(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 58 : 35 : La vie en rose 2/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 344 ครั้ง
    24 ต.ค. 61




Title: La vie en rose

Fandom: 방탄소년단 /BTS

Relationship: yoonmin ( yoongi x jimin ) 

Genre: Alternative Universe!Hogwarts, Triwizard!AU, Fluff, 

Rate: PG

Word: Total: 21,155

Note: Durmstrang!Yoongi, Beauxbaton!Jimin, Veela!Jimin, 
Warning:  แบ่งเป็นสองตอนนะคะ ยาวเกิน แล้วก็ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ :)


         





          และไม่รู้ทำไม สายตาของเขามักจะหยุดอยู่ตรงที่วีล่าอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เขาเห็นเจ้าของเส้นผมสีเงินสว่าง ปลายลิ้นรู้สึกถึงรสกาแฟที่ไม่ได้มีอยู่จริง เขาได้ยินเพื่อนร่วมสถาบันพูดถึงวีล่าตนนั้น ปาร์ค จีมิน นักเรียนชายเพียงคนเดียวจากคณะเดินทางของวิทยาลัยโบซ์บาตง เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้เป็นคนช่างพูดช่างจาเหมือนเด็กสาวคนอื่นที่มาจากวิทยาลัยเดียวกัน


ยุนกิไม่ได้เจอจีมินอีกจนกระทั่งถึงวันประลองรอบสอง สถานที่จัดการแข่งขันก็คือทะเลสาบอย่างที่ปริศนาไข่ทองคำว่าเอาไว้


            ชิงของสำคัญที่ถูกลักพาไปกลับคืนมา นั่นคือความหมายของบทเพลงนางเงือก


            เขามองเห็นจอโฮโลแกรมที่ถูกฉายอยู่ที่ด้านหนึ่งของสนาม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านวัตกรรมในยุคสองพันจะทำให้พวกเขาเห็นสถานการณ์ใต้น้ำได้อย่างใกล้ชิดและสว่างมากพอจะเห็นว่าปลาตัวไหนกำลังทำอะไร ได้ยินว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวัตกรรมของพวกมักเกิ้ลที่เรียกว่าทีวี


            เขาไม่ได้สนใจอย่างจริงจัง จนกระทั่งในภาพจอฉายตัวประกันที่หลับใหลอยู่ใต้น้ำ เขามองไปที่คิม แทฮยอง สลับกันจอน จองกุกที่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ


            “จองกุก นายต้องสงบใจไว้” เขาพูดกับจองกุก ทั้งที่พูดกับอีกฝ่ายแบบนั้น แต่ลมหายใจกลับขาดห้วงลงเมื่อเห็นคนที่อยู่ด้านข้างคิม แทฮยอง


            และเขาน่าจะรู้


            ของสำคัญของอี ซอนมี จะเป็นอะไรไปได้นอกจากเพื่อนสนิทของเจ้าตัว


            เส้นผมสีเงินของวีล่าสว่างและพลิ้วไหวตามกระแสน้ำ ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นปิดสนิทเพราะเจ้าตัวกำลังหลับใหลด้วยอำนาจของเวทมนต์เหมือนตัวประกันคนอื่นๆ


            เขาหันไปมองซอนมีกำลังโวยวายอะไรบางอย่างกับกรรมการ


            “ทำไมถึงเป็นจีมินละคะ!อาจารย์ก็รู้ว่าจีมินไม่ชอบน้ำ เขากลัวน้ำ!


            เด็กคนนั้นกลัวน้ำ?


            “เธอแค่รีบลงไปช่วยเขาขึ้นมาก็พอ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในน้ำ”


            ทั้งๆที่เขามาจากเดิร์มแสตรงก์ แต่ให้ตายเถอะ เขาอยากให้จองกุกช่วยปาร์ค จีมินมากกว่าคิม แทฮยองเสียอีก


            ไม่ทันไรสัญญาณก็ดังเพื่อบอกว่าการแข่งได้เริ่มขึ้นแล้ว จองกุกโดนลงน้ำไปเป็นคนแรกโดยไม่ลังเล ตามด้วยซอนมีและจินยอง เขาไม่รู้ว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นใช้วิธีอะไรในการหายใจใต้น้ำ แต่จองกุกไปหาเอาคาถาสักบทที่ทำให้เขาเปลี่ยนสภาพกลายเป็นหัวฉลามมาจนได้ ในจอภาพแบ่งออกเป็นสี่ช่องเพื่อติดตามความเป็นไปของผู้เข้าแข่งขันทุกคน อีกช่องหนึ่งฉายภาพของตัวประกันทั้งสาม


            ไม่ทันได้รู้ตัว มือของเขากลับชื้นเหงื่อขึ้นมาจนได้


            เขามองเห็นการต่อสู้ใต้น้ำระหว่างชาวเงือก สัตว์น้ำและผู้เข้าแข่งขัน จองกุกไม่ทำให้ชาวเดิร์มแสตรงก์ผิดหวังเมื่อเขาไปถึงตัวประกันเป็นคนแรกหลังจากผ่านการต่อสู้อย่างสบายๆราวกับเขาเกิดมาเพื่อเป็นนักสู้ ตัดเถาวัลย์และรีบพาคิม แทฮยองพุ่งดิ่งขึ้นมาเหนือน้ำจนได้ในเวลาอันสั้น


            ที่มันจบอย่างรวดเร็วและไม่มีสีสัน อาจจะเพราะว่าตัวประกันคนนั้นคือคิม แทฮยองก็เป็นได้


            ยุนกิรีบเดินเข้าไปห่มผ้าเช็ดตัวให้กับจองกุกและแทฮยองในฐานะคนดูแล โล่งใจที่เห็นว่าทั้งคู่ปลอดภัยดีแม้จองกุกจะมีบาดแผลเล็กน้อยจากการสู้กับชาวเงือก เขาเอาผ้าขนหนูซับน้ำที่เส้นผมของจองกุกเพราะเจ้าตัวไม่สนใจอะไรเลยนอกจากอธิบายให้แทฮยองฟังว่าเกิดอะไรขึ้น


            เสียงฮือฮาจากผู้ชมทำให้ยุนกิละความสนใจกลับไปผิวน้ำอีกครั้ง ครานี้ผู้ที่ขึ้นมาคือปาร์ค จินยองพร้อมกับตัวประกันของเขาซึ่งคือเพื่อนสนิทที่ชื่อยองแจ แต่ที่เสียงพูดคุยดังขนาดนั้น เพราะจินยองไม่ได้กลับขึ้นมาพร้อมกับตัวประกันเพียงอย่างเดียว


            “ปล่อยปล่อยฉัน ฉันต้องไปช่วยจีมิน!


            “เธอสู้ไม่ไหวแล้วซอนมี อย่าพยายามเลย” ตอนที่จินยองกับยองแจช่วยกันพาซอนมีขึ้นมาจากน้ำ ยุนกิเห็นว่าที่ขาของเธอมีรอยแผลขนาดใหญ่ เลือดของเธอเยอะมากจนกรรมการต้องตะโกนให้ฝ่ายพยาบาลรีบเข้ามา เขาได้ยินใครสักคนพูดว่ากรีนดีโลว์มีจำนวนเยอะเกินไป


            “ไม่ได้!ถ้าฉันไม่ลงไปใครจะช่วยจีมิน เขา… เขาไม่ชอบที่มืดๆ เขาไม่ชอบน้ำ”


            “ซอนมี!เธอต้องตั้งสติ เธอลงไปไม่ไหวแล้ว!” จูฮยอนรีบเข้ามากอดรั้งไม่ให้เพื่อนสนิทที่ร้องจะลงน้ำอีกครั้ง ได้ยินคนอื่น


            “เดี๋ยวกรรมการก็จะให้ใครสักคนลงไปช่วยจีมิน เธอไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงกรีดร้องจากผู้ชมทำให้พวกเขารีบหันไปมองที่หน้าจอ


            “แย่แล้ว!ตอนที่จินยองใช้คาถาตัดเชือกที่ล่ามยองแจเอาไว้คงจะเผลอไปโดนจีมินเข้า เขาเลือดออกใช่มั้ยนั่นน่ะ”


            ยุนกิเห็นที่ข้อเท้าของจีมินมีรอยบาด แม้จะไม่ใช่รอยที่ใหญ่อะไรนักแต่มันก็มากพอที่จะให้เลือดกระจายตัวไปตามกระแสน้ำ


            ที่น่ากลัวไม่ใช่ชาวเงือกหรือว่ากรีนดีโลว์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นที่อาจตามกลิ่นเลือดมาต่างหาก


            ต่อให้ใครไม่เคยมาฮอกวอตส์ แต่ทุกคนรู้ดีว่าใต้ทะเลสาบฮอกวอตส์นั้นเต็มไปด้วยอันตราย ไม่มีกฎห้ามตายตัวแต่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนรู้ดีว่าควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองเลือดออกในน้ำถ้าอยากกลับขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างปลอดภัย


            เมื่อกี้มีเลือดของอี ซอนมีไปคนหนึ่งแล้ว ไหนยังจะเลือดของจีมินอีก


            เลือดของวีล่า


            “ฮยอง!


            จองกุกเห็นยุนกิรีบถอดชุดเสื้อตัวหนาออกจนไม่เหลืออะไรเลยนอกจากแผ่นอกเปลือยเปล่า ก่อนที่เขาจะพับขากางเกงขึ้น กะพริบตาเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง จองกุกก็เห็นอีกฝ่ายโดดลงน้ำไปแล้ว



 

            โชคดีที่ยุนกิดูตอนที่จองกุกในขณะที่เขากำลังแข่งขัน ดังนั้นมันจึงไม่ยากอะไรนักตอนที่เขาฝ่าดงสาหร่ายทะเลที่ติดกันเป็นแพ ฝ่าไปจนถึงซุ้มประตูซึ่งเป็นที่สังเกตชั้นยอดของชาวเงือกได้ถูกที่


            กรีนดิโลว์และสัตว์น้ำชนิดอื่นที่ถูกใส่มาในการประลองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ยุนกิที่ใช้คาถาฟองอากาศพาตัวเองมาถึงจีมินรีบใช้คาถาตัดเชือกของจีมิน กระชับแขนที่รวบเอวของจีมินเข้ามาข้างตัว และมองหาเชือกของตัวประกันคนอื่นซึ่งยังลอยอยู่แถวนั้นมาผูกที่ข้อมือของเขาและอีกฝ่ายเข้าไว้ด้วยกัน เขาใช้นิ้วเกลี่ยที่ข้างแก้มของอีกฝ่าย เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เต็บปวดอะไร เพียงแค่หลับไปเพราะคาถาก็รู้สึกโล่งใจ


            ยุนกิไม่รู้ว่าเขาจะต้องเจอกับอะไร ดังนั้นเขาจะไม่ประมาท


            เขาใช้คาถาเสกให้เท้าทั้งสองข้างของตัวเองมีสภาพคล้ายพังผืดเพื่อช่วยให้ตัวเองตีขาในน้ำได้เร็วขึ้น


            รีบไป มันกำลังมา’ ชาวเงือกที่อยู่ตรงนั้นบอกเขา ยุนกิรีบพุ่งทะยานพยายามพาตัวเองและจีมินขึ้นไปให้เร็วที่สุด


            สายน้ำเป็นสีเขียวขุ่นเพราะพืชน้ำและดงสาหร่ายสูงใหญ่ติดกันเป็นแพยาวจนเขาต้องคอยใช้คาถาตัดอะไรก็ตามที่พยายามจะเกี่ยวรั้งขาของจีมินและขาของเขาไว้ระหว่างทาง ยุนกิไม่มีปัญหาเรื่องใช้คาถาพวกนี้ เกรงแต่ว่าสาหร่ายพวกนี้จะกระจุยกระจายไปเสียก่อน


            และบางอย่างว่ายตัดหน้าเขาด้วยความเร็ว โดยสัญชาตญาณยุนกิรีบหันหัวไม้กายสิทธิ์ของตัวเองไปยังทิศทางนั้น ร่ายคาถาอะไรก็ตามที่เขาคิดได้ เห็นเกล็ดสีเงินของมันผ่านที่หางตา


            กร๊าช!มันกรีดร้อง ยุนกิเสกคาถาอีกครั้ง ครั้งนี้นอกจากมันจะโจมจีเจ้าตัวนั้นแล้วยังสว่างพอจะให้เขามองเห็นว่ามันคือตัวอะไร


            เหมือนเห็นลำตัวยาวหนาของมัน ยุนกิรู้แล้วว่าวันนี้คงไม่ใช่วันของเขา


            เคลปี้


            ยุนกิเคยได้ยินเกี่ยวกับเคลปี้ แต่ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆของมันมาก่อน เพราะเคลปี้เป็นสัตว์วิเศษหายาก มันมักจะอยู่ในแหล่งน้ำใหญ่ๆ คนที่เคยพบมันก็มักจะถูกกินก่อนที่จะได้กลับมาเล่าให้ใครฟัง เขารู้ว่ามันแปลงร่างเป็นม้าได้ แต่เจ้าเคลปี้ที่อยู่ต่อหน้าเขากลับเป็นงูยักษ์ ดวงตาของมันเป็นสีแดงราวกับทับทิม


            มันคงตามกลิ่นเลือดของซอนมีมาก่อน แล้วถึงเจอพวกเขา


            ยุนกิไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องสู้กับมัน แต่เขารู้ว่ามันสามารถที่จะฉีกร่างของเขาและจีมิน ดื่มเลือดกินเนื้อและปล่อยให้อวัยวะของพวกเขาลอยขึ้นไปสู่ผิวน้ำแทนที่จะกลับไปได้อย่างมีชีวิต


            ทำไมถึงมีเคลปี้อยู่ในทะเลสาบฮอกวอตส์กัน


            หากไม่มีจีมินอยู่ในอ้อมแขนตอนนี้อะไรๆคงจะง่ายขึ้น ยุนกิไม่เคยสู้กับเคลปี้มาก่อน แต่พอจะมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์ร้ายในระดับเดียวกันมาบ้าง


            ประสบการณ์เหล่านั้นสอนเขาว่าจงอย่าปราณี


            เด็กหนุ่มจากเดิร์มแสตรงก์ร่ายคาถาใส่สัตว์ร้ายติดต่อกันโดยไม่หยุดพัก คาถารุนแรงเดิมๆซ้ำๆถูกท่องติดๆกัน โดนบ้างไม่โดนบ้างเพราะเขาไม่ใช่เจ้าถิ่นใต้น้ำอย่างสิ่งที่เขากำลังสู้ด้วยอยู่ เกล็ดสีเงินถูกถากเป็นรอยแผลอยู่หลายรอยและนั่นทำให้เจ้าเคลปี้เกรี้ยวกราด มันพุ่งเข้าชนหวังจะแยกเขากับจีมินให้ออกจากกัน แต่ยุนกิไม่ปล่อยให้มันทำอย่างนั้น


            ลำตัวของเคลปี้เป็นสีเทาเมื่อโคลนใต้น้ำขุ่นคลั่กขึ้นเพราะแรงเคลื่อนไหวกลืนไปกับพืชน้ำจนทำให้ทัศนวิสัยของเขาไม่ดีเท่าไรนัก แต่ยุนกิไม่ใช่คนใจร้อน เขาเห็นมันว่ายวนไปมา ทำเหมือนจะรอโอกาส


            มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่ยุนกิกลับนึกถึงคนในอ้อมแขนขึ้นมา


            ไม่รู้เจ้าตัวถ้าตื่นขึ้นมาแล้วจะตกใจขนาดไหน ยิ่งไม่ชอบน้ำอยู่ด้วย เขาใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์กระชับเอาจีมินเข้ามาไว้ข้างตัวแน่นๆอีกครั้ง ผิวเนื้อของวีล่าเริ่มมีรอยย่นจากการอยู่ใต้น้ำนานๆ


            วิธีการกำราบเคลปี้คือการคล้องบ่วงบาศหรือบังเหียนที่รอบคอมันแล้วร่ายคาถายึดแน่นเพื่อกำราบ แต่เขาไม่มีสักอย่าง แน่ละ เขาไม่ได้เตรียมตัวมาสู้กับมัน

            ถ้ากำราบไม่ได้ก็มีแต่ต้องฆ่า ไม่ก็ทำให้มันหนีไป


            ดวงตาสีมรกตฉายแววอำมหิต ก่อนที่แสงสีเขียวจะสว่างไปทั่วทั้งผืนน้ำ

 




            จีมินลืมตาโพล่ง ค้นพบว่าตัวเขาเองอยู่ในน้ำ


            “ชู่ว์ เธอไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว” เขาพยายามตีขาเพื่อไม่ให้ตัวเองจมน้ำ ก่อนจะหันไปเห็นมิน ยุนกิ เขาเป็นเจ้าของมือที่ประคองจีมินไว้ไม่ให้จม


            จีมินได้ยินเสียงโห่ร้อง มองไปรอบๆเห็นทะเลสาบ นักเรียนคนอื่น และคนที่เข้ามามุงพวกเขาแต่เขากลับไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้วเขาถึงรู้ตัวว่าเขากำลังอยู่ในน้ำ


            ในน้ำ ที่เขาไม่ชอบ


            “ผมกลัว”


            “ฉันรู้”


            “ผมไม่ชอบน้ำเลย”


            “ฉันรู้”


            “จีมิน!” จีมินได้ยินเสียงสองเพื่อนซี้ตอนที่ยุนกิพาพวกเขาทั้งคู่กลับขึ้นฝั่ง เขาเห็นซอนมีที่กำลังทำหน้าหวาดวิตกและจูฮยอนที่เอื้อมมือมาหาเขา จีมินคว้ามือนั้นไว้ก่อนที่เขาจะถูกดึงตัวขึ้นไป แรงกระตุกรั้งที่ข้อมือทำให้เขาหันไปเห็นว่าระหว่างข้อมือของเขากับยุนกิมีเชือกคล้องรัดกันเอาไว้อยู่


            จองกุกเป็นคนตัดมันออกไป จีมินถึงได้รู้สึกเบาลงเมื่อสิ่งที่ถ่วงรั้งพวกเขาทั้งคู่เอาไว้ถูกนำออกไป


            “ทำไมผมรู้สึกเหมือนคุณช่วยผมเอาไว้อีกแล้ว” จีมินไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เท่าไร แต่พอจะเดาออกว่ามันคงเกี่ยวกับการประลองเวทไตรภาคี


            “มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรอก แต่ฉันช่วยเธอเอาไว้จริงๆ” รอยยิ้มของอีกฝ่ายเจิดจ้า จนถึงตอนนี้จีมินถึงได้สังเกตเห็นรอยแผลที่ข้างแก้มของอีกฝ่าย


            “คุณบาดเจ็บ”


            ยุนกิส่ายหน้า ก่อนจะจับข้อมือของจีมินขึ้นมา เห็นรอยแผลจากเชือกที่ข้อมือตัวเองจีมินถึงเพิ่งรู้สึกเจ็บ เขามองเห็นดวงตาคู่สวยอ่อนลงเมื่อเห็นบาดแผลที่ข้อมือเขาและนั่นมันช่างกวนใจ ทำให้เขารู้สึกหนาวๆร้อนๆแปลกๆ


            “ไม่รู้จะเป็นแผลเป็นมั้ย เห็นว่าพวกวีล่าไม่ชอบให้ตัวเองเป็นแผลเสียด้วยสิ”


            จีมินก้มลงมองเห็นแผลตัวเองก่อนจะส่ายหน้า


            “คุณเจ็บกว่าผมอีก จะมาสนใจทำไมกะอีแค่แผลเล็กๆพวกนี้”


            ยุนกิยักไหล่ พอดีกับที่จูฮยอนรีบเอาผ้าขนหนูมาคลุมทับจีมินที่เปียกปอน จีมินไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำที่เพื่อนสนิทของเขาทั้งคู่เอาแต่ถามว่าเขาเป็นอะไรมากมั้ย เขาเจ็บตรงไหนรึเปล่า


            สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือแผ่นหลังกว้างของพ่อมดหนุ่มจากเดิร์มแสตรงก์คนนั้นต่างหาก

            


            “นายต้องเห็น ตอนที่เขาตัดหางเคลปี้!คือมันสุดยอดมาก”


            “ฉันเห็นแล้ว ก็เธอฉายภาพเหตุการณ์ตอนนั้นใช้ฉันดูแล้วนี่” จีมินถอนหายใจ


            “ฉันกับจูฮยอนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาโดดลงไปช่วยนายตอนไหน เห็นอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงดังตูม”


            “นั่นฉันก็รู้แล้วอีกนั่นละ”


            “จองกุกบอกฉันว่า ตอนที่เขาได้ยินว่านายเลือดออกเขาก็ถอดเสื้อทันทีเลยนะ”


            ให้ตายเถอะ แล้วตอนนี้เขาจะสู้หน้าอีกฝ่ายยังไงกันละเนี่ย


            “ทำไมนายถึงไม่ไปขอบคุณเขาสักทีละ!


            จะให้เขาไปได้ยังไง เดี๋ยวนี้กัปตันคนนั้นจากที่ป็อบปูลาร์อยู่แล้วก็เหมือนจะได้รับความนิยมแบบคูณสามคูณสี่คูณห้าไปเลย มีแต่สาวๆล้อมหน้าล้อมหลัง แม้กระทั่งดาวเด่นของโบซ์บาตงอย่างมินจูก็เข้าหา


            “เขามีแต่สาวๆรุมล้อม ฉันจะเข้าไปยังไงเล่า”


            “หา ทำไมน้ำเสียงของนายตอนพูดคำว่า สาวๆรุมล้อม’ ถึงได้เป็นแบบนั้นกัน นี่อย่าบอกนะว่านายชอบเขาเข้าแล้ว!


            “ซอนมีเธอห้ามพูดออกมาเด็ดขาดเลยนะ”


            “ให้ตายเถอะ นายชอบเขาแล้วแน่ๆ”


            จีมินเอนตัวลงกับเตียงในห้องพยาบาล ผ่านมาสามวันแล้วแต่เพราะเขาอยู่ใต้น้ำนานเกินไป บวกกับอาการไม่ชอบน้ำของเขาทำให้จีมินไม่สบาย เขาเพิ่งมารู้ว่าที่อาจารย์ใหญ่เรียกเขาไปคุยก็เพราะเขาจะต้องเป็นตัวประกันให้กับซอนมีในด่านภารกิจที่สอง แน่ละว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผลการแข่งกันนอกจากว่า ปาร์ค จินยองคนนั้นเผลอทำเขาเลือดออกระหว่างช่วงยองแจ แล้วกลายเป็นว่าเลือดวีล่าในตัวของเขาดึงดูดเคลปี้ที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ในทะเลสาบมา ส่วนพ่อคนดังของเดิร์มแสตรงก์ที่ตอนนี้มีคนพูดถึงไม่น้อยไปกว่าจอน จองกุกคนนั้น ก็คือคนที่ลงไปช่วยเขา สู้กับเคลปี้จนชนะและพาเขาขึ้นมาแบบตัวเป็นๆมีลมหายใจ


            ให้ตายเถอะ ครั้งนี้แค่อบคุ้กกี้คงไม่พอแล้วละมั้ง


            “ฮอกวอตส์รีบตรวจสอบใหญ่เลยว่าเคลปี้ตัวนั้นมาจากไหน ดูเหมือนที่ผ่านมาจะไม่มีใครระแคะระคายเลยด้วยซ้ำ นายเกือบตายแล้วนะจีมิน!


            “เธอก็ยังไม่หายจากกรีนดิโลว์ ซอนมี ฉันโอเคแล้วน่า”


            “แต่ฉันรู้สึกไม่ดีนี่นา ที่นายต้องมาเกือบตายเพราะฉัน”


            “ไม่เอาน่า มันไม่ใช่เพราะเธอสักหน่อย ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีเคลปี้อยู่ในน้ำ!


            และเขาคร้านจะบอกซอนมีซ้ำๆว่านั่นไม่ใช่ความผิดของเธอ


            “ฉันรู้แล้ว แต่ว่า


            “เธอน่ะ รีบไปหาคู่เต้นรำดีกว่า อย่ามากังวลเรื่องของฉันเลย”


            ใช่ สิ่งที่ซอนมีควรจะกังวลก็คือเธอน่ะ เต้นรำได้ห่วยแตกสุดๆไปเลยละ

 




            “ฮยอง นั่นจะไปไหนน่ะ นี่มันดึกแล้วนะ”


            “เรื่องของฉัน”


            “ฮ้า ฮยองจะไปหาวีล่าคนนั้นแน่ๆ ใช่มั้ยละ”


            บางทียุนกิก็ไม่ชอบใจเอาเสียเลยที่จองกุกมักจะรู้ทันเขาไปทุกเรื่อง ยุนกิยักไหล่แทนคำตอบ สาวท้าวไปตามทางที่จำได้ว่าเป็นทางไปห้องพยาบาล


            เพราะผู้ป่วยเพียงคนเดียวในตอนนี้ก็คือจีมินหรอกนะ เขาถึงมา


            ใครจะไปคิดว่าร่างกายของวีล่าจะอ่อนแอขนาดนี้กันละ


            ยุนกิแอบเปิดประตูอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ เขาเห็นจีมินกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ


            ใบหน้าของจีมินยังซีดเซียวอยู่ แต่ก็ดีขึ้นจากวันแรกๆที่จับไข้แล้ว


            “คุณ… ยุนกิ?”


            พอดีกับที่จีมินเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา ยุนกิถึงได้เลิกซ่อนตัวอยู่ที่หลังผ้าม่าน 


            “เธอดีขึ้นรึยัง”


            เขาเห็นวีล่าพยักหน้า “แล้วคุณ


            “ฉันหายดีตั้งนานแล้ว”


            ยุนกิเห็นคิ้วของจีมินขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปมก็กลั้นรอยยิ้มไม่อยู่


            “เธอยังปวดหัวอยู่เหรอยังไงกันถึงได้ทำหน้าแบบนั้น”


            “ไม่ใช่นะครับ!ก็แค่… คุณช่วยผมเอาไว้อีกแล้ว แถมคุณยังต้องบาดเจ็บเพราะผมอีก”


            “หรือเธอไม่อยากให้ฉันช่วยเธอ แล้วปล่อยให้เธอถูกเคลปี้กิน?”


            “ก็ไม่ใช่แบบนั้นเหมือนกันครับ แต่แค่ไม่ชอบเห็นคุณเป็นแผลเท่านั้นเอง”


            ยุนกิเลิกคิ้ว อย่างนี้ถ้าจีมินไปเห็นเขาตอนอยู่เดิร์มแสตรงก์ไม่หัวใจวายไปเลยหรือยังไงกันละ?


            “ฉันไม่ได้เจ็บหนักนี่”


            “ก็มันรู้สึกผิดนี่ครับ”


            “จะรู้สึกผิดทำไมกัน เธอไม่ได้อาสาจะลงไปในน้ำนี่” พอเห็นจีมินพ่นลมหายใจ ยุนกิก็นั่งลงที่ข้างเตียง


            “คราวนี้น่ะ แค่อบคุกกี้ให้คุณคงไม่พอแล้วด้วย”


            ก็นึกว่าเรื่องอะไร


            “แต่ฉันชอบคุกกี้ของเธอนะ”


            “จองกุกบอกผมแล้วว่าคุณไม่ชอบของหวาน!


            “เธอก็อย่าทำให้มันหวานมากนักซี่”


            “แต่คุกกี้เป็นขนมนะครับ ถ้าไม่หวานจะเรียกว่าขนมได้ยังไง”


            ยุนกิหัวเราะในลำคอ เห็นข้อมือที่โผล่พ้นชายเสื้อชุดนอนของจีมินก็เผลอจับมันขึ้นมาดู ยังมีรอยแผลจางๆอยู่ ปกติเขาไม่ใช่คนถึงเนื้อถึงตัวกับใครก่อนด้วยซ้ำ


            “ยังเจ็บอยู่มั้ย?”


            “ไม่เจ็บแล้วครับ แต่ยังเป็นรอยอยู่เฉยๆ”


            “ไม่รู้จะเป็นแผลเป็นรึเปล่า”


            จีมินยิ้ม ไม่รู้ว่าเพราะอะไร


            “ปกติที่วีล่าจะห่วงไม่อยากให้ตัวเองมีแผลก็เพราะว่ากลัวรอยแผลจะทำให้ความงามที่มีอยู่หายไปและกลัวว่าชายคนที่รักจะไม่ชอบใจ ก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่ไม่อยากมีแผลเป็นเพราะกลัวไม่สวยนั่นละครับ แต่ผมไม่ใช่คนที่จะสนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้นหรอก”


            “แล้วเธอไม่กลัวคนที่รักจะไม่ชอบใจ?”


            คำถามนั้นทำให้จีมินนิ่งไป ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าถามเพราะอยากรู้จริงๆ หรือเพราอยากจะโยนหินถามทางกันแน่


            จีมินไม่ใช่คนโง่นะ


            “ก็ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ถ้าเป็นคุณ… จะไม่ชอบใจรึเปล่าครับ ถ้าคนรักมีแผลแบบนี้” ทันทีที่ถามออกไป จีมินก็รีบหันหนีไปทางอื่นทันทีเพราะเขาเห็นแล้วว่ายุนกิกำลังยิ้มกว้าง มือที่จับข้อมือของเขาอยู่กระชับแน่นขึ้นนิดหน่อย


            “ฉันก็ไม่ใช่พวกสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นเหมือนกัน”

 

 

            



            บรรยากาศของฮอกวอตส์ครึกครื้นขึ้นหลังจากภารกิจที่สองเพราะงานเลี้ยงเต้นรำกำลังใกล้เข้ามาแล้ว


            “เจ้าเด็กเสื้อเหลืองนั่นมองเธอไม่วางตา” ซอนมีพูดกับจูฮยอนที่นั่งอยู่ข้างจีมิน เพราะเป็นผู้ชายน้อยคนในโบซ์บาตงและผู้ชายคนเดียวของคณะเดินทางทำให้เขามีเพื่อนไม่มากนัก โชคดีที่เพื่อนสนิททั้งคู่ของเขาได้รับคัดเลือกให้เดินทางมาเปิดประสบการณ์เขาถึงไม่ต้องเหงามากนัก แต่ซอนมีเองก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมภารกิจสุดท้าย


            จูฮยอนยิ้ม เพียงแค่นั้นก็ได้ยินเสียงสูดปากจากคนทั้งห้องอาหาร เพื่อนสนิทของเขาคนนี้ไม่ใช่คนยิ้มบ่อยต่อหน้าคนมากๆ แต่เมื่อจูฮยอนยิ้มมันราวกับว่าจะมีดอกไม้บานอย่างไรอย่างนั้น


            “แล้วเมื่อไรเจ้าคนเสื้อคลุมฟ้าจะมาชวนเธอไปงานเลี้ยงสักทีละ ฉันจะเบื่อจริงๆที่เธอต้องมาคอยปฏิเสธคนทุกคนเพื่อรอเขา” เจ้าเด็กโรงเรียนเสื้อหลากสีก็นินทากันอยู่นั่นละ ว่าจูฮยอนหยิ่งนักหยิ่งหนาไม่ยอมรับคำชวนจากใครทั้งนั้น ไม่รู้ว่าเฮดบอยจากเรเวนคลอคนนั้นมัวแต่ทำอะไรอยู่


            “เขาชื่อคิม นัมจุน” จีมินแทรก 


            “จะชื่ออะไรก็ช่างเถอะ ว่าแต่นายละ ไม่มีคนมาชวนบ้างหรือยังไง” ซอนมีที่ตกลงใจไปงานเลี้ยงกับเด็กเดิร์มแสตรงก์คนหนึ่งแล้วในที่สุดถามย้ำ


            “ก็ไม่เห็นมีใครมาชวนนี่” แล้วเขาเองก็ไม่รู้จักใครเป็นการพิเศษด้วย คิม แทฮยองก็ถูกจอน จองกุกคนดังคนนั้นตัดหน้าชวนไปตั้งแต่วันแรกแล้ว พ่อหนุ่มใจกล้าคนนั้นจากเดิร์มแสตรงก์รวดเร็วราวกับสายฟ้า


            “ไม่ใช่ว่านายกำลังรอใครอยู่เหรอไง” ซอนมียิ้ม หยิบน้ำฟักทองที่ไม่มีที่โบซ์บาตงขึ้นมาจิบ


            “รอใครกันละ” เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่แน่นอนว่าซอนมีกับจูฮยอนรู้


            “วันนั้นฉันเห็นยัยมินจูไปชวนเขาด้วย แต่เขาส่ายหน้า”


            “สวยขนาดมินจูน่ะนะ?” จีมินเลิกคิ้ว รสนิยมของมิน ยุนกิคนนี้ไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว มินจูเป็นอีกหนึ่งคนของโบซ์บาตงที่ได้รับความนิยมพอๆกับจูฮยอน เผลอๆอาจจะมากกว่าด้งวยซ้ำเพราะหล่อนเป็นคนยิ้มเก่ง ช่างคุย


            “ก็ใช่น่ะซี่ พอนังเห็นเขาคุยกับนายก็รีบระริกระรี้ไปทำความรู้จัก”


            “เรียกเขาดีๆสิ ซอนมี” จูฮยอนตีแขนเพื่อนเบาๆ


            “น่ารำคาญพวกผู้ดีจริงๆ พวกเธอต้องเห็นด้วยตาตัวเอง กระโปรงงี้สั้นกว่าทุกวันเลยนะ”


            “แต่ถ้าไม่ไปกับมินจูแล้วจะไปกับใครละ แชวอนอย่างนั้นเหรอ?” จีมินพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย เขาพอจะรู้ว่าผู้ชายจากแดนเหนือมีรสนิยมไม่ธรรมดา แต่เขาก็เชื่อว่าตัวท็อปจากโบซ์บาตงนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน อาจเพราะเป็นโรงเรียนที่เด็กสาวเยอะมากกว่าที่อื่นเรื่องการประชันความงามนั้นก็ค่อนข้างสูงตามไปด้วย


            “แชวอนตกลงไปกับเด็กสลิธีรินที่ชื่อมินฮยอนแล้วย่ะ ใครๆก็รู้ว่าเจ้าหล่อนเฮิร์ทมากแค่ไหนตอนที่เห็นจอน จองกุกคนนั้นชวนคิม แทฮยองไปงาน”


            “อ้อ งั้นเขาอาจจะชอบเด็กฮอกวอตส์ละมั้ง”


            จีมินไม่ได้คิดเรื่องการหาคู่ไปงานเลี้ยงเต้นรำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบเต้นรำแต่เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเข้าหาคนอื่นยังไง เขาไม่รู้จักใคร แถมยังเป็นวีล่าผู้ชายจากโบซ์บาตงอีก เด็กอีกสองโรงเรียนต่างมองว่าเขาเป็นตัวประหลาด ดังนั้นเขาถึงไม่คาดหวัง คิดแค่ว่าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงพอเป็นพิธี หาอะไรกินแล้วก็รีบกลับที่พักเป็นอันใช้ได้


            “น่าเบื่อ ฉันอยากให้พวกเรามีคู่เต้นรำปังๆทั้งหมดนะ เอาให้ปังกว่าพวกแก๊งยัยมินจูเลย”


            “เธอนี่ชอบพูดแต่ศัพท์มักเกิ้ล อธิบายให้ฉันกับจีมินฟังด้วยสิว่ามันแปลว่าอะไร”


            ซอนมีไม่อธิบาย แค่พูดใส่พวกเขาว่าเลือดบริสุทธิ์นี่น่าเบื่อเป็นบ้า


            จีมินกำลังจะอ้าปากบังคับให้ซอนมีอธิบาย แต่เสียงของเขาไม่หลุดออกมา


            พระเจ้าช่วย นั่นคิม นัมจุนใช่มั้ยที่กำลังเดินมาที่โต๊ะของโบซ์บาตง







 

            “เธอยิ้มเยอะจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว น่ากลัวชะมัด” ซอนมีที่นอนเล่นอยู่บนเตียงมองจูฮยอนที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ที่หน้ากระจก


            “ให้จูฮยอนยิ้มหน่อยเถอะ เธอเอาแต่ทำหน้าบึ้งจนคนหาว่าโบซ์บาตงมีแต่พวกหยิ่งจองหอง” จีมินแซว ในที่สุดเจ้าหนุ่มชุดคลุมสีฟ้าของจูฮยอนก็เอ่ยปากชวนเจ้าหล่อนไปงานเลี้ยงเต้นรำเสียที ซ้ำยังไม่ได้ชวนแบบธรรมดาอีกด้วย


            เขามองไปที่สโนว์โกลบอันเด็กที่ด้านในเป็นรูปตุ๊กตาเด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบเรเวนคลอกับเด็กสาวในชุดโบซ์บาตงยืนจำมือกัน เมื่อเขย่าก็เหมือนกับว่ามีหิมะร่วงหล่น คงจะเป็นเพราะเจ้าของชิ้นเล็กนี่กระมังที่ทำให้คนจากเรเวนคลอถึงได้ช้าขนาดนี้


            “ก็ฉันคิดว่าเขาจะไม่ชวนแล้วนี่” จูฮยอนว่า


            “มีแค่เธอที่ไม่รู้แหละ มองจากปารีสมาถึงตรงนี้ยังรู้เลยว่าเขาไม่มีทางชวนคนอื่น”


            “ในที่สุดยัยเจ้าหญิงน้ำแข็งก็ยิ้มได้เสียที เธอไม่รู้หรอกว่าฉันกับจีมินทำตัวไม่ถูกจะตาย” ซอนมีตอบ


            “ก็ฉันไม่อยากไปงานกับคนอื่นนี่”


            “เชื่อเถอะว่าหมอนั่นก็ไม่อยากไปงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอเหมือนกัน”


            ตั้งแต่เรียนหนังสือด้วยกันมา จีมินไม่เคยเห็นจูฮยอนจะกระตือรือร้นกับงานกิจกรรมพวกนี้มาก่อน นอกจากผลการเรียนดีเลิศแล้ว จูฮยอนไม่เคยสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอะไรใดๆทั้งนั้น ไม่เข้าร่วมสภาเหมือนอย่างซอนมี ไม่เล่นกีฬา ไม่สนใจคนรอบข้างนอกจากเพื่อนสนิท แต่นั่นไม่ใช่ตอนที่ครูใหญ่ประกาศคัดเลือกคนเข้าร่วมพิธีประลองเวทไตรภาคี ดวงตาของจูฮยอนเป็นประกาย ประกาศมุ่งมั่นว่ายังไงก็จะต้องมาที่ฮอกวอตส์ให้ได้


            ซอนมีที่เป็นสภานักเรียนต้องเข้าร่วมงานอยู่แล้ว ตอนแรกเธอยังร้องเสียงหลงด้วยซ้ำเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้จูฮยอนยอมมาร่วมงานครั้งนี้ จีมินก็แค่ติดสอยห้อยตามเพื่อนสองคนมาด้วยเพราะเขาไม่อยากอยู่โรงเรียนคนเดียว ก็แค่คิดว่าการได้เห็นแทฮยองตอนอยู่ในโรงเรียนคงจะแปลกดี ตอนแรกพวกเขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้เจ้าหล่อนมุ่งมั่นขนาดนี้ จนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่าจูฮยอนมีน้องชายข้างบ้านที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กเรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์


            “เขาไม่เคยบอกว่าเขามองใครหมายถึงฉันรู้ว่าเขาเป็นพวกคลั่งการเรียน ปิดเทอมก็เอาแต่อ่านหนังสือล่วงหน้าแทบจะไม่ออกไปไหน มันไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อเขานะ แต่พอคิดว่าถ้าเขาจะต้องไปงานเต้นรำกับคนอื่น ฉันก็


            “ไม่น่าเชื่อ เธอพูดยาวกว่าตอนที่ต้องออกไปรายงานหน้าชั้นเรียนอีก”


            “ฉันก็แค่อยากจะมาเห็นกับตาแค่นั้นเองว่านัมจุนไม่ได้มีคนอื่น!” จูฮยอนโพล่ง


            ซอนมียิ้ม “ความรักหนอความรัก”


            และจีมินไม่เข้าใจเลยสักนิด


            “ความรักมันเป็นยังไงกัน”


            “ถ้านายไม่เริ่มจีบใครสักคนนายก็จะไม่รู้หรอก” ซอนมีสวน แต่จะให้เขาเริ่มจีบใครยังไงเล่า ในเมื่อคนทั่วไปต่างก็ส่ายหน้าเมื่อพบว่าเขาเป็นวีล่า อันที่จริงแค่ลูกครึ่งเท่านั้นเพราะวีล่าทั่วไปมีเส้นผมสีทองสวยงาม แต่เพราะจีมินเป็นลูกที่เกิดจากครึ่งพ่อมดครึ่งวีล่า ผมของเขาถึงได้เป็นสีเงิน ตอนเด็กๆเขาถูกล้อว่าเหมือนคนแก่ แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อโตขึ้นมา คนที่เคยล้อเขาตอนเด็กกลับเป็นพวกเดียวกันกับที่ไล่ตามจีบเขาไม่ว่าจะเวลาไหน


            และนั่นเป็นเพราะเวทมนต์ คนที่รักเขาต่างก็ชังเขาในเวลาเดียวกันเพราะเพียงแค่สบดวงตากัน หัวใจที่เคยเป็นของตัวเองกลับไม่ใช่ของตัวเอง


            รู้ตัวอีกที คนรอบข้างต่างก็หายไปจากเขาหมดแล้ว


            “จะมีใครจริงใจกับวีล่ากันละ?” พ่อแม่ของเขาเป็นหนึ่งในน้อยคู่รักที่ทำสำเร็จ พ่อของเขาสืบเชื้อสายจากอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้มนต์ของวีล่าใช้ไม่ได้ผล ส่วนแม่ของเขาก็แฮปปี้กับการที่มีใครสักคนที่รักเธอจริง ในตอนแรกที่จีมินตั้งใจจะไปสมัครเรียนที่เดิร์มแสตรงก์ แม่ของเขาเป็นลม พ่อของเขาส่ายหน้า เพราะมนตราของวีล่าที่อยู่ในตัวเขาใช้ได้ดีนักละกับพวกตัวผู้


            โบซ์บาตงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมนต์วีล่าในตัวเขาใช้ไม่ได้ผลกับผู้หญิง ให้หนึ่งร้อยคนไม่ชอบเขา เกลียดหน้าเขา ยังดีกว่าคนหนึ่งคนต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองเพราะเขา และจีมินเห็นผู้หญิงหลายคนเบ่งบาน กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าชายคนรัก เมื่อเขาเห็นตอนที่นัมจุนเดินเข้ามาหาจูฮยอน เขาได้ครอบครองสเสน่ห์ร้ายกาจอย่างปาร์ค ชานยอล เพียงแค่ยิ้มอย่างซื่อๆ เพียงแค่นั้นเหมือนเทียนที่สว่างที่สุดในห้องอาหารกลับไม่สว่างเท่ากับรอยยิ้มของจูฮยอน เมื่อเขาวางเจ้าสิ่งของชิ้นเล็กนั่นลงบนฝ่ามือของเธอ จูฮยอนผลิบานเพราะความรัก แน่นอนว่านัมจุนไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เขาไม่ได้โด่งดังเท่าจอน จองกุก หรือว่าคิม จงอิน แต่เขาคือสิ่งเดียวที่ทำให้ดอกไม้ในใจของจูฮยอนผลิบาน และจูฮยอนดูสวยเหลือเกินในเวลานั้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องสำอางหรือว่าชุดราตรี พ่อกับแม่ของเขาเชื่อว่าสักวันจีมินจะพบเจอและกลายเป็นดอกไม้ของใครสักคนเหมือนกับพวกเขา แต่จีมินกลับไม่เคยมั่นใจเลยว่าเขาจะสามารถเบ่งบานโดยปราศจากมนตราของวีล่า


            “เยอะแยะ แค่นายไม่เจอใครสักคนไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นไม่มีอยู่จริงเสียหน่อย โรงเรียนของพวกเรามีแต่พวกผู้หญิงไร้สมอง นายอย่าไปเชื่อคำพูดของพวกหล่อนให้มาก


            รู้ เขารู้


            ถ้าให้เลือกได้ เขาเองก็อยากจะเป็นดอกไม้ของใครสักคนเหมือนกัน


            เมื่อพูดถึงคำว่ารัก จีมินไม่เข้าใจมันเสียเลย แต่ในมโนภาพของเขากลับปรากฏคนผู้หนึ่งขึ้นมา  


            “จีมิน ถ้าเขาไม่ชวนนายก่อน ทำไมนายถึงไม่ไปชวนเขาละ”


            “เธอหมายถึงใครกันละ” เขายิ้มแห้ง แกล้งทำเป็นไม่รู้


            เขาไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะตอบไปว่าเขาไม่รู้จริงๆ หรือเพราะเขากลัวคำตอบที่จะตามมามากกว่า


            หากมิน ยุนกิคนนั้นตอบตกลงเพราะมนต์ในดวงตาของเขา เขาไม่แน่ใจหรอกว่าเขาจะดีใจ

 



            จีมินสาบานว่าเขาไม่ได้ยินยอมเลยสักนิดตอนที่แทฮยองลากเขาไปถึงโต๊ะที่พวกเดิร์มแสตรงก์มักจะใช้นั่งคุยกันอยู่ที่ซอกหนึ่งของฮอกวอตส์เพื่อคืนของอะไรสักอย่างที่เจ้าตัวย้ำนักย้ำหนาว่าต้องคืนจองกุกตอนนี้และเดี๋ยวนี้


            โต๊ะของเดิร์มแสตรงก์ที่ไม่ได้มีแค่เด็กเดิร์มแสตรงก์


            เขากวาดสายตาไปรอบๆ ภาวนาอย่าให้เจอใครที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเขาเลย อาจเพราะเขาลืมว่าแทฮยองมาหาใครและใครที่มักจะอยู่กับจอน จองกุกอยู่เสมอ


            วันนี้พวกเขาไม่ได้นั่งกันแค่สองคนเหมือนอย่างวันนั้น


            ก็ใช่ละซี่ คนหนึ่งก็ตัวแทนคนดัง อีกคนหนึ่งก็เป็นที่พูดถึงเพราะทักษะการต่อสู้ใต้น้ำที่เหลือเชื่อ


            นอกจากมีเด็กสาวจากฮอกวอตส์ในชุดเสื้อคลุมหลากสีแล้วก็ยังมีนักเรียนจากโบซ์บาตงไม่น้อยที่อยู่ตรงนั้น พวกหล่อนต่างคนต่างประโคมน้ำหอมอย่างไม่เกรงใจใครจนเขาแสบจมูกไปหมด


            “ฉันไม่เดินเข้าไปได้มั้ย แทฮยอง”


            “ทำไมละ นายก็รู้จักยุนกิฮยองกับจองกุกแล้วนี่” แทฮยองหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ


            จีมินมองเห็นยุนกิกำลังคุยกับเพื่อนร่วมชั้นของเขาคนหนึ่ง ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกขุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


            “ในสวนดอกไม้มีดอกไม้เยอะเกินไป กลิ่นตีกันไปหมด ฉันปวดหัว”


            และแทฮยองจับน้ำเสียงนั้นได้ “เห นี่นายกำลังไม่พอใจอยู่จริงๆด้วยเหรอ”


            “ฉันบอกตอนไหนละว่าไม่พอใจ”


            “หน้านายมันฟ้อง น่า นายเดินเข้าไปมีเหรอพวกดอกไม้ริมทางพวกนั้นจะสู้ได้” แทฮยองกระตุกมือเขาเบาๆ แต่จีมินส่ายหัว


            “นายก็รู้ว่าพวกนั้นกลัววีล่าอย่างฉันจะตายไป ฉันรออยู่ตรงนี้ดีกว่า วงจะได้ไม่แตก”


            แทฮยองถอนหายใจดังพรืด “วงแตกก็ดีน่ะซี่ ให้ตายเถอะ งั้นรออยู่ตรงนี้ ฉันไปไม่นานหรอก”


            จีมินยืนมองแทฮยองฝ่าวงล้อมผู้คนเข้าไปในนั้น เห็นจองกุกเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มของเจ้าตัวดูเหมือนจะกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเขาใช้มือยีหัวเพื่อนสมัยเด็กของจีมินที่ทำท่าหลบไปหลบมาอย่างไม่พอใจ จีมินไม่เคยถามถึงความสำคัญของสองคนนี้ แต่รู้ว่าแทฮยองมีพื้นที่ในใจของจองกุกมากกว่าคนอื่นๆ


            และจองกุกแสดงมันอย่างชัดเจน เขาอาจจะพูดคุยอย่างดีกับคนทุกคน แต่ทุกคนที่มองด้วยตาก็จะรู้ว่ามันต่างออกไปเมื่อเป็นแทฮยอง


            สำหรับจีมิน แทฮยองที่ตาเป็นประกายทุกครั้งที่พูดถึงจองกุกเป็นเหมือนกับดอกทานตะวัน และพระอาทิตย์ของเจ้าตัวก็คือจองกุกนั่นเอง


            จีมินถอนหายใจ เห็นกลุ่มเส้นผมสีดำสนิทเพียงแค่นิดเดียวเพราะเจ้าของมันถูกคนรุมล้อมเยอะเกินไป เขาไม่กล้าเข้าไปหรอก เขารู้ดีว่าพระอาทิตย์ดวงนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับเขา

 



            “ไปแล้วนะ จีมินรออยู่” แทฮยองที่เผลอพูดคุยกับจองกุกเสียนานขอตัว คำว่า จีมิน’ ทำให้คนที่อยู่อีกข้างเงยหน้าจากหนังสือเล่มโปรดขึ้นมา


            “เอ้า จีมินมาด้วยเหรอ ไม่เห็นเลยนี่” จองกุกขมวดคิ้ว ถ้ามาแล้วทำไมถึงไม่เดินมาหาเขากับยุนกิฮยองละ?


            แทฮยองหัวเราะคิก เหล่ตาไปมองกัปตันคนฮอตที่มองมายังเขาเหมือนกับจะถามคำถามเดียวกัน


            จีมินน่ะ คิดมากไปเองอีกแล้ว เขาไม่เห็นยุนกิจะสนใจใครสักหน่อย


            “เห็นบอกว่าดอกไม้แถวนี้มันเยอะเกินไป กลิ่นมันฉุนน่ะ”


            “ดอกไม้? ดอกไม้อะไร แถวนี้ไม่เห็นมีดอกไม้สักดอก” เขาหันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่า ดอกไม้’ ที่แทฮยองพูดถึงหมายความถึงอะไรกันแน่


            เป็นยุนกิที่เข้าใจความหมายนั้นก่อน


            “แต่ฉันเห็นดอกไม้อยู่เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าผีเสื้อจะชอบดอกไหนที่สุด”


            ยุนกิยิ้ม “แต่ฉันไม่เห็นจะชอบดอกไม้พวกนี้”


            แทฮยองเห็นยุนกิเข้าใจความหมายของตัวเองก็หัวเราะ “จริงเหรอครับ สวยๆทั้งนั้นเลยนี่นา”


            คนถูกถามยักไหล่


            “แต่ที่ฉันชอบกลับเป็นดอกไม้ป่าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่ตรงนี้


            “นี่เข้าใจความหมายกันอยู่สองคนเรอะ บอกฉันบ้างสิ!


            “ไม่ยักรู้ว่าฮยองชอบดอกไม้ป่ากับเขาด้วย?”


            “หมายความว่ายังไงอ่ะแท นี่เรากำลังพูดถึงจีมินหรืออะไรเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว”


            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นจีมินบอกว่ากลัววงสาวๆของพวกนายจะแตกถ้าเขาเดินมา นายก็รู้ว่ายัยพวกนี้ไม่ชอบวีล่า ฉันไปดีกว่า”


            ยุนกิมองตามแทฮยองทีเดินไปหาเจ้าของเรือนผมสีเงินที่ยืนแอบอยู่ข้างๆต้นไม้ จีมินไม่ได้มองมาที่ทางนี้ ยุนกิคาดหวังไว้อีกฝ่ายมองมา เพื่อที่จีมินจะได้รู้ว่าเขาไม่ได้มองคนอื่นเลยนอกจากจีมิน


            ตอนที่แทฮยองก้มลงไปพูดอะไรบางอย่างกับจีมิน เขาเห็นวีล่าตีแขนแทฮยอง ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้าง ก่อนที่แทฮยองจะหัวเราะคิกคักแล้วคล้องคอเพื่อนวีล่าของตัวเองให้เดินไป

            





            “ฮยองพูดว่า แต่ฉันไม่เห็นจะชอบดอกไม้พวกนี้


            “หยุดพูดเลย”


            “แค่พูดชื่อนายฮยองก็รีบหันมาเลย”


            จีมินไม่ตอบ ไม่อยากฟังอะไรที่เกี่ยวกับคนจากเดิร์มแสตรงก์คนนั้นอีก


            “ถ้านายชอบ นายก็บอกฮยองไปสิ ไม่เห็นจะมีอะไรยาก”


            “ฉันบอกตอนไหนว่าฉันชอบ?”


            “ทุกตอนนั่นแหละ จีมิน ฉันรู้นะว่านายกลัวที่จะเริ่มต้นกับใครสักคน แต่นายอย่าคิดแค่ว่าเพราะนายเป็นวีล่า ทุกอย่างมันเลยเป็นไปไม่ได้”


            แต่ความจริงแล้วยังไงเขาก็เป็นวีล่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นวีล่า


            และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่จริงแล้วกับคนคนนี้ เขารู้สึกยังไงกันแน่


            “จีมิน ยุนกิฮยองไม่ใช่คนที่ช่วยใครก็ได้หรอกนะ และเขาก็ไม่ใช่คนที่ที่จะมานั่งแสดงออกอะไร ถ้านายไม่เริ่มก่อน ฮยองอาจจะไม่รู้ก็ได้ เขาอาจจะเป็นฝ่ายที่รอให้นายเข้าไปหาก่อนก็ได้”


            “แล้วนายรู้ได้ยังไงละว่าเขาคิดอะไร”


            แทฮยองยักไหล่ “ก็ไม่เห็นยากนี่ คนที่ไม่เคยสนใจอะไรเลยสักอย่าง แต่กลับสนใจนายขึ้นมา ทั้งที่จะรอให้พวกอาจารย์หาคนลงไปช่วย แต่เขากลับเสี่ยงตัวเองเพียงเพราะรู้ว่านายกำลังอยู่ในอันตราย และต่อให้เขาไม่พูด คนเราน่ะจะพูดโกหกอะไรก็ได้ แต่กับคนที่รู้จักกันดีจริงๆก็จะรู้ผ่านท่าทาง สายตา อื่นๆ หลายปัจจัย จองกุกยังพูดเลยว่าฮยองชอบมองนายตอนกินข้าว หรือแค่นี้มันยังไม่ชัดพอ?”


            จีมินกลืนน้ำลาย “แล้วนายรู้ตัวตอนไหน ตอนที่รู้ว่าชอบจองกุก”


            คนถูกถามยิ้ม “มันไม่เหมือนกันหรอก ฉันกับจองกุก เรารู้จักกันมานานเกินไป นานพอที่จะรู้ว่าวันนึง สิ่งที่เคยทำหรือตอนที่อยู่ด้วยกัน ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว แค่นั้น”


            “ฟังดูยุ่งยาก”


            “ไม่ยุ่งยากหรอก นายคิดไปเองทั้งนั้น อ้อ แล้วที่สำคัญคือตอนที่ฮยองมองนาย ฉันรับประกันได้เลยว่ามันไม่ใช่เพราะวีล่าในตัวนาย แต่เป็นเพราะปาร์ค จีมินต่างหาก”


            จีมินอยากที่จะเชื่อ เขาอยากที่จะเชื่อจริงๆ


            “จีมิน นายจะห้ามให้ดอกไม้ทั้งโลกหยุดเบ่งบานเพื่อผีเสื้อของนายไม่ได้หรอก และถ้าผีเสื้อตัวนั้นเป็นของนายจริงๆ มันจะบินกลับมาหาดอกไม้ในมือนาย ใครจะรู้ละว่าที่มันไม่บินมาหานายตอนนี้ อาจจะไม่ใช่เพราะดอกไม้ดอกอื่น แต่เป็นเพราะมันอาจจะกำลังรอให้ดอกไม้นายเติบโตพอที่มันจะบินเข้ามาหาก็ได้นะ”


            “แล้วนายกับฮยองไม่ได้จะอยู่ที่ฮอกวอตส์ตลอดไป จะปล่อยให้เวลามันผ่านไปเพราะความไม่เข้าใจแบบนี้ ฟังแล้วน่าจะยุ่งยากกว่าที่ฉันบอกอีก”


            จีมินคิดตาม เห็นว่าที่แทฮยองพูดมันก็มีส่วนถูก



 



            ทะเลสาบยามค่ำคืนนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ควรมาเขารู้ แต่จีมินเขินอายเกินกว่าจะเดินไปพบอีกฝ่ายท่ามกลางเพื่อนฝูงเป็นสิบคนเพื่อให้ดอกไม้เพราะกัปตันมักจะอยู่ท่ามกลางคนของเขาและสายตาสอดรู้สอดเห็นของเด็กเสื้อคลุมหลากสี มีเด็กสาวมากมายที่คอยเอาแต่จะวนเวียนอยู่รอบข้างเด็กเดิร์มแสตรงก์อยู่เสมอ


            หลังจากที่จีมินหายดี เขามักจะสังเกตเห็นจากหน้าต่างห้องพักว่าอีกฝ่ายมักจะมายืนดูอะไรก็ไม่รู้อยู่คนเดียวที่ริมน้ำที่ตรงที่อีกฝ่ายช่วยเขาขึ้นมานั่นละ ถึงจะไม่ใช่ทุกวันแต่ก็มาบ่อยพอสมควร จีมินคิดแค่ว่าถ้าได้เจอก็ให้สิ่งที่อยู่ในมือเขาไปให้จบๆ เรื่องกวนใจของเขาจะได้หมดไปเสียที แต่ถ้าไม่เจอก็ถือว่าเขาทำสุดความสามารถแล้วกัน


            เขาดูเหมือนเป็นคนที่จะเดินมาบอกใครตรงๆว่าชอบเหรอไง จีมิน กับยุนกิฮยอง บางทีนายอาจจะเป็นฝ่ายต้องพูดก่อนบ้าง


            เขาเหลือบมองกระถางดอกไม้เล็กๆที่ข้างตัว ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กันแน่

            ที่ริมน้ำเงียบเหงาวังเวงไร้ผู้คน มันทำให้เขานึกถึงวันนั้นที่อีกฝ่ายช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำ อากาศยามค่ำคืนของฮอกวอตส์เย็นจนเสื้อคลุมที่เขาสวมมาดูท่าว่าจะเอาไม่อยู่ จีมินยืมพ่นลมหายใจที่กลายเป็นไอควันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคิดว่าเขาควรจะกลับไปเอาเสื้อคลุมที่ห้องดีมั้ย แต่พอคิดอีกทีว่าต้องโดนสายตาของเพื่อนสนิทอีกสองคนล้อเลียนและโดนคำถามย้ำๆว่าจะไปไหน มันคงจะน่ารำคาญพอสมควร


            หรือว่าจะกลับไปเอาดีนะ  ก็เขาหนาวนี่นา


            จีมินพ่นลมหายใจอีกครั้ง “ปาร์ค จีมิน นายก็รู้ว่าหนาวขนาดนี้ ทำไมไม่นอนอยู่ในห้องกันนะ”


            “แล้วถ้ารู้ว่าหนาว ทำไมเธอถึงยังออกมาละ” เสียงนั้นทำให้หัวใจของจีมินจีมินสั่นรัว เขาหันควับ


            เห็นยุนกิกำลังก้มลงเด็ดดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ตามลำพังขึ้นมา กลีบดอกของมันปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง


            หรือว่าที่จองกุกพูดจะเป็นจริง?


            “แล้วทำไมคุณถึงออกมากันละ”


            “เพราะในห้องมันร้อนหรอก”


            จีมินไม่ตอบ เขารู้ว่าเขามีบางอย่างจะพูดแต่เขาไม่รู้จะพูดออกมายังไงก็ได้แต่มองดอกไม้เล็กๆในมือของอีกฝ่าย


            “ผมเห็นคุณทีไรก็ต้องยุ่งกับดอกไม้ทุกที” เห็นดอกไม้หน้าตาธรรมดาสามัญในมืออีกฝ่ายก็แอบกระถางที่ถือมาไว้ข้างหลัง


            ไม่ใช่แค่ดอกไม้ที่อยู่ในมือ แต่หมายถึงดอกไม้อย่างอื่นด้วย ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เขาออกจากห้องพยาบาลก็ไม่รู้จะไปเจออีกฝ่ายได้ที่ไหนอีก เพราะเจอกันทีไรอีกฝ่ายก็ชอบมีคนนั้นคนนี้มาชวนคุย ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงละก็ มาครบทั้งเสื้อคลุมสี่สี่กับชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนเลยทีเดียว ไม่เว้นให้พักเลยสักวัน


            เขาน่ะ… ไม่อยากเป็นหนึ่งในดอกไม้แบบนั้นหรอก


            “คงเพราะที่เดิร์มแสตรงก์ไม่มีดอกไม้ละมั้ง” ยุนกิยิ้ม เน้นคำว่าดอกไม้ด้วยเสียงหนักแน่น ไม่รู้ว่าดอกไม้สำหรับเขาแล้วแปลว่าอะไรกันแน่ ในมือก็หมุนดอกไม้ที่ถืออยู่ไปด้วย


            “ถ้าอย่างนั้นดอกไม้ดอกไหนก็สวยสำหรับคุณอย่างนั้นเหร ไม่ว่าดอกไม้ดอกนั้นมันจะขึ้นที่ไหนก็ตาม” เขานึกไปถึงตอนที่อีกฝ่ายถูกรุมล้อมหน้าล้อมหลังด้วยเหล่าผู้หญิงทั้งหลายก็คิดในใจว่าหรือดอกไม้ที่เขาเอามา ไม่ให้แล้วน่าจะดีกว่า


            พอคิดถึงตอนนั้นก็นึกขึ้นได้ ไม่ว่าใครก็อยากจะเป็นดอกไม้ของมิน ยุนกิกันทั้งนั้น


            นี่มันผิดพลาดชัดๆ ที่เขากำลังทำอยู่


            “นั่นขึ้นอยู่กับว่าดอกไม้ของเธอหมายความถึงอะไรละมั้ง”


            ยุนกิเดินเข้ามาใกล้ ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาสั้นลง


            “ถ้าหมายถึงดอกไม้อย่างที่อยู่ในมือฉันละก็ ฉันก็คงบอกได้แค่ว่าดอกไม้ทุกดอกมีความสวยงามในตัวของมันเองไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน สวนดอกไม้ ทะเลทราย หรือป่าที่ลึกที่สุด” จีมินเห็นยุนกิเล่นกับดอกไม้ในมือก็นึกไม่ชอบใจ อีกฝ่ายชอบพูดจาอะไรให้เขาเข้าใจยากเหลือเกิน เขาพยายามทำเหมือนว่าเขาไม่เข้าใจมัน


            “แล้วถ้าเห็นดอกไม้สวยๆแล้ว คุณก็ชอบเด็ดมาดูเล่นทุกทีเลยรึเปล่าละครับ”


            ยุนกิหัวเราะ ก่อนจะคุกเข่าลง วางดอกไม้ในมือลงกับพื้นหญ้า พึมพำเบาๆก็มีแสงสว่างสีทองเชื่อมระหว่างก้านยาว ไม่นานเจ้าดอกไม้นั้นก็ดูมีชีวิต ไร้เกล็ดน้ำค้างจับ


            “ไม่ยักรู้ว่าเธอเห็นฉันเป็นพวกชอบเด็ดดอกไม้พร่ำเพรื่อ?” เอาอีกแล้ว เขาย้ำคำว่าดอกไม้อีกแล้ว


            จีมินหลบตา “ก็เห็นคุณบอกไม่เคยเห็นดอกไม้เยอะๆมาก่อน พอมาเจอกับสวนดอกไม้เข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดอกไม้ดอกไหนจะสวยที่สุดสำหรับคุณ”


            “อย่างนี้นี่เอง ก็… ดอกไม้สวยๆเยอะเลยละมั้ง เลือกไม่ถูกหรอกว่าดอกไหนสวยที่สุด” แค่พูดถึงดอกไม้ ทำไมจะต้องใช้น้ำเสียงเจ้าชู้อย่างนั้นด้วยก็ไม่รู้ เพราะน้ำเสียงนั้นนั่นเองที่ทำให้เขาก้าวถอยหลังมาอีกก้าว


            “แต่ฉันไม่เห็นอยากได้เลยสักดอกที่อยู่ในสวนดอกไม้”


            แล้วทำไมจะต้องก้าวเข้ามาใกล้เขาขนาดนั้นด้วย


            จีมินอยากที่จะก้าวถอยหลังไปอีกสักสองสามก้าว แต่ขาของเขากลับไม่ขยับ นี่เป็นเพราะว่าเขาหนาวรึเปล่าก็ไม่รู้


            “ที่ฉันอยากได้ ก็เห็นจะมีแค่ดอกไม้ป่าแต่ไม่รู้ว่ามันจะยอมให้รึเปล่า” เสื้อคลุมขนสัตว์ของเด็กหนุ่มจากเดิร์มแสตรงก์คลุมลงที่ไหล่ทั้งสองข้างของจีมิน เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของมันรวมทั้งกลิ่นหอมสะอาดไม่เหมือนกับรูปลักษณ์ภายนอก จีมินรู้สึกว่ากระถางดอกไม้ในมือเขาถูกอีกฝ่ายแย่งไปถือแทนที่


            ยุนกิมองกระถางดอกไม้เล็กๆในมือของตัวเอง เป็นต้นไม้เล็กๆที่มีดอกตูมอยู่สองสามดอก


            ดอกไม้ป่า


            จีมินเพิ่งนึกได้ว่าเขาจะเอาเจ้านี่มาให้อีกฝ่ายเป็นการตอบแทนที่ช่วยเขาไว้ ข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองสบายใจทั้งนั้นนั่นละ ก็แค่อยากรู้เฉยๆว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรกันแน่ที่พูดกับแทฮยองในตอนนั้น


            “จะอยากได้ไปทำไมละครับ มันยังไม่บานสักหน่อย จะสวยรึเปล่าก็ไม่รู้” เขานึกอยากจะยื้อแย่งมันกลับมาที่ตัวเอง แต่ยุนกิกลับเบี่ยงหลบ ทั้งที่เอามาให้เขาเอง แต่กลับพูดจากประชดออกไปอย่างนั้น ให้มันได้อย่างนี้สิปาร์ค จีมิน


            “แล้วถ้าให้ฉันดูแลมันจนบานเธอว่ายังไงละ”



            “มันอาจจะไม่สวยเหมือนดอกไม้ดอกอื่นๆก็ได้นะครับ ไม่กลัวเสียดายหรือยังไงเล่า”



            “ได้ยินมาว่าดอกไม้บางชนิดไม่ผลิบานในฤดูอื่นแต่เป็นฤดูหนาว อาจจะเป็นเจ้าดอกนี้ก็ได้ละมั้ง” จีมินหันไปเห็นยุนกิก้มลงจรดจมูกลงกับดอกตูมในมือ


            เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าคนที่ชอบพูดเรื่องดอกไม้อย่างเจ้าตัวน่าจะรู้ดี ไม่น่าเลย เจ้าจีมิน!


            “แล้วคุณรู้รึเปล่าละครับว่าทำไมมันถึงไม่บาน”

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเธอให้มันกับฉัน ฉันอาจจะลองไปศึกษาดูก็ได้นะว่าทำไม” จีมินเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องดอกไม้เดียวกันหรือเปล่า


            “คุณแน่ใจเหรอครับว่าอยากได้มันจริงๆ” เขาก้มหน้า


            “แล้วทำไมเธอถึงไม่แน่ใจละ ว่าฉันไม่อยากได้มัน ไหนเธอบอกว่าชอบเห็นฉันกับดอกไม้ตั้งหลายครั้ง”


            จีมินมองดวงตาสีมรกตหลังจากที่เขาหลบไปหลบมาอยู่นาน


            “ก็เจ้าต้นนี้น่ะ มันต้องการการดูแลเอาใจใส่มากๆเลยนะครับ คุณอาจจะไม่มีเวลาไปดูแลดอกไม้ดอกอื่นเลยก็ได้”


            คำเปรียบเปรยนั้นทำให้กัปตันแห่งเดิร์มแสตรงก์ยิ้ม


            “ฉันดูเหมือนคนที่มีดอกไม้ในมือเยอะขนาดนั้นเลย?”


            “ไม่รู้เหมือนกันแต่ก็ดูเยอะอยู่นะครับ เจอคุณทีไรก็เห็นมีดอกไม้บานอยู่รอบๆตลอด”


            คำว่าดอกไม้บานทำให้ยุนกิหัวเราะ


            “อย่างนั้นเหรอ? แต่มันอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ของฉันก็ได้นี่”


            “ผมไม่รู้หรอกครับ ผมจะไปรู้ได้ยังไงละว่าดอกไม้ดอกไหนเป็นของคุณบ้างละ” คำประชดนั้นยิ่งทำให้เขากลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ต้องเผยรอยยิ้มกว้างจนได้


            “ไม่มีหรอก ฉันไม่มีดอกไม้เลยสักดอก” ดวงตาแพรวพราวทำให้เขาหน้าร้อนจนได้

            “ในแจกันก็ไม่มีเหรอไงครับ?” เขาได้ยินมาว่าห้องพักของเดิร์มแสตรงก์มีผู้หญิงมากหน้าหลายตาพากันเดินเข้าเดินออกวนเวียนไม่ซ้ำหน้า บางทีก็เกลียดเหลือเกินไอ้เวลาที่ได้ยินเด็กสาวพวกนั้นเล่าถึงห้องพักเดิร์มแสตรงก์แต่ก็อดต้องไปนั่งฟังด้วยไม่ได้


            “ในแจกันก็ไม่มีหรอกนะ” ยุนกิย้ำอย่างเข้าใจ ตั้งแต่เขาเจอคนมามากมาย ไม่เคยเจอใครช่างอุปมาอุปมัยเหมือนเด็กหนุ่มจากโบซ์บาตงคนนี้เลย


            “สรุปว่าให้เจ้าต้นนี้กับฉันได้มั้ยละ?”

            นี่มัน จะขออะไรจากเขากันแน่


            “ถ้าคุณไม่กลัวว่ามันจะไม่บานง่ายๆ ก็ฝากดูแลมันด้วยแล้วกันครับ” เขาพูดแค่นั้นก็หมุนตัวกลับ ชะงักไปชั่วครู่ก็ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์นั้นยื่นส่งคืนให้กับเจ้าของมัน ทั้งที่แค่พูดว่าเอามาให้เป็นของขวัญขอบคุณก็พอแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องมาพูดอะไรไม่รู้ยาวเหยียดให้อีกฝ่ายฟัง


            “ดึกแล้ว ผมกลับห้องดีกว่า” จีมินไม่รู้ว่าถ้าอยู่ต่อแล้วเขาจะพูดอะไรกับคนตรงหน้าได้อีก แค่นี้เขาก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว


            “เธอค่อยเอามาคืนฉันพรุ่งนี้ก็ได้ มันหนาว เดี๋ยวจะไม่สบาย” น้ำเสียงของคนจากเดิร์มแสตรงก์นุ่มนวล ผิดกับยามปกตินัก


            “จะไปคืนตอนไหนละครับ คุณน่ะ ชอบอยู่แต่ในสวนดอกไม้ ดอกไม้เยอะขนาดนั้น ผมเดินเข้าไปไม่ถึงหรอก” พูดแล้วก็อยากจะตบปากตัวเองอีกรอบ ให้ตายเถอะปาร์ค จีมิน


            ยุนกิหัวเราะอีกครั้ง จีมินไม่เคยเห็นอีกฝ่ายหัวเราะตอนอื่นเลย


            “ทำไมเธอไม่ลองเดินเข้ามาดูละ เธอจะได้รู้ไงว่าฉันไม่ได้สนใจพวกดอกไม้ริมทางเลย”

            “เดี๋ยวพอถึงตอนงานเลี้ยงเต้นรำก็ไม่พูดแบบนี้หรอก คุณน่ะ”


            “หืม? งานเลี้ยงเต้นรำ” ไม่ได้แล้ว จีมินจะต้องหยุดพูดเดี๋ยวนี้ตอนนี้ เขาจะไปพูดถึงเจ้างานเลี้ยงบ้าๆแบบนั้นกันทำไม


            “ไม่มีอะไรครับ ผมก็แค่พูดเล่นๆ”


            “แน่ใจ?”


            ยุนกิปวดแก้มไปหมดแล้ว ไม่รู้ทำไมเจ้าตัวยุ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาถึงได้น่ารักเหลือเกิน

            “วันนั้นฉันมีประชุม อาจจะไปช้าสักหน่อย” จีมินรีบหันหลัง กลั้นลมหายใจของตัวเอง


            จะบอกกับเขาทำไมกันละ


            “ฉันไม่อยากให้ใครต้องรอ”


            แล้วจะบอกกับเขาอีกทำไมละ


            “คนอื่นๆก็ดูเหมือนจะมีดอกไม้ในมือกันหมดแล้ว”


            “ไม่รู้ว่าเจ้าดอกไม้แถวนี้ จะอยากไปงานกับฉันรึเปล่า”


            จีมินเม้มปาก นี่มันเป็นคำชวน ใช่หรือไม่ใช่กันละ?


            “ผม


            “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปงานดีมั้ย ก็อย่างที่ว่า ใครๆก็กลัววีล่าอย่างผมทั้งนั้น ไปเจอคนเยอะๆก็เหมือนเป็นตัวประหลาด” จีมินไม่กล้ารับคำชวนนั้นง่ายๆ อาจเพราะเมื่อกี้เขามองดวงตาคู่นั้นนานเกินไป ไม่รู้อีกฝ่ายจะต้องมนต์ของเขาหรือเปล่า


            “อย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่เห็นกลัว”


            จีมินกระชับเสื้อคลุมที่ไม่ใช่ของตัวเองแน่น


            “คุณไม่กลัวมนต์วีล่าอย่างคนอื่นอย่างนั้นเหรอไงครับ ไม่รู้เหรอว่าถ้ามองตาวีล่าอย่างผมนานๆแล้วจะ” ยุนกิยิ้มร้าย รู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ยอมตกลงเสียที


“รู้สิ แต่ที่เธอไม่รู้คือมนต์วีล่านั่นใช่ไม่ได้ผลกับฉันหรอกนะ”


คำพูดนั้นทำให้จีมินชะงัก เผลอลดกำแพงในใจลงมา


“จริงเหรอครับ?” เขาไม่เห็นรู้ จะมีสักกี่คนกันที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากวีล่ากันละ


            ยุนกิไม่ได้บอกใครในเรื่องนี้ จะมีก็แต่จองกุกที่ชอบอยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่นไปหมดเสียทุกเรื่องนั่นละที่รู้ ตั้งแต่เกิดมาเขาก็มีพรสวรรค์ที่น่าประหลาด เขารู้ว่าใครเป็นอนิเมจัสเพียงแค่มองร่างจำแลง เขาได้กลิ่นน้ำยาสรรพรส เขาไม่ตกอยู่ภายใต้มนเสน่ห์ของเลิฟโพชั่น และแน่นอนว่าต่อให้เป็นวีล่าแท้ๆก็ทำอะไรเขาไม่ได้


            มันเป็นพรสวรรค์ที่เขาไม่เคยรู้สึกว่ามันวิเศษวิโสอะไร จนกระทั่งเขาได้เจอกับปาร์ค จีมิน


            สักวันนายจะได้เจอใครก็ตามที่รักนายจากใจจริง จีมิน ฉันพูดจริงๆนะ เมื่อพระเจ้าสร้างวีล่าขึ้นมา ยังไงเขาก็ต้องสร้างใครสักคนที่ไม่มีทางอยู่ภายใต้อำนาจของวีล่าได้ ยังไงสักวันนายก็จะได้เจอกับคนคนนั้น เชื่อฉันสิ


            แล้วกัปตันจากเดิร์มแสตรงก์คนนี้ จะใช่คนที่เขาตามหารึเปล่านะ


            มนต์วีล่าน่ะไม่ได้ผลกับอีกฝ่ายจริงๆอย่างนั้นเหรอ?


            จีมินมองตาอีกฝ่ายอยากใคร่รู้ เขารู้ดีว่าจะควบคุมเสน่ห์ของวีล่ายังไง แน่นอนว่าเขาไม่ค่อยได้ใช้มันนักแต่


            ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าขึ้นสี แล้วทำไมเขาจะต้องไปคาดหวังอะไรกับมิน ยุนกิด้วยละ นี่เขาบ้าไปแล้วหรือยังไงกัน?


            ยุนกิเป็นฝ่ายเม้มปาก


            “ฉันรู้แล้วว่าเธอเป็นวีล่า ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลยนี่”


            “แต่คุณหน้าแดงนี่”


            “นี่จีมิน ทำไมเธอถึงไม่คิดว่าที่ฉันหน้าร้อน เป็นเพราะเธอมองตาฉันตรงๆเป็นครั้งแรกกันละ” ที่ผ่านมาจีมินไม่ค่อยมองตาเขานานๆ พูดกันทีไรเจ้าตัวก็ชอบหันไปทางโน้นบ้างทางนี้บ้างตลอด แต่ ณ เวลานี้ ที่จีมินใช้ดวงตาสีฟ้าอมเทาใต้แพขนตาหนากะพริบถี่ยามที่เจ้าตัวมองจ้องมาที่เขาตรงๆเป็นครั้งแรก แก้มและริมฝีปากของจีมินขึ้นสีเพราะความเย็นของอากาศ เส้นผมสีเงินยุ่งเหยิงเพราะสายลม และยุนกิเป็นเพียงแค่พ่อมดธรรมดาที่ยืนอยู่ตรงหน้าดอกไม้ที่ตัวเองพึงใจ


            ไม่รู้อีกฝ่ายจะรู้รึเปล่า


            “ก็ปกติคุณไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่”


            “หน้าฉันดูเหมือนต้องมนต์วีล่ารึเปล่าละ”


            จีมินส่ายหัว ปกติคนที่หลงเสน่ห์เขามีแต่จะต้องจู่โจมขึ้นมาแบบห้ามไม่อยู่ แต่คนตรงหน้ายังยืนนิ่งอยู่ สีระเรื่อบนข้างแก้มอีกฝ่ายก็หายไปแล้ว


            “และเธอรู้มั้ยว่าบางทีฉันอาจจะดีใจก็ได้ที่เธอเป็นวีล่า”


            เพราะหากไม่ใช่แล้วละก็ ป่านนี้จีมินเองก็คงจะเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่พบรักกับใครสักคนไปแล้ว เดิร์มสแตรงก์กับโบซ์บาตงนั้นใกล้กันเสียทีไหน กว่าจะได้พบกันนั้นมันง่ายเสียที่ไหน


            ยุนกิเพียงกระชับเสื้อคลุมบนตัวจีมินให้แน่นขึ้นเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนาว   

  

            “ผมจะรออยู่ตรงบันไดเข้างาน แต่ผมก็ไม่ได้จะรอใครนานๆหรอกนะ”


            จีมินพูดเสร็จแล้วก็สาวเท้าหนีทันที หน้าของเขาร้อนไปหมดแล้ว ไม่รู้อีกฝ่ายจะเห็นรึเปล่า


            “แล้วก็ดูแลดอกไม้ของผมดีๆด้วยนะ”


            ยุนกิมองคนที่เดินหนีไปแล้ว


            “ทำไมเธอไม่อบคุกกี้ให้ฉันอีกละ?” เขาตะโกนไล่ตามไป เห็นจีมินชะงักแล้วรีบวิ่งกลับที่พักก็ผิวปาก อารมณ์ดีจนตัวเขาเองยังต้องแปลกใจ


            เห็นวีล่ากลายเป็นเพียงเส้นสีเงินสะท้อนกับแสงจันทรา เขาก้มลงมากระถางดอกตูมในมือแล้วหัวเราะ


            เขาไม่เคยเจอใครอย่างปาร์ค จีมินเลย






 

            “ฉันแค่อยากจะทำมันเงียบๆ”


            “ไม่ได้ ช่วงเวลาอาหารค่ำนี่ละ ที่คนเยอะที่สุด วันนี้พวกเราจงใจไปสายก็เพื่อทำตามแผน นายจะมาผิดแผนไม่ได้!


            ป่านนี้เด็กคนอื่นคงจะอยู่ที่ห้องโถงหมดแล้ว และพวกเขาสามคนก็จงใจไปช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย ตั้งแต่ที่จีมินกลับห้องมาเมื่อคืนพร้อมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่คุณ-ก็-รู้-ว่า-มัน-เป็น-ของ-ใคร แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้เธอกับจูฮยอนฟัน สองสาวเพื่อนซี้ก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ 


            จีมินพยายามหาโอกาสจะคืนเสื้อคลุมให้ยุนกิอย่างเงียบๆหลายครั้งแต่กลับถูกขัดขวาง เขารู้ดีว่ายุนกิชอบใส่เสื้อคลุมตัวนั้นเดินไปไหนมาไหนเพื่อความอุ่นใจ แต่เขากลับไม่ปรากฎตัวต่อหน้าอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำทั้งวัน


            เด็กหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อชีฟองสีครีมที่ทิ้งตัวลงมาทำให้ตัวที่เล็กอยู่แล้วกลับดูเพรียวบางกว่าที่เคย เสื้อนั้นผูกเป็นโบว์ที่ตรงกลางอกแต่คอกว้างอวดช่วงไหปลาร้าที่ซอนมีย้ำนักย้ำหนาว่าสิบ สิบ สิบ’ ซึ่งจีมินไม่เข้าใจหรอกว่ามันแปลว่าอะไร เพราะมันเป็นคำของพวกมักเกิ้ล ไม่มีเครื่องประดับอื่น จูฮยอนบอกว่าเขาดูเหมือนเจ้าชายน้อยในหนังสือของพวกมักเกิ้ลไม่มีผิด


            แล้วทำไมเขาจะต้องแต่งผมด้วยละ?


            “ฉันกับจูฮยอนจะไปนั่งรอ นายห้ามทำเสียแผนด้วย ไม่งั้นคืนนี้นอนนอกห้อง เข้าใจมั้ย?”


            เมื่อพวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องอาหาร สายตาของคนบางพวกจับจ้องมาที่เขา จีมินกระชับเสื้อคลุมสีเข้มในมือแน่น สาวเท้าไปที่โต๊ะเดิร์มแสตรงก์ กัปตันนั่งอยู่ตรงนั้น มองเขาที่เดินเข้าไปหาไม่วางตา


            ทุกฝีเท้าทำเอาเขาระส่ำระส่าย คิดไปแล้วว่านี่มันบ้าชัดๆที่จะมาทำตามแผนการไร้สาระของสองสาว


            นายจะได้รู้ยังไงละ ว่าเขาไม่มีผู้

หญิงคนอื่นอยู่จริงๆ ที่เขาพูดมาน่ะ แปลว่าเขาสนใจนาย นายอย่าซื่อได้มั้ย


            ทันทีที่จีมินหยุดเท้าลงที่หน้ายุนกิ เขาเห็นแล้วว่ามีรอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏอยู่บนใบหน้ากัปตันแห่งเดิร์มแสตรงก์ ที่ด้านข้าง จอน จองกุกที่กำลังยกน้ำฟักทองขึ้นดื่มแสยะยิ้มไปทางเพื่อนสนิทข้างๆ ที่ข้างแก้มยังมีบาดแผลจากการสู้กับพวกนางเงือกอยู่


            “ผมเอาเสื้อคลุมมาคืน ขอบคุณนะครับ” จีมินยื่นเสื้อคลุมให้กับเจ้าของมัน เขารู้ดีว่าตอนนี้หน้าของตัวเองจะต้องแดงมากแล้วแน่ๆ


            ยุนกิรับเสื้อคลุมของตัวเองคืนมา ไม่สนใจสายตารอบข้าง ทั้งห้องโถงเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบ


            กัปตันมองช่วงคอขาวเนียนที่โผล่พ้นคอเสื้อสีครีม ยิ่งตอนที่จีมินหันหน้าไปอีกทาง มันยิ่งทำให้เขาเห็นทุกองศาของผิวเนื้อของเด็กหนุ่มลูกครึ่งวีล่า ได้ยินเสียงสูดปากของคนร่วมโต๊ะก็เดาะลิ้นอย่างไม่ชอบใจ


            แล้วเขาก็ปลดผ้าพันคอสีเลือดหมูที่ตัวเองพันอยู่ จับที่แขนของจีมินเพื่อดึงให้เจ้าตัวโน้มลงมาเบาๆ พันเจ้าผ้าพันคอที่ของตัวเองให้อีกฝ่าย เพียงเท่านี้ทิวทัศน์ดีๆก็ถูกผ้าพันคอผืนหนาบังเสียมิด


            “อะไรละครับ” จีมินไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย แต่ยุนกิกลับกระตุกมือที่ตอนนี้จับกับมือของเขาอยู่จนเขาต้องยอมมองตาอีกฝ่ายจนได้


            “ฉันกลัวว่าเธอจะหนาว”


            “ห้ามถอดจนกว่าจะถึงที่ห้องพัก เข้าใจมั้ย?”


            แล้วจีมินเหรอที่จะกล้าปฏิเสธ เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะรีบเดินกลับโต๊ะโบซ์บาตง รู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองกลายเป็นเป้าซุบซิบนินทาของคนทั้งห้องไปแล้ว




 

            “เธอเห็นตอนที่เขาผูกพ้าพันคอมั้ย” จูฮยอนใช้ศอกกระทุ้งใส่จีมินก่อนจะหัวเราะ


            “ไม่ เธอเห็นตอนที่เขาจับแขนจีมินรึเปล่า แล้วดึงจีมินลงมาก่อนจะผูกผ้าพันคอน่ะ” ซอนมีย้ำ จีมินไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทำเป็นตักอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ


            พวกเขานั่งอยู่ที่ริมสุดของโต๊ะเพราะมาเป็นกลุ่มสุดท้าย ที่ด้านข้างเป็นโต๊ะของพวกเด็กเดิร์มแสตรงก์ เขาได้ยินเสียงพูดคำว่า กัปตันร้ายไม่เบา’ ‘กัปตันบอกว่ากลัวเธอจะหนาวก็ไม่กล้าหันไปมองยุนกิอีกเลย


            “ไม่มองเขาหน่อยละ เขามองนายอยู่นะ”


            แล้วจีมินเหมือนทำตามคำบอกโดยไม่รู้ตัว ครู่หนึ่งที่เขาเผลอทอดสายตาไปยังกัปตันเจ้าปัญหา เห็นอีกฝ่ายมองจ้องมาที่เขาไม่วางตา รอยยิ้มเยาะที่ริมฝีปากบางคู่นั้นทำให้เขายิ่งต้องหลบสายตา


            “เธอต้องเห็นสายตามินจูต่างหาก ยัยนั่นเหมือนคลั่งไปแล้ว” ซอนมีลดเสียงลงลง กลัวว่าคนที่กำลังถูกนินทาจะได้ยิน


            “ไม่ใกล้ไปหน่อยรึไงเล่า” จีมินรีบเปลี่ยนเรื่อง


            “ใกล้ก็ดีน่ะสิ ยัยนั่นจะได้เลิกคิดไปเองสักที”

            

           



           จีมินเดินอยู่ระหว่างทางเดินกลับหอพักตอนที่แทฮยองพาใครสักคนเดินเข้ามาหาเขา

            “จีมิน!


            “แท ว่าไง” แทฮยองยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดใส่เขา “ฉันบอกแล้วนะ แต่หมอนี่ก็ไม่ยอมฟัง เอ้า นายก็พูดได้แล้ว”


            “จีมิน ฉันแดเนียล” แดเนียลเป็นเด็กบ้านเดียวกันกับแทฮยองเมื่อพิจารณาจากสีเสื้อคลุมที่เจ้าตัวสวมอยู่


            “หวัดดี แดเนียล” เขายิ้มตอบ


            “ได้ยินว่าแทฮยองกับนายสนิทกัน ฉันเลยอยากจะถามว่านายสนใจจะไปงานเต้นรำกับฉันรึเปล่า”


            จีมินเบิกตากว้าง หันไปมองแทฮยองอีกครั้ง


            “เฮ้ ฉันบอกแล้วว่านายน่าจะไม่ไปงาน แต่หมอนี่มันตื้อน่ะ”


            จีมินไม่กล้ามองตาของแดเนียลนาน เขาเพียงแค่ยิ้มเรียบๆ “ฉันมีคนที่จะไปด้วยแล้ว ขอโทษนะช้าไปนิดเดียวเอง”


            แดเนียลไม่ได้น่าเสีย เขาเพียงแค่หัวเราะ “ไม่เป็นไร ก็คิดแล้วละว่านายอาจจะมีคนไปด้วย แต่อยากลองมาถามก่อนเผื่อนายยังว่าง ไว้เจอกันในงานก็อย่าลืมทักกันละ”


            จีมินยิ้ม โบกมือลาตอนที่ทั้งสองคนเดินจากไป เห็นแทฮยองตบบ่าแดเนียลเบาๆก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยังอยากทักเขาอย่างที่พูดจริงๆหรือเปล่า






 

            “ฉันมีคนที่จะไปด้วยแล้ว ขอโทษนะ ช้าไปนิดเดียวเอง ต้องขอบคุณที่ฉันเร็วกว่าคนอื่นรึเปล่าก็ไม่รู้”


            “อะไรจะจำแม่นได้ทั้งประโยคแบบนั้นกันครับ” จีมินหัวเราะ หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จสามเพื่อนซี้ก็แยกตัวกัน เริ่มจากจูฮยอนที่ถูกนัมจุนพาไปที่ไหนก็ไม่รู้ก่อน ส่วนซอนมีก็ต้องเตรียมตัวสำหรับงานประลอง รู้ตัวอีกทียัยแสบนั่นก็พาเขามาส่งถึงมือกัปตันเดิร์มแสตรงก์



            “ตอบมาก่อนสิ ว่าถ้ามีคนอื่นมาชวนเธอก็ไปกับเขารึไง”


            “คุณไม่รู้จักการรักษาน้ำใจรึไงกันละครับ”


            “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันไม่ใช่เธอนี่”


            “ผมไม่ไปกับคนอื่นหรอกครับ”


            “ฉันจะรู้ได้ยังไงละ?”


            “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงเหมือนกันว่าถ้าคนที่อยู่ใต้ทะเลสาบตอนนั้นไม่ใช่ผม คุณจะลงไปช่วยรึเปล่า”


            “ฉันดูเหมือนคนที่จะช่วยใครก็ได้สุ่มสี่สุ่มห้า?”


            “แล้วผมดูเหมือนคนที่จะไปงานเลี้ยงกับใครสุ่มสี่สุ่มห้า?”


            ยุนกิพ่นลมหายใจดังพรืด นั่นทำให้จีมินขำ


            พ่อมดหนุ่มจากเดิร์มแสตรงก์รีบคว้ามือของวีล่าเขาไปกุม ตั้งแต่ที่คุยกันเรื่อง ดอกไม้’ วันนั้นก็ดูเหมือนอะไรๆจะชัดเจนขึ้นมา


            ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะมีมุมนี้กับเขาด้วย


            และมันก็แค่เกิดขึ้น เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีใครแปลกใจ


            ที่ที่นั่งข้างเด็กหนุ่มวีล่าจากโบซ์บาตงมักจะมีกัปตันแห่งเดิร์มแสตรงก์อยู่ด้วยเสมอ พวกเขานั่งกินข้าวด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เส้นผมสีเงินสว่างกลับทำให้ภาพลักษณ์ที่น่ากลัวของเดิร์มแสตรงก์บนตัวยุนกิถึงดูอ่อนลงมาได้


            และมันไม่มีใครทักท้วง เมื่อมีคนพูดขึ้นมาว่าพวกเขาช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน

 





            “ซอนมี เธอต้องอยู่นิ่งๆกว่านี้” จูฮยอนย้ำขนะที่จีมินกำลังช่วยเธอรูดซิปที่ด้านหลัง


            “ฉันอยู่ได้นิ่งสุดแค่เท่านี้!” พวกเขาช่วยกันตรวจการแต่งกายของซอนมี เครื่องประดับทุกชิ้นอยู่เข้าที่ ซอนมีสวมชุดชีฟองสีเทาทิ้งตัวลงตามหุ่นเพรียวบาง จูฮยอนช่วยจัดแต่งทรงผมของเพื่อนรักอีกครั้งหลังจากที่ซอนมีทำมันยุ่งเป็นรอบที่สิบ


            “ไม่ได้!” ทั้งจีมินและจูฮยอนประสานเสียงกัน


            “เธอจะต้องเต้นรำเปิดฟลอร์นะอย่าลืม”


            “คำนั้นของมักเกิ้ลน่ะ อะไรนะ เธอต้องไปฟาดพวกนั้นให้หน้าหงายไปเลย?” จีมินไม่แน่ใจว่เขาพูดได้ถูกต้องหรือเปล่า


            “เธออุตส่าห์ซ้อมเต้นรำมาจนถึงตอนนี้ ฉันไม่ให้เธอไปแบบยัยเพิ้งแน่ๆ”


            และซอนมีดูสวยมากจริงๆ ปกติเข้าตัวดูเหมือนจะไม่ใช่พวกช่างแต่งตัว แต่วันนี้เส้นผมสีดำขลับถูกจัดแต่งเป็นทรงสวยด้วยการดัดลอนจากนวัตกรรมของพวกมักเกิ้ลที่เรียกว่าเครื่องหนีบผม


            “พวกเธอนั่นแหละที่ต้องรีบไปแต่งตัว!


            “พวกฉันไม่ได้ต้องเป็นคนที่เด่นที่สุดในงานเหมือนเธอนะ”    

 

            จีมินถอนหายใจ เมื่อพวกเขาจัดการกับซอนมีจนเป็นที่พอใจทั้งเขาและจูฮยอนถึงได้แต่งตัวได้บ้าง จูฮยอนนั้นง่ายกว่าใครเพื่อนเพราะหน้าตาที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วแค่แต่งหน้าบางๆก็ดูเหมือนว่าหลุดออกมาจากในหนังสือนิทาน ชุดราตรีสีทองขับผิวขาวของเธอให้ดูเหมือนจะมีประกาย เขาละอยากจะเห็นหน้าเฮดบอยเรเวนคลอคนนั้นเหลือเกินตอนที่เห็นจูฮยอน


            “พวกฉันจะแล้ว นายแน่ใจจริงๆเหรอว่าจะไม่ไปด้วยกัน”


            “พวกเธอไปก่อนเลย เขาบอกว่าจะมาช้า ฉันไม่อยากไปยืนรอนานๆ”


            “ก็ได้ เจอกันในงานนะ”





            

            และเขาตื่นเต้นจนแทบบ้า


            ตอนที่เห็นยุนกิยืนรออยู่ที่ด้านล่างของบันไดอย่างสงบ เขาสวมชุดสีแดงเลือดนกคาดด้วยเสื้อขนสัตว์สีน้ำตาลดำตัวเดิม เส้นผมสีดำถูกจัดแต่งเป็นทรงต่างกับทุกวัน และจีมินไม่รู้ว่าจะมองตรงไหนของยุนกิอีกเพราะเขาตื่นเต้นจนต้องเกาะราวบันได และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยุนกิหันมา ดวงตาสีมรกตของเจ้าตัวเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนที่มันจะจับจ้องจีมินทุกย่างก้าวที่เขาเดินลงบันไดมา ทีละก้าว ทีละก้าว


             และยุนกิไม่สามารถละสายตาจากวีล่าได้เลย ในตอนที่เจ้าตัวหยุดเท้าลงที่ด้านหน้าเขา ดวงตาที่เหมือนจะกลายเป็นสีเงินจ้องในดวงตาของเขา เป็นเสี้ยวนาทีที่ยุนกิคิดว่ามนตราของวีล่าอาจจะมีอยู่จริงก็เป็นได้


            เขายื่นแขนตัวเองไปที่ด้านหน้า ให้จีมินวางมือลงบนนั้นก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้างานไปด้วยกัน


            มันไม่ได้หยุดสายตาของคนทุกคนให้มองมาที่พวกเขา ตอนที่พวกเขาเข้าไปเหล่าตัวแทนได้เปิดฟลอร์เต้นรำกันไปหมดแล้ว ในห้องโถงตกแต่งด้วยบรรยากาศของคริสมาสต์ สีเงินของแชนเดอร์เลียร์ทำให้ห้องที่เคยมืดอึมครึมสว่างไสวแปลกตา


            จีมินเห็นยุนกิพยักเพยิดไปที่ฟลอร์ แน่นอนว่าเขาไม่ปฏิเสธ ใครละจะปฏิเสธวอลซ์ได้เมื่อมีคู่เต้นรำดีๆอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องรอให้จีมินเอ่ยปาก มือขาวแตะลงที่ข้างเอวของวีล่าอย่างสุภาพ ก่อนทั้งคู่จะพาตัวเองเข้าสู้ฟลอร์เต้นรำเหมือนคู่อื่นๆ


            และยุนกิมอง มองหน้าจนจีมินเกือบจะผิดจังหวะหลายรอบ


            “พวกเราพบกันที่นี่ในฤดูใบไม้ร่วง ไม่น่าเชื่อว่ารู้ตัวอีกทีหิมะก็ตกเสียแล้ว”


            “ยังเหลือการประลองรอบสุดท้ายอยู่อีกนะครับ คุณพูดเหมือนว่ามันผ่านมานานมากแล้วอย่างนั้น” ใช่ มันอาจจะเป็นเวลาที่ไม่นาน แต่อาจนานพอที่จะทำให้ดอกไม้สักดอกเบ่งบาน หรืออาจนานพอที่จะตกหลุมรักใครสักคน


            “ทำไมถึงจ้องผมละครับ”


            ยุนกิยิ้ม “ก็เธอจะได้รู้ไงว่าฉันไม่ได้มองดอกไม้ดอกอื่นที่ไหน”


            “ก็ไม่ต้องมองผมตลอดก็ได้นี่ครับ มันเขินนะครับ” ไฟในห้องสว่างมากพอที่ยุนกิจะเห็นว่าแก้มของจีมินขึ้นสีระเรื่อ เหมือนกับชุดเสื้อสีชมพูอ่อนที่เจ้าตัวสวมอยู่ ตัวเสื้อเป็นทรงถ่วงทิ้งตัวลงกับหุ่นเพรียวของวีล่า ประดับด้วยดอกไม้ดอกเล็กๆมากมายที่รอบคอและตามตัวเสื้อ ทุกครั้งที่จีมินหมุนตัวมันเหมือนกับว่าดอกไม้เหล่านั้นมีชีวิตจริงๆและกำลังเบ่งบานชวนให้เขานึกถึงแฟร์รี่ไม่มีผิด


            เมื่อนางไม้เริ่มขับลำนำบทเพลงใหม่ จีมินรู้สึกถึงแรงกระชับที่บั้นเอว


            “คุณไม่ชอบเสื้อของผมเหรอไงกันครับ?”


            “เปล่านี่ ฉันยังไม่ได้บอกเธอเหรอไงกัน ว่าวันนี้เธอดูงดงามมาก” จังหวะหนึ่งที่จีมินไม่ทันเห็นแววตาของเขาเพราะถึงช่วงที่ต้องหมุนตัว สัมผัสนิ่มนวลที่ตรงนิ้วมือทำให้เขาหน้าร้อนฉ่า


            มีคนหลายคนพูดว่าคำว่าสวยหรือคำว่างดงามเป็นคำที่ใช้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น แต่ยุนกิกลับไม่รู้สึกว่ามันติดขัดตรงไหนเมื่อเขาพูดว่าจีมินงดงาม เส้นผมสีเงินของวีล่าทอประกายโดดเด่นว่าใครคนอื่น ดวงตาคู่สวยที่ไม่เคยจับจ้องไปที่ใครนอกจากเขาในค่ำคืนนี้ แล้วมันจริงหรือไม่ที่ใครเขาพูดกันว่าวีล่ามีมนตราที่ทำให้ใครก็ตามต้องตกอยู่ในห้วงรัก


            “คุณกำลังต้องมนต์หรือเปล่าครับ ที่พูดแบบนั้น”


“เธอก็รู้” จีมินแกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง เขารู้แล้วว่าทุกอย่างมันไม่เกี่ยวกับเวทมนต์ วีล่า หรือว่าอะไรทั้งนั้น และเขารู้ในตอนนั้นเองว่าเขาเองก็กำลังจะเบ่งบานเหมือนใครคนอื่นในไม่ช้า เขาอาจไม่ใช่ดอกไม้สวยงามทั่วไปที่อยู่ในสวนหรือในแจกัน อาจเป็นดอกไม้ที่บานช้าสักหน่อย ไม่ใช่ดอกไม้ที่พากันผลิบานเพื่ออวดโฉมในฤดูใบไม้ผลิหรือในฤดูร้อน แต่ผลิบานเพื่อใครบางคนท่ามกลางหิมะเย็นยะเยือก


ฟลอร์เต้นรำเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบเมื่อยุนกิเป็นฝ่ายนำให้พวกเขาเต้นรำตามเพลง ฝ่ามือหนาที่สัมผัสผ่านเนื้อผ้าชีฟองบางๆทำให้เขาเผลอซุกหน้ากับไหล่ของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว


จังหวะหนึ่งที่จีมินเผลอ รู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่ามีอะไรถูกเหน็บไว้ที่ข้างหู ปอยผมถูกทัดไปที่ด้านหลังด้วยน้ำมือของกัปตันแห่งเดิร์มแสตรงก์ เมื่อใบหน้านั้นโน้มลงมาใกล้


“เล่นอะไรครับเนี่ย”


ยุนกิยิ้ม ไม่ตอบอะไรแต่มองดอกไม้ป่ากลีบสีฟ้าอมเทาที่ทัดอยู่ที่ข้างแก้มของวีล่า เมื่อมือเล็กเอื้อมไปสัมผัสมันเจ้าตัวก็คลี่รอยยิ้มกว้างจนดวงตาหายไปเหลือเพียงเส้นขีด ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ จนพ่อมดหนุ่มแห่งเดิร์มแสตรงก์อดไม่ได้ที่จะเชิดคางของวีล่าขึ้นมา นิ้วโป้งสัมผัสกับริมฝีปากอิ่มแล้วโน้มหน้าลงไป


เมื่อยุนกิเห็นรอยยิ้มของจีมิน เขาคิดว่าเขาพบแล้ว ดอกไม้ที่ผลิบานได้อย่างสวยงามที่สุดแม้กระทั่งในฤดูหนาวก็ตาม

            











            และมันเป็นการบอกลาที่ยาก เมื่อหนึ่งปีการศึกษาที่เคยยาวนานกลายเป็นเพียงช่วงเวลาแสนสั้น


            รู้ตัวอีกทีสายลมฤดูร้อนของเดือนหกก็พัดผ่านไปแล้ว พวกเขาพบกันครั้งแรกตอนที่ใบไม้ทั้งหลายต่างพากันผลัดใบ อากาศที่เคยหนาวเย็นในตอนนั้น ในตอนนี้กลับเป็นลมร้อน


            เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนที่ต้องบอกลาเพื่อนใหม่ เสียงคนตะโกนเพื่อนำสัมภาระกลับขึ้นยานพาหนะ ไม่ใช่แค่ทางฝั่งที่รถม้าของโบซ์บาตงจอดรออยู่แต่ทางฝั่งทะเลสาบฮอกวอตส์เองก็เหมือนกัน


            จีมินไม่ได้ร้องไห้ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแทฮยองถึงต้องร้องไห้หนักขนาดนั้นในเมื่อเดี๋ยวพวกเขาก็จะได้เจอกันอีกอยู่ดีตอนปิดเทอม


            “ฉันบอกแล้วไงว่าจะเขียนจดหมายหานาย เจ้าบ้า”


            “แต่ฮอกวอตส์ที่มีนายมันสนุกกว่านี่”


            “ฉันรู้ แต่เดี๋ยวเราก็เจอกัน ทำไมนายไม่หันไปมองทางฝั่งนั้นละ พ่อแชมเปี้ยนมองฉันจนขนลุกไปหมดแล้วนะ” จีมินแอบส่งสายตาไปยังแชมเปี้ยนคนเก่งจากเดิร์มแสตรงก์ที่ทำท่าเหมือนกับว่ารอนานมากแล้ว


            เมื่อแทฮยองรีบวิ่งเข้าไปหา คนที่ยืนอยู่ข้างๆจอกกุกถึงได้เดินเข้ามาหาเขา


            เสื้อคลุมขนสัตว์ที่มักจะคาดอยู่บนบ่าในวันนี้กลับถูกพาดไว้ที่แขนเพราะอากาศที่ร้อน ชุดเครื่องแบบเต็มยศที่ดูเหมือนว่าจะเยอะเกินไปแต่เขากลับชินตาเสียแล้วเพราะกัปตันคนเก่งไม่ค่อยสวมเสื้อชุดอื่นให้เขาได้เห็น


            จีมินยิ้ม ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี


            “ไม่คิดจะบอกลากันสักคำเลย?”


            “ไม่รู้จะพูดอะไรนี่ครับ ก็คุณบอกแล้วนี่ว่าจะเขียนจดหมายถึงผมก่อน อย่าลืมนะครับ”


            “แค่นี้เอง?”


            จีมินก้มหน้า เขาไม่อยากพูดลาหรืออะไรทั้งนั้น เพราะช่วงเวลาที่อยู่กับคนตรงหน้าผ่านไปเร็วมากเกินไป เหมือนเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้นเอง ว่ากันว่าเวลาคนเรามีความรัก เส้นทางที่เดินเหมือนกับว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบทั้งที่จริงแล้วชีวิตของคนเรามีอะไรให้คิดมากกว่านั้น


            “เก็บของเสร็จแล้วเหรอครับ?”


            เด็กหนุ่มจากเดิร์มแสตรงก์พยักหน้า คว้าเอามือของจีมินมาจับก่อนที่จีมินจะสังเกตว่าในมืออีกข้างมีของกัปตันมีกระถางต้นไม้ที่คุ้นตาอยู่ ดอกที่เคยตูมตอนนี้บานสะพรั่ง กลีบดอกไม้สีเทาอมฟ้าอวดตัวสวยงาม


            ทั้งที่มันบานแค่ในฤดูหนาวแท้ๆ ไม่รู้คนตรงหน้าใช้เวทมนต์บทไหนกันถึงทำให้มันยังไม่ร่วงโรย


            ตั้งใจจะเอามาให้เขาเห็นรึยังไงกันละ


            “ทำไมต้องถือไปถือมาให้เหนื่อยด้วยละครับ” เก็บในกระเป๋าเดินทางก็ได้นี่นา


            ยุนกิส่ายหัว “ไม่ได้หรอก เจ้านี่สำคัญสุดเลย ห้ามเอาให้ห่างตัว”


            “แล้วคุณใช้คาถาอะไรครับ มันถึงยังบานอยู่” จีมินจำได้ว่าเจ้าดอกไม้ของเขาบานในเช้าวันหนึ่งของเดือนมกรา ตอนที่อยู่ดีๆอีกฝ่ายก็มาเคาะที่ห้องของเขา แล้วอวดว่าเจ้าดอกตูมในตอนนั้นมันบานแล้ว


            “ฉันบอกแล้วไงว่าจะดูแลมันอย่างดี เธอเชื่อแล้วรึยังละ”


            จีมินหัวเราะ “เชื่อแล้วครับ กลับไปแล้ว… ก็ต้องดูแลมันดีๆ อย่าให้มีตัวอะไรมายุ่งกับมันนะ”


            “ฉันเคยปล่อยให้เป็นอย่างนั้นด้วยเหรอไงกัน?”


            “ใครจะไปรู้ละครับ เดิร์มแสตรงก์อยู่ตั้งไกล ผมไม่รู้หรอก”


            ยุนกิหรี่ตา “แล้วเธอไม่อยากไปที่เดิร์มแสตรงก์บ้าง?”


            “ไปได้ที่ไหนกันละครับ” สถาบันของอีกฝ่ายตั้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ 


            “ก็ถ้าเธอไม่บอกฉันว่ามีแผนจะเที่ยวกับแทฮยองในช่วงปิดเทอมแล้ว ฉันอาจจะพาเธอไปก็ได้” น้ำเสียงนั้นเหมือนซ่อนความแง่งอนเอาไว้ถ้าจีมินฟังไม่ผิด


            “น่า ผมกับแทวางแผนล่วงหน้ากันไว้ตั้งนานแล้ว อย่างอนสิครับ”


            “ฉันไม่ได้งอน” คำว่างอนมันดูน่ารักเกินไป ไม่เข้ากับเขาเอาเสียเลย


            “อย่าลืมบอกฉันว่าเธอจะกลับถึงบ้านวันที่เท่าไรด้วย” แค่คิดว่ากว่าจะได้เจอจีมินอีกครั้งก็ต้องรออีกหลายเดือน แค่นั้นเขาก็ไม่ชอบใจแล้ว


            “ไม่ถามผมหน่อยเหรอครับว่าผมจะไปเที่ยวที่ไหน?”


            “เอเชียไม่ใช่เรอะไง แทฮยองบอกว่าน่าจะไปแถวๆนั้น” น่าเสียดายที่เขามีเวรต้องอยู่ทำงานที่เดิร์มแสตรงก์ในช่วงปิดเทอม เลยไม่สามารถปลีกตัวไปไหนไกลๆได้


            “ผิดแล้วละครับ พวกผมคิดว่า” จีมินหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ “ว่าจะไปแถวๆบัลแกเรีย ไม่ก็รัสเซียต่างหาก ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี คุณว่าพวกผมไปเที่ยวที่ไหนดีละ”

 

            จีมินได้ยินมาว่าเดิร์มแสตรงก์ตั้งอยู่ในยุโรปแถบตอนเหนือ ข่าวลือที่ดูเหมือนจะเชื่อถือได้ที่สุดก็คือรัสเซีย เขากับแทฮยองน่ะวางแผนกันไว้แล้วต่างหากว่าจะไปเยี่ยมสองหนุ่มที่ต้องอยู่โรงเรียนช่วงปิดเทอม


            “ร้ายนักนะ อย่ามาหลอกกันให้ยาก ไม่บอกที่ซ่อนของเดิร์มแสตรงก์หรอกนะ เจ้าตัวยุ่ง” ยุนกิยื่นมือไปบีบจมูกของคนตรงหน้า หัวใจพองโตขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


            “ว้า ก็นึกว่าคุณจะหลุดปากออกมานี่ งั้นผมก็ไม่ไปแล้ว ไปเที่ยวเกาหลีเหมือนเดิมดีกว่า”


            จีมินรู้ดีว่ายุนกิทนเงียบปากได้ไม่นานหรอก


            “ไว้รอใกล้ๆก่อน ฉันจะเขียนจดหมายส่งไปบอกเธอว่าต้องไปที่ไหน”


            เสียงร้องเรียกของคณะเดินทางจากโบซ์บาตงดังขึ้น นั่นแปลว่าจีมินจะต้องไปจากฮอกวอตส์แล้ว เขาพิงตัวเองกับอ้อมกอดของคนตรงหน้าสักพัก ฟังเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายก่อนจะผละตัวออกมา


            “ไว้เจอกันนะครับ”


            ยุนกิพยักหน้า เห็นจีมินโบกมือลาแล้วเดินหันหลังเดินกลับไปที่รถม้าประกายในดวงตาก็อ่อนลง


            แต่เพียงแค่พริบตาเดียวที่สายลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งคู่ ยุนกิเห็นเส้นไหมสีฟ้าอ่อนกระเพื่อมไหวตามแรงลม ก่อนสัมผัสบางเบาจะแตะลงที่ริมฝีปาก ลืมตาอีกทีก็เห็นเจ้าตัวดียิ้มเผล่ ไม่รอให้สมองสั่งการยุนกิรีบดึงตัวคนที่ทำเหมือนจะหนีเขาไปอีกครั้งเข้ามาใกล้


            ใครสอนให้ปาร์ค จีมินทำแบบนี้กัน


            จูบเขาไม่ได้ทำแบบนี้สักหน่อย


            จนกระทั่งลมหายใจของวีล่าขาดห้วง เจ้าตัวทุบไหล่เขาจนยุนกิต้องผละออก คนโดนทุบยิ้มร้ายก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยริมฝีปากแดงระเรื่อ มองจีมินหอบหายใจอย่างอับอาย ได้ยินเสียงโห่ร้องจากเพื่อนๆเจ้าตัวที่ด้านหลัง


            “คนมองอยู่นะครับ!


            “ก็ปล่อยให้เขามองไปสิ ฉันไม่เห็นอาย”


            “แต่ผมอายนะครับ”


            ยุนกิหัวเราะ ดึงวีล่าเข้ามาจูบเร็วๆอีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งกลับไปที่รถจริงๆ แม้เจ้าตัวจะหันกลับมามองเขาอีกครั้งแต่ก็เป็นเพียงวินาทีสั้นๆเท่านั้น


            เจ้าดอกไม้ของเขาบานแล้ว เป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในฤดูกาลไหนก็ตาม



            











Talk;



ไม่ได้เขียนฟิคนานมากเลย ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองยังเขียนได้อยู่อีก

จริงๆพล็อตเดิร์มแสตรงก์ยุนกิกับโบซ์บาตงจีมิน เป็นพล็อตที่เราอยากเขียนมานานมากแล้ว

แต่ก็คิดไม่ค่อยออก เพราะเราไม่ได้ดูแฮร์รี่มานานมากกกก

ตอนแรกก็คิดว่าจะเขียนไม่ได้แล้ว แต่สุดท้ายก็สำเร็จจนได้ค่ะ 555

จริงๆฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคแก้บนอีกเรื่อง ตอนแรกบนไว้ว่าเป็นโอเมก้าเวิร์ส

ตอนที่เขียนเรื่องนี้ก็คิดอยู่ว่า เธอใส่ abo ลงไปสิ

แต่คิดว่าไม่ผสมลงไปจะดีกว่า เรื่องนี้แอบคิดนิดนึงว่าจีมินจะดูเฟมินีนไปมั้ย

แต่เพราะน้องเป็นวีล่า เราเลยรู้สึกว่า เออ วิล่ามันน่าจะประมาณนี้ละ


La vie en rose เป็นสำนวนฝรั่งเศส แปลได้ประมาณว่าชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

พอไม่ได้เขียนฟิคนานๆ พอกลับมาเขียนอีกก็เลยไม่อยากจะเขียนอะไรซับซ้อนๆมีปม

หรือว่าเรื่องดราม่ารักเศร้าๆ พูดตรงๆเลยว่าตอนนี้ชีวิตกุ๊กแค่ต้องเขียนเปเปอร์ก็เศร้าพออยู่แล้วค่ะ555

อยากเขียนอะไรก็ได้ที่อ่านง่ายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างที่อยากให้เป็นรึเปล่านะคะ


จริงๆเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจยาวเหยียดมากจากเพื่อนชาวยุโรปคนนึง

ไว้วันหลังถ้ามีเวลาจะมาเล่าให้ฟังค่ะ 


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆเสมอมาเลยนะคะ

สำหรับเรื่องนี้ ชอบไม่ชอบยังไง ก็ฝากกันไว้ได้ในคอมเม้น

หรือติดแท็ก #luvstoryoonmin เหมือนเดิมเลยค่ะ 

รักจากใจ


Kolevf เอง :)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 344 ครั้ง

2,912 ความคิดเห็น

  1. #2885 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 02:07
    ขอบคุณไรท์มากๆ บรรยายสวยงามมากๆ
    #2885
    0
  2. #2837 sugarwriderYM (@mindsuthasini99) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 17:54
    ก็คือดีมาก นี่เตะหมอนผ้าห่ม กรี๊ดอัดหมอน ไปหลายรอบแล้ว ฟินละมุนมากๆ ชอบแนวนี้อ่ะ
    #2837
    0
  3. #2829 VPALSLS (@fem0730) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 02:30
    สนุกมากกกกกกกกกกก ชอบมากเลยค่าไรท์ ภาษาดีมากๆ การเปรียบเทียบกับดอกไม้นี่ดีมากเลยค่า เห็นภาพชัดเจนมาก ประทับใจจจจ
    #2829
    0
  4. #2815 โพซิตรอน (@kimtahayon) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 07:46
    คุณไรท์คะ แง เราชอบฉากต่อสู้ใต้น้ำที่สุดเลย ตอนแรกที่บอกว่ายุนกิไม่ได้เตรียมการมาเพื่อที่จะต่อสู้ เรานี่ใจหวิวแล้ว ทั้งคู่ต้องบาดเจ็บแบบอันตรายร้ายแรงแน่ๆ แต่คุณกัปตันนี่เก่งมากจริงๆค่ะ ภาพในหัวลอยมาเปนฉากๆเลยตอนสู้กัน แถมตอนที่คุยกันเรื่องดอกไม้นี่เปนอีกซีนที่ชอบที่สุดเลยนะคะ พูดจาซับซ้อนให้พอเข้าใจแค่สองคน อ่านแล้วน่ารักดีค่ะ

    เรารักภาษาคุณไรต์มากๆๆๆๆ รักมากจริงๆ เหมือนได้นั่งอ่านนวนิยายเล่มนึงแบบอบอุ่นหัวใจ (แต่ความจริงคืออบอ้าวและร้อนมาก555555) ขอบคุณที่ผลิตงานคุณภาพแบบนี้ออกมาเสมอนะคะ รักกกกก
    #2815
    0
  5. #2710 monkeyp. (@any_praew) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 10:40
    คุณกัปตันคือดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ ฮืออออ
    #2710
    0
  6. #2614 zxcvbnmm (@croseloveyesung) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 01:51
    ดีมากกกก ชอบภาษาชอบทุกอย่าง เราชอบมากเลยนะ อ่านแล้วประทับใจมากกกกกกด ขอบคุณนะคะ คุณแต่งดีมากจริงๆ
    #2614
    0
  7. #2613 pnnx (@smilefinn12) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 09:37
    คุณกัปตันเดิร์มแสตรงค์นี่ดีต่อใจจริงๆค่ะ จีมินก็ดูงดงามจริงๆ คิดถึงจนต้องมาอ่านซ้ำๆเลย นอกใจไปไหนไม่ได้แล้วค่า คิดถึงไรท์มากแง เป็นกำลังใจให้กับการเรียนป.โทด้วยนะคะ สู้ๆค่า
    #2613
    0
  8. วันที่ 11 เมษายน 2562 / 14:49
    คือเราชอบแฮรี่พอตเตอร์มากๆ แล้วยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ถ้านิยายเรื่องไหนจีมินอยู่โบซ์บาตง แม่คนอ่อนหวาน น่ารัก น่าทะนุถนอมของพรี่;-; ภาษาคุณไรท์ดีมากเลยค่ะ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ชอบคาแรคเตอร์ตัวละครมากเลย แอบหวังเล็กๆว่าจะมีสเปหรือเรื่องยาว._. ชอบฉากดึงน้องมาจูบมากเลยย คุณยุนกิไม่ทำดา น้องน่าเอ็นดูมากไม่ว่าเมื่อไหร่>< บรรยายจีมินได้ดีมากจริงๆค่ะ ทับใจ;-; ขอบคุณที่แต่งเอยูฮอกวอตนะคะ เพิ่งมาเจอแล้วชอบชื่อตอนก็เลยกดอ่าน แต่งดีมากเลยอ่าาา สู้ๆนะคะคุณไรท์ รออ่านเรื่องอื่นๆๆๆอยู่นะคะ เยิฟ&#9825;
    #2582
    0
  9. #2518 Marco1997 (@Marco1997) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 01:09
    อ่านตอนนี้มี4รอบแล้ว อยากให้เปิดเป็นเรื่องยาวมาก55555555555 อยากติดตามคงามรักทางไกลของยุนกิกะจีมินน
    #2518
    0
  10. #2515 00003925 (@00003925) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 00:44
    แต่งได้ดีเสมอเลยค่ะ ชอบสำนวนการเขียนคุณมาก
    #2515
    0
  11. #2514 rainngi (@cchheerr_) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 10:49
    อยากได้สเปแงงง้
    #2514
    0
  12. #2512 @S_CB (@sutattacb) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 21:06
    โง้ยยยย ร่ารักก เขินมากเลยแงงง ;///;
    ปล.คิดว่ามันน่าจะเข้ากับเรื่องมากกว่าถ้าไรต์เปลี่ยนชื่อเป็นแนวๆอังกฤษนะคะ 55555
    #2512
    0
  13. #2485 saowwaluk (@saowwaluk) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 01:01
    กลับมาอ่านอีกรอบ ก็ยังสนุกเหมือนอ่านครั้งแรกไม่มีผิด //คิดถึงคุณกุ๊กนะคะ
    #2485
    0
  14. #2477 B-GMNJ (@PYC-18) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 00:43
    ปริ่มมากกกก ชอบมากค่ะ

    น่าร้ากสุดด
    #2477
    0
  15. #2469 puzzle97 (@jktfb97) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 23:30
    สนุกมากเลยค่ะ ชอบมาก ๆ
    #2469
    0
  16. #2465 hugegirl (@hugegirl) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 22:51
    โรแมนติกมากกก ดอกไม้ของเขาบานสวยที่สุดไม่ว่าจะฤดูกาลใด
    รู้สึกได้ว่าพี่ยุนกิตกหลุมรักและภูมิใจกับน้องจีมินมาก &#128525;&#128522;
    #2465
    0
  17. #2463 aImma98 (@aImma98) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 16:18
    ประทับใจมากๆเลยค่ะไรท์ ชอบความอุปมัยหญิงสาวกับดอกไม้ สำหรับเรามันเห็นภาพสุดๆเลยค่ะ หวังว่าทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ผลิดอกอย่างสวยงามเหมือนกันนะคะ
    #2463
    0
  18. #2459 BTS (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 15:17

    แต่งดีมากค่ะชอบๆๆภาษาสวยมากๆ//ขอตอนพิเศษหน่อยนะคะอยากอ่านตอนเขาเจอกันอีกอ่ะ // ชอบๆๆรักๆๆ

    #2459
    0
  19. #2458 SSbts2 (@SSbts2) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:21
    ประโยค คน-ที่-คุณ-ก็-รู้-ว่า-ใคร นี่ไม่มีไม่ได้จริงๆล่ะนะ ^^ ดีใจที่กลับมาเขียนอีกนะคะ เรื่องนี้อ่านง่ายสบายๆดีต่อใจมากๆเลยค่ะ กลิ่นอายแฮรี่มาเต็มมาก ชอบมากค่ะ ขอบคุณที่เขียนนะคะ <3
    #2458
    0
  20. #2457 Thirananmm (@Thirananmm) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 15:53
    ฉันคิดภาพตามได้เป็นฉากกกกๆๆๆๆ มันบั่บบ // น้องจีมินคือน่ารักมากเวอร์
    #2457
    0
  21. #2453 짐른 (@bamlit20612) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 12:43
    ชอบบบบมากกกกแงงงไม่เคยผิดหวังเลยยยยภาษาดีที่สุดที่เคยอ่านมาจากฟิคเป็น พันเรื่องในเฟบเราพูดจริงๆนะชอบทุกตอนเลยไรท์เก่งมากกกกก โคตรเขินเลยให้ตายแงงพ่อกัปตัน ชอบน้องวีล่ามากกกงดงามมตอนทะเลสาบตอนกลางคืนนี่กลั้นหายใจอ่านเลยเขาจีบกันค่ะแม่แงงงงง
    #2453
    0
  22. #2446 secret (@dream-secrent) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 18:08
    อ่านจนจบแบบเขินจนไม่รู้จะเขินยังไงแล้ว งืออออT////T ชอบมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งขึ้นมานะคะ มันอบอุ่นหัวใจเหลือเกินTvT
    #2446
    0
  23. #2444 hugegirl (@hugegirl) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 22:31
    ก็คือ กว่าจะอ่านจบเขินไปกี่รอบแล้วว แทบกลั้นใจตาย
    ตอนที่จีมินบอกว่า อยากจะเป็นดอกไม้ของใครซักคนบ้างก็คือ น้ำตาซึมไปกับน้องเลย
    แต่พี่ก้าเขาก็ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะ
    ฮือออ ชอบเรื่องนี้มากจิงๆ อยากได้สเป ปิดเทอมของจีมกะแทแทจังเลยค่ะ
    #2444
    0
  24. #2441 khaimoolk (@khaimoolk) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 09:32
    ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่าความรู้สึกตอนเห็นโนติเด้งว่ายุนมินเลิฟสตอรี่อัพ คือกรี๊ดเด้งลุกออกมาจากเตียง55555555555555555 ฮือกรี๊ดดดดดดดดดดดดด อ่านจบแล้ววว ขอพูดถึงสไตล์การเขียนก่อน การบรรยายเปลี่ยนไปปปปปปปป ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่มีความเป็นนิยายๆวรรณกรรมแปลอะไรประมาณนี้ซึ่งก็ชอบบบบบ เขียนเปเป้อมาเยอะสินะคะ555555555555555 ส่วนความเป็นวีล่าของจีมินแบบ ฮืออออออออออ งดงาม สวยงาม คือคำที่เหมาะสมกับจีมินที่สุดไม่ว่าจะเพศใดๆ เพราะมีคำว่าจีมินคำว่าสวยงามจึงเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เรื่องนี้ละมุนมาก อ่านแล้วรุ้สึกล่องลอย พิยุนกิแบบหล่อมากตอนลงไปช่วยน้องแบบ กร๊าาาซซซซซซซซซซซซซ ช่วงนี้นี้ดฟิคฟีลแบบนี้จิงๆ อยากผ่อนคลาย เข้าใจเลยว่าน้องคนแต่งต้องเขียนเปเป้อจนเครียดแน่ๆ55555555555 มาค่ะเรามาเครียดชีวิตและอ่านฟิคเบาๆไปด้วยกัน แงงงงง ดีใจนะน้องที่กลับมา พูดจริงๆ มาอ่านช้าเพราะติดงาน ไม่ใช่ว่าจะไม่อ่านน้าาาาาา คิดถึงๆๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #2441
    0
  25. #2440 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 06:42
    เหมือนห่างหายกันไปนานกลับมาอ่านก็ยะงลื่นไหลดหมือนเดิมเลยค่ะ เราไม่ได้เป็นแฟน Harry Potter แต่อ่านแล้วไม่งงเลย สนุกม๊าก ดูจีบกันไปกันมาเรียบร้อยสุด นึกถึงคนสมัยก่อนเวลาแต่งกลอนจีบกันเลยค่ะ 5555 ขอบคุณนะค้า
    #2440
    0