(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 51 : 31 : tomorrow land 1/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    21 พ.ค. 60






Title: tomorrow land 1

Fandom: 방탄소년단 /BTS

Relationship: yoonmin ( yoongi x jimin ) 

Genre: Alternative Universe!Against Religion, Fluff, Light Against 

Rate: ?

Word: ?????

Note: Satan!Yoongi, human!jimin
Note2: BTSXWEEKLY x แก้บน
Warning: Christian BEWARE!

*รบกวนอ่าน Talk ด้วยนะคะ :)



จีมินกำลังขนขยะไปทิ้งตอนที่เจอกับ เขา


เรียกได้ว่าเป็นเขา เพราะเจ้าของผมสีเทาสว่างตัดสั้นทรงอันเดอร์คัทนั้นกำลังนั่งอยู่ข้างกองขยะ ดูก็รู้ว่าเมาไม่เป็นท่า คงจะเป็นลูกค้าสักคนของคลับแห่งนี้ที่บังเอิญเดินออกมาสูบบุหรี่ผิดทาง ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้ผิวขาวเป็นบ้า ขาวจนทำให้คนผิวสีน้ำผึ้งแบบเขารู้สึกว่าตัวเองดำไปเลย


จีมินไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของลูกค้า เพราะคนคนนี้ก็ไม่ใช่คนแรกและแน่นอนว่าไม่มีทางใช่คนสุดท้ายที่จะเมาจนหัวแทบจะทิ่มลงกับขยะทั้งกองแบบนี้ พูดก็พูดเถอะ เขาไม่ชอบสุงสิงกับคนเมามากนัก นอกจากจะพูดไม่เป็นเรื่อง โกรธง่าย บางทียังอ้วกเละเทะแล้วใครจะต้องเก็บกวาดกันละ ก็เขานี่ยังไงเล่า


แต่เพราะถ้าไม่ใช่ผู้ชายคนนี้กำลังนั่งขวางทางอยู่ละก็ เขาไม่มีทางที่จะเอามือของตัวเองไปแตะต้องตัวหรอกนะ

            

            “คุณ คุณครับ คุณเมามากแล้วนะ”

            

            เขาวางถุงขยะในมือลงกับพื้น เดินเข้าไปนั่งยองๆตรงหน้าคนที่หลับตาปิดสนิทไม่รู้เรื่อง พ่นลมหายใจด้วยความรำคาญเพราะ นั่นไง! ผิดอย่างที่เขาคิดที่ไหน ทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์อย่างนี้ ถ้ารู้ว่าเมาแล้วจะหลับไปรู้เรื่องก็ควรจะหาเพื่อนมาช่วยดูแลหน่อยมั้ยละ


            โบกไม้โบกมือไปสักพักก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ดังนั้นทางเดียวที่เหลืออยู่คือการที่เขาจะต้องลากคนคนนี้ออกไปจากที่ตรงนี้ด้วยตัวเอง จีมินสอดมือทั้งสองข้างเข้าด้านใต้รักแร้ในเสื้อหนังสีดำสนิท ดูท่าว่าคงจะมีราคาไม่น้อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะทันทีที่เขาออกแรงยกทั้งร่างของคนตรงหน้าขึ้นมา ริมฝีปากของคนแปลกหน้าก็ปล่อยเสียงครางแหบพร่าเหมือนว่ากำลังเจ็บ


            เลือด!?


            จีมินชะงัก พอถึงตรงนี้ก็เพิ่งจะเห็นว่าใต้เสื้อหนังคือเสื้อยืดคอกลมสีขาวซึ่งตอนนี้ชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม เขาบาดเจ็บ


            “นี่คุณ! ไปโดนอะไรมาเนี่ย เลือดถึงเยอะขนาดนี้” เขาถามออกไป ก่อนจะสบถกับตัวเองว่า ให้ตายเถอะพระเจ้า คนที่เจ็บขนาดหมดสติไม่เป็นท่าแบบนี้จะเอาอะไรมาตอบคำถามของเขากันวะ


            ได้ยินเสียงครางฮืออีกครั้ง จีมินก็ยิ่งร้อนใจ “คุณรอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวผมจะไปเรียกตำรวจ” พูดเสร็จก็ทำท่าจะลุกขึ้น คิดในใจว่าควรจะบอกเมเนเจอร์คนไหนดีถึงจะไม่เป็นเรื่องยุ่ง แต่จังหวะที่มือของเขาปล่อยออกจากแขน เขากลับรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ชายแขนเสื้อ


            “อย่า”


            เสียงนั้นแหบพร่า ทุ้มต่ำ เหมือนคนกำลังพี้ยา (จีมินรู้ว่าเสียงคนเวลากำลังติดยาหนักๆเป็นอย่างไร มันไม่ได้หายากนักเมื่อคุณต้องทำงานพิเศษที่สถานบันเทิงทุกคืน) เขามองเห็นเปลือกตาสีขาวกระพริบ ก่อนเจ้าของมันจะขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ “ไม่ได้นะ นี่มันเข้าข่ายทำร้ายร่างกายแล้ว คุณกำลังจะตายอยู่แล้วรู้ตัวรึเปล่า”


            “ไม่ได้อย่า” จีมินไม่คิดอยากจะฟังคำของคนที่กำลังเจ็บ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวเมาแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะทำตามคำขอนั้น เขาคิดอย่างนั้น


            จนกระทั่งเขาเห็นสีทองในดวงตาสีดำ


            เกลียวสีทองเหมือนแสงสว่างกำลังหมุนวนอยู่ในดวงตาคู่นั้น และมันคือดวงตาคู่ที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา


            “นะนี่ทำไมคุณถึง


            “อย่าเรียกตำรวจ”


            จีมินเผลอหายใจเข้าอย่างแรงโดยที่เขาไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องอยู่ที่ “ละแล้วจะให้ผมทำยังไง”


            เขาเหมือนถูกเกลียวสีทองในดวงตาคู่นั้นสะกด และแน่นอนว่าหากเขามีสติพอ เขามั่นใจว่าเขาจะไม่มีทางทำตามคำบอกของอีกฝ่ายแน่นอน ไม่มีวัน


            “พาไปไหนก็ได้ให้พ้นจากที่นี่”


            เสียงตีระฆังของหอนาฬิกาประจำเมืองดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบสาม บอกเวลาหนึ่งนาฬิกาของเช้าวันใหม่

 

 


            ถ้าจะมีคำที่สามารถใช้อธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขาได้แล้วละก็ เขาคงตอบได้แค่คำเดียวว่า รวนน่า กับเครื่องจักรที่ถูกตั้งค่าอย่างแม่นยำยังเกิดข้อผิดพลาดได้ในบางครั้ง แล้วจะนับประสาอะไรกับพลังของเขา


            ใช่ พลังของเขา


            ตำรวจคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย


            ไม่ว่าต่อให้จะเจ็บปางตาย หรือกำลังโดนไล่ล่า ยังไงก็ห้ามแจ้งตำรวจ เพราะรู้ดีดังนั้นเขาจึงห้ามเด็กคนนั้นเอาไว้


            อันที่จริงแล้วเขาไม่ค่อยถูกกับแสงแดด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมีผิวขาวซีดที่ดูไปบางครั้งก็ออกจะน่ากลัวอยู่นิดหน่อยทีเดียว


            “คุณฟื้นแล้ว”


            ดวงตาสีดำสนิทกระพริบสองสามครั้ง เห็นเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเกือบจะเป็นสีทอง เจ้าของมันมีดวงตาที่คล้ายจะเป็นสีเดียวกันแต่เข้มกว่า เสียงติดแหลม เล็กอย่างพวกนกร้องเพลง เขาไม่ได้ตอบ ยังจับต้นชนปลายกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูก


            มันต้องมีอะไรผิดพลาด


            “คุณ ได้ยินผมมั้ย เฮ้!” มือเล็กโบกไปโบกมาตรงหน้า นั่นทำให้เขารู้สึกปวดหัวกว่าเดิม


            “ได้ยินแล้ว” เขาตอบกลับ นั่นทำให้คนถามสะดุ้ง เขานึกสงสัยว่าเจ้าตัวจะสะดุ้งทำไมเมื่อเขาก็แค่ตอบคำถามเท่านั้น


            “คุณรู้สึกยังไงบ้าง เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหนมั้ย” เขาพยักหน้า แม้ร่างกายเหมือนจะฟื้นขึ้นแล้วจากเมื่อวาน แต่ยังมีรอยแผลที่หน้าท้องซึ่งดูเหมือนจะอาการสาหัสกว่าเพื่อนที่ยังไม่หายดี รวมทั้งความปวดเมื่อยที่หัวไหล่ พระเจ้า พวกนั้นกะซ้อมเขาให้ตายชัดๆ


            “ที่นี่ที่ไหน?”


            “ห้องของผม อย่าบอกนะว่าคุณลืมไปแล้วว่าคุณเป็นคน” อ้อ เขาเริ่มจะจำขึ้นมาได้อีกนิดหน่อยแล้ว


            จีมินขมวดคิ้ว เมื่อคืนทั้งต้องเช็ดเลือด ทำแผล เอาเสื้อผ้าของคนเจ็บไปซัก ไหนจะต้องคอยให้ยาแก้ปวดทุกสี่ชั่วโมง เขาไม่ได้นอนด้วยซ้ำ อันที่จริงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะต้องอยู่ที่นี่ แต่เหมือนกับโชคดีในความโชคร้าย ร้านอาหารที่เขาทำงานพิเศษอยู่เป็นประจำเกิดปิดขึ้นมากะทันหันเพราะพ่อครัวป่วย ดังนั้นเขาจึงว่าง ไม่อย่างนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงหากปล่อยให้คนแปลกหน้าอยู่ในห้องเขาคนเดียวโดยไม่มีใครดูแล ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะตายหรือจะไม่ตายหรอก แต่ถ้าเกิดอยู่ดีๆมีคนตายในห้องของคุณ นั่นละปัญหา


            เขาเห็นความฉงนในดวงตาคู่นั้นฉายขึ้นมาแวบเดียว ก่อนสีดำเข้ม ซึ่งเข้มยิ่งกว่าสีดำใดในโลกจะอ่อนลง


            “ผมจำได้ ขอบคุณมาก”


            โชคดีที่สอง อย่างน้อยคนแปลกหน้าก็ไม่ได้ดูเหมือนจะเป็นพวกนักเลงอะไร


            “ผมคิดว่าคุณน่าจะได้สติช้ากว่านี้อีกสักสองหรือสามชั่วโมง แต่คุณฟื้นเร็วกว่าที่คิด โชคดีที่ผมต้มโจ๊กเสร็จแล้ว คุณดื่มน้ำก่อน เอ้าลุกไหวมั้ย” ยังไม่ทันจะจับประโยคที่เด็กหนุ่มพูดได้ชัดๆเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเบาหวิว ร่างกายท่อนบนถูกพยุงให้นั่งพิงกับหัวเตียงอย่างช้าๆ มันเจ็บ แต่เขาไม่ใช่ประเภทชอบส่งเสียงดัง


            เขาก้มลงมองแก้วพลาสติกลายเส้นสองเส้นขีดทับกันก็เบ้ปาก แต่เมื่อมันเป็นตัวเลือกเดียวจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วรับมา พอน้ำหยดแรกไหลผ่านลำคอถึงได้รู้ว่าตัวเองกระหายน้ำมากขนาดนี้


            “ค่อยๆดื่มสิคุณ รวดๆแบบนั้นเดี๋ยวก็สำลักหรอก”


            คนที่ไม่ได้ป่วยเตือนแล้วเดินหายเข้าไปในครัวเมื่อเห็นว่าคนเจ็บสามารถดื่มน้ำเองได้ ไม่นานก็เดินกลับเข้ามาพร้อมชามสีเหลือง กลิ่นหอมของบางอย่างลอยมาพร้อมกับควันแตะจมูก อันที่จริงเขาไม่ได้รู้สึกหิว และที่จริงก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องดื่มกิน แต่กลิ่นของสิ่งตรงหน้าก็ไม่ได้แย่นัก


            “นี่คืออะไร?” เขามองของเหลวข้นสีน้ำตาลอ่อน มันเหมือนจะเป็นข้าวต้ม?


            “คุณไม่รู้จักโจ๊กเหรอ?” จีมินขมวดคิ้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ บางทีข้อสันนิษฐานของเขาอาจจะไม่ผิดไปจากที่คิดนัก


            คนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์


            “โจ๊ก มันคืออะไร?”


            “อาหารของพวกคนจีนน่ะ ผมก็อธิบายไม่ถูกหรอก แต่รู้ว่ามันดีสำหรับคนป่วย ลองกินเดี๋ยวก็จะรู้เอง”


            จีมินก้มลงมองโจ๊กสำเร็จรูปก็ยิ้มแหย ในห้องที่มีติดไว้ก็แค่ของพวกนี้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอกแพคสุดท้ายเพิ่งจะหมดไปเมื่อวานและเขายังไม่มีเวลาที่จะไปซื้อของเข้าบ้าน


            “ดูท่าแล้วคุณคงจะกินไม่ไหวละสิ พวกนั้นเหยียบมือคุณจนเละไม่เป็นท่า กะไม่ให้สู้กลับเลยเรอะไงกันวะ” ดวงตาสีดำกลอกไปมาเมื่อเห็นคนพูดไม่ได้ทำท่าเหมือนจะส่งชามนั้นมาให้เขา แต่ใช้ช้อนตักขึ้นมาแล้วจ่อเข้าที่ปาก เขาไม่มีทางเลือก ได้แค่อ้าปากและปล่อยให้เจ้าของเหลวที่เขาไม่รู้จักไหลผ่านลำคออย่างที่ถ้ามันเป็นยาพิษแล้วเขาคงจะต้องตายแน่ๆ แต่เอ๊ะ เขาลืมไปว่าเขาตายไม่ได้นี่นา


            รสชาติของมันนำด้วยรสเค็ม ตามด้วยรสหวานอ่อนๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก


            “อ้ะ ผมลืมไปว่ามันร้อน เจ็บมั้ยครับ ลวกลิ้นรึเปล่า”


            เขาส่ายหัว เขาไม่เคยรู้สึกร้อนมากหรือว่าเย็นมากอยู่แล้ว ทั้งที่ปฏิเสธไปอย่างนั้น แต่คราวนี้จีมินกลับเป่ามันก่อนที่จะส่งเข้าปากเขาอีกครั้ง ภาพตอนปากเล็กๆนั่นเป่าลมลงกับช้อนอาหาร ดูแล้วก็แปลกดี


            มื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบงัน นอกจากเสียงเป่าโจ๊กเพื่อไล่ความร้อนกับเสียงเคี้ยวที่ไม่ได้ดังมาก จีมินไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงทั้งช่วยและต้องคอยดูแลคนป่วยที่ดูเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เพราะคำสอนของพระเจ้าที่เขาเรียนรู้มาตั้งแต่เกิดคือการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม ดังนั้นเขาจึงตั้งใจแล้วว่าจะช่วยให้ถึงที่สุด


            “เจ้าเธอชื่ออะไร” เจ้าของดวงตาสีดำสนิทถามขึ้นในที่สุด หลังจากที่จีมินทั้งให้ยา เช็ดตัว และช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แล้ว เขาเห็นว่าแม้จะไม่ได้ร้องหรือบอกว่าเจ็บ แต่แขนของเจ้าตัวก็ยังแอบสั่นนิดๆเมื่อเขาเช็ดผ้าผ่านข้อศอกไปจนถึงต้นแขน


            “จีมิน แล้วคุณละครับ?” ถึงจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องรู้จักกัน แต่ถ้าจะให้มาเรียนคุณๆผมๆตลอดมันก็คงไม่ใช่


            “ยุนกิ”


            ชื่อนั้นเหมือนจะสะกดบางอย่างในตัวเขาในนิ่งงัน เขาไม่ได้คิดมาก่อนว่าคนแปลกหน้านั้นควรจะมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่ชื่อ ยุนกิก็ดูสมกับคนตรงหน้าดีเหมือนกัน


            “เป็นชื่อที่เหมาะกับคุณนะครับ”


            “ขอบคุณมาก จีมิน”


            นั่นเป็นครั้งแรกที่นอกจากเขาจะได้ยินคำขอบคุณแล้ว ยังได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเจ้าตัวเช่นกัน

 



            “ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะทิ้งคุณไว้คนเดียวหรอก แต่ผมยังต้องทำงานเพราะฉะนั้นคุณอาจจะต้องดูแลตัวเอง” จีมินเหลือบมองนาฬิกาเรือนเก่าที่ข้อมือ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาที่เขาจะต้องไปถึงที่ร้านและช่วยเตรียมจัดโต๊ะแล้ว ที่คลับนั้นนั่นละ จีมินไม่ได้ชอบงานที่สถานบริการของเขานัก แต่เพราะเขายังต้องกินต้องใช่ และงานที่นั่นก็ได้ทั้งเงินและทิปมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือก


            “ผมอยู่ได้ แต่คุณแน่ใจเหรอว่าคุณไว้ใจผม” ยุนกิที่เหมือนจะมีสติขึ้นมาแล้วถามพลางเอียงคอ


            “ผมไม่รู้หรอก แต่ผมไม่มีทางเลือกนี่ อีกอย่างห้องนี้ไม่ได้มีของมีค่าอะไรให้คุณเอาไปหรอก” คนตอบยิ้ม ไม่ได้รู้สึกอายกับความไม่มีของตัวเองนัก


            “งานของผมเลิกตีสอง ขากลับผมอาจจะกลับมาช้าสักหน่อยเพราะต้องแวะร้านสะดวกซื้อ ผมวางขนมปังเอาไว้ให้คุณตรงที่ข้างเตียง ถ้าหิวก็กินอันนั้นไปก่อนแล้วกันนะ” พยักเพยิดไปที่ขนมปังก้อนสุดท้ายที่คิดว่าจะเก็บไว้กินเอง แต่คนป่วยจำเป็นต้องการสารอาหารและจะปล่อยให้ยุนกิหิวไปอีกเกือบแปดชั่วโมงก็ดูเหมือนจะขัดหลักความเป็นธรรมในใจเขาไปสักนิด ใช่ว่าเขาจะไม่เคยอดข้าวสักหน่อย


            ยุนกิหรี่ตา ก่อนจะถอนหายใจ “คุณยังเก็บเสื้อของผมไว้อยู่มั้ย”


            จีมินชี้ไปที่เก้าอี้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มีเสื้อหนังตัวนอกสีดำวางพาดอยู่ เขาไม่ได้ยุ่งอะไรกับมันนักเพราะว่ามันไม่ได้เลอะอะไรมากไปกว่าฝุ่น อีกทั้งเขายังไม่รู้จักวิธีการซักเสื้อหนัง เกิดหวังดีอะไรไปแล้วมันเกิดขาดเกิดพังขึ้นมาเขาไม่มีปัญญาจะชดใช้ให้หรอก


            กระแสบางอย่างที่แผ่ออกจากตัวจีมินเหมือนจะทำให้ยุนกิล่วงรู้ความคิดในใจของเด็กหนุ่ม


            “ข้างในเสื้อมีกระเป๋า คุณหยิบของในนั้นออกมาหน่อย”


            เขาหยิบเสื้อตัวนั้นเดินมานั่งที่ข้างเตียง ล้วงไปที่กระเป๋าด้านในก็สัมผัสถึงเนื้อหนังมันหยาบๆ หยิบออกมาก็เห็นกระเป๋าสตางค์ “คุณต้องซื้ออะไรเท่าไรก็หยิบไป” ถึงเขาจะห่างไกลจากคำว่าคนดี แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายพอจะปล่อยให้ผู้มีพระคุณต้องอดอยาก จีมินจ้องหน้าเขาเหมือนจะถามย้ำ เมื่อยุนกิพยักหน้าก็เปิดมันแต่โดยดี เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเกรงใจอยู่แล้ว ยังไงคนตรงหน้านี้ก็ดูมีฐานะกว่าเขาตั้งเยอะ


            “โฮลี่ ชิท” ก่อนจะต้องอุทานออกมาเมื่อเห็นเงินเป็นฟ่อน ย้ำว่าเป็นฟ่อนหนาเพราะเขาไม่สามารถนับธนบัตรห้าหมื่นวอนจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นได้ว่ามีกี่ใบกันแน่ คนตรงหน้าไม่ใช่แค่คนรวยแต่เป็นคนรวยโคตรๆ ก็คนธรรมดาที่ไหนจะพกเงินเยอะขนาดนี้กัน


            “คุณเอาไปสักครึ่งน่าจะพอสำหรับวันนี้”


            ครึ่งนึง!? นี่ยุนกิเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า


            “คุณจะบ้าเหรอ แค่ใบเดียวก็พอแล้วละครับ” เกินพอเสียด้วยซ้ำ คนเราจะใช้เงินห้าหมื่นวอนภายในวันเดียวกับแค่ของในร้านสะดวกซื้อมันก็จะเกินไป


            แต่ยุนกิกลับขมวดคิ้วหนัก แค่ใบเดียวจากทั้งหมดนั่นจะพอได้ยังไง


            “นี่ผมพูดจริงนะ คุณเคยเข้าร้านสะดวกซื้อมั้ยเนี่ย”


            “ไม่เคย” แน่นอนว่าเขาไม่เคย แต่คนรอบตัวของเขาบอกว่าไหนๆก็มาถึงนี่แล้วก็ต้องลองไปสักครั้ง


            จีมินถอนหายใจ นี่ถ้าเกิดเขาเป็นพวกโจรขโมยยุนกิจะทำยังไงกัน? ไม่โดนปอกลอกหมดตัวอย่างนั้นเหรอ เผลอๆโดนฆ่าแล้วก็เอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปขาย อยู่ได้ไปอีกเป็นปีๆ


            “ผมละอยากจะบ้า แต่ยังไงแค่ใบเดียวก็พอจริงๆครับ”


            “เอาไปสักสองสามใบสิ ห้าก็ได้ จะได้ซื้ออาหารดีๆมาด้วย ไหนจะค่าอุปกรณ์ทำแผลอีก”


“แต่ว่า” พอจีมินอ้าปากจะปฏิเสธ ยุนกิมองแผ่นกระดาษที่พวกนั้นเรียกว่าเงินในมือของจีมินไม่วางตา ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเกรงใจอะไรนักหนา เขาดูเหมือนคนจนอย่างนั้นเหรอ? อุตส่าห์กำชับแล้วว่าเสื้อผ้าที่ให้หามาต้องให้ดูเป็นคนมีฐานะหน่อยจะได้ไม่ดูแย่ กลับมาที่คำถามเดิมอีก


            “ผมดูเหมือนคนจนเหรอ?”


            จีมินอึ้งค้าง


            “กะก็เปล่า”


            “แล้วทำไมคุณถึงไม่เอาเงินไป”


            จีมินเริ่มมั่นใจแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์จริงๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องได้รับการพูดคุยกันทีหลัง แต่นั่นก็คือตอนที่เขากลับมาแล้ว


            “งั้นผมจะเอามันไปสองใบก็ได้ถ้าคุณต้องการ แต่ผมไม่ชอบเงินเยอะๆ เพราะอะไรรู้มั้ย คุณอาจจะไม่คุ้นเคยกับแถวนี้ แต่การไปที่คลับเมื่อวานก็เหมือนการเอาตัวเองวิ่งไปหาอันตราย พกเงินมาก ก็ยิ่งเตะตาพวกมิจฉาชีพ แต่ผมก็ไม่ได้มีเงินเยอะอะไรหรอกนะ แต่แค่อยากจะเตือนคุณเอาไว้เฉยๆว่าให้หัดพกบัตรเครดิตไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เป็นเป้า”


            ยุนกินึกอยากจะถามจีมินว่าสิ่งที่เรียกว่า บัตรเครดิต มันคืออะไร แต่เจ้าตัวกลับบอกปัดและบอกเขาว่าได้เวลาไปทำงานแล้ว ดังนั้นยุนกิจึงเก็บคำถามนั้นไว้ในใจ ตั้งใจว่าค่อยถามเจ้าตัวทีหลังเมื่อเขากลับมา


            จีมินหยิบธนบัตรห้าหมื่นวอนสองใบมาเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง เงินจำนวนนี้เกือบจะเท่าๆกับที่เขาทำงานทั้งสัปดาห์ ดังนั้นเขาจึงจะต้องใช้จ่ายมันอย่างจำเป็น เด็กหนุ่มมัวแต่คิดเรื่องนั้นตอนที่หยิบเสื้อนอกตัวเก่าของตัวเองขึ้นมาสวม บอกลายุนกิที่เหมือนจะทำตาโตขึ้นมาอีกนิดแล้วเดินออกจากห้อง ไม่ลืมปิดล็อกประตู


            ส่วนคนที่ยังอยู่บนเตียงนั้นนิ่งค้างไปแล้ว


            เพราะที่ด้านหลังของเสื้อนอกจีมินมีตราของขีดสองขีดไขว้หากันและเขามั่นใจว่านั่นคือไม้กางเขน รวมทั้งชื่อสถานที่ที่เขารู้จักมันดีแต่หลีกเลี่ยงมันมาตลอดชีวิต


            พอทั้งห้องเงียบงัน ยุนกิหันไปมองที่หน้าต่าง จดจ้องมันเพียงครู่เดียวหน้าต่างบานนั้นก็เปิดออกโดยที่ไม่ต้องใช้แรงผลัก นกกาสีดำตัวใหญ่บินโฉบผ่านช่องว่างเข้ามาที่ตักของเขา ดุนหัวกับมือที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างเอาใจ


            มันอ้าปากส่งเสียงร้องเหมือนจะต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งยุนกิเข้าใจมัน


            ชิบหาย นี่เขาอยู่ในโบสถ์จริงๆด้วย

 


 


            “ซิสเตอร์ครับ ผมเข้าไปได้รึเปล่า” ก่อนจะออกไปทำงาน จีมินไม่ลืมที่จะแวะผ่านตึกที่พักของบรรดาซิสเตอร์หญิง อันที่จริงหอพักตรงส่วนนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ชายเข้ามาโดยพลการ แต่สำหรับเขานั้นเป็นข้อยกเว้น เพราะใครๆก็รู้ว่าจีมินเป็นเด็กหนุ่มที่มีจิตใจดีกว่าจะคิดเรื่องไม่ดี อีกทั้งซิสเตอร์เชวก็เลี้ยงเขามาแต่เด็กเหมือนลูกแท้ๆ


            เมื่อได้รับเสียงอนุญาต เขาก็เปิดประตูเข้าไป ในห้องไม่ได้ใหญ่มาก แต่เพราะมีข้าวของเครื่องเรือนไม่เยอะ ถึงทำให้ดูโปร่งไม่คับแคบ บนเตียงมีร่างของหญิงชรากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ และทุกครั้งที่เธอยิ้ม จีมินรู้สึกเหมือนว่าความเหนื่อยยากที่มีอยู่ในตัวพลันหายไปหมดสิ้น


            “จีมินอาวันนี้เธอไม่ได้ออกไปทำงานแต่เช้าเหรอจ๊ะ”


            “วันนี้ร้านปิดเพราะพ่อครัวไม่สบายครับ แต่ผมกำลังจะออกไปทำงานกะเย็น” เขานั่งลงข้างเตียง พอเห็นหญิงชราที่เขารักเหมือนแม่แท้ๆทำหน้าไม่สบายใจก็ยื่นมือไปกุมมือเหี่ยวย่นนั้นไว้ “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”


            “เพราะฉันไม่สบายแท้ๆ ถึงทำให้เธอต้องทำงานหนักแบบนี้”


            เพราะเมื่อสองปีก่อน ซิสเตอร์เชวเกิดเป็นลมล้มไปกะทันหันระหว่างกวาดลานที่หน้าโบสถ์ ทำให้พวกเราทุกคนรู้ว่าหล่อนเป็นโรคร้ายแรง และเงินที่ได้จากการบริจาคก็ไม่พอกับค่ายาและค่ารักษาที่ต้องหมั่นไปพบคุณหมอเป็นประจำ ดังนั้นจีมินจึงตัดสินใจไม่เข้าคาบเรียนหนังสืออย่างที่เขาควรทำ และเลือกที่จะทำงานเพื่อหาเงินมาค้ำจุนรายจ่ายในส่วนนี้


            “ห้ามคิดอย่างนั้นเด็ดขาดเลยครับ ถ้าไม่มีซิสเตอร์ เด็กกำพร้าอย่างผมก็คงไม่มีทางที่จะมีชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ซิสเตอร์ช่วยผมไว้แล้วละก็ ผมอาจจะต้องอดตายไปตั้งแต่เมื่อตอนนั้นแล้วด้วย เพราะอย่างนั้นห้ามคิดอะไรแบบนี้เลยนะครับ”


            “จีมินแต่เธอควรจะมีชีวิตที่ดี ไปโรงเรียน ออกไปมีชีวิตวัยรุ่น”


            “สำหรับผมยังไงสุขภาพของซิสเตอร์ก็สำคัญที่สุดครับ ได้โปรดอย่าคิดอย่างนั้นเลยนะครับ”


            เขาเม้มปาก พยายามกลั้นก้อนบางอย่างที่จุกขึ้นมาในลำคอ ใช้มือทั้งสองกุมมือที่เลี้ยงดูเขามาขึ้นมาแนบแก้ม ถ้าไม่ได้คนตรงหน้านี้แล้วละก็ จีมินอาจจะตายไปแล้ว โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่เป็นใคร ไม่ก็อาจจะถูกพวกค้ามนุษย์พาตัวไปอยู่ที่ไหนสักที่ซึ่งเป็นสถานที่ไม่ดี ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะต้องปกป้องมือคู่นี้ไว้ให้ถึงที่สุด


            “ถึงอย่างนั้นก็อย่าฝืนตัวเองไปเลยนะ”


            ซิสเตอร์ชรารู้ดีว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง รอยยิ้มบนหน้าของจีมินก็หายไป ปกติเด็กที่ทางโบสถ์รับมาเลี้ยงจะมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวซื้อมาจากสภาหลวงอยู่แล้ว แต่จีมินกลับเก็บมันรวบรวมเอาไว้ ใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียนเพื่อนำมันมาทุ่มกับค่ารักษา


            “ผมไหวครับ ถ้าไม่ไหววันไหนจะลาพักแน่นอน ซิสเตอร์อย่าเป็นห่วงเลยนะครับ”


            เขาหลับตา ปล่อยให้มือนั้นลูบเส้นผมอย่างที่เขาชอบตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็ก ซึมซับกำลังใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะขอตัวออกไปทำงาน


            ขอแค่ให้ยังมีโอกาสรักษา จีมินมั่นใจว่าเขาจะสามารถจัดการกับมันได้อย่างแน่นอน

 


            งานที่คลับไม่มีอะไรแตกต่างไปจากทุกวัน รู้สึกเหมือนช่วงนี้เขาจะโชคดีอยู่บ่อยครั้งเมื่อจำนวนทิปที่ได้ค่อนข้างจะมากกว่าวันอื่นๆ จีมินเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดบริกรกลับมาเป็นชุดเดิมที่เขาใส่มาจากห้อง แน่นอนว่าเขาไม่ลืมว่าจะต้องแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงสำหรับซื้อของ


            แต่เชื่อมั้ยว่าพอคนเราคิดว่าตัวเองโชคดีก็มักจะมีเรื่องร้ายๆวิ่งเข้าชนอยู่เรื่อย


            หลังจากที่เลือกของแห้ง ของสดสำหรับการทำอาหารและพวกอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลแล้ว เขารู้ดีว่าพนักงานแคชเชียร์จะต้องแปลกใจว่าทำไมวันนี้คนที่พกเศษเงินอย่างเขาถึงมีปัญญาควักแบงค์ห้าหมื่นออกมาจ่ายได้ นั่นไม่ใช่ปัญหาของแคชเชียร์ แต่จีมินรู้ว่าเจ้าของสายตาที่กำลังจับจ้องเงินทอนในมือเขาต่างหากที่เป็นปัญหา และยิ่งถ้ามันรู้ว่าเขายังมีแบงค์ห้าหมื่นวอนอีกใบในกระเป๋าสตางค์ละก็ นั่นละปัญหาขั้นสุด


            แก๊งรีดไถเงินไม่ได้หายากในสมัยนี้ จีมินเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับมันอยู่บ่อยครั้ง เพื่อนที่ทำงานกะดึกด้วยกันก็เคยมาเล่าให้ฟังบ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่เพราะเขาเป็นคนจน และไม่เคยมีเงินจึงไม่เคยคิดว่าในที่สุดแล้วปัญหาแบบนี้ก็จะวิ่งเข้ามาชนเขาได้เหมือนกัน


            เขานิ่งค้าง ไม่กล้าขยับตัวไปไหนจากในร้าน เพราะรู้ดีว่าต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นก็ถาม พวกนั้นจะไม่เอาตัวเองมาเสี่ยงกับกล้องวงจรปิดแน่นอน


            “ลำบากหน่อยนะครับพวกนี้ถ้าไม่ได้ละก็ยังไงก็คงไม่ยอมกลับ” แคชเชียร์หนุ่มกระซิบเสียงเบา เพราะเขาเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เหมือนกัน แก๊งพวกนี้รู้จักกับตำรวจท้องถิ่น ต่อให้จะเรียกตำรวจไปก็เหนื่อยเปล่า


            “คงต้องอยู่ในนี้สักพักแล้วละครับ” จีมินหยิบของใส่ถุงผ้าที่เตรียมมา (เพราะเขาไม่อยากเสียเงินค่าถุงพลาสติก) ก่อนจะฝากถุงไว้ที่ด้านหลัง พยายามเดินวนๆในล็อกเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ในใจก็ภาวนาขอให้พวกมันรีบหนีหายไปจากแถวนี้


            ทำไมเขาถึงไม่มีพลังวิเศษแบบพวกวาร์ปกลับห้องได้เลยจากตรงนี้นะ?


            พระเจ้า จะทำยังไงดีละ ป่านนี้ยุนกิคงหิวจะแย่แล้วด้วย ถ้าเขาไม่กลับไปอีกฝ่ายจะเข้าห้องน้ำยังไงในเมื่อเดินไม่ได้แถมไหนจะงานพรุ่งนี้อีก เขาอยู่รอที่นี่จนถึงตอนเช้าไม่ไหวหรอกนะ


            จีมินรู้สึกเหมือนเหงื่อออก และนั่นก็เหมือนจะทำให้พวกนั้นรู้ตัวว่าเขาไม่ได้ลืมซื้ออะไรแต่พยายามเลี่ยง ดังนั้นหนึ่งในนั้นจึงเดินเข้ามาในร้าน วนเวียนแถวล็อกข้างๆก่อนจะมุ่งตรงมายังล็อกที่เขายืนอยู่


            เขาหลับตาปี๋ ใจดิ่งลงไปอยู่ที่เท้า


            “เฮ้ นายช่วยมากับพวกเราหน่อย” ไหล่ของเขาถูกมือแตะบีบด้วยความแรงที่ทำให้เผลอร้องโอ๊ยออกมา จีมินส่ายหัว


            “พวกเรามีธุระกับนายแค่นิดเดียวเองเสร็จธุระแล้วก็จะปล่อยกลับบ้าน”


            กลับบ้านงั้นเหรอ? แต่กลับไปในสภาพไหนละ?


            “ผะผมไม่


            “นี่ ฟังนะ นายจะเดินตามฉันออกไปดีๆ ฉันกับเพื่อนแค่มีเรื่องนิดหน่อย เข้าใจมั้ย


            “มะไม่” จีมินหดตัว พยายามไม่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายแต่อีกใจก็อยากจะตะโกนให้มันจบๆไปจนกระทั่งรู้สึกถึงความเย็นที่แตะผ่านเสื้อยืดตรงหน้าท้อง


            พวกมันมีมีด


            “จะตามมาดีๆหรือจะต้องเจ็บตัวก่อน? ตรงนี้น่ะ มุมอับด้วยนะ วงจรปิดจับไม่ได้หรอก” มันแสยะยิ้ม พูดเสียงเย็น


            “มะไม่เอา” “ปล่อยมือ”


            เสียงที่สามทำให้โจรขโมยต้องหดมีดกลับเข้ามาหาตัว แต่มือข้างนั้นก็ยังกำแน่นที่ไหล่ของจีมินอย่างนั้น จีมินลืมตา ก่อนจะตกใจเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือคนป่วยที่ควรจะนอนอยู่บนเตียงของเขาในตอนนี้


            ยุนกิหรี่ตา พูดอีกหนึ่งครั้งด้วยเสียงต่ำกว่าเก่า “บอกให้ปล่อยไง”


            “กะแก มายุ่งอะไรด้วย” มันถาม แต่ฝ่ามือชื้นเหงื่อแล้ว


            “จะปล่อยดีๆ” เขาโบกมือ ให้ชายร่างใหญ่เหมือนพวกนักเล่นกล้ามเดินเข้ามาที่ด้านหลัง “หรือจะต้องให้เพื่อนของฉัน


            “ปะ ปล่อยแล้ว” พูดไม่ทันขาดคำเจ้าหัวขโมยก็สะบัดหัวไหล่ของจีมินทิ้ง แล้วเดินออกไปจากร้านอย่างเร่งรีบ ไม่ลืมที่จะพาเพื่อนอีกสามคนที่รออยู่เดินหนีหายไปด้วย มันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในสังคมแบบนั้นใครที่แข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นผู้อยู่รอด และดูเหมือนเพื่อนร่างยักษ์ของยุนกิก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น


            “เธอเป็นอะไรรึเปล่า” ยุนกิมองจีมินอย่างกังวล เดินเข้าไปจับแขนฝั่งที่ถูกบีบส่วนหัวไหล่ก็ส่ายหน้า


            “ผมโอเคว่าแต่ คุณมาได้ยังไงครับ” และรู้ได้ยังไงด้วยว่าเขากำลังเจอเรื่องแบบนี้


            คนถูกถามยักไหล่ “นั่นเป็นเรื่องที่ต้องกลับไปคุยที่ห้อง แต่ตอนนี้เรารีบกลับกันดีกว่า”


            “คะครับ แต่ผมมีของอยู่ที่แคชเชียร์” ยุนกิหันไปพยักหน้าให้เพื่อนร่างยักษ์ที่ไม่ปริปากพูดอะไร ถุงผ้าของจีมินก็ได้เพื่อนคนนั้นเป็นคนถือระหว่างที่เราเดินกลับโบสถ์ด้วยกัน การมีคนตัวใหญ่เดินมาด้วยกันเมื่อต้องกลับบ้านในยามวิกาลเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาต่อมาที่เกิดขึ้นก็คือเขาไม่มีทางที่จะสามารถพาเพื่อนร่างยักษ์ของยุนกิเข้าไปในห้องด้วยได้แน่นอน เพื่อนคนนี้สูงกว่าเพดานห้องของเขาอีก


            เหมือนจะล่วงรู้ความกังวลในใจของจีมิน ยุนกิแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้เขาต้องตกใจยิ่งกว่าเก่า


            “จีมินห้ามตกใจนะ” ไม่ทันขาดคำ เพื่อนร่างยักษ์ก็เปลี่ยนร่างกลายเป็นอีกา บินไปเกาะที่ไหล่ของยุนกิอย่างว่าง่าย


            ถึงจะบอกว่าห้ามตกใจ แต่เรื่องแบบนี้มีใครที่ไหนไม่ตกใจได้ด้วยเหรอ? จีมินเบิกตาค้าง ปล่อยให้ยุนกิที่ส่งเสียงหัวเราะเป็นฝ่ายจับจูงพาเขาเข้าห้อง โชคดีที่ห้องพักของเขาอยู่ในส่วนมุมสุดที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว (เพราะทุกคนไม่อยากถูกเสียงรบกวนตอนที่จีมินกลับห้องมาตอนดึกๆเพราะทำงานถึงเสีบสละห้องนี้ให้กับเขา) จึงไม่ได้เกิดปัญหาอะไร


            ยุนกิที่มีถุงจากร้านสะดวกซื้ออยู่ในมือยื่นถุงนั้นให้จับเขา ซึ่งจีมินก็รับมันมาอย่างงงงวย


            “คะคือว่า”


            “เธอไปจัดของอาบน้ำก่อน แล้วเราค่อยว่ากัน เดี๋ยวฉันจะใส่ยาให้เธอด้วย” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้จีมินรู้สึกเหมือนคำนั้นเป็นคำสั่งมากกว่าคำบอกเล่า


            แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เพราะดวงตาคู่นั้น เกลียวสีทองในดวงตาคู่นั้นทำให้เขาทำตามมันอย่างว่าง่าย เขาเอาอุปกรณ์ทำแผลทุกอย่างออกมาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ เอาของสดเข้าตู้เย็น เอาของแห้งวางเรียงบนชั้นอยากเป็นระเบียบ จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำ รู้ตัวอีกทีก็สวมชุดนอนของตัวเองแล้ว


            เขาปล่อยให้ยุนกิทายาแก้ช้ำที่หัวไหล่ให้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เขารู้ด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ ไม่แม้แต่จะใกล้เคียง แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับทำให้เขาทำตามและเชื่อฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายบอก


            จนกระทั่งเมื่อทั้งคู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ยุนกิถึงโบกมือให้เจ้าอีกา มันบินลงมาอยู่ระหว่างทั้งคู่ จีมินตกใจมากในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่าดวงตาคู่นั้นดูแสนรู้ และไม่เหมือนจะพุ่งเข้ามาจิกหัวเขาก็ใจชื้น มือนิ้วมือแตะลูบที่ขนสีดำบนหัวก็พบว่ามันนิ่มมากและไม่สกปรกเหมือนนกกาทั่วไป


            “เธอคงจะรู้แล้วว่าฉันไม่ใช่มนุษย์ นี่คือเฟรดเพื่อนของฉัน”


            เฟรดส่งเสียง ก๊าออกมาหนึ่งครั้งเหมือนจะตอบรับ จีมินหัวเราะ และแปลกใจว่าทำไมเขาถึงยังหัวเราะได้อยู่


            “ถ้าคุณไม่ใช่มนุษย์ ถ้าอย่างนั้นคุณเป็นอะไรกันแน่ครับ” จีมินได้แต่หวังว่ายุนกิคงจะไม่ได้ช่วยเขามาจากร้านสะดวกซื้อเพื่อจะมาฆ่าเขาในห้องหรอกนะ


            ยุนกินิ่ง “ถ้าฉันบอกว่าเป็นปีศาจ เธอจะจับตัวฉันส่งให้พวกนักบวชรึเปล่า”


            ปีศาจ!?


            แม้ว่าข้อสันนิษฐานในใจของเขาจะมีอยู่แล้ว เพราะดวงตาสีทองนั้นไม่ได้มีอยู่บนโลกใบนี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อฟังคำว่า ปีศาจออกจากปากสีชมพูสุขภาพดีนั้น จีมินอ้าปากค้าง


            ยุนกิหัวเราะ “ตัวจริงเสียงจริงเลยละ”

 


            แถมไม่ใช่แค่ปีศาจลูกกระจ็อก แต่เป็นบอสปีศาจ


            มันเริ่มจากสองสามวันก่อนที่จ้าวปีศาจเกิดเบื่อช่วงเวลาในนรกทั้งที่ไม่เคยเบื่อ จะเพราะอะไรก็เพราะว่าเจ้าเทวดาหัวทองนั่นเอาแต่แวะมาเยี่ยมเขาทุกวันแทบจะไม่มีวันไหนที่ไม่มา ยุนกิหรือในอีกชื่อหนึ่งก็คือซาตาน (ฟังถึงตรงนี้จีมินรู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังจะวาย เพราะได้ใกล้ชิดกับปีศาจตัวพ่อ ส่งตรงจากนรกมาแบบตัวเป็นๆ ใกล้ชนิดที่ว่าบัตรคอนเสิร์ตวีไอพียังต้องชิดซ้าย) ไม่ใช่พวกที่ถูกกับเทวดาปีกขาวเหล่านั้นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม โอเค ไอ้สงครามนรก-สวรรค์ เทวดา-ปีศาจอะไรนั่นมันก็เคยเกิดขึ้นจริงอยู่ แต่จะให้รบกันทั้งปี ทั้งชาติ ตลอดวัน ตลอดคืนมันก็ไม่ใช่ ไอ้เรื่องราวไร้สาระเหล่านั้นมันผ่านไปแล้ว ดังนั้นต่างคนต่างอยู่ ต่างทำหน้าที่ ข้องแวะกันบ้างเมื่อมีความจำเป็นหรือโอกาส มันก็มีให้เห็นอยู่บ้าง


            แต่เจ้าปีกขาวนั่น มันโผล่หน้ามาบ่อยจนเขารู้สึกรำคาญ พล่ามเรื่องโชคชะตาอะไรไร้สาระที่เขาไม่อยากฟัง


            ถ้าจะพูดเรื่องโชคชะตาอะไรนั่น ออกไปซะ


            ยูริเอลหัวเราะ ข้าเป็นแค่ผู้ส่งสารเท่านั้นละ


            ‘ส่งเสร็จแล้วก็กลับไป ที่นี่ไม่ต้อนรับ อยู่บนสวรรค์ดีๆไม่ชอบ จะมาเกาะแกะวอแวอะไรให้มากเรื่อง


            ข้าแค่ทำตามหน้าที่ ซาตาน ทุกคนย่อมมีโชคชะตาเป็นของตัวเองไม่ว่าข้าหรือท่าน ดังนั้นต่อให้ท่านจะพยายามหนีจากมันแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้น


            ‘เหอะ โชคชะตา เรื่องหลอกเด็กพรรค์นั้นเอาไว้หลอกมนุษย์เถอะ ยูริเอล


            ‘ข้าไม่ได้หลอก แต่ถ้าเห็นต่างหาก


            ‘เห็น อย่างเจ้าจะเห็นอะไร


            ‘เห็นท่านเจ้าของผมสีทองอร่ามยิ้ม ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิดหัวเสียอย่างเขาสักนิด


            เห็นข้า กับบังลังก์ทองเนี่ยนะเหรอ เห็นอะไรอีกละ เพชรท่องคำสาป หรือว่าลูกน้องของข้าซาตานชี้ลงไปที่บัลลังก์ทองคำ ใครว่านรกมีแต่ไฟกับกระทะทองแดง วิญญาณสมัยนี้ทำแต่กรรมเลว ตายไปก็ตกนรก เปอร์เซ็นกำไรของฝ่ายแรงงานนรกพุ่งสูงทะลุเพดานทุกปีที่ไม่มีตก ขาดทุนอะไรนั่นเขาไม่รู้จักหรอก รู้แต่ว่าทุกปีสมบัติพวกนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น


            เห็นท่านกับคนบางคน


            เขาโบกไม้โบกมือ ที่นี่คือนรก จะมีคนที่ไหนมาเดิน


            ข้าพูดจริงๆ เส้นด้ายของท่านกำลังเคลื่อนไหว


            ‘แล้วยังไง?


            ‘ท่านจะต้องออกเดินทาง


            ‘เดินทาง?เขาไม่ใช่พวกชอบเดินทาง ลำพังงานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะหน้าบัลลังก์ก็ท่วมจนแทบจะไม่มีเวลานอนอยู่แล้ว อ้อ ถึงเขาจะไม่จำเป็นต้องนอนแต่ก็ชอบนอนมาก เพราะฉะนั้นเวลาพักผ่อนส่วนใหญ่ของเขาก็คือการนอน


            เดินทางตามหาผู้ที่อยู่อีกปลายข้างของเส้นด้ายนี้


            พวกเทวดามักชอบพูดอะไรวกวน พูดตรงๆเถอะ ไอ้คำแบบนี้ฟังแล้วมันไม่เข้าใจ ข้าปวดหัว


            ในที่สุดก็มาถึงจังหวะที่ยูริเอลต้องการ


            เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องคิดเอาเอง


            คนเป็นซาตานที่ต้องคิดเอาเองไมเกรนแทบขึ้น สาบานได้เลยว่าถ้ากายปีศาจของเขาสามารถกำเนิดโรคได้ ไมเกรนจะเป็นโรคแรกที่พุ่งเข้าชนจนเขาต้องปวดและเอาหัวโขกบังลังก์ทองคำ


            ยู-ริ-เอล


            ‘ข้าไปแล้วละ พรุ่งนี้จะมาใหม่ปีกสีขาวขัดหูขัดตานั่นบินออกไปทางหน้าต่าง เขาคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะต้องไม่มาถึง ดังนั้นหนทางเดียวที่จะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือหนี! หนีเจ้าปีกขาวพูดมากนั่นให้พ้นๆไปซะ


            เฟรด เราคงจะต้องไปจากที่นี่สักพัก ถ้าพรุ่งนี้ต้องฟังคำเจ้านั่นอีกมีหวังข้าได้ตายแน่หลอกน่า เขาตายได้ที่ไหน ก็แค่เปรียบเปรยเท่านั้นเอง


            แล้วโลกใบนี้มันจะมีที่ไหนอีกละ หลบไปส่วนไหนของนรกเจ้านั่นก็ถามจนเจออยู่ดี สวรรค์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ให้ไปอยู่ท่ามกลางปีกขาวๆมีหวังได้อาเจียนก่อน เพราะฉะนั้นทางเลือกสุดท้ายก็คือ


            แดนมนุษย์

           



            “ละแล้วหลังจากนั้น พอคุณมาถึงก็เลยไปที่คลับเพราะจดไว้ว่าจะมาเที่ยวให้ได้ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลังวิเศษที่อยู่ดีๆก็หายไปเลยโดนพวกนักเลงซ้อม แล้วก็ล้มอยู่ตรงข้างกองขยะอย่างนั้นเหรอครับ”


            นี่มันจะคอมเมดี้เกินไปแล้ว


            แต่ยุนกิก็พยักหน้าหงึกหงัก “ใช่แล้ว”


            “แถมตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยว่าจะไปอยู่ที่ไหน เพราะว่ารีบมากจนลืมหาที่พักอีก?”


            ยุนกิพยักหน้าอีก


            จีมินพูดไม่ออก


            “คุณนี่มัน” ถึงว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักอย่าง เคยด่าคนว่าเลวอย่างกับปีศาจยังไงวันนี้คงต้องกลับมาคิดใหม่ อาจจะต้องแทนคำว่าเลวด้วยคำว่าโง่มากกว่า


            “เฮ้ เธอกำลังด่าฉันในใจ ฉันรู้นะ” นั่นไง อ่านใจออกอีกต่างหาก


            “ห้ามอ่านใจผมนะ! ถ้ายังอยากจะอยู่ที่นี่”


            “ไม่รับปากแต่จะพยายาม” จ้าวปีศาจตอบหน้าตาย


            “ผมไม่ให้คุณอยู่แล้ว!” ออกไปเลย จะออกไปไหนก็ไป! ไปให้พ้น


            “ร้อยล้าน” คำพูดนั้นทำให้จีมินชะงัก


            “หา?”


            ยุนกิที่เหมือนจะเดาสถานการณ์ออกนิดๆแสยะยิ้ม “ถ้าเธอให้ฉันอยู่ที่นี่จนกว่าจะพอใจ ฉันจะให้เธอร้อยล้านวอน”


            สิบล้าน!!! นั่นมันมากกว่าค่ารักษาของซิสเตอร์เสียอีก


            “คะคุณ”


            “ว่ายังไงละ ตกลงมั้ย?”


            ไม่ตกลงก็บ้าแล้ว! ถึงจะคิดในใจว่าถ้ารวยขนาดนั้นทำไมไม่ไปหาโรงแรมดีๆอยู่แทนที่จะขลุกอยู่แต่ในห้องรูหนูกับเขา แต่ถ้ามันเป็นความต้องการของยุนกิ (ที่เอื้อประโยชน์ให้กับจีมิน) ดังนั้นจีมินก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตกลง


            “เออ คุณอยู่ก็ได้”


            “นอกจากนั้นยังต้องพาฉันไปเที่ยวด้วย” ข้อเสนอต่อมา


            “หา แต่ผมยังต้องทำงานนะ” ถ้าไม่ทำงาน


            “ฉันจะให้เธออีกห้าสิบล้านถ้าเธอตกลง” ยิ่งกว่าใช้เงินฟาดหัว ต้องเรียกว่าใช้เงินถมตัวเสียมากกว่า


            จีมินรู้สึกหน้ามืดตาลาย แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่ และคงจะไม่มีคนฉลาดที่ไหนไม่ตอบตกลง ขณะกำลังคิดเรื่องว่าจะขอลาพักจากที่ทำงานเก่ายังไง จีมินไม่ได้รู้เลยว่าดวงตาของจ้าวปีศาจหรี่ลงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่จีมินจะไม่มีวันเข้าใจว่ามันหมายความถึงอะไร

 



           

            แน่นอนว่าสถานที่แรกที่ปีศาจซึ่งติดอยู่ในนรกมานานต้องการที่จะไปเยือนแบบจริงๆจังๆก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ต หลังจากที่ตั้งคู่ออกจากห้องนอนรูหนูของจีมินแต่เช้า จีมินไม่แน่ใจว่ายุนกิใช้เวทมนต์หรือใช้อะไรกันแน่ ร้านอาหารที่เขาทำงานอยู่เป็นประจำถึงอนุญาตให้เขาลาพักร้อนได้แบบไม่มีกำหนด ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่จีมินเลือกที่จะพาแขกจากนรกมาไม่ใช่ซุปเปอร์มาร์เก็ตธรรมดาแบบที่เขามักจะไปซื้อของสดอยู่เป็นประจำ เป็นแบบที่มีระดับขึ้นมาอีกหน่อยในห้างสรรพสินค้า


            “จีมิน สิ่งนี้เรียกว่าอะไร”


            “ลูกพลับแห้ง เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง” จีมินจ้องลูกพลับแห้งที่ยุนกิหยิบออกมาจากตู้แช่ มันอยู่ในกล่องพลาสติกเรียงกันแปดชิ้นสวยงาม และแน่นอนว่าราคาก็แรงเอาเรื่องอยู่


            “อร่อยมั้ย?”


            “ผมไม่รู้หรอก ผมไม่เคยกิน”


            “หา แต่นี่มันเขียนว่าสินค้ายอดนิยมนะ” ยุนกิชี้ไปที่ป้ายสีเหลืองล้อมกรอบแดง เขียนว่าป๊อบปูลาร์ เขากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของฝากไปฝากลูกน้องที่นรก


            “ก็มันแพง” เขาชี้ไปที่ป้ายราคา ราคานี้เท่ากับค่าทำงานครึ่งวันของเขาได้         


            ยุนกิขมวดคิ้ว มองดูแล้วเมื่อเทียบกันเงินที่เขาพกมา (และเขายังสามารถเสกมันออกมาได้อีก ดังนั้นจึงไม่มีอะไรแพงสำหรับเขา) ก็รู้สึกว่าทำไมเงินจำนวนแค่นี้ถึงมีความหมายกับจีมินมากนัก และก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะซื้อมันด้วยหรือไม่ จีมินเหมือนจะเห็นสีหน้างงงวยของยุนกิก็ถอนหายใจ เพราะเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของคนรวย


            “แต่คุณจะลองก็ได้ ไหนๆก็อุตส่าห์ได้มาทั้งทีนี่”


            “ซื้อได้เหรอ?”


            “เอ้า เงินของคุณ คุณอยากซื้ออะไรก็ซื้อสิ”


            “ฉันจะแบ่งเธอด้วยก็แล้วกันนะ” จีมินเมื่อได้ยินคำนั้นก็ยิ้ม อย่างน้อยก็ยังเป็นปีศาจที่มีน้ำใจก็แล้วกัน


            ทั้งคู่เดินไปตามล็อกต่างๆโดยที่จีมินก็คอยแนะนำว่าสินค้าอื่นๆมีเอาไว้ทำอะไรบ้าง แน่นอนว่าในหัวของยุนกิคิดไปแล้วว่ามันคงจะดีถ้าเขาลองไปเช่าพื้นที่ของโลกวิญญาณเพื่อเปิดสิ่งที่เรียกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบนี้บ้าง ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะจะได้มีทั้งลูกค้าชาวสวรรค์กับชาวนรกด้วยยังไงเล่า


            “ว่าแต่ทำไมถึงมีแต่มนุษย์ผู้หญิงละ” ยุนกิถาม เห็นแต่มีแต่พวกคนที่ว่าเข็นสิ่งที่จีมินบอกว่ามันเรียกว่า รถเข็นไปมาตามชั้นต่างๆ สินค้าถูกแบ่งเป็นช่องแยกระเบียบของประเภทเดียวกันให้อยู่ในล็อกเดียวกัน ยุนกิไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว เขาถึงไม่เคยรู้เลยว่าเดี๋ยวนี้พวกมนุษย์ก็มีการพัฒนาไปมากแล้วเหมือนกัน


            “อ๋อ พวกเขาเป็นแม่บ้านน่ะ” จีมินอธิบายว่าในสังคมมนุษย์สมัยนี้ ในหนึ่งครอบครัวจะมีการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจนระหว่างสามีและภรรยา ส่วนใหญ่สามีจะเป็นคนทำมาหาเลี้ยงและภรรยาจะเป็นคนดูแลเรื่องภายในบ้าน


            “แต่ที่คุณเห็นมีแต่พวกมนุษย์ที่ค่อนข้างจะอายุมากแล้ว คนหนุ่มสาวเขาไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องพวกนี้หรอก แต่วันนี้เป็นวันธรรมดาส่วนใหญ่ก็ทำงาน วันหยุดถึงจะคนเยอะ”


            “แล้วคนที่อายุอย่างเธอเขาไปไหนกันหมดละ?” จ้าวปีศาจถามต่อ หันซ้ายแลขวาก็ดูเหมือนจะไม่มีคนแบบจีมินให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว


            “ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนน่ะ”


            “แล้วเธอไม่ไปโรงเรียนกับเขารึไง?” จีมินชะงัก ก่อนจะทำเป็นหยิบของบนชั้นดู พยายามบอกตัวเองว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องเรียนหนังสือในตอนนี้ “เพราะผมต้องทำงานยังไงละ”


            เพราะคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็ไปโรงเรียน มีเพื่อนมีกลุ่มก้อน จีมินที่วันหนึ่งจะต้องทำงานจนสายตัวแทบขาดเพื่อแลกกับเงินค่ารักษาซิสเตอร์แล้วเขาจึงไม่เคยคิดเรื่องแบบนั้นเลย เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีคนที่จะให้คำปรึกษา ไม่รู้จักใครคนอื่นนอกจากคนในโบสถ์


            “เงินนี่มันสำคัญมากเลยงั้นเรอะ?”


            “สำคัญสิ ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาข้าวที่ไหนกิน? ค่าครองชีพมันแพงนะคุณ”


            “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอถึงตกใจตอนที่เห็นเงินของฉันนะเหรอ? ถ้าเธออยากได้เงิน เธอก็แค่บอกฉันก็ได้นี่”


            จีมินส่ายหัว “ไม่ได้หรอก เรื่องแบบนี้คุณห้ามไปพูดกับคนอื่นเด็ดขาดด้วย คุณเห็นคนนั้นมั้ย?” เขาชี้ไปที่พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตที่กำลังยกลังเครื่องดื่มขึ้นรถเข็นพนักงาน


            “เขาคือพนักงานของที่นี่ ทำงานเหมือนอย่างที่ผมทำที่คลับหรือร้านอาหารนั่นละ ทุกคนต้องทำงานก็เพื่อเงิน ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน”


            “แล้วยังไงละ?” เขาจะให้เงินจีมิน ไม่ได้ให้เงินพนักงานคนนั้นเสียหน่อย


            “คุณไม่เข้าใจเหรอ คุณให้เงินผมได้ แต่คุณจะอยู่ที่นี่นานอีกสักเท่าไรให้ผมแบมือขอ ถ้าผมรับเงินจากคุณโดยที่ไม่ทำงาน ผมก็จะกลายเป็นคนขี้เกียจเสียนิสัย เงินที่ได้มาจะง่ายเกินไปจนผมไม่รู้จักคุณค่าของเงิน แล้วถ้าคุณไม่อยู่ผมจะทำยังไง ความรู้ที่ต้องกลับไปหาเช้ากินค่ำหลังจากที่มีเงินใช้สบายๆมันไม่ง่ายหรอกนะ”


            “แล้วทีเธอยังยอมพาฉันเที่ยวเลย นั่นก็คือฉันให้เงินเธอไม่ใช่เรอะ?”


            “นั่นเขาเรียกจ้างต่างหาก ผมจะรับเงินจากคุณได้ก็เพราะผมทำงานให้คุณ พาคุณไปเที่ยว ให้คุณนอนที่ห้อง อย่างน้อยผมก็ได้ทำอะไรบ้าง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” จีมินไม่ใช่คนเลวร้ายที่จะทำอย่างนั้น เขารู้ดีว่าที่จริงค่าจ้างของเขาก็ดูเหมือนจะขูดรีดยุนกิอยู่นิดหน่อย แต่ก็นั่นละ การพาซาตานทัวร์โลกมนุษย์มันใช่ว่าจะเป็นงานทั่วไปที่ควรคิดอัตราค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานขั้นต่ำเสียที่ไหน


            “อ้อ อย่างนี้นี่เอง แล้วเงินที่ฉันจะให้เธอมันพอรึเปล่า หรือฉันควรจะเพิ่มค่าจ้างให้เธอดีละ?”


            จีมินกลอกตา ทั้งที่คิดว่ายุนกิน่าจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้าง แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย


            “นี่ปีศาจเป็นแบบคุณทุกคนรึเปล่าครับ?”


            “ไม่ ไม่นี่” แน่นอนว่าเขาย่อมต้องไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนอยู่แล้ว เขาคือซาตานนะ


            “ขอบคุณพระเจ้า ผมว่าถ้าในนรกไม่ควรมีคนแบบคุณเพิ่มอีกแล้วละ”

           


            หลังจากที่พายุนกิเดินเลือกซื้อของต่างๆ (ส่วนใหญ่เป็นของกิน) ที่จริงในรถเข็นของทั้งคู่ควรจะมีของเยอะกว่านี้ แต่จีมินที่เป็นคนประหยัดโดยนิสัยทั้งค่อยว่า คอยหยิบของออก และห้ามไม่ให้ยุนกิซื้ออะไรก็ตามที่เขาคิดว่ามันมีราคาแพงเกินไป


            “จีมิน ทำไมฉันถึงซื้ออันนี้ไม่ได้”


            “คุณดูของที่คุณซื้อด้วย! คุณไม่มีทางกินมันหมดแน่ๆภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ และมันก็จะหมดอายุอยู่แล้ว ซื้อไปก็เสียดายเงินเปล่าๆ”


            “แต่ฉันอยากกิน!” เขากำข้าวห่อสาหร่ายในมือแน่น ไม่มีทางจะปล่อยให้จีมินเอามันไปจากเขาเด็ดขาด


            “ผมไม่ใช่คุณซื้อเด็ดขาด ในตู้เย็นเราไม่มีที่ไว้แล้ว”


            “แต่ว่า” จีมินจ้องสิ่งที่ยุนกิรีบเอามันไปซ่อนไว้ข้างหลัง คิดหาวิธีร้อยแปดพันในหัวว่าจะทำยังไงให้ยุนกิยอมวางคิมบับใส้ผักที่มีราคาแพงเกินกว่าเหตุไปมากแบบนั้นลงแต่โดยดี


            “มันไม่อร่อยหรอก” เขาตัดสินใจพูดออกไปอย่างนั้น


            “เธอรู้ได้ยังไง” ก็ไม่รู้นะสิ!


            “ผมมีอีกแบบที่อร่อยกว่านี้ คุณอย่าซื้ออันนี้เลย”


            “อีกแบบคืออันไหน?”


            “มันไม่ได้ขายที่นี่”


            “แล้วมันขายที่ไหน?”


            “ผมจะพาคุณไป แต่ไม่ใช่วันนี้”


            “แต่ฉันต้องการที่จะกินมัน วันนี้”


            “ผมจะพาคุณไปวันอื่น เพราะวันนี้พวกเราถือของไม่ไหวแล้ว” ที่จริงมันก็มีร้านสะดวกซื้อระหว่างทางกลับบ้าน แต่เขาจะไม่ยอมให้ยุนกิซื้ออะไรก็ตามแต่อีก จนกว่าที่พวกเราจะกินของเหล่านี้หมด


            “ก็ให้เฟรดถือสิ” เขาเตรียมจะดีดนิ้วเรียกลูกน้องมา แต่จีมินกลับรีบเข้าตะครุบมือนั่นก่อนที่ยุนกิจะทำอะไร


            มือของปีศาจเย็นยะเยือก ให้ความรู้สึกเหมือนเอามือไปแตะเจลเย็น


            “ห้ามใช้พลังของคุณในนี้เด็ดขาด!


            “ทำไม?”


            “ก็ที่นี่กล้องวงจรปิดนน่ะสิ!


            “กล้องวงจรปิดคืออะไร?” พอจีมินอธิบายว่าเข้าสิ่งที่เขาสงสัยว่ามันคืออะไรมีเอาไว้สำหรับจับตามองและบันทึกภาพเก็บไว้ได้อีกด้วย ยุนกิก็ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด เพราะเขายังไม่ลืมกฎข้อสำคัญที่ถูกกำชับเอาไว้ ห้ามทำอะไรก็ตามที่จะเรียกพวกตำรวจมาเด็ดขาด


            “โอเค โอเค งั้นวันนี้เราพอแค่นี้ก็ได้”


            ขอบคุณพระเจ้า! จีมินรีบเข็นรถไปที่จ่ายเงินทันที มืออีกข้างไม่ลืมที่จะลากแขนเสื้อของยุนกิให้เดินตามมาด้วย


            แต่ดูเหมือนว่าสายตาในการหาซื้อของของปีศาจเหมือนจะดีกว่านั้น


            “จีมิน นี่คืออะไร” จีมินที่ยืนต่อคิวอยู่ด้านหน้าถอนหายใจ ไม่ว่าจะอะไรที่ยุนกิถาม เขาจะไม่มีวันยอมให้อีกฝ่ายซื้อเป็นอันขาด เด็กหนุ่มหันหลังไป เตรียมตัวเอ่ยปากห้ามก็ต้องอ้าปากค้าง


            “วางมันลงเลย”    


            “ทำไมละ?”


            “คุณไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันที่นี่” เขากระซิบเสียงค่อย มองกล่องถุงยางอนามัยในมือของยุนกิ


            “แล้วมันมีเอาไว้ทำอะไร ทำไมเธอถึงรู้ว่าฉันไม่จำเป็นที่จะต้องใช้มัน”


            จีมินรู้สึกเหมือนมีเครื่องจักรไอน้ำกำลังทำงานอยู่ในสมองของเขาตอนนี้ ดังนั้นเสียงที่กระซิบลอดไรฟันถึงได้เบากว่าเดิม


            “ผมจะอธิบายให้คุณฟังทีหลัง แต่ห้ามซื้อมันเด็ดขาด” พอพูดจบก็ถึงคิวจ่ายเงินพอดี ดังนั้นจีมินจึงรีบหันไปหยิบของในรถเข็นขึ้นมาวางบนสายพาน เห็นจำนวนของในนั้นก็ยิ่งหงุดหงิดว่าถุงผ้าที่เตรียมมาคงจะไม่พอแน่ๆและเขาต้องจ่ายเงินซื้อถุงพลาสติกอีก!


            ยุนกิมองเจ้ากล่องสีเงินเหลือบสีรุ้งในมือ บนกล่องมีรูปผลไม้ที่เรียกว่าสตอเบอร์รี่แปะอยู่


            ก็แล้วทำไมจีมินต้องอธิบายทีหลังด้วยละ?

 


            จีมินรู้สึกเหนื่อยและหมดแรง ดังนั้นเขาจึงไม่มีเสียงจะไปห้ามยุนกิที่ต้องการจะทดลองดื่มกาแฟ ในร้านคนค่อนข้างเยอะเพราะมันเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ตรานางเงือก


            “สวัสดีครับ วันนี้จะรับอะไรดีครับ?”


            ยุนกิหันหน้ามาหาจีมิน ซึ่งเขาก็ส่ายหัวเพราะเขาไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้ามาในที่แบบนี้ด้วยซ้ำ


            “ผมไม่รู้หรอก คุณให้เขาแนะนำเถอะ”


            “คุณลูกค้าชอบดื่มกาแฟหรืออยากจะรับเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นดีครับ?” พนักงานยิ้มอย่างสุภาพ ไม่ได้ดูเหมือนจะรำคาญเพราะที่แคชเชียร์ไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากพวกเขา


            “จีมิน เธอชอบอะไร?”


            “ผมไม่ดื่มกาแฟครับ”         


            “งั้นของคุณลูกค้ารับเป็นซิกเนเจอร์ช็อกโกแลตดีมั้ยครับ?” จีมินพยักหน้าส่งๆ ปล่อยให้ยุนกิเงยหน้ามองเมนูที่แปะอยู่บนผนังร้าน โชคดีที่การไม่รู้ว่ากาแฟแต่ละรสชาติต่างกันยังไงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นี่ พนักงานหนุ่มจึงอธิบายแต่ละอย่างอย่างใจเย็น


            “งั้นผมเอาอเมริกาโน่ก็แล้วกัน”


            “รับเป็นไซส์ไหนดีครับ?”


            “แต่ละไซส์ต่างกันตรงไหน?”


            “ก็ปริมาณกับราคา


            “เอาไซส์นี้ครับ!” จีมินรีบชี้ไปที่แก้วขนาดกลาง เพราะขืนปล่อยให้ยุนกิเลือกมีหวังเจ้าตัวได้จิ้มแก้วใหญ่สุด เจ้าตัวเคยกินกาแฟรึเปล่าก็ไม่รู้ ถ้ากินไปแล้วไม่ถูกใจก็ต้องทิ้ง เสียดายของ


            “ครับ ไซส์กลางทั้งสองแก้วเลยนะครับ” จากนั้นพนักงานหนุ่มก็คิดเงิน ถามพวกเขาเพิ่มเติมว่าอยากจะรับเบเกอรี่เป็นของทานเพิ่มหรือไม่ ซึ่งจีมินรีบปฏิเสธเพราะพวกเขามีแผนจะไปร้านเนื้อย่างหลังจากนี้ ไม่ควรจะกินอะไรที่ตัดกำลัง


            “โอเคครับ เดี๋ยวเสิร์ฟให้ที่โต๊ะนะครับ”


            พวกเขาเดินไปหาทโต๊ะ โชคดีที่มีโต๊ะริมสุดทางด้านหนึ่งยังว่างเพราะคนเพิ่งจะลุกออกไป ร้านกาแฟค่อนข้างคนแน่นเพราะมีนักศึกษามานั่งแช่ทำงานทั้งที่มาคนเดียวและแบบเป็นกลุ่ม พอได้นั่งปุ๊บจีมินก็เอนหลังกับเบาะโซฟาทันที


            ไม่นานเครื่องดื่มก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ ปล่อยให้จีมินเป็นคนแกะหลอดออกจากซองกระดาษแล้วเสียบหลอดสีเขียวลงกับแก้วก็ได้ดื่ม


            “อร่อยดี”


            “คุณไม่ขมเหรอ?” จีมินไม่ค่อยชอบรสชาติแบบนั้นเท่าไร ดังนั้นหากวันไหนที่เขารู้สึกไม่ไหวจะเลือกพึ่งพวกเครื่องดื่มชูกำลังมากกว่า


            “ไม่นี่ ขอลองชิมของเธอหน่อยได้มั้ย” เมื่อยุนกิชี้มาที่แก้วของเขา จีมินก็เลื่อนไปให้ เห็นจ้าวปีศาจดูดช็อคโกแลตเย็นของตัวเองแล้วทำหน้าเบ้ก็หัวเราะ “อะไรกันครับ ของผมอร่อยกว่าแท้ๆ”


            “มันหวานเกินไป”


            จีมินได้เรียนรู้ว่าปีศาจไม่ชอบรสหวาน


            “ขอโทษนะครับ แต่ช่วยรับโบชัวร์นี่ด้วย” ขณะที่กำลังจะอ้าปากหัวเราะ ชายในชุดนักเรียนก็เดินมายื่นโบชัวร์วางกับโต๊ะ จีมินหันไปก็เห็นว่ามันเป็นโบชัวร์ของสวนสนุก เขาพยักหน้าให้ เด็กนักเรียนคนนั้นถึงได้เดินไปโต๊ะอื่น


            “นี่คืออะไร?” ยุนกิชี้ลงไปที่รูปเครื่องเล่นสีสันสดใสในรูป


            “สวนสนุกครับ มีพวกเครื่องเล่นอะไรแบบนี้” มือขาวหยิบแผ่นกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณา “แล้วสนุกจริงหรือไม่?”


            “ไม่รู้ครับ” เขาจะไปรู้ได้ยังไง เขาไม่เคยไปสวนสนุก แต่ก็คงสนุกแหละเพราะเห็นคนชอบพาลูกหลานไป


            “เธอไม่เคยไปเหรอ?”


            “ผมดูเหมือนคนเคยไปสวนสนุกเรอะไง?”


            “แล้วเธออยากไปมั้ย?” ตอนเด็กๆก็เคยอยากไปละ แต่เพราะต้องอยู่ช่วยงานที่โบสถ์เลยไม่มีเวลาและไม่มีเงินด้วย แต่พอโตแล้วก็รู้สึกเฉยๆ


            “คุณอยากไปเหรอ?”


            ดวงตาสีดำกลอกไปตามรายละเอียดของสถานที่ในภาพ สิ่งของในนั้นรูปร่างแปลกตาไม่เหมือนพวกตึกธรรมดา


            “อืม”


            “งั้นเราก็ไปกัน แต่คุณต้องออกค่าตั๋วนะ” อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาซาตานเล่นสวนสนุกแล้วจะเป็นยังไง


            “ชัวร์ นี่เธอคิดว่าเธอกำลังพูดอยู่กับใครกัน?” ปีศาจที่รวยที่สุดในนรกยังไงละ


            จีมินอยากจะเบ้ปาก ถ้าเป็นคนปกติเขาก็คงอยากจะด่าออกไปว่าพวกอวดรวยเอ้ย แต่เมื่อคนตรงหน้าเขาไม่ใช่แม้กระทั่งคน แถมยังไม่รู้เรื่องอะไรเอาเสียเลย ดังนั้นเขาจึงไม่มีสิทธิ์ว่า จะไปว่าอะไรได้กับคนที่ไม่รู้จักร้านสะดวกซื้อกัน?


            “จีมิน? สองคนนั้นทำไมเขาถึงแต่งตัวเหมือนกัน” ยุนกิที่เงยหน้าเห็นโต๊ะที่อยู่ไม่ไกลจากกันก็ชี้นิ้ว จีมินมองตาม ก่อนจะร้องอ๋อ “พวกเขาเป็นนักเรียนน่ะ ชุดที่ใส่ก็คือเครื่องแบบนักเรียน”


            “เครื่องแบบ?”


            “เหมือนเวลาไปโรงเรียน นักเรียนทุกคนจะต้องใส่ชุดเหมือนกันหมด แต่ละโรงเรียนก็มีชุดที่ไม่เหมือนกัน”


            “แล้วเธอเคยใส่ชุดแบบนั้นมั้ย?” เด็กนักเรียนสองคนที่ยุนกิชี้ใส่ชุดนักเรียนสีน้ำเงินเข้ม เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่


            “เคยใส่ แต่ไม่ใช่ชุดแบบนั้นนะ” เขาเรียนจบแค่มัธยมต้น ไม่ได้เรียนต่อเพราะต้องทำงานพิเศษ


            “แต่ฉันว่าเธอน่าจะดูดีในชุดแบบนั้นนะ”


            “ไม่มีใครเลือกโรงเรียนที่เครื่องแบบหรอกครับ” แต่ส่วนใหญ่เครื่องแบบโรงเรียนดังก็มักจะสวยกว่าที่อื่นอยู่แล้ว ได้สวมชุดเดินไปไหนก็พอจะยืดคอได้อย่างภูมิใจ ถ้าเป็นไปได้จีมินก็อยากจะกลับไปเรียนเหมือนกันนั่นละ


            ยุนกิมองดวงตาสีน้ำตาลที่เหม่อมองไปทางนักเรียนโต๊ะนั้น ครุ่นคิด

 


            ทั้งคู่กลับถึงโบสถ์ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว เพราะความหม่นเศร้าที่แผ่ขยายออกจากตัวของจีมินทำให้พวกเราเลือกที่จะไปร้านเนื้อย่างในวันอื่น เพราะยังไม่ถึงช่วงกลางคืนจึงยังมีคนอยู่รอบบริเวณโบสถ์บ้างประปราย


            “แล้วก็นะ” “จีมินอา”


            “หลวงพ่อ!” ที่เดินเข้ามาหาทั้งคู่คือบาทหลวงในชุดสีขาวสะอาดน่าเลื่อมใส


            “นึกว่าวันนี้จะไม่เจอเธอแล้ว นี่เพื่อนใหม่ของเธอเหรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย” จีมินเหงื่อแตกพลั่ก ก่อนจะอธิบายว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานพิเศษด้วยกัน เขาไม่รู้หรอกว่าหลวงพ่อจะรู้มั้ยว่ายุนกิไม่ใช่แม้กระทั่งคนด้วยซ้ำและยังเป็นสิ่งที่ห่างไกลกว่าการจะเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่หลวงพ่อกลับไม่ได้ว่าอะไร


            “หลวงพ่อมีอะไรรึเปล่าครับ?”


            “คือค่ารักษาของเดือนนี้น่ะทางโรงพยาบาลเขา” หลวงพ่อทำหน้าลำบากใจ


            อา เกือบลืมไปแล้ว ค่ารักษาพยาบาลของซิสเตอร์!


            “ทำไมเดือนนี้ถึงเร็วกว่าที่กำหนดไว้ละครับ” เขาขมวดคิ้ว ที่จริงยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะครบกำหนด ดังนั้นเงินที่เก็บสะสมไว้ถึงยังไม่ครบจำนวน


            “พ่อขอผ่อนผันเขาไปแล้ว แต่ทางนั้นบอกว่าเพราะอาการของซิสเตอร์แย่ลงทุกวันก็เลย


            จีมินเม้มปาก “ขอเลื่อนไปอีกหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”


            คนเป็นบาทหลวงถอนหายใจ “พ่อเองก็ลำบากใจจีมิน ทางนั้น


            ในหัวของเขาพยายามคิดว่าเงินที่มีอยู่ก็เกือบจะครบแล้ว ถ้าเอาที่มีอยู่ไปจ่ายก่อนทีหลังก็น่าจะ


            “จำนวนเท่าไรเหรอครับ?” อยู่ดีๆยุนกิที่ยืนอยู่ข้างๆก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หลวงพ่อบอกจำนวนเงิน ที่มากพอสมควรยุนกิถึงพยักหน้า “นายจ่ายไปก่อนสิ จีมิน”


            จีมินหันมาถลึงตา เขามีเงินเสียที่ไหน ยุนกิรีบพยักเพยิดไปทางกระเป๋ากางเกงของจีมิน บอกให้เขาหยิบกระเป๋าเงินออกมา “เดี๋ยวหนี้ที่นายติดฉัน ค่อยคืนก็ได้”


            หนี้!? หนี้อะไรกัน? เขาขมวดคิ้ว แต่ก็ทำตามแต่โดยดีเพราะไม่อาจปฏิเสธเกลียวสีทองในดวงตาของอีกฝ่ายได้ พอหยิบกระเป๋าสตางค์ใบเก่าของตัวเองมาเปิดก็ต้องแปลกใจ


            มีเงินอยู่ในนั้น!? ทั้งที่ตอนแรกมันไม่มี


            เขาหยิบธนบัตรเก่าๆออกมานับ (เพราะเขากับยุนกิคุยกันแล้วว่าธนบัตรใหม่ดูเหมือนจะเป็นอันตรายเหลือเกิน) ดังนั้นต่อให้ธนบัตรบางใบจะดูเหี่ยวไปบ้าง แต่พอนับดีๆก็ครบจำนวนพอดีเด๊ะ เขาส่งเงินจำนวนนั้นให้หลวงพ่อซึ่งรับมาด้วยความไม่สบายใจ “ที่จริงพ่อก็ไม่อยากจะรบกวนเธอเลย


            “ไม่เป็นไรหรอกครับหลวงพ่อ ถ้าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของซิสเตอร์ ผมจะพยายามหามาให้ได้”


            “ซิสเตอร์เชวโชคดีที่มีคนอย่างเธอ จีมิน ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอนะ”


            “หลวงพ่อก็เช่นกันนะครับ”


            ทั้งคู่โค้งคำนับหากันตามธรรมเนียม ก่อนจีมินจะรีบลากยุนกิกลับเข้าห้อง ไม่ต้องการให้ใครมาเจอเจ้าตัวมากกว่านี้ เพราะเขาไม่รู้เลยว่าหากมีใครสักคนจับได้ว่ายุนกิเป็นใครแล้วจะเกิดอะไรตามมาบ้าง

 



            “เพราะอย่างนี้เธอก็เลยลาออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานหาเงินอย่างนั้นเหรอ?” ยุนกิกอดอก พิงตัวเองกับเคาท์เตอร์ระหว่างที่จีมินล้างหม้อหุงข้าวเพื่อทำอาหาร จีมินพยักหน้า ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว


            “อย่างที่คุณรู้ผมเป็นเด็กกำพร้า ซิสเตอร์เชวเป็นคนพาผมมาจากข้างถนน แล้วก็ให้ผมอยู่ที่นี่” เมื่อคิดถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้ จีมินยอมรับว่าเขาจำมันไม่ค่อยได้แล้วถึงเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ที่จำได้ดีคือความรู้สึกหนาวจนเสียดกระดูกยามที่ต้องซุกตัวอยู่ในกองขยะและความหิวโหยที่ไม่เคยหายไป เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่ตรงนั้น ตั้งแต่จำความได้ก็คือเขาไม่มีบ้านให้กลับไป ไม่มีครอบครัว ไม่มีอะไรเลย


            “ถึงประเทศนี้จะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว แต่คุณรู้มั้ยว่ามันยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเลวร้าย พวกที่รีดไถเงินพวกนั้นก็เหมือนกัน ต้องปล้นและแย่งชิงเพื่อให้ได้มา แต่ใครจะว่าอะไรได้ละ จะยอมทำตัวเป็นคนดีแต่ก็ต้องอดตายอย่างนั้นก็ไม่ได้


            “ซิสเตอร์ทั้งสอนหนังสือและให้ที่อยู่หลับนอน สำหรับผมแล้วซิสเตอร์ก็คือแม่ของผม ทั้งที่เราไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ ซิสเตอร์เป็นแม่ที่โชคชะตาส่งมาให้ผมละ” เขายิ้ม คิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้คงจะต้องไปหาซิสเตอร์เชวสักหน่อย จะได้ถามเกี่ยวกับการไปโรงพยาบาลด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง


            “เพราะอย่างนั้นเธอก็เลยทิ้งทุกอย่างเพื่ออย่างนั้นนะเหรอ?” ยุนกิสงสัยว่าทำไม ทั้งที่จีมินมีโอกาสที่จะได้เข้าเรียน มีเพื่อน และชีวิตวัยรุ่นอย่างคนอื่น ไม่ต้องคอยทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนอย่างที่เป็นแท้ๆ


            คนถูกถามแค่นหัวเราะ ไม่ได้โกรธอะไร “ผมไม่รู้ว่าปีศาจจะรู้จักความรักมั้ย แต่เพราะผมรักซิสเตอร์อย่างแม่แท้ๆของผมละ ไม่มีเหตุผลอื่นเลย”


            ความรัก? เพราะความรักอย่างนั้นเหรอ?


            “เธอพูดถูก ฉันไม่รู้หรอกว่าความรักคืออะไร” สำหรับเขาสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในชีวิตอยู่แล้ว


            “แล้วมันเป็นความรู้สึกแบบไหนเหรอ? ความรัก”


            “ก็อยากให้คนคนนั้นปลอดภัย ไม่เจ็บไม่ป่วย แล้วก็อยู่กับเราไปนานๆละมั้งครับ” จีมินตอบตามความรู้สึก ซึ่งเขาไม่มีวันรู้หรอกว่ามันผิดหรือถูก “แล้วก็คงเป็นความรู้สึกว่า อยากจะให้คนที่เรารักมีความสุข ไม่ต้องทนหิวหรือว่าทนหนาว”


            เขาไม่รู้หรอก สำหรับเขาความรู้สึกนี้คือความรู้สึกที่เขามีให้กับซิสเตอร์ เขาไม่ได้รักใครนอกจากนี้ เขาไม่เคยรักใคร


            “คุณอยู่มาตั้งนาน ไม่เคยมีใครพูดเรื่องนี้กับคุณบ้างเหรอครับ?”


            จ้าวปีศาจพยายามนึก


            ที่จริงก็เคยมีอยู่คนหนึ่ง จะเป็นใครไปได้นอกจากเจ้าปีกขาวนั่น

 


 


             เจ้าทำหน้าตาแบบนั้นทำไม ยูริเอลซาตานหรี่ตา เพราะวันนี้เป็นพิธีแต่งงานของเทพยดาสักองค์ที่เขาไม่รู้จัก ดังนั้นต่อให้ยุนกิจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ขึ้นมาเหยียบบนพวกก้อนเมฆปุกปุยนี่มากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องสลัดคราบเจ้าแห่งนรกเพื่อมา ชาวสวรรค์ทุกคนมีแต่ละหลีกเลี่ยงเขา มีแต่เจ้าปีกขาวนี่ที่ตามเกาะติดเขาไม่เลิก


            ข้าแค่กลัวท่านจะเหงา ดูท่านทำหน้าเขาสิ ทำหน้าแบบนี้แล้วใครจะอยากเข้าใกล้กัน


            ข้าไม่เคยเหงา อีกอย่างข้าไม่ได้อยากให้ใครมาเข้าใกล้ด้วยเขาไม่เห็นอยากจะเสวนากับพวกปีกขาวสักนิด


            แต่ข้าว่าท่านดูขาดๆไปหน่อยนะเจ้าปีกขาวไม่มีทีท่าสะทกสะทาน กลับนั่งลงที่ด้านข้างเขาโดยไม่ได้รับเชิญ ซาตานอยากจะไล่มันไปให้พ้นๆแต่รู้ดีว่ามันเป็นการเปลืองน้ำลายโดยเปล่าประโยชน์


            ขาด? เขานะเหรอขาด? เจ้าแห่งนรกอย่างเขามีหรือที่จะขาดอะไรไป?


            เจ้าไม่ได้ติดตามผลประกอบการเหรอยูริเอล ปีนี้กำไรของนรกมากเป็นสองสามเท่าของสวรรค์อีกนะเขายิ้มเยาะ ถ้าเรื่องทับถมละก็ไม่มีพลาด


            ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นเห็นเจ้าของปีกสีขาวสะอาดกลอกตาซาตานก็อารมณ์ดีขึ้นมาอีกหน่อย เริ่มรู้สึกอยากจะเสวนาขึ้นมาบ้างแล้ว ข้าหมายถึงตัวท่าน ชีวิตของท่าน ความต้องการ ความปรารถนาอะไรอย่างนี้


            ‘อยากให้เจ้าไปให้พ้นๆหน้า ได้หรือไม่?


            ‘นี่ข้าจริงจังนะ!’ ยูริเอลพูดเสียงเข้ม ลองคิดให้ดีๆว่ามีสิ่งไหนที่ตลอดอสงไขยที่ผ่านมา ท่านยังไม่มีหรือไม่


            ก็ไม่มีนี่ ซาตานคิดไม่ออก ทั้งทรัพย์สมบัติ อำนาจ เขาล้วนมีหมดทุกอย่าง เดินไปที่ไหนใครก็ต้องก้มหน้าให้กับเขาทั้งนั้น


            ข้าใบ้ให้อีกหน่อย หน้าที่ของคิวปิดคืออะไร?


            ‘คิวปิด? เจ้าหมายถึงเจ้าเตี้ยที่ไม่มีอะไรทำนอกจากวันๆเอาแต่ยุ่งเรื่องความสัมพันธ์ของชาวบ้านอย่างนั้นน่ะนะ


            ‘เขาไม่ได้เตี้ย! เขาแค่ไม่โต!’ ยูริเอลถอนหายใจเป็นรอบที่หนึ่งร้อยของวัน เขามีหน้าที่สร้างความรักระหว่างคู่แห่งโชคชะตาต่างหาก ท่านนี่พูดเสียเทวดาทูตสวรรค์อย่างพวกข้าไม่มีอะไรดี


            ความรัก? ความรักอย่างนั้นเหรอ ก็ไม่นี่ ทุกวันนี้ก็มีปีศาจสาวๆมากมายต่างพากันยินยอม ยื้อแย่งและทำทุกวิถีทางเพื่ออ้อมกอดของเขาเพียงสักครา จ้าวปีศาจอย่างเขาไม่เคยขาดเรื่องตัณหาราคะอยู่แล้ว


            ข้ารู้นะ ว่าท่านกำลังคิดอะไร อย่าไปนับพวกปีศาจสาวๆที่ท่านคั่วอยู่แค่พักเดียวแล้วก็สลัดทิ้งสิ


            ‘ทำไมจะนับไม่ได้?


            ‘ข้าหมายถึงคนที่ท่านนึกรักชอบด้วยใจจริงต่างหาก คนที่ท่านยอมละทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างเพียงเพื่อหนึ่งรอยยิ้มของเขา ปรารถนาดีต่อเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ


            ไม่มี ไม่มีหรอก ของแบบนั้นจะมีไปทำไมกัน

 


 


            “ยูริเอล? คุณหมายถึงทูตสวรรค์ยูริเอลอย่างนั้นเหรอ” แว่วเสียงระฆังของหอนาฬิกาประจำเมืองตีบอกเวลาหนึ่งนาฬิกาของเช้าวันใหม่ จีมินเบิกตากว้าง ขณะที่เขาวางจานหมูผัดกิมจิ อาหารที่จีมินค่อนข้างมั่นใจว่าเขามีฝีมือในการทำมันเพราะประสบการณ์ทำงานในร้านอาหารเกาหลี ยุนกิที่พยายามจะนั่งขัดสมาธิกับโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยอย่างยากลำบากพยักหน้า “ฉันรู้จักยูริเอลที่มีปีกสีขาวคนเดียว ถ้าเธอหมายถึงเขา”


            “ว้าว นั่นมันเจ๋งสุดๆไปเลย”


            “เฮอะ ก็แค่พวกปีกขาวเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรเจ๋ง” จีมินหัวเราะกับท่าทีนั้น วางถ้วยข้าวที่เพิ่งตักร้อนๆจากหม้อไปวางตรงหน้ายุนกิ “เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับนรกสวรรค์บ้างสิครับ”


            “เจ้าอยากรู้อะไรละ?”


            “ก็แบบ สถานที่พวกนั้นเป็นยังไง หน้าตาแบบไหน คนบนนั้นเป็นยังไงบ้าง ส่วนใหญ่พวกคุณทำอะไรบนนั้น”


            “เจ้าไม่ได้รู้เรื่องเหล่านั้นจากพระคัมภีร์แล้วเรอะ” ยุนกิชี้ตะเกียบไปที่ไบเบิ้ลเล่มหน้าที่หัวนอนของจีมิน เจ้าตัวท่องมันทุกคืนและนั่นมันโคตรระคายหูเขาเลย


            “ก็อยากลองฟังจากปากคุณบ้างนี่ครับ” ตัวเป็นๆมาให้สัมภาษณ์ต่อหน้าแล้วนี่ ไหนๆเจ้าตัวก็รู้เรื่องของเขาแล้ว ให้เขารู้เรื่องเกี่ยวกับนรกบ้างก็คงไม่แปลก


            “อืมเรื่องไหนดีละ” มันมีเรื่องมากมายเต็มไปหมด ทั้งหมดยุนกิก็แค่รู้ แต่ไม่ได้คิดว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ


            “เช่น พวกสงครามนรกสวรรค์อะไรแบบนี้ มีอยู่จริงมั้ยครับ”


            อ้อ เรื่องสงคราม! จ้าวปีศาจแสยะยิ้ม


            “มีสิ ทำไมจะไม่มี”


            “แล้วคุณเคยเป็นเทวดาตกสวรรค์จริงรึเปล่าครับ คุณไปทำอะไรถึงถูกขับไล่ลงมากันแน่ แล้ว ระหว่างคุณกับมิคาเอลใครเก่งกว่ากัน


            “เฮ้อ เธอนี่อ่านพระคัมภีร์มากเกินไปจริงๆ เรื่องเพ้อฝันแบบนั้นมีแต่มนุษย์เท่านั้นละที่คิดได้”


            “แล้วเรื่องจริงมันเป็นมายังไงละครับ”


            “ก็แค่พวกข้าสามคน ดินแดนอีกสามแดน มันจะมีอะไรน่าสนใจกัน”


            “สามดินแดน? ยังไงเหรอครับ” เขารีบคีบหมูให้กับยุนกิทันที หวังจะให้เจ้าตัวเล่าเรื่องให้เขาฟังบ้าง ยุนกิคีบมันเข้าปาก จิ้มตะเกียบลงเป็นสามคนลงบนหมูในจาน


            “ในหมูผัดของเจ้ามีอยู่สามอย่าง ก็คือหมู ผัก แล้วก็น้ำซอส


            “ถ้าขาดอะไรอย่างใดอย่างนึงไปก็คงจะไม่อร่อยใช่มั้ยละ” ถ้ามีแค่หมูกับผักก็จะไม่มีรสชาติ มีแค่ผักกับซอสก็จะขาดสารอาหารอะไรแบบนี้ “สิ่งนั้นเรียกว่าสมดุล”


            ถึงจะรู้สึกงงๆกับคำอธิบายว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรแต่จีมินก็พยักหน้า


            “มนุษย์ทุกคนตายไปก็จะถูกพาดวงวิญญาณไปที่โลกวิญญาณก่อน ชั่งน้ำหนักความดีความชั่วแล้วค่อยดูว่าจะไปสวรรค์หรือไปนรก”


            “ไปสวรรค์ก็สบายหน่อย แต่งานหนักเพราะคนดีๆเดี๋ยวนี้มันน้อย ในนรกก็คนเยอะแออัด แต่งานสบายเพราะคนเยอะ ถ้าไม่ติดว่ามืดไปหน่อยก็ไม่แย่นะ” พูดแล้วก็ต้องอวดหน่อยว่านรกนั้นร่ำรวย ซาตานนั้นร่ำรวยกว่าพระเจ้ายิ่งนัก


            “แล้วทำไมคุณถึงไปอยู่นรกละครับ”


            “ตอนนั้นฉันดวงตกน่ะ”


            “ดวงตก?” จีมินคิดว่าเขาไม่ได้ฟังผิด


            “นัมจุนหมอนั่นบอกว่าเพื่อความยุติธรรมให้จับฉลาก ข้าดวงซวยจับได้นรกก็เลยต้องตกนรก หมอนั่นก็อยู่สบายๆไปบนสวรรค์ แต่โฮซอกซวยสุดเพราะคนตายทุกวัน ไม่รู้ได้หายใจหายคอบ้างรึเปล่าวันๆ”


            จีมินอ้าปากค้าง


            “แล้วสงครามระหว่าง”


            “น่า อยู่นานๆไปก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ลูกน้องของพวกเราไม่ค่อยถูกกันเท่าไร มีบ้างที่ชอบยกพวกตีกันฆ่าเวลา แต่เดี๋ยวนี้ภาษีสงครามมันแพงเลยไม่ค่อยมีสงครามเกิดขึ้นแล้ว  ก็ดี แค่ทุกวันนี้งานของฉันก็ล้นมืออยู่แล้วน่ะ”


            จีมินรู้ว่าสิ่งที่เขารู้มาตลอดชีวิตคงไม่มีอะไรถูกร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะหนังคนละม้วนขนาดนี้


            “แล้ว อะไรถึงทำให้นรกได้กำไรมากขนาดนั้นครับ? คือจะพูดว่ายังไงดีละ” นรกในจินตนาการของเขาคือสถานที่ร้อนๆ คนถูกลงโทษให้เจอกับเรื่องเลวร้ายตอบแทนกับการกระทำในชาติภพก่อนตาย ทุกคนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ไม่ก็กลายเป็นปีศาจร้าย


            “เพราะความลำบากยังไงละจีมิน”


            “ความลำบาก?”


            “ช่วงหลังสงครามใหม่ๆที่พวกเราเป็นฝ่ายแพ้ ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล เรียกได้ว่านรกติดหนี้หัวโตเลยละ ผู้คนลำบาก ข้าไม่ได้ลำบากหรอกนะ แต่เพราะประชากรในนรกลำบาก พวกเราก็เลยต้องพยายามกันให้มากหน่อย”


            เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นยุนกิก็เหมือนจะเริ่มเข้าใจความลำบากของจีมินขึ้นมาแล้ว เพราะหลายหมื่นปีที่ผ่านมาเขาสบายไปมากจริงๆถึงได้เกือบลืมความลำบากเหล่านั้น


            “ความทรมาณอย่างหนึ่งในนรกคือความเคร่งครัด ทุกหัวเมืองทำงานอย่างหนัก จะพูดว่ายังไงดี สมดุลของโลก สมดุลของจิตใจมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุม เจ้ามักจะเห็นข่าวก่อการร้าย ข่าวภัยพิบัติ นั่นก็อยู่ในความดูแลของพวกเรา”


            “มนุษย์จะต้องไม่ลำบากเกินไป แต่ก็ไม่สบายเกินไป เพื่อสมดุลของทุกอย่าง เพื่อไม่ให้โลกมนุษย์ต้องถูกทำลายละมั้ง” ซาตานไม่ได้เข้าใจระบบทุกอย่าง เพราะกลไกของเขาเป็นเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น


            “นั่นทำให้นรกเป็นโลกที่เคร่งครัดละ”


            นั่นทำให้ในหัวสมองของจีมินมีทัศนคติใหม่ๆเกิดขึ้น เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น


            “คุณก็เลยต้องเหนื่อยมากเลยสินะครับ”


            “ทำนองนั้น แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นงานนั่งโต๊ะ”


            “ทุกคนดูต้องทำงานหนักมากเลยสินะครับ”


            ยุนกิพยักหน้า “ใช่”


            “แล้วจ้าวปีศาจเนี่ย เขาต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ?” เขานึกสงสัย ในเมื่อมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้แล้วจีมินก็อยากจะรู้ว่าวันๆยุนกิต้องทำอะไรบ้าง


            “แล้วเธอคิดว่าปีศาจเป็นยังไงละ?” เขารู้ดีว่าคอนเส็ปปีศาจในหัวมนุษย์มันห่วยแตกบรม แต่ก็อยากลองฟังจากปากของจีมินเหมือนกัน


            “ก็ต้องหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ตัวสูงใหญ่ไม่ก็เป็นเงาดำๆ ชอบล่อลวง กินคน อะไรแบบนั้นละมั้งครับ”


            “เธออ่านนิยายมากไปแล้วละ”


            จีมินหัวเราะ “ถึงได้ถามยังไงละครับ”


            “ก็คอยดูเรื่องรายรับรายจ่ายส่วนกลาง ที่จริงก็มีปีศาจนักบัญชีละนะ ต้องยอมรับเลยว่าพวกนักบัญชีที่ตกนรกมานี่ตัวพ่อทั้งนั้น พวกนี้โกงกินจนกลายเป็นเซียนโกง เพราะอย่างนั้นไม่ว่าบัญชีไหนที่แปลกๆก็จะถูกพวกนี้หาข้อผิดพลาดได้หมด ตอนเช้าก็ประชุมงาน ทุกปีจะต้องไปคอยตรวจงานที่หัวเมืองทั้งหกอย่างละเอียด ไหนจะปัญหาระหว่างดินแดนอีก”


            “นั่นฟังดูเหมือนปัญหาระดับประเทศเลย”


            ครั้งนี้ยุนกิหัวเราะ “เธอจะคิดอย่างนั้นก็ได้”


            “แล้วมีงานอะไรที่คุณรู้สึกเบื่อๆไม่อยากทำบ้างมั้ยครับ” ต้องทำงานแบบเดิมๆตลอดเวลา ต้องมีงานที่ไม่ชอบบ้างสิ


            “อ้อ เวลาต้องไปเป็นประธานในพิธีแต่งงานของพวกลูกท่านหลานเธอในนรกน่ะ นั่นละเป็นอะไรที่โคตรเบื่อ”


            กินเลี้ยงแบบเดิมๆ ยกยอกันแบบเดิมๆ แค่คิดว่าจะต้องนั่งมังกรไปหัวเมืองแต่ละทีก็เบื่อจะตายอยู่แล้ว


            “มีเรื่องแบบนั้นในนรกด้วยเหรอครับ”


            “มีสิ ทำไมจะไม่มี เวลาเบื่อๆพวกนั้นก็จัดงานเลี้ยงให้เปลืองงบประมาณเล่นๆ โชคดีที่พวกเรารวยก็เลยไม่เกิดปัญหาน่ะ”


            อาซาตานคงจะเป็นแค่คนเดียวที่พูดคำว่า พวกเรารวยได้อย่างไม่อายปากสินะ


            พอเห็นเด็กมนุษย์หน้าครุ่นคิด ยุนกิถึงได้นึกขำในใจเพราะสิ่งที่เขาเล่าออกไปคงจะทำให้จีมินสับสนอยู่ไม่น้อย แต่นั่นคือความจริงที่เขารู้ มนุษย์ในโบสถ์ต้องมานั่งฟังเรื่องพวกนี้ก็คงต้องใช้เวลาที่จะเชื่อนานพอสมควรเลยทีเดียว


            “อ้อ แต่เห็นเจ้าพูดเรื่องล่อลวงก็มีอยู่บ้างละนะ”


            “ล่อลวง? ยังไงละครับ”


            ซาตานหนุ่มยิ้มร้าย ก่อนที่จีมินจะเห็นเขาเหมือนเขาแพะทั้งสองข้างงอกออกมาจากบนหัวของยุนกิ มันโค้งงอ มีสีดำสนิทเหมือนกับว่าถูกสร้างด้วยศิลาสีนิล ยุนกิเลื่อนมือของตัวเองไปจับมือเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะอีกฝั่ง เพราะนี่คือเขาแห่งความภาคภูมิใจที่ปีศาจสาวทุกรายในนรกจะต้องยอมสยบ และเขาไม่คิดว่าจีมินจะ


            “จีมิน เธอ


            “ว้าว เขาปีศาจ! ขอดูใกล้ๆได้มั้ยครับ ขอจับหน่อยได้มั้ย มันแข็งมั้ยนะ” มือที่เพิ่งจะแตะลงบนหลังมือเล็กกลับถูกปัดออกอย่างรวดเร็ว จ้าวปีศาจอึ้งค้าง ก่อนจะรับคำอย่างงงๆเหมือนบรรยากาศในห้องจะเปลี่ยนไปเป็นคนละอารมณ์กับตอนแรก พอจีมินใช้มือนิ่มวางลงบนเขาของเขา มันให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ปกติไม่เคยมีใครจับเขาของเขามาก่อน เขาแห่งความภาคภูมิใจของเขาเป็นสิ่งล้ำค้าและแน่นอนว่าใครที่พยายามจะจับมันจะต้องถูกลงโทษแต่ว่า


            “โห นี่มันเจ๋งไปเลย ของจริงละ”


            ก็ของจริงนะสิเจ้า! หนึ่งเดียวที่ดูดีที่สุดในนรกแล้ว


            ความรู้สึกไม่คุ้นเคยนั้นทำให้ยุนกิคิดจะผลักเด็กหนุ่มที่แทบจะขึ้นมาเกยทั้งตัวให้ออกไป แต่เมื่อพบว่าสัมผัสของเด็กหนุ่มไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้จีมินชื่นชมมันอย่างนั้น


            “จะว่าไป ผมเข้าใจว่าดวงตาของปีศาจต้องเป็นพวกสีดำแดงอะไรแบบนี้ แต่ผมเห็นว่าดวงตาของคุณเป็นสีทอง”


            อ้อ นี่ก็คือดวงตาแห่งความภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน


            “ความคิดของเจ้าถูกต้องแล้ว แต่นั่นใช่ได้กับปีศาจระดับทั่วไปเท่านั้น” จีมินก้มหน้าลงมาใกล้ ลืมตัวไปแล้วว่าตอนนี้เราสองคนอยู่ในท่าทางที่เหมือนจะไม่สมควรนัก แต่เกลียวสีทองในดวงตาของยุนกิกลับให้ความน่าสนใจมากกว่านั้น


            “เหมือนพายุเลย” เมื่อมองใกล้ๆก็รู้สึกอย่างนั้น เกลียวพายุสีทอง หมุนวนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทซึ่งดำกว่าสีดำอื่นใดที่เขาเคยเห็น


            เมื่อเขาจดจ้องดวงตาสีน้ำตาลเข้ม อยู่ดีๆลมหายใจของยุนกิก็รู้สึกติดขัด เพราะเขาไม่เคยเห็นสีน้ำตาลที่กระจ่าง เขาไม่อาจอธิบายเป็นคำพูด กระจ่างอย่างนั้น หรือใส มันเป็นสีน้ำตาลที่เหมือนกับอัญมณี


            “ดวงตาของปีศาจทำได้หลายอย่าง” เขาเล่าออกมา พยายามทำเสียงให้เหมือนปกติ


            “ทำอะไรได้บ้างครับ”


            จ้าวปีศาจแสยะยิ้มเมื่อได้ยินคำถามนั้น จีมินไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเมื่อแขนขาวเอื้อมขึ้นไปแตะแผ่นหลังเขา กระชับให้ร่างทั้งสองร่างแนบสนิทกันกว่าเดิมเสียอีก เพราะเขาตกอยู่ในภวังค์สีทอง ที่ทำให้เขาไม่สามารถทำได้แม้จะเอ่ยปากตอบกลับคำตอบของเจ้าของพายุสีทอง


            “ก็อย่างเช่น ล่อลวงเธอยังไงละ”


            เด็กหนุ่มชะงักค้าง ก่อนหัวใจดวงน้อยจะเต้นระรัวเพราะคำของปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือคำลวง เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่สามารถแยะแยะมันออกจากกันได้เลย


            ไม่เลยสักนิดเดียว

 



เสียงระฆังของหอนาฬิกาประจำเมืองตีสิบสามครั้ง เป็นสัญญาณเวลาสองนาฬิกาของเช้าวันใหม่



TO BE CON

first published : 2017.05.20



เป็นแก้บนอีกเรื่องที่ยาวมาก บางคนอาจจะคิดว่าทำไมไม่ลงให้จบไปเลย เพราะมันยาวมากค่ะ

ยาวจนต้องตัดเนื้อหาเพราะแค่ตอนแรกก็ปาเข้าไป 13,XXX คำแล้ว /ปาดเหงื่อ ใช่ค่ะ ตอนนี้มันเยอะคำมากเลย

อยากให้ค่อยๆอ่านมากกว่าเพราะถ้าลงทีเดียวสมองอาจจะเออเร่อได้ คนเขียนยังงงๆอยู่เลย

ช่วงนี้ที่หายไปเพราะว่ายุ่งทำเล่มมากๆ แต่พอหัวข้อวีคลี่ออกมาพอดีกับที่ต้องเขียนก็เลยเข็นออกมาค่ะ

ซึ่งตอนสองยังมีแนวโน้มว่าจะยาวกว่านี้มากมากมาก /ร้องไห้ทำไม

จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนเพลินมากเลยค่ะ เพลินชนิดที่ว่า รู้ตัวอีกทีก็ตีห้าแล้ว

และเป็นยุนกิกับจีมินที่ชอบที่สุดเลยตั้งแต่เขียนมา ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีอะไรมาโค่นไลฟ์ น้องปีศาจ คุณนักเขียนแล้ว

แต่กลับชอบคาแรคเตอร์จีมินของเรื่องนี้มากๆแบบจริงๆก็ไม่มีอะไรให้ชอบนะ แต่ก็ชอบมากเลยค่ะ

ชอบไม่ชอบยังไงก็บอกกันได้ที่คอมเม้นด้านล่างหรือไม่ก็ในแท็ก #luvstoryoonmin ที่เดิมได้เลย

เป็นกำลังใจในการเขียนอีกครึ่งตอนที่เหลือด้วยนะคะ (ซึ่งกำลังจะทะลุเลขสองหมื่นแล้ว น้ำตา…) :)

 

ขอบคุณทุกๆคอมเม้นและแท็กดีๆจากในทวีตเสมอมาเลยค่ะ

 

รักเหมือนเดิม KOLEVF

  CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

2,912 ความคิดเห็น

  1. #2904 pnnx (@smilefinn12) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 11:59
    ชอบบ อ่านกี่รอบก็ไม่มีเบื่อเลยค่ะ
    #2904
    0
  2. #2831 VPALSLS (@fem0730) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 23:16
    เขินคุณซาตานมากกกกกกก -///-
    #2831
    0
  3. #2813 EntOo (@EntOo) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 02:09
    โอ้โห สนุกมากอะ เนื้อเรื่องน่าสนใจมากๆเลย
    #2813
    0
  4. #2631 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 13:18
    55555 ล่อลวงงงง
    #2631
    0
  5. #2248 หมีพู. (@budble-deer) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 13:13
    เอ็นดูจ้าวปีศาจจังเลยค่ะ55555 จีมินก็น่ารักดี เราชอบเหมือนกัน
    #2248
    0
  6. #2063 AUGUST-P (@twangmanao) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 13:34
    เอ็นดูคุณซานตานตินไปซุปเปอร์จังเลยค่ะฮื่ออออ น่ารั้กกกกกกกกกก เอ็นดูงะ5555555555555 ถามนู้นถามนี่เหมือนเด็กเลยนะคะแง้ เขินนน หัวใจบางงงง จะล่อลวงน้องเขาเหรอคนบ้าาา
    #2063
    0
  7. #2021 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 17:10
    น่าร้ากกกกกกกกก คุณซาตานน่ารักอ่ะ 5555
    ชอบตอนที่บอกจีมินว่าอย่าตกใจ คือเรื่องแบบนี้มันห้ามกันได้ด้วยหรอ 5555
    คุณซาตานในเรื่องนี้ดูน่ารีกมากๆเลยล่ะ เหมือนจีมินเลี้ยงลูกเลย 555
    ส่วนจีมินก็เป็นคาแรคเตอร์หนึ่งที่ จะเรียกว่าไงดีล่ะ ดี? ไม่ใช่สิ แปลก? อาจจะใช่ หรือจะเรียกว่าน่าสนใจก็ได้ แต่จีมินจะเป็นยังไงก็ยังคงน่ารักในสายตาเราเสมอแหละ 555555
    #2021
    0
  8. #1960 มีฟา (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 00:20
    ดีอะ ดีมากๆเลยด้วย ฮาครบรส คอเมดี้สุดๆ ชอบจนไม่รุ้จะบอกยังไงแยากขอพ่อแต่งกับฟิคเรื่องนี้(?) ดีต่อใจอ่าาาา เริ่มอยากได้ฟิคเป็นเล่มๆมาบูชาแบ้ว หาตังยังไงดียยย์ //ขอท่านยุนกิจะได้มั้ย ข้าว้อนตังมันนี่ๆไ
    #1960
    0
  9. #1923 MaylodyMin (@Maylody--MKC_TH) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 15:36
    กรี๊ดดดดดดด!! คือมันดีมากกกกกกกก อ่านแล้วหัวใจพองโตอ่าาา คุณยุนกินี่คือเป็นซาตานที่ต้องยอมรับว่านางโง่มากกว่าเลว555 อ่อนต่อโลกอะไรเบอร์นี้คะคุณ?!?555 ส่วนน้องจีมคือน่ารักอ่ะ ถึงจะเอือมคุณยุนกิแต่น้องก็พยายามใจเย็นแล้วอธิบายทุกอย่างที่คุณซาตานเขาสงสัย ซึ่งนางก็สงสัยทุกอย่าง รวมไปถึงถุงยางอนามัย55555
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วโรแมนซ์+คอมเมดี้ไปในเรื่องเดี๋ยวกัน อ่านสบายดีด้วย ไม่ดร่ามา ชอบบบ สนุกมากค่ะคุณ
    #1923
    0
  10. #1835 _meunonswxgd9 (@non-thug) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2560 / 23:33
    ทำไมเราเขิน -///- คือเอ็นดูกับคำถามว่าอันนี้อะไรเหรอ คืออะไรเหรอมากๆ จีมินก็ใจเย็นอธิบายให้ฟัง คือเรื่องยาวแบบจุใจมาก อ่านไปยิ้มไป อ่านไปเขินไป มีแอบขำด้วย แหมบอสร้ายนะเราล่อลวงมนุษย์เหรอ คือไรท์เขียนดีมากเราคิดภาพตามแล้วแบยเฮ้ย เจ๋ง ชอบภาษาสำนวนมากค่ะ เอาใจไปเลยยยย~
    #1835
    0
  11. #1810 พี่สาวบอสปีศาจ (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 11:43
    ขอบบอสปีศาจกับน้องจีมินในเรื่องนี้มากๆเหมือนกันค่ะ คิดภาพตามแล้วแบบ อร้าายยยมดีต่อใจสุดๆ

    ไรท์เตอร์แต่งดีมากค่าาา อ่านแล้วไม่ผิดหวังเลยสักเรื่อง รอติดตามผลงานของไรท์ต่อไปนะคะ สู้ๆค่าา❤
    #1810
    0
  12. #1806 bubibu (@bubibu) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 15:23
    แงงงงง สนุกมากกกๆๆๆ ปีศาจโง่เง่า ไม่เคนเดินซุปเปอร์ โครตน่ารักเลยยยยยย 555555555 ใช้เงินเป็นน้ำ เพราะพี่รวย 55555 ชอบจังงงง เป็นการเล่าเรื่องนรกสวรรค์ที่สนุกมากๆเลยค่า
    #1806
    0
  13. #1803 bmlp'll (@bamlit20612) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 00:34
    ชอบบบบอเดกร้ดดดดดดดดดด
    #1803
    0
  14. #1799 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 06:20
    แอร๊ยยยยยยยคุณซาตานอยากรู้อยากเห็นทุกอย่างเลยเหมือนเด็กกำลังโตงี้
    จีมินเป็นคนดีมากอ่ะ ละดวงตาสีทองนี่นึกภาพตามละแบบต้องสวยมากแน่
    ละนี่คุณซาตานจะล่อลวงอะไรคะ
    #1799
    0
  15. #1797 llookpadwu (@0810113721) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 18:03
    ชอบมากกกกกกกเลยค่ะ!!! อ่านแล้วอินเหมือนไปอยู่กับจีมินด้วยเลย ชอบคาแรคเตอร์ของคุณยุนกิที่จะตลกก็ไม่ตลก จะหล่อก็ไม่หล่อ ดูสบายๆไม่เข้มมาก เป็นซาตานที่โง่มากกว่าเลวค่ะ ชอบคุณยุนกิเอ๋อๆ อ่อนต่อโลกมากๆค่า55555 แล้วก็ชอบน้องจีมที่ดูเด็กใสซื่อ บริสุทธิ์ ยิ่งเป็นเด็กในโบสถ์ด้วยแล้วยิ่งชอบบบ การบรรยายก็สบายๆ ไม่ดราม่าเกินไป ไม่คอมเมดี้เกินไป ไม่ปรัชญาเกินไป คือมันลงตัว ดูดีมากกกกก อ่านแล้วมีความสุขมากกกกกกกกกก
    #1797
    0
  16. #1793 _ipchdsl (@kidnaper) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 13:43
    กรี๊ดดดดดดดดด ฮือ มันดีมาก อ่านไปยิ้มไป ชอบกลิ่นอายในเรื่องมาก มันดูแฟนตาซีแต่ก็ไม่แฟนตาซี ดูแปลกใหม่ดี ชอบความเด๋อของยุนกิ แต่ช่วงท้ายตอนนี่ร้ายกาจนักเชียว ล่อลวงลูกเราได้กร๊าวใจมาก 5555555555
    #1793
    0
  17. #1789 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 01:57
    โง้ยยย ชอบมากเลยค่ะความแฟนตาซีนี้ มันไม่ได้มีให้อ่านบ่อยๆ อะ ฮือออ ชอบคุณกิมาก แลดูมึนงงกับชีวิตเหลือเกิน มาเสกเงินให้หนูบ้างได้ไหมคะ 5555 จีมินก็ดูจะเป็นเด็กดี น่ารักมากๆ เลยค่ะ โง้ยยย ช๊อบบบย
    #1789
    0
  18. #1785 Maysquidz (@piemintza) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 00:26
    ชอบจังงงง เจ้าจีมคือเป็นเด็กดีมากๆๆๆ คือถึงแม้จะต้องการใช้เงินแต่ก็ไม่ได้อยากได้มันแบบฟรีๆ ตอนที่ซาตานพักในโบสถ์นี่โคตรตลกร้าย ขำอ่อน555555555555555555 มันตลกหลายจุดมากค่ะ แต่พีคสุดคงยกให้นี่ พ่อซาตานคนเก่งฉกาจและรวยมากพอลงมาอยู่โลกมนุษย์นี่กลายเป็นคนเด๋อไปเลย เหมือนเด็กที่เจ้าจีมต้องคอยดูแล55555555 ละชอบตอนจับเขา คิ เห็นเขาชอบชื่นชมก็ไม่โกรธเลยเนอะ~
    #1785
    0
  19. วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 22:47
    คือ จีมินเป็นมนุษย์เดินดิน เป็นเด็กดี แถมยังจิตใจบริสุทธิ์ เจอจ้าวปีศาจที่เพิ่งเคยมาโลกมนุษย์ จีมินกลายเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตเก่งกว่ายุนกิซะงั้น โอ๊ย น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกก
    เป็นซาตานที่น่ารักมากกกกกกกก 5555555 จีมินกลายเป็นคนขี้บ่น พูดมาก ต้องอธิบายอะไรเยอะแยะไปหมด น่ารักมากเลยค่ะ รู้สึกถึงพาร์ทออม่าของน้อง 555555555 ชอบมากเลยค่ะ
    เป็นนรก สวรรค์ยุคโมเดิร์นไปเลย แต่พูดถึงตอนจับฉลากแล้วขำก๊ากเลยค่ะ แบบว่า อะไรว้าาา โฮซอกนี่ซวยสุดทั้งในฟิคทั้งในชีวิตจริงเหรอเนี่ย 55555
    #1779
    0
  20. #1772 queen s (@nwoum) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 21:10
    โอ้ย เราชอบมากเลยค่ะ มันแปลกใหม่ ภาษาก็สวย อ่านลื่น ดีไปหมดเลยอะ ;____________;  เราชอบที่เห็นภาพจีมินดูซื่อๆ คอยห้ามยุนกิทำนู่นนี่ ตื่นเต้นกับความเป็นปีศาจ จับเขาเหมือนเด็ก ยุนกิก็เหมือนกัน รู้เลยนะคะว่าแอบร้าย จะล่อลวงจีมินแบบไหนนะ ฮือ TT___TT สนุกมากๆเลยค่ะ ภาษาอ่านงายด้วย เห็นภาพดีเลย รู้ตัวอีกทีก็อ่านจบตอนวะแล้ว ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ สู้ๆค่ะ ติดตามรอตอนต่อไป!
    #1772
    0
  21. #1760 โดรุ (@DORU) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 18:59
    อ่านเพลินมากเลยค่ะ ชอบที่จินตนาการเรื่องนรกสวรรค์ออกมาเป็นแบบนี้ ให้ความรู้สึกแปลกใหม่มากเลยค่ะ 5555555
    ตอนช็อตที่คุณจ้าวปีศาจตื่นมาแล้วเริ่มเอะใจว่าอ้าว ชิบหาย ตัวเองอยู่ในโบสถ์นี่หลุดขำเลย โอย คงเป็นรสชาติที่บอกไม่ถูกที่เป็นซาตานประสาอะไรมาโผล่ในโบสถ์เฉย 5555555
    ฮือ รู้สึกชอบคาแรคเตอร์จีมินในเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ หลงรักน้องที่รักซิสเตอร์สุดใจ มีความขยันอุตสาหะ เอ็นดูตอนน้องอยากไปโรงเรียน อยากมีเพื่อน แต่ก็คอยเตือนตัวเองว่าไม่ได้นะต้องทำงาน ละตอนน้องสงสัยนู่นนี่นี่น่ารักสุด งือออ อยากกลายร่างเป็นซาตานละออกไปล่อลวงน้องเลยค่ะ น่ารักเกิ๊น 5555
    โดยรวมละชอบมากจริงๆค่ะ ตอนแรกอ่านหัวเรื่องด้านบนละกลัวดราม่าจับใจ อ่านไปแล้วค่อยยังหายใจโล่งหน่อยค่ะ 5555
    #1760
    0
  22. #1759 wyname (@mkr-cha) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 18:54
    ขำ5555555 น่ารักมากเลยค่ะ พี่ยุนกิเหมือนจะเด๋อๆ(?)แต่น่ารักมากเลย ฮืออ เรื่องอื่นส่วนใหญ่พี่ยุนกิเหมือนจะแมนๆแบบแบดบอยหล่อเลว อันนี้เด๋อๆน่ารักมากเลยอะ;;;;;;;;;; นึกภาพตามได้ชัดมากเลยค่ะ หน้าพี่เวลาง่วงๆมึนๆเมาๆ(?) จีมินอาเด็กดี;; ระวังตัวหน่อยลูก จะถูกคุณซาตานล่อลวงแล้ววว /ภาษาดีเหมือนเดิม เรื่องนี้ฟลัฟมากค่ะ ชอบ น่ารัก;//;
    #1759
    0
  23. #1753 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 18:04
    เป็นตอนที่ครบรสมากๆ ทั้งขำทั้งเขิน ชอบมากอ่ะ ฮือออออ
    #1753
    0
  24. #1745 lazuliite (@lazuliite) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 17:28
    ก่อนอื่นฟิคไม่บาปแต่คนบาปคือเราเองค่า เย้ เม้นไม่ติดมาสองรอบแล้วค่า ทำไมคะพระเจ้าลงโทษหรออออ5555555555555 เอาจริงว่ามันเหนือความคาดหมายเรามาก หนึ่งเพราะโจทย์วีคนี้และสองเพราะเป็นฟิคของน้อง55555 ตอนเห็นว่าเอออเกี่ยวกับศาสนาอีกแล้วคิดว่ายังไงก็ดาร์กแน่ๆ ผิดคาดมาก ขอเรียกว่ามีแต่ความฟลัฟเต็มไปหมดแม้จะไม่ฟลัฟจ๋าแต่มันดีกับใจเหลือเกิน ตลกด้วยขำตลอดเลย น้องเปลี่ยนแนวหรอคะ แต่แดทส์โนโนเราสัมผัสได้ว่าพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวในตอนที่สอง มาแน่นอน ระแวงมาก! เรื่องนี้นจีมเป็นนางฟ้าอีกแล้ว ร้องไห้ คนจิตใจบางกับนจีมแบบเราจะทำอะไรได้นอกจากอ่านและยิ้มตาม แง แต่หนูคนสู้ชีวิตมาก เด็กดี คนดี หนูจะต้องมีความสุตลอดไปพิยุนกิมาช่วยหนูแล้วกรี๊ดดดก ช่วยมั้ยนะ555555 ชอบพิมากเป็นซาตานปีศาจที่หล่อมากและตลกที่สุดในโลก แอ๊บเป็นเจ้าหนูจำไมรึป่าวถามไม่หยุดเลย แต่เกียสนิสัยรวยๆอะ จ้าพ่อคนรวย แต่ถ้าพิไม่หล่อไม่รวยเหมือนไม่ใช่ฟิคน้องเลยค่ะ ซึ่งเราชอบนะที่หวีดๆมาเนี่ย5555 ตอนนจีมถามนู่นนี่ให้พิตอบมันน่ารักมากกนกากสหวหนกสก ใจชั้น เดี๋ยวตอนหน้ารู้กันเลยนะคะว่าฟิคกับคนแบบเราอะไรจะบาปกว่ากัน พิจะล่อลวงจีมยังไงหรอคร๊ะะะะะะะ แค่เกยตักมันไม่พอออออออ แต่เรามั่นใจว่าไม่ทำดาแน่นอนเอาความฟลัฟมาหลอกกันแน่ๆ!
    #1745
    1
    • #1745-1 lazuliite (@lazuliite) (จากตอนที่ 51)
      21 พฤษภาคม 2560 / 17:29
      แงลืม จะบอกว่าชอบมากๆๆๆๆๆชอบชอบชอบบบบยยยยยยยบบบ ประทับใจอะ เดี๋ยวตอนสองคืนนี้รู้กันอีกจะแหกไม่แหก5555555
      #1745-1
  25. #1738 SSbts2 (@SSbts2) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 16:20
    น่ารักกรุบกริบจังเลย เปิดเรื่องมาเหมือนจะดาร์กนะ แต่อ่านไปอ่านมาก็อมยิ้มกับความมุ้งมิ้งไม่ประสีประสาของซาตาน55555

    รออีกครึ่งที่เหลืออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ ขอให้สู้นะคะ ฮึบๆ (>////<)v

    อ้อ! คาเแรคเตอร์เรื่องนี้น่าสนใจมากๆเลยค่ะ ^O^
    #1738
    0