(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 38 : 22 : loving you keeps me alive 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,585
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    17 ม.ค. 60



Title: Loving you keeps me alive 4

Fandom: 방탄소년단 /BTS

Relationship: 슈짐 /yoonmin ( yoongi x jimin )

Genre: Alternative Universe/FANTASY, Horror, Thriller, Light angst, Romantic

Rate: G

Word: ?

Note: Love and the collapse fortress or… someone who still believe in love and another one who’s not

Note2: ความรักกับซากประหักพังที่ล่มสลาย

Note3: (supposed to be) Halloween project 2016 


Special Remark: สำหรับเรื่องนี้เป็นโปรเจคร่วมกับ writer เคเคไลน์ / twitter @kkline93  เนื้อหามีความสัมพันธ์กันกับเรื่อง Bloody Resonance สามารถอ่านแยกกันได้แต่แนะนำให้อ่านเพื่ออรรถรสนะคะ อ่านได้ที่ >> LINK <<


**ตอนนี้กำลังเปิดเล่นเกมส์แจกของนะคะ ไปเล่นกันได้ตาม ลิ้ง  นี้เลยค่า





4



‘ในใจของหญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเถากุหลาบทิ่มแทงเมื่อเธอค้นพบความลับแพรวพราวซึ่งถูกซุกซ่อน หากจนถึงตอนนี้หล่อนก็ไม่ได้นึกรังเกียจเมื่อรู้ว่าเจ้าของคฤหาสน์แสนสวยซึ่งคอยดูแลให้ความช่วยเหลือเธออย่างดีมาที่จริงแล้วเป็นเพียงการล่อหลอกเพื่อให้เธอตายใจ เจ้าปีศาจตัวร้าย ความรักทั้งหมดที่หล่อนมีให้เขาเปรียบเสมือนพลังงานชั้นดีซึ่งมันดูดกลืน ไหลเวียนในร่างต่างเลือด ที่จริงแล้วหล่อนเป็นเพียงอาหาร อาหารแห่งชีวิตของเจ้าปีศาจนั่นเอง’


หลังจากดำดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์หลากหลาย จีมินไม่แน่ใจว่าทำไมจนถึงตอนนี้ตัวเขาถึงเลิกฟูมฟาย เหมือนเจ้าปีศาจตนอื่นๆเองก็คงจะรู้ว่าจีมินไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยจึงไม่ได้เข้ามารบกวนเขานอกจากเรื่องจำเป็น มันไม่น่าดูเท่าไรเมื่อคิดถึงว่าคนที่เอาอาหารมาให้คุณกินทุกวันที่จริงแล้วสุดท้ายคุณนั่นละที่เป็นอาหารของเขา


อยู่คนเดียวมาจนถึงตอนนี้ เหมือนเขาคิดได้แล้วว่าถึงอย่างไรก็คงไม่มีหนทางรอด


แกร็ก


จีมินเงยหน้าด้วยสัญชาตญาณแต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่เขาต้องการพบเจอ


“คุณจองกุก?”


จองกุกมีสีหน้าว้าวุ่นใจเมื่อเห็นเขา จีมินรู้และเข้าใจดีถึงความน่าอึดอัดใจระหว่าง ‘นักล่า’ กับ ‘เหยื่อ’ เมื่อจองกุกไม่ได้ถูกพันธนาการและสามารถไปไหนมาไหนได้เองตามใจชอบ ย่อมหมายความว่าเขาเองก็ ‘เป็น’ อย่างเดียวกับคนอื่นๆในคฤหาสถ์หลังนี้


“คือ... ผม... คิดว่าคุณจีมินคงจะเหงา”


ระหว่างความกลัวกับความเหงาจีมินไม่แน่ใจว่าในตอนนี้ควรจะรู้สึกอย่างไรมากกว่ากัน เมื่อก่อนเขาสามารถเดินไปไหนมาไหนก็ได้ แน่ละ! หากไม่สามารถไปไหนได้อย่างอิสระก็คงจะน่าสงสัยมากอย่างแน่นอน


“ครับ คุณจองกุกมาอยู่เป็นเพื่อนผมเหรอครับ”


“ถ้าคุณจีมินไม่รังเกียจ”


จีมินไม่สามารถเดาใจได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร จองกุกนั่งลงที่ข้างเตียง เว้นระยะห่างพอสมควร


“คุณจองกุกมีอะไรจะถามผมรึเปล่าครับ”


จองกุกขมวดคิ้ว จีมินรู้ดีว่ามันเป็นคำในใจซึ่งในตอนนั้นจองกุกไม่ได้พูดมันออกมา


“คุณจีมิน... ไม่โกรธแค้นบ้างเหรอครับ”


“ถ้าบอกว่าไม่โกรธเลยก็คงเป็นเรื่องโกหกครับ แต่ที่โกรธมากคงจะเพราะผมเองนี่ละที่หลงเชื่อจดหมายนั่น ที่จริงคนเราไม่ควรเชื่ออะไรง่ายดายอย่างนั้น” เขาน่ะ... ผ่านจุดนั้นมาแล้ว


จดหมายที่นัมจุนส่งออกไป แล้วส่งคุณหมอให้มา ‘ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ’ อย่างนั้นละ ใครจะเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนที่รักษาแผลให้กับคุณเป็นคนเดียวกับที่ทำให้คุณเกือบตาย คนที่ทำให้คุณรอดชีวิตในตอนนั้นเป็นคนเดียวกับที่กำลังจะคร่าเอาชีวิตของคุณในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


“กับฮยอง...คุณจีมิน...”


“ยังไม่ได้คุยกันเลยครับ”


ใช่แล้ว ตั้งแต่ถูกควบคุมตัวเพราะดันเผลอไปรู้ความจริงนั่น คุณหมอไม่เคยมาหาเขาอีกเลย ไม่รู้เพราะว่าอะไรเหมือนกัน เพราะไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดูแลเขาแล้ว? หรือเพราะกลัวการเจอหน้า ละอาย? คาดว่าจะเป็นอย่างแรก คุณหมอเป็นคนบอกเองว่าไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ ที่ทำไปก็คงเพราะ...


“ทะ... ที่จริงฮยองเป็นห่วงคุณจีมินมากเลยนะครับ!” 


จีมินเลิกคิ้ว “คุณหมอเป็นคนบอกให้คุณจองกุกมาหาผมอย่างนั้นเหรอครับ”


จองกุกสั่นหัวไปมา “ที่จริงผมมีคำถาม ที่เราเคยคุยกันตอนนั้น... คุณจีมินบอกว่าที่นี่น่าอยู่เพราะว่าฮยอง... จนถึงตอนนี้แล้ว... คุณจีมินยังคิดอย่างนั้นอยู่มั้ยครับ”


/   “คือ... คุณจองกุกไม่คิดบ้างเหรอครับว่าถ้าได้อยู่ด้วยกันกับคนที่รักในที่แบบนี้ ไม่ต้องไปเจอความวุ่นวายในเมือง กลางวันก็นอนมองฟ้า กลางคืนนอนดูดาว ออกจะเป็นชีวิตที่น่าใฝ่ฝันจะตาย”


“ถ้าคุณรู้ว่าที่จริงแล้วฮยองเป็นยังไง... คุณอาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็ได้นะครับ”


“ทำไมเหรอครับ?”


“ผมหมายถึง ไม่ใช่ว่าฮยองเป็นคนไม่ดีหรือว่าอะไรหรอก แค่... บางทีคนเราก็ไม่ได้แสดงออกทุกอย่างอย่างที่เราคิดไม่ใช่เหรอครับ”


“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าถึงตอนนั้นแล้วจะรู้สึกยังไง ก็มันเป็นเรื่องที่ยังไม่มาถึงนี่ รู้แค่ว่าตอนนี้... ผมชอบคุณหมอที่เป็นแบบนี้ครับ”  /



“คุณจองกุกคงจะสงสัยว่าผมในตอนนี้ที่รู้ความจริงแล้วยังจะรู้สึกอย่างเดิมกับคุณหมออยู่รึเปล่า ใช่มั้ยครับ?”



เมื่อจองกุกพยักหน้า จีมินถึงเริ่มเล่าความรู้สึกของตัวเอง เมื่อกักขังไร้อิสรภาพ เมื่อรู้ตัวว่าคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดออกไปจากที่แห่งนี้ เป็นช่วงเวลาที่คนเราเริ่มคิดถึงสิ่งต่างๆที่เคยทำ และความรู้สึกเสียดายหลายอย่างก็เริ่มแผ่ซ่าน ที่จริงแล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ก็เหมือนมนุษย์เองที่คร่าเอาชีวิตของสัตว์มาเป็นอาหาร เพียงแต่จีมินไม่ได้คุ้ยเคยกับการที่ตัวเองจะต้องเป็นอาหาร


“คุณจองกุกจะไม่เชื่อก็ได้นะครับ แต่ผมยังขอยืนยันว่าผมรู้สึกเหมือนเดิม”


“คุณหมอ... ที่จริงแล้วเป็นคนที่ซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองมาก ผมเคยสงสัยว่าทำไมคุณหมอมักจะพูดว่าตัวเองแก่แล้วอยู่เสมอ ก็เพราะว่าเป็นแวมไพร์นี่เอง อายุก็คงจะเยอะกว่าผมหลายร้อยปี ผมเคยถาม แต่คุณหมอก็ไม่เคยโกหก อะไรที่พูดได้ก็จะตอบ อะไรที่ตอบไม่ได้ก็จะเงียบ


ผมรู้สึกตกใจเหมือนกันตอนที่รู้ว่าถูกหลอกให้เข้ามาเป็นอาหารให้กับพวกคุณ​แต่สุดท้ายแล้วผมก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี ผมนั่งคิดและทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ผมไม่รู้หรอกว่ามันใช่ความรักรึเปล่า แต่ผมภาวนาให้มันเป็นความรัก เพราะผมไม่เคยรักใครเลย อาจจะฟังดูเหมือนไม่จริง แต่ผมยังอยากลองรักใครสักคนก่อนที่จะตาย  ซึ่งไอ้ความรู้สึกแบบนั้น ดันเกิดขึ้นกับคุณหมอ คุณจองกุกเอง ถ้าได้มีโอกาสได้เจอกับคนคนนั้นของคุณจองกุก ก็อย่าปล่อยให้เขาหนีไปอีกนะครับ การได้อยู่กับคนที่เรารักที่จริงเป็นเรื่องที่วิเศษมากเลย”


“ชอบทำอะไรเหมือนคนแก่ พูดน้อยแต่ก็เอาใจใส่แล้วก็มือเบาเวลาทำแผล ชอบฟังเพลงคลาสสิค ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันผม คนที่ไม่ศรัทธาความรักแล้วก็กล้าที่จะบอกออกมาตรงๆ... คุณจองกุกไม่คิดว่าคนแบบนี้มีเสน่ห์บ้างเหรอครับ?”


จีมินคิดว่าจองกุกคงจะรู้สึกว่าเขาบ้าไปแล้ว


ที่จริงเขาก็คงบ้าไปแล้วนั่นละ



“ผมน่ะ... ถ้าคุณจองกุกเห็นใจคนกำลังจะตายอย่างผม อยากจะเจอคุณหมออีกสักครั้งก่อนตายละครับ”



—————



‘หญิงสาวรู้ดีกว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขัดขืน คฤหาสน์สวยงามแต่ไร้หนทางออก ความตายคืบคลานเข้าใกล้อย่างเงามืดในช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก แสงสว่างริบหรี่ลงราวกับเทียนไขละลาย ทีละเล็ก ทีละน้อย หัวใจ ความรัก ทุกอย่างล้วนถูกกัดกร่อน ทว่าไม่รู้ทำไม ความหวังถึงยังคงอยู่’



ผ่านไปถึงสามวันเต็มๆกว่าคนที่เขาอยากเจอที่สุดถึงได้เปิดประตูเข้ามา คุณหมอมินในชุดกาวน์สีขาวสะอาด พอมองถึงผิวพรรณขาวผุดผ่องถึงคิดได้ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงขาวกว่าลูกคุณหนูในเมืองหลวง ก็คงเพราะพันธุกรรมทางเผ่าพันธุ์นี่เอง


ทำไมเขาถึงยังใช้คำว่าพันธุกรรมกับผีดูดเลือดได้อีกนะ


“คุณหมอหายไปนานเลย งานยุ่งเหรอครับ” เขานั่งอ่านหนังสือบนเตียง ขาเหยียดขาวพาดกับปลายเตียงให้สายโซ่ไม่พันเกะกะ มันยาวมากพอจะพาเข้าไปทำธุระในห้องน้ำ หรือเดินเล่นไปมาในห้อง แต่ไม่ยาวพอจะไปถึงประตู ตรวนถูกผูกไว้กับเสาด้านหนึ่งจากสีเสาของเตียงกว้าง คุณหมอเดินมานั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง เป็นครั้งแรกที่นัยน์ตาคู่นั้นฉายความสับสนไม่สงบนิ่งเหมือนอย่างเคย คาดว่าความรู้สึกของเขาคงจะถูกเปิดเผยแล้วเป็นแน่


“คุณไม่กลัว?”


“กลัวสิครับ ทำไมจะไม่กลัว” 


“แต่คุณดูไม่กลัว”


“คุณหมอไม่รู้หรอกว่าผมนอนไม่หลับมาสามคืนแล้ว” ทุกครั้งที่พยายามจะหลับตา ภาพตัวเองถูกแขวนเชือดเหมือนหมู เลือดทั้งร่างถูกแจกจ่ายเหมือนค็อกเทลในงานเลี้ยงสังสรรค์ ผู้คนชื่นชมยินดีในการ ‘ตาย’ ของเขา ถูกกัดจนจมเขี้ยวไม่ก็ถูกสายตาสีแดงกระหายเลือดจดจ้องมันทำให้เขารู้สึกกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก แต่พอคิดแล้วคิดอีก กลัวแล้วกลัวอีก ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเขานั้นอยู่ในอารมณ์ของคนที่ปลงแล้วหรือว่ากลัวจนทำอะไรไม่ถูก


“ผมมองไม่เห็นความกลัวในดวงตาของคุณ”


“คุณหมอมองผิดไปแล้ว ที่จริงผมกลัวมาก...”


ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ใครเล่าจะไม่กลัวตาย ทั้งที่ทุกคนต่างรู้ว่าต้องตาย แต่ก็ยังกลัว ที่กลัวเพราะว่าไม่รู้ว่าตายแล้วไปที่ไหน นรก สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ ตายแล้วคนที่เรารักจะอยู่ต่อไปอย่างไร กลัวเพราะยังไม่ได้อยากทำในสิ่งที่อยากทำ กลัวเพราะยังไม่ได้ทำในสิ่งที่ฝัน กลัวเพราะความตายนั้นหลายคนว่าเจ็บปวดรวดร้าว กลัวเพราะความตายคือสิ่งที่ไม่มีเคยมีใครมาเล่าต่อว่ามันเป็นไปอย่างไร


กลัวเพราะไม่รู้


ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้


“เราเลิกพูดกันเรื่องความกลัวเถอะ คุณหมอเคยบอกว่าคุณหมอแก่มาก ตอนนั้นผมไม่เชื่อแต่กลายเป็นว่าคุณเป็นคนแก่มากแล้วจริงๆ” แก่กว่าเขาหลายร้อย ไม่ก็หลายพันปี “คุณหมออายุเท่าไรเหรอครับ”


“ผมเลิกนับอายุตัวเองไปนานแล้ว แต่คิดว่านัมจุนคงจะรู้” หากปาร์ค จีมินเลือกที่จะทำตัวปกติ เขาเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้มันไม่ปกติ


“แล้วมนุษย์หมาป่า นางเงือก แฟรี่อะไรพวกนี้มีจริงรึเปล่าครับ” เขาถามต่อ อยากไขข้อข้องใจทั้งหมดที่มี


“มีอยู่จริง... แต่พวกที่คุณพูดมาเป็นพวกรักสันโดษ ขนาดผมเองก็ยังไม่เคยเจอหรอก ผมเคยเจอหมาป่ามาบ้างแต่นั่นก็นานมาแล้ว คุณอยากให้ผมมาหา... เพราะอยากถามเรื่องเหล่านี้เหรอครับ”


“ผมอยากรู้เรื่องของคุณหมอ”


“เรื่องของผม?”


“หมายถึงคุณหมอเป็นแวมไพร์มาตั้งแต่เกิดเลยรึเปล่า ถ้าใช่แล้วโลกเราเมื่อก่อนมันเป็นยังไงบ้าง สงครามที่คนปาระเบิดใส่กันตูมๆคุณหมอได้เห็นกับตามั้ย พระเจ้าผมมีคำถามมากมายเต็มไปหมดที่อยากจะรู้”


“คุณอยากจะรู้ไปทำไม”


“ก็แค่อยากรู้”


สำหรับจีมินไอ้เรื่องที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปคงเป็นได้แค่ความฝันล้มๆแล้งๆ ทว่าหลายอย่างที่อยู่ในจินตนาการในวัยเด็กของเขา คนที่ให้คำตอบได้ก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว หากเป็นไปได้ก็อยากที่จะรู้มันก่อนตายให้ไม่มีอะไรคาใจ


“ตั้งแต่ตอนที่แม่ผมหย่ากับพ่อ เธอก็ไม่เคยเล่านิทานอีกเลย ผมจำได้ว่าเป็นคุณครูที่โรงเรียนอนุบาลเปิดเทปให้ฟังตอนนอนกลางวัน ผมอยู่ฟังมันจนจบไม่เคยได้หลับเหมือนคนอื่นเขา พอกลับมาถามแม่ แม่ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ผมทำได้แค่จินตนาการคิดเกี่ยวกับมันต่อไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็มาเป็นนักเขียนแล้ว”


“ที่จริงแล้วผมเองก็เป็นแค่คนขี้เหงาคนนึง พอเหงามากๆก็เลยเขียนเรื่องราวเหล่านั้นออกมา”


หากให้เทียบกันแล้ว ความเหงามากมายไร้ที่สิ้นสุดของเขาคงเป็นเพียงแค่ลมหายใจครั้งหนึ่งของคนตรงหน้า จีมินนึกสงสัยว่าคุณหมอไม่เคยเหงาบ้างเลยเหรอที่จะต้องใช้ชีวิตอมตะนี้อย่างเดียวดาย ส่วนยุนกิมองคนตรงหน้าแล้วก็คิดว่าทำไมปาร์ค จีมิน ถึงได้ไม่เหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายในฐานะอาหาร


“คุณไม่นึกโกรธนึกเกลียดชังผมบ้างเหรอที่มอบชะตากรรมแบบนี้ให้คุณ”


“โกรธแล้วยังไง ชังแล้วอย่างไร ผมทำอะไรได้ สุดท้ายคุณหมอก็เป็นคนเดียวที่อยู่กับผม ทำแผลให้ผม แล้วก็พาผมไปเดินเล่น” จีมินจะไม่บอกว่าความเศร้าที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของเขาคืออะไร ความรู้สึกที่เหมือนกับน้ำตามันจะไหลก็ไม่ไหล แต่จะให้หัวเราะก็หัวเราะไม่ออก


“คุณหมอเองก็ทำเพื่อความอยู่รอด ส่วนผมก็แค่บังเอิญเป็นเสปคคนที่ตรงใจ ว่าแต่... ผมขอลองอะไรหน่อยได้มั้ยครับ”


คุณหมอเลิกคิ้วอย่างสงสัย แต่ก็ทำตามแต่โดยดีเมื่อคนที่นอนอยู่บนเตียงลุกขึ้นแล้วจูงเขาไปที่กระจกเงาบานยาวขนาดเท่าตัวคน ใช่... มันคือกระจก


เพราะเป็นผู้ชาย จีมินถึงได้มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย กระจกบานที่อยู่ตรงหน้าคือกระจกของจริง บานแรกและบานเดียวที่มีอยู่ของเมืองนี้


เพราะกระจกไม่สะท้อนเงาของผีดูดเลือด มันเลยกลายเป็นสิ่งสิ้นเปลืองไร้ประโยชน์


แผ่นหลังของคุณหมอชะงักเมื่อถูกโอบกอดจากที่ด้านหลัง ลมหายใจแผ่วเขารินกระทบเสื้อสีขาวของเขา ลมหายใจที่เขาไม่มี ดวงตาก้มลงมองอ้อมแขนซึ่งรัดอยู่ที่บั้นเอว เขาถูกดันให้ไปยืนอยู่ที่ตรงด้านหน้า แน่นอนว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาคือความว่างเปล่า คือปาร์คจีมินในท่าทางประหลาด


“ไม่สะท้อนเงาจริงๆด้วย”


สิ่งที่จีมินเห็นในกระจกคือตัวของเขาเอง สีผิวซีดลงคาดว่าเป็นเพราะสรรพคุณของแอปเปิ้ลวิเศษอะไรนั่น เขาอ้วนขึ้นนิดหน่อยเพราะไม่ได้ทำอะไรนอกจากกินๆนอนๆ เกือบลืมหน้าตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ


คุณหมอถอนหายใจเมื่อได้ยินประโยคนั้น มันก็เป็นแค่การพิสูจน์ข้อสันนิษฐานเหมือนเด็กๆ ทว่าอยู่ๆคนที่กำลังคิดนั่นคิดนี่ถึงได้พูดขึ้นมา


“คุณหมอ... ที่จริงแล้วผม...”


 ริมฝีปากเม้มราวกับจะชั่งใจ แล้วก็เอ่ยปากในสิ่งที่ไม่ได้อยากจะกล่าวแต่แรก 


“ตลอดวันที่เหลือ... คุณหมอช่วยอยู่กับผมได้มั้ยครับ อยู่คนเดียว...มันฟุ้งซ่านจริงๆเลย”


ยุนกิรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จีมินต้องการแต่แรก แต่เขาก็รับปาก


“ตกลง”


วันต่อมาพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนั่งเล่นคำถามกับคำตอบ ความสงสัยของจีมินมีมากมายเหลือเกินจนวันต่อมายุนกิตัดสินใจหยิบบันทึกการเดินทางของเขาวางลงโครมที่โต๊ะข้างเตียงของอีกฝ่าย เขาไม่เคยชินกับการถูกซัก และมันก็ประหลาดเหลือเกินเมื่อคนที่เขารู้ดี ว่ากำลังมีใจให้กับเขากลับไม่ตัดพ้อ หรือแม้แต่อ้อนวอนร้องขอชีวิต เขาต้องการเวลาที่จะขบคิดถึงปัญหาซึ่งไม่มีคำตอบในหนังสือ เพราะความรู้สึกไม่เคยมีใครให้คำตอบได้อย่างถูกต้อง เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย หากการอยู่ด้วยกันหมายถึงจีมินไม่อยากที่จะฟุ้งซ่าน งั้นก็ลองอ่านชีวิตของเขาฆ่าเวลาไปก็แล้วกัน อะไรที่เขารู้ หรืออะไรที่เขาตอบได้ก็ให้อีกฝ่ายเป็นคนหาคำตอบด้วยตัวเอง ส่วนเขานึกไม่อยากอยู่ใกล้ๆอีกฝ่าย จึงขอตัวไปทำงาน



8




ข้าพเจ้าเชื่อว่าข้าพเจ้ากำลังตามหาบางอย่าง


ข้าพเจ้าเคยถามนัมจุนว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถจดจำทุกความทรงจำในช่วงเวลาอันยาวนานอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ได้ นัมจุนบอกให้ข้าพเจ้าจดบันทึก 


มนุษย์มักจะคิดว่าผีดูดเลือดอย่างพวกเรามีพละกำลังและมันสมองที่เหนือชั้นกว่า ในเรื่องพละกำลังข้าพเจ้าไม่ขอเถียง เพราะหากเทียบสมัยแล้วสมัยที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ข้าพเจ้าเรียกได้ว่าค่อนข้างจะอ่อนแอทีเดียว


เคยเป็นมนุษย์


ในเรื่องมันสมองนั้นคิดดูแล้วไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ข่าวร่ำลือทั้งในบทละครร้อง หรือในงานเขียนค่อนข้างจะเปรียบเปรยเอาว่าผีดูดเลือดมีสติปัญญาที่ฉลาดกว่า พิเคราะห์ดูแล้วถึงเข้าใจ คงเป็นเพราะผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าอายุขัยของมนุษย์ ประสบ และ พบเจอหลากหลายสิ่งที่มากกว่าจึงรอบรู้หลายด้าน ปัญญานั้นท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าต้องใช้ระยะเวลาในการสะสม ไม่ใช่แค่อ่านเอาจากในตำรา แต่ต้องอาศัยประสบการณ์เข้าช่วย ผ่านวันและเวลาจึงจะพัฒนา ข้าพเจ้าอยากจะรู้ยิ่งนักว่ามนุษยชาติจะพัฒนาไปได้สักเท่าไรกัน


กลับมาที่เรื่องบันทึก ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่านัมจุนมีอายุเท่าไร แต่ดูจากบันทึกหลายสิบเล่มที่เขามี ซึ่งอาจจะมีอีกแต่เขาไม่ได้แสดงให้เห็น นัมจุนบอกว่าการจดบันทึกก็เป็นเหมือนการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง ใครจะรู้ว่าหลายร้อยปีต่อจากนี้เราอาจจะลืมแล้วว่าเราเป็นใคร มาจากหนแห่งใด ลืมแม้กระทั่งว่าเคยรักใคร การได้ย้อนกลับมาอ่านบันทึกก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง


ดังนั้นสิ่งแรกที่ข้าพเจ้าจะเริ่มจดบันทึกคือเรื่องของตนเอง


ข้าพเจ้าเป็นหมอ


ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวขุนนาง บิดารับราชการเป็นขุนนาง ส่วนมารดานับได้ว่าเป็นคุณหนูตระกูลเก่าแก่มีชื่อเสียง


ชีวิตของข้าพเจ้าไม่มีเรื่องราวผจญภัย เป็นเพียงชีวิตที่เรียบง่ายชีวิตหนึ่ง ร่ำเรียนเขียนอ่าน บางครั้งไปงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่งงานกับหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งบิดาเป็นคนจัดหา น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าลืมชื่อของนางไปเสียแล้วแต่จำได้ดีว่านางมีฝีมือการปักผ้าที่สวยงามเพียงใด 



จีมินเห็นผ้าผืนเก่าแก่สีซีดแผ่นหนึ่งถูกเย็บติดกับหน้ากระดาษ ผ้าลูกไม้เย็บปักด้วยดิ้นทองเป็นลายดอกไม้ที่เขาไม่รู้ว่ามันคือพันธุ์อะไร อาจจะเป็นดอกกุหลาบ? แม้จะสู้งานศิลปะประยุกต์ในสมัยปัจจุบันไม่ได้แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากเขาเป็นคนที่อยู่ในสมัยนั้นก็คงต้องทึ่งกับมัน


บางครั้งข้าพเจ้านึกอิจฉาพวกพ่อค้าที่ได้เดินทางหลากหลาย ทว่าหน้าที่ของข้าคือการรับบรรดาศักดิ์ขุนนางต่อจากบิดา ดังนั้นจึงไม่มีเวลาคิดเรื่องไร้สาระเหล่านั้น 


ต่อมาข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์อย่างที่ได้เขียนไว้ข้างต้น อาจารย์ของข้าเป็นแพทย์หลวงฝีมืออันดับต้นๆของพระราชวัง จะว่าไปการเรียนวิชารักษาผู้คนออกจะสนุกสนานกว่าวิชาการเมืองการปกครองมากเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากใช้เวลาสะสางราชการ ข้าจึงทำอาชีพเสริมด้วยการช่วยอาจารย์ตรวจสุขภาพของคนในพระราชวัง


ข้าพเจ้ากลายเป็นผีดูดเลือดได้อย่างไร?


เรื่องนี้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สุดคือนัมจุน

ครั้งแรกที่ได้พบนัมจุน อีกฝ่ายเป็นขุนนางจากดินแดนไกลโพ้นซึ่งเดินทางมาเป็นพันธมิตรสำคัญกับดินแดนที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ เรารู้จักกันผ่านงานเลี้ยงสังสรรค์ นัมจุนเป็นคนฉลาด เหนือไปกว่ามีหน้าตาที่ดี กิริยาท่าทางสุภาพเป็นมิตร ด้วยอายุที่พอใกล้เคียงกันทำให้เรานับถือกันเป็นสหายได้อย่างง่ายดาย ข้าพเจ้าชอบฟังเรื่องเล่าในขณะเดียวกันก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวต่างๆ


แต่นั่นไม่ใช่จุดที่สำคัญที่สุด ตัวแปรของเรื่องราวทุกอย่างคือ ‘เจ้าหญิง’ 


ข้าพเจ้าช่างเป็นคนที่มีความจำที่ไร้ประโยชน์ยิ่ง แน่นอนว่าที่เรียกว่า ‘เจ้าหญิง’ เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถจดจำชื่อของนางได้นั่นเอง กว่าจะนึกอยากจดบันทึกเวลาก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว เมื่อพยายามจะถามนัมจุนแต่นัมจุนกลับไม่ตอบ ข้าพเจ้าจึงเดาว่าการเอ่ยนามอาจจะทำให้นัมจุนรู้สึกเจ็บปวดเกินไป


ใช่แล้ว มันคือความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง 


ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามอย่างจริงจังด้วยมีภาระหน้าที่ของตนเอง ในขณะนั้นเกิดโรคฝีดาษระบาดขึ้นทั่วดินแดน ผู้คนล้มตาย แน่นอนว่าภรรยาของข้าพเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ส่วนข้าพเจ้าถูกเก็บตัวให้อยู่ในวังในฐานะหมอจึงไม่ได้ก้าวเท้าออกไปที่ไหน


รู้ตัวอีกที


โรคร้ายที่ว่าก็ระบาดเข้ามาถึงในวัง


เจ้าหญิงกลายเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายในที่สุด ไม่มีใครรู้ว่ามันมาได้อย่างไร อาจมากับทหาร หรือว่านางกำนัล อาจเป็นได้แม้กระทั่งแมวทรงเลี้ยง แต่ในที่สุดนางก็ล้มหมอนนอนเสื่อ เป็นไข้ขึ้นสูง ในตอนแรกข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมนัมจุนซึ่งไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อถึงไม่รีบเร่งเดินทางกลับไป แต่ยังคงรั้งรออยู่ที่นี่


จนกระทั่งข้าพเจ้าเห็นความรักล้ำลึกในดวงตาของนัมจุน


ทุกเช้านัมจุนจะตัดดอกกุหลาบที่สวยงามที่สุดในสวนมาปักที่แจกัน เมื่อนางกำนัลป่วยตายไปเกือบหมดและไม่มีใครกล้ารับใช้คนป่วยใกล้ตาย นัมจุนถึงเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด แม้จะดูผิดธรรมเนียมไปบ้างแต่ ณ เวลานั้นผู้ใดเล่าจะสนใจ? เวลาสายนัมจุนจะแปรงผมยาวสลวยนั้นและพร่ำบอกว่านางงดงามเพียงใด ผมสีดำดั่งจนนกกา ดวงตาสะท้อนดวงดาวที่สวยงามที่สุดกลุ่มหนึ่ง ผิวขาวดุจน้ำนม ชุดโปรดของนางคือชุดผ้าไม้ย้อมสีชมพูดอกกุหลาบ แม้ความสวยงามที่ว่าจะถูกพัดพาไปด้วยโรคร้ายจนแทบจำไม่ได้ แต่ยามที่หล่อนแย้มยิ้มอ่อนหวาน ข้าพเจ้ามองเห็นความรักลึกล้ำที่เกิดขึ้นทั้งจากริมฝีปากและดวงตาคู่งาม


ท่ามกลางความสิ้นหวัง ข้าพเจ้ากลับมองเห็นความรัก


ในที่สุดข้าพเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดโรคร้าย ทว่าความตายที่กำลังจะมาถึงกลับไม่ได้คุกคามข้าพเจ้าเท่าใดนักเมื่อครอบครัวได้ล่วงหน้าไปสู่โลกหลังความตายเสียก่อนแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกกลัว แต่ก็เพียงแค่กลัวอย่างปกติเท่านั้น


จนวันหนึ่งที่ถูกพิษไข้เล่นงาน ไม่มีใครคิดว่าข้าพเจ้าจะรอดเสียแล้ว แต่ข้าพเจ้ากลับรอด


ความเจ็บปวดรุนแรงครั้งหนึ่งจู่โจม เลือดในกายร้อนพล่านยิ่งกว่าน้ำเดือดในหม้อต้มยา จากนั้นข้าพเจ้าก็รู้ตัวว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว 


ผิวที่ขาวอยู่แล้วกลับขาวซีดลงกว่าเดิม ผื่นป้านน่ารังเกียจหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ความรู้สึกสดชื่นเหมือนเกิดใหม่ท่ามกลางภัยพิบัติให้ความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง


คนแรกที่ข้าพเจ้าเห็นคือนัมจุน


ข้าพเจ้าถามนัมจุนว่าสามารถรักษาโรคให้หายเป็นปลิดทิ้งได้อย่างไร นัมจุนไปตอบ แต่กลับโยนมนุษย์ร่างหนึ่งลงมาต่อหน้า ในตอนนั้นข้าพเจ้าถึงค้นพบว่าไม่สามารถควบคุมความกระหายอยากได้ ความหิวโหยขาดซึ่งสติเข้าครอบงำ รู้ตัวอีกครั้งหนึ่งคือร่างของคนผู้นั้นซึ่งไร้ชีวิต และมือคู่นี้ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด รสหวานหอมติดค้างอยู่ที่ริมฝีปาก กลิ่นเลือดที่เคยคาวจนอยากอาเจียนไม่ใช่เลือดอย่างเดิมที่เคยรู้จักมาตลอดชีวิต


ข้าพเจ้ากลายเป็นผีดูดเลือด


ส่วนนัมจุนคือผีดูดเลือดที่เปลี่ยนข้าพเจ้า


นัมจุนให้เหตุผลว่าเขาเองไม่อยากทำเช่นนี้เลยทั้งยังขอโทษข้าพเจ้าจากใจจริง แต่เพราะข้าพเจ้าคือหมอคนสุดท้ายซึ่งยังสามารถรักษาชีวิตเจ้าหญิงได้ อา... นางยังไม่ตาย แต่ก็คงใกล้เต็มทน ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมนัมจุนถึงไม่เปลี่ยนนางให้เป็นผีดูดเลือดอย่างที่เปลี่ยนข้าพเจ้า


เพราะนางไม่ยินยอม


นัมจุนบอกว่ามันน่าเหลือเชื่อเหลือเกินทั้งที่นางรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแต่กลับไม่หวาดกลัวเขาเหมือนอย่างคนอื่น แต่นางไม่ยินยอมถูกเปลี่ยน ให้เหตุผลว่าดอกไม้หนึ่งดอกย่อมมีวันโรยรา นางได้ผลิดอกแย้มบานอย่างสวยงามที่สุดแล้วและยินดีที่จะตาย นัมจุนจึงเปลี่ยนข้าพเจ้าด้วยความหวังว่ามันจะมีหนทางใดที่ซุกซ่อนอยู่


เราสองคนพยายามประคับประคองลมหายใจนั้นอย่างสุดความสามารถ


แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัดของมัน นกที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจึงตกลงกลางท้องทะเลในที่สุด


ชีวิตอันยาวนานจึงเริ่มต้นหลังจากนั้น


ข้าพเจ้านึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมนัมจุนถึงทำตามความปราถนาของเจ้าหญิง ที่จริงแล้วแค่เปลี่ยนนางให้เป็นผีดูดเลือดแค่เท่านั้นก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแล้วนี่นา



—————




หลังจากรอนแรมผ่านช่วงชีวิตที่น่าตื่นเต้น ข้ากับนัมจุนจึงตัดสินใจปักหลักฐานอยู่ที่หมู่บ้านเงียบสงบหลังผ่านยุคสงครามโลก เราสองคนต่างเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้ที่ไร้ขอบเขต มีผีดิบดูดเลือดหลายตนเห็นด้วยกับความสงบที่เราต้องการจึงติดตามมา นัมจุนกลายเป็นเจ้าเมือง ส่วนข้ากลายเป็นหมอ น่าตลกตรงทั้งที่ผีดูดเลือดไม่ใช่ประเภทที่จะป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่ข้ายังยืนยันที่จะตั้งโรงหมอเสียให้ได้


พวกเราตัดสินใจดื่มเลือดให้น้อยลง ไม่ออกล่า เร้นกายอยู่ในหุบเขาเงียบงัน


พวกเราทั้งหมดต่างเป็นนักท่องกาลเวลา


ผ่านวันและคืนด้วยความท้อแท้อัปโชคอย่างที่สุด บางคนเหน็ดเหนื่อยกับเกมซ่อนหาจึงตัดสินใจละทิ้งชีวิตอมตะ เป็นผีดูดเลือดไม่ใช่ว่าไม่มีวันตาย เพียงแต่การตายของเรานั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างจะเจ็บปวดกว่ามนุษย์ บางตนตัดสินใจเดินเข้าไปร้องขอความตายจากพวกนักล่า ทิ้งคนรักไว้ท่ามกลางสายใยของความเปลี่ยวเหงาเดียวดาย ‘ผู้ต้องสาป’ มนุษย์เรียกเราอย่างนั้น ที่ด้านนอกนั้นแม้กระทั่งผู้ต้องสาปที่ต้องดื่มกินเลือดเป็นอาหารยังให้ความสำคัญของเลือด 


บางครั้งเราเองก็หลงลืมไปแล้วว่าชีวิตคือสิ่งใด

ที่จริงแล้วเรามีชีวิตหรือไม่


ตอนแรก... พวกเราไม่ได้วางแผนอะไรมากมายนัก เพียงแค่หลอกใครสักคนเข้ามา ใครก็ได้แล้วก็กินเข้าไปเท่านั้น ต่อมาพวกเราค้นพบวิธีการชำระเลือดผ่านทางการวิจัยเมื่อโลกใบนี้เกิดคำว่าวิทยาศาสตร์ เราจึงเริ่มใช้วิธีนั้นเป็นต้นมา ช่วงก่อนหน้านี้เพราะต่างพบเจอเรื่องยากลำบากทั้งข้าและนัมจุนถึงไม่มีใครนึกถึงเรื่องอื่นนอกจากเอาตัวรอดไปวันๆ มีเหยื่อผู้หญิงหลายคนตกหลุมรักทั้งข้าและนัมจุน แต่เราสองคนต่างเฉยชาในเรื่องพวกนี้เหลือเกิน 


จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้น... เกือบจะทำลายปราการในใจของเราสองคนได้ ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ข้ากับนัมจุนทะเลาะกัน เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเมื่อเปลี่ยนนางแล้ว แต่ใครละ แต่จะให้นางเป็นของใคร ข้าไม่ยอม นัมจุนก็ไม่ถอย เรามีปากเสียงกันแต่ในที่สุดเราก็เลือกที่จะกินนางเข้าไปเพราะไม่อยากให้มิตรภาพที่มีอยู่ขาดสะบั้นลง ข้าจำใบหน้าก่อนตายของนางไม่ได้แล้วแต่จำคำสาปแช่งนั้นได้ดี น่าขันที่นางสาปแช่งให้พวกเราตาย ถ้าพวกเราตายได้ง่ายมันก็คงจะดี มันเป็นเรื่องปวดใจก็จริง แต่สุดท้ายแล้วนัมจุนบอกว่ามันจะผ่านไป รสรักนั้นใครว่ายืนนาน จนถึงตอนนี้ทั้งข้าและนัมจุนต่างลืมความรู้สึกที่ว่านั่นไปแล้ว ยังขบขันเมื่อเถียงกันอยู่เลยว่าในตอนนั้นพวกเราทะเลาะกันไปเพื่ออะไร


จนถึงตอนนี้พวกเราต่างลืมเลือนความรู้สึกนั้นไปจนหมดแล้ว


ความรักได้ตายจากไป จากอาวุธที่เรียกว่าเวลา


‘หลุมแห่งรักนั้นไม่น่ากลัว คนที่จะต้องกลัวมันมีเพียงผู้ที่รักจนขาดสติเท่านั้น’


ที่จริงแล้วข้าไม่อยากรักใครเลย


ป้อมปราการที่พวกเราสร้างไว้รอบเมืองเพื่อป้องกันสงครามต่างเริ่มผุพังลงตามกาลเวลา พวกเราค่อนข้างระแวงอยู่เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะพวกมนุษย์แต่เป็นหมาป่า มีหมาป่าฝูงหนึ่งตั้งรกรากอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เมื่อก่อนมีหมาป่าหลงมาหนึ่งหรือสองตัว แต่พวกเราก็ไล่มันไป แต่พวกมันยังคงโหยหวนอยู่ทุกคืนเมื่อได้กลิ่นเลือด น่าขำในเมื่อพวกมันก็กินเนื้อมนุษย์อยู่เหมือนกัน ส่วนวิธีการนั้นข้าไม่ได้สนใจอะไร ในตอนนั้นข้านึกเหยียดหยันเพราะมนุษยชาติต่างคิดว่ากำแพงที่สูงที่สุด อำนาจที่มากที่สุด อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดสามารถเอาชนะทุกอย่างและหยูกยาสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่ง แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดกลับไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเวลาที่ล่วงเลย หนึ่งช่วงชีวิตที่ไม่สามารถนำกลับคืน แต่พวกเรากลับถูกสาปให้ค้างเติ่งอยู่ในนาฬิกาค้างตาย


ถึงจะประชดประชันเสียดสี แต่ในใจของข้าก็อ่อนลงเมื่อเห็นสายตาของนัมจุนที่จ้องมองไปยังรูปภาพนั้นซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงรับรอง หญิงสาวคนเดียวที่อาจจะสามารถพิชิตนาฬิกาตายในหัวใจของนัมจุน


เพราะแท้จริงแล้ว


ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดอาจไม่ใช่อะไรเลยนอกจากจิตใจที่ตั้งมั่น


ข้าไม่รู้ว่านัมจุนที่จริงแล้วยังจำชื่อนางได้อยู่หรือไม่ และสิ่งที่เขากำลังยึดมั่นอยู่นั้นคือการปกป้องความรักที่ไม่ตายไปจากใจหรือไม่ หรือเขาเองก็ลืมเลือนมันไปแล้วเช่นเดียวกัน


ที่จริงแล้วสิ่งที่ข้าตามหาอยู่อาจเป็นเพียงปราการของตัวเอง อย่างที่ปราการของนัมจุนคือการปกป้องความทรงจำของความรัก ข้าไม่รู้ว่าปราการของตัวเองคืออะไร


ไม่รู้ว่าชีวิตอันยาวนานมีไว้เพื่อสิ่งใด หรือเพื่ออะไรกันแน่ หรือที่จริงแล้วชีวิตของข้าเองก็ผุพังเหมือนดินแดนที่ตายไปแล้ว ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งความรัก


ถึงข้าจะไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร


แต่นัมจุนคือปราการแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักมา



/  “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ที่จริงแล้วก็พอจะรู้สึกป้อมปราการป้อมหนึ่งซึ่งตั้งมายาวนานแต่ยังคงตั้งมั่นอยู่...”  /


คำตอบของคำถามนั้น จีมินรู้แจ้งกระจ่างแก่ใจแล้ว 



—————




“คุณร้องไห้เพราะว่าซาบซึ้งหรือเพราะว่ากลัวเหรอครับ คุณนักเขียน”


จิตใจซึ่งกำลังดำดิ่งอยู่ในบันทึกของกาลเวลาถูกเสียงนุ่มทุ้มกระชากกลับ จีมินเงยหน้าขึ้นมองนัมจุนซึ่งเขาไม่รู้ว่าเจ้าตัวเข้ามาในห้องขังตั้งแต่เมื่อไร อาจนานพอที่ความอดทนของเขาจะสิ้นสุดจึงร้องเรียก


“ไม่รู้เหมือนกันครับ”


คิม นัมจุนหยิบเอาบันทึกเล่มหนึ่งท่ามกลางหลายสิบเล่มขึ้นมาเปิดพลิกดูผ่านๆ “ทั้งผมและยุนกิไม่มีใครกล้าอ่านบันทึกของอีกฝ่ายเพราะอยากจะรักษาตัวตนให้ได้มากที่สุด คุณคงเข้าใจใช่มั้ยละ ที่จริงเมื่อก่อนผมก็ไม่ได้มีนิสัยอย่างนี้หรอก จนถึงตอนนี้ทั้งที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่จะให้เรียกว่ามนุษย์ก็คงไม่ได้”


จีมินพยักหน้า “พวกคุณลำบากมามากทีเดียว”


“ที่จริงผมเคยขอยุนกิอ่านบันทึกเล่มที่อยู่ในมือคุณนั่นละ เมื่อก่อนมันเป็นแค่กระดาษเย็บติดกันด้วยซ้ำ บันทึกเล่มแรก เขียนในระหว่างที่ยังไม่ลืมความเป็นมนุษย์ไป”


“คุณอ่านแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ”


“ยุนกิไม่ให้ผมอ่าน ผมถึงแปลกใจเมื่อเห็นมันในมือคุณ ถึงได้ถามว่ามันเป็นเรื่องราวแบบไหน ความกระหายเลือดที่น่ากลัว หรือว่าเรื่องรักซาบซึ้งใจ”


“เป็นเรื่องราวที่ดีมากเรื่องหนึ่งครับ” เขายิ้ม จะไม่บอกว่าที่จริงแล้วสิ่งที่นัมจุนสงสัยเป็นเรื่องที่เขารู้ดีแก่ใจ


“ผมกลับคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องน่าเบื่อเสียอีก”


“ผมขอถามคุณนัมจุนเรื่องนึงได้มั้ยครับ”


“ถ้าเป็นเรื่องที่ตอบได้ก็จะตอบครับ” 


นิ้วของเขาชี้ไปที่กระจกบานเก่าซึ่งตั้งอยู่ที่มุมห้อง “ผมอยากรู้เกี่ยวกับกระจกบานนั้นครับ”


นัมจุนไม่ได้ชะงักหรือว่าเปลี่ยนสีหน้า เพียงแค่ยิ้มออกมาเท่านั้น “ที่จริงถ้าคุณไม่ถามผมเองก็ไม่ได้นึกถึงมันมานานมากแล้ว”


“เจ้าของมันเป็นหญิงงามคนหนึ่งครับ” นัมจุนคิดว่าเขาจำมันได้ดี


“ถ้าพระราชาจะมีมงกุฎประดับอัญมณีเลอค่าที่สุด นักรบก็คงมีดาบคู่ใจ ส่วนหญิงงามมีกระจกคู่กาย ความภูมิใจของผู้หญิงคือความสวยงาม แน่นอนว่าเธอสวย เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ ผมมักจะบอกเธอเสมอว่าชอบผมสีดำของเธอมากเพียงใด ชอบดวงตา ชอบรอยยิ้ม ผมรักทุกอย่างของเธอ ต่อให้ความสวยนั้นจะถูกพรากไป แต่ผมก็ยังรักเธออยู่”


“ตอนนั้นผมยังเลือดร้อนกว่าตอนนี้ พอรู้ว่าเธอกำลังจะตาย ผมถึงถามเธอว่า เธออยากจะมีชีวิตอยู่กับผมไปตลอดกาลหรือไม่ ผมอยากเปลี่ยนเธอใจจะขาด แต่เมื่อเธอรู้ว่ากระจกไม่สะท้อนเงาผีดูดเลือดอย่างพวกเราจึงปฏิเสธ”


กิจวัตรของคนเราเมื่อตื่นนอนก็คือการล้างหน้าแปรงฟัน ดูตัวเองในกระจกว่ามีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง ที่จริงแล้วอาจเป็นการย้ำเตือนอยู่ว่าที่จริงแล้วเรามีหน้าตาอย่างไร หรือเป็นใครกันแน่


“ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าเงานั้นสำคัญอย่างไร แต่เธอตอบผมว่าการได้รู้ว่าตัวเองยังสวยงามอยู่คือความสุขอย่างหนึ่ง ดอกไม้เบ่งบานเพื่อให้คนชม ต่อให้จะต้องโรยราไปแต่ก็คุ้มค่า มีคำพูดที่ว่าหากรักดอกไม้ก็จงปล่อยให้มันเบ่งบานต่อไป อย่าได้ไปตัด อย่าได้ไปทำลาย ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าดอกไม้ในช่วงเวลาก่อนร่วงโรยจึงจะเป็นดอกไม้ที่สวยงามที่สุด ยินดีที่จะตายมากกว่าการมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่สามารถชื่นชมความงามของตนเอง”


หรือบางทีนี่อาจเป็นหัวใจของหญิงสาวผู้หนึ่ง


“คุณก็เลยยังเก็บกระจกบานนี้ไว้อยู่?”


นัมจุนยกมือลูบรอยสลักสวยงาม “ในตำนานปรัมปราเล่าว่าเมื่อคนเราเสียชีวิต วิญญาณจะวนเวียนสิงสถิตย์อยู่ในข้าวของบางอย่าง สำหรับผมก็คือกระจกบานนี้... คุณคงจะคิดว่าไร้สาระละมั้งครับ”


จีมินส่ายหน้า “ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะไม่เห็นด้วย แต่ในตอนนี้...ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ”


ทั้งที่เขาเองเป็นคนเวิ่นเว้อเพ้อฝันคนหนึ่ง ในตอนสุดท้ายกลับค้นพบว่าอะไรก็ต่างเป็นไปได้เมื่อยังมีผีดูดเลือด นาเงือก หรือมนุษย์หมาป่า การที่กระจกจะมีภูติผีสิงอยู่คงจะไม่ใช่เรื่องเหลวไหล


‘บางทีอาจเป็นคำตอบของความฝันนั่นก็เป็นได้’


กระจกที่เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่กลับฝันถึงมันก่อนหน้านี้ แปลว่ามันกำลังบอกอะไรบางอย่าง?


หากเขายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะสามารถไขปริศนานี้ได้


“ดอกกุหลาบในเรือนกระจกคงเป็นดอกไม้ที่เธอรักมากสินะครับ”


“ครับ... มีหลายครั้งอยู่เหมือนกันที่เด็กๆเกือบจะตาย เพราะลมพายุ เพราะภัยสงคราม แต่กลับรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ใครว่าเลือดของผีดูดเลือดไม่มีประโยชน์กันละนะ”


จีมินเคยได้ยินในนิทานว่าเลือดของสิ่งมีชีวิตบางอย่างสามารถใช้ต่อชีวิตได้ แต่รู้สึกทึ่งเหลือเกินเมื่อเข้าใจว่านัมจุนหมายถึงเขาได้ให้เลือดของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตดอกไม้เหล่านี้


“เด็กคนนั้น... ผมหมายถึงซึงอู เขาบอกว่าคุณไม่ได้ตั้งชื่อให้กับเด็กๆพวกนั้น”


“ชื่อนั้นสำคัญไฉน นักเขียนบรรลือโลกผู้หนึ่งกล่าวว่าชื่อนั้นสำคัญไฉน เมื่อดอกกุหลาบแม้จะใช้นามอื่นก็ยังคงมีกลิ่นหอมของมัน”


ความสะสกสะท้านจู่โจมในช่วงอก เพราะอะไรบางอย่างทำให้น้ำตาหนึ่งของเขาหยดลงบนหน้าตัก เพราะเขาเพิ่งค้นพบว่าความรักที่แท้แล้วยังคงมีอยู่ ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่งเรื่องเล่าประโลมโลก


“ยุนกิมักจะบอกว่าผมเป็นพวกน้ำเน่า รู้สึกเป็นเกียรติเหลือเกินที่มีคนหลั่งน้ำตาให้กับเรื่องของผม”


“เพราะผมประทับใจมากต่างหากละครับ”


“คำพูดของคุณทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียน คุณรู้หรือไม่” ดวงตาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างไม่สบอารมณ์ นัมจุนไม่เข้าใจว่าทำไมจนถึงป่านนี้แล้วจีมินยังสามารถแสร้งทำเหมือนไม่เป็นไรอยู่ได้


ไม่ยินดีต่อความเป็นตาย เหมือนผู้หญิงคนนั้นไม่มีผิด


“ถ้าทำให้คุณรู้สึกแย่ก็ต้องขอโทษด้วยครับ”


ฟุ่บ


ทันใดนั้นกรงเล็กแหลมคมกรงเล็บหนึ่งก็พุ่งเข้ามาตรึงลำคอขาว ปั่ก! แผ่นหลังจากนักเขียนหนุ่มกระแทกติดผนังห้องจนทั้งห้องสั่นสะเทือน ดวงตาสีโลหิตฉายแววฆ่าฟัน มันคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยเจอ


ปั่ก!


“คุณทำตัวเหมือนว่าไม่รู้อะไร กำลังจะตายอยู่แล้ว รู้ตัวบ้างหรือไม่คุณนักเขียน”


รู้ เขารู้


จีมินอยากที่จะตอบ ทว่าเพราะลำคอถูกบีบรัดทำให้เขาไม่สามารถเปล่งได้แม้สักเสียงออกไป


“นักเขียนมักจะเป็นพวกเพ้อพกจนถึงนาทีสุดท้ายอย่างนี้ทุกคนรึเปล่า ตอบผม อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกับยุนกิ คุณคิดว่าตัวเองมีความรู้สึกอย่างนั้นจะทำให้รอดพ้นจากความตายไปได้อย่างนั้นเหรอ”


รอด ยังมีทางรอดสำหรับเขาอีกหรือไงกัน


“ความรักในดวงตาของคุณทำให้ผมอยากจะอ้วก ปาร์ค จีมิน ทำไมคุณถึงไม่ร้องขอชีวิตอย่างคนอื่น ทำไมถึงไม่ขอให้ยุนกิช่วย ทำไม”


เพราะผมไม่ได้—


“รู้สึกยังไงบ้างเมื่อรู้ว่าคนที่คุณรักเป็นคนเดียวกับคนที่จะคร่าเอาชีวิตของคุณไป”


“ผมจะแขวนคอคุณ เหล็กคมๆนั่นจะทะลุลูกกระเดือกทำให้คุณไม่สามารถทำให้แม้กระทั่งกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็ใช้มีดกรีดเข้าที่ลำคอ ตรงเส้นเลือดที่ซอกคอให้เลือดไหลลงมาบนแก้วไวน์ของผม ทุกคนจะได้รับมัน พวกเราจะเฉลิมฉลองชนแก้วด้วยความปรีดา คุณจะยังไม่ตาย คุณจะทำได้แค่มองทุกคนลิ้มรสเลือดตัวเองเหมือนไวน์องุ่นชั้นเลิศ รู้สึกยังไงบ้าง”


น้ำตารื้นขึ้นที่ขอบตา ถ้าถามว่าเขากลัวหรือไม่ ใช่ เขากลัวมาก


“รู้สึกยังไงบ้าง คนที่ดีกับคุณเพียงเพราะอยากจะฆ่า จะบอกอะไรให้นะ อุบัติเหตุนั่นมันไม่ใช่เรื่องจริงหรอก ต้นไม้ล้มทับ? ลองถามคุณหมอดูสิคุณนักเขียน ว่าเขาทำยังไงให้หินก้อนนั้นมันล้มทับใส่รถคุณ กลัวหรือไม่? กับการต้องรักคนที่ดวงตาไม่เคยสะท้อนเงาของตัวเองเลยแม้สักครั้ง


จีมินจ้องเข้าไปในดวงตากระหายเลือดคู่นั้น


“กล้าเหรอ กล้าที่จะรักคนซึ่งไม่ใช่มนุษย์ ทุกครั้งที่คุณจะต้องหวาดระแวงว่าเขาจะกัดกินคุณ ทุกครั้งที่ยืนเคียงคู่กันแต่คุณเป็นคนเดียวที่มีเงาสะท้อน คุณจะบอกผมว่าคุณไม่กลัวอย่างนั้นรึไง คุณนักเขียน”


ที่จริงแล้วมันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นคนคนนั้นเองที่ทำให้เขาบาดเจ็บ จากนั้นก็รักษาเขา


คุณหมอน่ะ... จะรู้สึกลำบากใจมากมั้ยนะ กับการที่ต้องมาเสแสร้งทำดีกับเขา ทั้งที่จริงแล้วเขามันก็เป็นแค่อาหารแท้ๆ


คุณหมอ... ที่จริงแล้ว... มีสักครั้งมั้ยที่คุณหมอจะ—


จีมินนิ่งไปชั่วอึดใจ เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้หนึ่งแล่นวาบเข้ามาในสมอง ในตอนนั้นที่หยาดน้ำหนึ่งหยดไหลผ่านข้างแก้มหยดลงที่มือซึ่งกุมลำคอเขาไว้ เพียงบีบเบาเพียงครั้งก็สามารถพรากชีวิตทั้งหมดของเขาไป


ยินยอม


ถึงเขาจะไม่ได้คำตอบของคำถามในใจ


แต่เขาจะทำอะไรได้?


มนุษย์ที่ไม่มีแม้แต่พละกำลัง ไม่มีแม้แต่หนทางจะทำอะไรได้


สัมผัสของหยดน้ำที่ช่องระหว่างนิ้วมือทำให้นัมจุนเผลอคลายมือออกราวกับต้องของร้อน น้ำเสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งพลันเอ่ยคำ


“ถ้าอย่างนั้น... ขอผมขอลองอะไรได้มั้ยครับคุณนัมจุน”



คุณหมอ... ที่จริงแล้วผมน่ะ—





TO BE CON


first published : 2017.01.17


Talk;


 มาต่อแล้วนะคะ ! ไม่ได้ลืมค่ะไม่ได้ลืม แค่รอให้ kkline93 อัพก่อนน่ะ

(เพราะงั้นถ้าจะไปทวงก็ไปทวงที่เค้านะ 55555555555)



จนถึงตอนนี้เหมือนอดีตจะเริ่มออกมาแล้ว

จีมินจะรอดมั้ยอ่ะ แต่เราว่าไม่รอดแน่เลย #อ่าว

ก็คุณหมอใจร้ายอ่ะ !


ช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อยก็เลยทำให้ไม่ได้มาอัพเลยแล้วก็ไม่ได้เขียนด้วย

กลับมาแล้วค่าาาา อย่าลืมไปเล่นเกมส์แจกของปีใหม่นะคะ

แปะลิ้งอีกซักรอบ >> ลิ้ง <<


แล้วก็รวมเล่มกำลังจะมาแล้วนะคะ ใครที่รออยู่ก็ขอบคุณมากเลยค่ะ

สำหรับเรื่องนี้ชอบไม่ชอบยังไง ก็ติดแท็ก #luvstoryoonmin ให้กันได้เหมือนเดิมเลย

หรือจะคอมเม้นไว้ด้านล่าง ก็จะขอบคุณมากๆเลยค่ะ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆเสมอมาเลยนะคะ 


เจอกันตอนจบค่า


kolevf


  CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

2,922 ความคิดเห็น

  1. #2896 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 17:46
    โอ้วววว
    #2896
    0
  2. #2803 raina? (@numbea) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 13:44
    หลงบันทึกของคุณหมอมากกกกก ชอบกลิ่นอาย ชอบการเขียน

    ชอบภาษาของไรท์มากเลยค่ะ
    #2803
    0
  3. #2262 Nm Pair (@namussaya) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 / 14:16
    ลึกซึ้งไปหมด
    #2262
    0
  4. #2033 `specialguys13 (@myyesungkh) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 02:36
    เรื่องราวของความรักมันไม่ได้น้ำเน่าหนักหรอกบางทีน่ะ แต่บางอย่างมันเกินที่จะควบคุม
    พอได้เห็นเรื่องราวในอดีตของคุณหมอที่บอกว่าตัวเองแก่น่ะ เราเชื่อจริงๆว่าแก่
    เปลี่ยนจากคนเป็นอย่างอื่น ความรู้สึกที่เคยมี เคยเป็น เคยทำมันก็ย่อมหายไป
    มันเป็นเรื่องธรรมดา อะไรที่ธรรมดากลับไม่ธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไป
    แล้วก็ผ่านมาแต่ว่ามีแต่ตัวเองยังเหมือนเดิม อีกอย่างนัมจุน เรื่องของหัวใจ
    มันไม่ได้บังคับให้เลิกรู้สึกง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ในเมื่อหมดสิ้นทางรอดแล้ว
    ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน เพราะไม่รอดนั่นหละ ได้ทำอะไรแบบที่อยากทำก็ทำซะ
    #2033
    0
  5. #2009 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 13:41
    ย่าห์!!!!! โคตรค้างอ่ะ
    แต่แบบ นัมจุนผู้แสนอ่อนโยนของเราช่างเกรี้ยวกราดยิ่งนัก เกรี้ยวกราดจนน่ากลัวเลยทีเดียว
    แต่ที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนๆนี้เคยไม่สมหวังในความรักรึเปล่านะ เพราะจีมินเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นจนเกินไป ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ
    เอาเป็นว่า ขออ่านตอนต่อไปเลยละกันนะคะ โคตรค้างอ่ะเอาจริงๆ 5555
    อ้อ แต่การที่คุณ-อมให้อ่านสมุดบันทึกนั่น มันก็ต้องมีความหมายแฝงไม่ใช่เพียงเพราะขี้เกียจจะตอบหรอกม้างงงง
    #2009
    0
  6. #1888 มีฟา (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 02:07
    ตู้วหูววว นัมจุนอย่างหล่อ นึกภาพตามแล้วมาเป็นสามีเราเถอ-- พูดเล่นนะเรายังไม่ปลงเหมือนจีมิน
    #1888
    0
  7. #1642 Yok-Wnl (@Yok-Wnl) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 08:22
    เป็นการบรรยายของบันทึกที่เศร้ามากเลย เรื่องของนัมจุนก็เศร้า ความรักมันแบบ ;-;
    #1642
    0
  8. #1373 TNT&NY (@nickte) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 21:32
    ฮึกๆ โอ้ยเศร้าอ่าา ~~ อย่าเป็นไรไปนะจีมิน T^T
    #1373
    0
  9. #1224 NANAYEERP (@NANAYEERP) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:12
    ซึ้งมากตอนเรื่องเล่าของนัมจุน กับตอนไดอารี่ของยุนกิ ไรท์เขียนได้ไหลลื่นมากอะ อย่างกับบันทึกจริงๆ TT และชอบมากกับคำพูดเรื่องกระจก เรานี่สะอึกไปเลย แบบไม่เคยคิดถึงความสำคัญของเงาเหมือนกัน แต่พอคิดตามแล้วถึงคิดได้ว่าเออ ถ้าคนเราไม่มีเงาแล้วจะใช้อะไรเป็นเครื่องย้ำเตือนว่านี่คือตัวเรา แล้วถ้าอยู่นานขนาดนั้นและไม่สามารถเห็นเงาตัวเองได้ จะลืมหน้าตัวเองไปรึยังนะ เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันน่าเศร้าและดูอ้างว้างมากเลยนะ TT (มีความรักก็ลำบากอีก) ชีวิตเหงาไป
    #1224
    0
  10. #1209 bubibu (@bubibu) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:38
    นัมจุนมีป้อมปราการที่แข็งแกร่งจริงๆ ไม่โอนอ่อนคิดว่าจีมินบริสุทธิ์ใจที่พูดออกไปแบบนั้น ยังคิดอยู่ว่าจีมินจะไม่รู้สึกอะไรเลยได้ยังไงที่รู้ว่าคนที่ดูแลอยู่กำลังจะฆ่าเค้า
    #1209
    0
  11. #1114 lazuliite (@lazuliite) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 22:02
    ทำไมพอคิดว่าเออนี่คือจุดพีคแล้วก็จะมีพีคกว่ามาตลอดเลย เรายอมแล้ว ฮือ ตอนนี้บรรยากาศมันเศร้าจังเศร้ามากที่สุด เรื่องราวของทุกคนมีแต่ความเศร้า ฮือ ก่อนอื่นเราชอบมากเรื่องป้อมปราการ คือเนี่ยมันคือความใส่ใจในงานเขียนของน้อง ขอชื่นชมนะคะ ลิ้งค์กันไปหมดเลย เข้าใจคุณหมอมินแล้ว โฮฮฮฮ ความรักของนัมจุนคือยิ่งใหญ่มาก แล้วเลือกที่จะทำตามคำขอไม่ทำตามใจตัวเองด้วย ก่อนที่เราจะพิมสะเปะสะปะไปกว่านี้ขอจริงจังแปป5555 คือคุณหมอมินดูอยู่ไปวันๆจริงมากเพราะชีวิตไม่มีอะไรที่ต้องการแล้ว บันทึกของคุณหมอคือเศร้าอ่ะ ต้องเขียนเพื่อเตือนความจำตัวเองไว้บ้าง และหมดสิ้นแล้วกับความรัก โอ จีมินช่างน่าสงสาร แต่คุณหมอก็น่าสงสาร ทุกคนน่าสงสารหมดเลย นี่ชอบความใจเย็นของจีมินที่แสดงออกมาทั้งเรื่องเลยแม้รู้ตัวว่าจะต้องตายแต่ก็ทำปกติทั้งที่ไม่ได้ปกติ ช่างเข้มแข็ง โอยหัวใจ ตอนคุยกับคุณหมอก็ว่าเศร้าแล้วเจอที่คุยกับนัมจุนไป ชนะทุกสิ่ง เศร้ามากบีบใจมากๆ เรื่องแววตาไม่สะท้อนเงาตัวเองนั่น เจ็บปวดมาก ใจร้ายอะแงงงงงงง สงสารจีมิน แต่พี่นัมจุนก็พูดเรื่องจริง ตอนแรกโกรธมากใจร้ายกับจีมินแต่ว่าเอ้อออครตนัมจุนยิ่งใหญ่มาก ชอบ เรากลัวไปหมดเลยไม่รู้ว่าจะกลัวอะไร กลัวคุณหมอกับคุณนักเขียนไม่ได้รักกัน แง้ อยากรู้มากว่าจีมินจะขอลองอะไร อยากเปลี่ยนบ้างรึป่าวนะ... และชื่อฟิคของน้องทุกเรื่องมันมีความหมายมากกว่าเอามาตั้งชื่อนะ ประทับใจอีกแล้ว รอตอนต่อไปค่ะต้องการแบบด่วนมากขอใช้พื้นที่ตรงนี้ทวงเลยแล้วกัน5555555555555 แง รอนะคะน้องคนเขียนคนเก่งของเรา จริงๆเราเหมือนอยากพูดอะไรอีกเยอะเลยแต่นึกไม่ออกเฉย ถ้านึกออกจะมาคอมเม้นต่อนะคะขออภัยด้วย อึนไปแล้วแง ;-;
    #1114
    0
  12. #1100 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 01:30
    อะโหย เศร้ามากเลยค่ะ ;-; เป็นเราก็คงปลงเหมือนกัน ทำอะไรไม่ได้แล้ว จะตายแล้วนี่นา ฮือออ เนื้อเรื่องเข้มข้นมากเลยค่ะ มาลงเร็วๆ นะคะ อย่าปล่อยให้ค้างคานานเลย TvT นี่อยากรู้เหมือนกันว่าคุณหมอรู้สึกยังไงกับจีมิน
    #1100
    0
  13. #1099 브림♡ (@bbmpcn) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 20:01
    โหยชอบมากเลยค่ะ ชอบตอนที่อ่านบันทึกของคุณหมอมาก ความรู้สึกตีขึ้นมาหลายอย่างจนอยากร้องไห้เลย จีมินเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆถ้าเป็นเราคงสติแตกT_T รอตอนต่อไปนะคะจีมินตะรอดมั้ย ฮือ
    #1099
    0
  14. #1098 P I I M . (@choi-minki) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 17:03
    แง เราโคตรชอบเลยอะ เป็นงานเขียนที่ดีมากๆอะจนไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาชมแล้ว เราโคตรชอบการบรรยาย โดยเฉพาะในบันทึกนั่น แล้วก็เรื่องจองนัมจุนกับเจ้าหญิงด้วย ชอบจนไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว เราว่าจีมินเป็นคนที่น่านับถือคนนึงนะ เข้มแข็งมากๆ โคตรจะมีสติ รู้ความจริงแล้วแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลน ถ้าถามว่ากลัวมั้ยคงกลัวมากๆแหลเ กลัวจนกลายเป็นปล่อยวางไปแล้ว เพราะรู้ดีว่ายังไงก็คงไม่รอด ได้แต่นั่งรอวันตาย อ่านแล้วก็เศร้าเนอะ สุดท้ายคนที่คอยดูแลคอยรักษาก็คือคนเดียวกับที่จ้องจะกินเรานั่นแหละ รอตอนที่จะได้เจอยุนกิอีกนะ ชอบมากเลยอะไม่ไหวแล้ว TTT___TTTT
    #1098
    0
  15. #1097 The-Stranger (@stranger18) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 15:38
    ชอบเรื่องนี้มากๆเลยคะ ปกติแล้วเราไม่อ่านยุนมินเลยทเพราะไม่จิ้น 5555555 แต่หลังๆเริ่มละ ชอบมากๆเลย ทั้งภาษา การบรรยาย มุมมองความรัก มุมมองชีวิต เราชอบมันมากๆเลยคะ รู้สึกอ่านแล้วซาบซึ้งใจมากทรอติดตามนะคะ
    #1097
    0
  16. #1096 secret (@dream-secrent) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 15:46
    เรารู้สึกว่าจีมินสติดีมากๆอ่ะ มันให้ความรู้สึกว่ารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เข้าใจในทุกอย่างที่ได้คำตอบกลับมา ความกลัวในใจนั้นมาก แต่มันเหมือนกับว่าจีมินจำยอมและปลงกับมันทุกอย่างมากๆเลย แต่ความจริงอาจจะไม่ใช้อย่างที่เราคิดก็ได้ จนถึงตอนนี้ถ้าถามว่าจิตใจใครลึกลับมากเกินกว่าจะยั้งรู้จริงๆนี่ขอยกให้จีมินเลย ไหนจะเรื่องความฝันอีก เรารู้สึกมันเหมือนมีอะไรที่มากกว่านั้นแน่ๆเลย แต่ความจริงอาจจะไม่มีอะไรแล้วก็ได้ ยิ่งพิมพ์ยิ่งงงตัวเองแหงะ....
    #1096
    0
  17. #1095 สะมอ (@thip-wan) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 14:27
    แล้วกลับมาต่อในเร็ววันนะคะ ลุ้นมากเลยยยยยย คือคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้จะสมหวังหรือผิดหวัง ตัวเลือกมีแค่สองทาง หนึ่งคุณ-ุนกิรักจีมินจบแฮปปี้ กับสองคุณหมอไม่ได้รู้สึกอะไรจีมินกลายเป็นอาหารจบหน่วง คือเราเดาไม่ได้เลย เพราะคนแต่งไม่ได้แต่งฟิคแฮปปี้ทุกเรื่อง เพราะงั้นเราคงทำได้แค่รอ รอนะคะ :)
    #1095
    0
  18. #1094 Milklove2547 (@Milklove2547) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 14:04
    พี่กิรักจีมเหอะลุ้นใจจะขาดแล้วนะ
    #1094
    0
  19. #1093 `มนุษย์ล่องหน (@zincoei) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 09:37
    โอ้ยย ลุ้นโคตรร จีมินนี่สติดีมากอะ
    หรือจริงๆตอนนี้คือสติหลุดแล้ว5555555
    นัมจุนนี่ลมขึ้นลมลงงะ คุณหมอนี่ก็เย็นชาจัง ฮือออออ นี่รักจองกุกสุดละ ฝากตามฟิคกุกจินให้ด้วยนะคะ5555555555555 รอฮับ โอ่ยยย รีบๆมาอัพนะเตง
    #1093
    0
  20. #1092 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 08:01
    นัมจุนเห็นจีมินแล้วนึกถึงเรื่องตัวเองสินะ คุณหมอไม่รักจีมินเลยหรอ ไม่รู้สึกอะไรจริงๆหรอ จีมินจะขออะไรกันนะ
    #1092
    0
  21. #1091 ชิมชิม s1 (@Am_Nat) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 06:48
    ฮือ~~ชอบมากอ่ะ กิไม่ชอบจีมินเลยหรอ
    #1091
    0
  22. #1090 'schdapt (@junkim) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 03:29
    ก่อนอื่นต้องขอโทษคนแต่งก่อนนะคะที่เราไม่รู้จะบรรยายอะไรออกมาได้บ้าง คือไงดีล่ะ เราไม่ได้เกิดความสงสัย หรือคำถามอะไรก็ตามที่ทำให้งง ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปและมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะงั้นเราจะไม่ครวญครางร้องหาเหตุผลของการกระทำเลยสักนิด เพราะงั้นจะไม่พูดถึงเนื้อเรื่องแต่จะพูดถึงสไตล์การเขียน ก็ยังรู้สึกว่าอยากพากลับมานอนที่บ้านจริง ๆ ถ้าได้คุยกันเยอะ ๆ ต้องดีมากแน่ ๆ เลย ฮือ ชอบจังค่ะอยากได้ อยากได้คนแต่งจริง ๆ ฮือออ
    #1090
    1
    • #1090-1 brownandapple (@brownandapple) (จากตอนที่ 38)
      18 มกราคม 2560 / 03:41
      ทักมาคุยกับเราในทวีตก็ได้นะคะ ;-p /เอนี่เวย์ ขอบคุณมากๆที่ชอบค่า ฮี่ๆ????
      #1090-1
  23. #1089 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 02:19
    อ่านบันทึกคุณหมอแล้วเศร้าๆอย่างบอกไม่ถูกค่ะ สงสารคุณหมอ แล้วก็ซึ้งกับความรักของนัมจุน เข้าใจที่คุณหมอไม่อยากมีความรักนะ เพราะช่วงชีวิตที่นานมากขนาดนี้ถ้ามีคนรักที่ไม่ใช่ผีดูดเลือดเหมือนกัน ซักวันก็ต้องมองเค้าตายไปแล้วเราก็อาจจะลืมเค้าลืมความรู้สึกรักไป มันเจ็บบนความไม่เจ็บนะ ไม่เจ็บเพราะ เราไม่ทรมานกับการจากไปของเค้าหรือความรักเพราะเวลาทำให้ลืมไปแล้ว แต่มันก็เจ็บดีที่เหมือนชีวิตเราเป็นสิ่งกลวงๆเหมือนไม่มีอะไรที่จริงเลยซักอย่าง จนสุดท้ายจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ไม่ต่างกัน ชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดดูไร้ค่าไปเลยเมื่อเราจะทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ นานแค่ไหนก็ได้ มันเป็นความสงสัยที่ว่านี่เรายังเรียกมันว่า การมีชีวิตได้ใช่ไหม ส่วนจีมินนี่สงสารตรงที่ในที่สุดก็ได้มีความรู้สึกที่คิดว่าน่าจะเป็นความรัก แต่คนคนนั้นอาจทำดี ทำทุกอย่างเพียงเพราะต้องการชีวิตจีมิน
    #1089
    0
  24. #1088 KaLipZo (@morpaisaru) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 00:34
    นี่น้ำตาไหลเฉย...
    ความรักของนัมจุนคือแบบ... ร้องไห้
    และพอมาคิดๆ คุณยุนกิ ทั้งหมดทั้งมวล ภายในจิตใจ คุณหมอรู้สึกอะไรกับจีมินบ้างไหม... คำว่าแสร้งทำดีของจีมินพาเราเจ็บมาก ขอให้มันยังมีความรักอยู่ ขอให้คุณหมอรู้สึกถึงมัน โฮ ไม่อยากสิ้นหวัง แต่กลัวปลายทางมาก ไม่ได้กลัวจีมินจะตาย แต่กลัวคุณจะตัดสินใจละทิ้งชีวิตอมตะที่ยาวนานไม่จบไม่สิ้นไปอ่ะ ฮืออออออ ถึงจีมินคิดจะเปลี่ยน แต่คุณหมอล่ะ โอยย คุณหมอจะว่ายังไง งือออ อยากอ่านต่อแล้ว

    และคุณคะ สมุดบันทึกเรื่องราวของคุณหมอมันดีมาก ภาษาแบบ เห้ยเราอินจริง เห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน เหนื่อยล้า ผุกร่อน จริงๆ อ่ะ ชอบทุกๆ ตัวหนังสือเลย ชอบมาก
    #1088
    0
  25. #1087 kangineung (@banoffeepie027) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 00:24
    ?คนนึงภาวนาให้มันเป็นความรัก ส่วนอีกคนไม่อยากรักใครเลย อ่านบันทึกคุณหมอแล้วเศร้าๆไงไม่รู้แฮะ ดูใช้ชีวิตไปวันๆแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่เอาอะไรมาก ?ให้อยู่ก็อยู่ได้ แต่ถ้าให้ตายก็ตายได้แบบไม่ได้รู้สึกอะไรเลย คือไม่ได้มองว่าคุณหมอไม่มีความรู้สึกนะ คิดว่าแค่เลือกที่จะบรรยายให้เป็นแบบนี้มากกว่า แต่ตอนที่คุณหมอสงสัยเรื่องว่าทำไมนัมจุนไม่เปลี่ยนเจ้าหญิงเป็นแวมไพร์จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปก็แบบ ฮือ ยังไงไม่รู้อะ เศร้า มันคือความรักไงความรักถึงปล่อยให้เค้าทำตามใจ งือออ ตอนคุณ-อมมาเจอหน้าจีมินมันแบบบบ??????? ฮือ จีมมมมมมม ฮือ คุณหมออออ ทำไมมันเศร้าไปหมดดดด ตอนก่อนอ่านเห็นชื่อเรื่องละเคยคิดว่าสำหรับตัวแวมไพร์ แต่ตอนนี้กลับคิดว่าคงหมายถึงจีมินรึเปล่านะ จีมจะลองอะไรนะหรือจะให้พินัมจุนเปลี่ยนตัวเอง อยากให้เปนแบบนั้นจังเพราะว่าจีมรักคุณหมอออ แค่ให้พินัมจุนเปลี่ยนตัวเองเปนแวมไพร์ก็จะได้อยู่กับคุณหมออย่างที่วาดฝันแล้วงายย แฮปปี้เอนดิ้งงงง งิ้งงง5555555เม้นไยไม่รู้เรื่องเลยอะอ่านก็ไม่100ง่วงมากกกกกกกกแต่เปนเพราะอยากอ่านมากแล้วเลยอ่านและก้พบว่าไม่ควรอ่านเลยเพราะว่าค้างมาก คือจะทวงเรยก้ดูจะน่าเกลียดไปหน่อย55555555555เด๋ไปอ่านอันของนกุกต่อก่อน ฮื่อ สรุปพินัมจุนค่าตัวแพงสุดเลยมั้ยคะนะ น้องเก่งจังเยยยยๆๆๆๆๆนี่อ่านตอนนี้ไปก้โหๆๆนับถืออีกแล้วแง เขียดอวยละ น้องคงรู้ว่าเราจะพูดไรบ้าง5555555555555555
    #1087
    1
    • #1087-1 kangineung (@banoffeepie027) (จากตอนที่ 38)
      18 มกราคม 2560 / 00:25
      เควสชั่นมาคมาจากไหนนะ เราไม่ได้พิมซักอัน ฮือๆๆๆ
      #1087-1