สุดฟ้า...คีราลัย | At First Light [ตีพิมพ์ สนพ. ทัช]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 145,068 Views

  • 1,210 Comments

  • 1,389 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,781

    Overall
    145,068

ตอนที่ 3 : Chapter 2 : นางเสือผู้เดียวดาย | Lonesome Leopard 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    23 ม.ค. 61

สุดฟ้า...คีราลัย | At First Light

Chapter 2

นางเสือผู้เดียวดาย | Lonesome Leopard


อำเภอน้ำริน, เชียงราย

“ได้รับแจ้งเหตุมอเตอร์ไซค์ชนรถบรรทุกบนทางหลวง 4032 หน้าทางเข้าหมู่บ้านห้วยพุ มีผู้บาดเจ็บสาหัสหนึ่งราย...”

เสียงกริ่งที่ดังขึ้นสองครั้งในห้องฉุกเฉินภายในโรงพยาบาลอำเภอน้ำรินทำให้ แพทย์หญิง เก็ดถวา สุคนธ์พิสุทธิ์ ผู้ซึ่งเพิ่งได้นั่งพักดื่มน้ำเมื่อไม่ถึงสามนาทีที่ผ่านมานี้มีอันต้องลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อีกครั้ง ดวงตากลมสีดำสนิทเบิกกว้างอย่างตื่นตัว รู้ทันทีว่าภาระหน้าที่แห่งความเป็นความตายครั้งใหม่กำลังรออยู่เบื้องหน้า

แพทย์หญิงพลิกดูนาฬิกาข้อมือ ก่อนหันมองเด็กหญิงลูกชาวไร่วัยสองขวบที่เธอเพิ่งช่วยให้รอดพ้นวิกฤตจากอาการชัก มารดาของเด็กที่เพิ่งพ้นวัยรุ่นมาหมาดๆ นั่งร้องไห้อย่างขวัญเสียอยู่ข้างๆ เตียง บรรยากาศรอบห้องยังคงอลหม่านตามประสาโรงพยาบาลชุมชนขนาดหกสิบเตียงที่มีแพทย์ไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรหลายหมื่นคนในพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งตอนนอกเวลาราชการแบบนี้ด้วยแล้วงานของห้องฉุกเฉินก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้อำเภอน้ำรินจะไม่ใช่อำเภอใหญ่โตแต่ก็ไม่ได้เล็กเงียบเชียบเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว แถมยังมีคนพื้นที่เป็นคนไทยภูเขามากมายที่อาศัยกันอยู่บนดอย โรงพยาบาลน้ำรินจึงได้รับงบประมาณพัฒนาจากสามสิบเตียงมาสู่หกสิบเตียงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เพื่อเป็นด่านหน้าในการรองรับผู้ป่วยจากหมู่บ้านห่างไกลแถวชายแดน

“พี่ภัทร มีเคสข้างนอกมา แคทต้องไปกับรถฉุกเฉิน ฝากเคสนี้ด้วยนะคะ” เธอฝากคนไข้ที่ยังต้องเฝ้าดูอาการไว้กับหมออายุรกรรมรุ่นพี่ที่เข้าเวรในห้องฉุกเฉินวันนี้

“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพี่ดูให้เอง” นายแพทย์ณภัทรรับไม้ต่ออย่างรู้งาน เก็ดถวายิ้มให้คุณหมอหนุ่มก่อนหันมาพูดกับแม่เด็กด้วยน้ำเสียงอบอุ่นทว่ามั่นคงจริงจัง หวังจะช่วยบรรเทาความว้าวุ่นภายในใจคนเป็นแม่ลงได้บ้าง

“คุณแม่ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะคะ น้องไม่เป็นไรแล้ว หมอภัทรจะช่วยดูน้องให้ตอนที่หมอไม่อยู่ หมอไปไม่นาน เดี๋ยวจะกลับมาค่ะ”   

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินหนึ่งเดียวในอำเภอและหนึ่งในไม่กี่คนของหมอทั้งจังหวัดรุดไปถึงรถฉุกเฉินที่เปิดสัญญาณไฟรอปฏิบัติหน้าที่ในเวลาไม่ถึงสองนาที 

“ตำรวจถึงที่เกิดเหตุหรือยัง” หากเป็นเรื่องอุบัติเหตุ จำเป็นต้องประสานกับตำรวจเป็นอันดับแรก คุณหมอสาวในชุดเครื่องแบบห้องฉุกเฉินสีน้ำเงินสดทะมัดทะแมงถามขณะก้าวขึ้นรถเร็วรี่พร้อมกับทีมกู้ชีพอันประกอบด้วยพยาบาลวีชาชีพและเวชกรฉุกเฉิน*อีกสองรวมทั้งสิ้นสี่ชีวิต

“ถึงแล้วเรียบร้อย กำลังกั้นจราจรครับ” ฤทธิชัย เวชกรฉุกเฉินที่ควบตำแหน่งคนขับรถหนึ่งในสมาชิกของทีมตอบกลับมาอย่างแคล่วคล่องก่อนที่ประตูรถตู้จะเลื่อนปิดดังปังเพื่อมุ่งหน้าสู่ภารกิจแห่งชีวิตครั้งใหม่ที่พวกเขาจะต้องเผชิญในค่ำคืนนี้...


มันเป็นภาพที่ไม่น่ามองเลยสำหรับคนทั่วไป...

แต่สำหรับแพทย์ฉุกเฉิน เก็ดถวาต้องมองทุกอย่างตรงหน้าอย่างถ้วนทั่วและเจาะลึกภายในเวลาไม่กี่วินาทีเพื่อประเมินสถานการณ์ทั้งหมด 

คำว่า ‘ประเมิน’ นี่ล่ะสำคัญนัก ความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์ของหมอ หมายถึงชีวิตของคนหนึ่งคนที่อาจรอด...หรือไม่รอด

รถบรรทุกทรายยังคงจอดกีดขวางกลางถนน เลือดแดงฉานเปรอะเป็นวงกว้าง เก็ดถวาวิ่งลงจากรถท่ามกลางเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจที่ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ แม้จะยังไม่รู้ว่าใครถูกใครผิดแต่ฟังดูแล้วก็ทำให้ได้รู้ว่าเจ้าคนขับรถบรรทุกคงไม่บาดเจ็บอะไรมากเพราะตอนนี้ได้หลบหนีไปเรียบร้อยในขณะที่ตำรวจกำลังนำกำลังออกค้นหาและสกัดจับ ส่วนเสียงชาวบ้านที่ออกมามุงดูต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นภาษาท้องถิ่นถึงเหตุการณ์ระทึกที่เพิ่งผ่านพ้น รถยนต์ที่สัญจรไปมาเริ่มชะลอตัว กระบองไฟกะพริบของตำรวจจราจรสว่างวาบเข้าตาย้ำเตือนสติคนเป็นแพทย์ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้คือชีวิตที่พวกเขาต้องยื้อเอาไว้ให้จงได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ทีมแพทย์ปราดไปยังผู้บาดเจ็บที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นถนน เขาเป็นเด็กหนุ่มใส่ชุดชาวเขาเผ่าอาข่าอายุไม่น่าเกินยี่สิบปี หน้าตาชุ่มโชกไปด้วยเลือด ที่ศีรษะมีแผลแตกและที่ขามีแผลฉกรรจ์เลือดทะลักแดงฉาน ไม่ไกลกันนักมีซากมอเตอร์ไซค์ที่พังยับไม่เหลือชิ้นดี เก็ดถวาไม่เห็นหมวกกันน็อคอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาอาจไม่ได้สวมมันในขณะขับขี่และเป็นไปได้อย่างสูงว่าชายหนุ่มผู้นี้น่าจะได้รับบาดเจ็บจากศีรษะที่กระแทกโดยไร้สิ่งป้องกันอย่างสาหัสนัก

“ฟิกซ์หัว” คำสั่งแรกจากคุณหมอ ฤทธิชัยและปริญญา สองเวชกรรีบนำเครื่องยึดตรึงศีรษะมาล็อกไว้เพื่อทำให้ศีรษะผู้บาดเจ็บขยับน้อยที่สุด

“คุณคะ นี่หมอนะคะ ได้ยินหมอมั้ยคะ...” แพทย์หญิงเก็ดถวาปลุกเรียกคนเจ็บหลังจากเอื้อมมือเข้าไปใต้กรามด้านซ้ายเพื่อแตะบริเวณเส้นเลือดใหญ่ตรงคอ ไฟฉายเล็กที่เสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อถูกดึงออกมาเพื่อตรวจการตอบสนองของม่านตาและพบว่าสัญญาณชีพยังคงมี หากตอนนี้คนเจ็บไม่มีสัญญาณตอบรับต่อเสียงเรียกใดๆ หญิงสาวเลื่อนมือลงกดที่ปลายเล็บของเขา มือของหนุ่มชาวเขาสะบัดออกน้อยๆ

“คนไข้ยังตอบสนองต่อความเจ็บปวด” เก็ดถวาอ้าปากของเขาดู “มีเลือดออกในปาก ขอ Suction*”

พยาบาลวิชาชีพใส่เครื่องดูดเสมหะเข้าปากของคนเจ็บในวินาทีต่อมาทันที 

“ต้องเปิดทางเดินหายใจ หมอจะใส่ ETT* ขอคน Stop bleed* ที่ศีรษะกับขาค่ะ” เก็ดถวายังคงสั่งงานด้วยน้ำเสียงฟังชัดเฉียบขาดแม้จะอยู่ในมาสก์ปิดปากและอายุน้อยที่สุดในทีมปฏิบัติการครั้งนี้ ดวงตาสีนิลกลมใสนั้นยังแน่วแน่ไม่มีวอกแวกตอนที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ในขณะที่คุณพยาบาลลงมือบีบ Ambu Bag เพื่อช่วยให้คนเจ็บหายใจได้ดีขึ้น

“ใส่ Oral airway* ค่ะ”

“ขอ Steth*”

“คนไข้สีแดง*นะคะ” คุณหมอสรุปหลังจากทำตามทุกขั้นตอนที่จำเป็นภายในเวลาไม่กี่นาที ทุกลมหายใจที่ผ่านไปนั่นหมายถึงชีวิต ไม่มีเวลาที่จะลังเลแม้เพียงเสี้ยงวินาที “เตรียมเคลื่อนย้าย เอา Hard Collar*มาค่ะ”

เฝือกดามคอถูกสวมให้คนเจ็บ กระดานรองหลังสำหรับเคลื่อนย้ายเตรียมมารอพร้อม เสียงนิ่งๆ ของหมอดังขึ้นอีกครั้ง ทีมฉุกเฉินทั้งสี่คนสบตาเพื่อเตรียมให้จังหวะสัญญาณ

“ทำการพลิกตะแคงตัว หนึ่ง สอง สาม !”


“พรุ่งนี้เรานัดกับนนทัชกี่โมงนะกรณ์” 

เหมราช แฮมิลตัน เอ่ยถามคนสนิทที่นั่งอยู่ที่เบาะหน้ารถคู่กับคนขับรถ หลังจากที่ตรวจดูแลความเรียบร้อยของโรงแรมแฮมิลตันปาร์คที่เชียงใหม่พร้อมทั้งสั่งงานสำหรับงานแต่งงานของน้องสาวเสร็จสิ้น ทริปเปิลเอชก็นั่งรถอเนกประสงค์คันหรูของตัวเองมาถึงเชียงรายเมื่อก่อนมืดพร้อมกับผู้ช่วย เมื่อทำการนัดหมายกับนนทัช นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของเชียงรายเรียบร้อยเขาก็มุ่งหน้าสู่อำเภอน้ำริน อำเภอใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาร์ที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขาที่จะว่าเล็กก็ไม่ใช่จะใหญ่ก็ไม่เชิง แต่เป็นอำเภอที่มีประชากรที่มีคนไทยภูเขาอยู่มาก เต็มไปด้วยไร่ชาและกาแฟขึ้นชื่อ มีอากาศที่เย็นสบายเกือบตลอดปี ภูมิทัศน์สวยงาม มีสวนเกษตรและโครงการพระราชดำริหลายแห่ง มีศิลปวัฒนธรรมผสมผสานทั้งแบบชาวเหนือของคนพื้นที่ ไทยใหญ่ จีนฮ่อ และของคนภูเขาหลากหลายเผ่า สะท้อนออกมาทางด้านวิถีชีวิตและอาคารบ้านเรือนที่ยังไม่ปรุงแต่งเท่าเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ทำให้ขณะนี้อำเภอน้ำรินกลายเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวแบบ unseen แห่งใหม่ที่กำลังมาแรง ถ้าแฮมิลตันกรุ๊ปจะลงทุนเพิ่มในภาคเหนือของไทย เหมราชก็ศึกษาแล้วว่าไม่มีที่ไหนจะมีศักยภาพและแปลกใหม่เท่าที่นี่ โรงแรมเริ่มมาเปิดตัวในอำเภอนี้มากขึ้นก็จริง แต่ในระดับสี่ถึงห้าดาวที่จะรองรับผู้มาเยือนขั้นเศรษฐีกระเป๋าหนักนั้นยังไม่มี ทั้งๆ ที่สถานที่ท่องเที่ยวในละแวกนี้นั้นก็มีมากโข ทั้งหมู่บ้านชาวเขา น้ำตก ลำธาร ปางช้าง ไร่ชา วัดวาอาราม สาธารณูปโภคก็ครบครัน น้ำ ไฟ สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณโทรทัศน์ มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและโรงพยาบาล

“สิบโมงเช้า ที่ล็อบบี้โรงแรมครับนาย” 

“นนทัชจะพาเราตระเวนดูที่ได้ทั้งวันใช่ไหม ฉันมีเวลาที่เชียงรายแค่สามวัน อยากไปสำรวจให้ได้มากที่สุด” 

“คุณนนทัชจะอยู่กับเราทั้งสามวันครับนาย เขาส่งแผนที่ของที่ดินที่น่าสนใจมาให้บ้างแล้วทางอีเมล์ ผมส่งต่อให้นายแล้วครับ” กรณ์ตอบในขณะที่คนรถเริ่มแตะเบรคเมื่อเห็นว่าข้างหน้ามีรถติดยาวเป็นสาย

“รถติดอะไรกัน นี่มันกลางป่ากลางเขา มืดค่ำแล้วด้วย” เจ้านายเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่กำลังพิมพ์สั่งงานเมื่อเห็นถึงความผิดปกติบนท้องถนน

“เห็นไซเรน น่าจะมีอุบัติเหตุครับนาย”

รถวีไอพีสีขาวค่อยๆ คลานไปตามจังหวะการปล่อยรถของตำรวจ ด้านหน้ามีอุบัติเหตุแน่นอน เหมราชพยักหน้ารับรู้หากไม่ได้สนใจภายนอกรถมากไปกว่างานที่กำลังพิมพ์อยู่ในสมาร์ทโฟนของตัวเอง

“โอ้โฮ เลือดเต็มพื้น มอเตอร์ไซค์ยับไปทั้งคันเลย” นายพฤกษ์คนขับรถทำคอย่นอย่างสยองเมื่อเห็นสภาพมอเตอร์ไซต์ที่พุ่งชนกลางลำรถบรรทุกจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ทำให้ไม่กล้านึกภาพต่อไปถึงเจ้าของมัน 

“สภาพนี้จะรอดมั้ยเนี่ยพฤกษ์” กรณ์มองตามแล้วก็หายใจไม่ทั่วท้องไปตามกัน หากนาทีต่อมาคนขับรถก็ทอดน้ำเสียงโล่งใจเมื่อเห็นคนเจ็บในชุดชาวเขาอยู่บนกระดานสีส้มสด ถูกรัดตรึงแน่นหนาหัวจรดเท้า

  “โอ๊ะ ยังไม่ตายๆ ครับคุณกรณ์ ถึงมือหมอแล้ว ขอให้รอดนะเจ้าหนุ่มเอ๊ย” 

‘ถึงมือหมอแล้ว’ ประโยคนี้ดูศักดิ์สิทธิ์นักเพราะนั่นหมายถึงความหวังที่จะมีโอกาสได้มีชีวิตต่อไปของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังอยู่ในมือของคนที่ถูกเรียกว่า ‘แพทย์’

เหมราชละสายตาจากหน้าจอเล็กๆ ขึ้นมองนอกกระจกรถเพื่อดูสภาพความเป็นไปภายนอก ภาพกลุ่มคนสี่คนกำลังยกผู้บาดเจ็บขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หนึ่งในนั้นใส่ชุดสีน้ำเงินสุดมีแถบสีเงินสะท้อนแสงคาดเหนือหน้าอก มันสะท้อนเข้าตาจนเหมราชไม่อาจละสายตา เสื้อด้านหลังที่ปักคำว่า DOCTOR สีขาวนั้นดึงดูดเขาให้จ้องมองอย่างไม่รู้ตัว หมอผู้หญิง ? ...เขาหรี่ตามองพยายามเพ่งพิศฝ่าความมืดและไฟกะพริบวูบวาบจากไซเรนและกระบองไฟ

หมอผู้หญิงที่เขาได้เห็นเพียงดวงตาสีดำกลมโตโดดเด่นโผล่พ้นมาสค์ปิดปากที่ปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่งกระตุกหัวใจทริปเปิลเอชได้ราวกับโดนไฟฟ้าช็อต มันเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ

ไม่ใช่หรอก...เหมราชบอกตัวเอง แต่กลับหันมองจนกระทั่งประตูรถฉุกเฉินเลื่อนปิดพร้อมกับที่รถคันหรูของตัวเองเคลื่อนผ่านจุดเกิดเหตุนั้นจนลับตา

ข้อมูลล่าสุดเท่าที่กรณ์บอกมาคือผู้หญิงคนนั้นกำลังเรียนแพทย์เฉพาะทางอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เหมราชอาจลืมไปว่าข้อมูลที่ว่าล่าสุดแล้วก็ยังมีล่ากว่าเสมอ...


ภารกิจของเก็ดถวาในฐานะแพทย์ฉุกเฉินจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อส่งมอบคนไข้ให้กับแพทย์เฉพาะทางที่จะเข้ามาดูแลต่อ แต่อาการของคนเจ็บรายนี้ดูจะหนักหนาเกินกว่าที่โรงพยาบาลชุมชนอย่างโรงพยาบาลนํ้ารินจะรับไว้ได้  ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไปในรถพยาบาล

“ระดับความรู้สึกตัวของคนไข้ลดลง รูม่านตาขยายไม่เท่ากัน น่ากลัวว่าจะมีเลือดออกในสมอง ดูแล้วยังไงก็ต้องทำ CT scan*” เก็ดถวาตัดสินใจในนาทีนั้น “ส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัดเลยดีกว่า กลับไปโรงพยาบาลเราก็ต้องรีเฟอร์ไปอยู่ดี” 

“ค่ะหมอ” คุณพยาบาลรีบกดโทรศัพท์ทันที ก่อนส่งโทรศัพท์ให้คุณหมอเพื่อให้แพทย์ได้ส่งต่อข้อมูลกันในการเตรียมตัวรับคนเจ็บต่อไป


แพทย์หญิงเก็ดถวากลับมาถึงโรงพยาบาลน้ำรินในอีกสองชั่วโมงถัดมาเมื่อส่งหนุ่มมอเตอร์ไซค์ผู้เคราะห์ร้ายถึงมือแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์ของตัวจังหวัดที่มีเครื่องมือพร้อม และแม้ว่าการยื้อชีวิตในรถพยาบาลจะทำให้ทีมฉุกเฉินลุ้นหนักมาตลอดทาง แต่สุดท้ายเขาก็ถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัยแบบยังมีสัญญาณชีพ ก็ไม่รู้ว่าคนเจ็บจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ แต่เธอและทีมก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชะตาชีวิตของเด็กหนุ่มคนนั้นหลังจากนี้เป็นเรื่องสุดเอื้อมของเธอแล้ว 

“กลับมาแล้วหรือแคท” นายแพทย์ณภัทรที่อยู่เวรห้องฉุกเฉินยิ้มให้อย่างยินดี อดเห็นใจไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางเหน็ดเหนื่อยในสภาพของชุดเครื่องแบบที่เปรอะไปด้วยเลือดคนเจ็บของคุณหมอรุ่นน้อง 

“คิดถูกแล้วล่ะที่ส่งคนเจ็บเข้าโรงพยาบาลศูนย์เลย”

“ค้นบัตรประจำตัวอะไรก็ไม่มีเลย คนไทยรึเปล่ายังไม่รู้เลยพี่ภัทร ไม่รู้ตื่นมาจะคุยรู้เรื่องไหม ญาติก็ตามไม่ได้ ถ้าต้องผ่าตัด ถ้าเขาไม่ตื่น...”

เก็ดถวานึกถึงธนบัตรใบละยี่สิบบาทเก่าๆ สามใบที่ค้นเจอในตัวของหนุ่มชาวเขา ทั้งตัวเขามีแค่นั้นจริงๆ หมอณภัทรถอนหายใจด้วยปัญหาเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซํ้าๆ คนเจ็บหนึ่งคนแต่มีเรื่องให้ต้องคิดต่อจากนั้นอีกมากมายนัก ยิ่งในกรณีเป็นต่างด้าว สิทธิในการรักษา ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีก ทั้งโรงพยาบาลและคนไข้อยู่ในภาวะที่น่าเห็นใจพอๆ กัน

“เราทำหน้าที่ของหมอดีที่สุดแล้วแคท กลไกจากนี้ก็ต้องให้ผู้บริหารเขาตัดสินใจกันเอง เราเป็นหมอ ทำใจให้นิ่งๆ ไว้” 

เก็ดถวายิ้มรับบางเบา เป็นหมอใจต้องนิ่ง บางเรื่อง...ก็ต้องให้มันเป็นไปตามครรลอง...จริงๆ

“แคทไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะพี่” หากก่อนจะผละออกไป นายแพทย์ณภัทรก็รั้งเธอไว้ด้วยสิ่งที่ทำให้หมอฉุกเฉินที่อายุน้อยที่สุดในจังหวัดยิ้มได้กว้างขึ้น

“แคทอาจจะคิดผิดที่กลับมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่เป็น ER* ในโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่ยังพอมีคนสับเปลี่ยนกันได้ ได้ตังค์มากกว่าด้วย แต่พวกเราก็ขอบคุณที่แคทเลือกมาอยู่ที่นี่นะ เหนื่อยหน่อย สู้ๆ”

“น้ำรินคือบ้านแคทนี่คะพี่ภัทร ยังไงก็ต้องกลับค่ะ” 

หญิงสาวเปลี่ยนเสื้อแล้วกลับเข้ามามองความเป็นไปในห้องฉุกเฉินของค่ำคืนนี้อีกครั้ง ขวดน้ำที่ดื่มค้างไว้ก่อนออกไปกับรถกู้ชีพยังวางไว้หลังเคาท์เตอร์พยาบาล ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะดื่มน้ำได้กี่อึก เก็ดถวาไม่เสียเวลาตั้งคำถามกับตัวเอง เธอยกขวดน้ำที่เหลืออยู่ครึ่งขวดขึ้นซดจนหมด ทันกับที่เสียงตะโกนเรียก ‘หมอคะ !!!’ ที่ดังขึ้นอีกครั้ง...


สายลมบริสุทธิ์จากพื้นที่ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติพัดปะทะผิวหน้าช่วยเรียกความสดชื่นคืนให้คุณหมอที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดคืน แม้จะล่วงเลยเข้าปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ซึ่งภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศเริ่มจะร้อนแล้ว แต่อากาศในอำเภอน้ำรินที่โอบล้อมด้วยภูเขาทั้งสามทิศก็ยังคงเย็นสบายในตอนเช้า เก็ดถวาเผลอหยุดยืนสูดอากาศชื่นฉ่ำจนเต็มปอดอยู่หน้าอาคารโรงพยาบาล เธอเปลี่ยนจากชุดเครื่องแบบห้องฉุกเฉินที่เปรอะไปด้วยเลือดของคนไข้มาใส่ชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ เตรียมกลับบ้าน แต่ชุดธรรมดานั้นก็ยังไปเตะตาคนๆ หนึ่งอยู่ดี 

“หมอแคท !” เสียงเรียกที่ดังขึ้นไกลๆ ดึงให้คุณหมอต้องหันมอง “มาแต่เช้าเลยนะครับ”

นนทัช หนุ่มนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงวัยสามสิบที่ครอบครัวของเธอและเขารู้จักกันมานานรีบวิ่งมาทัก ส่งยิ้มสดใสมาให้เมื่อเห็นคุณหมอคนสวยยืนอยู่คนเดียว นนทัชเป็นหนุ่มไทยเชื้อสายจีนที่ครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในเชียงรายมาตั้งแต่รุ่นปู่ เริ่มจากเปิดโรงไม้จนขยายกิจการไปซื้อที่ทำไร่ปลูกชา จนตอนนี้รุ่นหลานต่างก็เรียนจบกันสูงๆ เอาความรู้มาพัฒนาต่อยอดให้ธุรกิจครอบครัวทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้นนทัชคนนี้ที่จบวิศวกรรมมาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างและค้าขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์รายใหญ่อยู่ในจังหวัด

“เพิ่งลงเวรน่ะค่ะ” คำตอบสั้นๆ แต่บ่งบอกว่าเขาเข้าใจผิด เพราะเธอไม่ได้มาแต่เช้า หากอยู่มาแล้วตลอดคืนต่างหาก

“อ้อ...” นนทัชยิ้มเก้อ เก็ดถวาก็ยังเป็นเก็ดถวา พูดน้อย แม้จะสุภาพแต่ก็ดูออกว่าเธอไม่ใช่คนประเภทโอภาปราศรัยกับใครไปทั่ว มีระยะห่าง เป็นคนนิ่งๆ และดูไม่ชอบสนิทกับใครเกินจำเป็น 

นนทัชรู้จักเก็ดถวาตั้งแต่แม่เลี้ยงดารณีผู้เป็นแม่ของเธอพาหญิงสาวมาอยู่ในอำเภอน้ำรินตั้งแต่เก็ดถวากับ ‘เพียงดิน’ พี่ชายฝาแฝดอายุได้ห้าขวบ เป็นคนต่างถิ่นที่ไม่มีใครรู้ความเป็นไปของพวกเขามากนัก รู้แต่ว่าดารณีนั้นค้าขายพลอย มีลูกติดและไม่ได้อยู่ด้วยกันกับสามี มีเสียงนินทาต่อกันมาจากนั้นว่าดารณีเป็นภรรยาน้อยของนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งของบ้านเมือง เธอปลูกบ้านอยู่ในที่ดินกว้างใหญ่ที่ติดกับบ้านญาติของนนทัช สร้างไร่ ‘มอกกำปอ’ ขึ้นเพื่อทำไร่นาสวนผสม สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำโรงเรือนปลูกผักอินทรีและดอกไม้เมืองหนาว ไร่มอกกำปอให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและส่งขายได้กำไรจนดารณีกลายเป็นอีกหนึ่ง ‘แม่เลี้ยง’ คนสำคัญของเชียงราย 

เหมือนว่าควรจะสนิทกันแต่นนทัชก็ไม่ได้สนิทกับฝาแฝดมากเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งแม่เลี้ยงและลูกๆ ของเธอเป็นคนเก็บตัวและไม่ชอบสังคม จนเก็ดถวาถูกส่งไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมปลายในเชียงใหม่ และต่อด้วยเรียนปริญญาตรีในคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ อีกหกปีและเรียนแพทย์เฉพาะทางอีกสามปี แม้ว่าเก็ดถวาจะไม่ต้องใช้ทุนเพราะเรียนเฉพาะทางในสาขาที่กำลังขาดแคลนที่สุดในขณะนั้น แต่ก็นับรวมเป็นเวลาเกือบสิบปีที่พวกเขาขาดการติดต่อกันไป คุณหมอสาวเรียนจบหลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินและได้กลับมาเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลน้ำรินอันเป็นบ้านของเธอเมื่อปีที่แล้วด้วยอายุที่ยังน้อยและใบหน้าที่ยังเยาว์มาก กลายเป็นคุณหมอสาวสวยสุดฮ็อตในหมู่ชาวบ้านเพราะเครื่องหน้าที่งามหมดจดเหมือนภาพวาดโบราณ ดวงตากลมโต ผิวขาวจัด รูปร่างบอบบางแต่มีจิตใจที่แข็งแกร่งเพราะต้องทำงานอยู่กับความตึงเครียดแห่งความเป็นความตายในทุกวัน นนทัชจึงได้เห็นว่าเด็กหญิงเก็ดถวาคนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนั่นก็คือ...เก็ดถวายังคงเย็นชาเหมือนเดิม

“หมออยู่เวรเมื่อคืนนี่เอง เหนื่อยแย่เลยนะครับ” เขาชวนคุย พยายามสุดพลังที่จะกะเทาะกำแพงออกไปทีละน้อย

“เมื่อคืนหมอกจัด ได้รับแจ้งอุบัติเหตุหลายราย ห้องฉุกเฉินก็วุ่นกันทั้งคืนค่ะ” เก็ดถวาตอบเรียบๆ แบบเป็นเหตุเป็นผลดูทางการ หากพอเห็นหน้าเจื่อนๆ ของคู่สนทนาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรทักเขากลับเสียหน่อย 

“คุณทัชน่ะสิคะ มาโรงพยาบาลทำไมแต่เช้า ไม่สบายหรือคะ” 

ได้ยินแค่คำถามแม้จะตามมารยาทแต่ก็ทำให้หนุ่มหน้ามนยิ้มปริ่ม “ไม่ใช่ผมหรอกครับ แต่เป็นยายสายที่อยู่ข้างบ้าน อยู่ๆ ก็ปวดท้อง เป็นไข้ อาเจียน ถ่ายไม่หยุด ลูกหลานก็ไปทำงานในเมืองกันหมดที่บ้านแกไม่มีใครเลย ผมเลยต้องหามมาส่ง” 

เรื่องคนเจ็บป่วยดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คุณหมอเก็ดถวาเปลี่ยนสีหน้าขึ้นมาได้ “เหรอคะ เป็นอะไรมากไหม ได้ตรวจหรือยังคะ”

“หมอป่านตรวจให้แล้ว สรุปว่าเป็นอุจจาระร่วงเฉียบพลัน นี่ก็นอนให้น้ำเกลืออยู่ครับ ผมต้องฝากแกไว้กับหมอป่านก่อน พอดีมีนัดลูกค้าไว้ตอนสิบโมง นี่ก็โทรตามลูกแกมาแล้ว เดี๋ยวก็คงถึงครับ”

เก็ดถวาได้โอกาสพลิกดูนาฬิกาก่อนตัดบทฉับ “นัดสิบโมง ? นี่เก้าโมงแล้ว คุณทัชควรรีบไป เดี๋ยวจะสาย ฉันขอกลับบ้านก่อน แล้วเจอกันค่ะ”

“เอ้อ...ครับ” นนทัชมองตามคุณหมอตัวบางๆ ที่เดินกลับไปที่รถกระบะสีส้มเก่าๆ ของตัวเอง เก็ดถวารักษาระยะห่างได้เหนียวแน่นนัก นนทัชถอนหายใจมองเธอก้าวขึ้นรถตาปริบๆ กะจะส่งเธอตรงนี้จนกว่าหญิงสาวจะขับรถออกไป แต่ผ่านไปหลายนาทีเจ้ากระบะจอมเก๋าของหมอแคทก็ยังไอค่อกแค่กไม่มีทีท่าว่าจะสตาร์ทติด นนทัชขมวดคิ้วแล้วก็รุดมาถึงคุณหมอที่กำลังพบปัญหาใหม่

“รถเป็นอะไรครับ” 

“สตาร์ทไม่ติดน่ะค่ะ” คุณหมอเก็ดถวาหน้ายุ่ง นนทัชเปิดกระโปรงรถขึ้นอย่างคล่องแคล่ว นึกขำกับคุณหมอคนสวยที่ยังใช้กระบะรุ่นเก่าเกียร์กระปุกอายุงานเกินสิบปีของไร่ตัวเองขับมาทำงาน ทั้งที่ด้วยฐานะแล้วก็ซื้อหารถรุ่นใหม่ไว้ใช้ได้สบาย สมกับเป็นลูกสาวไร่มอกกำปอ แต่แปลว่า ‘พอดี’ จริงๆ

“แบตฯ หมดรึเปล่าครับ” แบตฯ รถนี่ไม่หมด แบตฯ เธอต่างหากที่กำลังจะหมดแล้ว

“เพิ่งเปลี่ยนมาไม่ถึงสามเดือนนี่เองค่ะ”

“งั้นน่าจะเป็นที่ไดสตาร์ทแล้วล่ะครับ เอาอย่างนี้ ให้ผมไปส่งหมอที่ไร่เองดีกว่า ปล่อยเจ้าส้มไว้นี่เดี๋ยวผมให้ลูกน้องมาจัดการให้ ซ่อมเสร็จจะให้ขับไปส่งให้ถึงบ้านเลยครับ”

เก็ดถวาชะงัก ข้อเสนอของเขาดูน่ารับไว้แต่เธอกลับไม่สบายใจที่จะรับ ด้วยสายตาและการแสดงออกของนนทัช ผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ดอย่างเก็ดถวาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ นึกโมโหเจ้าส้มนักที่เกเรในเวลาที่เธอกำลังเหนื่อยจนไม่อยากพูดกับใครแบบนี้

 “ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ เดี๋ยวฉันเรียกช่างมาดูเจ้าส้มเอง อยู่โรงพยาบาลมาทั้งคืนแล้ว อยู่ต่ออีกนิดคงไม่เป็นไร คุณทัชเองก็มีงานต้องทำตั้งมาก อย่ามาเสียเวลากับฉันเลยค่ะ”

หนุ่มรับเหมาสะอึก ทำไมฟังดูเหมือนไม่ได้พูดถึงเรื่องซ่อมรถยังไงไม่รู้... แต่นนทัชก็ยังไม่ละความพยายาม ถ้าเธอจะยกเหตุผลมาพูดกันในทุกประโยค เขาก็ขอใช้เหตุผลบ้าง 

“หมอนั่นแหละครับ อย่ามาเสียเวลาเลย ชั่วโมงสองชั่วโมงที่หมอจะต้องรอช่างมาซ่อมเจ้าส้มนี่ หมอควรได้พัก หมอทำงานติดกันมากี่ชั่วโมงแล้ว ไม่โอเคแน่ถ้าหมอจะน็อคไปอีกคน ชาวบ้านยังต้องการหมอนะครับ ผมนัดลูกค้าไว้ที่โรงแรมเดอะนอร์ธวินด์ ซึ่งต้องผ่านไร่ของหมออยู่แล้ว มาเถอะ ป่านนี้แม่เลี้ยงคิดถึงหมอแย่แล้ว”

ฟังเหตุผลและสรุปตบท้ายที่พูดถึงมารดาที่รออยู่ที่บ้านก็ทำให้เก็ดถวาต้องคิดใหม่จริงๆ มันเป็นคืนที่เหนื่อยมากและแม้แต่ตอนนี้ที่กำลังยืนพูดกันอยู่เธอก็พร้อมจะสลบได้ทุกเมื่อ และแม่ดาของเธอก็มักจะไม่ยอมนอนถ้าลูกสาวยังไม่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย 

“งั้นก็...รบกวนหน่อยนะคะ” 

รอยยิ้มของนนทัชฉายขึ้นกว้างที่สุดในรอบปีทีเดียว บทจะไม่ดื้อเธอก็ง่ายๆ ตรงๆ จนเขาตั้งรับแทบไม่ทัน ชายหนุ่มกุลีกุจอพาคุณหมอขึ้นรถโฟร์วีลคันโตของตัวเอง ชวนคุยไปตลอดทางในขณะที่เก็ดถวายังนั่งนิ่งถามคำตอบคำ 

“หมอฉุกเฉินคนเดียวในพื้นที่ เหนื่อยหน่อยนะครับหมอ อันที่จริงผมประหลาดใจที่รู้ว่าหมอเลือกเรียนแพทย์เฉพาะทางสาขานี้ แทนที่จะเรียนสาขาอื่นที่น่าจะสบายกว่า”

“ขึ้นชื่อว่าเรียนแพทย์ ไม่มีสาขาไหนสบายหรอกค่ะ” คำตอบของคนเคยเรียนแพทย์พาให้หนุ่มวิศวะเก้อไปอีกครั้ง รถของนนทัชแล่นผ่านตัวอำเภอน้ำรินที่ความเจริญกำลังเดินทัพเข้ามายึดครองทำให้ตัวเมืองนั้นขยายออกไปมากจากที่น้ำรินสมัยที่เก็ดถวายังเป็นเด็ก มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง มีห้างร้าน มีคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟตกแต่งสวยเก๋เกิดขึ้นเต็มไปหมด ชาวต่างชาติเดินกันขวักไขว่เหมือนไม่ได้อยู่ในเมืองไทย

“ช่วงที่หมอไปเรียนอยู่กรุงเทพฯ การท่องเที่ยวของอำเภอน้ำรินบูมขึ้นมาก ใครๆ ก็ว่าว่าเรากำลังจะเป็นปายแห่งที่สอง นักธุรกิจก็สนใจมาลงทุน โรงแรม ร้านอาหาร บ้านพัก ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ก็น่าดีใจนะครับ คนในพื้นที่เองก็จะได้มีงานทำ” นนทัชว่า คุณหมอหันมองออกนอกหน้าต่างรถ ปล่อยให้เขาสนทนากลบความเงียบไปเรื่อย ไม่เห็นประโยชน์ใดที่จะโต้แย้งนักธุรกิจในเรื่องนี้ ทั้งที่หญิงสาวกลับเห็นว่าน้ำรินกำลังเจริญแบบรวดเร็วเกินไป ห้องแถวเก่าสมัยโบราณเริ่มหายไปกลายเป็นตึกแบบใหม่ๆ ในตัวเมืองที่เคยเงียบสงบและสมถะก็ขยายออกและคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากต่างถิ่น วัฒนธรรมหลายอย่างที่แต่เดิมเป็นวิถีงดงามของชาวท้องถิ่นแท้ๆ ก็แปรเปลี่ยนจนแทบกลายเป็นละครฉากหนึ่งที่ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปแล้วเช็กอิน รถยนต์เริ่มมากขึ้น อุบัติเหตุก็มากขึ้น มีคนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลขนาดหกสิบเตียงก็ยังแทบไม่พอ รถบรรทุกก็ดาหน้าเข้าเมืองมาเพื่อก่อสร้างโรงแรมที่พัก บนดอยที่เปิดให้เช่าเต็นท์ในช่วงฤดูท่องเที่ยวเริ่มเต็มไปด้วยมนุษย์และขยะ ยังไม่รวมถึงมลพิษ และสภาพแวดล้อมที่กำลังถูกทำลายลงเรื่อยๆ

“หลังจากส่งหมอแล้ว ผมเองก็มีนัดคุยกับนักธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ที่มีโครงการจะเป็นพาร์ตเนอร์กัน เขามาตระเวนดูที่ดินในน้ำริน อยากสร้างบูติครีสอร์ทแบบห้าดาว น้ำรินรับนักท่องเที่ยวที่เป็นแบ็คแพ็คเกอร์มามากแล้ว ถ้ามีรีสอร์ทกับสปาหรูๆ ไว้รับพวกเศรษฐีบ้างก็คงดีนะครับ” 

“รถบรรทุกเมื่อคืนที่ชนกับมอเตอร์ไซค์ ก็เป็นรถบรรทุกที่ขนทรายมาสร้างรีสอร์ทนี่ล่ะค่ะ” เก็ดถวาพูดขึ้นแบบไม่ตรงกับบทสนทนาก่อนหน้านั้นนัก ทำเอานนทัชงง 

“ค…ครับ ?”

คุณหมอฉุกเฉินหนึ่งเดียวในอำเภอนึกขึ้นได้ พอดีกับที่รถของชายหนุ่มที่อาสามาส่งจอดสนิทที่หน้าประตูไร่มอกกำปอ 

“ไม่มีอะไรค่ะ ส่งหน้าประตูก็พอเดี๋ยวฉันเดินเข้าไปเองค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ขอให้เจรจาธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดีค่ะ” 

นนทัชมองเก็ดถวาที่ก้าวลงจากรถและเดินเข้าประตูไปอย่างอึ้งๆ เห็นรั้วไม้ที่ล้อมไร่กลายเป็นกำแพงน้ำแข็งหนาๆ ที่ไม่ว่าจะเจาะเท่าไรก็ไม่มีวันสั่นคลอน..


แสงแดดรำไรลอดผ่านกิ่งก้านของต้นหางนกยูงฝรั่งหลายสิบต้นที่แผ่ปกคลุมทางเดินเข้าไร่มอกกำปอ เกิดเป็นเงาไม้ลายรวงที่คล้ายกับแผ่นฉลุจากช่างฝีมือเอกประทับอยู่บนทางเท้าที่ปูด้วยแผ่นอิฐ ต้นเก็ดถวาที่ปลูกเป็นพุ่มแน่นริมทางแข่งกันออกดอกสีขาวบริสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจแม้จะล่วงเลยเข้ายามสายแล้ว 

เก็ดถวาก้มลงสูดกลิ่นหอมจากดอกไม้ที่มีชื่อเหมือนตนเอง ใช้มันเป็นยาวิเศษที่จะช่วยให้คลายเหนื่อยจากค่ำคืนอันยาวนาน คนงานในไร่ที่มีทั้งคนพื้นที่และชาวไทยภูเขาทักทายลูกสาวเจ้าของไร่อย่างยิ้มแย้ม เป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาๆ ที่เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในไร่มอกกำปอ ไร่เกษตรที่มีชื่อแปลกจนหลายคนที่ได้ยินต้องขอฟังซํ้า 

ที่ดินหนึ่งพันไร่ของไร่มอกกำปอเป็นที่มรดกจากครอบครัวของแม่เลี้ยงดารณีที่สร้างฐานะขึ้นมาจากธุรกิจค้าพลอย คุณตาคุณยายของเก็ดถวานั้นถึงแก่กรรมไปตั้งแต่หญิงสาวยังเล็กไม่รู้ประสา ทิ้งมรดกก้อนโตทั้งที่ดิน ตึกแถวหลายแห่งในภาคเหนือ และร้านขายเครื่องประดับใหญ่โตในเชียงใหม่ไว้ให้มารดาของเธอซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียว ‘ดารณี ศรีรัชชา’ ต้องกลายเป็นหญิงเหล็ก ขึ้นบริหารกิจการของครอบครัวตั้งแต่ยังสาว แต่ดารณีมีจุดแข็งอยู่ที่ความฉลาดและเยือกเย็น ทุกอย่างจึงเป็นไปตามครรลองของการบริหาร ถึงจะมีขึ้นมีลงแต่ดารณีก็พาทุกอย่างผ่านมาได้ เป็นนักธุรกิจหญิงเมืองเหนือที่โดดเด่นในวงสังคมแม้จริงๆ แล้วตัวตนของแม่เลี้ยงเป็นคนที่ชอบอยู่อย่างสงบสมถะ เธอจึงได้ย้ายจากเชียงใหม่มาอยู่ที่น้ำรินและได้สร้างสวนเกษตรขึ้นบนที่ดินกว้างใหญ่ดังใจฝัน...กับลูกๆ ทั้งสองคน...

“หมอแคทปิ๊กบ้านแล้ว ! (หมอแคทกลับบ้านแล้ว !)” เสียงทักอย่างยินดีเป็นภาษาเมืองจากหญิงวัยกลางคนทำให้คุณหมอคลี่ยิ้ม ป้าอบเชย แม่บ้านชาวเชียงรายที่ทำงานอย่างภักดีตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่วิ่งกุลีกุจอมาต้อนรับ เตรียมจะไปเปิดรถอย่างเคยชินเผื่อมีของต้องนำลง แต่มองไปกลับไม่เห็นกระบะเก่าสีส้มคันเดิม

“เอ แล้วไปจอดเจ้าส้มอยู่ทางใดกาเจ้า บ่หันเลย (เอ แล้วไปจอดเจ้าส้มอยู่ที่ไหนกันคะ ไม่เห็นเลย) 

“เจ้าส้มมันสตาร์ทไม่ติดน่ะค่ะป้าอบ เลยทิ้งไว้โรงพยาบาลก่อน”

“อ้าว แล้วคุณปิ๊กบ้านได้จะใด (อ้าว แล้วคุณกลับบ้านมาได้ยังไงคะ) 

“คุณนนทัชมาส่งค่ะ” คุณหนูของไร่ตอบเสียงเรียบ แต่คนฟังยิ้มแป้น

“แต๊กาเจ้า ! โอ๊ย คุณนนทัชนี่เปิ้นดี๊ดีเน่อ ทั้งน่าฮักทั้งรวยแถมยังหมั่นขนาด อุ้ย... (จริงหรือคะ ! โอ๊ย คุณนนทัชนี่ดี๊ดี ทั้งน่ารักทั้งรวยแถมยังขยันขันแข็ง อุ้ย...)” นางอบเชยเห็นยิ้มดุๆ ที่ส่งมาก็สะดุ้งน้อยๆ ยิ้มแหยๆ อย่างรู้ตัวว่าพูดมากไปเสียแล้ว “เอ้อ...แล้วนี่คุณกิ๋นข้าวงายแล้วกา (แล้วนี่คุณกินข้าวเช้ามาหรือยัง)

“ยังเลยค่ะ หิวจนจะเป็นลมแล้วเนี่ย”

“มีข้าวต้มกระดูกหมูเห็ดหอม เดี๋ยวป้าไปอุ่นหื้อฮ้อนๆ เลยเจ้า (มีข้าวต้มกระดูกหมูเห็ดหอม เดี๋ยวป้าไปอุ่นให้ร้อนๆ เลยค่ะ)” ป้าอบรีบรุดเข้าครัว เก็ดถวามองตามแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ป้าอบเลี้ยงเธอมาแต่เล็ก เกือบจะเป็นแม่อีกคนได้ อะไรของป้าอบเชยก็ไม่เท่าอยากเห็นเธอมีผู้ชายดีๆ สักคนมาดูแล นางว่าผู้หญิงอายุวัยใกล้สามสิบก็ควรคิดถึงเรื่องมีคู่ได้แล้ว นนทัชเองก็ดูจะดีที่สุดในตอนนี้ ทีมนนทัชอย่างป้าอบเลยเนื้อเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้ยินว่าคุณหนูของเธอยอมให้อนาคตพ่อเลี้ยงแห่งเชียงรายมาส่งถึงไร่


เพลงแว่ว...แผ่วกังวาน หวานใดปานเพลงรักระรื่น

กลับคะนึงถึงวันคืน เคยชิดชื่นอุรา...

(*บางส่วนจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ “แว่ว” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ)

       เสียงเปียโนเพลงพระราชนิพนธ์ลอยตามลมพัดแผ่วออกมานอกตัวบ้าน หญิงสาวฉายยิ้มชุ่มชื่นเมื่อได้ยินเพลง

โปรดของทุกคนในบ้านจากเปียโนอัพไรท์หลังเก่าคลาสสิคที่ห้องนั่งเล่น คนๆ หนึ่งนั่งรอเธออยู่ที่นั่น สตรีวัยห้าสิบกลางๆ ผู้สง่างามในชุดผ้าฝ้ายทอมือ ผมที่เริ่มมีสีขาวแซมถูกมัดเป็นมวยต่ำ ดวงตาของเธออ่อนโยนยิ่ง โดยเฉพาะตอนที่มองลูกที่เธอรักสุดหัวใจ

“แม่ดาจ๋า...” ลูกสาวทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เปียโนตัวเดียวกับมารดา ซุกหน้าเข้ากับอกแม่ “เล่นต่อสิแม่ กำลังเพราะเลยค่ะ”

หากแม่เลี้ยงดารณีเลิกสนใจเปียโนในทันที สวมกอดแล้วลูบหน้าลูบตาบุตรสาวอย่างแสนรัก 

“กลับมาแล้วหรือลูก ดอกพุด…” เก็ดถวาหัวเราะเบาๆ ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้ที่แม่เรียก คนเป็นแม่จะมีคำเรียกลูกที่ไม่เหมือนใครเสมอ เก็ดถวาเป็นดอกไม้ที่แม่ชอบเธอถึงได้ชื่อนี้มา มันหมายถึงดอกพุดซ้อนที่ปลูกอยู่ทั่วไปทั้งไร่ ตอนเล็กๆ เธอตัวน้อยตาแป๋วเหมือนลูกแมวคนเลยว่าเรียกแคท ชื่อดอกพุดนี่มาตอนไหนหญิงสาวก็จำไม่ได้ เก็ดถวาไม่ได้ว่ากระไรเรื่องชื่อ แต่แม่...ดอกพุดกับพุดซ้อน...นั่นมันคนละดอกกันไหม ! 

แต่ก็ช่างเถอะ ความสุขของแม่ จะเรียกเธอว่าอะไรเธอก็คือลูกแม่อยู่ดี...

“นี่แม่ไม่ได้นอน รอแคทอีกแล้วใช่มั้ย” คุณหมอสังเกตเห็นใบหน้าอิดโรยของมารดาก็รู้ทันที

“ก็หลับๆ ตื่นๆ” แม่เลี้ยงไม่ยอมสบตาลูกสาวราวกับมีความผิด เก็ดถวาถอนหายใจ

“แม่รอแคทไม่ยอมหลับยอมนอนแบบนี้ กลายเป็นว่าแคทจะมีห่วงสองทางนะแม่ดาจ๋า” ถือว่าเป็นปกติเลยทีเดียวเรื่องถ้าลูกไม่กลับบ้าน แม่ก็หลับไม่ลง ตอนที่เธอไปเรียนกรุงเทพฯ แม่ก็ลงไปอยู่ด้วยหลายเดือน แทบจะทิ้งไร่ให้แฝดพี่ของเธอดูแล กว่าจะยอมให้ลูกอยู่คอนโดฯ คนเดียวได้ก็ทำใจอยู่เป็นนาน ตอนนี้มารดาของเธออายุห้าสิบสี่ เริ่มมีโรคภัยมาถามหาโดยเฉพาะโรคหัวใจซึ่งตามมาด้วยโรคความดันโลหิตสูง การที่ไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอไม่ใช่เรื่องดีเลย 

“แคทเข้าเวรที่โรงพยาบาล ออกมากับรถฉุกเฉินบ้าง ออกไปช่วยคน ไม่ได้ไปเสี่ยงตายที่ไหน แม่ไม่ต้องห่วงนะ” 

คนเป็นแม่มองหน้าลูกสาว เธอรู้และเข้าใจทุกอย่างที่ลูกพูด... แต่ความห่วงหาเหล่านี้ถูกฝังรากหยั่งลึกมาเนิ่นนานจนยากจะวางใจลงได้ง่าย 

ในชีวิตของดารณีไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า ‘ชีวิต’ ของทั้งเก็ดถวาและเพียงดิน ไม่มีอีกแล้ว....

แม่เลี้ยงดารณีนิ่งไป เหลือเพียงรอยยิ้มบางๆ “กลับมาแล้วก็กินข้าวกินปลา อาบน้ำแล้วนอนพักยาวๆ สักหน่อยลูก ลูกต้องนอนเหมือนกัน แม่เองก็จะเอนหลังแล้ว ไปเถอะ”

“ผมว่าถ้าในละแวกยี่สิบกิโลจากตัวอำเภอ ผืนนี้น่าสนใจที่สุดครับคุณเหมราช สามสิบไร่ ติดถนนใหญ่ นํ้าไฟพร้อม มีสัญญาณโทรศัพท์ชัดแจ๋ว ด้านในติดลำธารอย่างที่คุณต้องการ” 

รถอเนกประสงค์คันโตของเหมราชค่อยๆ แล่นเข้าไปในถนนดินแดง สองข้างทางเป็นต้นหญ้าขึ้นสูง นนทัชที่อยู่ในรถคันเดียวกับซีอีโอแห่งแฮมิลตันโฮเต็ลส์เวิร์ลด์ไวด์กำลังโน้มน้าวมหาเศรษฐีอย่างใจเย็น ถ้าเหมราชชอบที่ดินสักผืนในจำนวนที่เขาหามาให้ นั่นไม่ใช่แค่ค่านายหน้า แต่หมายถึงรีสอร์ทหรูจะถูกสร้างขึ้นและบริษัทของเขาในฐานะผู้รับเหมาก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย 

“มีโฉนดถูกต้องใช่ไหม ไม่ใช่ นส.3 หรือพวก ส.ป.ก. นะ” ทริปเปิลเอชถามยํ้าเพื่อความแน่ใจ 

“มีโฉนดเรียบร้อยครับ ไม่ต้องห่วง”

นายพฤกษ์พารถสีขาวมาจอดอยู่ที่สุดถนนริมลำธาร เหมราชก้าวลงมาหยุดยืนอยู่ริมตลิ่ง สองดวงตาแห่งราชสีห์มองสำรวจถ้วนทั่วราวกับจ้าวป่า ที่ดินผืนนี้ก็สวยจริงอย่างที่นนทัชโฆษณา หน้ากว้าง ที่สำคัญคือติดน้ำ เข้าโจทย์ที่เขาวางไว้ว่าอยากจะทำแปลงนาข้าวอยู่ในรีสอร์ทด้วย แต่คุณชายใหญ่แห่งแฮมิลตันก็ยังไม่รู้สึก ‘คลิก’ ร้อยเปอร์เซ็นต์ สามสิบไร่อาจน้อยไปหน่อยสำหรับรีสอร์ทชั้นเดียวที่วางไว้แปดสิบห้อง แถมมีนาข้าวอีก ชายหนุ่มเดินดูสภาพดินและทางนํ้า หยุดคิดพร้อมกับทอดมองออกไปยังอีกฝั่งของลำธาร

สายตาของทริปเปิลเอชหยุดนิ่ง ผืนดินที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นขึ้นครึ้มของที่ฝั่งตรงข้ามทำให้เขาละสายตาไปไม่ได้ แม้จะดูด้วยตาเปล่าจากฝั่งนี้ก็รู้ทันทีมันคือที่ที่สวยและสมบูรณ์ มีลำธารโอบ และปลูกหญ้าแฝกตลอดริมฝั่ง มีทั้งเนินเขาและที่ราบ มีต้นไม้ใหญ่แบบที่เขาชอบ

“แล้วฝั่งตรงข้ามนั่น ที่ดินของใคร คุณนนทัชพอทราบไหม”

นนทัชอึ้งไปเล็กน้อยก่อนหัวเราะเบาๆ “คุณนี่ตาผี เอ่อ...ตาแหลมจริงๆ อย่างที่เขาร่ำลือกัน ที่ดินผืนตรงข้ามนี่สวยที่สุดในอำเภอนี้แล้ว แต่คุณอย่าไปหวังเลยครับ ไม่มีทางหรอก”

“ทำไม” ซีอีโอขมวดคิ้วถามเสียงห้วน

“ที่ดินผืนนั้นคือไร่มอกกำปอ มีอยู่พันไร่ เจ้าของคือแม่เลี้ยงดารณี เธอเป็นเศรษฐีนีของภาคเหนือ เป็นคนเงียบๆ และโลว์โปรไฟล์มาก ร่ำรวยและไม่ได้ร้อนเงินจนอยากจะขายที่ทาง” 

“ผมขอแบ่งซื้อแค่แปดสิบไร่ มีตั้งพันไร่ไม่ใช่หรือ พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของเขาก็ยังน่าจะเหลือนะ เขาเป็นไร่ปลูกอะไรอยู่”

“เขาทำเป็นสวนเกษตรผสมผสานครับ มีทั้งนาข้าว ปลูกสัก ผักผลไม้เกษตรอินทรี มีดอกไม้เมืองหนาวด้วย ลูกชายแม่เลี้ยงจบวิศวกรรมการเกษตร ตอนนี้ก็พัฒนาพื้นที่ขยายแปลงเพาะปลูกออกไปทุกปี เป็นไร่ที่ผลผลิตดีทำรายได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือเลย คงไม่แบ่งขายแน่ครับ”

“ผมอยากคุยกับแม่เลี้ยง” เหมราชหันมาสบตาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจด้วยสายตานิ่งๆ แต่ชัดเจนเด็ดขาดนัก คนกลางอย่างนนทัชเริ่มอึกอัก

“แม่เลี้ยงแกไม่ค่อยสบาย ไม่ค่อยชอบเจอใคร”

“ไม่ค่อยสบาย ถ้าอย่างนั้น สามีล่ะ ? หรือลูกชายที่ว่าจบเกษตร หรือใครก็ได้ที่พอจะคุยและตัดสินใจได้”

“สามี...” นนทัชพูดไม่ออกไปชั่วขณะ สามีที่ถูกต้องตามกฏหมายของแม่เลี้ยงนั้นไม่ปรากฏเป็นนามหลักฐาน แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอเป็นหรืออาจเคยเป็นอนุภรรยาของพลเอก พศุตม์ สุคนธ์พิสุทธิ์ ผู้ซึ่งเป็น ‘พ่อ’ ของเพียงดินและเก็ดถวา ท่านพศุตม์เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้มากอำนาจบารมี เกษียณอายุราชการไปแล้วแต่ก็ยังมีตำแหน่งใหญ่อยู่ในรัฐบาล แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครทราบสถานะของทั้งสองคนนี้ชัดนัก 

“แม่เลี้ยง เอ้อ...แยกกันอยู่กับสามี แต่มีลูกชายกับลูกสาวฝาแฝด ถ้าคุณจะคุย ก็ต้องเป็นสองคนนั้นเท่านั้น แต่ผมขอบอกคุณอีกทีว่าอย่าเลย เสียเวลาเปล่าครับ ฝาแฝดไม่ใช่คนที่คุณจะคุยด้วยได้ง่ายๆ เลย ไม่แน่นอน...” 


ประสาทตื่น...

เก็ดถวามองตัวเองที่กำลังยืนตาแป๋วอยู่ในกระจกโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องนอน อาบนํ้าแล้วก็ว่าจะนอนพักแต่กลับตาสว่าง เป็นแบบนี้ตลอด ควรต้องนอน...แต่ก็ไม่ง่วงเลยสักนิด หญิงสาวเป่าผมสีดำขลับเส้นเล็กนุ่มที่ยาวเลยบ่ามานิดหน่อยจนแห้งสนิท มัดเป็นหางม้าเผยดวงหน้าหมดจดไร้เครื่องสำอางใดๆ ในกระจกยังสะท้อนประกายวิบวับของวัตถุบางอย่างที่เธอเพิ่งหยิบมาสวมเข้าที่คอตนเองหลังจากอาบน้ำเสร็จ

คุณหมอยกมือขึ้นแตะมันเบาๆ พิศมองจ้องลึกแล้วน้ำตาก็เหมือนจะตีขึ้น หากสาวจิตแข็งอย่างเก็ดถวาก็กลั้นไว้ได้ในที่สุด สร้อยคอทองคำขาวมีจี้เป็นรูปเกล็ดหิมะที่ทำจากอัญมณีอเล็กซานไดรท์ตาแมวน้ำงามเลิศยังคงส่องประกายเป็นสีเขียวมรกตอยู่ในแสงแดดที่สาดเข้ามา เป็นเครื่องประดับล้ำค่าที่เป็น ‘สมบัติ’ ติดตัวไม่กี่ชิ้นที่เธอมี แม้ธุรกิจหนึ่งของครอบครัวคือการค้าพลอย แต่เก็ดถวาไม่ใช่คนชอบแต่งตัว บวกกับความเป็นหมอที่ทำงานในห้องฉุกเฉินและต้องลงพื้นที่เกิดเหตุตลอดเวลาทำให้กลายเป็นคนไม่สนใจที่จะใส่เครื่องประดับใดๆ เลยยกเว้นนาฬิกา หากแต่ชิ้นนี้... หญิงสาวพยายามไล่ก้อนสะอื้นที่มาจุกคอ หญิงสาวมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ไม่หลับก็ไม่หลับ ไม่ฝืนแล้ว เก็ดถวาตัดสินใจออกไปยืดเส้นด้วยการกลับไปที่เตียง เปิดลิ้นชักที่โต๊ะเล็กแล้วหยิบบางสิ่งออกมาก่อนขับรถจี๊ปมุ่งหน้าไปที่สวนไผ่ทางด้านทิศเหรือของไร่มอกกำปอ

ทันทีที่เสียงปังสุดท้ายที่ดังขึ้นจากปลายกระบอกปืนบาเร็ตต้ารุ่น 92 ลูกกระสุนขนาด .38 ก็พุ่งตรงเข้าเจาะเป้ากระดาษที่อยู่ห้าสิบฟุตเบื้องหน้า แม้สิบห้านัดที่ยิงออกมาทั้งหมดจะใกล้เคียงจุดกึ่งกลางมากแต่เก็ดถวาก็ยังผ่อนลมหายใจอย่างไม่พอใจ หญิงสาวบรรจุแม็กกาซีนอันใหม่ แล้วยกปืนสีดำขึ้นอีกครั้ง

การเป็นหมอดูจะไปกันไม่ได้กับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นี้ เก็ดถวาเข้าใจดี แต่มีไม่กี่คนในโลกที่จะรู้ว่าหญิงสาวได้รับการฝึกใช้อาวุธและศาสตร์การต่อสู้หลายรูปแบบก่อนที่เธอจะได้คำนำหน้าว่าแพทย์หญิงเสียอีก ฝึกอย่างเข้มข้นและจริงจังจากคนที่เธอเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ บิดาของเธอเป็นทหาร ท่านดุและเข้มงวดในสายตาคนทั่วไป พูดน้อยและไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แม้จะไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากนักแต่เก็ดถวาก็รู้สึกว่าเธอมีนิสัยหลายอย่างที่ถอดแบบจากบิดาออกมาไม่น้อย สิ่งที่พลเอกพศุตม์มอบให้ลูกฝาแฝดนอกสมรสคู่นี้นอกจากการศึกษาแล้วไม่ใช่รถบ้านเครื่องประดับหรือวัตถุฟุ่มเฟือยใดๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่เก็ดถวาเรียกมันรวมๆ ว่า ‘การคุ้มครอง’ 

การฝึกปืน ไม่ได้เอาไว้ให้ฆ่าใคร แต่เอาไว้ฝึกสมาธิ ฝึกสายตา และ....ฝึกจิตใจ พ่อพูดไว้เสมอ

ในที่สุดกระสุนลูกสุดท้ายจากแม็กกาซีนชุดที่สองก็พุ่งเข้าวงกลมสีดำตรงกลางเป้าจนได้ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นพร้อมๆ กับเสียงโฮ่งที่ดังขึ้นด้านหลัง นักแม่นปืนสาวสะดุ้งแล้งหันขวับ รีบถอดที่ครอบหูและแว่นตาออกทันที

ลูกสุนัขพันธุ์ทางมอมแมมกำลังจ้องเธอด้วยแววตาใสๆ หน้าตาเป็นสุนัขไทยข้างถนนทั่วไปแต่กลับมีกระพรวนห้อยที่คอบ่งบอกว่าถึงจะไม่หล่อเหลาเหมือนหมาฝรั่งแต่ก็มีสังกัดกับเขาเหมือนกัน

“ถุงเงิน ! อยู่ไหน ! ออกมาเดี๋ยวนี้เลย” เสียงหวานที่กำลังปั้นให้เป็นเสียงเขียวๆ ดังขึ้นที่ด้านนอกสนามซ้อมยิงปืน เจ้าหมาน้อยส่ายหางดุกดิกกระดี๊กระด๊า  

“ตายจริง ขอโทษนะคะ ไม่นึกว่ามีคนอยู่....เอ้อ...พี่แคท ?! พี่แคทจริงๆ ด้วย” หญิงสาวเจ้าของเสียงเรียกถุงเงินเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเจ้าลูกหมาวิ่งนำมาให้เจอใคร เก็ดถวามองผู้มาเยือนเต็มตา แล้วความฉงนก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดี 

“น้องเอยเหรอจ๊ะ ? น้องเอยใช่ไหม !?”

“เอยเองค่ะ เอยเอง โอย...คิดถึงพี่แคทจัง” สองสาวกอดกันแนบแน่นโดยมีเจ้าถุงเงินมองไปมาอย่างงุนงง  เก็ดถวาดูแม่สาวน้อยตรงหน้าอีกครั้ง สรัสวตีเป็นลูกสาวเจ้าของบ้านวริศวงศ์ที่อยู่รั้วติดกันกับไร่มอกกำปอ เธอเป็นญาติผู้น้องของนนทัช ครอบครัววริศวงศ์มีกิจการหลายอย่างอยู่ในจังหวัดและภาคเหนือ เป็นเพื่อนบ้านที่เห็นกันมาแต่เล็ก หากแต่พักหลังที่ต่างคนต่างไปเรียนกรุงเทพฯ บ้างต่างประเทศบ้างจึงได้ห่างหายกันไป 

“ขอโทษนะคะที่ถือวิสาสะเข้ามาถึงสวนไผ่ คือพอดีเอยพาเจ้าถุงเงินเดินเล่นมาตามทางริมน้ำ เห็นประตูหลังไร่เปิดอยู่เลยว่าจะเข้ามาสวัสดีคุณป้าดา แต่เดินเพลินมาจนถึงตรงนี้ ไม่ได้รบกวนอะไรพี่แคทใช่ไหมคะ”

“ไม่จ้ะไม่” เก็ดถวานึกขึ้นได้ รีบเก็บปืนเข้าซองอย่างเร็ว แม้จะรู้ว่ามีสายตาของสาวรุ่นน้องมองอยู่อย่างงงๆ  “พี่ก็...เพิ่งเสร็จงานจากโรงพยาบาล นอนไม่หลับก็เลยขับรถดูไร่หน่อย นี่เอยกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ เรียนจบแล้วเหรอ โตขึ้นเยอะ สวยขึ้นมากด้วย พี่จำแทบไม่ได้”

จากเด็กหญิงแก้มยุ้ยกลายเป็นสาวสวยมีสไตล์ผิดหูผิดตา สรัสวตียิ้มเขินเมื่อโดนชมซึ่งๆ หน้า

“เอยกลับจากอังกฤษได้สักสัปดาห์แล้วค่ะพี่แคท แต่เพิ่งกลับถึงเชียงรายเมื่อเช้านี่เอง เรียนจบตรีรับปริญญาเรียบร้อยค่ะ”

“นั่นไง เผลอแป๊บเดียวเรียนจบแล้ว นี่จบอะไรมาจ๊ะ แล้วจะต่อโทไหม”

“โปรดักส์ดีไซน์ค่ะพี่แคท เรื่องต่อโทยังไม่ได้คิดเลย อยากทำงานหาประสบการณ์สักพักก่อน อยากเอาสิ่งที่เรียนมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ชาวบ้าน จะทำให้สินค้าไทยขึ้นเชลฟ์สู้แบรนด์ดังของโลกให้ได้เลย”

สีหน้าและแววตามุ่งมั่นมีอุดมการณ์ของน้องสาวข้างบ้านทำให้เก็ดถวารู้สึกสดใสไปด้วย “ดีจริงๆ ดีใจด้วยนะเอย”

“พี่แคทก็เป็นแพทย์หญิงไปแล้ว ต้องเรียกหมอแคทแล้ว พี่ทัชบอกตลอดว่าพี่แคทกลับมาอยู่น้ำรินแล้วแต่ยุ่งมาก ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้เจอ” สรัสวตีสวมกอดพี่แคทของเธออีกครั้งอย่างคิดถึง บ้านเธอมีแต่พี่น้องผู้ชาย เก็ดถวาเป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็กคนเดียวที่เธอมี ถึงแม้คุณหมอจะแก่กว่าหลายปี สรัสวตีมองไปรอบตัวถึงได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เธอยืนอยู่ในสนามยิงปืนที่เธอไม่เคยเห็น ถึงจะขนาดกะทัดรัดแต่ก็สร้างขึ้นอย่างแข็งแรงปลอดภัย หลังเป้ายิงเป็นคันดินสูงล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐหนา มีป่าไผ่ที่ขึ้นแน่นล้อมรอบช่วยกั้นเสียงและกั้นสายตาได้อย่างดี

“ไม่ได้มาที่นี่นานหลายปี ไม่นึกว่าจะมีสนามยิงปืนอยู่ในสวนไผ่แบบนี้”

“ ‘ดิน’ เขาสร้างไว้ตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ แล้วล่ะ เอาไว้ซ้อมยิงส่วนตัว ครอบครัวพี่ก็อยู่ที่นี่กันแค่นี้ สามคนแม่ลูก แม่ดาไม่ค่อยสบาย พี่กับดินรับหน้าที่ดูแลที่เป็นพันไร่ก็ต้องยิงปืนเป็นไว้บ้างเนอะ”

สรัสวตีชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อ ‘ดิน’ สายตาซุกซนร่าเริงเมื่อครู่มองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวงเมื่อนึกขึ้นได้ จริงด้วย ไร่นี้ไม่ได้มีแต่เก็ดถวานี่นะ

“ดินไม่อยู่หรอก” น้องสาวฝาแฝดของเพียงดินรู้ทันที “นี่ไม่ได้เจอกันมานานกี่ปีแล้ว ยังกลัวดินอยู่อีกหรือไง”

“ก็พี่ดินไม่เคยญาติดีกับเอย จะไม่กลัวได้ไงคะ” นับๆ ดูแล้วสรัสวตีไม่ได้เจอผู้ชายคนนั้นเกือบสิบปีได้แล้ว เขาจากเมืองไทยไปเรียนวิศวกรรมการเกษตรที่แคลิฟอร์เนีย พอเขาเรียนจบกลับมาเธอก็ไปเรียนวิทยาลัยศิลปะที่ลอนดอนพอดี แต่สรัสวตีก็ยังคอหดเสมอเวลานึกถึงหน้าดุๆ เสียงเข้มๆ ของเพียงดิน รวมทั้งสายตาคู่นั้นที่มักเห็นเธอเป็นยัยเด็กน่ารำคาญจอมป่วน เก็ดถวาหัวเราะคิก

“ก็ไม่เคยเห็นดินญาติดีกับใครในโลกนะ ยกเว้นต้นไม้ใบหญ้าที่เขาปลูกน่ะ ช่างเถอะ ตอนนี้ดินขึ้นไปบรรยายอยู่ที่อ่างขางนู้น ยังไม่กลับลงมาง่ายๆ หรอก ได้ขึ้นดอยทีก็อยู่ยาวตลอดนั่นแหละ”

สรัสวตีแอบถอนใจโล่งอก เก็ดถวายิ้มอย่างเอ็นดูก่อนโทรศัพท์มือถือที่เสียบกระเป๋ากางเกงยีนส์ของคุณหมอจะส่งเสียงเร้าใจขึ้นมาขัดจังหวะ

“หมอคะ ! มีไฟใหม้ใหญ่ที่เกสต์เฮาส์ในตัวอำเภอ ต้องการแพทย์ฉุกเฉินค่ะ !!!”

เก็ดถวาตาลุก ใจเต้นรัว พยายามสงบจิตไม่ให้ตื่นเต้น “รับทราบ จะไปเดี๋ยวนี้” 

สรัสวตีงุนงงที่เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของคู่สนทนา “มีอะไรคะพี่แคท” 

“มีไฟไหม้ในตัวอำเภอ ต้องการหมอ พี่ไปก่อนนะเอย แล้วเจอกันนะจ๊ะ” เก็ดถวาร่ำลาอย่างรวดเร็วก่อนกระโดดขึ้นรถจี๊ป เหยียบคันเร่งจนล้อเกือบฟรี ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินแดงที่ตลบฟุ้งและหน้าตาที่ยังงุนงงพอกันของหนึ่งสาวและอีกหนึ่งตัวตรงนั้น...

วันโลกาวินาศแน่ๆ...

เก็ดถวาเห็นสภาพที่เกิดเหตุตรงหน้าแล้วตัวเย็บวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะรุนแรงไม่เท่าแต่ก็ทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ไทม์สแควร์ครั้งนั้นที่เธอบังเอิญอยู่ในที่เกิดเหตุ ความอลหม่าน เสียงร่ำไห้และเสียงร้องครวญคราง กลิ่นควันไฟทุกอย่างยังฉายชัด เธอจอดรถจี๊ปแล้ววิ่งเข้าหาคนเจ็บ บ้างก็กำลังวิ่งออกมา บางก็คลานอย่างเกือบหมดแรง บางรายกำลังถูกหามออกมาจากเกสต์เฮาส์สามคูหาสูงสี่ชั้นโดยนักดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยจากหลายมูลนิธิ คุณหมอทำทันเพียงสวมถุงมือยางที่คุณพยาบาลยื่นให้

“เตรียมผ้าสะอาดชุบน้ำไว้ห่อคนไข้นะคะ” คุณหมอสั่งการเสียงดังฟังชัด 

“ถอดเครื่องประดับของคนเจ็บออกให้หมด เร็วค่ะ ผิวจะบวมแล้ว !” เก็ดถวาทรุดลงที่ข้างคนเจ็บที่กำลังกรีดร้องโหยหวนด้วยความปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

“ราดน้ำล้างแผล !”

เสียงคำสั่งยังดังขึ้นไม่ขาดสาย จากคนนั้นสู่คนนี้ บ้างก็หายใจไม่สะดวกแล้วเพราะสำลักควันไฟ 

“ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ !”

“พยาบาลคะ ! คนไข้สองเคสนี้เบิร์นเจ็ดสิบห้าเปอร์เซนต์ โรงพยาบาลเรารับไม่ไหวแน่ รีเฟอร์คนไข้ไปโรงพยาบาล ม.แม่ฟ้าหลวง โทรเลยค่ะ ด่วนๆๆๆ”

ผู้คนวิ่งวุ่นไปมาผ่านหน้าคุณหมอที่ถูกระดมเรียกมาเท่าที่จะเรียกได้

เก็ดถวาไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ลืมไปด้วยซํ้าว่าเธอทำงานมาเกินสามสิบห้าชั่วโมงแล้ว...

‘ฝาแฝดไม่ใช่คนที่คุณจะคุยด้วยได้ง่ายๆ เลย ไม่แน่นอน...’ 

ถึงนนทัชจะย้ำหนักหนาเรื่อง ‘ความยาก’ ของคนที่ไร่มอกกำปอ แต่คนอย่างเหมราช เฮคเตอร์ แฮมิลตันหรือจะล่าถอยไปง่ายๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง เขาเจรจาซื้อที่มาทุกแห่งในโลก เจ้าของที่ที่ว่าโหดว่ายากเขาก็ผ่านมาหมดแล้ว ไม่เคยมีอะไรที่เหมราชต้องการแล้วจะไม่ได้ หนุ่มเชียงรายพาเขาดูที่อีกหลายแปลงในตอนบ่ายแต่ทริปเปิลเอชก็ยังไม่ได้แสดงทีท่าปลงใจ สองนักธุรกิจร่ำลากันเมื่อฟ้าเริ่มมืดในโรงแรมที่เหมราชเข้าพัก กรณ์ถามขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าโรงแรมเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง 

“นายจะกินข้าวเย็นในโรงแรมหรือจะไปที่ร้านอาหารในตัวเมืองครับ”

“ยัง พาฉันไปที่นึงก่อน” ผู้ช่วยคนสนิทขมวดคิ้ว หากดวงตาราชสีห์ของเหมราชแน่วแน่นัก

“ไร่มอกกำปอ”


หนึ่งทุ่ม...

เก็ดถวาขับรถจี๊ปมาจอดที่หน้าบ้านไม้สีเข้มทรงล้านนาประยุกต์ของเธอภายในไร่มอกกำปอหลังจากสถานการณ์ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลน้ำรินเริ่มนิ่ง มีแพทย์มาช่วยกันหลายคน มีการส่งต่อผู้บาดเจ็บวิกฤติไปยังโรงพยาบาลใหญ่ที่มีเครื่องมือและบุคลากรครบกว่า อาจารย์หมอไล่ให้เธอกลับมาพักเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเข้าสู่สภาวะควบคุมได้ด้วยแพทย์เวรที่มี หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ในรถนานหลายนาที ตาโหลแดงก่ำ มือไม้อ่อนแรงไปหมด มันเป็นวันวินาศสันตะโรอย่างแท้จริง คนเจ็บมีเยอะเกินจนอลหม่าน 

และที่สำคัญ....มีคนไข้จากเหตุไฟไหม้สิ้นลมในมือเธอ

หญิงสาวฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลจนข้างในอึดอัดไปหมด เสียงร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจของญาติผู้ตายยังดังก้องในหู เป็นธรรมดาของคนเป็นหมอที่ต้องพบสัจธรรมในการเกิด แก่ เจ็บ และตายในทุกวัน มันคือมรณานุสติที่ทำให้เราต้องตระหนักรู้ว่าความตายไม่ใช่ศัตรู แต่คือความจริงที่ทุกคนต้องพานพบ หากกระนั้น เก็ดถวาก็ยังรู้สึกถดถอยและผิดหวังกับตัวเองอยู่ดี คุณหมอผู้เหน็ดเหนื่อยค่อยๆ ลงจากรถด้วยความอิดโรย ป้าอบเชยวิ่งมาต้อนรับอย่างเคย เมื่อเห็นคุณหนูมองหาใครบางคนนางก็รู้ทันที

“แม่เลี้ยงขึ้นห้องพระแล้วเจ้า คุณหมอ” เก็ดถวาพยักหน้ารับรู้ มารดาจะใช้เวลาสวดมนต์นั่งสมาธิวันละหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนเป็นอย่างน้อย นางอบเชยเห็นสภาพของคุณหนูผู้เป็นที่รักก็สงสารจับใจ “เป๋นจะไดผ่อง อิดแย่เลยน้อ ไปเจ้า อาบนํ้าล้างตั๋วแล้วนอนเน่อ คนดี (เป็นยังไงบ้างคะ เหนื่อยแย่เลย ไปค่ะ ไปอาบนํ้าล้างตัวแล้วนอนนะคะคนดี)” 

เก็ดถวากำลังจะก้าวขึ้นบันได แต่เจ้าข้าวตัง หลานชายวัยสิบหกของอบเชยก็วิ่งเข้าบ้านมา

“ป้าๆ มีคนมาขอป๊ะแม่เลี้ยง (ป้าๆ มีคนมาขอพบแม่เลี้ยง) ” 

แม่บ้านขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ไผกันวะไอ้ตัง ค่ำมืดแล้ว (ใครกันวะไอ้ตัง ค่ำมืดแล้ว)” 

“ป้อจายดูเป๋นฝาหรั่งๆ แต่อู้ภาษากลางชัดจ๊าดนัก เปิ้นว่ามาเรื่องตี้ดิน... (ผู้ชายดูเป็นฝรั่งๆ แต่พูดภาษากลางชัดมาก เขาว่ามาเรื่องที่ดิน...)”

พวกนายหน้าค้าที่ดิน... เก็ดถวาหลับตาลงอย่างสะกดอารมณ์ ไม่ใช่รายแรกหรอก ไร่มอกกำปอสวยและสมบูรณ์ขนาดนี้ ทั้งไทย จีน แขก ฝรั่งก็แวะเวียนมาเลียบๆ เคียงๆ ถามอยู่เนืองๆ พักหลังจึงต้องขึ้นป้ายหน้าไร่ไว้เลยว่า ‘ไม่ขายที่’ ก็พอจะสะกัดบรรดานายหน้าออกไปได้บ้าง แต่ก็จะมีพวกที่ยังหน้าด้านหลงมาอยู่...เช่นกรณีนี้

“แหมละ ! เดี๋ยวป้าออกไปผ่อเอง (อีกแล้วเหรอ เดี๋ยวป้าออกไปดูเอง)” 

เก็ดถวาหันหลังกลับจากบันได ดวงตาโรยๆ กร้าวขึ้นอย่างสุดจะทน นายหน้าหรือใครที่จะมาคุยเรื่องนี้กับเธอในวันนี้นับว่าชะตาขาดอย่างแท้จริง หญิงสาวเบื่อที่จะต้องมาคอยปฏิเสธอย่างสุภาพกับนักธุรกิจหน้าเลือดที่หวังแค่จะมาหาซื้อที่เพื่อทำให้น้ำรินเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ 

“หนูเองค่ะป้าอบ หนูเอง...จะได้จบ” 


‘ไม่ขายที่’ 

ป้ายสีขาวเขียนตัวหนังสือสีแดงชัดเจนแจ่มแจ้งแปะหราอยู่ที่ประตูไร่ 

“นายนี่...หน้ามึนจริงๆ นะครับ” กรณ์มองป้ายทีมองนายทีแล้วก็ส่ายหัว ระอาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความมึนของเหมราชนี่แหละที่ทำให้เขาได้สิ่งที่อยากได้มาแล้วนักต่อนัก ส่วนคนที่ถูกแซะว่าหน้ามึนยืนล้วงกระเป๋ารออย่างมั่นใจไร้ความเครียดใดๆ  

ประตูไร่มอกกำปอเปิดอ้าไว้ครึ่งหนึ่ง ด็กชายวัยรุ่นที่เหมราชคุยด้วยเมื่อครู่เป็นคนเปิดค้างไว้หลังจากชายหนุ่มเห็นรถจี๊ปเก่าๆ คันหนึ่งเลี้ยวเข้าไร่ เหมราชใช้โอกาสนั้นในการเข้าไปเจรจากับหนุ่มน้อยที่ออกมาเปิดและปิดประตูในการขอพบเจ้าของไร่ เขายืนรออยู่บริเวณทางเข้าอย่างใจเย็น มั่นใจว่ารถคันนั้นน่าจะเป็นของเจ้าของไร่ไม่คนใดก็คนหนึ่ง กลิ่นของดอกไม้สีขาวที่ชายหนุ่มเห็นว่าปลูกเป็นพุ่มแน่นหนาตลอดทางรถเข้าตัวบ้านนั้นกำลังส่งกลิ่นกำจรกำจายไปทั่ว ดึงดูดให้เหมราชเดินเข้าก้มลงดอมดมราวต้องมนตร์สะกด

กลิ่นนั้นหอมแรง เย็นฉ่ำไปถึงหัวใจแม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นเพียงดอกไม้สีขาวแสนธรรมดา อยากจะเด็ดมันมาขึ้นสูดชัดๆ ใกล้ๆ แต่ก็ต้องตัดใจปล่อยความงดงามนั้นประดับไว้กับต้น แม้ในใจกำลังสงสัยว่าดอกอะไรทำไมหอมหวนยวนใจนัก หากเสียงฝีเท้าที่มาหยุดอยู่ไม่ไกลดึงคุณชายใหญ่แห่งแฮมิลตันให้หลุดออกจากภวังค์ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากพุ่มดอกไม้ที่แสนเรียบง่ายแต่งดงามนั้น

เขาหันมองเจ้าของบ้านที่ออกมาพบ ไล่สายตาจากเท้าขึ้นมาจนเจอดวงตาดุจัดที่กำลังจ้องมองเขา...

ทุกอย่างพลันหยุดนิ่งกลายเป็นราตรีที่ไร้กาล มีเพียงเสียงหัวใจของ เหมราช แฮมิลตัน ที่กำลังเต้นรัวสั่นไหวคล้ายมีอะไรถล่มอยู่ในช่องอก หญิงสาวที่ออกมาพบเขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ ผมที่รวบไว้เป็นหางม้าหลุดลุ่ย ทั้งตัวของเธอเปรอะเปื้อนมอมแมมเต็มไปด้วยคราบเลือดและเขม่าดำจากควันไฟ เปรอะทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งดวงหน้ารูปไข่นั้น เป็นดวงหน้าเดียวกับที่เขาเคยเห็นในวันที่ไทม์สแควร์ถูกระเบิด ใบหน้าที่เลอะเทอะด้วยเลือดและเขม่าในแบบเดียวกันวันนั้นซ้อนขึ้นมาทับกันพอดิบพอดีในวินาทีนี้

ดวงตากลมดำแสนซึ้งของเก็ดถวาจ้องเขาตาไม่กะพริบ เข็มวินาทีราวกับหยุดเคลื่อนไปชั่วคราว ผู้ชายหน้าเข้มรูปร่างสูงใหญ่ดูมีอำนาจมากด้วยบารมี ผู้ชายคนเดียวกันกับที่เธอเห็นว่าเขาใช้ตัวเองกำบังร่างของน้องชายและน้องสะใภ้เอาไว้ในคืนโกลาหลในนิวยอร์ก ผู้ชายที่เป็นเจ้าของเสื้อโค้ทตัวอุ่นสีน้ำเงินเข้มที่สละให้เธอไว้สวมใส่ในการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ฉุกเฉินอาสาในคืนหนาวเหน็บที่แสนวิปโยคคืนนั้น ความอบอุ่นของเสื้อตัวนั้นทำให้เธอยืนหยัดช่วยเหลือผู้คนในอุณหภูมิลบสิบได้ตลอดทั้งคืน

ผู้ชายคนนั้น...ที่เป็นอดีต ‘ผู้ป่วยสีเขียว’ ของเธอ

ไร้การสนทนา ไร้เสียงหริ่งเรไรที่เคยร้องดัง ลมนิ่งไม่มีใบไม้ใดที่ไหวติง มีแต่ดวงตาสองคู่ที่สบประสานกันอย่างตกตะลึงและกลิ่นหอมจัดของดอกเก็ดถวาที่ลอยตลบอบอวล

รองประธานกรรมการบริหารแห่งแฮมิลตันกรุ๊ปพยายามดึงสติทั้งมวลกลับมา

“ผม...มาเรื่อง...ซื้อที่ดิ...” เขาพูดเบาๆ คล้ายละเมอ ไม่อาจละสายตาออกจากสตรีตรงหน้าได้ เก็ดถวามองเขานิ่ง ดวงตาของเธอดุกร้าวราวนางเสือหวงถิ่น ยังไม่ทันที่เหมราชจะได้พูดจบประโยค เสียงเย็นเยียบของเจ้าของไร่มอกกำปอก็ดังขัดขึ้นแบบฟังชัดไม่ต้องตีความใดๆ ให้ซับซ้อน

“ไป-ให้-พ้น” 

          แม่เสือสาวเหยียบเบรคให้คนฟังหัวทิ่มด้วยคำเพียงสามคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านโดยไร้คำพูดใดๆ อีก...


———————————

*เวชกรฉุกเฉิน : นักปฏิบัติการวิชาชีพที่ได้รับการอบรมจนจบหลักสูตรในการช่วยเหลือดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

*ซัคชั่น : Suction = เครื่องดูดเสมหะ

*Endotracheal Tube = ท่อช่วยหายใจ

*อโรฟาริลเจียนแอร์เวย์ : Oropharyngeal airway (mouth gag), (airway) = อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจ

*สต็อปบลีด :  Stop bleed = ห้ามเลือด

*สเต็ทฯ :  Stethoscope (สเต็ทโตสโคป) = หูฟัง

*คนไข้สีแดง : เป็นการคัดกรองผู้ป่วย โดยสีแดงหมายถึงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน เป็นภาวะที่คุกคามต่อชีวิตต้องให้การช่วยเหลืออย่างรีบด่วนและได้รับการตรวจรักษาทันที

*ฮาร์ดคอลลาร์ : Hard collar = เฝือกดามคอชนิดแข็ง

*เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีที สแกน (CT scans) = เป็นหัตถการเพื่อการวินิจฉัยโรคชนิดหนึ่ง โดยเป็นการใช้รังสีเอกซ์มาสร้างภาพ 2 มิติเป็นส่วนๆ ของกระดูก เนื้อเยื่อ และเส้นเลือดในร่างกาย ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะนำภาพแต่ละชิ้นมารวมกันเพื่อสร้างภาพ 3 มิติของส่วนต่างๆ ในร่างกาย กล้องที่ใช้ในการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นั้นจะมีการหมุนไปรอบๆ ลำตัว ซึ่งแตกต่างกับการเอกซเรย์ที่ใช้กล้องอยู่กับที่ ทำให้เห็นภาพที่ละเอียดชัดเจนมากขึ้น

*ER : Emergency Room = ห้องฉุกเฉิน แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินเรียกว่า Emergency Physician คือแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการอบรมสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินหลักสูตร 3 ปี มีวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตร เทียบเท่าสาขาเฉพาะทางอื่นๆ มุ่งเน้นการวินิจฉัยและรักษาความเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บที่เกิดฉับพลันและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน หากพูดถึงแพทย์ ER ก็จะเป็นอันรู้กันว่าหมายถึงแพทย์ฉุกเฉิน




———————————

*เวชกรฉุกเฉิน : นักปฏิบัติการวิชาชีพที่ได้รับการอบรมจนจบหลักสูตรในการช่วยเหลือดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

*ซัคชั่น : Suction = เครื่องดูดเสมหะ

*ออโรฟาริลเจียนแอร์เวย์ : Oropharyngeal airway (mouth gag), (Oral airway) = อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจ

*แมสก์วิทแบ็ก : Mask with Reservoir or Mask with Bag = การให้ออกซิเจนทางหน้ากากชนิดเป็นถุง

*สต็อปบลีด :  Stop bleed = ห้ามเลือด

*คนไข้สีแดง : เป็นการคัดกรองผู้ป่วย โดยสีแดงหมายถึงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน เป็นภาวะที่คุกคามต่อชีวิตต้องให้การช่วยเหลืออย่างรีบด่วนและได้รับการตรวจรักษาทันที

*สเต็ทฯ :  Stethoscope (สเต็ทโตสโคป) = หูฟัง

*ฮาร์ดคอลลาร์ : Hard collar = เฝือกดามคอชนิดแข็ง

*EP : Emergency Physician = แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน คือแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการอบรมสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินหลักสูตร 3 ปี มีวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตร เทียบเท่าสาขาเฉพาะทางอื่นๆ มุ่งเน้นการวินิจฉัยและรักษาความเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บที่เกิดฉับพลันและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน


*******************

รู้จักกับราชสีห์ทริปเปิลเอชไปแล้ว วันนี้มารู้จักกับวิถีของนางเสือผู้เดียวดายอย่างหมอแคทค่ะ

เปิดตัวหมอแบบเขียนยากมาก(อีกแล้ว) ข้อมูลทางการแพทย์พยายามตรวจเช็กมาแล้ว

เพื่อให้ถูกต้องและสมจริงที่สุด ถ้ามีผู้รู้ได้มาอ่านแล้วพบว่ามีผิดพลาดประการใด

สามารถท้วงติงได้เลยนะคะ แคลร์ไม่ได้อยู่ในวงจรของแพทย์ 

อาจมีข้อมูลหลุดหรือผิดต้องขออภัยเป็นอย่างสูงและพร้อมจะแก้ไขค่ะ

คาแรคเตอร์เก็ดถวานี้ส่วนตัวแล้วคิดว่าเขียนยากที่สุดในจำนวนนางเอกของตัวเองเลยค่ะ

เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เก่ง เด็ดขาด แต่นางก็จะมีอะไรในใจและปิดกั้นตัวเองอยู่ตลอด

คล้ายหนูนาแต่ก็ต่างกัน เธอดุกว่า เย็นชากว่า เงื่อนไขในชีวิตของหมอแคทจะยากไปอีกแบบค่ะ

ฝากติดตามและคอมเมนต์กันได้นะคะ ขอบพระคุณสำหรับทุกความเห็น ทุก fav ทุกโหวต


*******************


สิงห์หนุ่มกับเสือสาวได้พบกันแล้วแบบอึ้งๆ มึนๆ 

คุณชายใหญ่เจองานยากมากกกกก ขอบอก 5555





ป.ล.1 ขอบพระคุณชาวเน็ตที่ไปโหวตให้ Clair de Lune 

ได้ติด 1 ใน 25 นักเขียนที่มีผู้อ่านโหวตให้มากที่สุดใน MEB ด้วยนะคะ เป็นพระคุณและเป็นปลื้มมากๆ ค่ะ


ป.ล. 2 ทั้งชื่ออำเภอและชื่อหมู่บ้าน ชื่อโรงพยาบาล ชื่อบุคคลต่างๆ เป็นชื่อสมมติขึ้นทั้งสิ้นนะคะ

ขออภัยหากไปพ้องกับสถานที่หรือบุคคลจริงค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

39 ความคิดเห็น

  1. #456 faniiz007 (@faniiz007) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 19:30
    ให้4H เลยเถอะ ดอกพุดเรากลัวที่ไหนละ 55555
    #456
    0
  2. #362 noodao (@daonet) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 23:33
    กลับมาเจอกันอีกครั้ง ได้สามคำแบบไม่ได้ขอเลย
    #362
    0
  3. #242 Moonoizz Lookkaew (@moonoizz-lk) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:36
    5555555 การกลับมาเจอกันในรอบปีครึ่ง กำสามคำ “ไป ให้ พ้น” สงสารพี่ใหญ่ของเราขึ้นมาทันทีเลยค่ะ 55555

    ชื่นชมคุณแคลร์มากเลยค่ะ ทุกเล่ม ทุกเรื่องที่ผ่านมา หาข้อมูล แบคกราวน์ได้ดีมาก รวมถึงเรื่องนี้ที่มีข้อมูลทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะ แต่ไม่หลุดเลย อ่านลื่นไหลมาก เหมือนการทำงานของเราจริงๆ ประทับใจมากเลยค่ะ :)) เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ รอติดตามค่า
    #242
    0
  4. #197 Tudtu Sujaree (@tudtutudtu) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:41
    55555 เจอกันแล้ว และก็โดนไล่แล้วนะ ทริปเปิลเอช
    #197
    0
  5. #109 ingnon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 20:53
    โอ้ยยย เจอกันแล้ววว ดีใจ ถึงแม้จะเจอกันแบบหมอแคทเวอชั่นโหดก้ตาม ฮ่าๆๆๆ

    ชอบความตีมึนของนางอ่ะ
    #109
    0
  6. #108 kakanangcherry (@kakanangcherry) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 20:21
    รออ่านต่ออยู่นะค้า...ดีใจมากมายทุกครั้งที่ได้อ่านเพิ่ม😍
    #108
    0
  7. #107 nuii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 14:06
    คนพบหน้ากัน กล่าวคำทักทายซะหวานหู ไปให้พ้น 555 ดุเดือดเลยคะ
    #107
    1
  8. #106 Pummycherry (@Pummycherry) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 13:46
    น้องเอย ของพี่ดิน ป่ะคะ
    #106
    0
  9. #105 Dawrung669 (@25480508) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 13:46
    ทริปเปิลเอช..ก็ทริปเปิลเอชเถอะ "ไปให้พ้น"55555
    #105
    0
  10. #104 T0R1 (@T0R1) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 13:13
    เจอ3คำจากคุณหมอ ถึงกับอึ้งแทนทริปเปิ้ลเฮชเลยทีเดียว

    แฝดทั้งคู่ดูดุมากๆ แต่น้องเอยท่าทางจะน่ารัก ชอบจัง
    #104
    0
  11. #103 cuties_mm (@cuties_mm) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 11:08
    เป็นสามคำที่กินใจมากค่ะ ไป-ให้-พ้น 555 ทริปเปิลเอชจุกเบยย
    #103
    0
  12. #101 ดัมมี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 08:16
    รอติดตามค่ะ เป็นกำล้งใจให้นะค่ะ
    #101
    0
  13. #100 cheewasakorn (@cheewasakorn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 07:26
    HHH ถึงกับอึ้ง... มีหรือที่ HHH จะถอย....
    #100
    0
  14. วันที่ 19 มกราคม 2561 / 07:23
    ไปให้พ้น
    ประทับจุย 555
    #99
    0
  15. #98 Y. WaRiNRaN (@warinran) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 06:00
    เจอกันแค่ตะลึง แล้วไงต่อๆๆๆๆๆๆ โธ่ ทิ้งไว้บนดอย ให้ตะลึงอึ้งๆ เลย 3H เรา 5555
    #98
    0
  16. #97 Maleesa (@maleesalyn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 05:31
    สนุกมากค่ะคุณแคลร์ รออ่านต่ออย่างใจจดจ่อ

    พอจะทราบกำหนดได้คร่าวๆมั้ยคะ ว่าจะจบเรื่องเมื่อไหร่ รอเล่มแทบไม่ไหวเลย

    ????
    #97
    0
  17. #96 Nutcha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 23:08
    ชอบมากค่ะ ติดตามและมีผลงานทุกเล่มค่ะ มาวันละนิดทีละนิดก็ปลื้มค่ะ อร้ายเขาจะเจอกันแล้ว
    #96
    0
  18. #95 T0R1 (@T0R1) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 16:10
    เค้าจะเจอกันจังๆแล้ว เย้!
    #95
    0
  19. #94 บราวนี่ชิ้นเล็ก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 10:24
    ติดตามตาหลอด จนถึงขั้น ตาถลน (เมื่อไรท์หายไปน้านนาน)

    เอิ่ม ......เศรษฐินี นะคะ

    #94
    0
  20. #93 cheewasakorn (@cheewasakorn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 07:32
    ราชสีห์กับนางเสือจะเจอกันแล้ว....
    #93
    0
  21. #92 Y. WaRiNRaN (@warinran) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 06:08
    เค้าใกล้จะป๊ะกันละคับพี่น้อง รอๆ
    #92
    0
  22. #91 MyMod09 (@MyMod09) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 01:41
    ตามมาปูเสื่อรอ
    #91
    0
  23. #90 Dawrung669 (@25480508) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 22:39
    สนุกค่ะ ขอบคุณคุณหมอ-พยาบาลที่ให้ข้อมูลไรท์ ขอบคุณไรท์ที่เขียนนิยายสนุกๆให้ได้อ่าน ทั้งสนุกทั้งได้ความรู้ไปด้วยค่ะ..เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #90
    0
  24. #89 FC T.O.P (@em19shn) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 20:39
    สนุกมากค่ะ ไรท์เขียนได้น่าอ่านมากก ภาษาเข้าใจง่าย เพิ่งเคยอ่านนิยายเกี่ยวกับหมอแล้วเหมือนเป็นหมอจริงๆซักที ฟิลคล้ายๆซีรีย์เกาหลี บางคำศัพท์เฉพาะทางก็เคยผ่านหูจากการดูซีรีย์ ชอบมากค่ะ ^^
    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ รู้เลยว่าพยายามหาข้อมูลมาเขียนนิยายมากขนาดไหน ถึงจะนานๆมาที แต่มาทีนี่คุ้มเลยค่ะ อยากอ่านต่ออีกแล้วววว ^^ อยากได้เล่มแล้วค่ะ อิอิ

    #89
    0
  25. #88 NonyPai (@nthinkam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 19:00
    ชอบนางเอกแกร่งๆ ไม่งี่เง่าเจ้าน้ำตาค่ะ น่าจะเข้าทางนะคะเรื่องนี้
    #88
    0