[Khr fiction : XS ] ท้องฟ้าหน้าฝน Xanxus x Squalo

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    3 ต.ค. 63

บทที่5

                เช้ารุ่งขึ้นสควอโล่นอนเหี่ยวเป็นซากศพบนเตียงนุ่ม ต่อให้วันนี้ต้องรับภารกิจสำคัญระดับเอสเขาก็จะยกเลิกมันเสีย คนบนเตียงฮัดชิ่วเสียงดัง ผมสีสว่างยังคงชื้นจากเมื่อวาน

                ทว่าปัญหาสำคัญของเขาคือเสื้อผ้าที่อยู่บนร่าง เดี๋ยวต้องส่งซักก่อนเก็บคืนเจ้าของ แต่ตอนนี้เขาของีบอีกซักชั่วโมง

ว่าแล้วก็คลุมผ้าห่มครอบศีรษะและนอนต่อ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอแทบในทันทีที่หัวถึงหมอน

                ผ่านไปพักใหญ่หูของเขาได้ยินเสียงจังหวะก้าวเดินของใครซักคน มันดังจนคนที่หลับลึกถึงกับสะดุ้งตื่น สควอโล่พยายามตั้งสติและลืมตามอง

เสียงเปิดประตูดังก่อนพร้อมกลิ่นหอมของขนมปังจากข้างนอกที่ลอยเข้ามาเตะจมูก ชายหนุ่มขยับตัวลุกนั่งพิงหัวเตียง

                “ทำอะไร”

                สควอโล่เลิกคิ้วเพราะเห็นคนที่เดินเข้ามาคือซันซัส ในมือหมอนั่นมีของหน้าตาพิลึก

                “เห็นยังไม่ได้กินอะไร”

                กิน? สควอโล่ซู้ดปากราวซดของร้อน เขาคาดว่าไอ้ก้อนดำๆ นั่นคงเป็นอาหารเช้าของเขาแน่นอน

                “ไม่ต้องเอามาให้ฉันก็ได้”

                “อยู่นิ่งๆ” บอสหนุ่มที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นนิจวางจานอาหารตรงโต๊ะด้านข้าง ก่อนใช้หลังมืออังตรงหน้าผากเพื่อสังเกตอุณหภูมิ

                อะไรกัน คนพึ่งตื่นทำหน้าเหยเก

                “ไม่สบายใช่ไหม”

                “ยังไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า”

                “หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ซะ”

                “เอ่อ...ก็ได้”

                ถึงเขารู้สึกประหลาดใจซักหน่อย แต่นั่นไม่ได้แย่นักหรอกนะ

                “กินได้แล้ว ฉันหยิบมาเผื่อ”

                หยิบมาเผื่อหรือทำมาเผื่อคำตอบนี้ชัดเจนในคำถาม เขาลดสายตาทอดมองก้อนไหม้อีกครั้งพลางเลิกคิ้วใส่คนพูด

                ซันซัสกระแอมเบาๆ ราวกับต้องการปิดบัง

ท้ายที่สุดชายหนุ่มยอมหยิบจานที่ประกอบด้วยขนมปังสองแผ่นสภาพไหม้เกรียมกับห่อเนยก้อน ในใจแอบส่ายหน้าเล็กน้อยยามเห็นสภาพอาหารตน คงต้องทนกัดฟันกิน

ถึงในใจคิดแบบนั้นทว่าเขาก็กัดมันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

บอสอุตส่าห์ลงทุนทำด้วยตัวเอง

เขาปาดเนยลงบนขนมปังชิ้นหนึ่งและกัดคำโต รสชาติขมเจือด้านในปากอย่างห้ามไม่ได้ ห่วยแตกสิ้นดี

                หากว่าสควอโล่เป็นคนเลือกกินเหมือนซันซัส จานนี้...นอกจากจะต้องแตกดังเพล้งและปรากฏในเวอร์ชันเศษซากกระเบื้องนอนแอ้งแม้งกับพื้น มันยังสามารถถูกขยี้ลงหัวซันซัสได้อีกด้วย

                “...”

สควอโล่เคี้ยว

                “...”

ซันซัสกำลังจ้องเขาเขม็ง

                “...เอ่อ”

พอกินคำสองขำเขาก็รู้สึกประหลาดในอก ขนบนร่างลุกชัน

“โว้ยยย เจ้าบอสบ้า เลิกจ้องซักทีเถอะน่า” 

ซันซัสสบตาเขานิ่งๆ สายตาเหมือนต้องการกินเขาแทนดูเขากิน

บ้าเอ้ย อย่ากินหัวเขาก็พอ

“ผมยังไม่แห้งอีกหรอ”

“ใครใช้ให้นายเช็ดแบบนั้นกันล่ะ”

“แล้วทำไมไม่เป่าผมวะ”

“ง่วงขนาดนั้นฉันไม่มานั่งเป่าผมหรอก”

คนเป็นห่วงตอนนี้ขมวดคิ้วเป็นที่เรียบร้อย แม้จะไร้เสียงตอบรับแต่ก็สัมผัสได้ว่าชายหนุ่มกำลังไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงเคี้ยวอาหารและเสียงลมหายใจ กระทั่งซันซัสเป็นฝ่ายทักขึ้นท่ามกลางความเงียบนี้ 

“แล้ววันนี้แกไม่มีงานหรือไง”

“ฉันขอลาซักวัน คราวนี้นายต้องทำงานแทนฉันแล้วล่ะบอส” 

อาการในปัจจุบันเป็นผลให้สควอโล่หมดแรง เขาตอบเสียงงัวเงียแม้ตนจะตื่นเต็มตาแล้ว

“อืม” จบประโยคอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นจากเตียง สองเท้าก้าวพ้นประตูไป เจ้าของห้องถอนหายใจอย่างโล่งอก

ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้บอสของเขาทำตัวลุกลี้ลุกลนเป็นพิเศษ สควอโล่คิดในใจ เขาหรือจะกล้าพูดมันออกมาต่อหน้าเจ้าตัว

ชายหนุ่มกัดขนมปังส่วนที่เหลือเงียบๆ หวังว่าหลังจากนี้เขาสามารถอยู่อย่างสงบสุขตามประสาคนป่วยซักที

แต่…

พลั่ก เสียงประตูดังอีกครั้ง เจ้าของห้องอ้าปากค้าง ไอ้บอสสวะกลับมาทำไม?

“กินยาซะ” ปากว่าส่วนมือโยนกระปุกยาแก้ไข้ลงบนหัวคนบนเตียงดังโป๊ก คนป่วยและพ่วงเจ็บด้วยลูบหัวป้อยๆ

“จะช่วยหรือจะฆ่าฉันกันแน่วะ”

“ถ้าไม่กินก็รอความตายซะ”

“ชิ ไข้หวัดของฉันมันไม่ถึงตายหรอก”

สควอโล่หมุนกระปุกในมือแล้วหยิบยาเม็ดสีขาวสะอาดเม็ดหนึ่ง ก่อนเอามันเข้าปาก พอรสชาติขมคล้ายขนมปังที่พึ่งกินเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่มีน้ำ

“น้ำล่ะ?”

“อ่า… เหมือนฉันจะลืม”

“ลืม?” สควอโล่เบิกตาโพลง “ลืมได้ไง ฉันไม่เขมือบข้าวและยาโดยไม่ดื่มน้ำตามหรอกนะ”

“ขอโท- ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”

หูฝาดหรือเปล่า ชายหนุ่มเกือบได้ยินคำว่าขอโทษแต่สุดท้ายมันก็แทนที่ด้วยร่างสูงใหญ่ของบอสตนที่หายวับจากระยะสายตา

ไม่ถึงนาทีเขาก็กลับมาพร้อมน้ำแก้วใหญ่ สควอโล่อยากค่อนแคะแต่มีอันต้องรีบหยิบมาดื่ม ความจริงเขาเกือบหัวเราะลั่นเหมือนที่เจ้าบอสบ้านั่นทำเมื่อคืน ซันซัสคนนี้บทจะใช้งานก็ใช้งานง่ายแฮะ

โชคร้ายหน่อย หลังจากเขายอมยัดข้าวยัดยาแล้วอีกฝ่ายดันนั่งนิ่งหน้าด้านหน้าทนต่อ สควอโล่บุ้ยปากทำหน้างอ

“ทำไมยังไม่ไปล่ะ”

“นายเป็นหวัดเพราะฉัน” ดังนั้นฉันต้องดูแลนาย ซันซัสไม่กล้ากล่าวประโยคถัดมา

“ใช่ นายทำให้ฉันเป็นหวัด” คนพูดไม่คิดจะป้อยอเอาหน้า เมื่อวานเขาโคตรโกรธเลย

“ดังนั้นฉันเลยต้อง…” ซันซัสลังเล เขากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่ถูกตัดบทด้วยสควอโล่

“นายทำฉันหัวฟูด้วย”

“หา?” บอสหนุ่มกลืนเหตุผลที่อุตส่าห์รังสรรค์ลงคอ เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังฟังสิ่งที่สควอโล่กล่าวเมื่อครู่

“ช่างมันๆ ออกไปได้แล้วโว้ยเจ้าบอสงั่ง”

“อย่าให้ต้องพูดอีกครั้ง นายเป็นหวัดเพราะฉัน”

“บอส พวกเราโตขนาดนี้ไม่ต้องให้ใครมาดูแลด้วยซ้ำ”

“หุบปาก”

สควอโล่กลอกตา รวมจำนวนการกลอกตาตั้งแต่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนจนถึงวันนี้เขาน่าจะมีกล้ามขึ้นที่ตาแล้ว

“ดื้อชะมัด งั้นแค่วันนี้ก็พอ เข้าใจไหม”

“อืม ก็ได้”

“ดี เก่งมาก ฉันล่ะอยากขอมือนายจริงๆ ไอ้บอสเวรตะไลเอ้ย” สควอโล่กระแนะกระแหน บอสผู้เรื่องมากกลับรับบทคนว่าง่าย ความจริงขอแค่ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการที่เหลือก็รับปากหมด

เหมือนตอนเจ้านั่นหิวนั่นแหละ!

สควอโล่กระชากผ้าห่ม เดินดุ่มๆ ออกจากห้องนอน เล่นเอาซันซัสแทบลุกขึ้นมาไม่ทันแถมยังเจอตาขวางใส่

“ไม่ต้องตามมา! ฉันไปเปลี่ยนเสื้อเฉยๆ”

เพียงเสี้ยววิที่ซันซัสมองตามลูกน้องของตนตาละห้อย ก่อนเขาจะกระแอมเสียงเบาแล้วนั่งรอนิ่งๆ เหมือนหมาแก่นั่งรอเจ้านายก่อนออกไปเดินเล่น

 

สควอโล่รู้สึกว่าซันซัสกำลังทำตัวติดกับเขามากเกินไป

เมื่อคืนลากเขาไปอาบน้ำ ตอนเช้าจับเขายัดขนมปังปิ้งไหม้ๆ กับยาเกือบทั้งกระปุก

ล่าสุดเขากำลังเดินชมสวนเนื่องในวันพักผ่อนของตนก็รู้สึกถึงเงาตะคุ่มด้านหลัง

รองหัวหน้าหนุ่มที่สวมชุดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยเหลือบตามอง เขาจึงรีบทัก 

“ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้มั้ง”

“อืม”

พอเห็นซันซัส สควอโล่รีบจ้ำอ้าว บอสวาเรียยังคงยืนอยู่ที่เดิม กระทั่งเห็นเขาไปไกลก็เดินตามต้อยๆ

“อุ๊บ ฮ่าๆๆๆ” ในหัวของสควอโล่นึกถึงลูกเป็ดเดินตามแม่ เขาหัวเราะขัน งอตัวกุมท้องแทบลงไปนอนหัวเราะกับพื้น

“ขำอะไร?” ทันทีที่ซันซัสหยุดเดินเขาก็ชะโงกหน้ามามองสควอโล่ที่หัวเราะเสียงดัง ชายหนุ่มชักสีหน้าด้วยเหตุผลหลายอย่าง สควอโล่โบกมือสองสามที

“เปล่า ฉันแค่ขำนาย”

“ขำฉัน?”

คราวนี้ซันซัสหน้าบูดดูย่ำแย่กว่าเดิม สีหน้าถมึงทึงราวกับเตรียมกินหัวทุกคนบังเกิดพร้อมกับรอยปานอันยิ่งใหญ่ มหัตภัยอันน่ากลัวของชาววาเรียที่กำลังพาดยาวถึงใบหน้าอีกด้าน

“นี่ บอส สัญญาแล้วใช่ไหมว่าจะดูแลฉัน เลิกทำตัวขี้โมโหหนึ่งวันซะ”

“แกมัน…”

“อืมๆ ดอกไม้ดอกนี้สวยเนอะ” สควอโล่เปลี่ยนเรื่องทำเป็นไม่สนใจ เขาส่ายหัวพลางชี้ดอกไม้สีชมพูอ่อน

“...”

“ไม่เอาน่า เลิกโกรธเถอะบอส ถ้างั้นก็ไม่ต้องตามฉันมา ตอนนี้ดอกไม้น่าสนใจกว่าหน้ายักษ์ๆ ของนายเยอะ”

เขาเอ่ยเสียงเรียบแล้วจึงนั่งยองๆ มองดอกไม้ที่ขึ้นเป็นพุ่มเล็ก ตั้งใจว่าจะนั่งตรงนี้ไม่ขยับไปไหนซักพักจนซันซัสถอดใจ

เขาคิดผิดถนัด ซันซัสย่อตัวตามลงพลางปัดปอยผมบางส่วนที่ระใบหน้าฉลามคลั่ง สควอโล่ตกใจ แก้มทั้งสองระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด

“โว้ยยย”

“หนวกหู”

“ขะ-ขอโทษ” แม่งเอ้ย สควอโล่เบนสายตาหนี เขาทำตัวไม่ถูกเลย เวลานี้เขาควรทำตัวยังไงกันนะ

ชายหนุ่มหันขวับไปทางพุ่มไม้เล็ก กะแสร้งทำเหมือนสนใจแต่ดอกไม้ที่บานสะพรั่งพวกนั้น ทว่าทรงตัวไม่ดีจึงล้มคะมำสภาพหงายท้องและก้นกระแทกพื้นหญ้าด้านล่าง

“ไอ้สวะเอ้ย” คนที่เพิ่งย่อกายนั่งตามลงมาต้องเอนตัวขยับลงต่ำกว่าเก่าเพราะพยายามพยุงฉลามคลั่งขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาฉับพลัน แขนข้างหนึ่งตวัดรัดเอวบางไว้แล้วดึงเข้าหา ดูเหมือนซันซัสดึงแรงเกินควร แผ่นอกทั้งสองจึงปะทะกัน ใบหน้าแนบชิดจนสัมผัสถึงลมหายใจของทั้งสอง

“บะ-บอส”

แก้มของฉลามน้อยกลับมาระเรื่ออีกรอบ แม่งเอ้ย เขา...เขาควรทำยังไงดี

รอบนี้น่ากระดากอายยิ่งกว่ารอบที่แล้วอีก

โป๊ก! เสียงดีดหน้าผากดังก้องหู สควอโล่ลูบหน้าผากของตนป้อยๆ

แม้ถูกดีดหน้าผากอย่างแรง แต่แขนซันซัสที่รัดไว้กลับไม่ปล่อยเลย

“วันนี้นายเป็นอะไร เจ็บนะโว้ย ปล่อยฉันได้แล้ว”

“หึ เบต้าโง่ๆ อย่างแกไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องหรอก”

“ไอ้บอสสวะ”

เขาอยากเอามือดีดหน้าผากอีกคนกลับ แต่โดนรัดแน่นจนขยับไม่ได้

“แกมันก็ไอ้สวะเหลือกัน”

สควอโล่ใช้มือลูบหน้าผากตน สัญชาตญาณของเขามันกำลังรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่พิเศษกว่าทุกครั้งจากตัวซันซัส 

เขาสาบานได้เลย ยามนี้เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายทำตัวผิดปกติ ยิ่งนานเข้า เขายิ่งคิดว่าซันซัสกำลังต้องการทำตัวติดกับเขาตลอดเวลา หรืออาจเป็นวิสัยของพวกอัลฟ่าที่เป็นเรื่องน่าประหลาดสำหรับเบต้าอย่างเขา อัลฟ่าไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ล้วนรักและห่วงใยฝูงที่ตนดูแล เบต้าหนุ่มพยายามคิดในแง่ดี เขารู้ตัวเสมอว่าการเข้าข้างตัวเองมันเป็นเพียงความสุขชั่วคราวที่เอาจริงเอาจังด้วยไม่ได้

อย่างไรเสียเขาก็ทำความเข้าใจไม่ได้อยู่ดี การกระทำมันจะชัดเจนต่อเมื่อผู้กระทำไม่ปล่อยให้คนที่พบเห็นสงสัยและอธิบายมันออกมา

มีอะไรก็พูดสิวะไอ้บอสเวรเอ้ย!

เขาไม่กล้าคิด ไม่กล้ารู้สึกอะไร อยากถอยหลังหนี เพราะกลัวต้องเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว

“หยุดทำหน้าเหมือนหมาบ้าซักที”

“ไอ้บอสงี่เง่า ใครกันแน่ที่เป็นหมาบ้าวะ”

“แกป่วยจนสมองกลับหรือไง”

“เหอะ คงงั้นมั้ง” 

โป๊กที่สองดังลั่นสวน สควอโล่ใช้หน้าผากของตนพุ่งตรงไปเขกหัวอีกฝ่าย เพราะไม่ทันระวัง จมูกทั้งสองจึงชนกันอย่างแรง ริมฝีปากห่างแทบไม่ถึงเซน

“เป็นไงล่ะ ฮ่าๆ สมน้ำหน้า”

หน้าผากของซันซัสบวมแดงเหมือนเขาทันที สควอโล่กัดฟันรอโดนโกรธ น่าเสียดายที่ไร้เสียงตอบรับ

ตื้ด ตื้ด บอสขี้โมโหของเขาราวกับโดนตัดสัญญาณ

“เฮ้ย ไม่โกรธหรือไงวะ”

คล้ายเดจาวู ซันซัสตีหน้านิ่งไร้เสียงตอบรับ

ดังนั้นสควอโล่จึงไม่ลังเล เขาทำปากมุบมิบพลางบ่นสารพัดสิ่งที่เก็บงำมานาน “ก็ดีแล้ว นายรู้ไหมบอส ว่าเวลานายโกรธทุกคนแม่งโคตรซวย ฉันเหนื่อยมากเลยนะที่ต้องมานั่งจัดการให้ นายมันทั้งขี้โมโห เลือกกิน มีอะไรก็ไม่ยอมพูด บ้าการต่อสู้ส่วนเรื่องอื่นจับโยนเททิ้งน้ำ นายไม่ใช่เด็กแล้วนะ แล้วยังไม่ค่อยใส่ใจลูกน้อง เห็นฉันเป็นขี้ข้า ฉันเหนื่อยมากๆ” กล่าวจบเขาก็หอบน้อยๆ

“เหอะ… ถ้าฉันต้องพูดอีกกลัวนายจะไล่ฉันออก ความจริงฉันก็ไม่ได้ถือสาหาความมากนัก ก็ฉันเลือกติดตามนายแล้วนี่ เลือกอะไรได้ที่ไหน”

พูดพลางพยักหน้า ซันซัสโชคดีที่ได้เขาเป็นขี้ข้า เอ้ย ลูกน้อง โชคดีกว่านี้คงเหลือแค่ฟลุ๊กได้เป็นผู้นำตระกูลวองโกเล่แล้ว

“เฮ้ บอสงี่เง่า ฟังอยู่หรือเปล่า”

บอสงี่เง่าของสควอโล่หูทวนลมราวกับเป็นหุ่นไม้ แขนที่โอบเริ่มผ่อนแรงลง

เสียงบ่นดังไม่หยุดหย่อน สำหรับซันซัสที่หูดับเป็นที่เรียบร้อยก็กล่าวเนิบๆ “พอใจหรือยัง”

                “นี่นายไม่ได้ฟังฉันเลยหรอ”

                “สควอโล่ แกมันน่ารำคาญ”

                “โว้ย นายหลอกด่าฉันมากี่รอบแล้ว” สควอโล่จับจังหวะกะรอทีเผลอ เขาผลักชายหนุ่มอย่างแรงแล้วขืนตัวลุกจากพื้น ส่วนปากนั้นไม่หยุดบ่น “ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่านายจะเลิกด่าฉันได้ไหม ให้ตาย มานี่ มานั่งตรงนั้นกับฉันที ฉันเบื่อ อยากเล่นเกม”

                จบประโยคก็ผายมือข้างหนึ่งยังม้านั่งยาวกลางสวน อีกข้างเอามือลูบหน้าผาก

                “เล่นอะไร”

                “บอร์ดเกม เกมไพ่ อะไรก็ได้”

                ร่างสูงเดินโฉบไปนั่งจุ้มปุ๊กกลางม้านั่ง ซักพักก็เหยียดขาบิดขี้เกียจก่อนขยับท่านั่งเป็นไขวห้าง ดวงตาสีเงินวาวปรายมองบอสเป็นสัญญาณว่าเขานั่นแหละต้องเป็นคนหยิบมาให้

                “อยากดื่มด้วยไหม ฉันจะไปเอามาให้” ซันซัสที่รู้ชะตาของตนแต่แรกถามต่อ

                “ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากดื่มแต่หัววัน เล่นเกมก็พอ”

                “อืม รอแป๊บนึง”

ซันซัสตัดสินใจหยิบด้วยตนเองแทนสั่งลูกน้อง ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็กลับมา สควอโล่เห็นบอร์ดเกมที่ตนชอบก็ฉีกยิ้มกว้าง เล่นเอาผู้พบเห็นเกิดมันเขี้ยวเลยหาเรื่องดีดหัวลูกน้องตนอีกรอบ น่าเสียดายซักหน่อยที่สควอโล่เมินเฉย ขณะนี้เขาสนใจเกมมากกว่าซันซัสซะอีก รู้ไว้เถอะเจ้าบอสเวรตะไล

และวันนั้นทั้งวันจึงเป็นช่วงเวลายาวนานที่เขาได้ใช้ร่วมกันโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน พวกเขาอยู่ในสวนกินเวลาหลายชั่วโมง เริ่มจากเล่นบอร์ดเกมจนไปถึงนั่งชมนมชมไม้เรื่อยเปื่อย ซันซัสแสนเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าของแววตาอ่อนโยนจนน่าเหลือเชื่อ 

ช่วยไม่ได้ เมื่อเขาอยู่กับสควอโล่ทุกอย่างดูดำเนินอย่างเรียบง่ายและสุขสงบจนน่าประหลาด

เขาที่อารมณ์ดีกว่าปกติกำลังคิดจะคว้าตัวชายหนุ่มที่นั่งพิงด้านข้างมาโอบแต่กลับยั้งมือเสียก่อน ชายหนุ่มรักษาสีหน้าเยือกเย็น ทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

สควอโล่ไม่ทันสังเกต ถึงสังเกตก็คงไม่สนใจ

“เย็นแล้ว เดี๋ยวฉันเก็บของเอง นายอุตส่าห์หยิบมา”

“รู้หรอว่าฉันหยิบจากตรงไหน”

“แน่นอน ไอ้สวะฟรานกับเลวี่ชอบเกมนี้จะตาย น่าจะอยู่ตรงชั้นไม้ด้านในห้องพักผ่อน”

“อืม ใช่ ตรงนั้น”

“เห็นไหมล่ะ งั้นฉันไปก่อนนะ”

ทางสควอโล่เองมีความสุขไม่แพ้ซันซัส เขาอยากโอ้อวดให้พระเจ้าได้ฟังทันทีว่าตนมีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับซันซัสโดยที่อีกฝ่ายไม่ไล่เขาเสียก่อน

มันเป็นความสุขที่เขากลัวจะเสียมันไป ดวงตาแฝงรอยหม่นในชั่ววินาทีแล้วจางหาย ชายหนุ่มรีบเก็บของทั้งหมดและผุดลุกขึ้น

“ไม่ต้องมาตามฉันอีกแล้วนะ”

“จบวันนี้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

“ซันซัส… นายมัน-”

“เลิกปากมากซักที”

“เออ เจ้าบ้า งั้นฉันไปแล้วนะโว้ย”

สควอโล่ฝืนระบายยิ้มจนเมื่อหันหลังถึงยอมหุบยิ้มลง อย่างน้อยเขาอยากเก็บทุกสิ่งไว้เป็นแค่ความทรงจำโดยปราศจากความรู้สึกโหยหาที่แสนโดดเดี่ยว

คาดหวังเหลือเกินว่าเขาจะทำได้

 

แสงสนธยาลาลับ เช่นเดียวกับลูกน้องใต้บัญชาที่พึ่งเดินหายวับพ้นระยะสายตา

ซันซัสเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกประหลาด

เขาอยากให้ฝนตก หากฝนตกกระหน่ำคงชะโลมความรู้สึกประหลาดในใจของเขา หากฝนตกพรำๆ ท้องฟ้าที่คร่ำครวญคงสงบลงบ้าง

มันไม่เคยชัดเจน หากเขารู้ตัวเสมอว่าความรู้สึกของตนเปลี่ยนแปลงมาตลอด ถึงผลักไส แต่ไม่อาจต้านทาน หลายปีที่ผ่านมาเขาเคยลอง ทว่ากลับยากเหลือเกิน นานเข้าเขาก็ห้ามใจไม่อยู่จนต้องหาทางป้องกันตัวเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งกีดกัน สร้างปัญหาหรือทำให้อีกฝ่ายเกลียดตน ในหัวเลือกรับรู้เพียงนี่คงเป็นสัญชาตญาณของอัลฟ่า

สัญชาตญาณของอัลฟ่า... หรือของเขาเพียงคนเดียวกันแน่

หากยิ่งผ่านมานานแค่ไหน เขายิ่งอยากให้กลิ่นบนตัวของสควอโล่มีแค่เขา โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ก่อปัญหาโดยเบียคุรัน เขาได้กลิ่นจางๆ อันน่าสะอิดสะเอียนจากผู้คนมากมายบนกายของสควอโล่ มันผสมปนเปจนน่าหงุดหงิด หรือกระทั่งเมื่อวานที่เขาได้กลิ่นของคนจากวองโกเล่จนเกือบกระตุ้นโทสะให้ระเบิด

สำหรับฟีโรโมน บางครั้งการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ก็ทำให้กลิ่นถูกส่งต่อ กลิ่นมักติดอยู่บนเนื้อกายหรือเสื้อผ้า และใช่ ซันซัสไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนอยู่ใกล้เบต้าของเขาทั้งนั้น

สควอโล่ไม่รู้ว่าอัลฟ่าไม่ชอบให้กลิ่นของเขาถูกทับด้วยกลิ่นอัลฟ่าคนอื่น แม้มันจะเบาบางจนแทบไม่รู้สึก

อัลฟ่าต้องมลทินเช่นเขากำลังอยากให้เบต้าคนนี้เป็นของตัวเอง ต้องการครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว เขาหวง… หวงฉลามของเขา

อยากให้ฉลามตัวนั้นเฝ้ามองเพียงท้องฟ้าผืนนี้ก็พอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น