สุดฟ้า...คีราลัย | At First Light [ตีพิมพ์ สนพ. ทัช]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 144,960 Views

  • 1,209 Comments

  • 1,389 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,673

    Overall
    144,960

ตอนที่ 29 : Chapter 14 (2) : ละครฉากใหญ่ | The Center Stage [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5678
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 336 ครั้ง
    1 ต.ค. 61



คืนแรกของผู้มีอดีตกับคีราลัยอย่างเก็ดถวาผ่านไปไม่ง่ายนัก หญิงสาวนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืดที่โอบล้อม มือลูบคลำสร้อยเกล็ดหิมะที่สวมอยู่กับคอหวังจะให้ใจสงบพอที่จะข่มตาหลับลงให้ได้ในคืนนี้ หากแต่ความกังวลและความสับสนยังคงรบกวนคุกคามจนจำต้องยันกายลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง มองไปที่ประตูทางเชื่อมที่แง้มไว้ ดวงไฟภายในห้องนอนที่ติดกันถูกปิดลงหลังจากหญิงสาวได้ยินเสียงเหมราชคุยโทรศัพท์สั่งการเรื่องงานต่างๆ ของเขาอย่างเคร่งเครียดอยู่พักใหญ่ ความเงียบเชียบที่แท้จริงย่างกรายเข้ามาเยือน ชายหนุ่มเหนื่อยมาหลายวันจากทั้งเรื่องงานเรื่องส่วนตัวและเขาควรได้พัก การบอกเล่าปัญหาของเธอก็ไม่ต่างอะไรกับการไปเพิ่มภาระให้เหมราชโดยไม่จำเป็นเลย

เขาชอบเธอ...ชายหนุ่มพูดและแสดงออกให้เห็นอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะให้เขาต้องมาช่วยแก้ปัญหาให้ในทุกเรื่องในขณะที่ตัวเองก็ยังมีความลับกับเขาอยู่มากมาย มันไม่ยุติธรรมจริงๆ คุณหมอถอนหายใจ ตลบผ้าห่มออกก่อนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานสูง นิ้วเรียวแตะไปที่บานกระจกใหญ่ก็พบว่ามันเย็นเฉียบบ่งบอกว่าอุณหภูมิภายนอกกำลังลดต่ำเลยจุดเยือกแข็ง หญิงสาวผลักมันออกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ไอหนาวปะทะร่างจนสั่นสะท้านหากคุณหมอกับรู้สึกว่าเลือดในกายกำลังร้อนรุ่มอย่างย้อนแย้ง สร้อยเกล็ดหิมะบนคอเปลี่ยนสีทันที เก็ดถวารู้สึกว่ามันเองก็กำลังร้อนวาบขึ้นเช่นกัน

พระตำหนักใหญ่แห่งทิปปตคีรีตั้งตระหง่านอยู่บนเนิน ทั้งตึกนั้นมืดสนิท มีเพียงไฟสนามที่วางโดยรอบตัวอาคาร มีทหารเดินยามรอบตำหนักสองนายเป็นปกติ ภวันติบอกเล่าว่าพระตำหนักร้างผู้อาศัยมายี่สิบสองปีหลังจากเหตุการณ์นั้น พระราชวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ในนั้นมีมากมาย ประวัติของที่แห่งนี้หดหู่และน่ากลัวเกินกว่าจะมีใครกล้าดัดแปลงอาคารไปทำอย่างอื่น แม้แต่ขโมยยังไม่กล้าเข้า จะมีก็เพียงพนักงานเข้าไปทำความสะอาดสัปดาห์ละสองครั้ง เก็ดถวามองนิ่งไปยังสิ่งก่อสร้างงดงามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘บ้าน’ พลันหญิงสาวกลับสังเกตเห็นแสงไฟสลัวที่สว่างเรืองอยู่ในห้องริมสุดของชั้นสามด้านปีกซ้าย ในห้องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องบรรทมเก่าของพระสนมมาลตีก่อนที่องค์กษัตริย์จะโปรดให้สร้างตำหนักเล็กแยกให้ต่างหากหลังจากที่พระสนมให้กำเนิดเจ้าฟ้าฝาแฝด...

เก็ดถวาตัวชาดิกแบบรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะอากาศหนาว อดีตพระราชวังหลวงที่ไร้ผู้อาศัยมากว่ายี่สิบปี ไฉนถึงมีแสงไฟเรื่อขึ้นมาได้ ซํ้ายังสว่างขึ้นในห้องที่เคยเป็นห้องของ...แม่

หญิงสาวผู้ไม่หวั่นต่อความหนาวเหน็บจ้องเขม็งไปที่ห้องนั้น ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อดวงไฟนั้นดับลงคาตา

มีคนอยู่ในห้องนั้น ! หญิงสาวตาลุก ความรู้สึกต่อมาคือ...เหมือนมีสายตากำลังจ้องมองเธอ...จากในความมืด คุณหมอเก็ดถวาถอยกรูดอย่างพรั่นพรึง มือกำสร้อยประจำกายไว้แน่นก่อนจะผวาสุดตัวแทบจะกรี๊ดออกมาเมื่อถอยไปจนชนเข้ากับกำแพงหนาทว่าอุ่นจัด กำแพงที่มีแขนแกร่งยื่นออกมารวบตัวเธอไว้ได้ทันท่วงทีก่อนจะล้ม

“คุณเหมราช !” เป็นเขาอีกครั้ง กำแพงที่มีเลือดเนื้อแข็งแรงกำยำที่มักจะปรากฏกายขึ้นทุกครั้งยามที่เธออยู่ในภาวะคับขัน เหมราชก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน ดวงตาของเธอวูบไหวประหวั่น 

“เกิดอะไรขึ้น ผมได้ยินเสียงเปิดประตู” 

เก็ดถวาจุกรื้นขึ้นมาในอก เพื่อเธอแล้ว เหมราชเข้าโหมด ‘stand by’ เตรียมพร้อมตลอดเวลาจริงๆ “ไม่มีอะไรค่ะ ฉันแค่...นอนไม่หลับ”  

ชายหนุ่มดึงเธอเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอนฉับพลัน เหมราชเข้าใจดีที่คุณหมอจะนอนไม่หลับ มันเป็นคืนแรกใน ‘บ้านเกิด’ ที่มาพร้อมความกังวลสารพัด แต่...แค่นอนไม่หลับไฉนเก็ดถวาถึงตัวสั่นแถมหัวใจยังเต้นแรงแทบกระดอนออกมา

“ตัวเย็นเฉียบเลย ทำไมไม่ใส่เสื้อหนาวออกไป” เขารั้งตัวเธอให้เข้ามาซุกในอกแข็งแรงของเขาอีกครั้ง ใช้ไออุ่นในกายที่ตอนนี้มีเหลือเฟือผ่องถ่ายมาที่ร่างน้อย ซึ่งก็ได้ผล เก็ดถวาตัวร้อนวูบวาบขึ้นมาทันทีเมื่อตัวเองเริ่มจมหายเข้าไปในอ้อมกอดของเขา อ้อมกอดที่แนบชิดและสนิทสนมขึ้นในทุกนาทีที่ได้อยู่ด้วยกัน สนิทจนเหมราชเริ่มรับรู้ความจริงได้บางอย่าง...ภายใต้เสื้อสเว็ตเตอร์ผ้าสำลีที่เธอสวมนอนตัวนี้...เก็ดถวาไม่ได้ใส่อะไรไว้ข้างในเลย...

นรกแล้วไหม...ทริปเปิลเอชกลับเป็นฝ่ายหายใจติดขัดขึ้นมาเองในครานี้ ลำตัวที่แนบชิดกันมันยิ่งทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มที่อันตรายต่อใจ...ยิ่งตอนเธอหายใจสะท้อนแรงๆ แบบนี้...และดูเหมือนว่าแม่ตัวยุ่งของเขาจะยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยเสียด้วย ยังคงยืนนิ่งซุกหน้าอยู่กับร่างล่ำๆ ของตัวเอง

คุณชายใหญ่แห่งแฮมิลตันควรดีใจที่เก็ดถวาเริ่มวางใจเขาจนถึงขั้น...โนบรานอนได้แบบนี้...แต่เหมราชไม่รู้สึกแบบนั้น ความวางใจจนเริ่มเผลอปล่อยเนื้อปล่อยตัวของเธอมันส่งผลกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขาอย่างที่สุด

ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นก็คงไม่คิดอะไรมาก ลากกันขึ้นเตียง ปลดปล่อยความต้องการแล้วก็คงจบ

แต่กับเก็ดถวา...มันไม่ใช่

เธอพิเศษกว่านั้น พิเศษด้วยตัวเธอเอง ด้วยทัศนคติ นิสัย ด้วยฐานันดรศักดิ์สูงส่ง และพิเศษด้วยความรู้สึกที่เขามีต่อเธอในแบบที่ไม่เคยเกิดกับผู้หญิงคนไหนแม้จะรู้จักกันมาได้ไม่นาน เขาลุ่มหลงในตัวเธอ ชอบสิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอเป็น คลั่งไคล้ความลึกลับและเย็นชาที่ซุกซ่อนความเซ็กซี่เอาไว้จนอยากจะค้นหาให้ถึงที่สุด จินตนาการบรรเจิดอยู่ตลอดว่าถ้าได้เสพรักตักตวงกอดรัดร่างนี้อยู่บนเตียงด้วยกันเขาจะสุขสมสักปานใด อยากได้ยินเสียงหวานของเธอครวญครางพร่ำเรียกชื่อเขายามที่เขามอบความสุขให้ อยากเห็นดวงหน้าแดงก่ำ อยากเห็นดวงตาร้อนแรงยามจ้องมองกัน แต่...ก็นั่นล่ะ แม้จะ ‘อยาก’ จนตัวสั่นแต่เหมราชรู้ดีว่าดอกไม้ต้องห้ามดอกนี้ไม่ควรถูกเด็ดมาดอมดมเพียงเพราะความ ‘อยาก’ เก็ดถวาดอกน้อยแสนงามควรได้บานสะพรั่งอย่างสะอาดหมดจดอยู่บนต้นจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

เหมราชกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น กลั้นใจดันร่างน้อยออกไปก่อนที่ไอ้มือระยำของเขาจะกระชากเสื้อสเว็ตเตอร์ของเธอไปให้พ้นเรือนร่างงดงามนี้

“นอนให้หลับเถอะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าคุณจะเพลียมาก คุณนอนน้อยมาติดกันหลายวันแล้ว ทำไมผมต้องมาบอกเรื่องแบบนี้กับคนเป็นหมอด้วยเนี่ย” เขาแสร้งดุ ปั้นหน้าขรึม เก็ดถวาช้อนสายตาขึ้นมองท่าทีแปลกๆ ของเขา ก่อนจะตัดสินใจอุบอิบเอ่ยบางอย่างที่ทำให้เหมราชแทบจะตาถลน

“ฉัน...ขอนอนกับคุณได้ไหม”

“What ?!” คนที่ได้ยินคำขอถึงกับอุทานเสียงหลง 

มันฟังดูน่ากลัวจนคุณหมอต้องรีบขยายความ “ม…หมายถึง น...นอนหลับ นอนน่ะค่ะ นอนเฉยๆ”

เหมราชอยากจะบ้าตาย เธอกำลังกลัว เขารู้ แต่... “แคท ฟังให้ดีนะ ผมนอนแบบ ‘เฉยๆ’ กับคุณไม่ได้หรอก คุณไม่เข้าใจหรือไง” นอนเฉยๆ แบบที่มีหน้าอกคุณเบียดตัวผมแบบนี้ทั้งคืนเนี่ยนะ...โอ ผู้หญิงคนนี้ ใจคอทำด้วยอะไร ! 

เก็ดถวาทำตาปริบๆ ลืมเสียสนิทว่าตัวเองอยู่ในชุดนอน มันดูน่าไม่อายที่จู่ๆ ก็มาขอนอนกับผู้ชายที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่เธอชอบไออุ่นจากตัวเขา ชอบลมหายใจอุ่นๆ ของเขาด้วย มันรู้สึก...ปลอดภัย

“คุณต้องทำได้สิ คุณทำได้มาตลอด” 

“นี่ถ้าผมไม่ได้รู้จักดีว่าคุณเป็นคนยังไง ผมคงคิดว่าคุณกำลังยั่วผมอยู่เลยนะเนี่ย”

จริงของเขาทีเดียว เก็ดถวากระดากขึ้นมาครามครัน “ขอโทษค่ะ ฉันคงกวนคุณมากไปจริงๆ คุณไปนอนเถอะ ฉันนอนได้”

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาอย่างนี้ คุณนอน ผมจะนั่งอยู่ข้างเตียงจนกว่าคุณจะหลับ”

เก็ดถวายิ้มออกแต่ก็ยังดูกังวล “ถ้าอย่างนั้นคุณก็จะไม่ได้นอนด้วยน่ะสิ ฉันคิดว่าไม่ควรเอาเปรียบคุณ”

“คุณหมอครับ” เหมราชเริ่มอ่อนใจ ทำได้แค่เดินย่างสามขุมเข้าหาเธออีกครั้ง “งั้นก็เลือกมา คุณนอน ผมนั่ง กับอีกที คุณนอน ผมนอน แต่จะไม่นอน ‘เฉยๆ’ นะ ไม่แน่นอน”

คุณหมอหน้าแดงจัดอยู่ในแสงไฟสลัว ถอยจนตอนนี้นั่งแปะลงไปบนเตียง หญิงสาวไม่รอช้ารีบมุดตัวเข้าผ้าห่มโผล่ขึ้นมาแค่ใบหน้า เหมราชลากเก้าอี้มาข้างเตียงแล้วทรุดกายนั่งลง มองคุณหมออายุยี่สิบแปดที่ตอนนี้เหมือนเด็กหญิงอายุสิบสองค่อยๆ หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย

ไม่ถึงสิบนาทีเก็ดถวาก็นอนนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ หลับได้เสียทีแม่ตัวยุ่ง...เหมราชยิ้มในความมืดก่อนจะลุกขึ้นเอื้อมมือไปดับโคมไฟหัวเตียง แล้วสายตาของเขาก็เห็นอะไรบางอย่างที่วางสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มหยิบขนนกอันใหญ่ขึ้นมาเพ่งพิศอย่างประหลาดใจ มันเป็นขนนกแท้สีดำสนิทช่วงโคนเป็นสีขาวปลอด นกอะไรที่มีขนสีดำขาวตัดกันในอันเดียวเช่นนี้ 

อินทรีภูเขา ? 

ทำไมเก็ดถวาถึงมีของแบบนี้ เหมราชหันขวับไปที่ระเบียง เขาเปิดประตูกระจกอีกครั้งด้วยเสียงเบาที่สุด ก้าวออกไปยืนแล้วกวาดตามองไปยังสวนสวยที่มีไฟสนามส่องสว่างเพียงบางจุด ชายหนุ่มไม่ใส่ใจความหนาวเหน็บที่พัดเข้าหาร่างอุ่นๆ ของตัวเองแม้แต่น้อยเมื่อสายตาของเขาได้ปะทะกับสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมา...จากในมุมมืด


ขบวนรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อรวมสี่คันค่อยๆ ตะกุยถนนกรวดที่ลัดเลาะตามไหล่เขาสูงชันตามกันไปอย่างช้าๆ คณะทำงานของแฮมิลตันกรุ๊ปรวมทั้งภวันติที่ถูกส่งมาดูแลคณะออกเดินทางแต่เช้า เป้าหมายคือสำรวจบริเวณแนวถนนเดิมของภูเขาชานติทางตอนเหนือของอันชุลที่ถูกสร้างไว้ตั้งแต่สมัยยังมีกษัตริย์และตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากเท่าใด เก็ดถวามองข้างทางที่รถกำลังไต่ระดับ เบื้องหลังที่เห็นลิบๆ คือแนวเทือกเขาหิมาลัยที่ยังคงมีหิมะคลุมขาวโพลนสะท้อนกับความเจิดจ้าของท้องฟ้าในวันไร้เมฆ   

เหมราชนั่งเบาะหน้าคู่กับวิศวกรท้องถิ่นที่รับหน้าที่ขับรถให้อย่างชินทาง ในมือของทริปเปิลเอชมีแท็ปเล็ตที่เชื่อมสัญญาณพิเศษกับดาวเทียมปรากฏภาพแผนที่ในบริเวณนี้ ตลอดสองชั่วโมงจากเมืองหลวง เก็ดถวาไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาเพิ่งเคลื่อนขบวนกันมาได้ไม่ถึงสี่สิบกิโลเมตร สะท้อนถึงสภาพถนนและเส้นทางที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะอย่างสูงสุด 

บริเวณนี้ไม่ได้อยู่ในจุดที่สูงมาก แต่ก็ยังชันและทุรกันดาร เก็ดถวาจำได้ลางเลือนว่าทูลกระหม่อมพ่อเคยพาเสด็จพี่ชายใหญ่ องค์มกุฎราชกุมารขึ้นมาเยี่ยมราษฎรบริเวณนี้โดยมีเธอและเพียงดินขอติดสอยมาเที่ยวด้วยตามประสาเด็ก สองข้างทางในตอนนั้นยังมีหมู่บ้านอยู่เรียงราย มีไร่ส้มพันธุ์ญี่ปุ่นที่ทูลกระหม่อมพ่อทรงพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะปลูกเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ไร้ประโยชน์ให้ทำกินได้ แต่ดูเหมือนว่าสองข้างทางในวันนี้จะเปลี่ยนจากสมัยนั้นหน้ามือเป็นหลังมือ หมู่บ้านที่เคยอยู่ริมถนนหายไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียงร่องรอยบางอย่างที่บ่งบอกว่าแถวนี้เคยเป็นชุมชน เช่นซากสถูปเก่า หรือบ้านหินร้างบางหลังที่ยังหลงเหลือ

“เมื่อก่อนแถวนี้มีหมู่บ้านครับ” วิศวกรจากกรมทางหลวงของคีราลัยวัยกลางคนพูดภาษาอังกฤษแปร่งๆ ชี้ชวนให้แขกต่างเมืองดู

“นั่นสิ แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่มี” เหมราชสังเกตมาสักระยะอย่างสงสัยอยู่เหมือนกัน

“แม่ผมเคยอยู่ที่นี่ แกเล่าว่า ตอนคีริชยังอยู่ ท่านพยายามให้ชาวบ้านปลูกส้มเพราะด้านล่างมีธารน้ำ คีริชท่านให้คนมาทำเรื่องชลประทานให้ ให้คนเอาพันธุ์มาจากญี่ปุ่น สร้างตลาดกลางกระจายผลิตผล ไร่ส้มของที่นี่ก็เป็นรูปเป็นร่างออกดอกออกผลมาสักพัก...จนกระทั่งคีริชท่านสิ้น...” 

เก็ดถวาที่ฟังอยู่อย่างตั้งใจหน่วงหนึบขึ้นมาทันที “ประเทศเราวุ่นวายเสียหลักกันอยู่พักใหญ่ ทุกคนมัวแต่จะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐสภาใหม่ เปลี่ยนระบอบใหม่ ทำซูเปอร์มาเก็ต ทำห้าง ทำโรงหนัง ทำโรงแรม ทุกคนลืมไร่ส้ม ลืมเกษตรกร ลืมไปว่าคีริชท่านได้ทรงเริ่มอะไรไว้...”

เสียงนั้นเบาลงอย่างสังเกตได้ เก็ดถวาเบือนหน้าออกนอกหน้าต่าง เม้มปากแน่น

“ไม่นาน ธารน้ำก็เปลี่ยนทิศ ความหายนะก็มาเยือนเมื่อไม่มีคนมาดูแลเรื่องจัดการเรื่องน้ำให้ชาวไร่ ส่งคนไปคุยกับรัฐบาลกี่รอบก็ยังไม่มีคนสนใจ เมื่อไม่มีคนสานต่อ ไม่มีน้ำ พืชอยู่ไม่ได้ คนก็อยู่ไม่ได้ สถานการณ์เลวร้ายสุดก็ตอนที่เกิดโรคระบาด ถนนหนทางที่ไปมาลำบาก หมอเข้าไม่ถึง หนุ่มสาวที่รอดชีวิตมาได้ก็ละทิ้งไร่สวนเข้าไปทำงานในเมืองหลวง พวกที่ยังเหลือก็ทิ้งบ้านไปหาที่ทำกินใหม่ที่ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้เหมือง ถึงจะต้องเดินลึกเข้าไปในหุบเขาแต่ก็ยังดีกว่าตายซากอยู่ที่เดิม”

เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจ เก็ดถวาหลับตานิ่งนึกถึงสมัยที่เธอกับคู่แฝดมาวิ่งเล่นบริเวณนี้ ทุ่งหญ้าเขียวตัดกับภูเขาหิมะด้านหลัง กินส้มที่ชาวบ้านนำมาถวายอย่างเอร็ดอร่อยไร้เดียงสา ซาเนม วิศวกรโยธาชี้ให้ดูจุดหมายที่ใกล้เข้ามาเต็มที

“เราอยู่ใกล้ยอดเขาชานติแล้วครับ ข้างหน้าจะมีลานกว้างพอจะจอดรถได้ทุกคันเป็นจุดชมวิว แล้วก็อยู่ในจุดที่เห็นเส้นถนนได้ชัดที่สุด” 

ชั่วอึดใจ ขบวนรถก็จอดสนิดอยู่ในจุดจอด ทีมงานของเหมราชเริ่มทำงานทันที อากาศตรงนี้หนาวกว่าในตัวเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัด ลมแรงและแห้งมาก

“แนวเทือกเขาจากมุมบนครับนาย” วิศวกรชาวอเมริกันเปิดแล็ปท็อปให้ดูภาพแผนที่ทางอากาศ “เราอยู่ตรงนี้ ด้านเหนือจากจุดนี้สองร้อยกิโลเมตรคือชายแดนจีน ด้านตะวันตกคือเนปาล ตะวันออกคือภูฏานและสิกขิม ส่วนด้านใต้ติดกับอินเดียเป็นแนวยาวทีเดียว”

ภวันติมาล้อมวงดูด้วย แม้ว่าเรื่องวิศวกรรมจะห่างไกลจากตัวเขาที่เรียนการทูต แต่ในฐานะเจ้าบ้าน ข้อมูลของเขาย่อมมีประโยชน์ ในขณะที่คุณหมอเก็ดถวา ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่อยู่ร่วมคณะ เธอกำลังพิศมองเทือกเขาสลับซับซ้อนเบื้องหน้าด้วยความคิดหลากหลาย เสียงของบุตรชายประธานาธิบดียังคงอธิบายขยายความ

“ถูกแล้วครับ คีราลัยอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศเหล่านี้ ถ้าสภาพภูมิประเทศเราเป็นใจ อันชุลจะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ของประเทศในแถบหิมาลัยอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ น่าเสียดายที่เส้นทางในประเทศเราพัฒนาได้ยาก การขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านจึงมักจะไปใช้เส้นทางด้านอินเดียตะวันออกที่พื้นที่ราบกว่า แม้ว่าจะต้องอ้อม ทางหลวงสาย K-1 เส้นนี้ที่ใช้กันอยู่สร้างมานานสามสิบปีได้แล้ว เป็นทางขึ้นเขาลงเขาตลอดเส้น ระยะทางจากอันชุลถึงเมืองอาชาปุระซึ่งเป็นชายแดนที่อยู่ติดกับจีนและเนปาล ระยะทางราวๆ สองร้อยกิโลเมตร แต่เราใช้เวลาเดินทางกันด้วยรถยนต์เกือบสิบสองชั่วโมง”

เก็ดถวายืนฟังอยู่ไม่ห่างอย่างสนใจ ดูเหมือนเธอจะสนใจทุกเรื่องที่เคยเกิดและกำลังจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงทั่วไปควรสนใจ เหมราชหันมองคุณหมอตัวบางข้างกายอย่างเอ็นดู 

“ช่วยถ่ายรูปบริเวณรอบๆ ให้ทีได้ไหมคุณหมอ” เขาให้เธอมีส่วนร่วมได้เต็มที่ด้วยการยื่นกล้องถ่ายภาพให้ หญิงสาวรับมันมาอย่างเต็มใจ  พื้นที่ภูเขาชานติไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดในคีราลัย ยังมีภูเขาที่สูงกว่านี้อีกมาก แถวนี้จึงยังมีป่าสนให้เห็นอยู่บ้างประปราย ตอนที่แม่พาหนีออกจากวังครั้งนั้นท่านก็พาขึ้นเขาชานติผ่านป่าสนที่ท่วมด้วยหิมะหนา ลึกเข้าไปทางเทือกเขาสุมันตราที่อยู่ด้านใน ที่ที่มีวัดพุทธลึกลับซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาริมผาสูง

หญิงสาวนึกถึงหลวงปู่สุวิชชาขึ้นมาทันที...ป่านนี้ หลวงปู่จะยังอยู่รอเธอกับเพียงดินอยู่หรือเปล่า...

“ถึงเราจะพัฒนาถนน ลุยแนวให้กว้างขึ้น ลาดยางให้ทางเรียบและปลอดภัยขึ้น แต่การเดินทางก็คงไม่ได้เร็วขึ้นมากเท่าไหร่ เพราะเส้นทางยังลาดชันและคดเคี้ยว บางจุดด็อ้อมโลกทีเดียว” เหมราชพิจารณาแผนที่ในมืออย่างละเอียด กรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตาโตอย่างรู้เท่าทันถึงความคิดของเจ้านายทันที

“นายกำลังคิดถึงการเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา...อย่างนั้นใช่มั้ยครับ” เหมราชส่งสายตามุ่งมั่นมองทอดยาวไปที่ถนนเส้นสำคัญที่สุดแห่งคีราลัยเบื้องล่าง

“ถ้าสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาตรงนี้ แทนการวิ่งคดเคี้ยวไปบนเขา เราจะย่นเวลาการเดินทางได้เร็วและปลอดภัยขึ้นมาก”

  “เจาะอุโมงค์...ตรงนี้คะเนด้วยตาเปล่าก็ไม่น่าต่ำกว่าสิบห้าไมล์ อภิมหาเมกะโปรเจ็คท์เลยนะครับนาย”

“มันต้องระดับเมกะ เราจะได้ขอระดมทุนจากประเทศผู้ได้ประโยชน์ในเส้นทางนี้ ทางจีน ทั้งอินเดีย เผลอๆ จะได้นักลงทุนอย่างเยอรมันหรือญี่ปุ่นมาร่วมด้วย ระดับบิ๊กของโลกทั้งนั้น ที่สำคัญไม่ใช่แค่ทางรถยนต์ แต่รถไฟก็ใช้ได้ด้วย ขนส่งได้ทั้งคนได้ทั้งของ เราอาจจะมีเส้นทางสายไหมเกิดขึ้นอีกครั้งในโลกยุคใหม่ก็ได้นะ”

เส้นทางใดมีพ่อค้าผ่านได้ เส้นทางนั้นจะเจริญ...พ่อสอนเขาแบบนี้เสมอ คนที่ตื่นเต้นที่สุดอีกคนเมื่อได้ยินคำว่าเจาะอุโมงค์จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากภวันติ การมีอุโมงค์ลอดภูเขาแบบประเทศเจริญแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรืออิตาลีมันอยู่เหนือความหมายของเขาไปมาก ชายหนุ่มลองคำนวณดูคร่าวๆ อย่างกระตือรือร้น

“ถ้าเจาะอุโมงค์ลอดภูเขาบนทางหลวง K-1 ได้จริงๆ จากอันชุลไปอาชาปุระจะใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง และจากอันชุลสู่มนินทราเมืองชายแดนด้านใต้ที่ติดกับอินเดียก็ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงเศษ จากเหนือสุดสู่ใต้สุด ก็จะใช้เวลาแค่สี่ชั่วโมงเศษเท่านั้น อันชุลจะหลายเป็น Hub ใหญ่ของการลำเลียงสินค้าจากจีน เนปาล และจากอินเดียไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เหมราชหยุดคิดไม่ถึงสามวินาทีก่อนหันไปสั่งลูกน้อง “ทำเรื่องเจาะอุโมงค์ลอดภูเขาชานติขึ้นเสนอที่ประชุมใหญ่ที่นิวยอร์ก เตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อมภายในเดือนหน้า”

“ครับนาย !" 

คณะทำงานเดินทางต่อเข้าไปอีกสองชั่วโมงนับจากจุดแรก พื้นที่เริ่มปกคลุมด้วยป่าสนทะมึน และถนนก็เริ่มขรุขระขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดหยุดพักกันที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเรียก มีคนอาศัยเป็นคนภูเขาเผ่าตันเวียร์อยู่กันไม่ถึงร้อยคน เป็นชาวเผ่าที่เป็นเลิศในเรื่องของการทำกลองโบราณด้วยหนังวัว เก็ดถวามองไปที่หนังวัวแห้งผืนใหญ่น้อยที่กำลังแขวนตากแดดอยู่เรียงรายบนราวตาก กลองของพวกเขาถือเป็นกลองที่ดีที่สุดในคีราลัย เธอจำได้ว่าในพระราชพิธีสำหรับกษัตริย์ในอดีตเมื่อมีการตีกลองเฉลิมพระเกียรติ ก็ต้องใช้กลองของเผ่าตันเวียร์เพราะเสียงดังหนักแน่นกังวานและทำได้ประณีตยิ่ง ตอนเป็นเด็กเวลามีพิธีการเธอยังชอบขอแม่ไปเล่นกลองตันเวียร์แต่ก็โดนปรามทุกครั้ง พวกตันเวียร์เป็นสายศิลปิน และเชื่อว่ากลองทุกใบมีจิตวิญญาณซ่อนไว้ พวกเขานับถือเทพเจ้าของตัวเองนอกเหนือจากเทพเจ้าแห่งขุนเขาอันเป็นเทพสูงสุดของคนคีราลัย ปลีกวิเวก ไม่ค่อยชอบรับแขกต่างถิ่น เหมือนตอนนี้ที่เกือบทั้งหมดหายตัวเข้าไปอยู่ในบ้าน โผล่แค่หน้าออกมาแอบดูตามหน้าต่าง เหลือเพียงชายวัยกลางคนที่ออกมาพูดคุยกับผู้มาเยือนในฐานะผู้นำชุมชน

คาริม หัวหน้าหมู่บ้านมอบพื้นที่ที่เหมือนเป็นโรงประชุมกลางหมู่บ้านให้ผู้มาเยือนได้พักทานอาหารกลางวัน นายใหญ่แห่งแฮมิลตันนั่งแยกออกมาอยู่กับคุณหมอเก็ดถวา ตรงหน้าเป็นอาหารกล่องที่แพ็คเตรียมมาจากอันชุล มีทั้งแซนด์วิช สลัดและน้ำดื่ม เก็ดถวายิ้มเมื่อเห็นคนรักในนามของเธอกำลังส่งภาษามือกับคาริมก่อนจะได้กลับมาเป็นส้มลูกเล็กๆ หลายลูกไว้กินเป็นของหวาน

“ยิ้มอะไรคนสวย” 

“มีเงินตั้งเยอะ มาขอส้มชาวบ้านกิน” เธอแซว แล้วก็มองสำรวจเหมราชในวันนี้เต็มตา เขาอยู่ในชุดที่เหมาะกับทำงานสำรวจ เสื้อโค้ทของเขาดูหนาและลุย ผมหยักศกของเขาปล่อยสบายๆ ไม่เซ็ท มีกล้องห้อยคอตลอดเวลา

“ไม่ใช่ขอ เขาเรียกการสร้างสัมพันธ์” 

“คุณดูเหมือน...สิงโตที่ได้กลับป่า” เหมราชละสายตาจากแซนด์วิชในมือแล้วมองเธออย่างสงสัย เก็ดถวาขยายความ “หมายถึงคุณดูมีความสุขกับการได้สำรวจ ได้ก่อสร้าง ดูเป็นเรื่องที่คุณชอบ”

ราชสีห์หนุ่มยิ้มรับ “ความจริงก็คือ ผมเรียนจบวิศวกรรมโยธามา ไม่ใช่การโรงแรม นี่จึงเป็นสิ่งที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมากที่สุด ผมชอบงานสร้างมากกว่างานบริหารอยู่หน่อยๆ ชอบออกไซต์งานแต่มักไม่ค่อยได้ไป มีโปรเจ็คท์นี้แหละนี่ใหญ่เกินกว่าจะส่งใครมาตัดสินใจได้"

“อ้อ คุณมาจากการเป็นวิศวกร จริงด้วย ฉันลืมไป” 

“ลืม ? แสดงว่าเคยจำได้ คุณรู้ประวัติผมด้วยหรือไง ?” เขาเลิกคิ้วถาม เลิกสนใจแพ็คอาหารตรงหน้าไปโดยปริยาย เก็ดถวาทำตาปริบๆ แต่ก็หาทางออกได้ไม่ยาก

“ประวัติคุณหาได้ง่ายมากในกูเกิ้ล” 

“กูเกิ้ลไม่ได้บอกทุกอย่างหรอก อยากรู้อะไรก็ถามผมตัวต่อตัวได้เลย มีอีกหลายเรื่องของผมที่คุณยังไม่รู้นะ...สวีทตี้”

คำเรียกหวานเจี๊ยบคำหลังเขาพูดแผ่วเบาราวกระซิบ แต่ทำให้คนฟังเขินจนต้องทำตาดุกลบเกลื่อน

“ฉันเคยถามคุณแล้วแต่คุณไม่บอก”

“หืม”

“ฉันเคยสงสัยว่าผู้บริหารอย่างคุณ ทำไมถึงได้ใช้อาวุธได้ดีนัก ทักษะการป้องกันตัวก็ดีเยี่ยม มีสกิลการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ร่างกายก็...ดูแข็งแรงเกินผู้บริหารทั่วๆ ไป”

“อ้อ…” เหมราชจำได้ทันที เธอเคยถามเขาจริงๆ แต่ตอนนั้นเขายังหมั่นไส้เธอนักที่เธอเองก็ยังมีเรื่องปิดบังเขาเลยแกล้งไม่บอกบ้างไปอย่างนั้น “โอเค ผมเคยเป็นนาวิกโยธินอยู่สองปีหลังเรียนจบปริญญาตรี”

คนที่อยากรู้ตาโตอย่างเซอร์ไพรส์สุดๆ “นาวิกโยธิน ?! คุณเนี่ยนะคะ ทำไมคุณถึงไปเป็นทหาร”

“เมื่อก่อนผมอารมณ์ร้อนมาก ขี้โมโห ทำอะไรตามใจตัวเองตามประสาลูกคนโต เตะต่อยอาละวาดกับชาวบ้านทุกวันจนพ่อกับแม่ผมหักดิบตัดค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วส่งผมไปฝึกทหาร ให้เข้าค่าย ให้อยู่ในกฏระเบียบ ให้ไปเจอความลำบากและชีวิตจริง ท่านบอกว่า เราเป็นคนพลังเยอะ แต่ต้องใช้พลังงานในทางที่ถูก”

“โอ...คุณพ่อคุณแม่คุณเปรี้ยวสุดๆ ไปเลยค่ะ ฉันชอบคำนี้จัง ต้องใช้พลังงานในทางที่ถูก แล้วได้ผลไหมคะ”

อดีตคนขี้โมโหหรี่ตามองเธออย่างเอ็นดู “แล้วคุณว่าได้มั้ย ตอนนี้ผมดูบ้าบอแบบนั้นรึเปล่า”

หญิงสาวส่ายหน้า “ฉันว่าตอนนี้คุณดู...ใจเย็น น่าเกรงขาม มีสติกับทุกอย่าง แต่ก็เด็ดขาดมากในเรื่องที่ต้องตัดสินใจ”

“สงครามสอนผมหลายอย่าง การรอดชีวิตจากอัฟกานิสถานมาได้ทำให้ผมเป็นคนใหม่ แผลตามตัวที่คุณเคยเห็น...ก็ตามนั้นแหละ”

เก็ดถวานึกถึงแผลเป็นหลายจุดที่อยู่บนช่วงตัวเขา ทั้งรอยกระสุนปืน รอยบากจากของมีคมต่างๆ ที่ยังทิ้งร่องรอยแห่งความโหดร้ายเอาไว้เด่นชัด

“หน้าแบบนี้กำลังคิดถึงซิกแพ็คของผมอยู่แน่ๆ สาวๆ ทั่วไปเขาบอกว่ามันเซ็กซี่ที่มีแผลเป็นแบบนั้น มันแมนดี คุณล่ะว่าไง” คนที่กำลังคิดถึงซิกแพ็คหน้าแดงวูบแต่ก็ขอแจกค้อนให้วงเล็กๆ 

“สำหรับคนเป็นหมอ เรามองเห็นแผลเหล่านั้นเป็นเรื่องเซ็กซี่ไม่ได้หรอกค่ะ”

เหมราชฟังแล้วหัวเราะได้ทันที “ผมเข้าใจ ตอนเห็นคุณคงนึกภาพมันตอนที่ยังสดๆ สินะ”

เก็ดถวารีบส่งแซนด์วิชที่เขาถืออยู่ใส่ปากเขาเอง “พอได้แล้วค่ะ เดี๋ยวจะกินข้าวกันไม่ลงเอา” 

“แล้วตอนนี้อยากรู้อะไรอีกไหม ถามมาเร็ว เดี๋ยวเราต้องนั่งรถกลับสี่ชั่วโมงแบบมีคนอื่นอยู่ด้วย คุณจะสวีทกับผมไม่ได้นา” 

“อยากรู้ว่า...” คุณหมอมองเขาตาเชื่อมแต่กลับหักมุมด้วยคำถามสุดแสนวิชาการที่ทำเอาคนฟังเซ็งจิตขึ้นมาทันที “ปกติเราใช้เวลาเจาะอุโมงค์กันนานแค่ไหนเหรอคะ”

“ก็...ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สภาพทางธรณีวิทยาภายในภูเขาสำคัญมาก เราไม่รู้จะเจอหินอะไรในนั้น หินอ่อน หินแข็ง หรือแม้กระทั่งก๊าซอันตรายต่างๆ บางจุดใช้เครื่องจักรเจาะไม่ได้ก็ต้องใช้ระเบิดแบบโบราณ ก็จะช้าลงไปอีก ถ้ายึดจากอุโมงค์ลอดภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอิตาลีเป็นต้นแบบ นั่นแค่เจาะอุโมงค์อย่างเดียวก็สิบกว่าปีแล้ว ถ้าเป็นที่นี่ก็คงจะเร็วกว่านั้นหน่อย สัก 8-9 ปี”

คนที่ไม่รู้เรื่องวิศวกรรมอึ้งไปทันที “8-9 ปี...คุณคงมีภาระผูกพันอยู่กับที่นี่อีกนานเลย”

“อืม...ถ้าได้ทำ ผมจะต้องกลับมาที่นี่พร้อมกับคนงานอีกนับพันคน ต้องสร้างฐานผลิตเครื่องจักรในการเจาะอุโมงค์ ต้องเตรียมพื้นที่ รังวัด ออกแบบ ปรับสภาพดิน อีกเยอะมาก คงต้องไปๆ มาๆ อยู่ตลอด แต่ตอนที่อุโมงค์นี้เสร็จ ตอนนั้นเราอาจจะลูกสามแล้วก็ได้”

เขาขยิบตาให้เธอด้วยดวงตาวิบวับ เก็ดถวาอยากจะหยิกพ่อคนขี้อ่อยให้เนื้อเขียว แต่แล้วทีมงานทั้งหมดที่นั่งอยู่ในโรงประชุมกลับเริ่มประหลาดใจเมื่อหญิงคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาหาคาริมก่อนที่ชายผู้นำหมู่บ้านจะรีบรุดตามไปอย่างตกอกตกใจ

“เกิดอะไรขึ้น” ภวันติลุกพรวด เขาดึงตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิ่งตามไปเพื่อสอบถาม คำตอบที่ได้ทำให้เขาหันขวับมายังผู้หญิงคนเดียวในทีม

“หลานชายของคาริมป่วยหนักครับ”

เก็ดถวาไม่รออะไรทั้งนั้น เธอพุ่งตัวออกจากโต๊ะอาหารวิ่งตามกลุ่มชาวบ้านที่เริ่มออกมา ตรงเข้าไปยังบ้านหินที่อยู่ด้านในสุดโดยมีเหมราชวิ่งตามไปด้วยกันในทันที

“อย่ามุงนะคะ อย่ามุง ถอยออกไปนอกบ้านให้หมด” ไม่มีใครฟังภาษาอังกฤษของเธอออกแน่ ดีที่ภวันติวิ่งมาช่วยเป็นล่ามให้อีกแรง เก็ดถวาก้าวเข้าบ้านอย่างไม่รอให้ใครอนุญาต แล้วเธอก็ต้องผงะเมื่อภาพบนฝาผนังบ้านที่แปะอยู่เหนือฟูกนอนของคาริมและหลานชาย หาใช่รูปใครที่ไหน...แต่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์แห่งกษัตริย์องค์สุดท้าย...ศิขเรนทร

เป็นอีกครั้งที่รังสิอรุณกาลสบสายตากับพระบิดาราวกับกายและจิตกำลังได้รับพลังใหญ่หลวง เธอรวมสติทรุดนั่งลงข้างๆ ฟูก แต่ดูเหมือนคาริมจะตกใจและไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้หลานตัวน้อยของเขาเลย เด็กน่าจะอายุราวๆ สี่ถึงห้าขวบ ยังไม่เห็นอะไรมากเพราะคาริมผู้เป็นตากอดเขาไว้แน่น

“ถามอาการเด็กให้หน่อยเถอะค่ะ คุณภวันติ” เธอหันหาตัวช่วย ภวันติแทรกกายเข้ามาทันที ฟังคาริมแล้วถอดความอย่างรวดเร็ว

“เด็กเป็นไข้ กินอะไรไม่ได้ ปวดไปทั้งตัวครับ” 

เก็ดถวามองอย่างกังวล ไม่น่าใช่แค่นั้นแน่ และทันทีที่เด็กน้อยอ้าปากร้องไห้โยเยคุณหมอก็สังเกตเห็น “เด็กมีเลือดออกตามไรฟันนี่” เธอหันหาภวันติอีกครั้ง 

“บอกแกว่า ฉันเป็นหมอ ขอดูอาการหลานแกหน่อยเถอะค่ะ ได้โปรด อาการของเด็กดูไม่ดีเลยค่ะ” 

ภวันติแปลอีกครั้ง คราวนี้เก็ดถวาสบตาคาริมตรงๆ อย่างแน่วแน่ ผู้นำหมู่บ้านชะงักไปทันที เขาจ้องดวงตานั้นราวกับเคยเห็นที่ใด ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมกอดลงเพื่อเปิดทางให้หมอได้เข้าถึง ชาวบ้านที่มุงอยู่นอกประตูหน้าต่างฮือฮาอย่างประหลาดใจ จนภวันติต้องเฉลยกับเหมราช

“ปกติแล้วคนเผ่านี้สันโดษมาก เขาไม่เปิดรับคนต่างถิ่น ไม่เชื่อในการแพทย์ใดๆ และไม่ยอมให้ใครที่ยังไม่ได้เข้าเผ่าของเขาอย่างเป็นทางการแตะตัวเลย ยกเว้น...”

เหมราชขมวดคิ้ว “ยกเว้นอะไรครับ”

“ยกเว้นว่าคนๆ นั้นจะมีเชื้อสายจากเทพเจ้าแห่งขุนเขา ผู้เป็นเทพสูงสุดแห่งดินแดนคีราลัยตามความเชื่อโบราณครับ”

ทริปเปิลเอชหันขวับกลับไปมองคุณหมอเก็ดถวาอีกครั้ง เธอกำลังผ่อนร่างเด็กให้นอนราบ ที่นี่ไม่มีเครื่องมือแพทย์อะไรสักอย่าง มีแต่สมอง สองตาและสองมือของหมอล้วนๆ เด็กชายตัวซีดแทบขาว ตัวร้อนจี๋ หญิงสาวเลิกแขนเสื้อที่ยาวคลุมข้อมือเด็กขึ้นแล้วเธอก็อึ้งเมื่อเห็นว่ามีรอยจ้ำเขียวปรากฏขึ้น ใต้ผิวหนังมีรอยจุดแดงๆ กระจายทั่วตัว เก็ดถวาตัดสินใจในนาทีนั้น หันกลับมามองภวันติและเหมราชหน้าเครียด

“เด็กคนนี้ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด” สองหนุ่มมองหน้ากัน

“คุณ...สงสัยอะไร” เหมราชถามอย่างลุ้นระทึก

“จากอาการ ก็เป็นได้ตั้งแต่ไข้เลือดออก...ไปจนถึงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวค่ะ” 

คนที่ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องตาโตอย่างตกใจ คุณหมออธิบายต่อ “ต้องดูประวัติอะไรอีกหลายอย่างกับระบาดวิทยาของตัวโรคในคีราลัยด้วยค่ะ ทางที่ชัวร์ก็ต้องเจาะเลือดดู แต่ที่แน่ๆ เด็กคนนี้เกล็ดเลือดต่ำมาก ยังไงก็ต้องไปโรงพยาบาลให้ได้ค่ะ ให้พวกเขาไปอันชุลกับเราเลยตอนนี้ได้ไหมคะ” 

ภวันติพยายามจับต้นชนปลายให้ถูกก่อนแปลให้ผู้เป็นตาฟัง แต่คาริมได้แต่สายหน้าอย่างหวาดกลัว แกพูดในสิ่งที่เก็ดถวาฟังออกชัดเจน “ไม่ไป ไม่ไปอันชุล”

“ต้องไปนะคะ คาริม” เธอพูดภาษาคีราลัยแผ่วเบาอ่อนโยนกับชายที่กำลังขวัญเสีย เขานิ่งอึ้งแทบไม่เชื่อหู

“คุณภวันติ เตรียมที่นั่งในรถให้พวกแกด้วยเถอะค่ะ” ภวันติผลุบหายออกไปสั่งการทันที

แพทย์หญิงหนึ่งเดียวจับมือเด็กไว้แน่น เจ้าตัวน้อยหยุดร้องไห้และนิ่งสงบขึ้นอย่างน่าประหลาด

“เด็กใส่เสื้อผ้าอุ่นไม่พอ เอาผ้าพันคอของฉันพันไว้อีกชั้นนะคะ” เก็ดถวากลับมาพูดภาษาอังกฤษ รีบปลดผ้าพันคอผ้าวูลสีขาวผืนใหญ่ของเธอออกจากไหล่แล้วคลุมร่างเด็กชายตัวน้อยเอาไว้ คาริมมองกิริยานั้นอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่สิ่งที่ทำให้เขาจ้องมองหญิงแปลกหน้าตรงหน้าอีกครั้งด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าตอนที่เธอกำลังปลดผ้าพันคอออกจากคอนั้น เส้นด้ายกลับเกี่ยวเอาสร้อยเส้นหนึ่งที่ซ่อนไว้มิดชิดในเสื้อตัวในของเธอออกมาด้วย

คาริมจ้องมองสร้อยเกล็ดหิมะด้วยตาลุกโพลงราวกับจะโดนมนตร์สะกดไปกับสีของพลอยที่กำลังเปลี่ยนฉับพลัน ชายชนเผ่าเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นเจ้าของมันอย่างตกตะลึง

เก็ดถวาใจหายวาบ รีบเก็บสร้อยเส้นสำคัญเอาไว้ในเสื้อเหมือนเดิม ก่อนจะหันไปไม่เห็นภวันติแล้วเธอจึงพูดกับคาริมอีกครั้งด้วยภาษาคีราลัยชัดเจน

“เชื่อใจฉันนะคะ ฉันจะพาหลานไปรักษา”

คาริมมองเหมราชที่ค่อยๆ ช้อนตัวหลานชายขึ้นในอ้อมแขน ก่อนหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาสั่นระริก 

ใครเลยจะไม่เชื่อใจผู้เป็นเชื้อสายเทพเจ้าแห่งขุนเขาได้เล่า...


*******************

หายไปนานชาติอีกแล้วววว ทำไมเป็นคนแบบนี้ ????????????555 

ขออภัยเป็นอย่างสูงจริงๆ ค่ะ งานเยอะมากเพิ่งเริ่มซาสัปดาห์นี้เอง

ทำงานจนดีเลย์ไปทุกดราม่า ตามไม่ทัน ตลาดวายกันไปมากมาย 555

และข่าวร้ายอีกอย่างคือ พี่เฮคคงเสร็จไม่ทันงานหนังสือตุลาคมนี้แน่นอนแล้วค่ะ

เสียใจที่สุดในโลก แต่ได้พยายามแล้วจริงๆ 

เขียนยากเล่ายาก เค้นไปก็ได้เท่านั้นแถมมั่วอีกต่างหาก 555 ????????????

เลยขออนุญาตตั้งสติ ไม่กดดันตัวเอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียงค่ะ

ขอบพระคุณทุกท่านที่ถามไถ่และยังรอกันเสมอนะคะ เกรงใจมากๆ

ขออภัยและขอบคุณจริงๆ ค่ะ

.

ป.ล. 1 ข้อมูลทางการแพทย์ที่มีพยายามตรวจเช็กมาแล้ว เพื่อให้ถูกต้องและสมจริงที่สุด 

ขอบพระคุณคุณหมอและพยาบาลทุกท่านที่ช่วยเหลือด้านข้อมูลและตรวจการบ้านให้นักเขียนด้วยนะคะ

และถ้ามีผู้รู้ได้มาอ่านแล้วพบว่ามีผิดพลาดประการใด

สามารถท้วงติงได้เลยนะคะ พร้อมจะตรวจสอบและแก้ไขค่า

ป.ล. 2 ตอนเก่าๆ อาจมีกลับไปแก้ไขรีไรท์บ้าง ขออภัยนะคะ แต่งสดอาจมีตกๆ หล่นๆ ค่ะ

ป.ล. 3 ชื่อสถานที่ บุคคลต่างๆ เป็นชื่อสมมติ ขออภัยหากไปพ้องกับชื่อสถานที่และบุคคลจริงนะคะ


ฝากติดตามและคอมเมนต์กันได้นะคะ ขอบพระคุณสำหรับทุกความเห็น ทุก fav และทุกโหวตค่า

(ใครเมนต์ที่นี่ไม่สะดวกตามไปคุยกันได้ที่ http://www.facebook.com/storybyclairdelune/ ค่ะ)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 336 ครั้ง

51 ความคิดเห็น

  1. #1119 gibbsfreeenergy (@gibbsfreeenergy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 10:19

    คิดถึงในหลวง TT

    #1119
    0
  2. #976 noodao (@daonet) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 18:25

    สร้อยเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าสายเลือดเจ้าของประเทศนี้ได้กลับมาแล้ว

    #976
    0
  3. #799 ไอยดา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 18:06
    มาส่องทุกวันเลยค่า ยังรออยุ่นะ
    #799
    0
  4. #798 17lunnla (@17lunnla) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 13:12

    สู้ๆค่ะ ..มาช้ายังดีกว่าไม่มา ว่ากันว่าอยากกินของอร่อยต้องใจเย็นๆ ..ตามนั้นhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-big-09.png

    #798
    0
  5. วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 10:44
    รอได้ค่ะ สู้ๆค่ะ
    #797
    0
  6. #795 Dawrung669 (@25480508) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 11:11
    ส่งกำลังใจค่า ชอบพี่เฮคกับคุณหมอมากๆ..น่ารักตลอด // คู่พี่ดินก็ชอบ รอๆๆค่ะ love you.
    #795
    0
  7. #792 ยี่สุ่น (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 20:40

    รอตอนต่อไปคะ..เป็นกำลังใจให้คะ

    #792
    0
  8. #791 nuii (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 12:33

    รอคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สนุกมาก

    #791
    0
  9. #790 ShositaSaisaoad (@ShositaSaisaoad) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 22:07
    รอนะคะยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก
    เป็นกำลังใจให้ค่ะนานแค่ไหนก็จะรอค่ะ
    #790
    0
  10. #789 Y. WaRiNRaN (@warinran) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 14:13
    มาอ่าน วน ไป ให้หายคิดถึง ของานหนังสือ มี.ค.เม.ย. ปีหน้าก็ด๊ะ T_T
    ขอแค่ไรท์ อย่าถึงกับต้อง ไปเขียนที่เตียง รพ เหมือนตอนพี่บาส ก็พอ 5555
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #789
    0
  11. #788 ไอยดา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 12:40
    รอได้ จนกว่าเล่มจะออกค่ะ แต่มาอัพเรื่อยๆนะ
    #788
    0
  12. #787 aiw (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 10:46

    รอได้ค่ะจะรอทั้งอัพทั้งเล่มเลย

    #787
    0
  13. #786 Filmpeace (@Filmpeace) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 20:20
    ไม่เป็นไรค่ะ รอได้ เน้นคุณภาพเนอะ
    #786
    0
  14. #785 ปนัดดา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 18:15

    สนุกๆๆๆๆๆๆ

    #785
    0
  15. #784 Zensen (@zensen) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 16:59
    สนุกมากๆๆเลย มาอัพบ่อยๆนะคะ
    #784
    0
  16. #783 Natsuko (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 13:00

    ลุ้นทุกตอนยิ่งกว่า ดูหนัง action thriller

    #783
    0
  17. #782 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 10:36
    กำลังสนุกเลย
    #782
    0
  18. #781 mahkung (@mahkung) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 22:14
    รอเสมอค่ะ
    #781
    0
  19. #780 yuisorracha (@yuisorracha) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 20:31
    งานดีแบบนี้ผู้อ่านยินดีรอค่ะ อ่านแล้วเหมือนได้ไปร่วมในเหตุการณ์ ทั้งหวาน ทั้งตื่นเต้น ตื้นตัน และหวาดหวั่นกลัวความลับแตก
    #780
    0
  20. #779 ingnon (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 20:25

    ฮืออออ ยิ่งอ่านก้ยิ่งลุ้น อยากได้เป็นเล่มจะแย่แล้วค่ะะะ พี่เหมของน้อง เฮ้อออ

    #779
    0
  21. #778 JahJie_2 (@JahJie_2) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 15:22
    รออยู่นะคะ ลุ้นไปกับพี่เเฮคมากๆๆๆๆๆ
    #778
    0
  22. #777 พราวแสงรุ้ง (@chuleekornl) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 14:50
    สนุกมากคะ รอตอนต่อไปนะคะ
    #777
    0
  23. #776 NHDtrai (@NHDtrai) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 14:45
    รอค่ะไรท์ สนุกมาก ชอบเรื่องนี้สุดๆ พี่เฮคน่ารัก ขยันอ่อยคุณหมอจริงจัง น่าร้ากกกกกก
    #776
    0
  24. #775 mydaisy23 (@mydaisy23) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 14:37
    รอพี่เฮคกับแคทตี้เสมออ
    #775
    0
  25. #774 Isariya_y (@Isariya_y) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 11:28
    รอได้แน่นอนค่ะ. แค่อ่านยังได้ข้อมูลเยอะเลยแสดงว่าคนเขียนต้องทำการบ้านหนักแน่ๆ 😍👍😍
    #774
    0