[Fic Stardew Valley : Sebastian x You] ชาวไร่มือใหม่หัวใจงุ๊งงิ๊ง

ตอนที่ 17 : Chapter 16 : คนคุ้นเคย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 527
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    15 ส.ค. 59

Chapter 16 : คนคุ้นเคย

            “นาย... นายมาได้ไง!

            ใบหน้าหวานตะลึงค้าง ร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ต่อหน้าผม แสงแดดที่ส่องลงมาสะท้อนกับผมสีบลอนด์ที่ถูกจัดทรงมาอย่างดียิ่งขับให้ใบหน้าเข้มนั่นฉายชัดขึ้นมามากขึ้น เสื้อสูทที่บอกถึงฐานะช่วยให้ร่างสูงนั่นยิ่งดูสง่า และนอกจากนั้นยังเป็นเป้าสายตาได้ดีด้วย

            ทั้งที่หมู่บ้านนี้ใช่ว่าคนน้อย แต่หากคนแปลกหน้าเข้ามาแบบนี้ ย่อมเป็นที่จับตามองแน่นอน

            “มาหานายน่ะสิ คิดถึงนะ”

            เพียงชั่ววูบร่างที่แสนจะตัวเล็กของผมกลับลอยหวือขึ้นไปบนอากาศ ผ้าเช็ดหน้าที่ผมเพิ่งปิดตาเมื่อกี้ร่วงหล่นตกไปยังพื้นด้านล่าง ตอนนี้ผมถูกเขาคนนั้น ชายแปลกหน้าสำหรับที่นี่อุ้มขึ้นมา

            ก็... ผู้ชายคนที่ผมไม่เคยคิดว่าเขาจะมาล่ะนะ

            “ปล่อยเถอะ”

            “คิดถึง ไม่ปล่อยได้ไหม”

            “ปล่อย”

            “ไม่เอาครับ ไม่เครียด”

            “ไม่ต้องมาทำหน้าและเสียงแบบนั้น ปล่อยฉัน”

            “ไม่ครับ”

            คนตัวสูงที่กำลังอุ้มผมพยายามจะอ้อนผม ผมรู้นะว่านั่นไม่ใช่นิสัยของเขาเลย คนที่เย็นชาจนติดนิสัย แต่กลับแปลกไปจนน่าผิดสังเกต เขาคงไม่ได้มาดีแน่นอน

            อย่างน้อยการมาครั้งนี้ต้องมีเหตุผลอะไรซักอย่างที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้น

            “เอ่อ...”

            เสียงของสาวน้อยคนเดียวในบริเวณดังขึ้นมา ผมหันไปมองเธอพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ นี่ผมลืมไปเลยสินะว่ามีอบิเกลอยู่ที่นี่ด้วย เธอเองก็มีใบหน้าที่แดงก่ำเช่นเดียวกับผม ก่อนจะเดินหลบจากไป

            เฮ้ย อย่าเพิ่งไปทั้งที่เข้าใจผิดแบบนี้สิ

            “เธอเป็นใครหรอ”

            “ไม่เกี่ยวกับนาย ปล่อยฉันน่า เดี๋ยวเขาก็เข้าใจผิดกันไปอีก”

            “ไม่เป็นไรหรอก เราไม่เจอกันตั้งนานแล้วนะ”

            เหอะ ผมถอนหายใจออกมาอย่างประชดประชัน ไม่เจอกันนาน แล้วมันเพราะอะไรกันล่ะ?

            “แล้วนี่กลับมาทำไม”

            “มาตรวจตามสาขาน่ะ”

            สาขาที่ว่า มันก็คือสาขาของโจจ้านั่นแหละ

            แต่เหมือนผมจะลืมบอกอะไรไปอย่างนะ เขาคนนี้เป็นผู้จัดการคนหนึ่งในโจจ้านั่นแหละ ตอนที่เพิ่งจากกันมายังเป็นแค่ไม่เท่าไหร่เอง ปีเดียวไต่ระดับมาได้ถึงผู้จัดการ เก่งไม่เบาเลยนะ ทั้งที่ผมกับเขาทำงานที่นี่พร้อมกันแท้ๆ

            ถ้าเทียบกับมอร์ริสที่เป็นผู้จัดการของสาขาย่อย เขาก็ตำแหน่งสูงขึ้นมาหน่อย มีหน้าที่ตรวจเช็คพวกสาขาต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ก็บริหารจัดการหรือคอยควบคุม

            “เอาล่ะ นายควรปล่อยฉันลง”

            “ไม่ปล่อยได้ไหม”

            เขาก้มหน้าให้จมูกของเรามาแตะกัน หากเป็นเมื่อก่อนมันก็ไม่ผิดหรอก เราทั้งสองคนก็ทำแบบนี้กันประจำ ตั้งแต่สมัยเพิ่งเข้าทำงาน จนกระทั่งก่อนที่เราจะจากกัน

            ไม่สิ ทำอะไรกันมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

            “ไม่เอาสิ อย่างโกรธแบบนี้เลย”

            “นายช่วยหยุดเสแสร้งแล้วทำตัวตามปกติเถอะ ฉันขยะแขยง”

            “นี่ฉันพยายามแคร์นายอยู่นะ”

            เขาพูดไปก็ยังคงไซร้หน้าของเขาไม่ไกลจากหน้าของผมซักเท่าไหร่ ผมที่รำคาญต้องเอามือคอยปัดอยู่ตลอด บางทีก็ตบเข้าที่หลังของเขาอย่างแรง แต่เหมือนคนหน้าด้านนั่นจะไม่กระทบกระเทือนแม้แต่น้อย

            “โอ้ย หยุดโว้ย”

            “ไม่ครับ”

            “เล็บบี้ๆ โปเกกระต๊อบอู่โน้น”

            เดี๋ยวนะ รู้สึกเสียงแบบนี้มัน...

            “หยุดเคี้ยวหมากฝรั่งซะ ไอ้เวร”

            เวรแล้วไง ไม่ใช่หนึ่ง มาถึงสอง แถมหนึ่งในสองก็เป็นเซบบี้

            “ทำไมหน้าซีดลงไปล่ะ”

            คนตัวโตที่อุ้มผมอยู่เอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง ด้วยความหวังดีประสงค์ร้ายจึงหอมแก้มผมไปทีหนึ่ง หน้าผมที่ซีดอยู่แล้วแทบจะระเบิดตัวเองออกเป็นเสี่ยงๆ

            “ปล่อยโว้ย ปล่อย ปล่อยเดี๋ยวนี้ น้ำตาจะไหล ปล่อย”

            ชีวิตนี้ผมไม่เคยดิ้นแรงขนาดนี้เลย นิ้วเรียวของชายหัวเหมือนซุปเปอร์ไซย่าก็ชี้มาทางผมด้วย แต่เหมือนสองคนนั้นยังไม่ได้มองผมละมั้ง ยังจ้องโทรศัพท์ตาเป็นมัน จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ผมคงจะดิ้นได้สินะ

            อย่าเพิ่งหันมานะ ขอร้องล่ะ

            “อ้าวชาวไร่นี่ หวัดดีฮะ นั่นใครอ่ะ”

            ลาก่อนครับทุกคน จบประวัติชาวสวนแห่งสตาร์ดิลอยู่แค่นี้แหละ

            นัยน์ตาสีอะเมทิสต์หันมาตามเสียงของเพื่อนรักข้างกาย ร่างเล็กของผมที่กำลังโดนอุ้มด้วยท่าเจ้าสาวอยู่แถมยังโดนไซร้คอค้างมันคงจะทำให้เขาเข้าใจผิดหรือเปล่านะ

            “เพื่อนผมเอง”

            “แน่ใจหรอ”

            ไอ้พวกเลว

            สองเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นพร้อมกัน เสียงหนึ่งเป็นเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นข้างตัว อีกเสียงกลับเป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่เหมือนถามด้วยความใสซื่อมากกว่า แต่ทำไมพอมันพูดพร้อมกันกลับดูกวนประสาทแบบนี้กันนะ

            “ก็แน่สิ”

            เซบาสเตียนที่ดูเงียบลงไป เขาไม่แสดงสีหน้าอะไรให้ผมเห็นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเสียใจ โกรธเคือง หรือหึงหวง ในนัยน์ตาของเขา ผมพบแค่ความว่างเปล่า

            เพื่อนรักตัวดีที่น่าจะรู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรก็สะกิดหมอนั่นพร้อมกับพาไปที่อื่นต่อ ส่วนชายร่างสูงที่อุ้มผมอยู่ก็เริ่มปล่อยผมลงมา เขาผายมือให้ผม และออกคำสั่งให้ผมพาเขาไปที่บ้าน

            “พาฉันไปที่บ้านหน่อยสิ”

            “เออ”

            ก็ต้องพาไปแบบจำใจ จะให้ผมตัดบทคนที่เคยคุ้นเคยกันได้ยังไงล่ะ ถือว่าตามมารยาทล่ะกัน

            ร่างที่ส่วนสูงก่อนกันราวกับฟ้าและเหวเดินคู่กันออกไปจากสวนสาธารณะ มีชาวบ้านบางคนที่ออกมาจากบ้านเวลานั้นก็แอบสงสัยบ้างว่าใครมา อย่างน้อยสีหน้าก็ชัดเลยล่ะว่ากำลังสงสัย ถามจริงเถอะ หมอนี่ไม่คิดจะมาแล้วไปแนะนำตัวกับใครเลยหรือไง

            “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ คิดอะไรอยู่น่ะ”

            “นี่เพิ่งมาถึงหรือไง”

            “ก็เมื่อกี้นั่นแหละ ให้คนที่บริษัทมาส่งแล้วก็ลง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก อยู่แค่เดือนเดียวเอง”

            “คำว่าแค่กับตั้งมันมีเส้นบางๆ คั่นอยู่นะ”

            “เอาเถอะ ว่าแต่ฉันรอให้นายพาฉันไปแนะนำตัวละกัน หนึ่งเดือนตรงนี้จะไม่คุยกับใครเลยมันก็คงไม่ได้หรอก”

            “ก็ได้อยู่”

            “ยกเว้นว่านายต้องการให้ฉันคุยกับนายแค่คนเดียวละนะ”

            ประโยคสุดท้ายเขาเข้ามาพูดใกล้หูผม เสียงทุ้มตามสไตล์เจ้าชายที่แสนเยือกเย็นแต่กลับแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้ข้างใน หมอนั่นมักจะทำกับผมแบบนี้ตลอด จนสุดท้าย ไม่ว่าเขาจะสั่งให้ผมทำอะไร ผมก็มักจะทำตามไปทุกที

            เราสองคนเดินน๊องแน๊งกันไปตามทางกลับบ้านผม ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ก็บ้านผมมันไม่ไกลนักนี่ เดินมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

            “สรุปนี่นาย... ฉันนึกว่านายอาจจะไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่อะไรแบบนี้ซะอีก”

            “คิดว่าอะไรล่ะ เปิดรีสอร์ท เปิดโรงแรม ทำมินิมาร์ท หรือว่าอะไร”

            “ก็ประมาณนั้นแหละ”

            “ที่แค่นี้ ฉันมีความสุขกับเรื่องแบบนี้ ปล่อยฉันทำเถอะน่า เห็นไหม ปีเดียวได้ตั้งเท่านี้เชียวนะ”

            เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เราสองคนก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่เหมือนเขาไม่ทันจะได้แม้แต่พูดคุย หรือกินอาหารว่าง เขารีบเดินจ้ำอ้าวไปที่เตียงผม และน็อกคาเตียงทันที

            “ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลยนะ”

            เวลาเขาเพลีย เขาก็มักจะเป็นแบบนี้อยู่ตลอด เดินเข้าห้อง และรีบสับขาขึ้นเตียงทันที และโดดขึ้นเตียง ลงท่าไหน ก็หลับมันท่านั้นแหละ มีแต่ผมเนี่ย ที่ตั้งคอยผลักเขาเข้าไปอีกฝั่งของเตียง รวมถึงห่มผ้าให้ด้วย

            ร่างเล็กหยิบของว่างจากตู้เย็นมาอุ่นไว้ ผมรีบอุ่นและรีบเดินไปห่มผ้าให้เขา หมอนั่นเป็นพวกทำงานหนัก นี่คงจะรีบโต้รุ่งแล้วมาให้ทันวันนี้สินะ มือเล็กพลิกไปสัมผัสตามหน้าผากและแก้ม อุณหภูมิยังปกติอยู่ ถือว่ากำลังปั่นงานแต่พอดี สภาพนี้ไม่น่าปั่นงานเกินตีสองแน่นอน

            “ฮึ้บ”

            ก็รู้ว่าตัวเท่ามดถ้าเทียบกับเขา แต่ผมก็ยังยกตัวหมอนั่นขึ้นไปนอนบนเตียงจนเต็มตัว ถึงมันจะแทบเอาพลังงานทั้งร่างหายไปหมดก็ตาม ปีที่แล้วไปกินอะไรมาตัวถึงหนักขนาดนี้นะ รูปร่างก็ไม่เปลี่ยนแท้ๆ

            “เอาวะ เสร็จแล้ว”

            ผมถอนหายใจแล้วสะบัดผ้าห่มเล็กน้อย ผมเป็นพวกไม่ชอบซักผ้าห่มหรอกนะ กลิ่นตัวตัวเองอ่ะหอมจะตาย อุ่นด้วย ซักทำไม เอาเป็นว่าห่มให้เขาทั้งเน่าๆ แบบนี้เลยล่ะกัน

            ผ้าห่มผืนใหญ่สีฟ้าอ่อนลายแบบเด็กน้อยถูกห่มขึ้นไป ผมพยายามห่มให้เบามือที่สุดเพราะกลัวเขาจะตื่น การตื่นมาตอนตัวเองยังเพลียอยู่คงต้องทำให้เขาอาระวาดแน่นอน ผมไม่อยากจะเสี่ยงเท่าไหร่ แต่พอห่มเสร็จเท่านั้นแหละ ผมอยากจะขำให้เสียงดังจนลั่นบ้าน ให้ตาย ผู้ชายใส่สูทนอนกับผ้าห่มเด็กน้อยเนี่ยนะ โคตรเข้ากันเลย

            จะว่าไปนอนทั้งแบบนี้มันคงไม่ดีสินะ ผมเดินเข้าไปถอดสูทเหมือนอย่างที่เคยทำจนชิน มือเล็กถอดกระดุมมือเป็นประวิง เสื้อนอกถอด เนคไท ถอดมันให้หมด เหลือแค่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ็อกเซอร์ก็พอ

            ตุบ

            เสียงเหมือนของหนักตกลงบนพื้น สายตาของผมหันไปมองตามเสียง กระเป๋าสตางค์? กระเป๋าสตางค์นั่นเป็นของที่ผมซื้อให้ตอนวันเกิดของเขาเมื่อสามปีที่แล้วนี่นา ยังใช้อยู่อีกหรอ

            แต่ด้วยความเผือกของผม ผมจึงแอบเปิดเข้าไปดู เขายังหลับอยู่นี่ คงไม่รู้หรอก

            Waiting for me

            ข้อความนั่นถูกเขียนโดยเมจิกสีดำบนรูปของผมและเขาในแผ่นฟิล์ม เราถ่ายด้วยกันสมัยตอนไปเที่ยวสวนสนุกกับทางบริษัท ตอนนั้นเขาบอกผมว่า บริษัทพาเที่ยวในรอบล้านปีทั้งที ถ่ายรูปหน่อยจะได้ไม่เสียเที่ยว

            คิดถึงครั้งนั้นแล้วอยากไปสวนสนุกอีกจังเลยนะ

            พลั่ก

            “เอ๋”

            เสียงประตูที่เปิดขึ้นเสียงดังทำให้ผมหันไป แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมหันไปกลับมองเห็นแต่ความว่างเปล่า กับผมสีม่วงที่ผ่านตาไป...

            ผมสีม่วงและยังสั้นแบบนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เซบาสเตียนแน่นอน

            เขาจะโกรธผมไหมนะ

            ผมควรไปง้อเขา ถูกไหม?

*******

ง้อค่ะน้อง ไปง้อ ถถถ

น่าจะเดาๆ กันได้แล้วนะคะว่าใคร

สำหรับใครที่สงสัยว่า ทั้งที่น้องเราเกลียด และพยายามไม่ยุ่งด้วย

แต่ทำไมยังสามารถกลับไปคุยได้แบบนี้

เราจะพยายามเฉลยในตอนถัดๆ ไปนะคะ ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันแหละค่ะ

ปมสดบ้างคิดไว้ก่อนบ้าง แต่จะไม่พยายามให้มีช่องโหว่ค่ะ

ไม่แน่นะคะ น้องเราอาจจะชอบเซบาสเตียนจากความรู้สึกบางอย่างที่เหมือนชายแปลกหน้าก็ได้ค่ะ

อุ๊บอิ๊บไม่บอกหรอก อาจจะไม่ถูกก็ได้ ถถถถถ

ถุงคาเฟอิน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น

  1. #160 Zethius (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 23:54
    ง้อด่วนเลยค่ะ!!!
    #160
    0
  2. #159 SPPSPPPPS (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 10:39
    เชียร์คนมาใหม่กรี๊ดดดดด เขาหล่อ
    #159
    0
  3. #158 Lady Fox (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 07:35
    ง้อเล๊ยยยย เชียร์ให้ผู้มาใหม่เป็นแฟนกะผู้ชายสักคนในหมู่บ้านนะนะๆๆๆๆ
    #158
    0
  4. #157 NonameXll (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2559 / 06:19
    ง้อเลยค่ะง้อเลยยย
    #157
    0