วิวาห์รัก หัวใจทระนง

ตอนที่ 3 : เพื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,901
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    9 ต.ค. 63

หลังจากงานศพผ่านพ้นไป โดยมีคุณหญิงโสภางค์เป็นแม่งานใหญ่ แขกบุคคลสำคัญๆ มากันเนืองแน่น เนื่องจากผู้ที่จากไปประดุจดั่งต้นโพธิ์ใหญ่ของต้นตระกูล ตอนมีชีวิตอยู่ท่านได้อุดหนุนลูกหลานในเรื่องเงินทองไม่ได้ขาด จนวันที่สิ้นชีวิต มรดกที่เป็นตัวเงินเหลือตกทอดมาถึงปาลิดาเพียงเล็กน้อย จะมีก็แต่ทรัพย์สินที่เป็นบ้าน ที่ดินที่อาศัยอยู่ และเครื่องเพชรสำคัญๆ กับชีวิตของท่านไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

บรรณรงค์สังเกตเห็นปาลิดามีร่างกายผ่ายผอมจนแทบจะปลิวลม ความโศกเศร้าที่เธอได้รับหนักหนาสาหัสกับความรู้สึกของเธออย่างมาก เรื่องที่เขาและเธอตกลงกันไว้ว่าจะหย่า ก็คงต้องพับเอาไว้ก่อน ที่สำคัญเขาได้ลั่นวาจาที่จะดูแลสมบัติของคุณย่าไว้อย่างดี นั่นเท่ากับว่าการหย่าก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย 

ถ้าเขาจะรับทำหน้าที่ให้สมบูรณ์อย่างที่ได้ให้สัญญากับท่านไว้ แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะทำ เขาจึงคิดว่าให้สถานการณ์คลี่คลายกว่านี้จึงจะหาทางคุยกับปาลิดาอีกครั้ง

เรื่องของเราสองคน ผมว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าไหร่ ขืนไปหย่าจริงๆ คุณแม่ต้องไม่ยอมแน่ๆ’

เขาให้เหตุผลกับเธอ ในวันที่ปาลิดาเข้ามาพูดคุยกับเขาตามสัญญาที่ตกลงไว้ว่าจะให้อิสระและปลดปล่อยภาระที่ต้องดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราววุ่นวายยุ่งเหยิงของเธอ

แล้วคุณเนสจะไม่ลำบากใจเหรอคะ ปริมเกรงใจ ตอนนี้ทุกอย่างก็จบลงด้วยดีแล้ว คุณย่าท่านก็จากพวกเราไปอย่างที่ไม่สามารถจะมาทัดทานสิ่งที่เรากำลังตัดสินใจจะทำกันได้

ผมว่าเร็วเกินไป อีกอย่างผมต้องทำในสิ่งที่ได้ตกลงรับปากกับคุณย่าไว้ แม้ว่าจะทำไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าท่านรู้ว่าผมโกหกคงจะเสียใจมาก ผมคงรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต รอให้คุณพร้อมกว่านี้อีกนิด วันนั้นเราค่อยมาคุยกันใหม่

ปริมจะต้องทำอะไรตอนไหน คุณก็แจ้งมานะคะ ปริมยินดีทำทุกอย่างที่จะทำให้คุณสบายใจ

ตอนนั้นจำได้ว่าสมองเธอคว้างไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องทำอะไรก่อนหรือหลัง

คุณก็ทำตัวปกติของคุณนั่นแหละ ส่วนผมก็คงต้องกลับไปใช้ชีวิตปกติของผมเหมือนกัน ผมคงต้องกลับไปพักที่คอนโดฯ เหมือนเดิม คุณมีอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดเวลา คิดซะว่าเราเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้องกันก็ได้

ปริมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไง กับทุกสิ่งที่คุณทำเพื่อพวกเรา

อย่างน้อยเธอคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้ก็ทำให้เธอได้ญาติดีๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ดูเขาก็เห็นอกเห็นใจกับความสูญเสียของเธอไม่ใช่น้อย

ไม่เป็นไรหรอกถือว่าช่วยๆ กัน แล้วกุญแจนี่จะให้เก็บไว้ที่ไหน เขาหยิบกุญแจพวงใหญ่ออกมา

คุณย่าฝากให้คุณดูแล คุณก็เก็บไว้เถอะค่ะ ท่านคงสบายใจมากกว่าถ้าของเหล่านี้อยู่กับคุณ

ผมจะใส่ลิ้นชักในตู้ของคุณย่าไว้ ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องใช้คุณก็หยิบได้ทุกเวลา แต่ละดอกใช้ไขห้องไหนบ้างผมยังไม่รู้เลย คุณคงได้ใช้ประโยชน์มากกว่าผม

หลังจากวันนั้นเขาก็หายออกไปจากชีวิตของเธอ โดยไม่ได้มีการติดต่อใดๆ กันอีก

 

ปัญหาของปาลิดาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่สำหรับเธอกำลังเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่จมกับความโศกเศร้าของการจากไปของคุณย่าอยู่เดือนกว่าๆ เธอก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ เพราะเงินสดในบัญชีมีเหลืออยู่ไม่ถึงสองแสนบาทซึ่งถือว่าน้อยมากกับการต้องดูแลบ้านหลังใหญ่ ทุกเดือนเธอต้องจ่ายค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงเงินเดือนคนรับใช้ รวมเป็นเงินก็หลายหมื่นบาท เธอต้องหารีบทางออกให้เร็วที่สุด ด้วยการทำอะไรสักอย่างที่จะทำให้มีรายได้เพื่อความอยู่รอดของทุกคน

คนแรกที่คิดถึงคือ ศศิภา จารุกรณ์ เพื่อนที่เธอสนิทสนมมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่รอช้าที่จะโทรไปขอนัด

เอ๋ย วันนี้ว่างพอที่จะให้ปริมไปหาได้หรือเปล่า...ปริมมีเรื่องอยากปรึกษา

ได้สิ ปริมมาตอนเที่ยงนะ เพราะตอนเช้าเอ๋ยติดประชุมปลายสายเต็มอกเต็มใจและกระตือรือร้นที่จะเจอเพื่อนเหมือนเช่นเคย จากความสนิทสนมจึงรู้ว่าปาลิดามีปัญหามากมายหลายอย่าง และบางอย่างเจ้าตัวก็ปากแข็งไม่ยอมบอกใคร ถ้าไม่ถึงทางตันจริงๆ

ก้าวแรกที่ปาลิดาเหยียบย่างเข้าสู่โรงแรมระดับห้าดาวที่เพื่อนสนิทเป็นถึงลูกสาวเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ความหรูหราโอ่โถงของโรงแรมทำให้เธอรู้สึกประหม่าจนเดินตัวลีบ

 เธอเดินไปหามุมสงบๆ นั่งรอตรงล็อบบี้ที่ส่วนใหญ่เป็นแขกชาวต่างชาตินั่งพูดคุยสนทนากันอยู่ จนศศิภาเดินเข้ามาทักทาย

ไหน มีเรื่องด่วนอะไรที่เป็นวาระแห่งชาติหรือเปล่าถึงต้องรีบมาหาเอ๋ยวันนี้ หรือว่าแต่งงานกันหม้อข้าวไม่ทันดำก็ทะเลาะกับสามีซะแล้วเพื่อนสาวกระเซ้าทันทีที่นั่งลงและกล่าวทักทาย

เอ๋ยนี่พูดไปเรื่อย ตัวเองก็น่าจะรู้ดีว่าระหว่างปริมกับคุณเนสเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราต่างก็มีจุดหมายที่แตกต่างกัน เรื่องการแต่งงานและชีวิตคู่นั่นก็ด้วย เป็นสถานการณ์ที่เราต่างก็อยู่ในภาวะจำยอม

แม้ศศิภาจะรับรู้เรื่องทั้งหมดของปาลิดาดีกว่าใคร เพราะเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ถึงขั้นให้รู้เรื่องราวส่วนตัว ดังนั้นงานแต่งงานของปาลิดา ศศิภาจึงเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ถูกรับเชิญ...แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เธอก็ยังลุ้นอยากให้ชีวิตการแต่งงานที่เกิดขึ้นของเพื่อนรักเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่สวยงาม

อ้าว แล้วยังจะมีปัญหาอะไร แต่งงานกับลูกมหาเศรษฐี เลิศเลอเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น

ปริมอยากทำงานปาลิดาเอ่ยออกไปตรงๆ

ไม่มีคุณย่าก็เหงาล่ะสิ...ปริมคงอยากทำงานเพราะเบื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านใช่หรือเปล่า

ปริมอยากทำงานจริงๆ อยากหาเงินด้วยตัวเอง บอกตรงๆ ว่าตอนนี้เงินที่เหลือใช้ในบ้านมันน้อยจนน่าตกใจ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนก็มาก ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ทุกคนในบ้านคงพากันอดตายเธอสารภาพอย่างไม่อาย

ช่วยบอกเอ๋ยที ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ปริม เมื่อเจอประโยคแบบไม่อ้อมค้อมของปาลิดา ทำให้ศศิภามีท่าทีตกใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโชคชะตาของเพื่อนสาวไม่น้อย

ชีวิตปริมตอนนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครมองเข้ามาหรอก คำนำหน้าชื่อบอกที่มาและนามสกุลสูงส่ง รวมทั้งคฤหาสน์หลังงามเก่าแก่นั้นก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มปัญหาและการจมอยู่กับความทุกข์ของคนในบ้าน ไม่ให้ใครได้มองเห็นก็เท่านั้นเองขณะเล่าเธอได้แต่ก้มหน้า ยอมรับความตกต่ำของชีวิต

บอกปัญหาของปริมมาเถอะ ถ้าเอ๋ยช่วยได้ปริมก็รู้ว่าเอ๋ยยิ่งกว่ายินดี และสุดแสนเต็มใจที่จะช่วย

ปาลิดาเล่าปัญหาเรื่องการเงินที่ไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้ แม้แต่ศศิภาก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าบ้านนี้มีปัญหาแบบนี้ด้วย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเข้าใจว่าเพื่อนสาวของเธอมีทุกสิ่งพร้อมเช่นเดียวกับตัวเอง

บ้านเรามีปัญหาการเงินมาได้สักระยะตั้งแต่ก่อนคุณย่าสิ้น ปู่เล็กซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้องของคุณปู่มาขอโฉนดที่ดินของบ้านที่เราอยู่กันในปัจจุบันไปจำนองไว้กับธนาคารในราคาสามสิบล้านบาท เพราะลูกชายของท่านจะเอาไปเล่นการเมือง ผ่านไปหลายปีที่ดินผืนนี้ก็ยังไม่ได้ถูกไถ่ถอนออกจากธนาคารแม้ว่าหลานชายของปู่เล็กจะได้เป็นนักการเมืองสมใจแล้วก็ตาม ทำให้คุณย่าท่านเครียดแล้วก็ทรุดหนักจากที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว ตลอดเวลาท่านทำได้เพียงแต่ขายสมบัติและเครื่องประดับมีค่าที่มีติดตัวนำไปตัดดอกเบี้ยกับธนาคารเพื่อไม่ให้ที่ดินและบ้านแปลงนี้ถูกยึด จนนานวันเข้าทรัพย์สมบัติที่เคยมีก็ร่อยหรอ แม้จะเอาเงินฝากบางส่วนที่เคยมีไปตัดเงินต้นแล้ว แต่มันก็วิ่งไม่ทันกับดอกเบี้ยที่ทะยานขึ้นทุกๆ วัน จนในที่สุดคนย่าก็ล้มลง และเราก็ต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลท่านอีกมาก

ทำไมปู่เล็กเธอทำนิสัยแย่ๆ อย่างนั้นล่ะแค่ได้ฟังศศิภาถึงกับโมโหแทน

ฝ่ายนั้นให้เหตุผลว่าตัวเขาเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้ว่าท่านจะเป็นลูกเมียรองก็ควรจะได้รับการแบ่งปันมรดกมากกว่านี้ จึงอาศัยความเป็นญาติและความเอื้ออารีที่ได้รับ โกงคุณย่าอย่างไร้ความปรานี

แย่จังนะ ขนาดคนในครอบครัวเขายังโกงได้ขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะเป็นนักการเมืองที่ดีได้ยังไง...แล้วทุกวันนี้บ้านนั้นยังติดจำนองอยู่หรือเปล่า อย่าบอกนะว่าที่เธอแต่งงานก็เพราะ...เพราะเหตุผลตรงนี้ด้วย

ก็อาจจะมีส่วนใช่ แต่ปริมก็ไม่รู้ความต้องการของผู้ใหญ่หรอก ว่าท่านคิดหรือวางแผนอะไรกันไว้บ้าง รู้แต่ว่าสุดท้ายคุณหญิงโสภางค์แม่ของคุณเนสได้ยื่นมือเข้ามาช่วย และไถ่ถอนบ้านนั้นให้กับคุณย่า

ถือว่าบ้านหลังนั้นเป็นสินสอดที่มอบให้กับปริมในวันแต่งงานว่างั้นเถอะ

ถ้าจะคิดแบบนั้นก็คงใช่ แต่ปริมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะ คิดว่าชีวิตนี้ถ้าไม่ตายซะก่อนก็จะพยายามหาเงินจำนวนนั้นมาใช้คืน...แต่มองๆ ดูมันช่างห่างไกลจากความเป็นไปได้เหลือเกิน อย่าว่าแต่เงินมหาศาลขนาดนั้น เพียงแค่จะมีชีวิตผ่านไปในแต่ละเดือนปริมก็แทบนอนไม่หลับ

อยากรู้จังว่าทำไมคุณหญิงโสภางค์เขาถึงอยากให้ปริมแต่งงานกับลูกชายเขา งานนี้เสียทั้งเงินเสียทั้งลูกชาย...เฮ้อ แต่ก็ช่างเถอะ ว่าแต่คุณเนสเขารู้เรื่องบ้างหรือเปล่า ปัญหาเงินๆ ทองๆ พวกนี้น่ะ ปริมเคยเล่าหรือได้ปรึกษาเขาบ้างไหม

เขาไม่รู้เรื่องหรอก แล้วปริมก็ไม่อยากไปรบกวน มันน่าอายจะตายที่ต้องไปขอเงินเขาใช้

เฮ้อ เวรกรรม ตอนนี้เอ๋ยเข้าใจเหตุผลของคุณย่าแล้ว ว่าทำไมท่านถึงได้เป็นห่วงปริมนักถ้าท่านจะไม่อยู่แล้ว เพราะเหตุนี้เองท่านถึงต้องเลือกเจ้าบ่าวให้ปริม แต่ก็ดูเหมือนตอนนี้เจ้าบ่าวแสนดีของคุณย่าจะช่วยอะไรไม่ได้ซะเลย เพราะหลานสาวคุณย่าเองนั่นแหละแสนหยิ่งกับเขาเหลือเกิน

ปริมไม่ได้หยิ่ง แต่คิดว่าไม่ควร แค่เขามาแต่งงานด้วยก็นับว่าเป็นบุญคุณมากพอแล้ว

จะคิดอย่างนั้นก็ตามใจ เป็นเอ๋ยหน่อยล่ะก็ไม่ได้...เรื่องทำงานมันไม่ยากหรอก ที่นี่ยังพอหาตำแหน่งให้ลงได้ ปริมก็เก่งภาษา แต่เอ๋ยคิดว่าถ้าทางบ้านสามีปริมรู้เข้าคงไม่พอใจแน่ๆ”

ปริมกับคุณเนสเราต่างก็เป็นอิสระจากกัน ทางบ้านโน้นไม่มีทางรู้เรื่อง” ปาลิดาให้เหตุผลและตัดสินใจเล่าเรื่องข้อตกลงของเธอกับบรรณรงค์ให้เพื่อนรับรู้ แต่เมื่อโดนคำถามกลับก็จ๋อยลงทันที

ปริมหย่าขาดกับเขาแล้วหรือไง ถึงได้คิดว่าเป็นอิสระจากกัน

คุณเนสบอกว่ามันยังไม่ถึงเวลา แต่ยังไงเราก็ต้องหย่ากัน เขาก็ต้องเข้าใจปริมอยู่แล้วล่ะ ทุกคนมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ปริมจบมาตั้งสามสี่ปียังไม่ได้ทำงานเลย เพื่อนที่จบรุ่นเดียวกัน ตำแหน่งหน้าที่การงานไปไกลจนไล่หลังไม่ทันแล้ว

ก็ปริมต้องดูแลคุณย่าที่ป่วยนี่ คงไม่มีใครตำหนิหรอก แต่เรื่องที่ปริมจะมาทำงานที่โรงแรมของเอ๋ย ทั้งๆ ที่มีนามสกุลวานิชคีรินพ่วงท้ายเนี่ย เอ๋ยว่าควรปรึกษากับทางบ้านโน้นก่อนดีกว่านะ อย่างน้อยๆ เราก็ให้เกียรติเขาด้วยศศิภาช่วยแนะนำ และปาลิดาก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงความจำเป็นข้อนี้ แม้ส่วนลึกอยากทำอะไรเงียบๆ ไม่อยากให้หลายคนต้องมาสนอกสนใจกับเรื่องของเธอมากนัก

แต่ปริมไม่อยากให้เขารู้เรื่องปริมเลย ไม่อยากเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปรบกวนครอบครัวเขา

คิดให้ดีๆ นะปริม คนที่รวยระดับนั้น เขามีเกียรติและชื่อเสียงทางสังคมให้รักษา จะรู้สึกเสียหน้าแค่ไหนที่ลูกสะใภ้ต้องมาทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทอื่น เขาคงจะต้องตอบคำถามสังคมวุ่นวาย เอาเป็นว่าเชื่อที่เอ๋ยบอกเถอะ ปริมลองไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณเนสก่อนก็ได้ ถ้าไม่อยากคุยกับคุณเนสโดยตรง ถือว่าเป็นการขออนุญาต ปริมจะได้ทำงานอย่างสบายใจ

Link E-book วิวาห์รักหัวใจทระนง (เมพ)

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTExODU0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNTI3NjMiO30


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,711 ความคิดเห็น