วิวาห์รัก หัวใจทระนง

ตอนที่ 1 : บทที่หนึ่ง ปฏิบัติการคลุมถุงชน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51,520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 185 ครั้ง
    9 ต.ค. 63


                ตอนที่ 1 ปฏิบัติการคลุมถุงชน


            


ชีวิตหลังจากแต่งงานสามเดือนของ มล.ปาลิดา ไกรสุวรรณ ทายาทตระกูลผู้ดีเก่า ผู้มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในการเข้ารับมรดกเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามอายุร้อยกว่าปีที่ดูแลรักษากันมาอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่น 

หลังจาก มรว.ดิสยา ไกรสุวรรณ เสาหลักของครอบครัวได้จากไปจนกระทั่งเวลานี้ ภาระทั้งหลายได้ตกอยู่ในการดูแลรับผิดชอบของเธอผู้เป็นทายาทสายตรงเพียงคนเดียว บนเนื้อที่ที่กว้างขวางและขนาดที่ใหญ่โตของตัวบ้านจำเป็นต้องใช้คนและเงินในการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สง่างาม 

ดังนั้นการจะรักษามรดกที่เป็นดั่งเกียรติยศของวงศ์ตระกูลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย คนรับใช้เก่าแก่ที่นี่ล้วนแต่เป็นคนที่เธอใกล้ชิดและผูกพันเปรียบเป็นญาติสนิท เพราะบางคนใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนแก่ชราอยู่ในบ้านหลังนี้โดยไม่เคยได้ออกไปใช้ชีวิตภายนอกรั้วกำแพงของร่มเงาไกรสุวรรณเลย ซึ่งคุณย่าของเธอได้ปลูกฝังมาตลอดว่าการเลี้ยงดูผู้คนที่รับใช้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ถือเป็นหน้าที่ที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องรับผิดชอบให้เขาได้อยู่ดีมีสุขเท่าที่เขาควรจะได้รับ

ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ย่าจะขอฝากและให้พึงระลึกไว้เสมอ ผู้คนที่ยังเหลืออยู่ได้ดูแลรับใช้ใกล้ชิดกันมาด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะลำบากยากจนยังไง จงดูแลอุปถัมภ์ค้ำจุนชีวิตกันต่อไป อย่าทิ้งขว้างให้เขาออกไปเผชิญชะตากรรม

ที่นี่จึงไม่เคยมีใครลาออก หนำซ้ำยังพาลูกหลานมาพึ่งใบบุญเพิ่มจากเดิม ซึ่งท่านก็มอบหมายงานให้ทำและรับไว้ดูแล รวมเบ็ดเสร็จก็สี่ชีวิตที่อาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่ ณ ที่แห่งนี้จึงเป็นที่หลบแดดฝนและฝากชีวิตในบั้นปลาย บางคนก็มีสภาพที่แก่ชราลงมาก ลูกหลานก็ไม่มี แต่ความรักและความซื่อสัตย์ที่มอบให้กับเจ้านายนั้นไม่เคยจืดจางตามวันเวลา นับวันมีแต่จะงอกเงยขึ้นเหมือนกับต้นไม้ที่อายุยิ่งมากก็ยิ่งหยั่งรากลึก ให้ร่มเงาที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้าง แม้ว่าลำต้นจะเริ่มผุกร่อนแล้วก็ตาม

ปาลิดาจึงรับบุคคลเหล่านี้ไว้ในภาระอย่างหนึ่งของเธอต่อจากคุณย่าด้วยความเต็มใจ แม้ชีวิตของเธอยามนี้จะอยู่ในช่วงที่ไม่พร้อมจะดูแลใครเลยก็ตามที

มรว.ดิสยา คุณย่าของเธอจากโลกนี้ไปเมื่อเธอแต่งงานได้เพียงสองสัปดาห์ สาเหตุก็เนื่องมาจากท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งในวัยหกสิบห้าปี เป็นความสูญเสียที่เธอยากจะข่มใจยอมรับได้ เพราะท่านคือศูนย์รวมทั้งหมดของชีวิตเธอ หมดจากบุญของคุณย่าแล้วปาลิดาก็ไม่เหลือใครอีก แม้ว่านามสกุล ไกรสุวรรณจะเป็นตระกูลผู้ดีเก่า มีประวัติที่มาสูงส่งและสง่างาม แต่ดูเหมือนทุกคนไม่อยากจะนับญาติกับเธอสักเท่าไหร่ เพราะบุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งในวงราชการระดับสูงและแวดวงนักการเมือง สรุปได้ว่าเธอเป็นไกรสุวรรณที่ไร้ญาติคบหาโดยสิ้นเชิง

พ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธออายุได้สิบขวบ ตอนนั้นจำได้ว่าเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งพ่อก็หอบเธอกลับมาเมืองไทยเพื่อให้มาอยู่กับย่า แล้วพ่อก็กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น นานนับปีถึงจะได้พบหน้ากันสักครั้ง มารู้ตัวอีกทีพ่อก็หายออกไปจากชีวิตของเธอแล้ว ย่าเล่าให้ฟังทีหลังว่าพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแม่นั้นเธอไม่เคยได้รับการติดต่อเลยนับตั้งแต่ที่แยกจากกัน

ปาลิดาจึงแทบจำไม่ได้ว่าความผูกพันของความเป็นพ่อแม่ลูกเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าทุกสิ่งในชีวิตของเธอฝากไว้ในมือคุณย่าเท่านั้น เมื่อสิ้นท่านไป ความอ้างว้างและว้าเหว่ในจิตใจกับการขาดที่พึ่งพิงก็เข้ามาแทนที่ความอบอุ่นที่เคยได้รับ

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังต้องพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต จากผลของการแต่งงานที่เธอไม่ได้ตั้งใจและเต็มใจให้เกิดขึ้นนี้...เธอยังจดจำวันนั้นได้ดี วันที่คุณย่าเรียกเธอเข้าไปพบ เพื่อแจ้งความประสงค์ของท่าน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้เธอทันทีที่ทราบเรื่อง

ย่าต้องการให้ปริมแต่งงานกับพ่อเนส ทำเพื่อย่าได้ไหมลูก

เป็นคำขอร้องของคุณย่าที่ซึ่งรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง แต่เธอเชื่อว่า เพราะความรักความห่วงใยต่อตัวเธอมีมากเสียจนท่านไม่สามารถจากไปอย่างสงบได้ ถ้าไม่ได้จัดการทำในสิ่งที่ต้องการให้เรียบร้อย

แต่...คุณย่าคะ ปริมคิดว่าเราสองคนไม่ได้รักกัน อยู่ๆ จะให้แต่งงาน มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ

ปริม ฟังย่านะลูก ชีวิตของคนเราต่างคนต่างเกิดมา ไม่มีใครรู้จักกันมาตั้งแต่เกิด น้อยคนนักที่จะรักกันเพียงแค่เห็นหน้าแค่ผิวเผิน รักแท้ต้องอาศัยเวลาและการใช้ชีวิตศึกษาเรียนรู้กัน แล้วย่าก็เชื่อว่าปริมของย่าจะทำให้พ่อเนสเขารักปริมได้ไม่ยากเลย ผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างปริม...ไม่มีเหตุผลข้อไหนที่จะทำให้พ่อเนสปฏิเสธหลานสาวของย่าได้ ทั้งพ่อเนสทั้งปริม ย่าก็เห็นมาแต่เล็กแต่น้อย หลานของย่าเหมาะสมกันที่สุด จงไว้ใจและเชื่อมั่นในสายตาคนแก่อย่างย่าสิ

แต่...’

เธอพูดได้แค่นั้น จำได้ว่าในหัวสมองคัดค้านอย่างที่สุดแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ไม่อยากให้อาการของย่าต้องทรุดหนักเพราะการถูกขัดใจ

ปริมรู้หรือเปล่า ว่าตอนปู่กับย่าแต่งงานกัน เราไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ ปู่กับย่าแต่งงานกันเพราะการตกลงของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย หลังแต่งงานเราค่อยๆ ปรับตัว ศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดเวลาหลายสิบปีเราต่างช่วยกันสร้างครอบครัว มอบความรักและความซื่อสัตย์ต่อกันจนปู่จากย่าไป และพ่อของปริมซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียวก็มาจากย่าไปอีก เหลือเพียงหลานสาวน่ารักๆ อย่างปริมไว้ให้ย่าไว้ดูต่างหน้า เพื่อย้ำเตือนให้ย่าได้ระลึกถึงความรักที่เราร่วมฝ่าฟันและประคับประคองกันมาจนมีลูกหลานเติบโตเป็นสาว...เพราะฉะนั้นปริมก็คือสิ่งเดียวที่เป็นที่ระลึกของความรักของเราสองคน เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของปู่กับย่า จำไว้ด้วยนะลูก

ปริมสัญญากับคุณย่าว่าปริมสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง จะรับผิดชอบภาระในบ้านนี้ให้ได้

แม้เธอจะพยายามเรียกความเชื่อมั่น แต่ก็ดูจะหักล้างกับความตั้งใจที่มีอยู่เดิมของหญิงชราไม่ได้

เอาเถอะ ถือว่าทำเพื่อย่าสักครั้ง ให้ย่าได้จากโลกนี้ไปอย่างไร้กังวล ให้รู้ว่าคนที่ย่ารักที่สุดมีคนดูแลต่อจากย่า ซึ่งย่าได้เป็นคนเลือกให้เองกับมือ

แววตาของท่านเมื่อมองจ้องมาที่เธอเปี่ยมล้นด้วยความรักและห่วงใย มือเล็กบางเหี่ยวย่นของท่านลูบไล้ที่ศีรษะของปาลิดาเบาๆ ด้วยความทะนุถนอม

คุณย่าคะ เท่าที่ทราบคุณเนสเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วนะคะ ปริมไม่อยากให้เขาต้องลำบากใจที่ต้องมาแต่งงานกับปริม

คุณเนสที่คุณย่าและเธอเอ่ยถึงก็คือ บรรณรงค์ วานิชคีรินลูกชายของคุณหญิงโสภางค์ ซึ่งมีความสนิทสนมและให้ความนับถือคุณย่าเป็นอย่างมาก

เรื่องนั้นย่ารู้ดีกว่าข่าวที่เขาลือๆ กันซะอีก มันก็คงไม่เสียหายอะไร ตาเนสเขาเป็นผู้ชายก็คงมีบ้างเป็นธรรมดา ตราบใดที่เขายังโสด จะควงผู้หญิงสักกี่คนก็ได้ทั้งนั้น แล้วผู้หญิงเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่เมียตบเมียแต่งซะหน่อย เอาเป็นว่าปริมของย่าอยู่เฉยๆ รอเป็นเจ้าสาวเข้าพิธีอย่างเดียว เรื่องอื่นย่าจะจัดการเอง

จนปัญญาที่เธอจะต่อต้านอีกต่อไป เพราะดูเหมือนว่าความคิดนี้ของท่านไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้หรือแค่เมื่อวาน แต่น่าจะเป็นการคาดหวังไว้ในใจเงียบๆ มานานแล้วที่จะจับคู่ของเธอกับเขา

หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณย่าวันนั้น รุ่งเช้าปาลิดาก็เห็นรถคุณหญิงโสภางค์วิ่งเข้าออกบ้านของเธอ และเป็นอย่างนั้นอยู่เกือบสัปดาห์

คุณหญิงโสภางค์นั้นเป็นภรรยาของนักธุรกิจผลิตและประกอบรถยนต์ชื่อดัง เรื่องความรวยไม่ต้องพูดถึง เธอติดลิสต์รวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย คุณย่าเคยเล่าให้ฟังว่าคุณหญิงเคยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนี้กับท่านตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากพ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ตามจับผู้ร้าย ซึ่งตอนนั้นปู่ของปาลิดาซึ่งเป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจได้ให้ความช่วยเหลือส่งเสียเรื่องค่าเล่าเรียน

จนวันหนึ่งแม่ของคุณหญิงซึ่งทำใจไม่ได้กับการที่ต้องเสียสามีไป จากเดิมที่มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วก็ทรุดหนัก ก่อนเสียชีวิตได้ยกลูกสาวให้อยู่ในการอุปการะของปู่กับย่าของเธอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคุณหญิงโสภางค์ก็เปรียบได้กับลูกสาวคนหนึ่งของบ้านไกรสุวรรณ ได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือจนได้ดิบได้ดี กระทั่งออกเรือนแต่งงานมีสามีเป็นนักธุรกิจชื่อดัง

แค่นี้ก็มากพอที่จะการันตีได้ดีว่าสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสองนั้นเกินกว่าคำว่าแนบแน่น และคงจะเป็นโอกาสอันดีที่คุณหญิงจะแสดงความกตัญญูตอบแทนบุญคุณที่เคยได้รับในครั้งอดีต โดยการให้ลูกชายแต่งงานกับหลานสาวของผู้มีพระคุณตามวัตถุประสงค์ของคุณย่าแน่ๆ

ปาลิดาไม่มีโอกาสได้พูดคุยและรับรู้เลยว่าผู้ชายอย่างบรรณรงค์ว่าที่เจ้าบ่าวของเธอจะโมโหสักแค่ไหน ถ้าเขาได้รู้ว่าตัวเองจะต้องโดนจับแต่งงาน ไอ้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยนั้นเธอเชื่อแน่ว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจากที่เคยมีโอกาสได้พบปะกันบ้างจากการที่คุณหญิงมักจะพาลูกชายมากราบคุณย่าในวันที่เป็นเทศกาลสำคัญๆเช่นปีใหม่ สงกรานต์ หรือแม้แต่ตอนที่เรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ เธอในฐานะหลานสาวของคุณย่าก็จะได้เจอหน้าเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะได้พูดคุยสร้างความสนิทสนมกัน เพราะลูกชายของคุณหญิงนั้นเป็นหนุ่มฟอร์มจัด ถือตัวซะเหลือเกิน สองตาของเขาไม่เคยสื่อให้เห็นถึงการอยากผูกสัมพันธ์กับเธอสักครั้ง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในที่สุดงานแต่งงานระหว่างเธอกับบรรณรงค์ก็เกิดขึ้นจนได้ ปาลิดาจำได้ดีว่ามันเป็นเช้าของวันที่อากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ลมหนาวอ่อนๆ พัดโชยให้ต้นไม้ดอกไม้ในบริเวณคฤหาสน์หลังงามส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล

ปาลิดาอยู่ในชุดผ้าไหมไทยสีงาช้างงามสง่า รูปร่างสูงโปร่งบอบบางส่งให้เธอดูสะโอดสะองอ้อนแอ้นน่าทะนุถนอมยิ่งนัก ใบหน้าที่ถูกตกแต่งอย่างประณีตยิ่งทำให้หน้าสวยแม้ยามปกติที่เจ้าตัวไม่ได้แต่งแต้มอะไรยิ่งงามไร้ที่ติ เส้นผมด้านหลังถูกเกล้าไว้อย่างเรียบง่าย มีมาลัยพวงเล็กร้อยอย่างประณีตประดับไว้งดงาม

เธอทำให้คุณย่ายิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าท่านจะมีอาการเจ็บปวดของโรคร้าย แต่สีหน้าท่าทางที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข สามารถลุกขึ้นมาต้อนรับแขกสำคัญๆ ที่เชิญมาไม่มากนักอย่างสดใสแช่มชื่น จนทุกคนไม่อยากจะเชื่อว่า นี่คือคนป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปาลิดาพลอยมีความสุขไปด้วยจากการที่เห็นภาพเหล่านั้น จนทำให้ลืมความรู้สึกของการถูกบังคับให้แต่งงานไปได้ชั่วขณะ

เจ้าบ่าวของเธอมีสีหน้าหมางเมินอย่างเห็นได้ชัดว่าถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับปาลิดานัก เพราะเธอได้ประเมินสถานการณ์ไว้ก่อนหน้าแล้วว่าจะต้องได้พบกับท่าทีเช่นนี้จากเขา

เธอเองแม้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณย่ากระทำ แต่ก็พยายามที่จะเก็บความรู้สึก ส่วนบรรณรงค์ดูเหมือนว่าจะแสดงความรู้สึกนึกคิดผ่านทางสีหน้าอย่างเปิดเผย ถึงกระนั้นผู้คนรอบข้างและคุณหญิงโสภางค์ผู้เป็นแม่ ก็ยังงอนง้อเอาอกเอาใจสารพัดตลอดการทำพิธีสำคัญ

ไม่มีสักครั้งที่บ่าวสาวจะได้มองสบตากัน ก็เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทักทาย หรือแม้แต่ยิ้มให้

พิธีถูกจัดแบบเรียบง่าย แต่ทั่วทั้งบริเวณงานงดงามและอบอวลไปด้วยมวลดอกไม้ที่ถักร้อยอย่างประณีตบรรจง มีการสวมแหวนแต่งงาน ตักบาตร เลี้ยงพระ และพิธีรดน้ำสังข์แบบไทยๆ ครบถ้วนทุกขั้นตอนท่ามกลางแขกเหรื่อที่มีเพียงญาติสนิทของทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่ถูกเชิญมาจดทะเบียนสมรสเพื่อให้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง...

จะยกเว้นก็แต่ความรู้สึกของบ่าวสาวที่ต่างก็อึดอัดกับสถานะใหม่ที่ผู้ใหญ่บังคับให้เป็น จากเดิมที่เป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องใช้ชีวิตร่วมกันนับจากพิธีการสิ้นสุดลง

ขอให้ปริมของย่ามีความสุขสมหวังกับชีวิตในเบื้องหน้า เราเป็นผู้หญิงก็จงเชื่อฟังและให้เกียรติสามี อย่าทำอะไรโดยคิดถึงแต่ใจตัว แต่จงคิดถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูลให้มากๆ...ย่าฝากยัยปริมด้วยนะพ่อเนส ดูแลกันให้ดีๆ ให้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ขึ้นมา แม้ว่าย่าจะไม่มีโอกาสได้อยู่รอดูจนถึงวันนั้น แต่ย่าเชื่อว่าพวกเธอสองคนคงทำในสิ่งที่ย่าร้องขอนี้ได้...ย่าจะเฝ้ามองดูหลานทั้งสองอยู่ห่างๆ นะ

แววตาของคนแก่มองจ้องมาที่เจ้าบ่าว บุคคลซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของท่าน

บรรณรงค์ฝืนยิ้มเล็กน้อยด้วยความเกรงใจคุณย่า ส่วนปาลิดาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ จึงก้มลงกราบแทบตักหญิงชราเมื่อคุณย่ากล่าวอวยพรในคืนส่งตัวเข้าหอในค่ำวันเดียวกัน

คุณย่าคะ...ปริมไม่ยอมให้คุณย่าจากไปง่ายๆ คุณย่าต้องอยู่กับปริมไปอีกนานๆ นะคะ

เธอกล่าวทั้งน้ำตานองหน้า สวมกอดคนเป็นย่าแน่นเหมือนเด็กน้อยที่ไม่อยากผละจากอกแม่ ไม่อายบุคคลแปลกหน้าทั้งสาม ทั้งคุณบรรพต คุณหญิงโสภางค์ และเจ้าบ่าวของตัวเอง ในตอนนั้นเธอไม่ได้สนใจว่าพวกเขากำลังคิดอย่างไรกับภาพที่เห็น แต่เธอรับไม่ได้กับการกล่าวอวยพรเหมือนจะเป็นการสั่งลาของผู้เป็นย่าในขณะนั้นมากกว่า

อย่าขี้แยไปหน่อยเลยยัยปริม ดูซิเนี่ยหน้าตามอมแมมไปหมด ไม่อายพ่อเนสเขาหรือไง ฮึ

คุณย่ากระเซ้าพร้อมใช้มือบรรจงเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าสวยที่แต่งไว้อย่างประณีต

คุณย่า...ปริมรักคุณย่าค่ะ

เธอกล่าวเสียงสะอึกสะอื้นพร้อมกับกอดผู้เป็นย่าไว้แน่น จนคุณหญิงโสภางค์ที่ผูกพันกับครอบครัวนี้มานานพลอยน้ำตาปริ่มไปด้วย

คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ นิดรับปากว่าจะดูแลหนูปริมอย่างดีที่สุด

คุณหญิงโสภางค์เอ่ยทั้งน้ำตาตรงเข้าสวมกอด มรว.ดิสยา ผู้อุ้มชูและชุบเลี้ยงเธอมาจนเป็นตัวเป็นตนจนถึงทุกวันนี้ การยกลูกชายคนเดียวของตระกูลให้แต่งงานกับหลานสาวผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอควรตอบแทนในความเมตตากรุณาของท่านที่มอบให้กับเธอมาโดยตลอด

ขอบใจแม่นิดมาก ยังไงก็ขอให้เอ็นดูยัยปริมด้วยนะ...ฉันต้องรบกวนขอฝาก

แม้น้ำเสียงที่เริ่มหอบเหนื่อยจากการทนทรมานกับโรคร้าย แต่ก็ยังย้ำในสิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใย

ค่ะคุณแม่ เรื่องนั้นโปรดเบาใจ หนูปริมก็เป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่งของนิด นิดจะดูแลต่อจากคุณแม่ให้ดีที่สุด

เอาล่ะ ย่าไม่กวนเวลาพักผ่อนของหลานทั้งคู่ดีกว่า นับจากนี้เราสองคนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงกันและกันให้มากๆ หนักนิดเบาหน่อยก็ควรอภัยให้กัน อย่าทำอะไรหุนหันเอาแต่อารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ทะนุถนอมน้ำใจกันและกันให้มาก

ปาลิดาแทบจะมองไม่ออกว่าคำอวยพรของคุณย่าจะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าบ่าวของเธอนั่งพับเพียบเอาหูทวนลม

ไป...แม่นิด ตาพต เราออกจากห้องหอกันซะทีเถอะ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเขาจะได้อยู่กันตามลำพังซะที วันนี้เหนื่อยเข้าพิธีกันมาทั้งวัน

เมื่อผู้ใหญ่ที่นับถือพากันทยอยเดินออกจากห้องหอที่ถูกประดับประดาด้วยดอกไม้สดถักร้อยเป็นมาลัยไว้อย่างวิจิตร กลิ่นหอมจนแยกแยะไม่ได้ว่าเกิดจากดอกไม้ชนิดไหนที่ทำให้บรรยากาศในห้องงดงามราวสรวงสวรรค์ แต่สำหรับคู่บ่าวสาวที่ต้องแต่งงานกันด้วยความจำใจแล้ว มันทั้งอึดอัดและแสนทรมานยิ่งกว่านรกขุมไหน



 สามารถโหลดฉบับอีบุ้คได้ตาม Link ด้านล่างนะคะ 


https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTExODU0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNTI3NjMiO30

วิวาห์รักหัวใจทระนง
นันทมาลี
www.mebmarket.com
(เคยตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม – ฉบับe-book เพิ่มตอนพิเศษ)“อย่านะ!” ชุดราตรีเนื้อบางถูกปลดออกจากร่างอย่างไร้ความทะนุถนอม ยิ่งเธอปัดป้องเนื้อตัว ยิ่งยั่วยุอารมณ์เขาให้พลุ่งพล่านมากขึ้น “ยังไงคืนนี้คุณก็หนีผมไม่พ้น...เพราะฉะนั้นเรามาร่วมมือกันแสดงบทบาทหน้าที่ความเป็นผัวเป็นเมียให้สมบูรณ์ตามความต้องการของผู้ใหญ่ดีกว่า คุณควรเต็มใจทำหน้าที่ของตัวเองดีๆ หน่อย”  “ได้โปรด...ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ” เสียงหวานปนหอบเหมือนวิ่งมาจากที่ไกลแสนไกล เธอไม่อาจต้านทานแรงปรารถนาที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกให้เย็นชาไม่รู้สึกรู้สาได้อีกแล้ว “ทำไมผมต้องฟังคุณด้วย แน่จริงก็แสดงความเก่งให้ตลอดสิ” นอกจากจะไม่ทำตามคำร้องขอ บรรณรงค์ยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมที่จะเอาชนะเธอต่อ แววตาที่ตื่นตระหนก ร่างที่บิดเป็นเกลียวเย้ายวน และกลิ่นกายความสาวดึงดูดการปลุกเร้าของเขาเต็มที่... แม้จะรู้ว่านี่คือเปลือกนอกที่สวยงามฉาบฉวยที่ปกปิดเนื้อแท้ภายในอันเน่าเฟะ แต่ตอนนี้เขากลับไม่นึกรังเกียจร่างงามเลยสักนิด “อย่าต่อต้านความต้องการของตัวเองเลยน่า ผมรู้นะว่าตอนนี้คุณต้องการผมมากแค่ไหน”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 185 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,711 ความคิดเห็น

  1. #1517 porporjb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 01:15

    ตอนแรกก็สนุกแล้ว
    #1,517
    0
  2. #612 papy12 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:20
    คนแก่เห็นแก่ตัวจัง บังคับกันอยู่ได้
    พระเอกเลยไม่ชอบนางเอกเลย
    #612
    0