(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 59 : 36 : It's rain in Daegu

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,573
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 270 ครั้ง
    10 เม.ย. 62


Title: It's rain in Daegu

Fandom: 방탄소년단 /BTS

Relationship: yoonmin ( yoongi x jimin ) 

Genre: Alternative Universe!Rainverse, Soulmate!AU, Fluff, 

Rate: PG

Word: Total: 8,506

Note: Do you hear me?



ผม คุณ กับวันฝนพรำ 

 

 

 

1 

 

 

 

 นายจะเปิดคลิปด้วยแบบสอบถามนั่นจริงๆน่ะเหรอ” จีมิพยักหน้ากับคำถามของแทฮยอง ก่อนจะยกแบบสอบถามในมือขึ้นมาอวดกล้องที่ขึ้นจุดสีแดงกะพริบเป็นสัญญาณว่ากำลังอัดวิดิโอ 

 

วันนั้นฉันก็ใส่เสื้อตัวนี้” เขาชี้ไปที่เสื้อฮู้ดสีเทาตัวเก่ง

นายว่ามันบ้ามั้ยละที่ฉันทำน้ำแดงหกใส่ตัวเองเพราะโมโหอีเมล์นั่น 

 

แทฮยองหัวเราะ จำได้ว่าก็เขาเองนี่แหละต้องรีบวิ่งไปหาทิชชู่ในห้องน้ำมาให้เพื่อนสนิทเช็ดเก้าอี้ห้องสมุดก่อนที่น้ำหวานจะซึมเข้า 

 

 

จีมิอายุยี่สิบสองตอนที่รัฐบาลส่งแบบสอบถามเวรตะไลนั่นมาให้เขาเป็นครั้งที่สาม 

 

แบบสอบถามสำหรับผู้มีอายุเกินยี่สิบปีที่ยังไม่พบโซลเมท 

 

ไอหน้าสัส 

บ้าเอ้ย เขาทำน้ำแดงหกใส่ตัวเอง 

 

จีมิมองเสื้อฮู้ดสีเทาตัวเก่งที่ตอนนี้มันชุ่มไปด้วยน้ำสีแดง แน่นอนว่าไหลลงไปตามเก้าอี้และโต๊ะด้วย น่าอายชะมัดที่อยู่ดีๆเขาก็โมโหจนหน้ามืดแล้วเผลอทุบโต๊ะแรงไปหน่อยจนแก้วคว่ำ เขาหันซ้ายหันขวา โชคดีที่คนอื่นๆในห้องสมุดเลือกที่จะใส่หูฟังและนั่งห่างออกไปไกลพอที่จะไม่สนใจเขา มองประโยคอันคุ้นตาด้วยสีหน้าปั้นยากหลังจากเปิดดูแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนว่าได้รับอีเมล์เร่งด่วน มันไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาได้รับอีเมล์สอบถามจากรัฐบาลและมันก็คงจะมีคำถามแบบเดิมๆเช่นว่า 

 

คุณเคยได้ยินสัญญาณจากโซลเมทบ้างหรือไม่’ 

หรือไม่ก็ ‘คุณรู้สึกอย่างไรกับการต้องอยู่คนเดียวในวันวาเลนไทน์’ 

อะไรเทือกๆนั้น แค่คิดก็รู้สึกเซ็งจะแย่และดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทที่นั่งเรียนอยู่ข้างกันก็พอจะจับอารมณ์ความรู้สึกนี้ได้เหมือนกัน ทันทีที่แทฮยองหันมาทำหน้าขมวดคิ้วใส่เขา จีมิก็ยื่นหน้าจอสมาร์ทโฟนตัวเองไปให้อีกฝ่ายดู 

 

จะว่าไปนี่มันก็ใกล้วันเกิดมึงแล้วนี่” แทฮยองเอากองทิชชู่มาซับตรงที่น้ำแดงเจิ่งนองเยอะที่สุด พูดไปมองไปรอบๆด้วยกลัวว่าบรรณารักษ์จะมาเห็นพวกเขาเข้า 

 

ก็เออน่ะสิ” กับคำตอบที่ว่าเซ็งหรือว่าไม่เซ็งนั้นจีมิอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่าเซ็งจะแย่ ไอ้บ้าเอ้ยถามมาได้ ไอ้วันแห่งรักเฮงซวยที่จะต้องมานั่งคอยดูคนรักกัน ถึงเขาจะประชดชีวิตด้วยการไม่ออกไปไหนก็ตามแต่ภาพตามโซเชี่ยลมีเดียที่พร้อมใจกันไหลตามไทม์ไลน์ก็ชวนให้อิจฉาตาร้อนจนต้องแอบกัดผ้าห่ม 

 

แล้วเหลือทางเลือกอะไรให้เขาบ้าง คนที่ติดโซเชี่ยลอย่างเขา วันหนึ่งก็ต้องนั่งรีเฟรชอินสตาแกรมสักครั้งสองครั้ง ไม่นับตอนที่ตื่นกับตอนก่อนจะนอนที่คู่รักเป็นสิบๆคู่จงใจลงรูปพร้อมกัน 

 



จีมิเคยเห็นตามภาพยนต์หรือในวรรณกรรมที่เล่าถึงโลกใบอื่นที่คนเราต่างต้องขวนขวายดิ้นรนหาคนรักด้วยตัวเองก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยการอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ที่พรหมลิขิตทำงานอย่างเต็มโควต้า อย่างน้อยทุกคนก็มีเนื้อคู่แห่งโชคชะตาที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันและกันไปจนชั่วชีวิต ในหนังสือเหล่านั้นให้คำอธิบายของคนที่ไม่มีโซลเมทหรือคู่รักว่าคนโสด ถึงมันจะเป็นแค่นิยายก็เถอะ 

 

มึงว่ากูจะสามารถทำลายสถิติคนอายุเยอะที่สุดในเกาหลีที่ยังไม่เจอโซลเมทมั้ยวะ” เขาหัวเราะแห้งๆ 

 

มึงจะบ้าเหรอ คนนั้นอายุตั้งสามสิบ มึงเพิ่งจะยี่สิบสองมั้ยละ นั่นมันอีกตั้งหลายปี 

 

ใครจะไปรู้ละ กูอาจจะไม่มีโซลเมทแล้วก็ตายตอนสามสิบห้าก็ได้” อันที่จริงให้อยู่ต่อไปอีกเป็นสิบปีโดยไม่มีโซลเมท นั่นฟังดูเหมือนจะโหดร้ายเกินไปหน่อยอยู่จริงๆ 

 

เลิกเพ้อก่อน เดี๋ยวแม่งก็เจอ เชื่อสิ ต้องปีนี้ละ” แทฮยองพูดแบบนี้กับเขามาตั้งแต่ตอนที่เราสองคนอายุสิบเจ็ด จีมิไม่ได้เชื่อคำของแทฮยองอีกแล้วแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร 

 

ถ้าทางจะต้องฟังวิทยุคนโสดไปอีกนานอ่ 

น่า อย่ามองโลกในแง่ร้ายแบบนั้น ยังมีอีกตั้งหลายคนที่ยังไม่เจอโซทเมทเหมือนกัน ใครจะรู้อาจจะเป็นคนในมหาลัยก็ได้ 

 

แต่ถ้าเป็นคนที่เรียนมหาลัยเดียวกัน

โชคชะตาก็ไม่น่าจะใจร้ายขนาดที่จะไม่ให้เขากับใครคนนั้นเดินสวนกันเลยรึเปล่านะ 

 

กูเลิกคิดเรื่องนี้ดีกว่า” ยิ่งพูดยิ่งเซ็ง ยิ่งพูดยิ่งอารมณ์เสีย 

ฝนตกครั้งถัดไปมึงก็ลองฟังเสียงเขาดีๆสิ 

ฟังไปก็เจอแต่เสียงคลิ๊กเม้าส์ เคยออกจากบ้านรึเปล่าก็ยังไม่รู้ แม่งหรือว่ามันจะเป็นพวกเบียวๆวะ 

 

ในโลกที่การตามหาคนหนึ่งคนท่ามกลางคนนับล้าน ดูเหมือนสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาก็ดูเหมือนจะยังปราณีกันอยู่บ้าง พวกเราเรียกมันว่า “คำใบ้” มันอยู่ในรูปแบบของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงกับคนหนึ่งคนเพื่อนำไปสู่การพบเจอคนแห่งโชคชะตา 

 

คำใบ้ของจีมิอยู่ในรูปแบบของวันที่ฝนโปรยปราย ซึ่งถ้าให้พูดตามตรงก็คือ แม่งไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรเล้ 

 


ทุกครั้งที่ฝนตก เขาจะได้ยินเสียงของใครคนนั้นคลอมากับเสียงของฝน มันทำให้ชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปตั้งแต่วันเกิดอายุครบสิบห้า  ตอนนั้นเขานอนอยู่คนเตียง อ่านวันพีซเล่มล่าสุดในวันที่อากาศเย็นสบาย แต่อยู่ดีๆกลับได้ยินเสียงเพลงดังสนั่น มันเป็นเพลงสไตล์ฮิปฮอปไม่เหมือนกับเพลงป๊อบที่เขาชอบฟัง เขาหันซ้ายหันขวาเมื่อได้ยินเสียงทุ้มถามขึ้นว่า “มึงไหวมั้ย”  

 

เขาตั้งใจเงี่ยหูฟังเต็มที่ สงสัยว่ามันจะเป็นอย่างที่วิชาแนะแนวสอนหรือไม่ เขาได้ยินเสียงชนแก้ว เสียงหัวเราะ เสียงตะโกนไปกับจังหวะเพลง หัวใจของจีมินเต้นแรงเป็นครั้งแรกในตอนนั้นเมื่อค้นพบว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกอีกต่อไป 

 

แต่ทันใดนั้นเสียงเหล่านั้นก็หายไป เหมือนกับภาพยนต์ที่ถูกตัดจบทั้งที่ยังไม่ได้คลายปม 

 

 

จีมิมองออกไปข้างนอก 

ค้นพบว่าฝนหยุดตกแล้ว 



 

เวลาผ่านไปหลายปีหลังจากนั้น จากเสียงดนตรีและเสียงเชียร์กีฬาค่อยๆเงียบงันลงเหลือเพียงแค่เสียงเคาะแป้นพิมพ์และเสียงคลิ๊กเม้าส์ จีมิได้ยินเสียงทุ้มต่ำนั้นพึมพำเป็นทำนองที่ไม่คุ้นหูอยู่บ้าง มีเพียงนานๆครั้งที่จะได้ยินเสียงนั้นพูดกับคนอื่น ส่วนใหญ่มักจะเป็นเพียงเสียงลมหายใจที่บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหลับอยู่ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขามักจะอยู่เงียบๆไม่พูดอะไรเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินและตื่นขึ้นมาทั้งที่เป็นเวลากลางวันแล้ว 

 

เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายสักอย่าง แต่ที่รู้เพียงอย่างเดียวคืออีกฝ่ายไม่น่าจะใช่คนปูซานเหมือนอย่างเขา ช่วงสองสามปีแรกเขาแทบจะพลิกแผ่นดินตามหาตัวอีกฝ่าย เคยตะโกนดังๆตอนที่ฝนตกเผื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเขาบ้าง แต่ก็พบว่ามันไม่ได้ผล 

 

จีมิย้ายมาอยู่โซลได้สองปีแล้ว จะให้เขาพลิกแผ่นดินตามหาคนที่โซลก็ดูเหมือนว่าจะยากเกินไปสำหรับเขา อีกทั้งการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างจะเข้มข้นทำให้เขาไม่มีเวลาสักเท่าไร 

 

จากความกระวนกระวายใจเมื่อใกล้จะถึงวันเกิดก็กลายเป็นความเคยชิน จีมิเหมือนว่าจะทำให้ยอมรับได้แล้ว คิดว่าโชคชะตาอาจจะรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลาของเขา 

 

 

จีมิในคลิปวิดิโอไม่ได้ดูแก่ไปจากตอนนั้นมากเท่าไรนัก 

 

ตอนนั้นนายพูดว่าจะตายตอนอายุสามสิบห้าไม่ก็ทำลายสถิติคนเจอโซลเมทช้าที่สุดในเกาหลี แถมยังเป็นพวกแอนตี้วันวาเลนไทน์แบบจัดๆอีก 

 

ก็ฉันไม่มีแฟนนี่ตอนนั้น” อ้าปากบอกว่าก็ตอนนั้นกูคิดงี้จริงๆ แต่พอคิดว่าคนทั้งฮอลล์จะต้องเห็นสิ่งนี้จีมิก็ปรับคำพูดให้ซอฟท์ลง 

 

นายเคยพูดด้วยซ้ำว่าโซลเมทนายอาจจะเป็นแวมไพร์ ไม่ก็โรคกลัวคน นายวิตกจริตแทบแย่เพราะกลัวว่าโซลเมทตัวเองจะเป็นคนแปลกๆ 

 

จีมิหัวเราะ อันที่จริงก็เคยมีช่วงเวลาที่เขาคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน 





 

 

2 

 

 

ยุนกิอายุยี่สิบห้าแล้ว แม้จะยังไม่เคยเจอโซลเมทของตัวเองจริงๆจังๆ แต่เขารู้ว่าเด็กคนนั้นน่ะ เป็นคนที่สดใสที่สุดในโลก 

 

แถมยังกวนตีนอีกต่างหาก 

 

เสียงหัวเราะกังวาลทำให้คนที่เพิ่งจะลุกขึ้นจากที่นอนหันไปมองนาฬิกาดิจิทัลที่หัวเตียงอีกครั้ง บ่ายสามโมงกว่าแล้ว 

 

อารมณ์ดีอะไรของเขากันนะ 

 

ถึงจะสงสัยแต่ยุนกิก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกับตัวเอง จากที่สงสัยว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีอะไรก็กลายเป็นว่าเขาเองนั่นละที่อารมณ์ดีขึ้นมาเหมือนกัน เสียงฝนปรอยที่ด้านนอกหน้าต่างชวนให้น่านอนแต่สำหรับเขามันก็เพิ่งจะเริ่มวันเท่านั้น 

 

ช่วงสองสามปีมานี้ ฝนไม่ค่อยตกที่แดกู หรือถ้าจะตก ก็ชอบตกตอนที่เขาไม่อยู่เหมือนตั้งใจจะแกล้งกันอย่างนั้น 

 

ได้ยินเสียงโซลเมทตอนฝนตก ฟังดูเหมือนจะโรแมนติกแต่อันที่จริงแล้วมันไม่ง่ายเลยที่จะตามหาคนหนึ่งคนจากอีกเป็นล้านคน เหลือบหันไปมองที่กระดานตรงโต๊ะทำงาน แทฮยอง’ ‘จองกุก’ ‘ชอบแมว’ ‘เปเปอร์’ ‘วันพีซ’ ยุนกิไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโซลเมทของตัวเองมากนัก จะว่าไปมันก็เป็นเพราะเขาเองนั่นละ 

 

ที่ชอบใส่หูฟัง มัวทำเพลงอยู่ในสตูดิโอทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงฝนเท่าไรนัก เลยทำให้เขามักจะพลาดเวลาเหล่านั้น 

 

รู้แค่ว่าชื่อจีมิ เป็นเจ้าของเสียงหัวเราะที่สดใสที่สุดในโลกเท่านั้นเอง แถมยังดื้อเก่งอีกต่างหาก เป็นเด็กผู้ชายซนๆคนหนึ่งที่มีเพื่อนเยอะ ไม่เหมือนกับเขาเลยสักนิดเดียว 

 

ตั้งแต่เรียนจบมัธยมมายุนกิก็ไม่ได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแต่เลือกจะมุ่งไปทางการทำดนตรีอย่างจริงจัง ถ้าถามว่าเขาประสบความสำเร็จมั้ยก็พอจะเรียกได้ว่าค่อนข้างดีพอสมควร ทุกวันที่เขามีรายได้ สามารถส่งเสียเลี้ยงดูคนที่บ้านได้อย่างสบายๆ มันไม่ได้ผ่านมาง่ายนัก เพราะช่วงก่อนหน้านี้แม่ของเขาไม่ค่อยสบายเท่าไรจึงทำให้เขาไม่สามารถย้ายไปอยู่ที่โซลได้อย่างถาวร แผนการที่จะไปตามหาโซลเมทอย่างที่เพื่อนวัยเดียวกันชอบทำตอนสมัยเด็กเลยต้องพักไว้ก่อน พี่ชายของเขาเป็นทนาย ไม่ได้ว่างพอจะมาสลับเวรกับเขาแต่เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนหรอก 

 

ก็จีมิของเขาน่ะ อยู่ที่ปูซานนี่ 

 

เหลือบมองปฏิทินที่ข้างโต๊ะทำงาน หลังจากเข้าโซลครั้งนี้ ลองไปปูซานสักครั้งก็ดีเหมือนกัน 

 

คิดอย่างนั้นข้อความบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว เขาเดินออกจากห้องน้ำทั้งที่ยังมีแปรงสีฟันคาอยู่ในปาก ก่อนจะจดสิ่งที่อยู่ในหัวตัวเองลงไปบนกระดาษ 

 

ผมอายุยี่สิบห้าแล้วแต่ก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ฝนตก ระยะทางห้าสิบสี่ไมล์จากแดกูถึงปูซาน ฟังดูไม่ไกลแต่เหมือนไม่มีวันไปถึง เขามองไปที่พยากรณ์อากาศ วันนี้ที่ปูซานของคุณแดดจ้าและไม่มีฝนเหมือนกันกับที่นี่ อยากจะรู้ว่าคุณจะได้ยินเสียงของผมเหมือนกันบ้างมั้ย 

 



 

3 

 

 



มันเป็นครั้งแรกเลยที่นายไม่บ่นตอนที่คะแนนเปเปอร์ออก 

ก็จริง นายก็รู้ว่าฉันซีเรียสเรื่องคะแนนแค่ไหนนี่ 

นายไม่เคยเลื่อนนัดแอดไวเซอร์แน่นายก็ทำ 

ก็ถ้าฉันไม่ทำ ป่านนี้ฉันจะได้มีแฟนกับเขาบ้างมั้ยเล่า” เขาหัวเราะ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา 

 

 

 

ไง เพลงใหม่ดีนี่ 

 

จีมิกำลังนั่งเขียนเปเปอร์อยู่ตอนที่เสียงพูดคุยดังขึ้นในหัวของเขา เขามองไปทางหน้าต่าง ฝนตกในรอบหลายอาทิตย์ และพอหันกลับมามองปฏิทินที่วางอยู่บนโต๊ะก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้วจริงๆ 

 

เขาคลี่ยิ้มกับตัวเอง ช่วงก่อนหน้านี้เขาตะบี้ตะบันอดหลับอดนอนเขียนงานเป็นว่าเล่นเพราะรู้ว่าหากได้ยินเสียงใครคนนั้นของเขาแล้วละก็สติสมาธิที่มีอยู่จะต้องลดลงแน่นอน พอคิดว่าวันนี้นั่งงมกับงานมาหลายชั่วโมงแล้วก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง 

 

ไม่รู้ว่าคุณจะได้ยินผมเหมือนอย่างที่ผมได้ยินคุณบ้างมั้ยนะ 

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายทางอีกเช่นเคย บทสนทนานั้นยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีเขา 

 


คนร้องเดโม่คนนี้ใช้ได้’ เหมือนเพื่อนของอีกฝ่ายจะถามขึ้นมา เสียงอู้อี้เหมือนว่ากำลังคุยโทรศัพท์กันและคนของเขาเปิดลำโพง 


อือ ดีกว่าคนก่อนเยอะ’ คนคนนั้นของจีมิไม่ใช่คนพูดเยอะ ก็เพราะอย่างนั้นนั่นละที่ทำให้เขาแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้นพูดอะไรก็ตาม 

 

แล้วนายจะขึ้นมาโซลเมื่อไรละ หัวใจของจีมินเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินประโยคนั้น 

น่าจะอาทิตย์หน้า ไม่รู้เหมือนกัน 

โฮซอกบอกว่าจะไปรับ 

ไม่ต้องละ 

 

จีมิจดคำว่า ‘โซล’ กับ ‘อาทิตย์หน้า’ ลงที่กระดาษโพสอิ มองไปที่ปฏิทินก็ได้แต่ภาวนาในใจว่าขออย่าให้เป็นวันพฤหัสเลย ก็เขามีนัดกับแอดไวเซอร์วันนั้นนี่นา 

 

ขอร้องวันจันทร์วันอังคารวันพุธวันศุกร์วันเสาร์อะไรก็ได้ 

 

ฉันดูรอบรถไฟให้แล้ว วันพฤหัสเป็นไงละ’ ก่อนที่จะใจร่วงลงดิ่ง จะบอกว่านึกเคืองคนที่ชื่อนัมจุนคนนี้ก็ไม่ได้อีกเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มารู้ตารางเรียนกับเขาสักหน่อย แต่เอาเถอะ ไม่รู้อีกฝ่ายจะอยู่กี่วันกันนะ 

 

ไอ้สัส กูว่าแล้วมั้ยละ จีมิตะโกน เรื่องดวงนี่ไม่ต้องพูดถึง สัปดาห์หนึ่งมีตั้งเจ็ดวัน แต่แม่งก็ต้องมาลงวันที่เขาไม่ว่างจนได้ 

 

หรือจะลองไล่ตามความรักครั้งนี้อีกสักครั้งดีนะ และขณะเดียวกันกับที่เขาคิดอย่างนั้น อีกความคิดหนึ่งก็อดอยากจะลุ้นว่าถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายไล่ตามบ้าง อีกฝ่ายจะนึกอยากลองตามหาเขาบ้างหรือเปล่า หรือว่าโชคชะตาเองก็อยากจะช่วยเหลือเขาแล้วในครั้งนี้ 

 

ผมอยู่ที่โซล” เขาเผลอพูดออกมาเบาๆ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน 

 

ก็ได้ ยังไม่ต้องจองตั๋วกลับละ ยังไม่ได้นัดพีดีนิมเลยรอบนี้’ พีดีนิมเดโม่เพลง หรือว่าจะทำงานเกี่ยวกับดนตรีกันนะ แต่ถึงจะรู้ไปก็ยากสำหรับจีมิอยู่ดี ในประเทศเกาหลีที่อุตสาหกรรมบันเทิงและวงการเพลงเฟื่องฟูและมีคนมากเหมือนเห็ดที่ขึ้นตามป่าตามธรรมชาติ เขาจะไปตามหาอีกฝ่ายจากไหน 

 

กูอยู่ที่โซล แม่งได้ยินมั่งมั้ยเนี่ย” เขาละอยากจะมีส่วนร่วมกับบทสนทนานี้จริงๆนะ 

 

โอ๊ รอบนี้ไม่รีบกลับเหมือนทุกครั้งแฮะ แต่ก็ดีพวกเราไม่ได้ไปดื่มด้วยกันนานแล้วนะ 

อือ แล้วแต่พวกนายเลย แต่คงไม่อยู่นานหรอกนะ อ้อ ฉันนอนห้องนายนะ บอกซอกจินให้ไปนอนที่อื่นด้วย 

ย่าห์ นี่นายจะมาไล่แฟนคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะโว้ย ไปนอนกับโฮซอกสิ 

 

มิเรเพิ่งจะย้ายเข้าไปอยู่กับมันได้แค่สองเดือน จะให้ฉันไปไล่พวกนั้นได้ยังไง เป็นนายนั่นละที่ต้องบอกซอกจิน’ เสียงของใครคนนั้นของเขาฟังดูเอือมระอา แต่จีมิก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดยาวๆแบบนี้มาตั้งนานแล้ว 

 

ก็รีบหาโซลเมทของตัวเองให้เจอสักทีสิ นายอายุยี่สิบห้าแล้วนะ 

 

เออ ใช่ เห็นด้วย ว่าแต่นี่เป็นพี่เหรอวะเนี่ย ทำไมแม่งใจเย็นงี้วะ” เขาเด็กกว่าตั้งสองปียังกระวนกระวายแทบตาย ให้ตายเถอะ 

 

จีมินหยุดหายใจ มือก็จดเลขยี่สิบห้า นัมจุน โฮซอก มิเร ลงบนกระดาษแผ่นเดิม คนคนนั้นของเขานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงเบากว่าที่เคย 

รู้แล้วละน่า 

และหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง 


อยากรู้จังเลยแฮะว่าจะเป็นคนแบบไหน 

และอีกครั้ง 


ต้องดื้อมากแน่ๆ 

เสียงนั้นค่อยๆแผ่วเบาลงไป จีมิหันไปมองข้างนอกหน้าต่างอีกครั้งและพบว่าฝนหยุดตกแล้ว 

 


กูไม่ได้ดื้อโว้ย ถึงจะออกปากด่าไปอย่างนั้น แต่ปากที่กำลังบ่นก็ยิ้มไปด้วยเสียได้ ให้ตายเถอะจีมิเอ้ย 

 

 

4 

 


โซลเมทของยุนกิโคตรจะดื้อเลย อาจจะฟังดูน่ารักไปหน่อยที่ชมผู้ชายอายุใกล้เคียงกันว่าดื้อ แต่เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ 

 

อีเหี้ยเอ้ย แล้วทำไมกูต้องเป็นหัวหน้าห้องวะเนี่ย’  

 

วันนี้ฝนตกหนักที่แดกู ยุนกิไม่ได้ออกไปไหนเพราะฝนตกหนักมากแถวเขายังรู้สึกไม่ค่อยดีอีกต่างหากเพราะเพื่อนในกลุ่มทะเลาะกัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นวันที่หดหู่มากนักเมื่อเขาได้ยินเสียงโวยวายของโซลเมทแต่เช้า 

 

ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มึงสอบเลขได้เต็ม แถมยังออกไปคิดเลขหน้าห้องได้อีก กิจกรรมเด็กเนิร์ดชัดๆ’ จีมิได้เป็นหัวหน้าห้องกับเขาด้วยในเทอมนี้ 

 

คือกูก็ไม่ได้อยากเป็นมั้ย เสียเวลาอ่ะ เอ้ย พวกเธอ จ่ายค่าห้องด้วยนะ อย่าลืม ไม่ให้ผลัดแล้วนะ’ ปากบอกว่าไม่อยากเป็นแต่ก็ทำหน้าที่ซะดิบดีเลยละ 

 

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย 

มึงจะบ้าเหรอ จ่ายมาโว้ย ไอ้เหมันทวงกูยิกๆแล้วเนี่ย ไม่กล้าไปทวงกับพวกมึง 

น่านะ ลดให้หน่อยสิจีมินโอปป้า เพิ่งซื้อลิปไปอ่ 

 

ยุนกิได้ยินเสียงหัวเราะ 

 

สวยให้ฟรี หุ่นดีครึ่งราคา 

 

โอ๊ 

 

เพราะฉะนั้น รบกวนจ่ายเต็มด้วยครับ 

 

ไอ้จีมิ!!!’ 

 

พรืด ยุนกิที่นอนฟังอยู่ถึงกับหัวเราะออกมาดังก้องไปทั้งห้องนอน ถึงจะขี้บ่นปากร้ายแต่เจ้าตัวก็เป็นที่รักของเพื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง ยุนกิไม่ใช่คนเถื่อนเยอะ วันๆก็ชอบฟังเพลงเงียบๆคนเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รำคาญอะไรหรอก 

 

ว่ากันว่าคนที่เป็นคู่กันก็เพื่อที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน 

 

ก็หวังว่าจีมิจะเป็นคนคนนั้นของเขาจริงๆ 

 




 

5 

 

หมอนั่นจะมาโซลอาทิตย์หน้า?” 

อือ แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่นานแค่ไหนนะ” จีมินอนฟุบกับโต๊ะ เรื่องนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่หยุดมาหลายวันแล้ว 

 

มึงก็ไปหาเขาที่สถานีสิ 

แต่วันนั้นกูมีนัดกับแอดไวเซอร์ ไอ้เหี้ยทั้งอาทิตย์ไม่นัด มานัดวันนี้ 

 

จะเหวี่ยงทำไมเนี่ย ต้องขอบคุณคนที่ชื่อนัมจุนอะไรนั่นนะ ที่พูดคำว่า ‘รถไฟ’ ออกมาน่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวมึงก็เป็นบ้าตายหรอก อินชอน กิมโพ ซออุลยอก ไหนจะสถานีรถบัสต่างๆ 

 

รู้แล้วละน่า แต่วันๆหนึ่งรถจากแดกูจะมากี่รอบกัน ถ้าเกิดเขามาตอนกูคุยกับแอดไวเซอร์คือก็จบมั้ย 

 

มึงก็เลื่อนนัดไปเป็นวันอื่นสิ 

แต่มึงก็รู้ว่ากูเลื่อนไม่ได้!” 

 

เลื่อนได้ มึงก็แค่อีเมล์ไปหาเขาแค่นั้นเอง อย่ามาสวมโหมดนักเรียนดีเด่นให้มากทั้งที่ก็หลับในคาบเขา ไม่อยากเจอโซลเมทรึไง 

อยากสิ อยากเจอจนจะเป็นบ้าแล้วเนี่ย เขาคิดในใจ 

 

ไม่ต้องตอบก็ได้ หน้าแม่งฟ้องหมดแล้ว รีบๆเขียนอีเมล์เร็วเข้า เดี๋ยวอาจารย์ก็ไม่ว่างหรอก 

 

แต่แทฮยอง… ถ้ากูไม่เจอเขาละ 

แต่อย่างน้อยมึงก็ได้พยายามแล้วไง จะรอไปทำไมละ รอให้โชคชะตาพามึงไปเขารึไง นี่ไม่ใช่ในนิยายนะจีมิที่แบบ วุ่นรักนายโซลเมทข้างบ้าน หรืออีวกโซลเมทฉันเป็นมาเฟีย นายคิดว่ากำลังอยู่ในรักใสใสหัวใจโซลเมทสี่ดวงรึไง เขาอยู่โซลรึก็ไม่ ทำไมมึงไม่คิดละว่าคนบนฟ้าทำให้ฝนตกตอนนั้นเพื่อที่มึงจะได้รู้ว่าเขาจะมา เพื่อที่มึงจะได้มีโอกาสไปเจอกับคนของตัวเอง มึงจะเจอกับแอดไวเซอร์วันไหนก็ได้ แต่โอกาสจะเจอกับเขาแค่วันเดียวนะโว้ย 

 

คำบ่นยาวๆของแทฮยองทำให้จีมิตัดสินใจเข้าแอพลิเคชั่นอีเมล์ในสมาร์ทโฟน เขายังไม่รู้หรอกว่าจะเจออีกฝ่ายได้ยังไง แต่เอาเป็นว่าขอพาตัวเองไปที่สถานีก่อนก็แล้วกัน 

 

 




6 

 

แทฮยอง ไอหน้าสัส มึงแดกเบอร์เกอร์กูใช่ไม่ใช่?’ 

 

เสียงตะโกนที่ดังยิ่งกว่าเสียงลำโพงระดับสุดยอดทำเอาคนที่กำลังคุยธุระสำคัญผ่านโปรแกรมวิดิโอคอลสะดุ้ง 

 

เป็นอะไรวะยุนกิ” นัมจุนเห็นคนที่ดูนิ่งๆง่วงๆสะดุ้งสุดตัว รอยยิ้มที่หาได้ยากจากเจ้าตัวทำให้เขารู้ว่าก็คงไม่พ้นเป็นเรื่องของโซลเมท “ฝนตกที่แดกู?” 

 

เด็กโดนเพื่อนแย่งเบอร์เกอร์

 

มึงไม่ได้ซื้อมาให้กูเหรอ?’ 

กูจะซื้อมาให้มึงทำไม???’ 

 

เอ้า แต่กูกินเข้าไปแล้วอ่ มึงจะเอามั้ยเดี๋ยวกูคายให้ 

 

ส้นตีนเหอะ เสียงแหลมๆที่มักจะหัวเราะอยู่ตลอดบ่นงึมงำไม่เป็นภาษาทำเอาคนแอบฟังต้องหลุดหัวเราะ 

 

ก็กูเห็นเมื่อวานมึงถือกินอยู่อัน นี่มึงไปหลอกใช้โปรโมชั่นโซลเมทซึ่งสองจ่ายหนึ่งมาปะเนี่ย’ ยุนกิก็เคยเห็นโปรโมชั่นที่ว่าเหมือนกัน ถึงจะยังไม่เคยใช้ก็เถอะ 

 

ก็แล้วมันจะทำไม ก็กูอยากกินสองอันนี่ 

ตะกละนักนะ นังทัวดี แล้วมึงซื้อได้ไง มันต้องพาโซลเมทไปด้วยนี่หว่า 

มึงพูดภาษาอะไรของมึงวะเนี่ย เอ้อ คือกูบอกว่ามันนอนป่วยอยู่บ้าน 

 

แล้วเขาก็เชื่อมึงอ่นะ 

เออ กูบอกว่าแม่งเป็นโรคเจ้าหญิงกระแดะแพ้แสงไม่ยอมออกจากบ้าน แถมยังใช้กูออกมาซื้อเบอร์เกอร์อีก ถ้ากูไม่ซื้อไปให้จะต้องนอนนอกห้อง เขาทำหน้าสงสารกูใหญ่เลย’  

 

แค่กๆ” มาถึงตรงนี้ยุนกิถึงกับสำลักจนต้องควานหาขวดน้ำข้างๆ เพื่อนสนิทอีกสองคนไม่ได้ขัดอะไรเพราะรู้ว่ายุนกิต้องใช้สมาธิในการแอบฟังโซลเมทตัวเอง 

 

แต่คนจำมึงได้ทั้งปูซานแล้วนี่หว่า…’ เสียงของแทฮยองค่อยๆแผ่วไปเพราะฝนหยุดตกแล้ว ยุนกิที่เริ่มตั้งสติได้ก็รีบจดข้อความลงกระดาษ 

 

ว่าไงยุนกิ?” 

 

นัมจุน… กูว่ากูต้องไปปูซานแล้วว่ะ 

หะ ไปทำไมวะ มึงจะขึ้นมาโซลอยู่แล้วนะ?” 

ไปจัดการเด็กดื้อ 

ให้ตายเถอะ ดื้อจนเขารอไม่ไหวแล้วเนี่ย 


 

. 

. 

. 

 

แต่คนจำมึงได้ทั้งปูซานแล้วนี่หว่า มึงยังไม่เลิกใช้มุขนี้อีกเหรอ 

 

แต่ที่นี่โซลไง แทฮยอง ถ้าเขาจำกูได้ก็กูก็เปลี่ยนสาขาสิวะ อย่าโง่ 





 

7 



 

รถไฟรอบแรกจากแดกูที่จะมาถึงโซลคือตอนเก้าโมงครึ่ง จีมิตื่นตั้งแต่ตีห้า ไม่สิ เขานอนไม่หลับเลยต่างหาก หมุนตัวเองที่หน้ากระจกเป็นรอบที่ล้าน แต่สุดท้ายที่เลือกใส่ก็คือเสื้อฮู้ดสีเทาตัวเก่งตัวเดิมที่มีรอยน้ำแดงที่ซักไม่ออกเลอะอยู่นั่นละ 

 

โชคดีที่ไม่ต้องไปคนเดียว อย่างน้อยก็มีแทฮยองไปด้วยเผื่ออีกฝ่ายจะช่วยเอนเตอร์ทนเขาถ้าเกิดแผนการวันนี้มันล้มเหลว 

 

คนนั้นจากแดกูที่เป็นเพื่อนกับคุณนัมจุนและคุณโฮซอก ถ้าใช่ช่วยทักผมหน่อยนะครับ” ป้ายสีเหลืองสะท้อนแสงนั้นดูเด่นเป็นบ้า จีมิไม่รู้ว่าเขาคิดถูกรึเปล่าที่ให้แทฮยองเป็นคนเลือกสีนี้ พวกเขายืนอยู่ที่ทางออกยอดนิยมที่มีทางเชื่อมไปสถานีรถใต้ดินซึ่งเดาเอาล้วนๆว่าอีกฝ่ายก็น่าจะออกทางนี้ เขาให้แทฮยองไปดักตรงอีกทางออกหนึ่งซึ่งมีความเป็นไปได้เหมือนกัน ก็หวังว่ามันจะสำเร็จ 

 

รถรอบแรกผ่านไปแล้ว จีมิไม่ได้คิดอะไรมากเพราะอีกฝ่ายดูใช้ชีวิตตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน คงไม่เลือกรถรอบเช้าสุดหรอก 

 

อีกสองชั่วโมงรถขบวนต่อไปจะมาถึง เขาหยิบเก้าอี้พับออกมานั่ง ตั้งป้ายไว้ที่ข้างตัวก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนมาพิมพ์ข้อความหาแทฮยอง 

 

เจอมั้ย 

 

เหอะ มีแต่คนแก่กับเด็ก 

 

เหลือรถไฟอีกห้าขบวนในวันนี้ เขาไม่ยอมแพ้หรอกน่า 

 

รถไฟอีกสองขบวนผ่านไป จีมิไต่แรงก์ในเกมส์ไปได้พอสมควรก็ถอนหายใจ มีวัยรุ่นมากมายผ่านไปผ่านมาพอสมควร ทุกคนเห็นป้ายของเขาแต่ก็เดินผ่านเลยไป จีมินแอบเสียความมั่นใจนิดๆแต่ก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดี 

 

ไม่เจอเลย ขนาดเดินไปเดินมาแล้วนะ’ แทฮยองเองก็ไม่เจอเหมือนกัน จีมินึกขอบคุณเพื่อนคนนี้ในใจหลายต่อหลายครั้งเพราะแค่ตัวเขาเองต้องมานั่งคอยก็อดจะทั้งเมื่อยทั้งเหนื่อยไม่ได้ อีกฝ่ายเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน โชคดีที่จองกุก โซลเมทขอแทฮยองเองก็ว่างอยู่พอดีเลยมาคอยส่งน้ำส่งข้าวให้เขาได้