[Khr fiction : XS ] ท้องฟ้าหน้าฝน Xanxus x Squalo

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    1 ต.ค. 63

รายละเอียดต่างๆ ตามลิงค์นี้เลยนะคะ >> https://docs.google.com/forms/d/1ZXDsZyw-8IQw2VneIJ68X0ofT5E8jrn4QGpeiF4eMp0/edit

ใครไม่สะดวกกรอกฟอร์มสามารถส่งสลิปได้ทางดีเอ็มในทวิตเตอร์เราได้นะคะ

**********************

บทที่ 3

แดดยามเย็นของฤดูร้อนแรงพอให้รู้สึกแสบผิว สควอโล่ถูแขนของตนแล้วเดินเบี่ยงหลบใต้ร่มไม้ เงากิ่งก้านสะท้อนยาวเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยเหมาะหลบแดด 

ชายหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาสีเงินวาวพลันเหลือบสีสว่างหลังต้องแสง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงและรีบใช้มือป้องตรงหน้าผากสำหรับกันแสงเข้าตา ส่วนขาก็ขยับก้าวเหยียบย่ำพื้นหญ้า

                ด้านนอกของปราสาทเป็นป่าขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบสามในสี่ของอาณาเขตวาเรีย ระยะที่ไกลสุดลูกหูลูกตาเป็นผลให้ทุกคนใช้วิธีย้ายก้นตัวเองด้วยแหวนบ้าง กล่องอาวุธบ้าง ความสามารถของเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดเวลาและความเหนื่อย ต่างกับสควอโล่ที่ใช้ทางลัดประจำแทนด้วยความเคยชิน

                ใช้เวลาไม่นานเขาก็ถึงบริเวณลานจอดรถโซนตะวันออกที่ติดกับถนนใหญ่ เขาสามารถใช้ถนนเส้นนี้ขับต่อเข้าเมืองได้ 

ชายหนุ่มสตาร์ทรถและเพ่งมองบนนาฬิกาดิจิทัลที่ฉายตัวเลขตามเวลาจริง พอเห็นก็นิ่งไปอึดใจ อีกพักใหญ่กว่าพระอาทิตย์จะตกเนื่องจากเป็นฤดูร้อน

จากศูนย์บัญชาการถึงเขตเมืองหลวงกินเวลาชั่วโมงครึ่งและจากเขตเมืองหลวงไปจุดนัดหมายอีกครึ่งชั่วโมง

เขานัดเจอใครคนหนึ่งตั้งเกือบสี่ทุ่ม…  

วันนี้เขามีต้องเข้าบาร์ นั่นเป็นสาเหตุที่เขาอยากออกช่วงค่ำ จะให้ดื่มแต่หัววันเลยก็เกินไป

‘ฉันจะไปถึงที่นั่นก่อนหนึ่งชั่วโมง ถ้ามาก่อนได้ก็รีบมา’

ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ เขารัวแป้นพิมพ์ในโทรศัพท์และกดส่งข้อความ หลังจากนั้นจึงขับรถกินลมชมวิว หวังว่าจะถ่วงเวลาได้นานที่สุด เขาไม่ชอบไปนั่งแก่วคนเดียวท่ามกลางเสียงน่ารำคาญในบาร์

                

ตั้งแต่เข้าเมืองมาสควอโล่ก็สอดมือใต้กระเป๋ากางเกง เขาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ สายตาสอดส่องคอยสังเกตตามปกติ วันนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์คนจึงเยอะเป็นพิเศษ ตามร้านรวงมีคนพลุกพล่าน ท้องถนนรถติดหนัก 

                ขนาดสามทุ่มแล้วแท้ๆ

                สควอโล่พยายามไม่เก็บเรื่องใส่หัว มุ่งหน้าสู่บาร์ที่อยู่ใต้ดิน เป็นร้านกลางคืนที่ขึ้นชื่อด้วยอาหารที่อร่อยและดนตรีแจ๊สที่สร้างความรื่นรมย์ให้ผู้รับบริการ

                เขาเปิดประตูเข้าไป ถึงจะดูวุ่นวายหน่อย แต่ไม่เท่าข้างนอก อย่างน้อยเสียงดนตรีกลบเสียงกินข้าวหรือพูดคุย ติดที่คนคึกคักจนต้องเปิดโต๊ะเพิ่ม ดังนั้นความน่ารำคาญจึงมากกว่าวันปกติที่เขามาดื่มเงียบๆ

                “คุณสควอโล่ครับ ทางนี้”

                เสียงคุ้นหูดังจากทางขวามือ เขาหันไปก็เห็นชายอีกคนนั่งยิ้มหน้าแป้นแล้น บนโต๊ะมีแค่น้ำเปล่า

                “เจ้าหนู ไม่สั่งอาหารหน่อยหรอ”

                เจ้าหนูที่ว่าเขาหมายถึง ยามาโมโตะ ทาเคชิ ผู้ทักษ์พิรุณจากสำนักงานใหญ่แห่งวองโกเล่ และแน่นอนว่าเป็นผู้ใช้ดาบเช่นเดียวกับสควอโล่

                “ผมพึ่งมาเหมือนกัน คุณเป็นยังไงบ้างครับ”

                “ไม่เท่าไหร่ ลำบากแค่เอานี่มาให้นาย”

                เขาหยิบดาบเล่มหนึ่งก่อนส่งมอบ นั่นเป็นดาบที่พึ่งประมูลมาได้หลังเจ้าของคนล่าสุดกำลังร้อนเงิน

                ถึงดูเก่าไปหน่อย แต่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นจากตระกูลช่างตีดาบชื่อดังของทางแถบเอเชีย เขาได้มันเมื่อครั้งเดินทางไปสะสางงานบางส่วนที่จีน

                “ผมไม่…”

                “รับไปเถอะ ถือเป็นของฝาก ฉันเห็นมันเหมาะกับนายดี ยังไงเราก็ไม่ได้เจอกันนานตั้งแต่ก่อนเจ้าสวะนั่นแกล้งตาย”

                ‘เจ้าสวะ’ หมายถึงซาวาดะ สึนะโยชิ ผู้นำตระกูลวองโกเล่รุ่นปัจจุบัน

                “ฮ่าๆ คุณก็ยังเป็นไม่กี่คนที่กล้าเรียกสึนะว่าเจ้าสวะ”

                ยามาโมโตะเอ่ยพลางสั่งอาหาร ทั้งสองไม่มีใครสั่งเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพราะหนึ่งพวกเขาต้องขับรถกลับเอง และข้อสองเฉพาะสควอโล่เท่านั้น นั่นคือเขากลัวซันซัสไม่พอใจ

                มากสุดก็สั่งรูทเบียร์ ซอฟต์ดริงค์ที่ขึ้นชื่อของร้านนี้

                “นายก็เป็นไม่กี่คนเหมือนกันที่กล้าเรียกเจ้าเด็กนั่นด้วยชื่อเล่น” สควอโล่แหย่กลับ เขาสบายใจยามได้พบปะพูดคุยกับลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเขา แน่นอนว่าเขาภูมิใจในตัวอีกฝ่ายมากเหมือนเห็นน้องชายตัวเอง

                “ผมโดนโกคุเดระว่าประจำนั่นแหละ”

                “แกมันก็สวะสมควรแล้วล่ะ ฮ่าๆ”

                เห็นลูกศิษย์เกาท้ายทอยแก้เก้อเขาก็แหงนหน้าหัวเราะสะใจ เขารู้ว่าเจ้าหนูสองคนนี้มีปัญหากันบ่อยครั้งถึงเจ้าตัวจะไม่เคยพูดถึงเลยก็ตาม

                “ตอนแรกผมนึกว่าคุณจะสั่งเบียร์… วันนี้มาคนเดียวหรอ?”

                “อืม ไม่อยากให้ใครรอ”

                จบประโยคก็ไร้บทสนทนาสานต่อ ชายหนุ่มทั้งสองเบนความสนใจที่ด้านหน้าเวทีซึ่งมีวงดนตรีแจ๊สบรรเลง สควอโล่หันหน้าพลางใช้แขนเท้าคาง

                ระหว่างรออาหารว่างและมื้อหลัก สควอโล่ก็เริ่มฮัมเพลงที่ตนเคยฟัง เสียงทุ้มต่ำดูนุ่มนวลดังลอดขึ้นมาและคลอไปกับดนตรี ดวงตาทั้งสองปรือเล็กน้อย

                “เหมือนคุณกำลังเครียดเลย เป็นอะไรหรือเปล่า”

                จนแล้วจนรอดสควอโล่ผู้ไม่เคยคิดว่าก่อนว่ายามาโมโตะสามารถจับความรู้สึกของเขาได้ไวขนาดนี้จึงแอบลนลาน ชายหนุ่มรีบส่ายหัวปฏิเสธ

                “เปล่า เบื่อนิดหน่อย”

                เขาว่าพลางขยับของบนโต๊ะเมื่ออาหารว่างมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมจากขนมปังอุ่นๆ เตะจมูกเขาจนชายหนุ่มหยิบขนมปังมาบิเป็นชิ้นเล็กและยัดเข้าปาก ฝั่งยามาโมโตะไม่ว่าอะไร เขาระบายยิ้มตอบรับ

                “คุณมาแบบนี้ไม่กลัวเขาอาละวาดหรอ”

                “ฉันให้คนเตรียมอาหารให้เขาแล้วนะ ยังไงวันนี้คงกินรวมกับพวกเบล ไม่น่าเรื่องมากเท่าไหร่”

                “คุณสควอโล่ ผมว่าคุณเข้าใจที่ผมถามนะ”

                ยามาโมโตะว่าพร้อมใช้มือเกลี่ยปอยผมบางส่วนที่บังใบหน้าของอีกฝ่ายทัดหูและเอ่ยต่อ “คุณดูล้ากว่าปกติ”

                คนเหนื่อยล้าที่ถูกพูดถึงตอนนี้หัวเราะพรืด เด็กบ้านี่

                “นายชักรู้มากเกินไปแล้ว” แล้วก็เป็นคนอายุสามสิบที่เถียงเด็กไม่รอด แต่ไม่พูดมากกว่านี้ทั้งคู่ก็เข้าใจสถานการณ์ดี

                เพราะเป็นศิษย์อาจารย์ จึงถ่ายทอดความรู้สึกจนถึงเจตนารมณ์ได้ง่ายดาย เหมือนการประดาบกันระหว่างดาบคู่คมแห่งพิรุณ

                “ไม่ใช่แค่ผมหรอกครับ”

                “ฮ่าๆๆ ฉันล่ะหมดคำพูดจริงๆ เอา! รีบกิน จะได้รีบกลับ ไม่งั้นคนโดนเฉ่งจะเป็นแก ไม่ใช่ฉัน”

                “ครับๆ”

 

                เวลาเดียวกันทางด้านซันซัส

                “บอสครับ!”

“หุบปาก”

                ...โอ้ย เสียงคนครวญครางด้วยความเจ็บปวด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เมื่อคนหนึ่งหลบมุมมาลูบแผลปูดบวม คนถัดมาก็คือเหยื่อรายใหม่

“ท่านรองไปทำธุระครับคุณซันซัส”

“ฉันไม่ได้อยากฟังเรื่องพรรค์นั้น”

...อั่ก เจอเข้าให้อีกดอก

“บอสครับ เอาแบบนี้ไหม…”

“ถ้าพวกแกไม่ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว วันนี้พวกแกเตรียมโดนไล่ออกได้เลย”

“อึ่ก” ไม่มีใครกล้าพูดต่อ ลูซซูเรียที่มองอยู่ห่างๆ ใช้มือกดโทรศัพท์ยิกๆ แต่ไม่มีสัญญาตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก

สควอโล่ลืมเอาโทรศัพท์ไปอีกแล้วใช่ไหม!

คนสวยแห่งวาเรียเช็ดเหงื่อ นี่แค่จะเอางานไปเสนอบอสแต่เจ้าตัวดูมีทีท่าหงุดหงิดงุ่นง่านกว่าที่เคย เล่นเอาสภาพงานหยุดนิ่งสนิท ปกติคนทำหน้าที่นี้โดยหลักเป็นฉลามจอมโวยวาย แต่คืนนี้เจ้าตัวไม่อยู่

ลูกน้องที่เหลือพยายามโน้มน้าว บางคนพูดวกไปวนมา สุดท้ายไม่แคล้วเผลอเอ่ยชื่อต้องห้ามขึ้นมา ‘ท่านรอง’ บ้าง ‘คุณสควอโล่’ บ้าง ราวกับไม่รู้ว่าตอนนี้คนฟังกำลังคิดถึงเจ้าของชื่ออยู่

พวกโง่นั่นกำลังอ้าปากพูดต่อ ทว่านับหนึ่งยังไม่ถึงสอง บอสของพวกเขาปานขยายใหญ่จนอาละวาดเละเทะ

เรื่องนี้สอนให้รู้ลูซซูเรีย...และสมาชิกวาเรียทุกคนว่า ถ้าเมียเจ้าตัวไม่อยู่ อย่าริอ่านยุ่งกับเขาเด็ดขาด

โอ้ย ทำไมทั้งสองคนนั้นไม่รู้ตัวซักทีว่าตัวเองแทบไม่ต่างอะไรกับคู่แต่งงานวัยกลางคนแล้ว!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น