[Khr fiction : XS ] ท้องฟ้าหน้าฝน Xanxus x Squalo

ตอนที่ 9 : บทที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

- เราลงบทนี้เป็นบทสุดท้ายของตัวอย่างแล้วนะคะ หลังจากนี้เราจะลงตัวอย่างตอนพิเศษน้า

- เล่มละ 220 บาท (+30บาทสำหรับส่งลงทะเบียน / +50บาทสำหรับส่งEMS / นัดรับในงานCA6ได้)

- สามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ทาง >> https://docs.google.com/forms/d/1ZXDsZyw-8IQw2VneIJ68X0ofT5E8jrn4QGpeiF4eMp0/edit <<

- ถ้าใครไม่สะดวกกรอกฟอร์มสามารถส่งสลิป+ชื่อที่อยู่+อีเมล มาให้เราได้ทางทวิตเตอร์นะคะ >> https://twitter.com/senjuwi

 

**************************

 

บทที่8

                สควอโล่หลับสนิทเป็นที่เรียบร้อย

                ซันซัสแอบชะโงกหน้า เขาผละจากเอกสารในมือแล้วสอดส่องสายตามอง ร่างโปร่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาตอนนี้นอนคู้บนโซฟาไร้เสียงโวยวาย

หลับซะได้ก็ดี เขาจะได้ทำงานต่อ

ชายหนุ่มวกความตั้งใจกลับมาที่เอกสารในมือ น่าเสียดาย สุดท้ายความสนใจทั้งหมดก็ตกอยู่บนร่างของรองหัวหน้าแห่งวาเรียบนโซฟาแทน

                แม่ง คงต้องยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่าเขาคิดถึงสควอโล่ ทั้งคิดถึงและผูกพัน เขาไม่อยากเชื่อตัวเองว่าเขาคนนี้ไม่สามารถขาดสควอโล่ได้เลย อย่างน้อยเขาคิดว่าตอนนี้ตนควบคุมสมาธิตัวเองได้ยากลำบาก

ปีนี้ชะตาของโลกเฉียดเข้าใกล้ความตายอย่างเต็มรูปแบบมั้ง เขาถึงเริ่มกลัวสูญเสียคนอื่นเป็นบ้าง ซันซัสย้อนนึกถึงเบียคุรันที่สามารถทำให้โลกทั้งใบเป็นอันสูญสิ้นในชั่วพริบตา ไม่แน่ว่าเขาอาจรับผลข้างเคียงอย่างรุนแรงจนคิดถึงสควอโล่ตลอดเวลา อาการช่วงนี้หนักกว่าเก่าเป็นเท่าตัว

มีครั้งหนึ่งที่อีกฝ่ายแอบหายหัวไปพักใหญ่ รู้อีกทีก็ตอนที่เจ้าตัวโผล่หน้าไปเยือนญี่ปุ่นเพื่อฝึกซ้อมให้ยามาโมโตะจากโลกอดีต เขาโกรธขนาดที่เลือดขึ้นหน้า ยิ่งเห็นสภาพดูไม่จืดที่โดนเจ้าคาบัคโรเน่นั่นแบกมาอีก เขาตกใจแทบบ้า หากตรงนั้นมีเพียงพวกเขาสองคน สควอโล่ได้โดนลงโทษสถานหนักแน่

น่าจะรู้ทั้งรู้ ตัวเองใช่ว่าเก่งขนาดจัดการได้ทุกเรื่อง นี่อะไร หมอนั่นกลับไม่ระวัง สรรหาสารพัดสิ่งเสี่ยงตายมาหาเรื่องใส่ตัวเล่น แถมยังกลับมาพร้อมกลิ่นตัวผู้ตัวอื่นมากมาย แม่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวหลักหัวตอที่ไม่สำคัญ

ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ยามนั้นเขาได้เพียงหาทางดูแลอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิดให้มากขึ้น โชคดีที่หลายวันก่อนนู้นเรื่องอาการป่วยของสควอโล่เป็นโอกาสสำคัญ ซันซัสสัญญากับตนในใจว่าเขาห้ามพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด ในใจว้าวุ่นกลัวต้องสูญเสียอีกฝ่ายเลยต้องหาโอกาสทำคะแนน 

แล้วเขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคะแนนที่ออกมาถ้าไม่ติดลบก็อยู่ในระดับห่วยแตก และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงดังที่ทำนายไว้

เรื่องน่าอายที่ไม่เคยคิดข้องเกี่ยวดันยอมทนกัดฟันทำเพราะสควอโล่ เจ้าฉลามนั่นช่างอวดดีจริงๆ

“ให้ตาย ไอ้สวะพวกนั้นเขียนอะไรวะ ฉันอ่านไม่ออก”

มือหนาปาเอกสารในมือทิ้ง มันจะปลิวไปลงถังขยะบ้านไหนเขาก็ไม่สน ชายหนุ่มเลิกคิดฟุ้งซ่านไร้สาระแล้วลุกจากเก้าอี้ ร่างสูงย่างก้าวเข้าใกล้โซฟาตัวที่มีสวะนอนหลับปุ๋ย

ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยแล้วพิจารณา

สควอโล่นอนคู้ตัวหันข้างให้ผู้พบเห็น ผมสีเงินสลวยลู่ตกลงกับพื้นพรม ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อยเพื่อสูดลมหายใจ เป็นท่าทสงบเสงี่ยมต่างจากฉลามคลั่งในยามปกติ

“...” เขาอยากเรียกชื่ออีกฝ่ายใจจะขาด แต่กลัวไปเผลอปลุกเข้าซะก่อน

                นับจากสมัยวัยรุ่นถึงปัจจุบัน สควอโล่ก็ยังคงเหมือนเดิมทุกประการในความคิดเขา หากเพียงผมที่ยาวขึ้นจากคำสาบานนั้นต่างออกไป อย่างไรเสีย ฉลามคลั่งตัวนี้ก็ยังเป็นฉลามคลั่งตัวเดิมที่เขารู้สึกผูกพันด้วยเสมอมา และหวังผูกพันเช่นนี้ไปตลอด

                เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาตัดสินใจบอกความในใจทั้งมวล โอบกอดอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

ตอนนั้นเขาสวมกอดสควอโล่ไว้แน่น เพราะกลัว เขากลัวจะปกป้องฉลามตัวนี้ไว้ไม่ได้ แม้เป็นเขาที่รู้ดีที่สุดว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งแค่ไหนหากกลัวว่าวันหนึ่งคนที่ปกป้องสควอโล่จะไม่ใช่เขาอีกต่อไป และยังกลัวตัวเองจะเผลอทำร้ายคนที่ตัวเองคิดถึงมาเสมอจากโทสะที่พร้อมระเบิด เวลานั้นในหัวเขาทั้งโกรธ เสียใจ หึงหวง และรู้สึกผิด

เขาเรียนรู้ที่จะอดกลั้นมันผ่านอ้อมกอดแห่งความอบอุ่นนี้

และตอนนั้นเองเป็นครั้งแรกที่เขาอดยอมรับตัวเองไม่ได้ ว่าเขา...อาจรักสควอโล่เข้าให้แล้ว

มันเป็นความรู้สึกที่คนเช่นเขาไม่เคยสัมผัส ดังนั้นการบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมนั้นยากเกินคาด ทางเดียวของคนโง่แบบเขาคือการพยายามแสดงออกด้วยวิธีต่างๆ และหวังเรียนรู้มันไปพร้อมกับฉลามคลั่งที่ตนรัก

เหอะ สุดท้ายก็จบลงด้วยดีสำหรับสควอโล่ ดีมากๆ แถมจุดเดือดความโกรธของเขาชักสูงขึ้นทุกที ขนาดโดนตัดรอนความรู้สึกเช่นนั้นยังไม่ไปกระชากอีกฝ่ายกลับมา

แค่แจกันแตกไปหนึ่งใบ ทำลายสถิติการระเบิดอารมณ์ที่มีความรุนแรงน้อยที่สุดลงได้ หึ…

ดีกว่านี้มีอีกไหม

ซันซัสอยากกระชากเสียงด่าทอ แต่เขาเก็บมันไว้ในใจ จากนั้นโน้มตัวต่ำและก้มหน้าลง เขาจับจ้องคนที่หลับสนิทอย่างชิดใกล้ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาน้อยนิดจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ จากฟีโรโมนอัลฟ่าที่ยังคงติดบนร่างกายอย่างดี ชายหนุ่มแอบกระตุกยิ้มพึงพอใจ

ฝ่ายคนหลับสนิทรู้สึกถึงความผิดปกติบนใบหน้า คล้ายปอยผมของใครบางคนกำลังแยงหน้าเขา ชายหนุ่มลืมตาในทันที สมองที่พึ่งเริ่มประมวลผลเป็นอันต้องหยุดทำงาน

                “บะ-บอส”

                เขากำลังโดนจ้อง ระยะห่างอันน้อยนิดนั่นเกือบเรียกว่าจูบได้แล้ว

                แก้มทั้งสองแดงระเรื่อ เขาเบนหน้าตนไปทางอื่นก่อนจะหลบสายตาหนี ฝ่ายซันซัสเปลี่ยนเป็นเงยหน้าขึ้นยืนในท่าปกติ

                “ทำอะไรอีก”

                “เปล่า ฉันแค่มาดูคนนอนอู้”

                “หา? ไม่ได้สั่งอะไรแท้ๆ มาพูดแบบนี้ได้หรอวะ”

                สควอโล่ไม่กล้าจ้องหน้าอีกฝ่าย เขานึกถึงสัปดาห์ก่อนที่เขานั่งตักอีกฝ่ายแล้วโดนรวบสู้อ้อมกอดจากด้านหลัง ความอบอุ่นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำรวมถึงความกระดากอายที่ก่อกำเนิดขึ้นพร้อมกัน

                และเพราะเลือกหลบสายตา เจ้าตัวถึงพลาดรอยยิ้มแสนอบอุ่นที่หาได้ยากของซันซัส เขาระบายยิ้มเพียงชั่ววินาที แล้วถอนหายใจเสียงดัง

                “แกมันโง่แบบนี้ไง ฉันถึง… ช่างเถอะ พรุ่งนี้มาทำงานกับฉันด้วย มีนัดไปข้างนอกแต่เช้า”

                “นี่! นี่นายยอมมอบหมายงานให้ฉันแล้วใช่ไหม?”

                “อืม เพราะฉันสมเพชนาย ลุกขึ้นมาได้แล้ว” บอสหนุ่มยื่นมือมาด้านหน้ารอให้สควอโล่คว้าเพื่อยันตัวลุกจากโซฟา แน่นอนว่าตอนนี้เจ้าฉลามคลั่งกำลังดีใจจนลืมตัวรีบคว้ามือนั้นมากุมแล้วดีดตัวจากเบาะนุ่ม

                “ให้ตาย นายควรให้ฉันทำงานตั้งนานแล้ว อีกนิดฉันนึกว่าจะโดนไล่ออกแล้วนะ”

                “นายมันปากมากเอง”

                “ชิ นายมันก็น่ารำคาญเหมือนกันซันซัส”

                “หุบปาก ไปเตรียมของ เราต้องออกกันแต่เช้า”

                ทำเป็นเอะอะใหญ่โต สั่งนู่นสั่งนี่ราวกับที่ผ่านมาอัดอั้นที่ปล่อยให้เขาว่างงาน สควอโล่กลอกตาก่อนค่อนแคะอย่างกระแนะกระแหน “คนที่ตื่นสายกว่าฉันไม่มีสิทธิ์พูดมันหรอกนะ”

                “แล้วคืนนั้นที่แกนอนซุกฉัน ฉันตื่นสายกว่าแกหรือไง?”

                พอได้ฟังเล่นเอาสควอโล่ชะงักโดยพลัน เขาเม้มปากแน่น ใบหูทั้งสองแดงก่ำทิ้งหลักฐานแห่งความเขินอายไว้คาตา

                “ไอ้บอสสวะ คืนนั้นไม่เกี่ยวสิวะ”

                “แกก็เป็นแบบนี้ ถ้าไม่ไสหัวไปตอนนี้ ฉันจะให้แกถูพื้นห้องนี้ด้วย”

                “เออ! ฉันไปก็ได้”

ชายหนุ่มสาวเท้าเตรียมพุ่งหนีจากห้องเพราะไม่พร้อมเสวนาต่อ ทว่าเขาโดนรั้งไว้ ยามได้ยินชื่อของตนจากปากอีกฝ่ายก็หูผึ่ง

                “เดี๋ยวสิสควอโล่”

                “ทำไม อ๊ะ”

                มือหนาตวัดคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้วดีดนิ้วบนหน้าผากกว้างของเขาทีหนึ่ง สควอโล่ตกใจไม่ทันตั้งตัวรีบเอามือลูบหน้าผากป้อยๆ

“ทำอะไรของนาย”

“ฉันคิดถึ… ช่างเถอะ หัดคิดเอาเองบ้างก็ดี” ประโยคแรกเขากล่าวเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงลมพัด คนดียวที่ได้ยินมันถนัดคงเป็นเจ้าของคำพูดนั้นเอง

สควอโล่เลิกคิ้วเมื่อฟังประโยคแรกไม่ทัน ตามด้วยขมวดคิ้วในทันทีเมื่อฟังประโยคถัดมา

“หา?”

ว่าแล้วซันซัสก็สะบัดตูดชิ่งหนีไปก่อน ทิ้งรองหัวหน้าหนุ่มกำหมัดในใจ ไอ้บอสเวรตะไลนั่น ชอบทำตัวเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่เรื่อย เขาล่ะเบื่อขี้หน้าเจ้านั่นเสียจริงๆ

“ชิ” สควอโล่เดาะลิ้นเสียงดัง จากนั้นหมุนตัวหนีกลับห้องบ้าง เขาสัญญากับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะเอาคืนอีกฝ่ายตั้งแต่คดีของเมื่อวันก่อนจนถึงของวันนี้เลยคอยดู

 

จนถึงเช้าแห่งการทำงานอันน่าตื่นเต้นสำหรับคนบ้างาน ที่แปลกคือทุกสิ่งต่างจากที่เขาคิดไว้มากโขและสควอโล่กำลังสงสัย

“ทำไมเราถึงต้องมาร้านหรูขนาดนี้ด้วยล่ะ”

คนตั้งคำถามสอดส่องสายตาไปยังรอบตัว เดินมาหน่อยก็ฉุกคิดได้ว่าที่นี่คงเป็นร้านอาหารที่ดูหรูหราเกินกว่าเขาจะกล้ามาเดิน ถ้าจำไม่ผิดระหว่างที่เดินมาเขาสังเกตเห็นมุมหนึ่งของร้านปรากฏตราของวองโกเล่ นี่น่าจะเป็นหนึ่งในภัตตาคารหรูที่ดูแลโดยใครคนใดคนหนึ่งในแฟมมิลี่ 

ความหรูหราของมันถูกปรากฏให้เห็นชัดเจนผ่านสถานที่ตั้งตรงใจกลางเมืองอิตาลี เฟอร์นิเจอร์แสนหรูหราทว่าไม่รกตาหรือฟุ้งเฟ้อเช่นเครื่องเรือนจากปราสาทของวาเรีย สไตล์การตกแต่งของร้านที่สร้างความผ่อนคลาย และการบริการลูกค้าที่น่าชื่นชม รวมถึงโซนที่พวกเขานั่งอยู่ คาดว่าเป็นโซนส่วนตัวที่แยกออกมาจากด้านในของร้านอีกที

และมันโคตรหรูเลย!

“ก็งานที่ฉันมอบให้นายนั่นแหละ”

คนตอบดูไม่ยินดียินร้าย สควอโล่อ้าปากค้าง ปกติงานของเขามักเป็นการทำงานเชิงธุรกิจแบบวองโกเล่ปกติและในรูปแบบของหน่วยลอบสังหารวาเรีย ซึ่งต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง

จะจัดการเรื่องธุรกิจการเงินการค้าในฐานะมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ กระทั่งจัดการใครซักคนแบบพวกหน่วยลอบสังหาร เขาก็พร้อม แต่นี่กลับให้เขามานั่งกินข้าวเนี่ยนะ?

“นายให้ฉันมาทำอะไรที่นี่ ฉันไม่ได้พกดาบมานั่งกินข้าวนะโว้ย”

“แต่หน้าที่ของนายคืออยู่กับฉันจนกว่าฉันจะกินอาหารเสร็จ…”

สควอโล่มองอาหารตรงหน้าตน ทั้งอาหารเช้าในจานของเขาและบอสนั้นล้วนเป็นของโปรดปรานของสควอโล่เอง ดวงตาสีสว่างมองเจ้านายของตนอย่างไม่เข้าใจ

“เฮ้ยบอส นายชอบกินมันตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ”

“ฉันแค่อยากลองกินดู”

“ทั้งที่นายเคยเกือบคายอาหารพวกนี้ใส่หน้าฉันมาแล้วเนี่ยนะ”

สควอโล่อยากใช้ทั้งมือและดาบที่แขนชี้ ถ้ายกขาขึ้นมาชี้ได้ก็จะทำ

ไอ้อาหารพรรค์นี้ที่เจ้าตัวเคยเกลียดนักหนาดันนึกครึ้มอยากกินเฉยเลย เขาปวดหัว ซันซัสคือความซับซ้อนของโลกใบนี้ โดยเฉพาะโลกของสควอโล่!

“ให้ตาย ไอ้สวะ รีบกินได้แล้ว ฉันสั่งให้แกนั่นแหละ” ซันซัสรีบโต้ เขาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ว่าตามตรงคือเขามีจุดมุ่งหมายสำคัญในวันนี้ที่เตรียมไว้ดิบดีตั้งแต่เมื่อวาน

วันนี้เขาจะ…

เขาจะ…

จะ…

แม่งเอ้ย ไว้ถึงเวลานั้นเขาค่อยพูดแล้วกัน

มือหนากำซ้อมกับมีดแน่นจนสควอโล่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรีบท้วง

“ถ้าไม่ชอบก็ไม่กิน นายสั่งอย่างอื่นสิ”

“เปล่า เข้าใจผิดแล้ว ฉันแค่- ช่างมันเถอะ แกรีบกระเดือกมันเข้าปากมันเร็ว ฉันไม่อยากมานั่งดูแกละเลียดมื้อโปรดเหมือนหมาแทะกระดูก”

เห็นแก่หน้าตาและศักดิ์ศรีของมื้อโปรดที่วางบนโต๊ะ สควอโล่จึงยอมตัดสินใจยกโทษให้ซันซัสและตั้งหน้าตั้งตาสวาปามอาหารอันโอชะทันที

เขาหยิบขนมปังชิ้นโตบิเป็นก้อนเล็ก พอกัดได้คำนึงก็หันมาสนใจเนื้อปลาที่นอนแห้งอยู่ แสร้งเอะอะหยิบนู่นหยิบนี่บนจานกินเหมือนปกติ แต่ความจริงแล้วดวงตาสีเงินวาวกลับหลุกหลิกตลอดเวลา

สควอโล่ลนลานจนเกือบกัดลิ้นตัวเองหลายรอบ เขาเกร็งทุกครั้งเมื่อนึกได้ว่าซันซัสกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามเขา และไม่กี่วันก่อนเขาพึ่งอยู่บนตักอีกฝ่าย

พระเจ้า เรื่องน่าอับอายมักเข้าหัวในเวลาที่เขาไม่ต้องการเสมอ ไหนอีกฝ่ายยังทำตัวน่าประหลาด ความจริงเขาจะรู้สึกเป็นปกติมากกว่านี้ถ้าอีกฝ่ายไม่พยายามกลายร่างเป็นมนุษย์แสนดีกับเขา

คิดดูดีๆ นี่มันคล้ายกับการให้ความหวังไม่ใช่หรอ

ก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าเขากำชับอีกฝ่ายแล้วแท้ๆ แล้วซันซัสเป็นคนบอกเองอีกนะว่าให้ลืมๆ มันไปเสีย

แต่น่าเสียดาย ฉลามคลั่งคงลืมแล้วว่าคนที่เป็นต้นเหตุให้อีกฝ่ายพูดนั้นก็คือเขานั่นเอง ท้ายที่สุดคนที่เข้าใจคำพูดของซันซัส คงมีแค่เจ้าตัว

“รสชาติดีเนอะบอส”

สควอโล่เสแสร้งแกล้งทำเป็นชวนคุยทั้งที่ความจริงแล้วเขาอยากรู้ปฏิกิริยาของบอสตน อยากรู้ว่าอีกฝ่ายแอบมองตนอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าเขาโดนจ้องตอนกินอยู่ ถึงบนจานจะเป็นของชอบก็เถอะ เขาคงอิ่มภายในสามคำ

ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นคือซันซัสที่แตะได้นิดหน่อยก็หันไปมองด้านนอก ต่างจากเขาที่อยู่ในภวังค์พักใหญ่และตีเนียนด้วยการกินทุกอย่างรอบตัว 

“เหอะ รสชาติห่วยแตกสิ้นดี…”

“หา? คนสั่งไม่ใช่ฉันนะ”

ซันซัสไม่ตอบ แค่เอาก้อนขนมปังเข้าปาก เคี้ยวสองสามทีพร้อมเหม่อมองด้านนอกหน้าต่างต่อ สควอโล่ส่ายหัวให้ภาพตรงหน้าพลางลอบยิ้ม ซันซัสถ้าไม่โมโหก็ดื้อเงียบเหมือนเด็ก น่าเอ็นดูชะมัด

อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าซันซัสไม่ได้จ้องเขาตลอดเวลา ชายหนุ่มเริ่มมีท่าทีสบายใจขึ้น จากนั้นก็สนใจแต่อาหารตรงหน้า

แต่ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัวเสมอ

ซันซัสแอบปรายตาสังเกตพฤติกรรมลูกน้องหนุ่มตั้งแต่เริ่มแล้ว ส่วนในหัวนั้นนึกเวทนาตัวเองและเจ้าบื้อนั่น

เจ้าฉลามคลั่งเป็นคนฉลาด หัวดี แต่บางทีก็คิดมากหลายตลบจนกลายเป็นแบบนี้

เขาเชื่อว่าสควอโล่ยังคงกักขังความรู้สึกเพราะความขลาดเขลา แม้เจ้าตัวได้มอบความรู้สึกตนรักและภักดีให้มาเป็นเวลานานจนเขาเป็นฝ่ายหักห้ามใจไม่ได้บ้าง

ซันซัสไม่ได้โง่ แค่ซวยนิดหน่อยที่โดนเจ้าฉลามนี่จัดการได้อยู่หมัด ดังนั้นวันนี้เขาตั้งใจทำให้สควอโล่หายโง่บ้าง

ชิ… ถึงดูพูดยากไปหน่อย แต่วันนี้เป้าหมายหลักของเขาคือการบอกความในใจอย่างตรงไปตรงมา พวกสวะทั่วไปอาจเรียกมันว่าสารภาพรัก บอกรัก หรืออะไรทำนองนั้น

บางครั้งความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องนิยามด้วยคำใด ซันซัสลังเลในการเลือกคำมาอธิบายความรู้สึกของเขา อย่างไรเสียเขาเป็นเพียงอัลฟ่าที่ต้องการเบต้าคนนี้มากกว่าใคร เขามีความสุขที่จะเปิดใจและอยู่เคียงข้าง ล่มหัวจมท้ายจนตลอดรอดฝั่ง

ที่ผ่านมาเขาพลาดหลายสิ่งจนน่าเจ็บใจ ถึงเวลาที่เขาต้องทำเพื่ออีกฝ่ายอย่างจริงจังเสียที

พระเจ้า กว่าเขาจะตัดสินใจทำทุกสิ่งในวันนี้ได้ก็ใช้เวลาทำใจมาหลายวันเหมือนกัน ให้ตายเถอะ

“เลอะปากหมดแล้ว”

สควอโล่สะดุ้งเฮือกยามนิ้วโป้งของอีกฝ่ายมาเช็ดเศษขนมปังที่เลอะบริเวณขอบปาก ชายหนุ่มละสายตาจากอาหารตรงแล้วสบตาซันซัสที่นั่งด้านตรงข้าม สายตาดุร้ายที่เขามักสัมผัสได้เสมอตอนนี้กลับให้ความรู้สึกต่างออกไป

เขาอธิบายไม่ถูก มันต่างจากสายตาประจำตัวนักล่า แต่ก็ไม่เข้าข่ายอบอุ่นอ่อนโยนเฉกเช่นคนทั่วไป

“อืม เดี๋ยวจะกินให้ระวังมากกว่านี้”

เวลาผ่านนานเข้า อาหารบนจานของสควอโล่พร่องหายกว่าครึ่ง ต่างกับซันซัสที่ทุกสิ่งยังคงประจำการอยู่ที่เดิมทุกกระเบียดนิ้ว

“นายควรกินบ้าง”

“เดี๋ยวฉันกิน ถ้านายกินเสร็จแล้วก็รอฉันด้วยละกัน”

“อืม”

สควอโล่ครางรับพลางเคี้ยวเนื้อปลาในปาก เขาเลิกใส่ใจขนมปังแล้วเปลี่ยนมากินเนื้อสัตว์ที่ตนชอบหวังให้อิ่มท้อง

เนื่องเป็นมื้อเช้า เขาที่ใกล้จัดการมื้ออาหารเสร็จก็อยากดื่มกาแฟ แต่บนโต๊ะมีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วหันหาบริกรให้ควั่ก

“จะเอาอะไร”

“ฉันว่าจะดื่มกาแฟซักหน่อย เอ๊ะ นั่นมัน? เจ้าลูกศิษย์ของฉันนี่” ระหว่างพูดเขาก็หยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดเศษอาหารทำให้เสียงที่พูดดูอู้อี้ไปบ้าง แล้วดันบังเอิญเห็นใครบางคนอยู่ตรงประตูทางเข้าพอดี

บ้าเอ้ย นี่มันจังหวะนรกชัดๆ ซันซัสคิดในใจ

“โว้ยยย ยามาโมโตะ มีอะไร แล้วไอ้นั่นใคร… อ้อ ไอ้สวะนั่น”

สควอโล่โบกมือเรียกลูกศิษย์เขากับโกคุเดระ

จะว่าไปในสายตาของเจ้าฉลามคลั่งนี่ นอกจากซันซัสแล้ว ทุกคนล้วนนับเป็นสวะทั้งสิ้น

ฝั่งคนจากวองโกเล่ทั้งสองติดชะงักอยู่นอกประตูรีบหันตามเสียง ที่พวกเขามายืนตรงนี้ได้เพราะมีตำแหน่งสูงจนสามารถแอบใช้อำนาจขอเข้ามา แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่กล้าละลาบล้วงเข้าห้องทันที ยิ่งเห็นซันซัสที่ใกล้ถึงขีดจำกัดแห่งความโกรธแล้วมันก็…

หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ พวกเขาไม่มายุ่มย่ามด้วยแน่นอน สาบานเลย

“นี่เป็นนัดส่วนตัว ฉันไม่อนุญาต…”

ซันซัสพยายามรีบค้าน มือของเขาที่กุมกล่องทรงเรียวขนาดพอดีมือ ปานบนหน้าเริ่มแผ่ขยาย 

“ขออภัยด้วยครับคุณซันซัส ฮ่าๆ พอดีมีงานด่วนนิดหน่อย”

ยามาโมโตะเข้ามาคนแรก ตามด้วยโกคุเดระที่ปิดประตู คนตัวโตกล่าวเสียงใสคล้ายพวกเขากำลังคุยเล่นมากกว่ามาแหย่เสือถึงในถ้ำ

โกคุเดระตกใจจนกระชากเจ้าบ้าเบสบอลกลับมาแล้วกระซิบข้างหู “ไอ้บ้าเบสบอลเอ้ย พูดแบบนี้นายอยากโดนเขาอัดหน้าหงายหรือไง”

“ก็มันจริงนี่… โกคุเดระ พวกเราต้องพาคุณซันซัสไม่ก็คุณสควอโล่ไปด้วยนะ”

“เจ้าซื่อบื้อ ช่วยพูดอะไรเป็นกิจลักษณะทีได้ไหม”

ฉลามคลั่งเห็นว่ามีชื่อตนอยู่ในนั้นแถมสัญชาตญาณบอกเขาว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเขาเปลี่ยนใจที่จะดื่มกาแฟเป็นซัดน้ำทั้งแก้วก่อนหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“มีอะไร”

“พอดีมีเรื่องที่คุณต้องจัดการให้ เพราะเป็นเคสของทางฝั่งวาเรียที่ส่งมาตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน พวกผมพยายามจัดเวลาเท่าที่ทำได้ แต่ยังไงวันนี้คุณต้องไปคุยกับรุ่นที่สิบก่อน ผมส่งอีเมลให้คุณเมื่อห้าวันก่อนเห็นคุณไม่ตอบกลับเลยตามหาทั่ว ...ส่วนปัญหาที่ต้องจัดการ พวกเราอนุญาตให้คุณทำได้เต็มที่ เพียงแต่ห้ามมีคนตาย”

“ไอ้สวะนั่นใจอ่อนอยู่เรื่อย”

เรื่องอีเมลไม่ได้เข้าหัวเขาเลย สควอโล่สนใจเพียงข้อห้ามไร้สาระจากพวกวองโกเล่ งานลอบสังหารย่อมมีการตายเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันวาเรียเองได้ลดความรุนแรงหลายส่วนลงจากการกดดันโดยพวกสวะวองโกเล่รุ่นที่สิบที่ใช้อำนาจต่อรอง ดังนั้นหน้าที่พวกเขาส่วนมากมักเป็นการเก็บกวาดทำความสะอาดบางเรื่องที่สกปรกเกินกว่าจะถึงมือท่านรุ่นที่สิบผู้นั้น

เรื่องเดียวที่ถือว่ายกเว้นให้คือกรณีวองโกเล่ถูกโจมตี พวกเขาจัดการเช่นไรก็ได้ ขอเพียงให้คนในแฟมมิลี่ปลอดภัย นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่สึนะยอมเว้นให้พวกเขา

“รอบนี้คุณรีบอร์นจะมาด้วย”

“นี่แกพยายามล่อซื้อฉันใช่ไหม ไอ้ลูกศิษย์เวร”

“ฮ่าๆ ผมเปล่านะ” ยามาโมโตะหัวเราะเสียงดัง จนโกคุเดระที่อยู่ด้านข้างพยายามเรียกสติอีกฝ่าย สายตาลอบสังเกตหัวหน้าหน่วยวาเรียเสมอ นั่งนับถอยหลังในใจว่าอีกฝ่ายจะระเบิดอารมณ์เมื่อไหร่

“ไอ้บ้าเบสบอล อย่านอกเรื่อง”

“ฉันเผลอนอกเรื่องอีกแล้วหรอ ขอโทษทีนะโกคุเดระ”

“มานี่ นั่งสิ ไปหยิบเก้าอี้มานั่งคุยกันก่อนก็ได้” สควอโล่กวาดสายตามองหาเก้าอี้ให้ชายหนุ่มทั้งสองนั่ง หากเป็นเรื่องงานมีโอกาสต้องคุยกันอีกยาว ทว่าเขาไม่สังเกตเห็นเงาครึ้มจากด้านหลังเลยแม้แต่น้อย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่านั่งหันหลังให้ซันซัส

“ไม่เป็นไร พวกผม…” 

เสียงเพล้งดังขึ้นโดยไม่ทันขาดคำ จานตรงหน้าของซันซัสถูกปัดตก สควอโล่หน้าถอดสี เขาผละความสนใจจากผู้มาใหม่ทันที แต่หากช้าเกินไป ต่อจากจานก็เป็นแก้ว แต่จากแก้วเป็นโต๊ะ ต่อจากโต๊ะเป็นเครื่องเรือนชนิดอื่น

ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นร้านของวองโกเล่แฟมมิลี่ ป่านนี้ผู้ดูแลร้านคงช็อกจนลืมหายใจเนื่องจากร้านทั้งร้านกำลังพังพินาศ เครื่องเรือนทุกชิ้นเตรียมแหลกละเอียด โชคดีหน่อยที่เป้าหมายของซันซัสไม่ใช่พนักงานในร้าน เขาแค่ระบายอารมณ์กับสิ่งของ

แต่นั่น... ก็น่าปวดหัวอยู่ดี!

“ฉิบหาย” ฝ่ายสควอโล่สบถเสียงดัง

ส่วนโกคุเดระกับยามาโมโตะรีบวิ่งแจ้นตามเจ้าหน้าที่เก็บกวาดให้วุ่น จากการคาดการณ์สควอโล่เดาว่าทั้งสองวางแผนถึงสถานการณ์นี้ได้นานแล้ว แค่ไม่คาดว่าจะเร็วปานนี้

ในที่สุด บทเพลงแห่งโศกนาฏกรรมของผู้ดูแลร้านก็เริ่มต้นขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น