หัวใจ (ไม่) ไร้ค่า - มี E-book แล้วค่ะ

ตอนที่ 3 : โอ้โห...อื้อหือ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

ตอนที่ 3

โอ้โห...อื้อหือ...

 

            เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...

            คำถามแรกผุดขึ้นเมื่อได้เห็นหน้าเขา ใบหน้าที่คุ้นเคย รอยยิ้มพิมพ์ใจที่เคยเสน่หา ฉันไม่ได้เจอเขาประมาณสี่ปีแล้ว เขายังดูดีเหมือนเดิม ผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อยคงเป็นเพราะแดดที่นี่ค่อนข้างแรงด้วย

            “สบายดีใช่ไหม” เขาถามฉัน แววตาของเขายังสดใสเหมือนเดิม ตอนนี้เรามานั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาอยากให้ฉันพักสักครู่แล้วค่อยไปดูที่กัน

            “สบายดี” ฉันพยายามวางตัวให้ดี ไม่ให้ไปกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ทั้งเขาและทั้งฉัน เพราะเขาแต่งงานแล้วอย่างที่เขาเคยบอกว่าจะกลับมาแต่งงาน

            “ไม่คิดว่าจะเป็นมายด์นะเนี่ย แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง”

            “ก็เลี้ยงลูก และก็รับงานแปลเอกสารบ้างน่ะ”

            “อ่อ มีลูกแล้วเหรอ”

            “อือ สามขวบกว่า ๆ แล้ว กำลังน่ารักเลย”

            “สามขวบ” เขาทวนซ้ำ เขาแปลกใจมาก เขาไม่ได้เจอกับเธอประมาณสี่ปีแต่เธอมีลูกอายุสามขวบแล้ว รวมเวลาที่ตั้งท้องด้วยเวลาก็ใกล้เคียงกันเลย มันจะเป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นลูกของเขา แต่ว่าเขาก็ป้องกันทุกครั้งอยู่แล้วไม่น่าจะพลาดได้

            “ทำไมเหรอ” มายด์เห็นเจมส์ทำหน้าครุ่นคิดก็เลยกังวลว่าเขาจะสงสัยอะไร

            “เปล่า ๆ แล้วมายด์จะซื้อที่ไปทำอะไรล่ะ” เขาเปลี่ยนเรื่องมาเข้าประเด็นเลย

            “เราอยากทำเกสต์เฮ้าส์เล็ก ๆ น่ะ”

            “อือ ก็ดีนะ”

            “เดี๋ยวกินเสร็จก็ไปกันเลยใช่ไหม” ฉันถามเขา

            “เอางั้นก็ได้นะ ว่าแต่ทำไมมาคนเดียวล่ะ แฟนมายด์ไม่มาด้วยเหรอ”

            “คือ...เราเลี้ยงลูกคนเดียวน่ะ” ฉันไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง เลยบอกไปตามตรง

            “คงเหนื่อยมากเลยใช่ไหม”

            “ก็เหนื่อยนะ แต่เห็นหน้าลูกก็หายเหนื่อยแล้ว”

            “เราขอดูรูปบ้างได้ไหม” เขาอยากเห็นว่าเด็กคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ฉันจะให้เขาดูดีไหม ฉันว่าถ้าเขาเห็นแล้วเขาต้องตกใจแน่เลย

            “อยากดูจริงเหรอ”

            “ถ้ามายด์ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”

            “นี่ไง” ฉันค้นรูปต่าง ๆ ในมือถือแล้วก็เปิดรูปลูกสุดที่รักให้เขาดู

            “น่ารักดีนะ” จังหวะแรกที่เขาเห็นรูปของไดม่อน เขาชะงักไปเล็กน้อย

            “เจมส์มาอยู่ที่นี่นานยัง” ฉันชวนเขาคุย เมื่อเห็นเขานิ่งไป

            “ก็ตั้งแต่...” เขาพูดขึ้น แล้วเว้นระยะเล็กน้อย “แต่งงาน”

            “งั้นเหรอ” ตอนนั้นฉันยอมรับว่าฉันชอบเขา ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา เคยคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งก็รู้ใจตัวเองเราก็หันมาคบกัน แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ฉันมันโลกสวยเกินไป ฉันควรอยู่กับความเป็นจริงที่ต้องรู้ว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้

            “มายด์ ถ้าเราเลือกได้เราก็ไม่ได้อยากแต่งงานหรอกนะ” ทำไมจู่ ๆ เขาก็พูดประโยคนี้ขึ้นมานะ

            “เจมส์แก้ไขอดีตไม่ได้หรอกนะ”

            “ก็ใช่ เราแก้ไขอดีตไม่ได้”

            “ก็ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตจะได้ไม่ต้องเสียใจไงเนอะ” ใช่ถ้าเราทำปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องเสียใจ ตอนนั้นฉันมันรักสนุก ก็เลยพลาดจนท้องไง ถ้าฉันคิดให้ดีกว่านี้ เรื่องราวของฉันมันคงเป็นคนละเรื่องกับตอนนี้ ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับความจริงและเก็บอดีตไว้เป็นแค่ความทรงจำ

            “มายด์ เราแต่งงานเพราะเราโดนบังคับนะ ตอนนั้นบ้านเรากำลังแย่ ถ้าเราไม่แต่งงานมันก็อาจแย่กว่านี้”

            “มันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “มันถูกต้อง แต่มันไม่ได้ถูกใจนะ”

            “เจมส์หมายถึงอะไร”

            “มายด์ ถ้ามายด์ไม่มีใคร เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม เราคิดถึงมายด์”

            “เจมส์แต่งงานแล้ว เจมส์ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ”

            “ได้สิมายด์ เราหย่าก็ได้”

            “เจมส์ รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”

            “รู้สิ ลูกมายด์คือลูกของเราใช่ไหม”

            “ไม่ใช่ เจมส์เข้าใจผิดแล้ว”

            “จะไม่ใช่ได้ยังไง หน้าแบบนั้นเหมือนเราตอนเด็ก ๆ เลย”

            “เจมส์ไปตัดแว่นได้แล้ว สายตาผิดเพี้ยนแล้วนะ”

            “เราไม่ได้เพี้ยนนะมายด์ มายด์เองก็รู้อยู่แก่ใจ อย่าโกหกเราเลย”

            “เรื่องของเรามันจบไปแล้ว” ฉันเตือนสติเขา

            “จบไปแล้ว แล้วไง จบก็เริ่มใหม่ไม่ได้เหรอ” เขาพูดออกมาได้ยังไงว่า จบไปแล้วก็เริ่มใหม่ได้ เขารู้บ้างไหมว่าบางเรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น

            “ไม่ได้!”

            “ทำไมจะไม่ได้ล่ะมายด์ ไม่ว่ายังไงเราก็จะเอาลูกของเราคืน”

            “ลูกเหรอ อย่ามาพูดมั่วซั่วนะเจมส์”

            “เราไม่ได้พูดมั่วในเมื่อหลักฐานมันก็เห็นกันชัดบนใบหน้าเด็กแล้ว ดูก็รู้ว่าใครเป็นพ่อ”

            “เจมส์!” ฉันไม่คิดว่าเขาจะเล่นแง่แบบนี้

            “เรามีสิทธิ์ในตัวลูกเหมือนกันนะมายด์ ตรวจดีเอ็นเอเลยก็ได้”

            “มันจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด”

            “มายด์ เรารู้ว่าเราทำผิดนะ ที่ปล่อยให้มายด์ต้องรับชะตากรรมคนเดียว”

            “...”

            “ไม่ว่ายังไง เด็กนั่นก็เป็นลูกของเราเหมือนกัน ขอโอกาสให้เราได้ดูแลเขาบ้างได้ไหม”

            “ขอโอกาสเหรอเจมส์ ทำไมพูดง่ายจัง เราถามหน่อยนะ ตอนนั้นที่เราพยายามติดต่อเจมส์ ทำไมเราติดต่อไม่ได้เลย เมล์ไปก็ไม่ตอบ เหมือนเจมส์ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับเราแล้ว เราก็เข้าใจนะว่าเรามันเป็นแค่ FWB กัน พอเจมส์จะแต่งงานเราก็ต้องหยุดเรื่องนี้ เราก็หยุด เรากลับไทย เราท้อง เจมส์รู้ไหมว่าเราต้องเจออะไรบ้าง เป็นผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อ เป็นคนใจง่าย เป็นคนทำอะไรไม่คิด ตอนเราท้องมันทรมานมาก กว่าจะผ่านไปแต่ละวันได้ เราไม่เคยคิดจะมีลูกเลยด้วยซ้ำแต่เราก็ดันพลาด เราไม่ได้โทษเจมส์คนเดียวหรอกเพราะตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง เราก็มีส่วนผิดไง เราจึงต้องรับกรรม แล้วไงพอมาตอนนี้เจมส์จะมาทวงสิทธิ์ความเป็นพ่อของลูกเหรอ เหอะ ตอนนั้นเจมส์หายไปไหนมาล่ะ ไปแต่งงานเสวยสุขกับผู้หญิงคนอื่น ทิ้งให้เราต้องเผชิญหน้าคนเดียว เลี้ยงเด็กมันเหนื่อยมากนะ แล้วพอลูกโตก็จะมาเอาลูกไปง่าย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ ที่พูดออกมานี่ถามจริงคิดแล้วใช่ไหม แล้วถามอีกอย่างนะถ้าวันนี้เราไม่ได้เจอกัน เจมส์เคยคิดที่จะตามหาเราบ้างไหม” ฉันพูดความในใจออกมาหมด มันอัดอั้นตันใจมานานแล้ว ฉันไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาเจอเขาที่นี่ เขาทำให้ฉันอารมณ์เสียมากเลย ฉันตั้งใจมาดูที่ดินแทนที่จะได้ทำอย่างที่หวังไว้ แต่กลายเป็นต้องมาเจอเรื่องแย่ ๆ

            “มายด์ เราขอโทษ...”

            “ขอโทษแล้วมันหายเหรอเจมส์”

            “แล้วมายด์จะให้เราทำไง เราขอโทษมายด์ก็ไม่รับ จะเอางี้ก็ได้นะ ถ้ามายด์ไม่ยอม เราจะฟ้องเพื่อขอเป็นพ่อของเด็ก”

            “ถ้าจะทำแบบนั้น ก็ลองดู แต่จะบอกให้รู้ไว้นะว่าพ่อเราเป็นผู้พิพากษา รู้จักทนายเก่ง ๆ เยอะ และท่านคงไม่ยอมปล่อยให้หลานไปอยู่กับคนอย่างเจมส์แน่นอน”

            “เราอยากมีลูกนะมายด์”

            “อยากได้ทำไมไม่ไปทำเองล่ะ”

            

            “เกิดอะไรขึ้นคะ คุณลูกค้า” พนักงานสาวคนหนึ่งวิ่งมาที่โต๊ะของเรา เธอคงสังเกตอยู่สักพักแล้วล่ะ ก็ฉันกับเจมส์คุยกันดังขึ้นเรื่อย ๆ รบกวนลูกค้าท่านอื่นที่กำลังใช้บริการอยู่ เธอเลยต้องมาดูความเรียบร้อย

            “ขอโทษนะคะที่ทำให้ตกใจ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ขอโทษจริง ๆ นะคะ” ฉันว่าจบก็ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าลากออกไปจากร้านทันที ไม่กงไม่กินมันแล้วข้าว ฉันต้องออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะห้ามตัวเองไม่อยู่

 

            พอฉันออกไปได้ครู่หนึ่ง กำลังดูแผนที่ในมือถือว่าจะไปไหนต่อดี ตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลยจริง ๆ ฉันไม่อยากเอาอารมณ์เสียส่งต่อไปยังคนที่บ้าน ฉันต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองซะก่อน

            แดดที่เคยสดใสตอนนี้ถูกเมฆปกคลุมจนฟ้าสลัวแล้ว เหมือนพายุกำลังมา เหมือนฝนกำลังจะตก ฉันคิดว่าวันนี้คงไม่ได้กลับบ้านแน่เลย ถ้าลมแรงฝนตกเขาก็คงไม่ออกเรือแน่

            ฉันกดหาที่พักที่ใกล้ ๆ แถวนี้ แล้วก็สะดุดตากับที่ที่หนึ่งชื่อที่พักเป็นชื่อเดียวกับฉันเลย Marisa Resort พอกดเข้าไปดูรูปห้องพัก ห้องใหญ่มาก ตกแต่งภายในสวย สะอาด ค่อนข้างมีความเป็นส่วน ฉันจะพักที่นี่แหละ ว่าแล้วฉันก็กดเบอร์โทรหาทางโรงแรมเลย

 

            ฉันเดินมาที่ฟรอนท์ของโรงแรมเพื่อแจ้งชื่อว่าเมื่อกี้ได้โทรมาจอง แต่ก็เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ พอมาถึงพนักงานบอกว่าไม่มีห้องว่าง ฉันเถียงกับพนักงานอยู่พักหนึ่งแต่พนักงานก็ไม่มีคำตอบให้ฉัน แล้วจะให้ฉันทำยังไง เดินหาโรงแรมใหม่เหรอ แล้วฝนก็เริ่มลงเม็ดแล้วด้วย

            สักพักก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีพื้น กางเกงสแลคสีดำ พร้อมด้วยแว่นกันแดดอันใหญ่

            “ขอโทษนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

            “คุณเป็นผู้จัดการหรือเจ้าของที่นี่หรือเปล่า คือฉันโทรมาจองห้องไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วค่ะ แต่พอมาถึงโรงแรมพนักงานบอกว่าไม่มีห้องว่า มันหมายความว่ายังไงคะ” แค่ฉันหงุดหงิดที่เจอกับเจมส์มันก็พอแล้ว ยังต้องมาเจอโรงแรมอะไรแบบนี้อีก นี่มันวันซวยอะไรของฉันนะ

            “เดี๋ยวผมจัดการให้นะครับ สักครู่นะ”

            ทำไมฉันรู้สึกคุ้น ๆ กับเขาเหลือเกินก็ไม่รู้ เสียงก็คุ้น กริยาท่าทางก็คุ้น

            “ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าชื่ออะไรเหรอครับ”

            “มาริษา ชลธาธิวานนท์”

            ชายหนุ่มหยุดกึกทันที เขาค่อย ๆ ถอดแว่นกันแดดออก

            “มายด์” เขารู้จักชื่อเล่นฉันด้วย พอเขาถอดแว่น ฉันก็เห็นหน้าเขาชัดเจน

            “พี่ทิน”

            “ไม่คิดว่าจะเจอมายด์ที่นี่นะเนี่ย ไม่ได้เจอกันหลายปีเลยเนอะ”

            “ใช่ค่ะ”

            “เดี๋ยวมายด์นั่งรอพี่แปปนึงนะ เดี๋ยวพี่จัดการห้องให้ก่อน”

 

            ฉันมานั่งรอพี่ทินที่โซฟาสำหรับต้อนรับลูกค้า ไม่เกินสิบนาทีพี่ทินก็ตามมา

            “ขอโทษด้วยนะ คือพนักงานเขาเพิ่งเข้ามาทำงานวันแรกน่ะ แล้วก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนกะกันพอดี เลยประสานงานกันไม่ดี”

            “ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่มายด์จะได้ห้องไหมคะ”

            “ได้สิ เดี๋ยวลูกค้ากำลังจะลงมาเช็คเอาท์แล้ว แต่ต้องรอเขาทำความสะอาดก่อนนะ มายด์รอได้ไหม”

            “ค่ะ มายด์ก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน ฝนก็ตก”

            “นั่นสินะ แล้วกินไรมาหรือยัง หิวไหม”

            “นิดหน่อยค่ะ”

            “งั้นเดี๋ยวฝากกระเป๋าไว้ที่ฟรอนท์ก่อน แล้วเราไปร้านอาหารกัน”

            “อ่อ ได้ค่ะ”

            “พี่ทินเป็นเจ้าของที่นี่เหรอคะ”

            “ประมาณนั้นแหละครับ”

            

            ฉันกับพี่ทินเรารู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาเป็นพี่รหัสฉัน เราดูแลเทคแคร์กันดี เราค่อย ๆ สนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพัฒนามาคบกัน เป็นแฟนกัน เราคบกันได้ไม่นาน พ่อของฉันก็รู้ข่าว ท่านไม่พอใจมาก

            พี่ทินเป็นเด็กกำพร้าที่มีพ่อแม่บุญธรรมอุปการะไว้ แต่พ่อแม่ของพี่ทินไม่ได้ร่ำรวยมาก สมัยเรียนพี่ทินก็ต้องทำงานพาร์ทไทม์ส่งตัวเองเรียนด้วย พ่อเป็นห่วงฉันมากเกินไปเราทั้งสองก็เลยต้องแยกทางกัน  พอพี่ทินเรียนจบแล้ว จากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

            พ่อของฉันเขากลัวว่าถ้าฉันมีแฟนแล้วแฟนจะดูแลฉันไม่ได้ท่านอยากได้คนที่ดีพอ และเหมาะสม ท่านคอยจับคู่ให้ฉันอยู่เรื่อยมา แต่ฉันก็ไม่ได้ชอบใครจนมาเจอพี่ขุน ฉันก็มีใจให้พี่ขุน แต่แล้วฝันมันก็สลายไปแล้วไง พอไปเรียนเมืองนอกก็เจอเจมส์อีกคน ฝันของฉันที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็พังลงไปแล้ว จนตอนนี้หัวใจของฉันมันไม่มีที่ว่างให้สำหรับคำว่ารักผู้ชายคนไหนอีกแล้ว

            มีแค่เพียงพ่อ และลูกชายสุดที่รักเท่านั้น

 

            “มายด์มาทำอะไรที่นี่เหรอ มาเที่ยวเหรอ”

            “เปล่าค่ะ มายด์มาธุระนิดหน่อย”

            “มาคนเดียวเหรอ แล้วแฟนมายด์ล่ะ” นี่คือมุขเพื่อหลอกถามว่ามีแฟนแล้วหรือยังของพี่ทินเหรอเนี่ย

            “มายด์ ไม่มีแฟนค่ะ”

            “จริงเหรอ” แวบหนึ่งฉันเห็นแววตาของพี่ทินที่เหมือนจะดีใจ

            “แต่มายด์มีลูกแล้วนะ”

            “อ่าวเหรอ” เขาเสียงเศร้าเมื่อรู้ว่าฉันมีลูกแล้ว

            “แล้วไปทำธุระเสร็จหรือยัง ให้พี่พาไปไหม”

            “ก็ยังหรอกค่ะ พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อย”

            “อือ งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว พี่พาไปนะ จะไปตรงไหน ซอยไหนบอกมาเลย แถวนี้พี่รู้จักหมด”

            “คือมายด์มาดูที่น่ะค่ะ”

            “แปลงไหนเหรอ เผื่อเป็นคนสนิท จะได้ช่วยต่อรองราคาให้”

            “ของคุณกรรณิการ์น่ะค่ะ พี่ทินรู้จักไหม”

            “อื้อ รู้จักสิ”

            “จริงเหรอคะ ดีใจจัง”

            “กรรณิการ์ คือน้องสาวพี่เอง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น