Why R U ? #เพราะรักใช่เปล่า (ไฟท์เตอร์xติวเตอร์) (Yaoi)

ตอนที่ 16 : Chapter 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,082 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

ไฟท์เตอร์ติวเตอร์

 

 

- Chapter 15 -

 

พี่ไฟท์ ช่วงสักสามทุ่มของวันนี้พี่ว่างหรือเปล่า

 

ติวเตอร์มองข้อความไลน์ที่เพิ่งส่งไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาตัดสินใจอยู่นานเลยกว่าจะกล้าส่งข้อความไปหาใครอีกคน อาจเพราะช่วงเวลาที่ไม่เจอหน้ามันทำให้ความกล้าที่จะพูดกับพี่เขาลดลงไปหลายระดับ ถึงตอนนี้เขาจะรู้ใจตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่ฝั่งนู้นจะคิดยังไง

 

แม้ว่าความรู้สึกลึกๆ ของเขาจะเชื่อว่าไฟท์เตอร์เองคิดเหมือนกัน แต่ในความเชื่อมันก็ยังมีส่วนที่ไม่แน่ใจอยู่ดี

 

“เขาตอบไหม” ต้องตาที่นั่งอยู่บนเตียมถามพร้อมกับเอามือวางลงบนศีรษะคนเป็นน้อง เธอโยกหัวไปมามองน้องชายที่ยังทำหน้าเป็นกังวลอยู่ “ว่าไงเขาอ่านหรือยัง”

 

“ยัง” ติวเตอร์หันมาตอบพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ

 

“บางทีเขาอาจจะยุ่งๆ เลยไม่ได้จับโทรศัพท์ล่ะมั้ง”

 

“คงงั้น” ติวเตอร์ตอบพี่สาวแบบขอไปที เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วพี่ไฟท์ยุ่งหรือเปล่า ในใจก็ไม่อยากจะคิดแง่ลบ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีพี่ไฟท์อาจจะเห็นมันเด้งขึ้นที่หน้าจอแล้วแต่แค่ไม่ยอมกดเข้ามาอ่านหรือเปล่า

 

ช่างเถอะ ติวเตอร์บอกตัวเองพร้อมกับขยับลุกขึ้นเดินไปตรงโซนครัวเพื่อเตรียมอุ่นอาหารในไมโครเวฟ

 

“ว่าแต่พี่ต้องจัดกระเป๋าเสร็จแล้วใช่ไหม เตอร์จะได้อุ่นกับข้าว กินเสร็จแล้วเราจะได้ไปสนามบินกัน”

 

“ไปกันเองเหรอ”

 

“ใช่สิ”

 

“ไม่รอคุณเขามารับหรือไง”

 

“คุณไหนของพี่”

 

“ก็คุณไฟท์ตงไฟท์เตอร์อะไรนั่น”

 

“พี่เขาคงไม่ว่างมาแล้วล่ะมั้ง”

 

“เตอร์รู้ได้ไง” ต้องตามถาม “นั่งอยู่ในใจเขาเหรอ ถึงรู้เก่งขนาดนี้”

 

“พี่ต้อง”

 

“ก็ถามจริงๆ เตอร์รู้ได้ไงว่าเขาจะไม่มา”

 

“ไม่รู้”

 

“ถ้าไม่รู้ก็อย่าเพิ่งคิดไปเอง โอเคไหม” ต้องตาพูดพร้อมกับเดินเข้ามาหาติวเตอร์ที่พยักหน้าแบบพอเป็นพิธี เธอเอื้อมมือไปขยี้หัวน้องชายตัวเองอย่างเอ็นดูอีกรอบก่อนจะหันไปช่วยติวเตอร์จัดจานเพื่อเตรียมกินข้าวเย็น

 

เราสองคนใช้เวลาทั้งพูดคุย กินข้าวและทำธุระส่วนตัวกันอยู่พักใหญ่ๆ ถึงค่อยทยอยขนของลงมาด้านล่าง กระเป๋าพี่ต้องที่เอามาจากต่างจังหวัดในตอนแรกมีแค่ใบเดียวแต่พอจะไปเยอรมันกลับงอกมาจากไหนไม่รู้อีกสองใบ แต่ก็เอาเถอะเข้าใจอยู่ว่าต้องไปอยู่ยาว ของที่เอาไปส่วนใหญ่ก็เป็นของแห้งอย่างมาม่าที่เอาไว้ประทังชีพทั้งนั้น กลัวก็แต่ว่ารถแท๊กซี่ที่กำลังจะเรียกเขาจะไม่รับเนี่ยแหละ

 

“พี่ต้องเดี๋ยวเตอร์เรียกแกร๊บคาร์นะ ของเยอะขนาดนี้”

 

“ต้องเรียกด้วยเหรอ”

 

“เรียกดิ”

 

“แต่พี่ว่าไม่ต้องเรียกแล้วก็ได้มั้ง” ต้องตาพูดพร้อมกับมองข้ามไหล่ติวเตอร์ไปหาใครสักคน ติวเตอร์หันกลับไปมองตามสายตาพี่ต้อง “นั่นใช่ไฟท์หรือเปล่า”

 

เสียงที่สะท้อนเข้ามาไม่ได้ทำให้โฟกัสของสายตาติวเตอร์หลุดไปจากคนตรงหน้าเลย

 

อาจเพราะทุกจังหวะที่เรามองกันมันกำลังทำให้หัวใจเต้นรัวขึ้นเรื่อยๆ

 

หลายครั้งที่ติวเตอร์พยายามควบคุมมันให้หยุดนิ่ง แต่ใช่... ใครมันจะไปควบคุมความรู้สึกและหัวใจตัวเองได้

 

ไม่มีใครควบคุมความคิดถึงของตัวเองได้หรอกนะ

 

ไม่มีจริงๆ

 

 

“ปกติไฟท์ขับรถไปมหาลัยตลอดเหรอ”

 

“ครับ บ้านผมอยู่ไกลน่ะ” คนขับบอกต้องตาที่นั่งอยู่เบาะหลังอย่างไม่รู้สึกหงุดหงิด ทั้งๆ ที่มันควรจะรำคาญได้แล้วเพราะพี่ต้องถามเยอะมาก ขนาดติวเตอร์ที่นั่งอยู่ตรงนี้ยังรู้สึกรำคาญเลย ไม่รู้จะถามอะไรเยอะแยะ

 

“อยู่แถวไหนเหรอ”

 

“พุทธมณฑลอ่ะพี่ต้อง”

 

“โห ไกลเหมือนกันนะเนี่ย ไปกลับแบบนี้ไม่เหนื่อยแย่เหรอ พี่ว่าไฟท์น่าจะหาหออยู่นะ” พี่ต้องยังไม่หยุดพูดเลย ทำยังไงดี

 

“มันชินแล้วอ่ะพี่ต้อง ผมขับไปกลับแบบนี้มาสี่ปีแล้ว”

 

“นั่นสิ” ต้องตาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “แต่ถ้าเป็นพี่ก็คงเลือกที่จะอยู่หอดีกว่า เบื่อการตื่นเช้า แถมยังต้องมาปวดหัวกับรถที่ติดอีก”

 

“ก็นั่นมั่นพี่ต้อง”

 

“อะไรเตอร์ พี่ไม่ได้พูดกับเตอร์สักหน่อย พี่คุยกับไฟท์”

 

“ก็เตอร์อยากคุยด้วย”

 

“อยากคุยกับพี่หรืออยากคุยกับใคร” ติวเตอร์ไม่ตอบ จนต้องตาที่มองน้องชายตัวเองอยู่อดมันเขี้ยวไม่ได้ เธอยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วหันไปคุยกับไฟท์ต่อ “เออไฟท์ พี่ถามอะไรไฟท์อย่างดิ”

 

“ครับ?

 

“ไฟท์ว่าน้องพี่น่ารักไหม”

 

“พี่ต้อง” ติวเตอร์หันมาแหวใส่พี่สาวทันทีที่จู่ๆ ก็ถามอะไรขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

“ว่า?” ยังมีหน้ามามึนใส่เขาอีก “เตอร์มีอะไรจะพูดกับพี่เหรอ”

 

“พี่ต้องถามอะไรไร้สาระ”

 

“ไร้สาระแล้วเตอร์มายุ่งอะไรด้วย พี่ถามไฟท์ต่างหาก” ติวเตอร์คว่ำปากน่ารักจนพี่สาวอย่างเธออดอมยิ้มไม่ได้ ยิ่งพอไม่ได้ดั่งใจแล้วทำหน้าแบบนี้ก็ยิ่งน่าแกล้ง

 

ติวเตอร์มักมีมุมเด็กเวลาที่อยู่กับคนสนิทหรือไม่ก็ครอบครัว มันเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะแสดงมุมนี้ออกมากับคนที่ไว้ใจได้ กับไฟท์เตอร์เองต้องตาไม่แน่ใจว่าเคยเห็นไหม แต่ถ้าไม่เคยเธอก็อยากให้คนที่น้องชอบได้รับรู้มุมนี้ของน้องด้วย

 

“ไฟท์ว่าไง ติวเตอร์น่ารักไหม” พี่ต้องยังไม่หยุดถามเลย ท้ายสุดสิ่งที่คนอย่างเขาทำได้ก็คือการหันไปมองคนขับแล้วพยายามบอกเป็นนัยๆ ว่าให้ทำหูทวนลมไป แต่ผลที่ได้รับกลับมาคือคำตอบแทน

 

“น่ารัก” ประโยคแรกพี่ไฟท์พูดราวกับกระซิบ การขยับปากที่แผ่วเบาของพี่มันราวกับต้องการจะบอกเพียงแค่เขามากกว่าคนอื่น

 

“...”

 

“น่ารักครับ” ประโยคสองที่พูดย้ำ เหมือนเตือนให้รู้ว่าไอ้ความรู้สึกที่กำลังพรั่งพรูอยู่ในอกเขาตอนนี้คืออะไร ติวเตอร์สบถด่าตัวเองในใจว่าเขาไม่ควรหันมาสบตากับพี่ไฟท์เลย เพราะสายตาพี่มันทำให้ใจเขาเต้นแรงขึ้นอีกแล้ว

 

“แล้วชอบไหม” ติวเตอร์ไม่ได้พูด ไฟท์เตอร์เองก็ไม่ได้ถาม แต่เป็นต้องตาต่างหากที่พูดขึ้นมา

 

“พี่ต้อง” ติวเตอร์หันไปขมวดคิ้วมองคนที่นั่งอยู่เบาะหลังด้วยสายตาปรามๆ แต่พี่ต้องกลับไม่ตอบคำถามเขา เธอแค่ยิ้มมุมปากส่งมาให้เท่านั้น

 

“สรุปว่าไงไฟท์ ชอบไหม”

 

“ก็...”

 

“พี่ไฟท์ ไฟเขียวแล้วครับ” ติวเตอร์เอื้อมมือมาดันหน้าไฟท์เตอร์ให้หันกลับไปมองถนน “อย่าไปฟังคนพูดมาก”

 

“โหติวเตอร์ เดี๋ยวนี้ร้ายเหรอ กล้าว่าพี่พูดมากเลย”

 

“ก็วันนี้พี่ต้องพูดมากจริงๆ พูดไร้สาระด้วย โอ้ยยยย ผลักหัวเลยเหรอ” พี่ต้องเวลากวนตีนก็กวนตีนมากเลยแหละ เพราะขนาดนั่งอยู่เบาะหลังยังสู้อุตส่าห์เอื้อมมือมาผลักหัวเขาได้

 

“เออไง วันนี้เราว่าพี่ไร้สาระสองรอบแล้วนะน้องรัก”

 

“ก็พี่ต้องไร้สาระจริงๆ นี่นา”

 

“รอบที่สามแล้วนะติวเตอร์”

 

“แล้ว?

 

“ก็จะโดนไม่ใช่น้อยไงยะ” สองพี่น้องเถียงกันมาตลอดทาง ไฟท์เตอร์มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กๆ อาจเพราะเขาไม่ได้มีพี่หรือน้องให้มาเถียงหรือคอยช่วยเหลือกันแบบที่ติวเตอร์มี แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วเพราะการได้มาเห็นมุมงอแงของติวเตอร์แบบนี้มันค่อนข้างเปิดโลกเขาพอสมควร ก่อนหน้านี้ที่เคยเห็นก็เป็นตอนที่ติวเตอร์ง่วงและหลับอยู่บนเตียงบ้านเขานั่นแหละ

 

จริงๆ ก็อยากเห็นมุมนี้อีก

 

อยากเห็นตอนที่น้องงอแงและอ้อนเขาตรงๆ อยากรู้ว่าถ้าถึงตอนนั้นเขาจะทนมันไหวหรือเปล่า

 

 

 

“ส่งพี่แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องไปถึงหน้าเกตหรอก” หลังจากที่โหลดกระเป๋าเสร็จ พวกเราทั้งหมดก็มายืนอยู่หน้าทางขึ้นบันไดเลื่อน ต้องตารับกระเป๋าใบเล็กที่น้องชายสะพายอยู่มาถือเอง

 

“แต่ว่าเวลายังเหลืออีกตั้งชั่วโมง เราไปหาที่นั่งคุยกันก่อนดีไหมพี่ต้อง”

 

“ไม่เอาดีกว่าพี่อยากเข้าไปรอด้านในแล้ว”

 

“แต่ว่า...”

 

“เตอร์” ต้องตาพูดพร้อมกับวางลงบนหัวน้องชายที่ตัวโตกว่า “ส่งแค่นี้แหละ”

 

“...”

 

“แล้วพี่ก็แค่ไปทำงาน ไม่ต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นก็ได้ พี่ไม่ได้ไปตายสักหน่อย”

 

“ไม่พูดแบบนี้ดิพี่ต้อง ไม่เป็นมงคลเลย”

 

“เออ ไม่พูดก็ไม่พูด แต่พี่ไปทำงานจริงๆ เพราะงั้นแกอย่ามาทำหน้าเศร้าแบบนี้ใส่พี่ โอเคไหม”

 

“อื้อ ไม่ทำแล้ว” ติวเตอร์พยักหน้าแล้วพยายามยิ้มกว้างออกมา ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่ความรู้สึกเขามันรับรู้ได้ว่ามันจะนาน ไม่รู้หรอกว่ากี่ปีถึงจะได้เจอกัน ไม่แน่ด้วยซ้ำว่าถ้าพักร้อนหรือมีวันหยุดพี่ต้องจะกลับมาหรือเปล่า อาจเพราะด้วยนิสัยของต้องตาที่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จหรือปลดหนี้ได้ก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน

 

“เออ ให้มันได้แบบนี้สิน้องฉัน” ต้องตายิ้มจนตาหยีแล้วค่อยหันมามองใครอีกที่ยืนอยู่ข้างติวเตอร์ “ไฟท์”

 

“ครับ”

 

“พี่ฝากเตอร์ด้วย ส่วนเรื่องไฟท์ที่ไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจอยู่ในตอนนี้ พี่หวังว่าไฟท์จะรีบทำความเข้าใจกับมันก่อนที่มันจะสายไปนะ เข้าใจที่พี่จะสื่อใช่ไหม”

 

“เข้าใจครับ” ไฟท์เตอร์พยักหน้าเสร็จต้องตาก็หันไปมองติวเตอร์อีกรอบ ในคราวแรกเธอกะว่าจะหันไปยิ้มแล้วลูบหัวไอ้ลูกหมาอีกสักที แต่ทั้งหมดมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นหรอก เพราะรู้ตัวอีกทีอ้อมกอดที่ว่างเปล่าก็ถูกแทนทีด้วยน้องชายตัวโตเข้าแล้ว ความอบอุ่นตรงนี้กำลังจะหายไปแล้วสินะ

 

แต่ใช่แหละมันจะหายไปไม่นานหรอก เพราะสุดท้ายเธอก็จะกลับมา กลับมารับความอบอุ่นนี้จากครอบครัวอีกครั้ง

 

 

ท้องฟ้าในวันนี้ดูมืดครึ้มกว่าปกติ แสงไฟจุดเล็กๆ ที่บ่งบอกว่ามันคือเครื่องบินค่อยๆ หายวับเข้าไปในกลีบเมฆ ไฟท์เตอร์เคยคิดว่าถ้าวันนึงต้องมาตกอยู่ในสภาพเดียวกับติวเตอร์เขาจะเป็นยังไง อาจจะร้องไห้ฟูมฟายหรือไม่ก็นิ่งสนิท แต่คิดแล้วว่าน่าจะอย่างหลังซะมากกว่า

 

“มึงอยากกินอะไรไหม” คำถามที่ถามไปรู้แหละว่าคงไม่ได้คำตอบ แต่ไฟท์เตอร์ก็ยังอยากถาม อยากแสดงความห่วงใยให้ใครอีกคนเห็นว่าเขายังยืนอยู่ตรงนี้

 

“พี่ไฟท์” เสียงเรียกชื่อเขาดูสั่นเครือจนคนฟังยังรู้สึกแย่ ยิ่งพอหันมาเห็นคนตัวเล็กก้มหน้างุดอยู่กับพื้นก็ยิ่งรู้สึกว่ามันทรมานเกินไป

 

ไม่ใช่ไม่เข้าใจ

 

ไฟท์เตอร์เข้าใจเป็นอย่างดีเลยแหละ เข้าใจว่าติวเตอร์พยายามแล้ว น้องมันพยายามจะไม่เสียใจแล้ว แต่สุดท้ายมันก็กลั้นไม่ไหวอยู่ดี

 

“ไหวไหม” เขาถามขึ้นตอนที่หันกลับมามองหน้าคนเป็นน้อง

 

“...”

 

“ไหวหรือเปล่า”

 

“ฮึก... ไม่ไหว...” มันเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่าไม่ไหวจากปากติวเตอร์ เป็นครั้งแรกที่ได้ยินน้ำเสียงที่ทำใจเขาพังลงได้ และก็เป็นครั้งแรกที่พอน้องเงยหน้าขึ้นมามันมีแต่รอยเปรอะเปื้อนจากคราบน้ำตาเต็มไปหมด

 

เขาไม่ชอบเลย

 

สารภาพตรงนี้ว่าไม่ชอบน้ำตาของติวเตอร์เลยด้วยซ้ำ ติวเตอร์ในแบบที่เขารู้จักคือคนเข้มแข็ง ขนาดเหนื่อยหรือท้อน้องมันยังไม่เคยพูดคำพวกนี้ออกมาเลย

 

“พี่ไฟท์”

 

“...”

 

“ผมน่ะ ... ผมไม่ได้อยากจะร้องไห้หรอกนะ แต่ว่าผม...” ติวเตอร์พยายามอย่างมากที่จะปาดน้ำตาออกด้วยหลังมือของตัวเอง แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่มันก็เหมือนจะไม่ได้ผล

 

“กูรู้”

 

“ฮึก... ไม่ได้อยากร้อง” ไฟท์เตอร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาแค่ดึงเอาคนตัวเล็กกว่าเข้ามาในอ้อมอก สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือโอบกอดคนตรงหน้าไว้แน่น มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นลูบหัวราวกับปลอบว่าเขาจะอยู่ตรงนี้ ริมฝีปากที่อยู่ตรงขมับพูดพึมพำบอกกับน้องว่าไม่เป็นไร เสียงสะอื้นไห้และความอุ่นร้อนจากหยาดน้ำตาที่อยู่ตรงบ่ามันมากพอให้เขารู้ว่าติวเตอร์กำลังเจ็บปวด

 

มึงรู้สึกแย่สินะเตอร์

 

รู้สึก... ไม่ไหวใช่ไหมที่วันนึงคนที่รักมากที่สุดต้องไกลห่างไปแบบนี้

 

แต่กูยังอยู่กับมึงนะ อยู่ตรงนี้

 

“เดี๋ยวมันจะดีขึ้น”

 

“ฮึก... อื้อ” ติวเตอร์พยักหน้ากลับบ่าไฟท์เตอร์แล้วใช้สองมือกอดเอวเขาแน่น ไม่รู้สุดท้ายคำพูดเขาจะช่วยให้น้องมันดีขึ้นไหมแต่ที่เขาทำได้ก็คงมีเพียงเท่านี้

 

เท่านี้จริงๆ

 

 

 

 

Loading

 

 

 

50 %

 

 

 

 

ตลอดทางที่นั่งอยู่บนรถไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างเรา ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีแม้กระทั่งใครสักคนที่เอ่ยปากพูดออกมาก่อน ติวเตอร์จมอยู่ในความนึกคิดของตัวเอง ส่วนไฟท์เตอร์คงทำได้เพียงแค่ขับรถไปส่ง ยืนอยู่ข้างๆ นั่งอยู่ตรงนี้ ครั้งไหนที่ติวเตอร์หันมาก็หวังใจว่าเจ้าตัวจะเห็นว่ายังมีเขาอยู่

 

ในตอนแรกไฟท์เตอร์คิดแหละว่าถ้าหากพาติวเตอร์ไปกินข้าว เดินเล่น หรือดูหนัง น้องอาจจะดีขึ้นในไม่ช้า แต่ดูจากสภาพการณ์แล้วคงทำได้แค่พากลับห้อง แต่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ดูอุดอู้แบบนั้น เข้าไปทั้งที่ภายในใจยังอึดอัดก็กลัวว่าจะยิ่งทำให้เครียดมากกว่าเดิม สุดท้ายเขาเลยพาติวเตอร์ขึ้นมาบนดาดฟ้าของหอแทน ตอนที่กดลิฟต์เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพามาที่ไหน น่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ไฟท์เตอร์ดึงแขนแล้วพาขึ้นบันไดมาบนดาดฟ้าของหอนั่นแหละ

 

“พี่ไฟท์”

 

“เดี๋ยวค่อยเข้าห้อง อยู่ตรงนี้ไปก่อน” ไฟท์เตอร์พิงตัวเองเข้ากับระเบียงดาดฟ้า มองหน้าคนที่มีท่าทีลังเลในคราวแรก แต่ท้ายสุดติวเตอร์ก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะวางแขนทั้งสองข้างลงบนที่กั้นของระเบียง เขามองคนที่กำลังเงยหน้าหลับตารับลมเย็นที่พัดโชยมา ในหัวตอนนี้คงกำลังคิดอะไรวุ่นวายไปหมด ไฟท์เตอร์ไม่ได้ถามน้องหรอกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เพราะคิดว่าอีกไม่นานติวเตอร์จะเข้าใจ

 

เข้าใจว่าความอ่อนแอจะสอนให้เราเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง

 

เข้าใจว่าในวันนี้แม้เราจะเสียใจแต่สุดปลายทางของมันคือการเริ่มต้น

 

เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นต้องตา ติวเตอร์ หรือพ่อกับแม่ของทั้งคู่ก็ตาม

 

 

 

ไฟท์เตอร์ไม่แน่ใจว่ายืนอยู่ตรงนี้มากี่นาทีแล้ว อาจจะนานนับชั่วโมงหรืออาจจะไม่ถึงสิบนาที แต่เขาก็ไม่ได้รีบ ไม่ได้เอ่ยถามใครอีกคนว่าเป็นยังไงบ้างจนกระทั่งคนตาบวมลืมตาขึ้นมองเขา

 

“เป็นไงบ้าง? โอเคขึ้นแล้วใช่ไหม”

 

“อื้อ” ติวเตอร์พยักหน้า “โอเคแล้ว ขอบคุณพี่มากๆ เลยนะที่อยู่เป็นเพื่อน”

 

ติวเตอร์ยิ้มแล้วมองตรงไปยังวิวเบื้องหน้าอีกครั้ง

 

“พอมาคิดดูดีๆ แล้วมันก็ไม่เห็นต้องเศร้าจริงๆ นั่นแหละ เพราะสิ่งที่พี่ต้องทำ มันคือสิ่งที่พี่เขารักและมากกว่านั้นคือเขาทำเพื่อผม เพื่อครอบครัว”

 

“ใช่ เก่งนะเนี่ยคิดได้เร็วขนาดนี้” ไฟท์เตอร์เอ่ยแซวจนเจ้าตัวหันมายู่ปากน่ารักใส่ เห็นแล้วโคตรอยากบีบปาก

 

“งั้นเราลงไปข้างล่างกันเถอะ ดึกแล้ว หนาวด้วย”

 

“รีบเหรอ”

 

“หรือพี่จะอยู่บนนี้คนเดียวก็แล้วแต่นะ” ติวเตอร์พูดจบก็ทำท่าเดินออกไปจริงๆ แต่เป็นไฟท์เตอร์เองนั่นแหละไปรั้งแขนคนตัวเล็กไว้ก่อน

 

“เดี๋ยวค่อยลงดิ อยู่ด้วยกันก่อน” ไฟท์เตอร์เวลางอแงแล้วเหมือนหมาเลย หมาที่อยากให้เจ้าของลูบหัวแล้วบอกว่าเป็นเด็กดีนะไฟท์เตอร์ “ยิ้มอะไร”

 

“เปล่า”

 

“ไม่ได้คิดอะไรแย่ๆ ในหัวเกี่ยวกับกูใช่ไหม”

 

“เปล่าเลย” แค่คิดว่าพี่เหมือนหมาตัวโตเท่านั้น “สรุปยังไงอ่ะพี่ไฟท์ ให้ผมอยู่ต่อแบบนี้ พี่ต้องบอกเหตุผลผมด้วยนะว่าทำไมถึงให้อยู่”

 

“กูยังไม่แน่ใจเลยว่าพูดออกไปตอนนี้มันดีแล้วใช่ไหม เพราะมึงเพิ่งผ่านเรื่องพี่ต้องมา” ไฟท์เตอร์มองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าลังเลนิดๆ

 

“พี่ไฟท์ พี่จะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย ตอนนี้ผมโอเคแล้ว”

 

“...”

 

“โอเคแล้วจริงๆ”

 

“งั้นก็ได้” ไฟท์เตอร์พยักหน้า “เรื่องที่กูจะพูดมันไม่มีอะไรมากหรอก กูก็แค่อยากจะถามเรื่องความรู้สึกของเราสองคนที่คุยกันคืนนั้น มึงคิดว่าไงวะเตอร์ มึงคิดว่ามันยังเป็นแบบที่มึงบอกกูอยู่อีกไหม”

 

“แล้วพี่คิดว่าไงล่ะ”

 

“กูไม่รู้ไง กูถึงได้มาถามมึง”

 

“แต่ผมว่าความรู้สึกของใครก็ต้องเป็นคนนั้นที่เข้าใจเองนะพี่”

 

“แต่เพราะกูไม่เข้าใจไง เพราะงั้นมึงก็ต้องบอกให้กูเข้าใจนะเตอร์ อย่าให้กูเข้าใจแบบผิดๆ ได้ไหม?” ติวเตอร์ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร มันเหมือนว่าบางครั้งไฟท์เตอร์ก็เข้าใจอยู่แล้วแต่ไม่รู้ทำไมพี่มันถึงทำแบบนี้ อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองกำลังโดนแกล้งอยู่หรือเปล่า “ทำหน้าจับผิดอะไรกูอีก”

 

“ก็พี่มันไม่น่าเชื่อถือ”

 

“กูไม่น่าเชื่อถือตรงไหน”

 

“ก็ทุกตรงนั่นแหละ”

 

“...” ติวเตอร์เงียบ

 

“...” ไฟท์เตอร์เองก็เงียบ เรามองหน้ากันในแบบที่ไม่มีใครยอมใคร

 

“โอเค” แต่สุดท้ายคนที่ยอมก่อนก็คือไฟท์เตอร์ “ไม่เถียงแล้วก็ได้”

 

“งั้นเราลงไปข้างล่างกัน”

 

“ไม่เถียงไม่ได้หมายความว่ามึงจะหนีปัญหาได้นะเตอร์ เพราะตอนนี้สิ่งที่กูอยากได้จากมึงคือการที่มึงบอกกูว่ากูรู้สึกยังไง”

 

“...”

 

“ก็แค่พูดเหมือนที่เคยพูดอ่ะ ยากตรงไหน”

 

ติวเตอร์มีสีหน้าไปไม่เป็น เขารู้สึกถึงความไม่แฟร์และรู้สึกว่ากำลังโดนพี่ไฟท์แกล้งตัวเองอยู่วันยันค่ำ แต่ไม่รู้ดิอีกใจก็คิดว่าพี่มันโง่จริงๆ ท้ายสุดเลยปันใจเชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง

 

เพราะขนาดอิ้งยังดรอปตั้งหลายรอบ เรื่องหัวใจก็คงโง่ไม่ต่างกัน

 

 “งั้นเอางี้” ติวเตอร์พูดพร้อมกับยอมเดินกลับมายืนประจันหน้าไฟท์เตอร์อีกครั้ง “ไม่แน่ใจว่าพี่เคยได้ยินเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มนึง มันมีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการชอบใครสักคนอยู่ พี่อยากลองฟังดูก่อนไหม”

 

“จะพูดถึงทฤษฎียืดยาวทำไมวะ มึงก็บอกมาเลยว่ากูรู้สึกยังไง ง่ายกว่าอีก”

 

“ก็ผมจะพูด แต่ถ้าพี่ไม่ฟัง...”

 

“ฟังดิฟัง ทฤษฎีอะไรนะ” ไฟท์เตอร์ยอมอ่อนข้อลงจนคนตรงหน้าอมยิ้มราวกับผู้ชนะ “ไม่ต้องมาอมยิ้ม บอกทฤษฎีของมึงมาเร็ว”

 

“รู้แล้วน่าไม่เห็นต้องผลักหัวผมเลย” ติวเตอร์ลูบหัวตัวเองปรอยๆ เพราะโดนคนตัวโตผลักตอนที่เขาแอบอมยิ้มเมื่อกี้

 

“ก็มึงมันดื้อ”

 

“เปล่าสักหน่อย”

 

“รีบพูดได้แล้ว”

 

“มีคนเคยบอกไว้ว่าคนเราไม่สามารถปฏิเสธคนที่ชอบได้”

 

“คนไหนบอก”

 

“พี่ไฟท์? สีหน้าตอนเรียกชื่อคือพร้อมจะฆ่าโดยการผลักตกดาดฟ้าแล้วจริงๆ

 

“โอเคต่อ”

 

“ก็ถ้าภายใน 10 วินาที เราจ้องตากันแล้วพี่ไม่หลบตาก่อน นั่นก็แสดงว่าพี่ไม่ได้ชอบผม แต่ถ้าพี่หลบตาก็แสดงว่าชอบ ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าไอ้ทฤษฎีนี้มันจะจริงแค่ไหน พี่จะลองดูป่ะล่ะ”

 

“...”

 

“เอาไง”

 

“ลองดูก็ได้”

 

“โอเค” ติวเตอร์พยักหน้าแล้วขยับเข้ามาใกล้คนตัวโตกว่า “งั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อน”

 

ติวเตอร์เอื้อมมือข้างนึงขึ้นไปปิดตาไฟท์เตอร์ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ก็จับเข้าที่เสื้อเขาราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยว ในใจตอนนั้นอยากเอื้อมมือไปคว้าเอวให้รู้แล้วรู้รอด แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้แค่ยืนนิ่งๆ รอให้น้องร่ายทฤษฎีของตัวเองให้จบ

 

“พร้อมนะ”

 

“อืม พร้อม” ไฟท์เตอร์พูดจบ ติวเตอร์ก็ขยับหน้าตัวเองเข้าไปใกล้คนเป็นพี่มากขึ้น มันมากพอให้สายตาของเราสองคนสามารถโฟกัสกันและกันได้ ลมหายใจที่รดใบหน้าบ่งบอกว่ามันอยู่ในระยะที่ใกล้พอสมควร รู้ตัวอีกทีติวเตอร์ก็เอามือที่ปิดตาเขาออก ภาพในสายตาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากจิ้มลิ้มตรงหน้ากำลังเริ่มนับถอยหลัง

 

“10... 9... 8”

 

เราสบตากัน

 

“7... 6... 5”

 

ในแววตารับรู้ได้ว่ามันพิเศษ

 

“4... 3...2...”

 

เสียงตัวเลขที่ถูกนับถอยหลังดังพอๆ กับเสียงหัวใจของเขา

 

“1...” รอยยิ้มขืนๆ ปรากฏขึ้นในช่วงที่ติวเตอร์นับเลขจนถึงหนึ่ง เจ้าตัวอาจจะคิดว่าทฤษฎีที่เอามาไม่ถูกต้องหรือไม่ก็คิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวเองแต่ทว่า “อื้อ”

 

มันไม่สำคัญหรอกว่าทฤษฎีที่ติวเตอร์บอกจะจริงไหม เพราะถ้าหากให้เขามองหน้าติวเตอร์มากกว่าสิบวิเขาก็ยังมองได้เสมอ

 

มันไม่เกี่ยวว่าการมองหน้าคนที่ชอบแล้วหลบตาหมายถึงอะไร

 

แต่มันเกี่ยวที่ความรู้สึกตอนที่กำลังมองต่างหาก... ว่าตอนที่เรามอง เราอยากทำอะไรมากกว่า

 

เหมือนตอนนี้ที่เขาก็แค่อยากจูบ อยากบอกความรู้สึกตัวเองผ่านริมฝีปากนี้ไปหาใครอีกคน

 

ไฟท์เตอร์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นจูบครั้งที่เท่าไหร่ของเรา แต่ในทุกๆ การจูบที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้... เขารู้สึกว่ามากกว่าครั้งไหนๆ บางทีอาจจะมากกว่าความคิดถึงที่ใส่ลงไปในจูบ

 

มากกว่าความโหยหา

 

มากกว่าอะไรทั้งหมดที่เคยรู้สึกมานั่นแหละ

 

ในคราวแรกที่ไฟท์เตอร์พยายามให้ติวเตอร์เป็นคนเอ่ยปากบอกว่าเขาว่ารู้สึกยังไงเพราะต้องการพูดกับน้องต่อว่าใช่เขาชอบติวเตอร์จริงๆ แต่พอติวเตอร์ไม่ยอมบอกแผนที่วางไว้ทั้งหมดมันเลยพังไม่เป็นท่า

 

“พี่ไฟท์...” ติวเตอร์เรียกชื่อเขาตอนที่ถอนริมฝีปากออกมา หน้างอๆ บ่งบอกว่าพี่จูบผมอีกแล้วนะ แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งทำหน้าดื้อแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกน่ามันเขี้ยวจนเผลอกดจูบลงที่ริมฝีปากนุ่มอีกรอบ ครั้งนี้ยาวนานขึ้นมาอีกนิดและก็จบด้วยการใช้ฟันคมขาวงับเข้าที่ริมฝีปากล่างเบาๆ จนโดนน้องตีที่ไหล่ไปที “นิสัย”

 

“ดีเหรอ”

 

“กวนตีน”

 

“ทำไมกูไม่รู้สึกแบบนั้น” แววตาพราวระยับของไฟท์เตอร์ส่งตรงมายังคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าไม่กี่เซ็นต์ นิ้วชี้ที่ยังเกลี่ยเบาๆ ตรงข้างแก้มมันอ่อนโยนแหละแต่พอเห็นสายตาพี่มันแล้วก็ทำได้แค่เบนสายตาหนีเท่านั้น “หน้าตาพี่เหมือนคนที่ยังสับสนอยู่เลย”

 

“ก็กู...”

 

“เอาเถอะ...” ติวเตอร์เบี่ยงประเด็น อาจเพราะเบื่อที่จะถาม และก็เบื่อที่จะมองความสับสนที่ไฟท์เตอร์แสดงออกมา สุดท้ายเลยเลือกที่จะท้าวแขนไปกับระเบียงอีกรอบ สายตามองตรงไปยังวิวตรงหน้า ลมหายใจสูดเข้าปอดราวกับบอกให้หัวใจที่เต้นแรงมันสงบลงไปบ้าง แต่ใช่มันไม่ได้สงบเลย รสจูบที่ริมฝีปากยังติดอยู่ ความนุ่มนวลของมันเหมือนตรึงเขาไม่ให้เดินหนีไปไหนง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องทำเหมือนไม่สนใจนั่นแหละ “ผมเข้าใจ”

 

เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา

 

“แต่พี่ไฟท์อยากลองฟังคำพูดพี่ต้องที่บอกกับผมดูหน่อยไหม เพื่อมันจะทำให้พี่เข้าใจอะไรมากขึ้น”

 

“อืม”

 

“พี่ต้องบอกผมว่า ความรักก็คือความรัก เพศไม่ใช่ตัวกำหนด ฐานะก็ไม่ใช่ แต่เป็นความรู้สึก...” ติวเตอร์พูดแล้วหันไปมองคนที่กำลังจ้องหน้าเขา “ความรู้สึกต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าอะไรคือความรัก”

 

“แต่ความรู้สึกสับสนมันก็ต้องใช้เวลาถูกไหม”

 

ใช่ต้องใช้เวลา แต่รอยยิ้มของพี่ไฟท์มันเหมือนคนที่ต้องการมากกว่าเวลาเลย

 

“เพราะงั้นก็ต้องพิสูจน์บ่อยๆ เพื่อให้แน่ใจหรือเปล่า” ยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนเป็นพี่ทำให้ติวเตอร์เอะใจจนอดมองหน้าด้วยความสงสัยไม่ได้

 

สรุปที่ไม่เข้าใจหรือสับสนเนี่ยเพราะไม่เข้าใจจริงๆ หรือเพราะอย่างอื่นกันแน่

 

“พิสูจน์ยังไง” แต่ติวเตอร์เองก็เหมือนคนที่เดินไปตกหลุมพลางอีกรอบ จริงๆ แล้วคำถามนี้ไม่ควรถามแต่ก็อยากถามให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจผิด

 

“ก็เคยพิสูจน์แบบไหนก็ต้องทำแบบนั้นบ่อยๆ”

 

“...”

 

“เคยจูบ”

 

“...”

 

“ก็ต้องจูบบ่อยๆ” ไฟท์เตอร์เลิกคิ้วกวนประสาท เหลือบสายตาหันไปมองอีกคนราวกับดูปฏิกิริยาว่าติวเตอร์จะมีท่าทีแบบไหน “อันไหนที่ยังไม่เคย... ก็ต้องทำให้เคย”

 

“พอ”

 

“พออะไรยังอธิบายไม่จบ”

 

“ก็ผมไม่อยากฟังพี่อธิบายแล้วไง จะลงไปข้างล่างแล้ว” พูดจบติวเตอร์ก็หันหลังแล้วเดินตรงไปยังประตูทางออกดาดฟ้าทันที ที่ไม่อยู่ฟังคำอธิบายเพราะรู้สึกว่ายิ่งอธิบายไปก็เหมือนมันจะยิ่งไปเข้าทางพี่ไฟท์

 

รู้งี้ไม่ถามตั้งแต่แรกซะก็ดี

 

“เฮ้ ทำไมหนีกันง่ายแบบนี้ล่ะ”

 

“...” ติวเตอร์ไม่ตอบ แต่คนที่เดินตามมาก็เลือกที่จะวางมือตัวเองลงบนไหล่เขา

 

“ก็แค่พิสูจน์ให้หายสับสนเอง”

 

และใช่ตอนนี้ไฟท์เตอร์กำลังมีแผนใหม่เข้ามาในหัว

 

“พิสูจน์ที่หน้าพี่ดิ”

 

“พิสูจน์ที่หน้าอ่ะใช่แต่เป็นหน้ากับปากมึงแทน” ไฟท์เตอร์ยักคิ้วพร้อมกับจิ้มนิ้วลงไปบนปากติวเตอร์ด้วย นิ้วชี้ที่วางลงบนปากลูบเบาๆ ราวกับให้เจ้าตัวรู้ว่าตรงนี้เป็นของใคร “โอ้ยย เป็นหมาเหรอ มากัดนิ้วคนอื่น”

 

“เออจะกัดให้เนื้อเขียวเลย”

 

“งั้นเปลี่ยนจากกัดนิ้วเป็นกัดคอแทนได้เปล่าล่ะ”

 

“พอเลยพี่ไฟท์ ผมเบื่อคุยกับพี่แล้ว กลับบ้านไปเลยไป”

 

“ไล่เหรอ”

 

“เออ”

 

เสียงหัวเราะตามหลังของไฟท์เตอร์มันโคตรน่าหมั่นไส้ แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อคนที่ตกหลุมพรางในวันนี้ก็คือตัวติวเตอร์เอง

 

 

 มี E-Book และหนังสือขายแล้วนะคะ ลิงค์ตามด้านล่าง


Meb (E-book มีการรอบการขาย)
ไฟท์เตอร์ติวเตอร์     https://bit.ly/3fNsk3o
สายฟ้าซน               https://bit.ly/33Lwsyy


Figtionlog (E-book มีการรอบการขาย)
ไฟท์เตอร์ติวเตอร์     https://bit.ly/31Dm5dD
สายฟ้าซน               https://bit.ly/33MtFVX

แบบหนังสือเป็นเล่ม

     แยกคู่แบบเวอร์ชั่นการ์ตูน

     แบบ Boxset เวอร์ชั่นปกนักแสดง (ซีเซ้นต์,จิมมี่ทอมมี่)

     สั่งซื้อหนังสือได้ที่เว็บ https://bit.ly/2F7tsSR


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC

 


 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.082K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,384 ความคิดเห็น

  1. #1237 thitanana (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 14:31
    กรี๊ดดดดดรอทะเลหวานน
    #1,237
    0
  2. #1204 chanchanchan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 22:04
    พี่ไฟท์มีแต่ได้กับได้5555
    #1,204
    0
  3. #1095 LITTLETATATAETAE (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 13:10

    พี่ไืฟท์ร้ายยยยจริงๆๆๆๆ

    #1,095
    0
  4. #1049 Pichartio (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 14:01
    อะกลัวมาม่าจริงนะ​ นี่ไม่ได้แอค
    #1,049
    0
  5. #1014 happy0401 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 23:56
    รอนะคะ มาไวไวเถอะไรท์ อิชั้นคนนี้ใจจิขาดลิ่ววว
    #1,014
    0
  6. #938 SMOKEEY (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 00:33

    แงงน่ารักก
    #938
    0
  7. #937 AomWipa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 12:13
    มาได้แล้ว​ น้องอยากอ่าน555
    #937
    0
  8. #936 cb_01 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 08:20
    ชอบมากๆเลย
    #936
    0
  9. #934 NarikaKaw (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 02:18
    ตุ้ม!!!!กลายเป็นโกโก้ครั้น
    #934
    0
  10. #933 Kwan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 21:03

    รอนะคะ..


    #933
    0
  11. #932 ลมตะวันออก (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 20:33

    ดีอ่ะ เราชอบนะวิธีคุยกัน แมนๆตรงๆ

    #932
    0
  12. #930 sweetlemon25731 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 09:23
    งุ้ยๆๆๆรออ่านนะคะ😘😘😘
    #930
    0
  13. #929 ploy-phu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 21:42

    เขินง่าาา
    #929
    0
  14. #926 Dui1608 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 14:51
    รอค่ะ ><
    #926
    0
  15. #925 took_taaa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 13:17
    รีบมานะค้าาาาาาาาาา😍😍
    #925
    0
  16. #924 หมูอ้วน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 12:20

    อิพี่มันร้ายค่ะ


    #924
    0
  17. #923 Suitors (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 11:46
    โอ้ยยยย อีพี่มันร้ายยยยยย กัดคงกัดคออะไร555555
    #923
    0
  18. #921 Anggreani (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 09:57

    I’m still hope for NC ✌????????????

    #921
    0
  19. #920 มากิ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 01:22

    5555​คนมันร้าย

    #920
    0
  20. #918 saranya1983 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 19:17
    อีพี่ร้ายกาจจริงๆเลย
    #918
    0
  21. #916 Suuggyu_Gyu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 15:39
    กรี๊ดๆ น่ารักมาก ไฟท์ก็ร้ายเเง้ม
    #916
    0
  22. #915 noyphilom (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 14:51
    รอออออออ
    #915
    0
  23. #914 AirrUtai (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 14:07
    พี่ไฟท์นี่ร้ายนะ น้องตามไม่ทันอ่ะ55
    #914
    0
  24. #913 Pooykung (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 12:44

    ฟิน...รอต่อน้า
    #913
    0
  25. #912 mzzii (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 12:38
    ไฟท์ที่บื้อๆนี่แอบซ่อนความร้ายไว้เยอะเลยนะ
    #912
    0