[Khr fiction : XS ] ท้องฟ้าหน้าฝน Xanxus x Squalo

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    30 ก.ย. 63

บทที่ 1 

 

สควอโล่แปลว่าฉลาม

ส่วนสเปลบี ชื่อต้นของเขาเป็นสัญลักษณ์แทนถึงอัตตาและความทระนง

ดังนั้นสควอโล่ผู้นี้ เขาคือฉลามดุร้ายแสนทระนงตนที่ว่ายวนท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากคลื่นพิรุณ

ความน่ากลัวของเขาพ้นขีดจำกัดของเบต้าในสังคม

เมื่อโลกมาเฟียกำหนดสภาพบุคคลด้วยสายเลือดประกอบด้วยอัลฟ่า โอเมก้า และเบต้า 

อัลฟ่าที่มีจุดเด่นทางพันธุกรรมตั้งแต่อดีตจึงถือเป็นจุดสูงสุดของผู้คน อัลฟ่าเกินครึ่งถือเป็นชนชั้นปกครอง ส่วนโอเมก้าเกือบทั้งหมดจะเป็นชนชั้นผู้น้อย อย่างไรก็ดี ช่องว่างระหว่างชนชั้นในกลุ่มมาเฟียนั้นถูกเติมเต็มด้วยความสามารถ ผู้ที่เริ่มต้นด้วยจุดสตาร์ทรั้งท้ายยังมีโอกาสไต่เต้าได้ถึงระดับหัวหน้าใหญ่ สุดท้ายก็เบต้าอย่างเขาถือเป็นบุคคลทั่วไป เป็นส่วนใหญ่แทบไม่มีความสลักสำคัญใดๆ นอกจากขับเคลื่อนสังคมในรูปแบบของตน

หากให้เปรียบเทียบสควอโล่ผู้นี้กับคนส่วนใหญ่ คิดลองถามปุถุชนธรรมดาลูกตาสีตาสาจนถึงเหล่ามาเฟียซักร้อยคน ทั้งร้อยคนนั้นก็คงส่ายหน้าหนีในทันที

ฉลามขี้โวยวายแห่งวาเรีย! ใครจะกล้าเหมือนเขากัน

ในโลกใบนี้เขาเป็นรองเพียงสองคน หนึ่งบอสใหญ่แห่งวองโกเล่ และสองบอสของเขา ซันซัส หัวหน้าหน่วยลอบสังหารวาเรีย

ช่างเถอะ… เขาเองก็ไม่ได้น่านับถือขนาดนั้น เขาหมายถึงไม่น่านับถือทว่าอย่าคิดอวดดี

ตำแหน่งของเขาคือรองหัวหน้าหน่วยวาเรีย ตำแหน่งเดียวที่นับได้ว่าทำงานคุ้มเงินเดือนที่สุด

ไม่ให้คุ้มค่าได้อย่างไร แต่ไหนแต่ไรเขาเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าของบอสเวรตะไล แถมยังต้องบริหารจัดการทุกอย่างในหน่วยเพราะบอสบ้านั่นไม่ทำอะไรเลย

อย่างเช่นตอนนี้นี่เขาพึ่งกลับมาหลังจากจัดการเรื่องวุ่นได้ไม่นาน

“โว้ยยย”

เขากุมหัว จะบ้าตาย บอสอยากกินเนื้อแกะ ในขณะที่เมื่อวานยังบอกเขาอยู่เลยว่าอยากกินเนื้อวัว

ทำไมถึงพึ่งมาบอกกัน

ใจคออยากให้เขาเอาตัวเองจัดลงจานเสิร์ฟให้ถึงที่เลยใช่ไหม

ช่างเถอะ สควอโล่พ่นลมหายใจฟึดฟัด ขี้ข้ารองมือรองเท้าอย่างเขาน่ะหรือจะกล้าจิกหัวมหาอัลฟ่าคนนั้นจากห้องส่วนตัว สุดท้ายต้องส่งม้าเร็วซื้อเนื้อแกะ แม้ใกล้เวลาอาหารเต็มที

“มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้วสินะสควอโล่ ชิชิชิ”

ขณะที่สควอโล่กำลังวิ่งวุ่น ใครกันที่กล้ากวนประสาทเขาเชียว

ใช่ เบลเฟกอร์คือหนึ่งในคำตอบนั้น 

“ไอ้สวะ หุบปาก”

ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นอดีตเจ้าชายนั่งพิงกับโซฟาพร้อมแหงนหน้าหัวเราะ

“บอสบ้านั่นมันปากทองคำหรอวะ เรื่องมากฉิบหาย”

สควอโล่บ่นเสียงลั่น ต่อให้เสียงของเขาจะปลุกบอสใหญ่จนเจ้าบ้านั่นทรงกริ้ว เขาหรือจะสน

“อัลฟ่าก็แบบนี้แหละจ้ะสควอโล่ เบต้าอย่างพวกเราจะไปเข้าใจได้ยังไง”

คนตรงมุมห้องใช้สองมืออุดหูพลางกล่าวเสียงหวาน ลูซซูเรียเอ่ยความในใจก่อนที่สควอโล่คนนั้นโพล่งคำบ่นสารพัดให้เสียงดังกว่านี้

ความจริงก็แค่กระแนะกระแหน ทุกคนรู้ ลูซซูเรียรู้ และไม่มีใครว่า มันเป็นเรื่องจริง

“ใช่ครับ อย่างรุ่นพี่เบลที่เป็นอัลฟ่าเหมือนกันก็เห็นได้ชัดนี่ครับว่าน่ารำคาญ”

ประโยคสุดระคายหูดังมาจากอีกมุมหนึ่งของคนที่กำลังชมวิว ฟราน ชื่อของเขาคือฟราน ถ้านับจากคนที่อยู่ในห้องนี้เขาถือว่าเป็นเด็กที่สุดแล้ว

ฟรานเป็นเด็กน่ารัก และเป็นที่รักของทุกคน...ที่ไม่ได้อยู่ในวาเรีย เขาอายุไม่เท่าไหร่ หากด้วยความสามารถจึงไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับนี้มาได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องด้วยอายุทำให้ไม่รู้ว่าความจริงแล้วเจ้าตัวมีเพศรองของตนเป็นอะไร พวกที่เหลือได้แต่นั่งพนันกัน

“ไอ้ฟราน!”

อดีตเจ้าชายเดาะลิ้นไม่พอใจ เขาขว้างมีดของตนไปปักไว้บนหัวกบ จากนั้นจึงกัดฟันกรอด ความจริงมันควรจะแทงที่หัวเจ้าเด็กนั่นเลย ไม่ใช่แค่หัวกบ!

“เห็นไหมครับ โอ้ย”

สควอโล่ที่มองอยู่ก็กลอกตา ปกติของพวกสวะที่ตีกันด้วยเรื่องไร้สาระ ลูซซูเรียเห็นท่าไม่ดีกลัวอีกฝ่ายจะโวยวายจนตัวเองหูแตกจึงรีบหันมาถาม

“แล้วเลวี่ล่ะ”

“ไปซื้อเนื้อแกะให้บอสอยู่”

“ไหนบอสบอกอยากกิน..”

“ตอนนี้ไอ้บอสระยำนั่น มัน-อยาก-กิน-เนื้อ-แกะ-แล้ว!”

ไม่น่าถามต่อเลย ชายหนุ่มปิดหู เขารีบจ้ำอ้าวให้พ้นประตู

สควอโล่มองตามเล็กน้อย แล้วค่อยเบนสายตาหันมาเจอฟรานกับเบลเฟกอร์ที่ป่านนี้แล้วยังเถียงกันไม่เลิก ดังนั้นเขาขอออกจากห้องนี้เช่นกัน

ถึงยุ่งวุ่นวายกับเจ้าพวกเขานี้คงไม่มีอันได้ทำอะไรแน่นอน

 

เท้าของเขามาหยุดหน้าห้องของซันซัส ชายหนุ่มลังเลอยู่พักหนึ่ง พลันสาวเท้าก้าวเปลี่ยนสู่จุดหมายอื่น

ปัจจุบันอาหารยังไม่เรียบร้อย ถึงเข้าไปก็คงโดนเฉ่งตามเคย

ร่างสูงโปร่งปรากฏตัวทั่วโถงทางเดิน ผมสีเงินสลวยที่ปล่อยยาวสะท้อนแสงนวลจากโคมไฟสยายงดงามจากแรงลมปะทะรวมทั้งจังหวะขยับก้าวเดินของร่างกาย ส่วนมือบางกำแน่น ระบายความหงุดหงิดข้างใน

เขาอยู่ไม่สุขจนต้องเดินวนไปวนมา สุดท้ายก็หยุดหน้าห้องของซันซัสอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าเหตุใด เมื่อมีเรื่องหนักใจ เขามักแอบตีเนียนเข้าห้องของอีกฝ่ายระหว่างที่เจ้าตัวนอนงีบเพื่อมานั่งเงียบๆ การได้มองหมอนั่นหลับสนิททำให้เขาโล่งใจ

การติดตามอีกฝ่ายมานานเป็นผลไม่ดีต่อเขาเลย ทั้งความรู้สึกที่มากขึ้นทุกวัน ถึงเป็นเช่นนั้น แต่เขาขอเพียงคอยติดตามและเฝ้ามองในฐานะลูกน้องคนหนึ่งก็พอใจ

ไม่แปลกที่เขาทนรับกับพฤติกรรมอีกฝ่ายได้ มันไม่ใช่การอดทน แต่มันคือการยอมรับในทุกอย่างที่อีกฝ่ายเลือกทำ เขาเข้าใจซันซัส แม้ซันซัสจะคิดว่าเขาไม่เคยเข้าใจเลยก็ตาม

มันไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบ มันคือความรู้สึกจากส่วนลึกของเขา

สควอโล่ยอมรับว่าเขาเองก็หลงใหลถึงขั้นคลั่งไคล้ซันซัสด้วยซ้ำ ตั้งแต่สมัยเขายังเป็นแค่วัยรุ่นเลือดร้อนจนปัจจุบันอายุสามสิบกว่าเขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งความรู้สึกเหล่านี้

เห็นได้ชัดจากผมสีอ่อนที่ปล่อยระยาวถึงเอว เขาไม่เคยตัดผมซักเส้น ตราบใดที่ยังภักดีต่อผู้เป็นนาย

มันคือคำสัญญา คำสัญญาที่เขาตั้งใจจะมอบและยอมรับไปชั่วชีวิต

เขา… เขา…

ดวงตาไหววูบ หัวใจราวกับถูกบีบรัด แต่เพียงชั่วครู่ เสียงเอะอะโวยวายทำให้เขาชะงัก

เขารีบส่ายหน้า ตบแก้มตัวเองเสียงดัง พร้อมร้องโว้ยจนคนแตกตื่น

“สควอโล่!” เป็นเลวี่ที่เข้ามาทักด้วยตัวเอง เขาต้องทักก่อนสควอโล่โวยวายเสียงดัง

“ตอนนี้ได้เนื้อมาแล้ว เตรียมทำอาหาร อีกไม่นานก็เสร็จ”

“เออ ก็รีบทำให้มันเสร็จ”

“ให้ฉัน…”

“ฉันเอาเข้าไปเองได้ ไอ้สวะ แกไปจัดการที่เหลือได้แล้ว”

เลวี่ถอนหายใจ เป็นแบบนี้เกือบทุกครั้ง ยกเว้นว่าวันไหนที่สควอโล่ไม่อยู่ คนที่รับหน้าที่จัดต่อถึงจะเป็นเลวี่ สควอโล่ค่อนข้างวางใจเรื่องอาหารกับเลวี่พอตัว

หมายถึงว่าวางใจเพราะถ้าอาหารมันออกมาดูแย่ เลวี่ก็ไม่เคยตายจากการโดนบอสลงโทษ

คนตัวโตขอตัว สควอโล่จึงเดินตามมาในห้องอาหาร เดี๋ยวนี้ซันซัสขี้เซาจนกินอาหารไม่เป็นเวลา หากเสิร์ฟก็ต้องเสิร์ฟให้เจ้าตัวถึงที่ ส่วนเขาก็รับหน้าที่รออาหารเพื่อนำไปประเคน

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอาหารจานร้อนวางอยู่ตรงหน้า เชฟที่ทำตัวสั่นระริกเพราะกลัวจะไม่เป็นที่น่าพอใจจนโดนเผาห้องครัววอด

สควอโล่รีบคว้าและก้าวฉับไปยังจุดเดิมที่เขาพึ่งจากมา ห้องซันซัส เจ้านายของเขา

ทุกอย่างชัดอยู่ในหัวว่า ‘เจ้านาย’

ต่อให้ทำงานด้วยกันทุกวัน นอนแนบแอบอิงสนิทชิดเชื้อจนสามารถจิกหัวใช้โดยไม่ต้องเกรงใจ แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็มีความสัมพันธ์เจ้านายและลูกน้องคั่นกลางอยู่

ฉลามร้ายตัวนี้อยากจะข้ามมันไป แต่เขาก็หรือจะกล้าพอ เมื่อแม้มองท้องนภาเหนือน่านน้ำมันก็ไกลลิบตาไม่อาจเอื้อมถึง ดังนั้นเขาขอเฝ้ามองท้องนภาที่กำลังโอบอุ้มก็เพียงพอ

เมื่อหลุดจากภวังค์เขาเคาะประตูสองสามที แล้วผลักเข้าไปสู่ห้องของซันซัสโดยไม่ต้องรวบรวมความกล้าเหมือนคนอื่น

ห้องส่วนตัวที่ว่าแท้จริงก็คือห้องทำงานของซันซัสเอง บรรยากาศของห้องดูหรูหราสมกับที่อยู่ด้านในปราสาทแสนใหญ่โต มีแจกันสีทองพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์มีราคาชนิดอื่นวางประดับทั่ว ด้านมุมห้องมีโซฟาเบาะนุ่มขนาดใหญ่วางอยู่พร้อมโต๊ะทรงเตี้ยแต่มีความกว้างเทียบเท่ากับความยาวของโซฟาซึ่งเป็นสถานที่ประจำของซันซัสตั้งแต่ไหนแต่ไร

สายตาของรองหัวหน้าหยุดลงตรงร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับตาบนโซฟา ซันซัสขณะที่หลับสนิทไม่ปรากฏท่าทีเกรี้ยวกราดอันเป็นปกติของเจ้าตัว รอยปานบนใบหน้าไม่ขยายกว้าง แน่นอนว่าอาการสงบเสงี่ยมในเวลานอนเช่นนี้ของซันซัสเป็นที่น่าวางใจของลูกน้องหลายคน

ยกเว้นสควอโล่

“ตื่นมากินได้แล้ว ไอ้บอสเวรตะไล”

ไร้เสียงตอบรับไม่เว้นเสียงกรนหรือเสียงหายใจ แม่งเอ้ย ซันซัสตายแล้วหรือไง

“ตื่นเดี๋ยวนี้นะ”

มือก็วางจานลงบนโต๊ะ พร้อมเทน้ำชาลงในถ้วย ปากก็ตะโกนต่อ

“ถ้ามันชืดแล้วไม่พอใจก็ไม่ต้องกิน ฉันจะไม่ให้พ่อครัวทำใหม่ เลิกนอนเป็นหมีแล้วลุกขึ้นมากินเดี๋ยวนี้”

“...”

ยังคงเงียบสนิท

“ไอ้บอสเวรตะไล”

ต้องให้พูดคำนี้ถึงเห็นการตอบสนองบ้าง คิ้วซันซัสกระตุกทีหนึ่งก่อนเปลือกตาทั้งสองจะลืมขึ้น เจ้าตัวกะพริบตาสองสามที แล้วมองจานอาหารตรงหน้า แต่ไม่พูดอะไร

“ไม่ใช่นายหรือไงที่ร้องอยากกินเนื้อแกะ นี่เวลาอาหารละนะ อ้อ อย่าหิวแล้วโวยวายไปทั่วล่ะ”

“ตอนนี้คนที่กำลังโวยวายมันคือแก ไอ้สวะ หุบปากได้แล้ว”

ซันซัสลุกขึ้นนั่งพร้อมกระชากเสียงและเรียกแกแบบจิกหัว เขาเอาขาพาดไว้บนโต๊ะไม่เกรงใจจานอาหารที่ตั้งอยู่ มือข้างหนึ่งจับถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มอย่างสบายใจ

                ที่เขาว่ากันว่าหนึ่งในงานอดิเรกของซันซัสคือการกวนประสาทสควอโล่คงเป็นเรื่องจริง เจ้าตัวประจักษ์ได้ด้วยตนเองทุกวันจนเกือบหลุดแผดเสียงด่า

ไอ้อาการยียวนกวนประสาทของซันซัส ไม่ว่าตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี วันนี้ถ้าเขาไม่ได้จัดการก็คงต้องมีเหยื่อโชคร้ายทนฟังเสียงเขาก่นด่าจนหูหนวกแน่นอน

“ถ้าไม่กินก็เอาไปโยนทิ้งซะ เหมือนที่นายชอบทำไง เจ้าบอสงั่ง”

ชายหนุ่มว่าจบก็ชี้ที่หัวตัวเอง เอาสิ เอามันมายีหัวแบบที่ทำกับเขารอบที่แล้วเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขาฉุนจัดจนไม่กลับปราสาทร่วมสัปดาห์...ถึงความจริงแล้วเขาแค่ออกไปเคลียร์งานกับพวกวองโกเล่เฉยๆ สุดท้ายก็กลับมาอยู่ดี ซันซัสเองก็กลับมาเป็นคนปกติร่วมปี ไม่เรื่องมากคล้ายกำลังง้อเขา และใช่ เขาให้อภัยตามเคย

หากหลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับวนลูปเดิมซ้ำ เริ่มจากทำตัวประสาทเสีย คนที่คอยตามเช็ดตามล้างก็คือเขา

ซันซัสตวัดสายตามอง เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลง เช่นเดียวกับขาข้างหนึ่งที่พาดไว้บนโต๊ะก็ขยับลงมา

“มานี่”

สควอโล่ไม่ขยับเขยื้อน ให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมให้เจ้านั่นเอาอาหารร้อนๆ มาเทราดใส่หัวของเขา กลิ่นหอมที่เตะจมูกบนจาน มันไม่เหมือนกลิ่นหืนตอนมันเลอะบนหัวเขาหรอกนะ

“ฉันไม่ได้จะคว่ำจานใส่หัวแก มานี่ได้แล้ว”

“...”

“สควอโล่”

เมื่อได้ยินชื่อของตัวเองแทนการจิกหัวใช้เขาก็ใจอ่อนยวบ สควอโล่พ่นลมหายใจก่อนจะแสร้งทำเหมือนโดนบังคับแล้วก้าวขามาหยุดตรงหน้า

“เจ้าบอสบ้า ถ้านายยัง…”

ไม่ทันจบประโยค ซันซัสคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายจนสควอโล่ล้มทับลงบนตัวของบอสหนุ่ม ด้วยความที่เขาก็ตัวสูง แต่บอสตัวใหญ่กว่าเขาระดับหนึ่ง ทำให้คนที่น่าจะเจ็บคือคนที่แบกน้ำหนักเขาอยู่

“ซันซัส ทำอะไร”

“...”

“ซันซัส”

“เงียบได้แล้วสควอโล่ อย่าโง่หน่อยเลย แกไม่ได้กลับอิตาลีมานานแค่ไหนแล้ว”

“แต่-”

ตอนนั้นเขาอยู่ญี่ปุ่นเพราะจัดการเรื่องของเบียคุรัน ไม่ได้กลับมาที่ปราสาทเลยตั้งแต่ตอนนั้น มันผ่านมานานพอตัว เอาจริงๆ สำหรับสควอโล่มันไม่ได้นานมากขนาดนั้นซักหน่อย

“แกมันน่ารำคาญ ครั้งก่อนกว่าจะกลับมาก็หลายเดือน คราวนี้กลับมาได้ก็ไปอีก”

เขาว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด สควอโล่เตรียมแหกปาก แต่ถูกหยุดด้วยสายตาอันน่ากลัวของบอส

“อยู่นิ่งๆ”

สภาพที่เห็นตอนนี้คือชายสภาพดูไม่จืดสองคนกำลังนอนทับกัน ซันซัสส่งเสียงหายใจฟุดฟิดอยู่ตรงข้างหูของสควอโล่ ส่วนคนที่นอนทับก็เกร็งจนเส้นเลือดขึ้นหน้า

ถ้าไม่ใช่เอาจานขยี้ลงบนหัว ก็เกรงจะโดนน้ำชาราดใส่แทน

“เหม็น”

“หา?”

บอสงี่เง่ามันได้กลิ่นหืนของชาล่วงหน้าหรอ สควอโล่บ่นพึมพำในใจ

อีกฝ่ายเลื่อนใบหน้าลงมาถึงซอกคอขาวซีดและขบมันเบาๆ กลิ่นฟีโรโมนจางๆ แนบติดกับเนื้อนวล

เบต้าฉลามคลั่งผู้มีจมูกไว้เพียงรับกลิ่นคาวเลือดขนลุกชัน แต่ไหนแต่ไรบอสรังแกเขาด้วยวิธีรุนแรงทว่าไม่เคยกัดเขาซักครั้ง

ในจังหวะเดียวกัน ลิ้นร้อนก็ลากไล้บริเวณที่ขบกัด

“ไสหัวไปได้แล้ว ฉันจะกินข้าว”

สควอโล่ผุดลุกขึ้นตามคำสั่งโดยพยายามแสดงอาการลนลานให้น้อยเท่าที่จะทำไหว ใบหน้าเหลอหลาร้อนผ่าวด้วยอาการใดก็ไม่มั่นใจ ฝ่ายซันซัสกล้าทำตัวปกติหน้าตาเฉยด้วยการซัดเนื้อแกะพรีเมี่ยมที่เลวี่ลงทุนไปซื้อเองกับมือ

ส่วนรองหัวหน้าหน่วยรีบสาวเท้าก้าวหนีจากห้อง หัวใจเต้นระส่ำระสาย ความรู้สึกที่เก็บงำมานานกลับปะทุอีกรอบ เหมือนครั้งแรกสมัยเขายังเป็นเด็กหนุ่มแล้วได้พบใครบางคนในงานเลี้ยง

เพียงครั้งแรกครั้งนั้น

เพียงครั้งนั้นครั้งเดียว

เพียงครั้งเดียวสู่ตลอดไป

กับความภักดีและหลงรักของฉลามน้อยที่พบนายของมัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #2 24438 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 10:36
    เอาอีกชอบ
    #2
    0
  2. #1 Runpnapa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 09:06
    ชอบๆๆๆๆ
    #1
    0