[Khr fiction : XS ] ท้องฟ้าหน้าฝน Xanxus x Squalo

ตอนที่ 7 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    4 ต.ค. 63

บทที่6

เวลาล่วงเลยจนตกดึก สควอโล่ไม่พบแม้แต่เงาของซันซัสจึงโล่งอกคล้ายปลดทุกสิ่งที่คาใจ ชายหนุ่มตบบนหน้าอกตนเบาๆ เพื่อให้กำลังใจตัวเอง

ทว่าเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมคำสั่งใหม่

“วันนี้ฉันจะเข้านอนด้วย”

“หา?”

สควอโล่ทำหน้าเหยเก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอนุบาลอีกครั้ง

“ยังไม่หมดวัน”

“นี่แกนับถึงเที่ยงคืนหรือไง”

“เปล่า ฉันนับถึงเช้าช่วงที่รับปากนายต่างหาก” ซันซัสไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมถือหมอนหนึ่งใบ

คนมองเกือบหลุดขำ ถ้าเขาเป็นเด็กอนุบาล บอสวาเรียคนนี้คงเหมือนครูประจำชั้นของเขา ต้องมานั่งเฝ้าตอนนอน ทำอย่างกับว่าเขายังเป็นเด็กอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“...แม่งเอ้ย บอสเวรตะไล จะเอายี่สิบสี่ชั่วโมงเป๊ะเลยใช่ไหม?”

พูดจบก็ส่ายหัว เขาคงค้านไม่ได้ มือบางตบตรงเบาะสองสามทีและคลุมโปง ใช้ผ้าห่มคลุมปิดตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ดึกแล้ว ห้ามกรน ห้ามพูดมาก และห้ามนอนดิ้นเด็ดขาด”

“เหอะ ฉันไม่ทำตัวน่าสมเพชแบบนั้นหรอก”

บอสหนุ่มตรงย้ายจากหน้าประตูมาขอบเตียง เขาทรุดตัวนั่งลงช้าๆ สายตามองร่างใต้ผ้าห่มส่วนมือก็วางหมอนไว้ด้านข้าง ก่อนตัดสินใจนอนบนเตียงโดยหันหลังให้เจ้าของห้อง

“ฉันง่วงแล้ว เขยิบหน่อย”

“อืม”

เตียงของสควอโล่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ถือว่าพอดีสำหรับผู้ชายร่างยักษ์สองคนเช่นพวกเขา ดังนั้นเมื่อซันซัสยึดพื้นที่ครึ่งหนึ่งก็ยังคงมีพื้นที่ให้ขยับแขนขาอยู่พอตัว ไร้ซึ่งความอึดอัดกายแต่เหลือแค่ความตะขิดตะขวงใจเท่านั้น

ใบหน้าสควอโล่เริ่มเห่อร้อน ซันซัสนอนอยู่ด้านข้างเขา ครั้งนี้มันไม่ใช่ครั้งก่อนหน้าที่พวกเขาร่วมสมรภูมิด้วยกันที่ต้องนอนกอดกันกลมเพราะถือเป็นช่วงเวลาระหว่างทำภารกิจ

การกระทำและความสัมพันธ์ของพวกเขาช่างแสนคลุมเครือ

สควอโล่ไม่มั่นใจตัวเองอีกต่อไป ว่าเขาจะสามารถตัดความรู้สึกตรงนี้ทิ้งได้หรือไม่

เขาขยับร่างตนหันมาหาซันซัส ดวงตาสีอ่อนทอประกายเศร้าเมื่อจับจ้องแผ่นหลังแข็งแกร่งที่เขาเฝ้าคอยติดตามเสมอ ยิ่งอยู่ใกล้ก็เหมือนอยู่ไกล คงต้องใช้เวลามากกว่าตอนตกหลุมรักเกินกว่าเท่าตัวถึงจะตัดใจได้

ให้ตาย... เขาเหม่อมองเพดานด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเจ็บปวด สับสน เหนื่อยล้าและเสียใจ กระทั่งในหัวพลันเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา

ถ้าตัดใจมันยากนัก เขาไม่ทำแม่งแล้วละกัน ต่อให้เขาหลงรักอีกฝ่ายจนวันตาย หากตราบใดที่ยังควบคุมไม่ให้สถานะตนเกินเลยได้ก็นับว่าดี

หากรักษาฐานะให้มั่นคงเขาก็จะไม่สูญเสียมันไปง่ายๆ

เขาพิงศีรษะตนกับแผ่นหลังนั้นก่อนหลับตาลงนอน ลมหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้าและสม่ำเสมอ ห้วงราตรีเข้าครอบครองสู่ดินแดนแห่งความฝัน ใช้เวลาเพียงครู่หนึ่งเขาก็หลับสนิทโดยสมบูรณ์

นิทานก่อนนอนกำลังเริ่มต้น กาลครั้งหนึ่งเมื่อใต้แสงจันทร์ที่ส่องลอดจากหน้าต่าง ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นจากเจ้าของแผ่นหลังของผู้ขับกล่อม ซันซัสผู้เป็นราชันแห่งวาเรียหันหลังกลับมา เขาแอบโอบกอดคนที่หลับสนิทด้วยอ้อมแขนอบอุ่นและผล็อยหลับตาม

หากเมื่อถึงเวลาเช้ามืด… ราชันคนนั้นก็รีบจากไปโดยทิ้งร่องรอยความอบอุ่นในห้องของฉลามน้อยไว้

 

สควอโล่นึกถึงเรื่องเมื่อวาน

เขารู้สึกอิ่มเอมใจ อิ่มเอมเสียจนอยากบากหน้าสารภาพความรู้สึกที่ซ่อนเร้นหวังโชคดีได้สานต่อสิ่งเหล่านี้ในทุกวัน

น่าเสียดายที่สารภาพก็เหมือนพาตัวเองไปกลางสนามรบ ไม่ตายก็คงบาดเจ็บ เขาคาดหวังกับความรู้สึกรักกับคนอย่างซันซัสได้หรือ ทางที่ดีการรักษาสภาพเจ้านายลูกน้องคงปลอดภัยที่สุด

ชายหนุ่มหาวทีถอนหายใจที ครั้นสายตาสะดุดกับคนรู้จักคนหนึ่งเขาเลยรีบโพล่งเสียงลั่นทักก่อน

“เจ้าม้าพยศ มาแล้วหรอ”

“ใช่… อ๊ะ-เอ่อ คือ…”

ดีโน่เจ้าของฉายาม้าพยศเดินเข้ามาใกล้ บนตัวของเปลี่ยนจากสวมชุดสบายๆ เป็นชุดสูทหรูแทนเนื่องจากต้องร่วมเจรจางานกับทางวองโกเล่และอีกสองถึงสามแฟมมิลี่เรื่องจัดสรรธุรกิจ

ทว่าใบหน้าของเจ้าตัวไม่สู้ดีเท่าไหร่ ดีโน่ไม่กล้าพูดว่าตอนนี้ทั้งตัวของสควอโล่มีแต่กลิ่นของซันซัสคลุ้งกระจายเต็มไปหมด

หมาบ้าแห่งวาเรียกำลังประกาศคนของตนกับคนนอกแฟมมิลี่หรอเนี่ย พวกอัลฟ่ากับโอเมก้าที่รับรู้กลิ่นพวกนี้ในวาเรียไม่มีใครทักก่อนหรือไง เบต้าอย่างสควอโล่คงไม่รู้แน่ๆ อัลฟ่าแห่งคาบัคโรเน่ทำสีหน้าหวาดๆ

“มีอะไร”

“เปล่า รีบเข้าไปเถอะ”

การเจรจากินเวลาไม่ถึงครึ่งวัน สควอโล่เป็นตัวตั้งตัวตีกับหัวข้อทั้งหมดเนื่องจากวาเรียจะได้ผลกระทบหนักหากพลาดการเจรจาครั้งนี้ไป ต้องขอบคุณความสามารถของสควอโล่เองที่นอกจากจะบ้าระห่ำกับการฆ่าฟันแล้วยังมีสมองพอที่สามารถกลั่นกรองประสบการณ์สำหรับช่วยเหลืองานธุรกิจหลากหลายอย่างในแฟมมิลี่ได้ ทุกอย่างสมบูรณ์ในแบบของมัน สควอโล่ยิ้มหน้าบานภูมิใจในตัวเอง… ในขณะที่หัวหน้าแฟมมิลี่อื่นทำหน้าอมทุกข์แล้วเวียนหัว

กลิ่นซันซัสเต็มไปหมดขนาดนี้ ใครจะไปรู้เรื่องที่สควอโล่พูดกันล่ะ ดีโน่อยากโพล่งใส่ใจจะขาด

“เป็นอะไรกันหมดวะ”

“เปล่าหรอก วันนี้คงเหนื่อยๆ กัน ว่าแต่นายจะทำอะไรต่อ”

“เมื่อวานฉันไม่ได้ทำงาน ดังนั้นวันนี้ฉันต้องรีบไปจัดการเรื่องที่คลังแสงฝั่งตะวันตกของวองโกเล่ ฉันไม่อยากพลาดอาวุธกล่องชิ้นสำคัญที่จะมาส่ง”

“พวกนายไม่ได้วิจัยเอง?”

“อืม อันนี้ต้องสั่งจากอีกแฟมมิลี่ นายก็รู้ ว่าเรารับกล่องอาวุธจากหลายที่”

“...” บอสคาบัคโรเน่ไม่ต่อบทสนทนาใดๆ เขาชักสีหน้าขมวดคิ้วพลางเม้มปากแน่น

สารภาพเลยว่าตอนนี้ดีโน่สนใจเรื่องอาวุธกล่องนี่ไม่น้อย ปัจจุบันวองโกเล่ขึ้นชื่อว่ามีอาวุธกล่องหลอกหลายเพื่อพยายามผลักดันแฟมมิลี่ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งผ่านเทคโนโลยี แต่เขาก็ลังเล คาบัคโรเน่ไม่ได้ขาดแคลนอาวุธกล่องขนาดนั้น อีกอย่าง เขาเกรงว่ากลิ่นอัลฟ่าของเขาจะเผลอไปติดอยู่บนกายสควอโล่จนเกิดปัญหาขึ้น

ซันซัสเชือดเขาแน่ เขาไม่อยากเห็นซันซัสระเบิดอารมณ์ซักเท่าไหร่

“เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยซักทีไอ้สวะเอ้ย ถ้าสนใจนักก็มาดูด้วยกันซะ”

“ฉัน… ฉันไม่ว่างน่ะ ฮ่าๆ” ดีโน่กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เขาพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนเต็มที่

“ตามใจ ฉันไม่บังคับนายหรอกถ้านาย-”

“จะว่าไปเดี๋ยวฉันสั่งลูกน้องจัดการ เอาสิ ฉันอยากเห็นเหมือนกัน” ไม่ทันขาดคำ ดีโน่ที่พยายามรั้งตัวเองมาตลอดเวลาก็เลือกปฏิเสธทุกสิ่งที่ตนกังวลและเลือกตัดสินใจตามสัญชาตญาณ แม้ตาข้างขวาของตนแอบกระตุกทีหนึ่ง แต่มันก็คงเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายทั่วไปเท่านั้น

อย่างน้อยก็คงไม่เกิดเรื่องร้ายๆ หรอก... มั้ง

สควอโล่เดาะลิ้นเสียงดัง “ชิ เลิกเล่นตัวได้แล้วฉันรำคาญ”

“ฮ่าๆ ขอโทษที”

ดีโน่ขอโทษและขึ้นรถตามสควอโล่ที่ตอนนี้นั่งอยู่ด้านหลังแล้ว เขาเลือกเดินทางกับพวกวองโกเล่เพียงคนเดียวเนื่องจากมั่นใจได้ว่าคงไม่มีอันตราย และรถคันที่กำลังนั่งไปมันเล็กเกินกว่าจะยัดผู้ชายตัวใหญ่อีกซักสองสามคน

ดังนั้นตอนนี้เขากำลังเป็นดีโน่จอมห่วย

สิบห้านาทีให้หลังรถจอดหน้าโรงงานขนาดยักษ์ สควอโล่เดินนำไม่รอลูกน้องตามด้วยดีโน่ที่ก้าวฉับด้วยความเร็วพอๆ กัน เขาเห็นดีลเลอร์ที่สวมชุดสูทอย่างดีคำนับให้ พร้อมนำกล่องลังมาวาง สควอโล่สั่งให้ลูกน้องคนอื่นกระจายรอบตัวเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์

เงินมาของไปเป็นวิถีของมาเฟีย เมื่อให้เงินถึงมีสิทธิ์ตรวจสอบของ รองหัวหน้าอย่างเขาจึงส่งเงินให้ก่อน คนทางนั้นเองก็นับเงินในทันที

“ครบ นี่ของ คุณเช็กก่อนได้เลย”

สควอโล่เปิดกล่องลังเพื่อตรวจสอบ เริ่มจากนับจำนวนของทั้งหมด เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงดูสภาพ เขาหรี่ตามองพักหนึ่ง สัญชาตญาณบอกเขาว่ามีบางอย่างผิดปกติ มือรีบคว้ากล่องธาตุพิรุณเพื่อใช้แหวนเปิดทดสอบ แล้วก็พบว่ามันใช้งานไม่ได้

แหวนประทับลงที่เดิมทว่ากลับไร้การตอบสนอง นี่เขาโดนหลอก? ชายหนุ่มรีบขยับตัวออกห่างพร้อมกับลูกน้องที่เหลือ ไม่ทันการ ดีลเลอร์คนหนึ่งพุ่งตัวหลบ ฝั่งคนที่นำของมาอีกสองคนก็หยิบอาวุธกล่องที่คาดว่าใช้ได้มาเปิดด้วยแหวน

สิ่งที่ออกมาเป็นตาข่าย จากที่เดาคงต้องการถ่วงเวลาสำหรับการหลบหนีเท่านั้น

ฉลามคลั่งโมโห เขาเตรียมใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นสมรภูมิให้ฉลามคลั่งได้ฉีกกระชากมนุษย์พวกนี้ แขนข้างที่ต่อเติมด้วยดาบเตรียมจัดการอีกฝ่าย

“สควอโล่ ระวัง!”

ดีโน่รีบคว้าตัวสควอโล่หลบอาวุธกล่องอัสนี หากดาบของสควอโล่ที่เป็นแหล่งนำไฟฟ้าปะทะตาข่ายอัสนีจากกล่องคงเป็นปัญหาใหญ่ ร่างชายหนุ่มทั้งสองที่ตัวใหญ่เกือบเท่ากันกอดกลมพร้อมกลิ้งหลุนๆ หลบหลังตู้คอนเทนเนอร์

“ปล่อย! ไอ้ม้าพยศ ฉันเกือบฟันสายฟ้านั่นขาดแล้ว”

เจ้าพวกนี้มันบ้าระห่ำเกินไปแล้ว ม้าพยศส่ายหน้า

“อย่าพุ่งเข้าไปแบบไม่ดูตาม้าตาเรือสิ”

“อย่ามาพูดทั้งที่มือของนายจับแส้ค้างไว้นะ! ปล่อยฉันได้แล้ว”

ชายหนุ่มปล่อยมือที่กอดสควอโล่ไว้พร้อมถือแส้ หากเพียงเสี้ยววินาทีทุกอย่างก็กลับตาลปัตร

สัตว์ร้ายมุ่งตรงจากทางใดไม่อาจทราบ เข้าไปรวบคนร้ายด้วยการใช้ขาของมันกดส่วนหัวไหล่ เข่า และกลางหลังของคนร้ายที่เกือบจัดการสควอโล่เพื่อตรึงไว้ได้ทันท่วงที

ส่วนคนที่เหลือถูกตาข่ายจากกล่องอาวุธอื่นๆ รวบไว้เรียบร้อย ทั้งหมดถูกจับด้วยเวลาอันสั้น ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัสหรือเกิดเรื่องร้ายแรง

ดีโน่เป็นคนแรกที่ได้สติ เขาเก็บแส้ของตนและมองที่มาของไลเกอร์ สีหน้ากระตุกวูบเมื่อรู้ว่านั่นคือใคร

ซันซัส? ซันซัสมาได้ยังไง? ดีโน่ตาแทบถลน ให้ตายเถอะ เขาไม่อยากมีปัญหากับคนที่พร้อมระเบิดโทสะแบบนั้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ที่เจ้าตัวพึ่งประกาศตัวเต็มที่ด้วยกลิ่นฟีโรโมน

สายตาดูโกรธมาก ดีโน่เริ่มสมองรวน อย่าบอกนะว่าอีกฝ่ายแอบตามสควอโล่มาแต่พึ่งโผล่หัวเอาเข้าตอนนี้ เพราะไม่มีทางที่คนจากวาเรียจะมาได้ไวขนาดนี้

ฉิบหายแล้วไง รายต่อไปที่จะโดนไลเกอร์ทับแบนอาจเป็นเขาก็ได้

ความวุ่นวายจบลงด้วยเวลาอันสั้น ตามด้วยความวุ่นวายใหม่ของสควอโล่เอง

“กลับกันได้แล้ว”

“โว้ยยย บอส? มาได้ไง… ช่างเถอะ นายไม่ตอบหรอก ให้ตาย รอฉันแป๊บ” เขาพูดหลายประโยคและตอบคำถามให้ตัวเองเรียบร้อยสมกับที่เป็นลูกน้องในสังกัดนานหลายปี

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นสะบัดฝุ่นที่ติดตัว เขารีบปรี่หาซันซัสที่ยืนกอดอกอย่างหงุดหงิด แล้วทั้งสองจึงขึ้นรถคันเดิมกับที่ดีโน่นั่งมา

ดีโน่มองจากด้านหลังได้แต่โบกมือบ๊ายบาย ส่วนในใจภาวนาก่อนแล้วว่าขอให้สควอโล่โชคดี หวังว่าซันซัสจะไม่ ‘โกรธ’ มากไปกว่านี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น