นผู้มีส่วนในผลกำไรร่วมกับเจ้าของธุรกิจฟังๆ ดู มันเป็นเงื่อนไขที่ดีเกินไปที่เธอจะรับได้

“ฉันว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบคุณมากเกินไปนะสิคะ ฉันแทบไม่ได้ลงทุนอะไรเลย” อย่าว่าแต่เงินที่จะเอาไปร่วมทุนกับเขาเลย แม้แต่เงินจะใช้ให้ชนเดือนเธอยังต้องเจียดแล้วเจียดอีก

“ความสามารถของคุณถือเป็นต้นทุนชนิดหนึ่ง ผมต่างหากที่เหมือนเอาเปรียบคุณ เพราะแค่ใช้เงินลงทุนแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้นเลย ผมไม่รู้จักกับดอกไม้มากพอเหมือนกับที่คุณรู้จัก... แต่สิ่งเหล่านี้คุณมีความรู้เพียบพร้อมอยู่แล้ว อย่างนี้จะเรียกว่าคุณเอาเปรียบผมได้อย่างไร”

“ฉันกลัวบริหารร้านแล้วทำขาดทุน คุณเองจะเป็นฝ่ายเครียดเสียดายเงินซะเปล่าๆ” เธอพยายามพูดถึงข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าเพื่อให้เขาได้พิจารณาให้รอบคอบและถ้วนถี่

“กฎของการลงทุนคือ อย่าพยายามพุ่งเป้าและมองไปแต่เพียงปัญหาและความล้มเหลว ถ้าเราปักธงไว้ที่ความสำเร็จ เราก็จะพยายามฝ่าฟันมันไปจนได้” 

เขาสอนเธออีกแล้ว แต่มันก็เป็นคำพูดที่ปลุกแรงจูงใจให้กับเธอได้ดีทีเดียว... ก็ถูกของเขา ถ้าคนเราคิดแต่ว่าตัวเองจะทำไม่ได้และไม่ยอมลงมือทำ นั่นก็เท่ากับถือว่าแพ้แล้ว

“แต่เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียวเองนะคะ ฉันว่ามันไวเกินไปหน่อย ที่จะมาพูดกันถึงความร่วมมือทำธุรกิจร้านดอกไม้ที่ต้องใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ”

เป็นเวลาไม่นานก็จริงที่เธอได้รู้จักกับเขา แต่เรื่องราวมากมายหลายอย่างที่มีเขาเข้ามาร่วมแชร์ชีวิตในวันที่เจอเรื่องราวย่ำแย่... ที่สำคัญตอนนี้เขารู้ความเป็นไปของเธอมากกว่าเคธี่ที่เป็นเพื่อนสนิทเสียอีก

“ผมรู้จักคุณตั้งแต่เที่ยงคืนของเมื่อวาน เพราะฉะนั้นเรารู้จักกันได้หนึ่งคืน กับอีกหนึ่งวันแล้วลดา สำหรับผมถือว่าเป็นเวลาไม่น้อยเลย” เรอัลตอบข้อโต้แย้งของเธอ

สาเหตุที่เขาจำได้แม่นยำ เพราะจดจำทุกเวลานาทีแห่งความกระวนกระวาย ตั้งแต่มีโอกาสได้เห็นรูปร่างเกือบเปลือยของนาถลดา ในสภาพที่นอนดิ้นกระสับกระส่ายไม่สบายเนื้อตัวด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ตั้งแต่อยู่บนที่นอนเขานั้นแล้ว... อย่าให้เขาต้องสาธยายต่อเลย ว่าร่างสวยนวลเนียนน่าสัมผัสลูบไล้นั้น ฝากความทารุณอะไรไว้กับจิตใจและร่างกายเขาบ้าง

“ก็ถือว่าน้อยอยู่ดีกับการจะเป็นหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน” คนหัวรั้นก็ยังค้านไม่หยุด

“คุณฟังผมนะ ผมเคยเจรจากับคนคนหนึ่งแค่สองชั่วโมง โดยที่ไม่เคยเจอหน้าและไม่ได้พูดคุยกันมาก่อนเลย แต่สุดท้ายเราก็ได้ทำงานร่วมกัน และก็ยังทำมาจนถึงทุกวันนี้” 

เขายกตัวอย่างเจ้าของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่เคยตกลงเซ็นสัญญาร่วมทุนด้วย และมันก็เป็นการตัดสินใจกับสองชั่วโมงที่เสียไปอย่างคุ้มค่า

“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าลักษณะงานที่คุณทำเป็นแบบไหน?” 

เรื่องอะไรจะยอมเสียเปรียบปล่อยให้เขารู้เรื่องชีวิตเธอฝ่ายเดียว เธอเองก็อยากรู้รายละเอียดส่วนตัวเขาเหมือนกัน

“ผมทำงานด้านการเงิน” 

เขาตอบสั้นๆ ง่ายๆ โดยจะถือว่าตัวเองไม่ได้โกหก เพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้น

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ถ้านาถลดารู้ว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงพนักงานการเงินธรรมดา แต่ว่าเป็นเจ้าของธนาคาร เธอจะยังยอมคบกับเขาอีกไหม 


สนใจโหลดอีบุ้ควิวาห์รักหัวใจทระนง    
 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

209 ความคิดเห็น