Snake’s Swamp หิ้ว'ผู้ชาย'มาจากบึง

ตอนที่ 4 : Chapter 3 : ผมกับพ่อบ้านจำเป็น 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 มิ.ย. 61

Chapter 3 : ผมกับพ่อบ้านจำเป็น 50%

            หลายวันผ่านไปแล้วแต่น่าแปลกที่เรายังอยู่กันได้

            ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ริคเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปแล้ว

            อย่างน้อยในบ้านก็ไม่เงียบเหงาอย่างที่มันเป็นตลอด นอกจากเสียงทีวี หรือไม่ก็เสียงแมวร้อง ตอนนี้ก็เริ่มมีบางอย่างมาแทนที่ เช่นเสียงตวาด เสียงหัวเราะ หรือไม่ก็เสียงโหยหวน

            ถ้าไม่เข้าใจก็อย่างเช่น

            “ลุง! อย่ามายุ่งกับกางเกงในผมได้แล้ว”

            “นายก็หยุดถอดให้มันม้วนเป็นเลขแปดซักทีสิ”

            ชายหนุ่มร่างสูงทำหน้าเนือยๆ ในมือของเขาถือกางเกงชั้นในยี่ห้อดังสีน้ำเงินเข้มแสนสวยของผมที่ม้วนเป็นเลขแปดโดยไม่นึกรังเกียจ ให้ตาย เขาไม่รังเกียจแต่ผมก็รังเกียจนะที่เอามันไปถือแบบนั้นน่ะ

            “สัญญาจะถอดเป็นเลขอื่นแทน เอาลงมาเถอะ”

            อยากจะลงไปนอนดิ้นกับพื้นเหมือนสมัยอนุบาลแต่น่าจะได้ไปอยู่กับยมบาลแทน ผมเบ้หน้าเมื่อคิดถึงมัน คิดสภาพผู้ชายตัวโตไปนอนดิ้นสิ ตาลุงนี่ได้หัวเราะตาย

            “เอาล่ะ ฉันเอาลงก็ได้เด็กน้อย”

            หมอนั่นยอมวางมันลงกับตะกร้าผ้า เขาผละจากผมไปทันทีเมื่อจบประโยค ความจริงผมไม่พอใจกับคำว่าเด็กน้อยเท่าไหร่ แต่พอเถียงกลับไป เขามักจะส่งรอยยิ้มจางๆ ให้ผมพร้อมกับประโยคเดิมๆ

          “ในเมื่อนายเรียกฉันว่าลุง งั้นนายก็เป็นเด็กน้อยของฉันก็พอ”

            เด็กน้อยที่เรียนจบจวนจะหางานได้เนี่ยนะ ริค นายคิดอะไรอยู่

            ผมไม่คิดจะเสียเวลามานั่งกลอกตาหรือว่าระรานเขาต่อ ร่างโปร่งเดินลัดเลาะไปตามบ้านพร้อมกับมองเคธี่ที่กินอาหารของมันอย่างสบายใจ อาหารเม็ดสำเร็จรูปแต่ไม่ได้เกรดต่ำจนไม่สนสุขภาพแมวถูกเทลงบนชามข้าวของมันจนพูน คนเทไม่ใช่ใครที่ไหน ผมเองเนี่ยแหละ ส่วนริคเองก็บ่นหลายทีว่าให้เทแบบพอดี พอมันกินไม่หมดก็เปลืองต้องเทใหม่ซ้ำเข้าไปอีก

            ดวงตาคมปรายไปมองที่นาฬิกาขนาดเล็กที่วางไว้บนโต๊ะ เพิ่งเที่ยงเอง สำหรับคนว่างงานอย่างผมคงไม่มีอะไรมากมาย วันนี้เป็นวันธรรมดา งานพิเศษก็อยู่ตั้งกะเย็น ตอนนี้คงได้แต่นอนกอดหมอนข้างแล้วดูหนังไปก่อน หรือไม่ก็ไล่หางานตามอินเตอร์เน็ตที่ไม่รู้จะมีหรือเปล่า

            ถ้าเกิดหาไม่ได้ขึ้นมาผมคงต้องกลับไทย ดีกรีเด็กนอกคงหางานได้พอสมควรหากไม่เลือกงานมากจนเกินไป เคธี่ก็ค่อยจัดการส่งกลับทีหลังได้ ฝากเพื่อนช่วยจัดการเรื่องได้ไม่ยาก แต่ใครอีกคนนี่สิ

            นัยน์ตาสีดำขลับสะท้อนเป็นใบหน้าของคนที่เริ่มเป็นห่วงขึ้นมา ไม่สิ แต่กลัวว่าจะไม่มีที่ไปต่างหาก ผมพยายามนั่นคิดว่าริคจะเป็นยังไงต่อไปหากผมต้องกลับไทย หมอนั่นจะกลับไปเป็นโฮมเลสไหมนะ?

            “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายมองอยู่”

            ริคส่งสายตามาหาผม แววตาตำหนิอย่างชัดเจน ผมแสร้งตีเนียนหันไปมองแมวสฟริงซ์ตัวจ้อยที่กินไม่ยั้ง

            ตาลุงนั่นวางตะกร้าพลาสติกเปล่าที่เพิ่งส่งเสื้อผ้าซักลงเครื่อง เขาตรงไปซิงค์น้ำขนาดย่อมเพื่อจัดการล้างมือให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินไปเปิดทีวีดูข่าวสารเรื่อยเปื่อยแบบที่เขาทำตามปกติ ส่วนผมมีหน้าที่ลอบสังเกตปฏิกิริยาของพ่อบ้านส่วนตัวแบบคนดีที่กลัวว่าเขาจะเกิดเจ็บแผลกลางคันจนต้องหามส่งเข้าโรงพยาบาล

            ให้มันรู้กันไป เจ้านายที่ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ผมคลี่ยิ้มพลางไปเล่นงุ้งงิ้งกับลูกสาวของตัวเองที่หงุดหงิดเจียนจะข่วนมนุษย์น่ารำคาญตรงหน้า

            “มองขนาดนี้สนใจรับฉันไปเป็นอาหารเที่ยงไหมเด็กดี”

            “อุ้ย ริค”

            เขาเดินเข้ามาด้านหลังพลางกระซิบข้างหู มือหนาโอบเอวรวบเข้าหาตัวปล่อยให้เคธี่ได้กินข้าวอย่างสบายใจ ผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ตกใจจนหลุดสีหน้าเหลอหลาออกไปอย่างน่าอาย เสียงครางหลงทิศเรียกชื่อของริค พอผมหันไปหาคนข้างตัวที่สูงกว่ามากโขเจ้าตัวก็เพียงส่งรอยยิ้มกลับมาให้ เวรเอ้ย เจ้าบ้านี่ยิ้มเป็นอย่างเดียวหรือยังไงกันนะ

            “เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”

            ผมไม่ได้สะดีดสะดิ้งอะไรอย่างที่เขาหวัง... แบบที่ผมคิดว่าเขาหวังล่ะนะ เอาตามตรงคือผมชินก็วัฒนธรรมการแตะเนื้อต้องตัวมาในระดับหนึ่ง ไหนจะพื้นฐานที่ผมค่อนข้างไม่ใส่ใจกับอะไรรอบตัวเท่าไหร่ทำให้โดนกอดแค่นี้ไม่มีปัญหาสำหรับผม ถึงจะไม่มีใครเคยทำก็เถอะ

            ถือว่าเพิ่มภูมิต้านทาน

            นี่ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีไปใช่ไหม

สายตาที่มองไปยังริคเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหวาดระแวงเล็กน้อย ริคเลิกคิ้วสงสัย แต่เขาไม่พูดสิ่งใด เจ้าตัวยอมปล่อยมือแต่โดยดีพร้อมชูแขนขึ้นสูงเป็นสัญญาณว่าจะไม่ทำอีก

“วันนี้ทำงานตอนเย็นใช่ไหม”

“อืม” ผมตอบรับเพียงสั้นๆ

“ดูหนังซักเรื่องไหม แล้วค่อยไปตลาดกัน”

ถึงจะถามแต่เขาก็โอบไหล่ผมพร้อมลากไปยังหน้าทีวีแล้ว จะให้ปฏิเสธไปก็คงจะแปลกไม่น้อย

“แล้วไปตลาดทำไมล่ะ”

ถามอย่างฉงน จากที่เช็กเมื่อเช้านมก็ยังอยู่ตั้งหลายขวด หรือว่าจะมีอย่างอื่นขาดไป เพราะส่วนใหญ่ผมกินแค่นมอย่างเดียวก็อยู่ได้ทั้งวันแล้ว

“ไข่หมด ต้องไปซื้อเพิ่ม ยกเว้นว่าไม่อยากกินไข่ดาวเป็นอาหารเช้าแล้วล่ะนะ”

พยักหน้ารับรู้เมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมา ความจริงก็ไม่ได้ชอบไข่ดาวนักหรอก แต่ผมไม่มีความสามารถในการสร้างสรรค์เมนูอาหารเช้าขึ้นมานอกจากนี้แล้ว ถ้าให้ดูแปลกสุดคงเป็นไข่ดาวที่มีทั้งซอสแม็คกี้และซอมมะเขือเทศอยู่อย่างละครึ่งเท่านั้น

เราสองคนนั่งลงบนโซฟาตัวเขื่องที่ซื้อมาเปลี่ยนเพราะคนมาอยู่เพิ่ม เรื่องขยันใช้เงินเป็นหน้าที่ของผมเอง ความจริงก็เกือบจะโดนพ่อบ้านจำเป็นนี่ว่าแล้วว่าไม่จำเป็นแต่เงินเดือนที่ทำงานพาร์ทไทม์ของผมมันออกพอดี ถือว่าซื้อเป็นของขวัญวันเงินเดือนออกก็ย่อมได้

มือหนาคว้ารีโมตไปเปิดช่องสำหรับฉายหนังเก่า โชคดีที่เพิ่งจะเริ่มหนังเรื่องใหม่พอดีหลังจากที่พวกเรานั่งลง หน้าจอขนาดกว้างฉายภาพบรรยากาศที่ดูเก่าแก่ของภาพยนตร์พีเรียด ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนแก้วประดับประดาด้วยอิฐลายพร้อยแทรกด้วยเถาวัลย์เลื้อยดูงามตา ด้านข้างเป็นสตรีแรกรุ่นในชุดเดรสหรูกับสาวใช้ด้านข้างกำลังดูวิวด้านนอกพร้อมกับรอชายคนรัก

ใช่แล้ว มันเป็นภาพยนตร์โรแมนติกประโลมโลก ช่างไม่เข้ากับผู้ชายตัวโตสองคนที่กำลังดูอยู่เลยซักนิด


**********

**รีไรท์แก้โลเคชันและเพิ่มบทสนทนาบางจุด**

 

ยังมีต่อนะคะคนดี อัปพรุ่งนี้ เย่ๆ

อย่าลืมตามเพจกับทวิตเค้าดั้วะ จุ๊บๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น