Snake’s Swamp หิ้ว'ผู้ชาย'มาจากบึง

ตอนที่ 6 : Chapter 4 : ฟุ้งซ่าน 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ม.ค. 61

Chapter 4 : ฟุ้งซ่าน 50% 

            เมื่อในหัวของเราว่างเปล่า สิ่งที่แทนที่มักจะเป็นการฟุ้งซ่าน

            ฟุ้งซ่านคือการจินตนาการ คิด หรืออะไรซักอย่าง ที่เราสร้างมันขึ้นมาทั้งจากความกังวล ความตื่นเต้น หรือไม่ก็ความรู้สึกต่างๆ นี่คือสรุปคำว่าฟุ้งซ่านจากวายุวิทยา

            ผมเคาะดินสอกดสีแดงเข้มที่ซื้อมาตอนลดราคาตรงร้านขายเครื่องเขียนใกล้มหาวิทยาลัยลงบนแก้มนุ่มของตนแล้วเหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ในหัวมีแต่เรื่องขอกินกับเกมที่กำลังจะลดราคาประจำฤดูกาล ส่วนบนโต๊ะที่อยู่ด้านหน้ามีเพียงกระดาษเปล่าที่ถูกขีดเขียนเป็นรูปตัวการ์ตูนลายน่ารักที่ฝึกปรือฝีมือมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ส่วนใหญ่ที่วาดลงไปก็มีแต่แมว ซึ่งไม่พ้นลูกรักของผม เคธี่ในอิริยาบถต่างๆ นั่ง นอน ยืน กินอาหาร ก้มไปดมก้นตัวเอง หรือไม่ก็กัดหางเพราะคิดว่าเป็นงู

            ส่วนด้านข้างก็มีจานใส่แซนวิชที่หมดไปแล้ว จะเหลือเพียงเศษขนมปังที่ค้างไว้ ตอนนี้ผมกำลังคิดอยู่ว่าถ้าผมเก็บรายละเอียดรูปเคธี่อีกซักหน่อยจนเรียบร้อยดีก็จะไปอาบน้ำและเล่นเกมคอมพิวเตอร์จนถึงบ่ายโมง หรือไม่ก็ตกดึกเลยก็ได้ เพราะยังไงวันนี้ได้หยุดพัก ไม่ต้องไปทำงานอยู่แล้ว

            นี่แหละชีวิตของคนว่างงานที่แท้จริง เรียนก็เรียนจบแล้ว งานคิดจะหาแต่ขอพักเหนื่อยก่อน เพื่อนฝูงก็ไม่คบหา เหล้าเบียร์ก็ไม่กินแบบที่พ่อแม่สั่งห้ามไว้ เพื่อนจะนัดไปบาร์ทีไรมีแต่ต้องปฏิเสธ นี่ยังไม่นับชีวิตที่มีแต่กินและนอนจนพุงเริ่มกลับมาเผละเหมือนเดิมแล้ว

            “หืม? วายุวาดรูปเป็นด้วยหรอ นี่ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ย”

            ประโยคที่สร้างความตงิดใจลอยมา ผมหันไปกระชากสายตาใส่

            ริคที่มาพร้อมกับคำพูดกวนโทสะของเขาอีกแล้ว

            “อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยวาดนายตอนเปลือย”

            “เฮ้ วาดซักหน่อยฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

            พอเห็นหมอนั่นกวนทีไรคงไม่พ้นผมต้องกลอกตาทุกครั้ง รู้ว่ามันเป็นกิริยาที่ไม่น่ารักแต่มันก็ห้ามไม่ได้หรอกนะ

            “เด็กน้อย นี่จะกลอกตาใส่ฉันทุกครั้งเลยใช่ไหม”

            “ใช่”

            “ในฐานะคนดูแลบ้าน ถ้าฉันจะลงโทษนายซักหน่อยจะไม่โกรธกันใช่ไหม”

            ร่างสูงโน้มกายของตนลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายแทบจะแนบชิดกับแก้มนุ่มของผมแทนที่ดินสอกด มือเล็กหยิบจานขนมปังที่ว่างเปล่าบังหน้าของตน

            “ริค อย่าคิดจะเล่นมุกเดิมซ้ำได้นะ”

            “โอเค ฉันขอโทษ”

            เขาเลื่อนตัวออกมาพร้อมยกมือยอมแพ้ ใบหน้าคมคายประดับรอยยิ้มแบบไม่รู้สึกรู้สาสิ่งที่ตนทำ เขาหันหลังกลับแล้วเดินจากไปทันที คงจะไปทำอย่างอื่นที่ทำค้างไว้ก่อนหน้า

            ผมลอบมองเขาด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ แอบสงสารตัวเองที่เก็บหมอนั่นมาด้วย

            ลืมบอกไปอีกอย่าง ตาลุงนั่นทะลึ่งขึ้นทุกวัน จากตอนแรกที่ปกติดูสุภาพบุรุษดี ซักพักเริ่มออกลาย อย่างล่าสุดก็เนียนหอมแก้มผมไป จะให้ผมกรีดร้องจะเป็นจะตายแบบเด็กสาวแรกรุ่นก็คงดูตลก สุดท้ายต้องแสร้งตีหน้าเข้มว่าแค่นี้ไม่รู้สึกอะไรทั้งที่หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู นี่ยังไม่นับมือที่อยู่ไม่สุขดีฟ้อนเฟ้นไปทั่วร่างกายของผม เฮ้ย ผมผู้ชายแต่ก็หวงตัวไว้ให้เจ้าสาวในวันเข้าหอในงานแต่งเหมือนกันนะ

            ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งอันตราย บางทีผมควรต้องตั้งกฎกับเขาจริงจังมากกว่าการที่เคยบอกว่าหมอนั่นมีสิทธิ์กับของทุกอย่างในบ้าน เพราะเขามักจะนำมาเป็นข้ออ้างประจำ!

ถ้านี่เป็นฤดูติดสัด ผมคงไม่พ้นคลอดลูกให้เขาซักโหลสองโหล

            แต่ก่อนจะมีลูกมันต้องทำก่อนใช่ไหมล่ะ ไม่ใช่ปลากัดซักหน่อยที่มองหน้ากันก็ท้อง แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจเซ็กซ์กับคนอื่นหรอกนะ แต่พอคิดแล้วรู้สึกไม่ดีเลย ผมลูบหน้าอย่างแรงไล่ความคิดบ้าๆ นี่ออกไป

            “คงไม่เล่นอะไรพิเรนทร์ อีกใช่ไหม”

            ผมพึมพำพลางหยิบแว่นบนหน้าขึ้นมาเช็ดด้วยผ้าเช็ดแว่นที่พกติดตัวอยู่เสมอเพราะเป็นรอยจากฝุ่นที่มาเกาะก่อนจะใช้มือเท้าโต๊ะเพื่อยันร่างขึ้น ร่างโปร่งบางเคลื่อนย้ายตนไปที่ห้องน้ำ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็จัดการชำระร่างกายด้วยความเร็วสูง ลูบเนื้อลูบตัวด้วยสบู่ซักหน่อย ก้อนเดียวตั้งแต่หัวยันเท้า พอใช้น้ำสะอาดล้างก็เป็นอันเสร็จดี มือบางคว้าผ้าเช็ดตัวมาห่อเป็นกระโจมอกออกไปเพื่อกันอันตรายจากเพื่อนร่วมบ้าน

            น่าเกลียดเป็นบ้า ผมมองกระจก แต่ก็ออกไปสภาพนี้ ร่างบางสับขาไปกลัวลื่นขึ้นไปชั้นบนเพื่อแต่งตัว ดวงตาเรียวใต้กรอบแว่นตวัดมองจุดที่เสี่ยงจะลื่นบนพื้นอย่างว่องไวพร้อมหลบเลี่ยง ปลายนิ้วสัมผัสพื้นเพียงไม่ถึงเสี้ยววิก็เปลี่ยนที่อย่างรวดเร็ว

            “เอ๊ะ?”

            อาจจะเพราะนิสัยช่างสังเกต ผมมองไปยังพื้นด้านหนึ่งที่เป็นคล้ายคราบสีขาว อาจจะเป็นฝุ่น มันเป็นรอยเหมือนเกล็ดปลาที่ชิดติดกันคล้ายเกลียวยาว หนุ่มเอเชียหรี่ตามอง

            รอยอะไรน่ะ? ผมไม่เข้าใจ แต่คล้ายกับเวลาดูข่าวพวกรอยพญานาค

            ผมต้องไปเอาธูปเทียนมาบูชาไหมนะ ผมมุ่นหน้าลงคิดหนัก จะว่าเชื่อเรื่องพวกนี้ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่จะบอกว่าไม่เชื่อถึงขั้นลบหลู่ก็คงไม่ใช่ อาจจะเป็นรอยของล้ออะไรซักอย่าง แต่ดูจากขนาดอาจจะใหญ่กว่าล้อจักรยานซักหน่อย แต่ใครมันจะเอาล้อที่ใหญ่กว่านั้นขึ้นมา

            ริค ชื่อแรกที่มันขึ้นมาในหัวผม เขาหยิบอะไรลงไปหรือขึ้นมาตรงบันไดหรือเปล่านะ น่าแปลก มันมีไม่กี่สาเหตุหรอกที่คนเราจะนำล้อรถขึ้นบ้านหรือเอาลงไป รถคันเก่งของผมก็ยังไม่ยางแตก จะให้เอาขึ้นไปเก็บก็ไม่ใช่เรื่อง

            ร่างเล็กนั่งยองๆ กับพื้นบันไดตรงนั้น สายตาสนใจมุ่งตรงไปยังรอยประหลาดตรงนั้นเพียงอย่างเดียว

            “วายุ?”

            ชื่อของผมถูกเรียกด้วยน้ำเสียงเหมือนแปลกใจในที ผมหันขวับไปตามเสียงเรียกก็พบกับริคที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหน้า เล่นเอาผมตกใจหมด

            “ริค เล่นอะไรของนายน่ะ”

            “ฉันควรถามนายมากกว่ามานั่งทำอะไรตรงนี้”

            ชายอีกคนส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเห็นรอยประหลาดที่ผมเจอ นัยน์ตาสีอ่อนนั่นไหววูบลง เขาเปลี่ยนจากยืนอยู่เฉยๆ มาเป็นลากตัวผมขึ้นห้องไปแทน

            “ทำอะไรน่ะ”

            ทั้งที่เขารู้ตัวว่าตัวเองทำตัวน่าสงสัย แต่ก็ไม่ยอมตอบ เจ้าตัวหันไปล็อกประตูแทนก่อนจะนั่งบนเตียงด้วยสภาพที่กำลังหันหลังให้ผม

            “แต่งตัวไป ฉันจะไม่ทำอะไร ถึงแม้ว่านายจะนุ่งผ้าเช็ดตัวขึ้นมาแบบนั้นก็เถอะ”

            เขาเปลี่ยนเรื่องเฉย แต่ผมไม่สนใจหรอก พอมองสภาพตัวเองแล้วก็ทุเรศตาสิ้นดี ถ้าริคคิดจะทำอะไรผมว่าคงแปลกแล้วล่ะ

            ผมปล่อยผ้าเช็ดตัวลงพื้นเหลือเพียงสภาพของตนที่เปลือยกาย สัญญาต้องเป็นสัญญา เขาคงไม่ทำอะไรผม มือบางหันไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบนู่นจับนี่มาใส่อย่างไม่ใคร่สนใจสิ่งใดรอบตัว ผิดจากคนบางคนที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างกับว่ามีเรื่องน่าปวดหัวเข้ามามากมาย

••••••••••••••••••••••••

            “พอได้ยังฮะริค หยุดเล่นแบบนี้”

            ผมใช้มือฟาดริคอย่างแรงตรงแขนแกร่ง หมอนั่นจับผมมานั่งตักเฉยตอนเล่นเกม ด้วยความที่กำลังเล่นอยู่ก็ไม่กล้าจะหยุดเพราะเกมออนไลน์มันกดหยุดไม่ได้ ถ้าจินตนาการไม่ออกคงต้องเล่าตั้งแต่ต้นเรื่อง

            เมื่อสิบนาทีที่แล้วผมกำลังใช้เมาส์เลื่อนมุมกล้องไปจุดอื่นแต่ต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อก้นผมลอยสัมผัสอากาศก่อนจะทาบทับลงบนตักแกร่งแทน มันไม่นุ่มแถมยังแข็งกล้ามเนื้อด้วย แขนที่หนักอย่างกับเหล็กก็เลื้อยเข้ามากอดเอวอย่างจงใจ จะหันไปตวาดเขาฝ่ายตรงข้ามก็ยิงมารัวอยู่นั่นแหละ สุดท้ายผมก็ต้องทนเล่นไปจนจบเกม ถึงจะได้ตีริคซักทีสองทีให้หายหงุดหงิด

            ที่แพ้เกมคงเพราะผมเสียสมาธิจากริคแน่ๆ ยิ่งคิดยิ่งหัวร้อน

            “อุตส่าห์หยุดทั้งวัน ใช้เวลาอยู่ร่วมกันซักหน่อยไม่ได้หรอ”

            เขาหลุบตาต่ำลง พอผมจับคางให้เงยขึ้นมาก็ตีหน้าแลดูเศร้าสร้อย เจ้าบ้านี่

            “เรายังไม่แต่งงานกัน ริค ฉันไม่ใช่สามีนาย”

            ฉันไม่ใช่สามีนาย งั้นก็หยุดทำตัวลามกกับฉันซักที ที่คือความหมายทั้งหมดของประโยคนี้

            “งั้นฉันเป็นเอง”

            “ริค!

            ผมหยิกแขนเขาจนเขียวแล้วตวัดขาลงมาโดยทันทีไม่นึกเกรงใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย แข้งฟาดไปก็ไม่คิดรับผิดชอบหรอกนะ

            “งั้นขอเล่นด้วยคนได้ไหม เกมนั้นฉันเล่นเป็นนะ”

            “ฮะ นายเล่นเป็นได้ยังไง”

            พอได้ยินเช่นนั้นผมก็หรี่ตามอง ความสงสัยเริ่มเกาะกุมเข้ามากะทันหัน ทั้งที่ผมเป็นฝ่ายไม่ยอมให้เขาพูดถึงอดีตที่ผ่านมาเอง ทำไมกลับสงสัยแบบนี้นะ แต่ไม่ทันจะได้คิดอะไร ผมก็เผลอพลั้งปากถามออกไป

            “ริค นายเป็นใครกันแน่”

            ชายหนุ่มที่อายุลากเข้าเลขสามไม่ตอบผม เขาระบายยิ้มแทนคำตอบ พร้อมเดินจากไปทันที

ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะหนีปัญหา แต่เพียงไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับแลปทอปของผมสภาพโทรมที่อายุการใช้งานเริ่มน้อยลงเต็มที

            “ไม่เอาน่าเด็กน้อย ถ้าฉันพร้อมฉันจะบอกนายเอง”

            เขาวางมันลงกับเตียงแล้วจึงตอบ และไม่กี่นาทีถัดไป เขาก็เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน

            “สัญญาว่าฉันไม่ใช่มิจฉาชีพ คงไม่มีโจรคนไหนคิดจะขโมยข้อมูลของนายแน่นอน เอาล่ะ ฉันมีไอดีของฉัน เราเล่นด้วยกันได้”

            “ฉันจะพยายามคิดว่าก่อนหน้าที่นายจะเป็นคนไร้บ้านแบบนี้นายเคยเล่นเกมพวกนั้นแล้วกัน”

            ผมพูดให้กำลังใจตัวเอง นัยน์ตาสีดำขลับสบตากับอีกฝ่าย ใครอีกคนยังคงยิ้ม ยิ้มถึงดวงตา มันเพิ่มความมั่นใจให้ผมทีเดียว การอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ทำให้ผมยังเชื่อได้ว่าเขายังเป็นคนดี การช่วยคนดีให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากมันเป็นคุณสมบัติของคนดีกว่าไม่ใช่หรอ มันเป็นข้อมูลจากวายุวิทยา

            ริคเปิดแลปทอปของผมด้วยเวลายาวนาน พอเข้าใจว่าเพราะคุณภาพที่ไม่คงที่บวกกับระยะเวลาที่ผมใช้มายาวนาน กว่าจะเสร็จเรียบร้อยดีก็กินเวลาผมเล่นไปตาหนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มเปิดเกมเข้าสู่ระบบเรียบร้อย เราทั้งคู่จึงต่างเล่นใครเล่นมัน อยู่ทีมเดียวกันบ้าง บางทีก็อยู่คนละทีมด้วยความคร้านจะด่า เราทั้งคู่ไม่ได้เล่นแย่แต่แค่เข้ากันไม่ได้เฉยๆ ตีกันมันกว่าอีก

 

----------

ถึงเวลาที่คนกามออกโรงแล้วค่ะ อะไรนะไม่ได้หรอ *โดนตีรับวันปีใหม่*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น