(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 30 : 21 : REBELLION ( a war between pride and prejudice pt.2 ) complete

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    30 พ.ย. 59

Title: Rebellion

Relationship: yoongi/jimin

Genre: Alternative Universe, Period, Joseon!AU, Christian beware!, Drama, Against

Word: 15,020 (total: 27,002)

Note: A war between pride and prejudice pt.2

Note2: For BTSXWEEKLY project (Week24: Period)

Note3: เป็นภาคต่อจาก Reqiem ถ้าใครยังไม่ได้อ่านจะลองไปอ่านดูก่อนเพื่ออรรถรสก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่อ่านก็จะมีแทรกไว้ให้อ่านเข้าใจเหมือนกัน อาจจะมีงงบ้างแต่จะคลายปมไว้หลังๆเลย บอกไว้ก่อนเผื่อใครงงนะคะ :)

Note4: ตอนแรกจะลงต่อที่ตอนเดิมแต่เนื้อหาลากยาวกว่าที่คิดไว้มากเลยต้องขอลงไว้เป็นตอนใหม่ค่ะ




5



คบเพลิงหลายร้อยอันขับไล่ความมืดทั้งหมดจนยากจะบ่งบอกว่าเป็นยามใดแล้ว พระสนมนางกำลังต่างยืนรอคอยอยู่ด้านนอกพร้อมเพรียงไม่ขาด ทหารราชองค์รักษ์หลายร้อยนายปิดล้อมวังหลวงไว้ตามคำสั่งของฝ่าบาท เมื่อยุนกิมาถึงหอดารา เขารู้ว่าพฤติกรรมของซูบินยามเช้าจะไปทำความเคารพต่อพระมเหสีซึ่งเป็นหัวหน้าของฝ่ายในตามธรรมเนียมไม่เคยว่างเว้น สุขภาพของนางในช่วงหลังไม่ค่อยดีนัก วันหนึ่งๆจึงทำแค่สวดภาวนา เย็บปักถักร้อยไปตามเรื่องค่อนไปทางสงบเงียบ ฝ่าบาทชอบสนทนากับนางในเรื่องราวของขงจื้อ จะว่าไปตั้งแต่ท่านแม่ของเขาถูกแต่งตั้งเป็นพระมเหสี ชีวิตของอีกฝ่ายก็ร่วงลงจากจุดรุ่งโรจน์ที่สุด เพราะฝ่าบาทก็ไม่ได้ทอดทิ้งนางอย่างเด็ดขาดแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าแต่ก่อนอาจเพราะนางเป็นมารดาขององค์ชายใหญ่ ชีวิตของผู้หญิงในเชื้อพระวงศ์ก็อย่างนี้ขึ้นอยู่กับลูกชายไม่ใช่ลูกสาว


ดวงตาทอดมองที่ดวงตาซึ่งเหลือกค้าง สีหน้าของนางแม้ในยามสิ้นชีวิตเหมือนคนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างทั้งที่ปกตินางเป็นคนสุภาพนิ่มนวลละไม แผลที่ช่องท้องเหมือนโดนบางอย่างทะลุทำให้เขารับรู้ได้ว่ามันคือการฆาตกรรมไม่มีทางอื่นใดเลยที่จะเป็นอุบัติเหตุ 


“เจ้าเป็นนางกำนัลประจำตัวของพระสนมใช่หรือไม่ เล่าให้ข้าฟังว่าเกิดอะไรขึ้น”


เขาเป็นคนแรกที่มาถึง คาดว่าฝ่าบาทกับองค์ชายใหญ่คงจะมาถึงในเร็วๆนี้ กีฮยอนแอบกระซิบบอกเขาว่ายองโฮออกไปดูคูน้ำเพื่อทำการปรับปรุงผังเมือง อย่างเร็วก็น่าจะใช้เวลาสักสองยาม


“มะ... หม่อมฉัน... ปกติแล้วซูบินมักจะชอบมาสวดภาวนาที่นี่เพราะว่าสงบเงียบกว่าที่อื่น... ทรงชอบอยู่ตัวคนเดียวไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ด้วย พวกหม่อมฉันเฝ้าอยู่ที่หน้าหอดาราตามเวลา แต่เห็นว่าผ่านมาหลายก้านธูปพระสนมก็ไม่ออกมาสักทีเลยเข้าไปดู... ละ แล้วก็ เป็นอย่างที่เห็นเพคะ”


เขาเหลือบตามองไปรอบๆ หอดาราเป็นจุดที่ท่านทวดของเขาอัญเชิญพระพุทธรูปมาสถิตย์ไว้เพื่อเป็นสิริมงคลของวังหลวง นอกจากไทเฮาองค์ก่อนที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อปีกลายก็ไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมเยือน ซูบินชอบสวดภาวนาก็เป็นไปได้ว่าจะมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง 


“แล้วนอกจากซูบินแล้วมีใครเข้าไปในหอดาราอีกหรือไม่”


นางกำนัลทั้งคู่หันไปมองหน้ากันแล้วส่ายหัว “พวกหม่อมฉันไม่เห็นทหารยามหรือนางกำนัลของตำหนักอื่นเลยเพคะ”


ไม่เห็น... แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครเข้าไป ทางเข้าของหอดารามีเพียงช่องทางเดียว เพราะไม่มีผู้ใดใช้จึงไม่มีทหารคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลาเหมือนตำหนักอื่น...


มันจะเป็นไปได้อย่างไร มีเพียงซูบินเพียงคนเดียว ฆาตกรไม่มีทางที่จะออกมาได้โดยพ้นจากสายตาของนางกำนัล


“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”


“ฝ่าบาท ทรงเย็นพระทัยก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ยุนกิได้ยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว ปกติฝ่าบาททรงเป็นคนพระทัยเย็น ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้ใครเห็น ที่คิดว่าฝ่าบาททรงละเลยนางอาจจะดูผิดไปแล้ว คาดว่าซูบินคงจะมีน้ำหนักในใจของฝ่าบาทไม่น้อย เจ้าของเสียงยืนอยู่ห่างจากศพไปหนึ่งจั้งเพราะการเข้าใกล้ศพมากเกินไปจะทำให้รัศมีของความอัปมงคลแตะเอื้อมถึงพระวรกาย ยุนกิคุกเข่าลงกับพื้นทันที


“ใครก็ได้ตอบเราทีว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น พระสนมคนหนึ่งต้องสังเวยก็ถึงแก่ชีวิต ในวังหลวงของเรา ใต้จมูกของเรามีใครมันบังอาจกล้า!”


“หม่อมฉันสาบานจะนำตัวคนร้ายออกมาให้ได้ ได้โปรดงับโทสะเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


“หมอหลวง เจ้าว่าอย่างไร!” คำพูดของเขาไม่ถูกสนใจแม้แต่น้อย หมอหลวงที่ทำหน้าที่ชันสูตรแตะเข้าที่ลำคอ บาดแผลเพื่อตรวจอาการเบื้องต้นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


“พระสนมทรงถูกแทงด้วยของมีคมบางอย่างพ่ะย่ะค่ะ ที่ลำคอมีรอยแดงเหมือนถูกบีบไม่ให้ทรงร้องขอความช่วยเหลือ ฝ่าบาท... นี่เกรงว่า...”


ฝ่าบาททรงนิ่งไปอยู่พักหนึ่ง ไม่มีใครกล้าแม้แต่กระทั่งจะพ่นลมหายใจออกมาให้เกิดเสียง


“อีซึลติดตามเรามาตั้งแต่สมัยที่เรายังคงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงกุนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ภรรยาคนแรก ให้กำเนิดลูกชายคนแรก เราสัญญากับนางว่าจะให้นางมีชีวิตสุขสบายไม่ต้องพบเจอกับเรื่องลำบาก ทว่าสุดท้ายแล้วเป็นนางที่ต้องสูญเสียกระทั่งชีวิตให้กับที่นี่”


เป็นวังหลวงแสนโสมมนี้เองที่พรากเอาชีวิตของผู้คนไป


“ชอนฮา...”


“ยองโฮละ”


“เสด็จพี่ทรงเสด็จไปที่—”


“ท่านแม่!”


องค์ชายใหญ่ยองโฮวิ่งฝ่าเหล่าขุนนางทหารที่ติดตามฝ่าบาทเข้ามา ใบหน้าของเขาผุดเต็มไปด้วยเหงื่อ ยุนกิรีบลุกขึ้นหลีกทาง องค์ชายเข้าไปประคองร่างเย็นชืดของพระสนมซูบินที่ดวงตาเหลือกค้างก่อนจะซุกหน้าร้องไห้กับหน้าอกเย็นชืดของมารดา


“เสด็จพ่อ... หม่อมฉัน”


“เรารู้ดี ยองโฮ”


ผ่านไปพักใหญ่ยองโฮก็เงยหน้ามองสบดวงตาของผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินแห่งนี้ ดวงตาแดงก่ำเพราะเส้นเลือดดูน่ากลัวอย่างประหลาดยามสะท้อนกับแสงเทียนและแสงของคบเพลิง


“เรื่องนี้หม่อมฉัน...”


“เจ้าจัดการไปก็เกรงว่าจะมีแต่ทุกข์ใจเปล่าๆ เราจะให้ยุนกิจัดการเรื่องนี้”


“แต่!”


“หรือเจ้าสงสัยยุนกิ?”


“ข้าเพียงแต่อยากให้เรื่องนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม”


ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั้งโถง ยุนกิไม่กล้าสบตาใครทั้งนั้นเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขาจึงได้แต่มองไปที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เป็นประธาน ดวงตาถูกแกะสลักให้แสดงออกถึงความปราณีผ่องใส


ทั้งคำว่าปราณี หรือคำว่ายุติธรรม ที่จริงแล้วมีคำนี้อยู่ในวังหลวงด้วยหรือ


วังหลวงแห่งนี้ผู้คนต่างใช้เท้าถีบหน้าคนอื่นเพื่อให้ตนไปอยู่ในจุดสูงสุด ความยุติธรรมหรือคุณธรรมบ้าบออะไรนั่น มีอยู่จริงหรือไม่จริง


เขาคุกเข่าลงที่ด้านหน้าขององค์ชายใหญ่


“หม่อมฉันสาบานจะหาตัวคนผู้นั้นมาให้ได้พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่”


“เรียนเสด็จพ่อ อย่าหาว่าหม่อมฉันขี้ระแวง แต่เสด็จแม่ถูกฆ่าตายอยู่ในสถานที่ที่ไร้ทางเข้าออกยากจะหลบหนีเช่นนี้ ฟังดูแล้วไม่คล้ายกับว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ เสด็จพ่อไม่คิดว่า...”


ฝ่าบาททรงรู้ดีว่าองค์ชายยองโฮกำลังเสียใจอย่างหนัก ไอ้คำพูดที่อยู่ๆก็สาดโคลนมาที่เขาแบบนี้ ใครต่อใครที่ฟังอยู่ก็รู้ได้ ยุนกิแทกุนได้รับภารกิจให้คอยเฝ้าระวังเจ้าปีศาจ แต่ว่าปีศาจกลับเป็นผู้ลงมือฆ่าพระสนม คำพูดเช่นนี้...


“เรารู้ว่าเจ้ากำลังเสียใจแต่อย่าพูดเหลวไหล ยองโฮ”


“แต่ว่าเสด็จพ่อ...”


“แม่เจ้าเป็นภรรยาคนแรกของเรา ไม่ต้องกลัวว่าเราจะปล่อยให้นางตายไปอย่างสูญเปล่า ถ้าเจ้าไม่ไว้ใจยุนกิ ถ้าอย่างนั้นก็ให้จองกุกช่วยอีกแรงก็แล้วกัน”


ชื่อที่ถูกขานออกมาเป็นองค์ชายสี่จองกุก มารดาของเขาเป็นพระสนมชั้นซุกวอนคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปนานมากแล้ว เจ้าตัวถึงถูกส่งให้ซูบินเลี้ยงดู ด้วยความผูกพันบางอย่าง ฝ่าบาทคงเห็นว่าจองกุกเป็นองค์ชายที่ยังอายุน้อยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหากรักและเคารพซูบินที่ตายไปแล้วอย่างมารดาแท้ๆ คงคาดหวังจะให้จองกุกเป็นตัวคานน้ำหนักอีกทีหนึ่ง


“หม่อมฉันรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”


องค์ชายจองกุกก้าวออกมาจากกลุ่มผู้ติดตาม ด้วยศักดิ์ของเขาไม่สูงนักจึงไม่มีสิทธิ์เสนอออกความเห็นด้วยตัวเองอย่างยองโฮหรือว่ายุนกิ แต่เมื่อมีเสียงเรียกนามแล้วเขาถึงสามารถเอ่ยคำ 


“ยุนกิ เจ้ากับจองกุกคอยสืบสวนเรื่องนี้ หาตัวคนร้ายออกมาให้เร็วที่สุด”


“พ่ะย่ะค่ะ”


จนถึงตอนนี้ยุนกิถึงได้มีโอกาสเหลือบตามององค์ชายยองโฮที่ทำสีหน้ากลืนไม่เข้ากลืนไม่ออก เขารู้ดีว่าเรื่องคนเป็นแม่ถูกฆ่าตายอย่างไรคนเป็นลูกแท้ๆก็วางใจได้แค่ตัวเองให้เป็นคนหาเบาะแส ยุนกิไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่าบาทถึงตัดสินใจเช่นนั้นทั้งที่เขากับซูบินก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเท่าไร เรียกได้ว่ารู้จักกันตามธรรมเนียมผิวเผินเท่านั้น


แต่อย่างไรก็ตาม ในวังหลวงแห่งนี้... ไม่สิ แผ่นดินผืนนี้แล้ว คำพูดของฝ่าบาทก็ถือเป็นที่สุด ต่อให้ในใจอยากจะค้านเพียงไหน แต่เมื่อพระเจ้าแผ่นดินให้สัตย์วาจาแล้วผู้ใดหรือจะกล้าฝ่าฝืน


“หม่อมฉันจะรายงานความคืบหน้าต่อท่านพี่ทุกครั้ง ท่านพี่โปรดวางใจ”


ดวงตาของยองโฮกุนเหมือนจะถามเขากลับว่า ไว้ใจ? ให้ข้าไว้ใจศัตรูอย่างเจ้าน่ะเหรอ ในวังหลวงแห่งนี้ที่จริงยังไว้เนื้อเชื่อใจใครได้อีก ขนาดเจ้าเองแม้แต่แม่แท้ๆก็ยังไม่กล้าไว้ใจเลยนี่นา


ยุนกิไม่ได้ตอบโต้อะไรกับแววตานั้น เพียงแต่ลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อแล้วรีบเร่งออกจากตำหนักโดยพาจองกุกไปด้วย


หอดาราศักดิ์สิทธิ์ถูกย้อมด้วยเลือดครั้งนี้ ไม่เพียงนำพาความตายมาสู่วังหลวง แต่นำพาความหวาดกลัวมาอีกด้วย


ควันธูปส่งกลิ่นฉุนแตะจมูก หนึ่งร่างซึ่งหลบซ่อนค่อยถอยเข้าสู่ความมืดมิด



—————



“อุตส่าห์เข้าฤดูใบไม้ผลิทั้งที ดันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ คงต้องลำบากท่านไม่น้อยเลยทีเดียว” 


ทั้งวังหลวงประกาศไว้อาลัยหนึ่งเดือนเต็ม ฝ่าบาทปิดห้องทรงงานไม่แวะเวียนหาผู้ใด พระสนมต่างเก็บตัวอยู่ในตำหนัก ตำหนักในจึงเงียบสนิทหลงเหลือเพียงกระแสลมบัดเบาพัดพาเอากลีบดอกไม้เริงระบำเป็นบางช่วงเวลา


จองกุกนั่งนิ่งจ้องมองคนทั้งสองพูดคุยสนทนากัน ‘ปีศาจ’ ทุกคนเรียกคนตรงหน้าว่าอย่างนั้น ทว่าจีมินนอกจากสีผมและสีของดวงตาแล้วไม่มีอะไรแตกต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย เหมือนจะรู้สึกได้ จีมินจึงเลื่อนจานขนมมาใกล้ เพียงเท่านั้นก็ทำเขาตกใจจนตัวสั่น


จองกุก! เจ้าอายุสิบสามแล้วนะ! ทำไมยังตกใจกับเรื่องแค่นี้อีก


“ขนมที่ห้องเครื่องตำหนักแทกุนรสชาติดีมั้ยน้อง องค์ชายทรงลองชิมบ้างสิ” 


“คะ... คือว่า” “ไม่มียาพิษหรอก” ยุนกิพูดสวนขึ้นมาก่อนจะสุ่มหยิบขนมชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมากินให้ดูเป็นตัวอย่าง เขาไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรที่จองกุกจะไม่ไว้ใจในตัวเขา เพราะวังหลวงแห่งนี้ใครที่กล้าวางใจอะไรง่ายดายมักจะตายเป็นคนแรกอยู่เสมอ จองกุกพยักหน้าหวาดๆ หยิบขนมชิ้นหนึ่งมาชิมแล้วก็พยักหน้า อร่อย...


“ถ้าชอบก็แวะมาบ่อยๆ แทกุนไม่ชอบกินของหวาน แต่กลับเตรียมขนมหวานมาเสียเยอะ ข้าอ้วนจนจะเป็นหมูอยู่แล้ว”


“ถ้าเจ้าไม่อยากอ้วนอย่างนั้นข้าจะลดปริมาณลงดีหรือไม่”


“ท่านก็รู้ว่าข้าล้อเล่น อีกอย่ามีจองกุกมาช่วยกินแล้วนี่ไง ท่านเองก็อย่าเสียงแข็งกับน้องชายให้มาก”


น้องชาย? เขาไม่รู้หรอกว่าในใจของแทกุนจะคิดว่าเขาเป็นน้องชายหรือไม่ ท่านแม่ของเขาเป็นเพียงซังกุงผู้หนึ่งที่บังเอิญเป็นที่ต้องใจของฝ่าบาท ถวายงานเพียงสองครั้งก็ตั้งครรภ์ตัวเขา ชาติตระกูลเป็นเพียงลูกสาวขุนนางชั้นต่ำผู้หนึ่งมีหรือจะอยู่ในสายตาของแทกุนสูงศักดิ์


แต่เขาไม่ได้เกลียดอะไรอีกฝ่ายหรอกนะ เราต่างไม่ได้สุงสิงอะไรกันอยู่แล้ว รวมถึงยองโฮกุนที่เคยอยู่ตำหนักเดียวกับเขาด้วย ช่วงที่เขายังเด็กอีกฝ่ายก็โตมากพอที่จะแยกไปมีตำหนักของตัวเองแล้ว อาจมีพูดคุยกันบ้างแต่ก็นับครั้งได้


“มะ... ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านจีมิน คือ...”


“ไม่ได้! ยุนกิ ท่านเองก็เลิกทำหน้าเคร่งได้แล้ว ไม่เห็นเหรอว่าจองกุกกุนกลัวหมดแล้ว”


“เฮ้อ...ก็ได้...” เป็นครั้งแรกที่จองกุกเห็นแทกุนผู้เคร่งครัดทำเสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายอย่างนี้ก่อนจะหันมาจ้องจนเขาเกือบสะดุ้งอีกครั้ง 


“จองกุก เจ้ามีอะไรสงสัยก็ให้ถาม ข้าจะตอบเจ้าถ้าตอบได้”


รู้ทันจริงๆด้วย!


“คือข้า...” “อย่าบอกว่าเจ้าไม่ได้สงสัยอะไร หน้าเจ้าแปะคำว่าสงสัยอยู่เต็มไปหมด”


“คิกๆ แล้วทำมาเป็นบอกว่าข้าอ่านใจได้” จีมินยกมือปิดปากหัวเราะ 


“คะ... คือ เสด็จพี่... ท่าน คิดว่าใครเป็นคนร้าย...” จองกุกรู้ดีว่าแทกุนย่อมมีแผนการอยู่ในใจ เสด็จพ่อทรงส่งเขามาไม่ได้มุ่งหวังจะให้ช่วยสืบสวนแต่เพื่อให้ท่านพี่ยองโฮสบายใจเสียมากกว่า ขนาดเด็กสองขวบปียังรู้เลยว่าองค์ชายทั้งสององค์ต่างห้ำหั่นกันเรื่องราชบัลลังก์ขนาดไหน


ส่วนเขา... ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่ได้อยู่ในความสนใจของใคร


แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้นหรอก เขาเองเกิดมาไม่ได้คิดมีใจอยากจะครองบัลลังก์อะไรอยู่แล้ว เสด็จพ่อเคยตรัสกับเขาครั้งหนึ่งว่ามีตัวเลือกในใจ จองกุกเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเขา เป้าหมายของเขามีเพียงช่วยเหลือใครก็ตามที่ต้องการเท่านั้น


“เฮ้อ... ข้าเองก็ไม่รู้หรอก”


“พระสนมซูบินทรงถูกปลงพระชนม์ในที่ปิด หอดาราทำจากไม้อายุพันปีสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน พระสนมบางคนยังไม่มีวาสนาจะได้เข้าไปด้วยซ้ำ ทั้งข้า ทั้งเจ้า หากไม่มีพิธีการสำคัญก็ไม่แม้แต่จะย่างกรายเข้าใกล้”


“ท่านพี่ไม่นึกสงสัยใครเลยเหรอ ขนาดท่านพี่ยองโฮยังคิดว่าเป็นฝีมือของปี...”ศาจ เขาต่อคำนั้นในใจเพราะลืมไปว่าปีศาจที่ว่านั่นก็นั่งอยู่ที่ตรงหน้าเขา


“ไม่ใช่จีมินหรอก” “องค์ชาย ท่านช่างน่ารักยิ่ง” ยุนกิกับจีมินพูดขึ้นพร้อมกัน ไม่ได้มีท่าทีถือสาอะไร


“วันนั้นจีมินอยู่กับข้า เราสนทนากันเรื่องพวกโพ้นทะเลอยู่หลายชั่วยาม เป็นไปไม่ได้หรอก”


“เรื่องของพวกโพ้นทะเล ท่านจีมินรู้จักเรื่องของพวกโพ้นทะเลด้วยหรือขอรับ”


“ทั้งท่านทั้งยุนกิแทกุนต่างตกใจเหมือนกันไม่มีผิด เอาเถอะ ข้าเองพอจะรู้ภาษาและเรื่องราวของพวกโพ้นทะเลอยู่บ้าง ท่านสนใจเรื่องราวของพวกเขาหรือองค์ชาย”


ได้ยินอย่างนั้นจองกุกก็พยักหน้ารับอย่างสนใจ ยุนกิเห็นแววตาของจีมินอ่อนแสงลงเมื่ออีกฝ่ายมองไปที่จองกุก เขายอมรับว่ารู้สึกสงสัย ในใจเหมือนถูกบางอย่างแทรกซึมเหมือนมีอะไรไต่ ปีศาจตนนี้ไม่เคยแสดงอำนาจอะไรต่อหน้าเขา แววตานั้นอาจดูเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกหยอกเย้าในบางครั้ง แต่บางคราซุกซ่อนความโศกเศร้าบางประการที่เขาไม่อาจเข้าใจ เมื่อจีมินมองไปที่จองกุก เขาไม่อยากจะเชื่อว่าความรู้สึกแรกนั้นคือ... เอ็นดู?


ความโหยหาบางอย่างเหมือนถูกเติมเต็ม


“ท่านเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ พวกทหารนางกำนัลเคยพูดกันว่าเรื่องราวของพวกเขาตื่นเต้นน่าสนใจ ข้าเคยได้รับหนังสือนิทานภาพทว่าไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เขียนอยู่... คือ ถ้าท่านไม่ยุ่ง...”


“ที่นี่ยินดีต้อนรับท่านเสมอ” “แทกุนขอรับ...คนของเรากลับมาแล้ว”


เสียงของกีฮยอนดังขึ้นจากด้านหลังบานประตู ยุนกิซึ่งส่งคนแทรกซึมไปตามตำหนักต่างๆจึงได้ลุกขึ้น เมื่อจองกุกปรายสายตามอง ยุนกิกลับยกมือขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายนั่งลง “เจ้าอยู่ที่นี่ ข้ามีเรื่องต้องพูดคุย”


“สุดท้ายแล้วท่านพี่ก็ไม่เคยไว้ใจข้า...” เขาเผลอหลุดความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาเมื่ออีกฝ่ายเดินพ้นไป


“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก... ท่านคิดมากไปแล้ว แทกุนที่จริงแล้วเป็นห่วงท่านมาก” จีมินเอ่ยปลอบ มองเผินๆคนอาจจะคิดว่าเพราะไม่สนิทสนมยุนกิจึงไม่ไว้ใจให้จองกุกเข้าร่วมการสอบสวนของเขา แต่ใครจะรู้... ‘คนของเรากลับมา’ กลับมาอาจไม่ใช่แค่คนที่มีชีวิต แต่อาจเป็นร่างไร้ชีวิต เป็นได้แม้กระทั่งร่างที่กำลังจะไม่มีชีวิตเมื่ออยู่ใต้เงื้อมมือของศัตรู ในวังหลวงแห่งนี้เมื่อมีเรื่องเผือกร้อนสาดโคลน การจะเอาตัวเองให้รอดออกจากเรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่แค่ต้องมีจิตใจเด็ดขาดมั่นคงมองการณ์ให้ดู แต่ต้องรู้จักหยิบใช้ไม่เลือกวิธีการด้วย องค์ชายจองกุกแต่เดิมมารดาไม่ใช่ลูกสาวขุนนางใหญ่โตอะไร ไม่มีใครคาดหวัง ไม่มีใครหยิบใช้ อาจจะดูเหมือนถูกลบหลู่เกียรติแต่ที่จริงแล้วกลับเป็นเรื่องโชคดีอย่างที่สุดเรื่องหนึ่ง ยิ่งไร้ประโยชน์ยิ่งเรื่องน้อย ยุนกิไม่อยากให้น้องชายอายุยังน้อยต้องเข้ามาพัวพัน เจตนาดีที่ซ่อนอยู่ในความไม่แยแสนี้เป็นเขาที่ดูออก


“องค์ชาย ท่านอายุยังน้อยก็จริง แต่เมื่อถูกจับโยนให้มาเกิดในที่แบบนี้แล้ว มีใครเคยพูดคุยกับท่านเรื่องวังหลวงบ้างหรือไม่”


“ที่จริงพระอาจารย์ก็เคยตักเตือนมาบ้างว่ากระทำสิ่งใดต้องระมัดระวัง... เพียงแต่ข้าไม่ใช่พวกสุงสิงกับใคร ไม่ค่อยมีผู้ใดคบหา...”


จีมินไม่แน่ใจว่าเขาควรจะสงสารหรือควรจะดีใจที่เรื่องราวชีวิตขององค์ชายจองกุกเป็นแบบนี้ดี


เมื่อชาติก่อนอีกฝ่ายเป็นบุตรชายที่ถูกคาดหวังจากครอบครัว ได้รับการนับหน้าถือตา เติบโตขึ้นมาอย่างดีแต่ภาระที่บ่านั้นก็หนักแน่นเหมือนหินก้อนใหญ่ซึ่งคอยแต่จะถ่วงรั้ง


มาชาตินี้แม้จะโชคดีเกิดมาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก แต่ดันอยู่ในสถานที่ที่ผู้คนล้วนหยิบใช้สอยสิ่งของไม่เลือกหน้า


“พระอาจารย์บอกว่า... ท่านพี่ยุนกิเป็นคนเก่ง ท่านพี่ยองโฮก็เป็นคนเก่งข้าจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแค่อย่าทำตัวเป็นศัตรูกับสองคนนี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยระดับหนึ่ง”


“เพราะอย่างนั้นท่านเลยไม่กล้าพูดอะไรมากอย่างนั้นเหรอ”


จองกุกพยักหน้า “แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่ใช่คนที่ท่านพ่อสนใจ ท่านพ่อนานๆทีแวะเวียนมาหาข้าหากไม่ใช่เพราะท่านพี่ยุนกิหรือท่านพี่ยองโฮเอ่ยปากก็คงจะทรงลืมเลือนข้าไปแล้ว ทุกครั้งที่ท่านพ่อมาหา... ข้าต้องระวัดระวังสำรวมตน ท่านพี่ยองโฮมักจะเอาแต่พูดในเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ ส่วนท่านพี่ยุนกิเป็นคนพูดน้อยแต่ข้ารู้ว่าท่านพ่อทรงสดับรับฟังสิ่งที่เขาพูดอยู่เสมอ แต่ไหนแต่ไรมาข้าได้แต่มองพวกเขาสองคนอยู่จากข้างหลัง...ก็เลย”


ความรู้สึกนั้นของจองกุกเขาเองเข้าใจดีกว่าใคร 


“ท่านคงมีวัยเด็กที่ยากลำบากไม่น้อย...”


เขาถามออกไปทั้งที่รู้ ความไม่เป็นที่ต้องการ ไม่มีความสำคัญใดทั้งที่เกิดมาเป็นชนชั้นสูงสุด เขารู้ดี องค์ชายจองกุกไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมา แต่ความเศร้าที่แผ่ขยายออกมาจากร่างนั้นทำให้ใจของเขาสั่นสะท้านไปทั้งใจ


“ข้าแค่อยากแบ่งเบาภาระของท่านพี่ได้บ้าง...”


“...แต่ก็อย่างว่า... ในวังหลวงแห่งนี้ ใครๆก็รู้ว่าเราไม่อาจไว้ใจใครได้นอกจากตัวของเราเอง ท่านพี่เป็นคนฉลาด... ก็คงไม่ต่างจากคนเหล่านั้น”


“ไม่หรอก”


“ยุนกิแทกุน... ที่จริงแล้วเป็นคนที่มีจิตใจดีมากผู้หนึ่ง หากเจ้าไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร ก็ขอให้เชื่อในตัวเขาก็แล้วกัน”


“เชื่อ?”


จีมินพยักหน้า “ท่านอาจ... จะคิดว่าข้าไร้สาระ แต่ที่จริงแล้วยุนกิแทกุนเองก็นับว่าเป็นหนึ่งคนที่เจ้าสามารถไว้วางใจได้”


“ทำไมท่านจึงแน่ใจ เพราะท่านเป็นปีศาจอย่างนั้นเหรอ แล้วคำพูดของปีศาจจะเชื่อใจได้อย่างนั้นหรือ”


นั่นสินะ ใครจะกล้าเชื่อคำพูดของปีศาจกัน คำใดคือคำจริงหรือคำลวง ที่จริงแล้วเขาไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย


“…แต่... ข้าเชื่อท่านจีมินนะ”



ดวงตาสีเทาเบิกกว้างอย่างแปลกใจ “ท่านเชื่อหรือ?”


จองกุกเม้มปาก “ไม่รู้ว่าเพราะอะไร... เมื่อข้าเห็นท่านจีมิน... ข้ากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้น คุ้นเคย? เหมือนว่าข้ากับท่านเราเคยพบกันมาก่อน เหมือนกับว่าท่าน... จะไม่ทำร้ายข้า”


ที่จริงแล้วกับจีมินเขาไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น อีกฝ่ายคือปีศาจ แต่เขากลับรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจอีกฝ่ายอย่างยิ่ง เหมือนมีสายสัมพันธ์บางอย่างผูกพวกเขาเอาไว้ด้วยกัน ความเงียบเหงาอ้างว้างถูกเติมเต็ม


เหมือนว่าเราเคยพบกันมาก่อนอย่างนั้นเหรอ


จีมินกลั้นให้น้ำตาที่เกือบจะเอ่อคลอไหลกลับเข้าไป “ทะ... ท่านคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอ”


หากว่านี่คือโชคชะตา...


“อื้ม... ข้าคิดอย่างนั้น”


ถ้าหากว่านี่คือชะตากรรมของพวกเขา


‘จองกุก... เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าเจ้าเป็นน้องพี่’


ถ้าหาก... 


“ถ้าอย่างนั้นก็มาหาข้าบ่อยๆก็แล้วกัน ข้าเอง... ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนได้อย่างอิสระเสรี เจ้าเองอยู่ตัวคนเดียวก็คงจะเหงา ว่างๆลองเอาหนังสือนิทานมาให้ข้าอ่านให้เจ้าฟัง ดูซิเรื่องเล่าของข้ากับบ่าวไพร่พวกนั้นเรื่องของใครจะสนุกกว่ากัน”


น้องชาย... พวกเราเอง ที่จริงแล้วก็เคยมีวันเวลาที่ดีอย่างนั้นร่วมกันมาก่อน



—————


“ไว้วางใจ คนเช่นข้าน่ะหรือ”


เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านนอกประตูเมื่อจองกุกกลับไปแล้ว จีมินสูดยาสูบเข้าเต็มปอดก่อนจะพ่นควันสีขาวลอยอวลไปทั่วห้อง เขาไม่ได้สงสัยเพราะเจ้าตัวยืนอยู่ตรงนั้นได้พักหนึ่งแล้ว


“แค่รู้ว่าแทกุนพยายามกันเขาให้ออกห่างจากกลิ่นคาวเลือด ข้าก็พอจะมั่นใจได้บ้างแล้ว”


“เป็นปีศาจนี่รู้ดีขนาดนั้นเลยเหรอ”


จีมินขำ “ในตอนแรกข้าก็ไม่แน่ใจ แต่กลิ่นคาวเลือดที่นอกประตูคงไม่โกหกหรอกกระมัง”


“ปีศาจจำเป็นต้องมีจมูกรับกลิ่นที่ดีขนาดนั้นเลย?”


“บางทีอาจเพราะข้าต้องย้ำเตือนท่านบ้างว่าที่จริงแล้วข้าเองก็นับว่าเป็นปีศาจตนหนึ่ง”


ยุนกิหัวเราะ... “นั่นสินะ” เขามองสีเลือดที่เลอะตามเสื้อผ้าอย่างจนใจ เรื่องราวสกปรกโสมมเหล่านี้ จองกุกที่จริงแล้วยังคงเด็กมาก เขาไม่ได้หมายถึงอายุ เพราะตั้งแต่อายุเท่าอีกฝ่าย ดาบของเขาก็ต้องเปื้อนเลือดหลายต่อหลายครั้งเพื่อรักษาชีวิตนี้เอาไว้ จนเติบโตมาไม่มีครั้งใดที่เขาจะรู้สึกสบายใจเมื่อมองไปที่เจ้าเด็กนั่น ดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้น สายเลือดครึ่งหนึ่งที่เป็นสายเลือดเดียวกันกับเขา...


“ดังนั้นข้าจึงได้บอกเขาว่าท่านเป็นคนที่ไว้วางใจได้”


“พรุ่งนี้ข้ามีของบางอย่างให้เจ้าช่วยดู”


“จีมินน้อมรับบัญชา”


เสียงฝีเท้าก้าวห่างออกไป นำพาเอากลิ่นคาวเลือดนั้นไปด้วย จีมินวางบ้องยาสูบลงที่ข้างตั่ง ดวงตาเหม่อมองเพดานว่างเปล่า


ยุนกิกำบางสิ่งซึ่งเขาได้มาจากการ ‘ไต่สวน’ เมื่อครู่ 


หลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่ซุกบิน


แต่ทำไมเล่า ทำเพราะริษยาน้องสาวอย่างนั้นหรือ? เหตุใดคนที่ไม่เคยคิดทำการใหญ่อย่างนางถึงได้เคลื่อนไหวเอาในตอนนี้ และเขาไปทำอะไรให้นางกันแน่จึงได้เป็นเป้าหมาย นางเคยขัดแย้งกับแม่ของเขาจริงแต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ขีดจำกัดดีว่าลงไม้ลงมือได้แค่ไหน จะบอกว่าซุกบินก้าวข้ามผ่านเส้นนั้น จะให้มองอย่างไรก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย


ยังมีอีกคนที่น่าสงสัยกว่า


กว่าเขากลับไม่เคยหาอะไรพบ


อย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่านางเป็นคนใจซื่อมือสะอาดไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง


6



สีส้มของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่าน อากาศเริ่มเย็นขึ้นเพื่อต้อนรับเหมันต์ฤดู สถานการณ์ในวังตึงเครียดกว่าที่เคยเป็น ความขัดแย้งระหว่างสององค์ชายทวีความรุนแรง ฝ่าบาททรงเหนื่อยใจกว่าที่ผ่านมาต้องลมหนาวจึงล้มป่วย ขุนนางต่างหวั่นพรึงเมื่อนับวันองค์ชายใหญ่ยองโฮถวายฎีกาคัดค้านยุนกิแทกุน การค้าระส่ำระส่ายซึมเศร้าเมื่อการเรียนรู้ภาษาของพวกโพ้นทะเลกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในวังเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเมื่อนับวันหลายชีวิตต้องสังเวยอย่างเป็นปริศนา


“เรื่องสำคัญเช่นนี้อย่างไรหม่อมฉันก็คิดว่าควรรอฝ่าบาท”


“เรื่องสำคัญเช่นนี้ข้ามองว่าต้องรีบตัดสิน ฝ่าบาททรงประชวรอยู่หรือเจ้าจะกล้า”


“ยองโฮกุน ข้ารู้ว่าท่านทรงระแวงเรื่องสำนักศึกษาของพวกคริสต์ แต่ว่าพวกนั้นยังไม่ได้กระทำความผิดอะไรใหญ่หลวง การจะสั่งเผาฆ่าทำลายลัทธินั่นทิ้งหม่อมฉันเกรงว่าประชาชนจะ...”


“เสนาบดีมิน ข้าไม่ได้อนุญาตให้ท่านเอ่ยปาก”


ด้วยแรงอารมณ์โกรธทำให้ยองโฮกุนเผลอทำเรื่องขัดแย้งต่อเสนาบดีมิน เซจิน เป็นที่รู้กันว่าสกุลมินอย่างไรก็ต้องส่งเสริมแทกุนสายเลือดมิน แต่ทว่าไม่เคยมีใครกล้าขัดแย้งกับเขาอย่างเปิดเผยอุกอาจเช่นนี้มาก่อน โชคดีที่ชายชราเลือดไม่ร้อนเท่าคนหนุ่ม เขาเพียงขอประธานอภัยและนั่งลงไม่ปริปาก


“อย่างไรท่านก็ไม่ไดรับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายกำลังโดยพลการ ท่านพี่”


“ข้านึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมเจ้ากับข้าต้องเห็นต่างในเรื่องนี้อยู่ร่ำไป ได้ข่าวว่าพักนี้เจ้าไปที่สำนักศึกษาบ่อยครั้ง หรือเจ้ามีจิตใจเอนเอียง?”


ทั้งท้องพระโรงเงียบสนิทราวกับป่าช้า องค์ชายที่เคยมีจิตใจเอนเอียงเปลี่ยนศาสนาความเชื่อล้วนไม่เคยมีจุดจบที่ดี ใบแผ่นดินที่ยึดหลักคำสอนของขงจื้ออย่างแรงกล้า อีกฝ่ายเป็นองค์ชายหากมีใจคิดแปรผันนั่นเป็นเรื่องร้ายแรงเรื่องหนึ่งที่ยากจะหลีกพ้น


“ข้ามิได้มีจิตใจเอนเอียง เพียงแต่ในนั้นมีประชาชนของเราอยู่ไม่น้อย ข้าแค่—”


“หากข้ายืนยันจะทำลายพวกมันเล่า?”


ยุนกินิ่งเงียบจ้องมองไฟในตัวขององค์ชายใหญ่ ชั่วขณะที่ลางสังหรณ์ชั่ววูบของเขาทำให้เขานึกเอ่ยปาก


“ทำไมท่านจะต้องรีบร้อนอยากทำลายพวกมันด้วยเล่า หรือที่จริงแล้วเป็นท่านมีความลับใดปิดบังซ่อนอยู่?”



—————



“ฝ่าบาททรงไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” 


“แม้แต่ข้าอย่างนั้นหรือ? หากข้าบอกว่ามีเรื่องด่วนเล่า”ยุนกิยืนอยู่ที่หน้าตำหนัก ฝ่าบาทประชวรหนักไม่ยอมให้ใครเข้าเฝ้าหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


“แม้แต่ท่านพ่ะย่ะค่ะ”


ขณะที่กำลังถอนหายใจ ปลายผ้าสีหวานก็ค่อยเด่นชัดเข้ามาในครรลอง “ท่านเองก็มาอย่างนั้นหรือ?”


ฮีบิน?


“น่าเสียดายที่ฝ่าบาททรงประชวรหนัก เมื่อกี้ข้าทรงถวายยาให้แล้วก็ทรงหลับไป แทกุนท่านไม่ควรรอ” 


ริมฝีปากสีสดแย้มยิ้ม ยุนกิไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระสนมชั้นบินกลับได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า เขาได้ยินมาว่าแม้กระทั่งพระมเหสีฝ่าบาทยังไม่ทรงอยากพบหน้า จะว่าไปแล้วความโปรดปรานที่ฮีบินได้รับ คาดว่าเขาคงจะต้องใส่ใจให้หนักขึ้น?


ฮีบินคนโปรดของฝ่าบาทมีดวงตาที่ใส่กระจ่างชวนลุ่มหลงคู่หนึ่ง ประกายในดวงตาแผ่กลิ่นอายลี้ลับอย่างที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้จึงต้องเป็นฝ่ายหลบลี้ นางไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าอย่างเคยด้วยศักดิ์ของตำแหน่ง อย่างไรเขาเองก็มีฐานะเป็นลูกแม้นางจะไม่ได้มีอายุที่ต่างกัน ลูกชายกับแม่เลี้ยง อย่างไรก็ไม่ควรพบเห็นพูดคุยกันเกินกว่าจำเป็น


“ราชการด่วนไม่อาจรั้งรอ ทว่าหากฝ่าบาททรงพักผ่อนแล้วหม่อมฉันก็ไม่มีเหตุใดต้องอยู่ที่นี่” 


ฮีบินทรงหันไปกระซิบกระซาบกับคนสนิทข้างกาย ยุนกิมองขันทีคนสนิทของฮีบิน ด้วยอากาศที่ร้อน เขาคิดว่าเขาตาฝาด...


ดวงตาคู่นั้น... เป็นสีเทา


“อย่างไรแทกุนก็ทรงรักษาตัวด้วย หากล้มป่วยไปอีกคนคงจะไม่ดีแน่”



“กีฮยอน”


“พ่ะย่ะค่ะ”


“ไปสืบเรื่องของขันทีคนสนิทของฮีบินมา”


“พ่ะย่ะค่ะ แทกุน”


ลางสังหรณ์ของเขาไม่เคยผิดพลาด ยิ่งรอยยิ้มลึกลับพิศวงของฮีบินด้วยแล้ว... แต่หากเป็นฝีมือของปีศาจจริง อย่างนั้นจีมิน! จีมินก็ต้องรู้เรื่องนี้


—————


“ไม่... จองกุก เจ้าต้องพันมันกลับไปที่อีกข้าง... อย่างนั้นละ”



ยุนกิไม่รู้ว่าเพราะอะไรภาพจีมินกำลังสอนจองกุกเล่นเชือกถัก... ถึงได้ดูคุ้นตาราวกับว่าเขาเคยพบพานมันมาก่อน เชือกถักสีสันสวยงามของชาวบ้าน การละเล่นที่คนซึ่งเป็นองค์ชายอย่างเขาคงไม่รู้จัก ท่าทีของจองกุกซึ่งกำลังตั้งใจเรียนรู้กลับ...


ภาพตอนที่ไปตลาดกลับผุดขึ้นมาในสมอง


/ ระหว่างทางกลับวังหลวง พวกเขาเดินผ่านกลุ่มเด็กๆกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ยุนกิปกติไม่ได้สนใจเด็กพวกนั้นอยู่แล้ว แต่จีมินกลับรั้งชายเสื้อของเขาไว้ “นั่นเชือกถักนี่นา”


อีกฝ่ายเดินเข้าไปเจรจาสองสามคำก็ได้เชือกสีแดงมาเส้นหนึ่ง เป็นเพียงเชือกธรรมดาที่สตรีเอาไว้เย็นป้ายห้อยเอวให้บุรุษ


‘นั่นคืออะไร’


‘ท่านไม่รู้จักเชือกถักเหรอ มานี่ ข้าจะเล่นให้ดู’


นิ้วของจีมินสะบัดเพียงนิดเชือกสีสวยก็ร้อยรัดเกี่ยวกันเป็นรูปดาว อีกครั้งกลายเป็นพิณ อีกครั้งกลายเป็นแมว


‘เจ้าทำได้ยังไงน่ะ’


‘มีคนผู้หนึ่งเคยสอนข้า...ที่จริงแล้วเขาทำได้มากกว่าข้าอีก ข้าเรียนรู้จากเขาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นเอง’ /


จีมินจ้องดวงตาที่มองค้างนิ่งงันขององค์ชาย “แทกุนรีบร้อนมาเพราะเหตุใดกัน”


เขาสะบัดความคิดนั้นออกจากหัว  “ตอบข้ามาด้วยความสัตย์จริง มีปีศาจตนอื่นนอกจากเจ้าหรือไม่ จีมิน”


“มีแล้วอย่างไร ไม่มีแล้วอย่างไร”


จองกุกนั่งจ้องมองความตึงเครียดที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองด้วยใจกระสับกระส่าย จีมินนอนเอกเขนกอยู่ที่ตั่งตัวเดิมส่วนยุนกิยืนประจันหน้าอย่างไม่ยอม เขาไม่รู้จะทำอย่างไรถึงได้เงียบ


“จีมิน!”


“ถ้าข้าบอกว่าข้าไม่สามารถตอบได้เล่า”


ครานี้น้ำเสียงอ่อนโยนคุ้นชินกลายเป็นน้ำเสียงเย็นยะเยือก เขาหลับตา หยิบบ้องยาสูบมาจรดที่ริมฝีปาก จองกุกได้ยินเสียงสูดรับควัน ครู่หนึ่งกระแสควันก็ลอยออกมาเป็นสาย ไม่กระจัดกระจาย ทำให้บรรยากาศถูกมัวมอม


“หรือเจ้าจะบอกว่าเจ้าเองก็มีแผนการ”


“หรือแทกุนคิดว่าการเข้าวังของข้าเป็นเพียงการเข้ามาเดินเล่นกันเล่า”


นั่นสินะ... จองกุกไม่ทันได้คิด ตอนที่ฝ่าบาทประกาศว่าทรงจับปีศาจได้หนึ่งตน แม้ใจจะนึกสงสัยว่ามนุษย์ผู้หนึ่งจะมีความสามารถถึงขั้นปราบปีศาจได้เชียวหรือ ปีศาจอย่างในนิทานที่ว่ามีพลังอำนาจแข็งแกร่งยิ่ง หากไม่ใช่เพราะเจ้าตัวยินยอมก้าวเท้าลงตรวนเพื่อเข้าวังมาแล้ว ไหนเลยจะ...


“เจ้าจะบอกว่าที่จริงแล้วเจ้า...” น้ำเสียงของแทกุนดังขึ้นอย่างปวดร้าว


“ข้าไม่อาจบอกเล่าได้ว่าสิ่งที่ข้ากระทำอยู่นั้นคือสิ่งใด แต่สิ่งที่ข้าบอกได้คือข้าไม่เคยคิดร้ายกับท่าน”


ดวงตาของคู่มองสบกันราวกับจะวัดใจ


“ในวังหลวงแห่งนี้... มีผู้ใดเชื่อใจได้ด้วยหรือ” น้ำเสียงของแทกุนแหบพร่าเจือความปวดร้าวบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจ


“หากท่านไม่เชื่อ... ก็จงใช้ดาบที่ท่านมีแทงข้าให้ตายเถิด”


เคร้ง


“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้านะจีมิน”


ในพริบตาเดียวปลาบแหลมคมชี้จ่อที่ซอกคอขาวซึ่งโผล่พ้นชุดชอกอรีสีดำ แต่เจ้าของมันกลับไม่มีทีท่าแม้แต้จะหวาดกลัวหรือว่าหลบหลีก จองกุกเห็นว่าที่บั้นเอวของแทกุนมีดาบอยู่สองเล่ม เล่มหนึ่งคือปลอกสีแดงซึ่งเป็นดาบที่องค์ชายทุกคนได้รับมอบในวันบรรลุนิติภาวะ ส่วนอีกเล่มคือดาบในปลอกสีดำสนิทซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แทกุนทรงชักมันออกมา


“ข้าไม่เคยคิดว่าท่านไม่กล้า ทุกคำที่ข้ากล่าว ข้ากล่าวด้วยคำสัตย์”


ดวงตาสีเทาทอประกายวาวโรจน์ 


“จีมินย่างเท้าก้าวสู่ที่โสมมแห่งนี้ก็เพราะแทกุน หากแทกุนจะทรงต้องการชีวิตนี้ ก็คงทิ่มแทงลงมาอย่าได้ลังเล”


ดาบเล่มนั้นเคยคร่าเอาชีวิตเขามาหนึ่งหนแล้ว ในตอนนั้นเจ้าของมันไม่ได้ตั้งใจลงดาบมาที่เขา ที่จริงดาบเล่มนั้นไม่อาจฆ่ามนุษย์ ในตอนนั้นเขาจึงยังไม่ตายในทันที แต่หากเป็นในตอนนี้แล้วละก็... อย่างไรเขาก็ไม่มีวันรอดพ้น


“…เพราะ...ข้า”


มือของแทกุนสั่น ไม่รู้เพราะว่าอะไรอีกฝ่ายถึงพูดคำว่า ‘ก้าวเท้าเข้ามาในที่โสมมแห่งนี้ก็เพราะเขา’ มันมีอะไร มันต้องมีอะไร อะไรที่เขาคิดไม่ออก อะไรก็ตามที่...


ความรู้สึกบางอย่าง


ที่บอกเขาว่า...


ทุกอย่าง


ทุกการกระทำ


มันมีความหมาย


“ดาบเล่มนี้เจ้า...” กระแสบางอย่างในดาบเล่มนี้ทำให้เขาปวดหัว มือขาวคิดจะโยนมันคืนให้กับเจ้าของ


“เก็บมันไว้”


ครั้งนี้คำพูดของจีมินพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด


“เชื่อข้าเถอะ...”


ชั่วขณะหนึ่งคำว่า ‘เชื่อ’ ถูกแฝงด้วยความเว้าวอนโหยหาอย่างที่ใจต้องสั่นสะท้าน 


‘ข้าชื่อยุนกิ... มิน ยุนกิ’


/


เชือกถักสีสันสดใสถูกเกี่ยวร้อยด้วยกลลับของเด็กสาวจนกลายเป็นรูปดาว สะบัดอีกเพียงครั้งกลายมาเป็นสะพาน


‘เก่งจังเลย เจ้าทำได้ไงนะ’


‘ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย’


‘สอนข้าบ้างได้หรือไม่’


‘ข้าไม่ใช่คนกลับคำหรอกนะ จีมิน’


‘ท่านสัญญาแล้วนะ’


/


คำสัญญานั้นหมายถึงอะไร ทำไม ภาพเหล่านี้ถึง...


“ขะ... ข้าขอตัวก่อน”


จีมินมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับสายตา


ดาบกับปลอกของมันถูกทิ้งไว้



7



จองกุกไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้เขาถึงชอบที่จะพูดคุยกับจีมินทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน อาจเพราะในวังหลวงแห่งนี้เราสองต่างฝ่ายต่างเป็นนกที่ถูกกักขังไม่ให้มีอิสระเหมือนกัน มันมากกว่าคำว่าถูกชะตา เหมือนอีกฝ่ายรู้จักเขาดี มากกว่าที่เขาจะรู้จักตนเองเสียอีก ตำหนักของจีมินใหญ่ร้างเพราะมีคนอาศัยอยู่น้อยนิด จีมินเล่าให้ฟังว่าช่วงแรกๆมีเวรยามผลัดกันเฝ้าค่อนข้างหนาแน่น แต่เมื่อเขาไม่ได้คิดจะหนี แถมยังมีชาติกำเนิดอันน่าสะพรึงกลัวต่อท้าย ช่วงเวลากลางคืนจึงเงียบสงบยิ่ง


สวนด้านหลังค่อนข้างมืด จองกุกชอบเดินผ่านทางด้านนี้เพราะมันเป็นทางลัดที่เร็วกว่าสำหรับการเดินไปที่ตำหนักของเขา จองกุกไม่ค่อยใช้เกี๊ยว เขาไม่ชอบให้ใครก็ตามต้องมาเสียแรงแบกหาม


“ว่าแต่คืนนี้ไม่มีดาวเลย—” 


ท่านพี่...ทำอะไรได้โปรดระวังตัวเองด้วย ฝั่งนั้นกล้าถึงกับกล่าวหาท่านพี่เช่นนี้แสดงว่าต้องมีอะไร...”


ขณะที่ปลายเท้ากำลังจะก้าวผ่านพ้นตำหนัก จองกุกเร้นกายหายเข้าไปในเงามืดที่ด้านข้างเมื่อได้ยินเสียงแปลกปลอม เสียงของหญิงสาวผู้นั้นไม่ได้เบาลง เมื่ออีกเสียงหนึ่งโต้ตอบเขาจึงรู้ว่าเป็นชายหญิงคู่หนึ่งลักลอบสนทนากัน


“ข้าทำอะไรย่อมระวังอยู่แล้ว เจ้าเถอะ มีใครสงสัยบ้างรึไม่ เรื่องเจ้ากับฝ่า...”


“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป แม้กระทั่งตาแก่ชินวอนนั่นยังเชื่อข้าเสียสนิท ท่านแค่รีบๆหาหลักฐานอะไรก็ได้มาเอาผิดแทกุนผู้นั้น อย่างไรบัลลังก์ก็ไม่มีวันหนีหาย”


แทกุน! บัลลังก์!


ชื่อคนสนิทของฝ่าบาทถูกกล่าวออกมาทำให้เขายิ่งต้องรีบเงี่ยหูฟังให้ดี


“ยุนกิเป็นพวกทำอะไรรอบคอบ แม้กระทั่งหลักฐานก็ไม่มีออกมาให้เห็น เจ้าคิดว่ามันจะปล่อยให้พวกเราทำการได้ง่ายๆรึไง”


“ท่านพี่...นับวันความชอบของแทกุนยิ่งเปล่งประกาย ฝ่าบาทเองก็พูดถึงเขาบ่อยครั้งทั้งที่อยู่กับข้า... ข้าไม่อยากจะ—”


เขาได้ยินเสียงของฝ่ายชายพ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด


“ใช่สิ เอะอะอะไรก็แทกุน แทกุน! น้ำหนักในใจของฝ่าบาททุกคนล้วนรู้ดีว่าอยู่ที่ใครต่อให้จะทรงไม่ตรัสออกมาอย่างชัดเจน”


“ท่านอย่าได้ขุ่นเคืองไป แผนการของเรากำลังเป็นไปได้ด้วยดีไม่ใช่หรือไงเล่า”


“ก็หวังว่าฝ่าบาทจะไม่นึกสงสัยอะไรเจ้าก็แล้วกัน ว่าแต่... ผงราตรีที่เจ้ามีจะต้องใช้เวลาอีกเท่าใด” 


“คาดว่าคงอยู่ไม่ถึงจันทราเต็มดวงครั้งหน้า”


“ดี...ดี! ถึงตอนที่ตาแก่นั่นตาย ข้าจะให้เขาดูเสียให้เต็มตาว่าข้าจะฆ่าลูกชายคนโปรดของเขาอย่างไร”


ฆ่า! ผงราตรี นั่นไม่ใช่ยาพิษของพวกโพ้นทะเลหรอกเหรอ!?


“ถึงตอนนั้นท่านอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ก่อนอื่น... รีบจัดการชายผู้นั้นก่อนที่เขาจะ...”


“รู้แล้ว! เจ้าคิดว่าข้าไม่ร้อนใจรึไง ข้าจะเผาพวกมันให้วอดแต่เจ้าแทกุนกลับค้านข้า หรือที่จริงมันรู้อะไรแล้วกันแน่”


“ระ...เรื่องนี้”


“เอาเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เจ้ารีบกลับไปดูฝ่าบาท ข้าเองก็จะรีบให้ลูกน้องของข้าจัดการเหมือนกัน”


นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


แกร๊บ!


“นั่นใคร!”


เพราะความกลัวทำให้จองกุกเผลอเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้ง! หัวใจของเขาเต้นระรัว จะวิ่งหนีแต่ขากลับแข็งค้าง เขาได้ยินเสียงเดิน มันเดินเข้ามาใกล้ทุกที... ทุกที... เขาพยายามบอกตัวเองให้หนีไป แต่มันกลับไม่เชื่อฟัง


ชะ...  ช่วยด้วย


“ข้าบอกให้ตอบไงว่านั่นใคร!”


ใกล้เข้ามา เสียงนั้นใกล้เข้ามาแล้วแต่เขา—


เมี๊ยว...


สิ่งมีชีวิตสี่ขาวิ่งตัดผ่านตัวของเขามาจากที่ด้านหลัง! เสียงกรอบแกร๊บของกิ่งไม้ดังสะเทือนท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนมืด


“แมว?” 


จองกุกทรุดลงขุดคู้กับพื้นด้วยความโล่งใจ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่ เจ้าแมวตัวนั้นกระโดดออกไปเดินทอดน่องท่ามกลางแสงสว่างเดียวจากพระจันทร์ ขนของมันเป็นสีหมอกซึ่งหาได้ยากยิ่ง เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงจากตำหนักไหน 


“ก็แค่สัตว์สี่ขา ท่านจะกลัวไปไย อย่าลืมว่าที่นี่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้ามาอยู่แล้ว”


“ถึงจะเป็นแมวแต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นของใคร ข้าจะจัดการมัน—”


ไม่ได้หรอก! เราก็รู้ว่าพระมเหสีโปรดปรานสัตว์ชนิดนี้ขนาดไหน หากเป็นของพระนางแล้วขืนฆ่ามันสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วถูกจับได้ถึงตอนนั้นจะลำบากเอาได้ ท่านจำไม่ได้เหรอตอนซุกบินสมัยเข้าวังมาใหม่ๆเผลอเฆี่ยนตีแมวสีขาวปลอดของนาง ไม่รู้ว่าต้องโทษคุกเข่าอยู่กี่ชั่วกี่ยาม”


“เหอะ ทำมาเป็นพูดถึงนาง เจ้าเองก็ใช่ว่าจะชอบนาง สาดโคลนใส่นางอยู่ตั้งหลายครั้ง—”


“ท่านเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ อีกอย่างที่นี่ใกล้กับอุทยานหลวง อาจจะเป็นแค่แมวป่าตัวหนึ่ง รีบแยกย้ายกันดีกว่า”


จองกุกรอให้เสียงฝีเท้าทั้งคู่ทอดยาวห่างไปไกล ทั้งยังรออยู่อีกสักพักให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะไม่กลับมาจึงได้โผล่หน้าออกไปมองซ้ายมองขวา 


เมี๊ยว


เจ้าแมวตัวเดิมส่งเรียกร้องมาที่เขา จองกุกก้มลงไปมองที่ด้านล่างเห็นมันคาบสิ่งของบางอย่างมา เป็นพวงหยกประทับตรา... ตราบางอย่างที่เขาไม่สามารถอ่านมันออก


“เจ้าแมว ให้ข้าอย่างนั้นเหรอ” เขาเผลอถามออกมา คิดแล้วก็รู้สึกว่าตนเองช่างเพ้อพกอะไรเสียขนาดนี้ แมวที่ไหนจะตอบเขากลับมา


แต่เจ้าแมวกลับพยักหน้าน้อยๆ คายสิ่งที่มันคาบอยู่ลงบนมือของเขา 


“เจ้าจะบอกว่าคนพวกนั้นทำสิ่งนี้หล่นเอาไว้?”


แล้วมันก็พยักหน้าอีก! ดวงตาสีเทาของมันทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน ขณะกำลังจะพูดอะไรต่อเจ้าแมวก็รีบเอาหน้ามาดุนที่มือของเขา เป็นสัญญาณบอกให้เขารีบไปจากที่นี่


เขาเกือบลืมไปแล้วว่าถ้าสิ่งของหายไปเจ้าของมันอาจจะกลับมา! คิดได้อย่างนั้นถึงได้รีบจ้ำอ้าวกลับที่ของตน ครั้งนี้เป็นเพราะโชคดีจริงๆเพราะหลังจากเด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้ารีบซุกตัวอยู่บนตั่งนอนอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของฝีเท้านั่นกลับมาอีกครั้ง ตรวจตราไม่พบร่องรอยใดจึงได้เดินไปทางอื่นด้วยความหัวเสีย



—————



จองกุกรู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาอาจจะพลิกอนาคตของเขาไปตลอดทั้งชีวิตเลยก็ได้... ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ แต่เมื่อคิดว่าสิ่งนี้... อาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่เขากำลังจะไปหา ความกลัวกับความถูกต้องขัดแย้งกันอยู่นานสองนานเขาถึงได้มาที่นี่


สำหรับเขา การแอบลอบไปหาหลักฐานในตำหนักของยองโฮกุนไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อ้างเรื่องของซูบินที่เสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งไม่เคยมีใครมองว่าเขาเป็นพิษเป็นภัยก็สามารถจัดหาสิ่งเหล่านี้มาได้ง่ายดาย


ผงราตรี พวงหยกที่เหมือนกันกับของพระสนมผู้นั้น


สิ่งของที่ควรจะหายากกลับถูกเก็บไว้อย่างไม่ระมัดระวัง เพราะคิดว่าที่ที่ไม่อันตรายที่สุดเป็นที่เก็บซ่อนสิ่งของได้ดีกระมัง


เจ้าของตำหนักกำลังนั่งเหม่อ นิ้วมือคลึงเชือกถักอย่างเดียวกับที่จีมินเคยสอนเขาเล่น


เชือกถักสีซีดจางคุ้นตาที่ข้อมือบางคู่นั้น ทำไมถึงรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด เหมือนมีภาพบางอย่างมันผุดขึ้นมาในหัว ดินแดนที่เขาไม่รู้จัก ผู้คนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เพียงแค่คิดถึงความว่างเปล่าก็แล่นวาบขึ้นมา บางสิ่งที่ขาดหาย บางสิ่งที่...


“ทะ... ท่านพี่ยุนกิ”


แทกุนได้ยินเสียงจึงรีบสะบัดหัวไล่ความรู้สึกอันไม่เป็นรูปร่างทิ้งไป เขาเห็นน้องชายต่างสายเลือดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู ในมือกุมหีบห่อบางอย่างมาด้วย


“มีอะไรเหรอ จองกุก”


“คะ... คือข้ามีเรื่องบางอย่างจะปรึกษาท่าน” 


หลังจากใช้เวลาทำใจอยู่หลายวัน จองกุกเลือกที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับจีมินก่อน ถึงเขาจะยังเด็ก และรู้อะไรน้อย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการ ‘ให้สิ่งนี้’ กับใครจะเป็นข้อดีมากกว่า กับท่านพี่ยองโฮ แน่ละว่าเขาย่อมคุ้นเคยกับฝ่ายนั้นมากกว่าแต่จะให้พูดตามความเป็นจริง เขาไม่เคยอยู่ในสายตาของอีกฝ่ายอยู่แล้วทั้งที่เป็นอย่างนั้น... ส่วนท่านพี่ยุนกิ... พูดคุยกันจริงจังก็ครั้งนี้ครั้งแรก


ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะกำจัดเขาทิ้งรึเปล่า


‘แล้วท่านคิดว่าควรให้สิ่งนี้กับใคร?’


‘ขะ... ข้าไม่รู้จึงมาถามท่าน...’


‘ท่านกำลังลังเล?’


‘ข้าไม่รู้ว่าท่านพี่ยุนกิจะทำยังไงเมื่อข้ามอบสิ่งนี้ให้ หมายถึง ข้ารู้ดีว่าข้าไม่ได้เป็นคนเก่งกาจอะไร... ซ้ำของสิ่งนี้ได้มาก็เพราะโชคช่วยด้วย ถ้าไม่มีแมวตัวนั้น ข้าอาจจะตายไปแล้วก็ได้...’


‘ท่านดูถูกตัวเองเกินไป จองกุก ที่จริงแล้วท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าท่านเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากคนหนึ่ง’


เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรจีมินถึงได้พูดอย่างนั้น จริงอยู่ เขาเกิดมาก็ได้รับการสั่งสอนจากพระอาจารย์คนเดียวกันกับพวกพี่ๆเลยพอจะติดนิสัยอย่างเดียวกันมาอยู่บ้าง แต่ในเรื่องของความมุ่งมั่นกล้าหาญ เขาไม่เคยกล้าคิดเทียบ


‘ข้าก็แค่กลัว... ในวังหลวงผู้คนใช้ประโยชน์จากอีกคนหนึ่ง พอใช้เสร็จแล้วก็กำจัดทิ้ง ข้า...’


‘ท่านก็เลยคิดว่าแทกุนจะทำแบบนั้นกับท่าน?’


‘ข้าเปล่า! คือ... ที่จริงก็แอบคิดอยู่บ้าง ท่านพี่ยุนกิเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยเผยเรื่องส่วนตัวให้ใครเห็น ในหัวเขามีแต่เรื่องของประชาชน เรื่องของแผ่นดิน ข้าก็แค่ไม่อยากเป็นภาระ... อยากจะช่วยอะไรได้บ้าง...’


จองกุกพูดเสร็จก็มองไปที่ดวงตาสีเทาของจีมิน อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆให้เขาก่อนจะกล่าว ‘ที่จริงองค์ชายเองก็ทรงมีความคิดแบบนี้ เป็นข้าดูเบาท่านไปจริงๆ ที่จริงแล้วท่านเป็นองค์ชายซึ่งมีจิตใจกว้างขวางไม่แพ้พี่ชาย’


‘ทะ... ท่านพูดเกิดไปแล้ว คือข้า คือ เรื่องนี้...’


‘จองกุก รู้มั้ยว่าที่จริงแล้วท่านมีความสามารถไม่ต่างจากพี่ๆเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ท่านต้องมีคือความมั่นใจ ท่านต้องเชื่อใจในสิ่งที่ตัวเองคิด’


‘ข้ารู้ว่าในใจของท่านมีคำตอบ ทำตามสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้ เชื่อข้าเถอะว่าท่านจะไม่เสียใจ’


คำพูดนั้นปลุกระดมความกล้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จองกุกพยักหน้า เตรียมตัวจะทำในสิ่งที่เขาต้องการ แต่เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้น มือขาวกลับรั้งชายเสื้อของเขาไว้


‘ฝากสิ่งนี้ให้กับเขาด้วย บอกเขาว่าให้พกมันไว้ติดตัวอย่าให้ขาด’





ยุนกิมองปลอกดาบสีดำสนิท รับมันมาโดยที่ไม่พูดอะไร เมื่อเขาจับไปที่ มัน ความอุ่นร้อนปลอดโปร่งกระแสหนึ่งแล่นวาบเข้ามา ทั้งที่มันไม่ใช่ของเขา แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมันเป็นของของเขาเอง


“แล้วเจ้ามีอะไรจะปรึกษาข้า”


“เรื่องนี้...”


จองกุกเปิดหีบห่อที่อุ้มมา ทันทีที่เห็นตราประทับหยกกับสิ่งของอีกหลายสิ่งซึ่งวางรวมอยู่ด้วยกัน ยุนกิก็ต้องสลัดความคิดไร้สาระในหัวออกไปให้หมด


“นี่มัน...”


—————



สองเท้าก้าวเร็วๆไปยังที่ที่ฝ่าบาทประทับอยู่ ไม่สนใจคำถามที่กีฮยอนกำลังรัวในผู้เป็นนายแม้แต่น้อย ในหัวของเขามีแต่สิ่งที่จองกุกพูด สิ่งที่จองกุกได้ยินหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงละก็...


“ชอฮา... ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่จองกุกกุนพูดเป็นเรื่องจริง” 


“ข้าถึงต้องรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทอย่างไรเล่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง...” แสดงว่าฝ่าบาทเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว


“ชอฮา! ท่านไม่คิดบางเหรอว่านี่มันแปลกเกินไป หากว่า...”


ก่อนที่กีฮยอนจะพูดอะไรต่อ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เขาไม่ได้เห็นมานานมาก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปาก ยุนกิยอมรับว่าเขาไม่ได้เชื่อใจอีกฝ่ายนักในตอนแรก แต่สิ่งที่ถูกแสดงต่อหน้าของเขาค่อนข้างจะตรงกับข้อสันนิษฐานในใจแม้มันจะไม่เคยมีสิ่งใดปรากฎให้เห็น แต่เป็นเรื่องจริงแล้วอย่างไร ไม่ใช่เรื่องจริงแล้วอย่างไรเล่า?


“หากไม่ใช่เรื่องจริง... ก็ทำให้มันเป็นเรื่องจริงเสียสิ” 


วิธีการเช่นนี้... ผู้คนในวังหลวงใช่ว่าจะไม่คุ้นเคยไม่ใช่หรืออย่างไรเล่า?




8



“ฝ่าบาท!”


ร่างของกษัตริย์องค์ปัจจุบันนอนซีดเซียวเปลี่ยนไปมากจากที่เคยเห็นอยู่บนตั่ง เพราะมีคำสั่งไม่ใช่ใครเข้าเฝ้าเพียงคนเดียวนอกจากฮีบินแล้วคิดอยู่นานสองนานนี่หรือจะไม่น่าสงสัย แต่ผู้คนในวังมักจะถูกหลอกว่าความไว้ใจกับความโปรดปรานเป็นเรื่องเดียวกัน สิ่งเดียวที่เขายังไม่สามารถขบคิดได้ออกคือทำไมแม้กระทั่งคังชินวอนคนสนิทข้างบัลลังก์ฝ่าบาทจึงสามารถถูกหลอกได้


“ชอฮา! ท่านจะรีบทำอะไรก็รีบทำเถอะ ทหารองครักษ์ท่านนอกโน่นเกรงว่าจะแล่นไปฟ้องฮีบินแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าออกไปเฝ้าที่นอกประตู เรามีเรื่องจะพูดกับฝ่าบาทเพียงลำพัง” เมื่อกีฮยอนออกไป ยุนกิรีบแล่นไปที่ตั่ง ฝ่าบาทนอนสงบนิ่งลมหายใจระรวยริน


“ฝ่าบาท ฝ่าบาท! ทรงได้ยินหม่อมฉันหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เขาเขย่ามือนั้นอยู่นาน กว่าอีกฝ่ายจะค่อยปรือตาขึ้น ความปรีดาท่ามกลางความอ่อนล้าคือสิ่งที่เขาเห็น


“เจ้ามาแล้ว... ในที่สุด”


“ฝ่าบาท เป็นความผิดของหม่อมฉันโง่เขล่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ฝ่าบาททรงลุกไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะตามหมอหลว—ง”


“ไม่ต้อง”


“ฝ่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้...”


ดวงตาโรยแรงคู่นั้นพลันแข็งกร้าวอย่างที่เขาไม่สามารถปฏิเสธมันได้ “ฟังเรา ยุนกิ ผงราตรีของพวกโพ้นทะเลไม่มีสิ่งใดจะรักษาได้ กว่าเราจะรู้ตัวก็ถูกหญิงแพศยานางนั้นจัดการ เราไม่รู้ว่าเพราะอะไรเราถึงไม่เคยสามารถต้านทานนางได้เลย เจ้าต้องรีบไป วังหลวงแห่งนี้ไม่ปลอดภัย”



รีบไป! ฝ่าบาทจะบอกให้เขาหนี!?


“ฝ่าบาท หม่อมฉันขออภัยแต่หม่อมฉันทำไม่ได้ จะให้หม่อมฉันทิ้งฝ่าบาทไปแล้ว—”


“ยุนกิ... เจ้าไม่เข้าใจ นางมีอำนาจบางอย่าง... บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ บางอย่างที่เหมือนกับ... มนต์ดำ...”


มนต์ดำ!


ปีศาจ!?


“ท่านจะบอกว่าจีมิน...” 


ที่จริงแล้วอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้!?


ไม่จริง เป็นไปไม่ได้


“ยุนกิ... เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป จีมินที่จริงแล้วไม่ใช่ปีศาจ”


ดวงตาสีดำเบิกกว้าง


“ใช่... เจ้าเข้าใจไม่ผิด จีมินที่จริงแล้วไม่ใช่ปีศาจ




เรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ทรงเสด็จประพาสล่าสัตว์ครั้งนั้น




ในขณะที่ทรงกำลังจ้องเล็งธนูไปที่เสือดาวดุร้ายตัวนั้น ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมอยู่ๆมันจึงคุ้มคลั่ง มันวิ่งเปลี่ยนวิถีตรงมาที่เขา! 


ฟั่บ!


ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทรงคิดว่าถึงอย่างไรก็คงถึงแก่ชีวิตให้กับเจ้าสัตว์สี่ขาดุร้ายนั้นแล้ว ทว่ามันกลับกระเด็นกระดอนออกไป 


“ทรงไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าเป็นใคร”


สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าคือเด็กหนุ่มในชุดชาวบ้าน เมื่อเขาละจากหมวกงอบที่สวมอยู่ ทรงต้องเบิกพระเนตรเพราะว่าดวงตาคู่นั้นเป็นสีเทา เส้นผมของเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นสีหมอก สีอย่างที่เขาไม่เคยพบมาก่อน!


“เป็นใครไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือหม่อมฉันเพิ่งจะช่วยฝ่าบาทไปเมื่อครู่ต่างหาก”


ลักษณะคำพูดคำจาดูมีความรู้ ไม่มีท่าทีตื่นกลัว จะกล่าวว่าเป็นพวกโพ้นทะเล... ก็ไม่ควรจะพูดภาษาเดียวกันได้ชัดเจนเช่นนี้ ดูแล้วไม่คล้ายกับชาวบ้านด้วย


“เจ้า... ช่วยเราทำไม”


“ฝ่าบาทไม่ทรงคิดบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าทำไมทั้งที่อันตรายกำลังคืบคลานอยู่ต่อหน้าแล้วกลับไม่มีองครักษ์แม้สักคนจะเข้ามาช่วย มิใช่ว่าเขาต้องอยู่ข้างกายฝ่าบาทอยู่ตลอดเวลาหรอกเหรอ”


จริงด้วย!?


“เจ้าจะมาเอาชีวิตเรา?”


“หากเป็นเช่นนั้นแล้วหม่อมฉันคงไม่ช่วยฝ่าบาทเอาไว้” มือขาวยื่นมาประคองให้ทรงลุกขึ้น เมื่อพินิจให้ดีร่างนั้นเล็กกว่าเขาอยู่มาก ที่จริงแล้วเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งจริง


“ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เจ้าต้องการคืออะไร”


เมื่อได้ยินในสิ่งที่ต้องการเด็กหนุ่มจึงเผยรอยยิ้มอ่อนบาง “หม่อมฉันต้องการทำการค้ากับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”


เมื่อเด็กหนุ่มกล่าวเช่นนั้น ทรงตกลงเพราะอย่างไรการแลกเปลี่ยนด้วยการช่วยชีวิตขององค์เองทรงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เด็กหนุ่มแนะนำตนเองว่าชื่อจีมิน เป็นลูกครึ่งของพวกโพ้นทะเลซึ่งมีความสามารถพิเศษคือสามารถทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ทรงทดสอบแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องจริง! เด็กหนุ่มกล่าวว่ามีภัยร้ายครั้งยิ่งใหญ่กำลังคืบคลานเข้าสู่วังหลวง เป้าหมายครั้งนี้คือฝ่าบาทและยุนกิแทกุน!


“เราให้เจ้าไปเฝ้าจีมินบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะอยากให้เจ้ากำจัดเด็กคนนั้น แต่เราเชื่อว่าเด็กคนนั้นจะปกป้องเจ้าได้ต่างหาก...”


“ฝ่าบาทนี่มันเรื่อง...”


“ยุนกิ... เราเองสามารถขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ได้ไม่ใช่เพราะโชคชะตา เรารู้ดีว่าทั้งเจ้าและยองโฮต่างมีแผนการมากมายซ่อนไว้ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าสองคนต่างกันที่ใด”


เขาไม่ทราบ


“สายเลือดกระมังพ่ะย่ะค่ะ”


“นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่ต่างกันคือเจ้าคิดการใดล้วนแล้วแต่นึกถึงแผ่นดิน นั่นคือจุดที่เราชอบในตัวเจ้า แต่ยองโฮ... สิ่งที่เขาหมายมาดไว้นั้น... มากเกินกว่าที่ข้าจะให้ได้”


เขาเห็นความปวดร้าวบางอย่างในดวงตาของฝ่าบาท


“ทรงหมายถึงฮีบิน...หรือพ่ะย่ะค่ะ”


หากเรื่องราวเป็นอย่างที่จองกุกเล่าแล้วละก็... ผู้หญิงคนนั้นที่สนทนากับยองโฮกุนในความมืดจะต้องเป็นฮีบินไม่ผิดแน่


“ยุนกิ... เราไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้เรามีความรู้สึกต่อนางได้มากถึงเพียงนั้น แต่ทุกครั้งที่เรามองตานาง เราเหมือนกับ... ไม่เป็นตัวของตัวเอง นางชอบสิ่งใด อยากได้สิ่งใด เราล้วนแต่ลงเอยด้วยการมอบให้นาง แต่มีสิ่งเดียวที่เราไม่สามารถมอบให้นางได้”



“คือสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”


หากนั่นคือมนต์ดำที่ฝ่าบาทพูดถึง โทษครั้งนี้ของนางคือประหาร!


“คือการยกบัลลังก์ให้ยองโฮ”


!


“ฝะ... ฝ่าบาท เรื่องนี้...”


ฝ่าบาททรงถอนหายใจ ก่อนจะส่ายหน้า “เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับสายเลือดของเจ้า ยุนกิ... เราชอบวิธีการของเจ้ามากกว่าในหลายๆเรื่อง ยองโฮ... มองภายนอกเหมือนจะเป็นคนใจเย็น แต่วิธีการของเขาเหี้ยมโหดจนเกินไป มือของเขาเปื้อนเลือดง่ายดายเกินไป... ข้าไม่อยากให้บัลลังก์ต้องแปดเปื้อนเลือดเช่นนั้น”


แต่มีด้วยหรือ... บัลลังก์ใดที่ไม่เปื้อนเลือดของพี่น้อง เลือดของพ่อกับลูก


“เราถูกวางยามาสักพักถึงได้เข้าใจว่าเป้าหมายของฮีบินไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลยแต่เป็นบัลลังก์ หากเป็นเรื่องอื่น... ไม่ว่าจะอาภรณ์หรือเครื่องประดับเราย่อมให้นางได้ แม้กระทั่งตำแหน่งเราก็ให้มาแล้ว... แม้แม่ของเจ้าจะนึกค้าน แต่นางกลับไม่เคยขัดใจเรา นี่คือข้อดีที่เรารับรู้มาโดยตลอด”


ทรงไม่อยากให้ แต่ไม่สามารถหยุดตัวเองได้ นี่เป็นมนต์ดำแบบไหนกัน!?


“ยุนกิ... เราจึงขอร้องให้เจ้าหนีไป เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้—” “สายไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


!


“ได้ยินทรงพูดออกมาจากปาก ถึงทำให้หม่อมฉันตัดสินใจได้...” 


ยุนกิหันไปมองคนที่เขารู้ดีว่าเป็นใคร ยองโฮยืนอยู่ที่ตรงนั้นกับฮีบิน... ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะนางแล้วจะเป็นใครได้ เขารีบกั้นตัวเองเพื่อบังฝ่าบาทเอาไว้เบื้องหลัง


ที่ผ่านมา... หลักฐานมากมายของเขาชี้ไปที่ซุกบิน ยุนกิพอจะเข้าใจได้อาจเพราะซุกบินมีใจคิดริษยาน้องสาวจึงทำการใหญ่ เขาไม่เคยคิดถามหาเหตุผลว่าทำไมหากฮีบินได้รับการโปรดปรานแล้วก็คงไม่คิดสั้นเช่นนี้ ที่ไหนได้...


“เกรงว่าชีวิตของซูบินคงเป็นท่านที่เอาไป”


“แทกุนมีความสามารถ เป็นฮีบินเองที่อ่อนด้อยปล่อยให้ท่านจับได้” หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนที่สุดออกมา ซ่อมหนามแหลมคมร้ายกาจที่สุดเอาไว้


“เหตุใดเสด็จพี่ถึงได้...” ร่วมมือกับนาง


“ท่านแม่ทรงอ่อนแอเกินไป... ไม่มักใหญ่ใฝ่สูงมากเกินไป ทรงปักใจรักฝ่าบาทด้วยใจจริงจนลืมไปว่ายังมีลูกแท้ๆของตนอยู่ที่นี่ ก็ช่วยไม่ได้แล้ว... หากนางจะต้องเป็นบันไดให้กับข้า”


“วางแผนฆ่าแม่แท้ๆของตัวเองได้ ที่จริงยองโฮกุนไม่ใช่ผู้ที่ดูเบาได้เลย ถ้าอย่างนั้นทรงทำได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”


เลือดในกายของเขาเย็นจัด รู้ดีว่าชีวิตสำหรับคนในวังหลวงแล้วหากเพื่อปียป่ายสู่สิ่งที่ดีกว่าชีวิตของผู้อื่นย่อมไม่สำคัญเท่า ไม่คิดเลยว่าจะถึงขึ้นคร่าเอาชีวิตแม่ของตัวเองเพื่อสาดโคลนมาที่เขาจนกระทั่งเห็นแววตาวิปลาสคู่นั้น จนถึงตอนนี้ถึงต้องทำใจเชื่อ


“ทำได้อย่างไรนะเหรอ... เรื่องนี้คงต้องให้ฮีบินเป็นผู้ตอบแล้วกระมัง” ทันใดนั้นทันทีที่นางยกมือ ขันทีคนสนิทผู้นั้นที่เขาสงสัยก็ก้าวขึ้นมา ยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจก่อนจะโบกมือเพียงบางเบาควันธูปสีเทาในกระถางก็รวมตัวกันเป็นสายพุ่งมาทางเขา!


แล้วผ่านไป!


“อ๊ากกกกกก”


เสียงร้องของฝ่าบาททำให้เขารีบหันไป เห็นควันสีเทาทะลุร่างเหวอะหวะจนเลือดสดๆชุ่มเลอะไปทั้งฉลองพระองค์ ดวงตาของฝ่าบาทเบิกกว้างเป็นครั้งสุดท้าย ร่างทั้งร่างกระตุกเกร็งล้มลงสิ้นใจภายในชั่วพริบตา!


“นะ... นี่มัน... ปะ ปีศาจ”


“ได้ยินว่าปีศาจในตำหนักเจ้าไม่ใช่ปีศาจที่แท้จริงข้าก็เบาใจ ทำได้ดีมาก จีฮุน”


ยุนกิมองเห็นมันค้อมคำนับจึงได้รู้ว่านี่ต่างหากคือปีศาจที่แท้จริง... ที่ผ่านมา... จีมินไม่เคยแสดงพลังอะไรให้เขาเห็นเลยแม้แต่น้อยเขาเคยนึก คงเป็นเพราะตรวนที่อีกฝ่ายถูกล่ามไว้ ที่จริงแล้วอีกฝ่ายไม่ใช่ปีศาจหรอกหรือ! แสดงว่าที่ผ่านมาคือกลลวง?


“ฝ่าบาท! เจ้า รู้หรือไม่ว่านี่คือโทษกบฏสถานเดียว”


เขาชักดาบในมือออกมาชี้ไปตรงหน้า “รู้สิ... จากนั้นข้าก็จะฆ่าเจ้าแล้วก็สาดโคลนครั้งสุดท้ายอย่างไรกันเล่า! เด็กๆ!”


ฉับพลันนักฆ่าในชุดดำมากมายพลันปรากฎล้อมรอบเขาเอาไว้! แต่ยุนกิไม่กลัว ฝีมือเพลงดาบของเขาใช่ว่าจะอ่อนด้อยเสียทีไหนไม่นานก็จัดการพวกมันได้หมด


ในขณะที่ดาบแหลมคมจะพุ่งตรงไปยังศัตรูคู่อาฆาตร่างของใครบางคนก็ถูกเอามากันไว้ตรงระหว่างทาง


“จองกุก!”


เขาจำเป็นต้องหยุดดาบเมื่อร่างของน้องชายถูกมัดเพื่อให้หญิงสาวสามารถควบคุมได้อย่างถนัด “ฮีบิน! ท่านเองก็ได้รับความโปรดปราน ฝ่าบาททรงดีกับท่านมาโดยตลอดไยจึงทำเช่นนี้!”


“ทำดี? เหอะ ทำดี? เจ้าคิดว่าที่ฝ่าบาททรงดีกับข้าเป็นเพราะทรงประสงค์จะทำเช่นนั้นหรอกหรือไง องค์ชาย เจ้าดูเบาฝ่าบาทไปมากทีเดียว”


ดวงตาของหญิงสาวฉายแวววิปลาสออกมาในที่สุด


“หากไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กนี่รีบมาหวังจะช่วยเจ้า ข้าคงคิดไปแล้วว่าคนที่เก็บพวงหยกคู่รักนั่นคงเป็นเจ้า แทกุน


“ไม่คิดว่าจองกุกกุนแม้ยังเด็กแต่ยังมีความกล้าเข้าไปรื้อค้นตำหนักของท่านพี่เพื่อจะช่วยแทกุน”


ที่จริงแล้วตราประดับหยกนั้นเป็นพวงหยกคู่รัก... คู่รักคู่ใดพกมันไว้ติดตัวเชื่อกันว่าจะได้ครองรักกันตลอดจนสิ้นชีวิต ซูยอนเคยเชื่ออย่างนั้นเพราะหล่อนกับยองโฮกุนต่างพกมันเอาไว้ไม่เคยห่างจากกายก่อนหน้านี้


หญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์ หากเป็นเพียงสายเลือดรอง ได้แต่งเข้าตระกูลดีๆสักตระกูลก็ถือว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้ว ใครจะคิดว่าโชคของนางจะดีถึงขั้นมีวาสนาเป็นที่ต้องตาของยองโฮกุน


เพียงพบสบตาก็ต้องใจ


ยองโฮกุนเป็นคนจิตใจดีงามซ้ำยังเป็นคนมุ่งมั่นเอาการอย่างยิ่ง มีสิทธิ์ได้ครองบัลลังก์ แต่เขาไม่ได้สนใจ ซูยอนเองก็ไม่ได้สนใจว่าชายที่ตนรักสุดท้ายแล้วจะได้ครองบัลลังก์หรือไม่ เขามอบพวงหยกคู่รักให้กับนาง สัญญาจะแต่งนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียวตลอดชีวิต


ที่บ้านคัดค้านไม่อยากให้นางเข้าวังเพราะในวังนั้นมีซุกบินผู้สูงศักดิ์อยู่แล้ว หล่อนร้องไห้อ้อนวอนจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด บอกเป้าหมายของนางมิใช่บัลลังก์มังกรแต่เป็นองค์ชายใหญ่ ต้องทนคุกเข่าอยู่นานสองนานกว่าจะได้ขึ้นเกี๊ยวแบกหามเข้าวัง


โชค... เหมือนจะเข้าข้าง


แต่ก็ไม่


เพราะรูปร่างหน้าตาดีพอจะมีดีอยู่บ้างทำให้ฝ่าบาทเกิดต้องใจนางเข้า บัญชาฟ้าดินครั้งนี้นางมีหรือจะปฏิเสธได้ ทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับมันแม้ใจไม่อยากจะยอมรับ ใครจะคาดคิดว่าฝ่าบาทเชยชมนางเพียงครั้งเดียวก็ตรัสเพียงว่า ‘รสชาติไม่อาจสู้พี่สาวได้’ เรื่องสายเลือดหลักสายเลือดรองเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อนางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลังจากนั้นเพราะฝ่าบาทไม่ทรงเรียกหานางอีกเลย คนทั้งวังรุมกลั่นแกล้งเพราะคิดว่านางสิ้นความโปรดปรานไปแล้ว แต่ยังคงเป็นเขา... องค์ชายผู้นั้นที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ


เพียงช่วยเหลือ แต่กลับปฏิบัติกับนางอย่างเย็นชาเพราะนางเป็นผู้หญิงของฝ่าบาท!


คำรัก คำสัญญา แม้กระทั่งสิ่งของแทนใจ เขากลับเลิกพกมันเสียง่ายดาย


“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการไม่อาจครองรักกับคนที่ตนรักได้เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเพียงใด สมควรแล้ว! ผู้ชายคนนั้นสมควรแล้วต้องตายใต้เงื้อมมือข้า!”


จิตใจของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ตั้งแต่รู้ว่านางถูกคัดเลือกให้เข้าเป็นนางใน คนที่บ้านก็เมินเฉยหาว่านางอยากจะแก่งแย่งชิงดี ไม่มีใครสนใจให้ความช่วยเหลือนางอีก ชีวิตลูกผู้หญิงไม่อาจเลือกสิ่งใดได้  แค้น... แค้นเหลือเกิน ความแค้นครั้งนี้...


จนกระทั่งปีศาจตนนั้นปรากฎอยู่ตรงหน้านาง


‘เจ้าปราถนาสิ่งใด’


ในตอนนั้นข้านึกสงสัยว่าเหตุใดขันทีเช่นนั้นจึงกล้าพูดจากับข้าทั้งที่ข้าเป็นสนม สนมที่ไม่ทรงโปรด แต่มีความปราถนาแล้วอย่างไร ใครจะสามารถเติมเต็มความปราถนาในใจของข้าได้ ต่อให้เป็นใครก็ทำไม่ได้!


‘ถ้าข้าบอกว่าข้าทำได้ละ?’


เหตุใดจึงรู้!


‘ความเยาว์วัย ปัญญา เงินทอง อำนาจ หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงข้าก็ให้เจ้าได้ อาจเป็น... เรื่องการครองคู่รึเปล่านะที่เจ้าต้องการ’


‘เจ้ารู้ได้อย่างไร!’


เจ้าปีศาจยิ้ม


‘โถ่... นายหญิงท่านนี้ ตัวข้าอยู่ในวังมานานไยจะไม่รู้ความปราถนาของท่าน แต่งให้กับองค์ชายใหญ่ผู้อ่อนโยนท่านนั้น ครองคู่กันจนผมกลายเป็นสีดอกเลา ใช่จะเดายากเสียที่ไหน’


‘เจ้ารู้!’


‘ใช่ ข้ารู้และข้าทำได้ด้วย แต่นายหญิง... ข้าว่านี่ไม่ใช่ความปราถนาที่แท้จริงของท่านกระมัง’


ชีวิตของฝ่าบาทที่นางต้องการ!


แววตาดูถูกเหยียดหยามยามที่กล่าวคำว่า ‘เทียบไม่ได้’ ข้าเกลียด ข้าเกลียดมันยิ่งนัก


‘เจ้าต้องการอะไร!’


นางไม่ใช่คนโง่พอที่จะรู้ว่าการค้าใดไม่มีทางไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน ความปราถนาในใจของนางยิ่งใหญ่เกินตัว คาดว่านางคงจะมีสิ่งที่มันต้องการกระมัง


‘ท่านเป็นคนฉลาด... อันที่จริงเมื่อหลายปีก่อนข้าพลาดท่าให้กับนักล่าผู้หนึ่งทำให้อาวุธสำคัญเสียหาย การจะซ่อมแซมสิ่งของนั้นได้นายช่างต้องการดวงตาของหญิงสาวสูงศักดิ์ซึ่งเกิดในคืนเดือนมืด’


นาง! นางเกิดในคืนเดือนมืด


‘ตะ... แต่ถ้าข้ามอบให้กับเจ้าแล้ว’ จะยังคงคู่ควรต่อองค์ชายผู้นั้นหรือ


‘ข้าไม่ได้จะเอามันตอนนี้เสียหน่อย ไว้รอท่านสิ้นลมแล้วค่อยมาเอาก็ได้ไม่เสียหาย แต่นายหญิงท่านเลือกได้เพียงอย่างเดียว’


ในตอนนั้นนางคิดแต่ว่า หากฆ่าฝ่าบาทแล้วช่วงชิงบัลลังก์มาให้ยองโฮได้ เรื่องเคียงคู่จนผมกลายเป็นสีดอกเลาก็คงจะตามมาเอง


‘ข้าต้องการชีวิตของฝ่าบาท’



ปีศาจผู้นั้นเริ่มจากการทำให้ข้าเป็นที่โปรดปราน การจะเอาชีวิตฝ่าบาทไม่ใช่เรื่องง่าย ซ้ำยังต้องขบคิดมากมายว่าจะทำอย่างไรจึงจะสาดโคลนไปที่แทกุนผู้นั้นได้


นางยินยอมทำทุกอย่าง เพียงเพราะคำว่า ‘เคียงคู่ข้างกันตราบสิ้นลมหายใจ’


ใช่ ยุนกิแทกุนผู้นั้น มีเขาอยู่อย่างไรบัลลังก์ก็คงไม่ตกถึงมือคนที่นางรัก


ยุนกิแทกุนสายเลือดสูงศักดิ์ อย่างไรฝ่าบาทก็ทรงเลือกเขาไม่ว่านางหมั่นเป่าหูเพียงใด


ในตอนแรกยองโฮกุนไม่ได้ใฝ่หาบัลลังก์จนกระทั่งจีฮุน... ปีศาจตนนั้นให้ข้าเรียกมันว่าจีฮุน จนกระทั่งมันแสดงพลังร้ายกาจของมันต่อหน้าเขา เมื่อยองโฮเห็นว่าข้าสามารถมอบบัลลังก์ให้เขาได้ เขาจึงกลับท่าทีเย็นชาเป็นท่าทีอบอุ่นอ่อนโยนอีกครั้ง เราสองคนร่วมมือกัน เริ่มจากการหาผงราตรีซึ่งเป็นพิษของพวกโพ้นทะเล ทว่าคนขายกลับฉลาดรู้! มันหายตัวไปในกลุ่มดงของพวกโพ้นทะเลนอกรีตเพราะกลัวอันตรายถึงแก่ชีวิต จนแล้วจนรอดหาอย่างไรก็ไม่พบ ถึงตอนนั้นที่แทกุนกับยองโฮขัดแย้งกันเรื่องฎีกาขับไล่ ยองโฮคิดจะใช้โอกาสที่ยุนกิแทกุนปกป้องพวกนั้นวางยาฝ่าบาทแล้วสาดโคลน ในตอนนั้นเอง


ที่ซูบินรู้เรื่องเข้า


เขากลับมารดาขัดแย้งกันเพราะซูบินไม่อาจทำใจได้ที่ลูกคิดจะฆ่าพ่อตัวเอง จนในที่สุด... จึงต้องทำการปิดปากนั้นไม่ให้พูดอะไรออกมาได้อีก อำนาจของปีศาจทำเรื่อยากให้เป็นเรื่องง่าย ในตอนนั้นที่ฝ่าบาทเริ่มทรงประชวร ยองโฮคิดจะเผาพวกโพ้นทะเลเสียให้ราบแต่กลับถูกแทกุนสงสัย อย่างไรยุนนางก็ต้องฟังเขาเพราะทรงเป็นองค์ชายสายเลือดสูงค่ามากกว่าซ้ำขุนนางว่าครึ่งในท้องพระโรงเป็นขุนนางของเจ้าคนสกุลมิน เพียงตาแก่มิน เซจินกล่าวออกมาคำเดียวว่าไม่ ขุนนางทั้งหมดก็พร้อมจะกล่าวตามอยู่แล้ว


แต่หาก... แทกุนเป็นผู้วางยาฆ่าฝ่าบาทเล่า


ถึงตอนนั้นไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถพูดคำว่าไม่ออกมาได้กระมัง


วันนัดแนะครั้งสุดท้าย กลับถูกล่วงรู้แผนการเสียก่อน ตอนแรกคิดจะรอเวลากลับไม่สามารถทำเช่นนั้น พวงหยกซึ่งยองโฮแอบเก็บเอาไว้หายไปพร้อมกับหลักฐาน ตอนแรกก็คิดว่าจะเป็นแทกุนที่หาญกล้า กลับเป็นองค์ชายจองกุกที่นางไม่เห็นอยู่ในสายตา รออยู่หลายวันกว่าวันนี้เป็นแทกุนที่เคลื่อนไหว แต่คนของยองโฮกลับล้อมที่นี่อยู่เสียแล้ว



“อย่างไรที่เล่า แทกุน... หากเจ้าแทงท่านพี่หนึ่งดาบ ข้าจะแทงเจ้าเด็กนี่สองดาบ ลองคิดดูให้ดี” เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เอาจริง หล่อนเอาจริงแน่ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย


ยุนกิไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เมื่อเขามองไปที่จองกุก อีกฝ่ายกลับส่ายหน้า สายตาคู่นั้นบอกให้เขาลงดาบ


ลงดาบ! จะให้เขาลงดาบได้อย่างไรเล่า นั่นคือน้องชายของเขานะ 


น้องชายเพียงคนเดียวที่เหลือรอดจากการต่อสู้ห้ำหั่นกันในสถานที่เปื้อนเลือดแห่งนี้ ทั้งที่มีอีกหลายชีวิตไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะลืมตาดูโลก


“จะกลัวอะไรเล่า ยุนกิ... เจ้าเองที่จริงก็ไม่ใช่คนมือสะอาดนี่นา กลัวอะไรไปกะอีแค่สังเวยอีกหนึ่งชีวิต” ยองโฮเยาะเย้ย เพราะเขารู้ว่าอย่างไรยุนกิก็ไม่กล้า


“เปื้อนเลือดใครก็ได้แต่ไม่มีวันเปื้อนเลือดพี่น้อง ข้าไม่เหมือนเจ้า ยองโฮ” แม้จะรู้สึกเกลียดชังน้องชายแต่ยองโฮก็ต้องยอมรับว่ายุนกิเป็นคนจิตใจดีมากอย่างที่สุดคนหนึ่งในวังหลวงแห่งนี้ เพราะอย่างนั้นเป็นเขาเองที่ต้องคอยทำให้อีกฝ่ายไขว้เขว ไม่ว่าจะหลักฐานที่ชี้เป้าไปยังคนอื่นก็ดีหรือหนอนที่เขาวางไว้ก็ดี


“ใช่ เจ้าไม่เหมือนข้า เพราะวันนี้เจ้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ส่วนข้าจะได้ขึ้นครองบัลลังก์”


นักฆ่าชุดใหม่ปรากฎตัวขึ้น ครั้งนี้ทั้งหมดเล็งดาบมาที่เขา


“ปล่อยจองกุกแล้วฆ่าข้าซะ” “ท่านพี่ยุนกิ แทงเขาเลยอย่าสนใจข้า” เป็นองค์ชายทั้งสองที่พูดขึ้นพร้อมกัน


“ช่างรักกันดีเสียจริง แต่ปล่อยให้มันเป็นเสี้ยนหนามข้าอย่างนั้นนะเหรอ ไม่มีวันหรอก” องค์ชายใหญ่ว่าแล้วก็ยกมือขึ้น


“ฆ่า”


จบสิ้นกันเสียที


ยุนกิหลับตาลงคิดว่าเขาคงไม่รอดแล้ว หากเขาเลือกที่จะลงดาบนั้นหมายถึงชีวิตของน้องชาย ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในท้ายที่สุด ศักดิ์ศรีของความเป็นพี่มันค้ำคอเขาจนถึงป่านนี้ อีกอย่างหนึ่งคือ... เมื่ออีกฝ่ายมีปีศาจเอาไว้ในกำมือนั่นไม่เท่ากับกุมเอาชัยชนะเอาไว้แล้วหรอกเหรอ


ปีศาจ


เมื่อคิดถึงปีศาจ ป่านนี้จีมินจะหลบหนีไปแล้วหรือไม่ หรือที่จริงก็จะถูกฆ่าทิ้งไปแล้ว


จีมิน... ที่จริงยังมีคำหนึ่งที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า


ปลาบแหลมคมสะท้อนเงาต่างพุ่งไปที่แทกุนซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจับดาบต่อสู้แต่อย่างใด ในตอนนั้นเองที่รอยยิ้มสาสมใจรอยยิ้มหนึ่งฉีกกว้างก่อนจะ—


เคร้ง


เคร้ง เคร้ง เคร้ง


เคร้ง


ดวงตาของเขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีดำสนิท บางสิ่งที่โอบล้อมเขาอยู่คือความนุ่มนวลอย่างหนึ่งหากแข็งแกร่งพอจะสะท้อนเงาดาบทั้งหมดให้ร่วงลงราวกับมันเป็นขนนกนุ่มนิ่ม หรือว่านี่คือโลกหลังความตายอย่างที่จีมินว่า สีดำเช่นนี้อาจเป็นนรกใช่แล้วหรือไม่


พลันเสียงหัวเราะคิกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยกลับดังที่ข้างหู อ้อมกอดอุ่นโอบรัดที่ร่างของเขา


“ใครว่าข้าจะปล่อยให้ท่านตายง่ายๆ”


“จี...มิน?”


ดวงตาสีเทาปรากฎอยู่ตรงหน้าเป็นสัญญาณให้เขารู้ตัวว่าที่จริงแล้วเขายังมีชีวิต เมื่อแสงสว่างกลับมาให้เห็น ยุนกิถึงได้ค้นพบว่าสิ่งที่โอบล้อมเขาอยู่ไม่ใช่ปราการแข็งกล้าอย่างที่เข้าใจแต่เป็นปีก


ปีกขนนกสีดำสนิทคล้ายกับในรูปภาพของสำนักศึกษา


ปีก... สีดำหากไม่ใช่พังผืด


ปีก... ขนนกกลับไม่ใช่สีขาว


“จีมิน... ไหนฝ่าบาทบอกว่าเจ้าไม่ใช่...”


จีมินยิ้ม “หากบอกว่าเป็นปีศาจ ฝ่าบาทคงจะให้ข้าเข้าวังหรอกกระมัง แทกุน ท่านเองบางครั้งก็ซื่อจนเสียน่าใจหาย”


ขณะกำลังอึ้งข้าง เสียงแหลมของหญิงสาวก็พลันดังอย่างตื่นตระหนก เมื่อจีมินลุกขึ้น ยุนกิเห็นว่าเป็นจองกุกที่ดิ้นสะบัดจนหลุดพ้นแล้ววิ่งกลับมาหาพวกเขา


“นะ... นี่เจ้า...เป็นตัวอะไรกันแน่” องค์ชายใหญ่กล่าวอย่างตื่นตะลึง


“มิใช่ท่านคนเดียวหรอกนะที่มีปีศาจอยู่ในกำมือ”


“จีฮุน! จัดการมันเดี๋ยวนี้”


ยุนกิรู้สึกหวาดกลัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเจ้าปีศาจที่แท้ไม่ได้หนีไปจากข้างกายของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย หากต้องสู้กันแล้วผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ



แต่จีฮุนกลับไม่ขยับ


“จีฮุน ข้าสั่งให้—”


“เสียใจด้วยนายหญิง การค้าระหว่างข้ากับท่านจบลงตั้งแต่ตอนที่ท่านสั่งให้ข้าฆ่าฝ่าบาทแล้ว” เสียงนุ่มทุ้มตอบกลับก่อนที่เจ้าตัวจะถอยไปด้านหลัง... แล้วหายไป หายไปเหมือนกับเงาที่ต้องแสงแดด


การค้าตกลงแลกเปลี่ยนหนึ่งอย่างตอบแทนเพียงหนึ่งอย่าง ปีศาจไม่ทำการค้าขาดทุนอยู่แล้ว


จากนี้ไปไม่ใช่กิจการอะไรที่เขาจะต้องยุ่ง ที่ผ่านมาจีมินทำปิดหูหลับตาไม่ปริปากเพราะข้อแลกเปลี่ยนนี้ หากเมื่อบรรลุเงื่อนไข อะไรที่เห็นว่าไม่กระทบต่อโชคชะตาเขาล้วนลงมือได้หมด


“ไม่! ไม่จริง จีฮุน เจ้ากลับมา เจ้า!”


“พวกเจ้า! มัวนิ่งอะไรอยู่เล่า รีบจัดการมันเสียสิ!”


เกราะของจีมินไม่ได้คร่าเอาชีวิตผู้ใดเพียงแต่กันอาวุธเท่านั้น จีมินลังเล... ก่อนถาม “ท่าน... หนีไปกับข้าดีหรือไม่”


ตัวเขาแม้เป็นปีศาจแต่ไม่ได้อนุญาตให้ข้องเกี่ยวกับกิจการของมนุษย์ที่ทำให้ประวัติศาสตร์บิดเบือน เหมือนอย่างจีฮุน... เมื่อการค้าของเขาเสร็จสิ้นก็จากไป เหลือเพียงรอคอยสิ่งตอบแทนกลับมาเท่านั้น เขารู้ดีว่าเขาไม่อาจลงมือกับมนุษย์ แต่... เขาพายุนกิหนีได้


“เจ้าจะให้ข้าหนีไปกับเจ้า?”


“ใช่... แล้วท่านจะมีชีวิตต่อไป หากท่านอยากออกผจญภัย พวกเราหนีไป ข้ากับท่านเราไปขึ้นเรือของพวกโพ้นทะเลแล้วจากไปไม่มีวันกลับดีหรือไม่ หากท่านปราถนาเช่นนั้นข้าสามารถมอบให้ท่านได้โดยไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน แต่หากท่านอยากได้บัลลังก์... ข้าเกรงว่า...” 


ต้องทำสัญญาแลกเปลี่ยนวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ไม่อีกฝ่ายก็ต้องต่อสู้เอาเอง เขาไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้


จีมินปราถนาให้ยุนกิตอบกลับมาว่า ‘ได้ อย่างนั้นพวกเราไปผจญภัยด้วยกันไม่หวนคืนสู่ที่แห่งนี้อีก’ แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นได้แค่ความปราถนา


“ไม่เอาน่า... จีมิน เจ้าเป็นคนพูดเองว่าให้ข้าทำตัวให้เหมาะสมกับเป็นแทกุน ประชาชนของข้าอยู่ที่นี่ เมื่อศัตรูของข้าไม่ใช่ผู้ที่เหมาะสมแก่ราชบัลลังก์ เป็นข้าที่ต้องอยู่ที่นี่เพื่อช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากทรราชย์ เป็นหรือตายสำคัญที่ตรงไหน ข้าเกิดที่นี่ก็ต้องฝังร่างที่นี่... บัลลังก์ที่ข้าอยากได้ ข้าย่อมหยิบฉวยเอามาด้วยตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังอำนาจแต่อย่างใด”


ถ้อยคำนั้นตราตรึงประทับสลักในใจของปีศาจอย่างชัดเจน


“แต่ถ้าท่านไม่รอด—”


“ก็ให้นั่นเป็นโชคชะตาของข้าเถอะ”


เขาหลับตาลงไม่กล้าจ้องมองอีกฝ่ายต่อไป เมื่อได้ยินเสียงกลุ่มคน เขารู้ดีว่านั้นเป็นคนของยุนกิ สนามรบครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ ผลสรุปต่อไปเขาไม่อาจล่วงรู้ได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม


“จีมิน... การค้าของเราครั้งนั้น... ยังมีผลอยู่ใช่หรือไม่” 


“ท่านปราถนาสิ่งใด แทกุน”


“พาจองกุกไปหาท่านตา... หากว่าทั้งข้าและยองโฮไม่อาจรอดชีวิต...” จีมินรู้ดีว่ายุนกิหมายถึงอะไร


“จีมินน้อมรับบัญชา จะส่งองค์ชายจองกุกให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โปรดทรงถนอมพระวรกายด้วย”


“นะ... นี่มัน ไม่ ท่านจีมิน อย่า... ข้าต้องอยู่ช่วยท่านพี่”


จองกุกซึ่งกำลังอึ้งค้าง ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือปีกสีดำสนิทที่ตวัดกายโอบล้อม ดวงตาของเขาพลันมืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใดอีก




9



ฝนตกหนักราวกับจะล้างคราบเลือดเพื่อต้อนรับสู้แผ่นดินใหม่ พระตำหนักพังทลายเพราะการสู้รบ ชายผ้าสีดำลากไปตามพื้นอย่างไม่กลัวว่าจะเลอะเทอะ ร่มกระดาษลงน้ำมันป้องกันผู้ที่ถือจนฝีเท้าหยุดลงที่ร่างหนึ่งซึ่งนอนนิ่งสนิท



ยังมีลมหายใจ


แต่ก็รวยรินเหลือเกิน


เขาปาดคราบเลือดบนใบหน้านั้นออก อดทนรอเพียงสักครู่ดวงตาสีดำสนิทก็ลืมขึ้น


“ท่านยังคงเป็นคนที่ดันทุรังเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิดเพี้ยน” ชาติก่อนอีกฝ่ายเป็นนักล่าที่หาญสู้กับปีศาจ ชาตินี้เป็นองค์ชายที่กล้าสู้รบกับทรราชย์ทั้งที่กำลังน้อยกว่า


“…พวกเรา... ที่จริงแล้วเคยรู้จักกันมาก่อนใช่หรือไม่”


“ท่านรู้ได้อย่างไร” เขายังคงไม่ละรอยยิ้มไปจากใบหน้า น้ำฝนไม่ได้ร่วงลงที่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแล้วเพราะมีร่มของเขาคอยบดบัง


“ตั้งแต่คราแรก... มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่ได้บอกเจ้าเพราะข้าคิดว่าเจ้าอ่านใจข้าออก”


“เรื่องอะไรโปรดแทกุนช่วยบอกข้าเถิด” เขาอ่านใจได้ นั่นเป็นเรื่องจริง... เขาอ่านได้ทั้งหมด ยกเว้นใจของอีกฝ่ายที่เขาไม่เคยอ่านมันออกเลย


“เจ้าเคยถามว่าข้าเชื่อว่านรกหรือสวรรค์มีจริงหรือไม่ จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่เชื่อ... แต่หากมีอยู่จริง หากปีศาจเช่นเจ้าอาศัยอยู่ในนรกจริง ข้าเชื่อว่ารอยยิ้มของเจ้าจะเป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดในนรก”


ที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าคือรอยยิ้มของเจ้าที่จริงแล้ว...


จีมินพยายามแสร้งว่าน้ำตาของเขาที่จริงมาจากสายฝน


“จนถึงนาทีสุดท้าย ท่านยังคงเป็นคนที่น่ามหัศจรรย์เหมือนเดิมไม่มีผิด” ชาติที่แล้วอีกฝ่ายเป็นคนคร่าเอาชีวิตเขาไป ส่วนในชาตินี้เป็นเขาที่ต้องมองอีกฝ่ายตาย


“เพราะเรื่องแค่นี้เองนะเหรอที่ทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้น”


“เปล่า เพราะรอยยิ้มที่สวยงามเช่นนี้ หากได้พบพานเพียงสักคราไม่อาจไม่จดจำต่างหาก”


ในตอนนี้นี่เองที่ความทรงจำบางอย่างไหลวนเข้าสู่ดวงตาของแทกุน เมื่อเข้าใจบางสิ่ง รู้เห็นบางอย่างจึงรู้แจ้ง แทกุนหัวเราะออกมาก่อนที่ลมหายใจครั้งสุดท้ายผ่อนลงยืดยาว แม้ไม่อาจขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างใจอยาก แต่สามารถกำจัดทรราชย์ผู้นั้นได้ก็พอใจแล้ว จองกุกเป็นคนที่ดี เขาเชื่อว่าถึงตอนนั้นท่านตาของเขาจะอบรมสั่งสอนจองกุกให้เป็นกษัตริย์ที่ดี บัลลังก์จะมีผู้ครองที่เหมาะสม


เมื่อลมหายใจนั้นหมดไป จีมินถึงได้ลุกขึ้น เขาถอดปลอกดาบจากที่คาดเอว ดาบเงินของนักล่าเล่มนั้นในวาระสุดท้ายก็ได้เคียงข้างเจ้าของมัน


“นี่! เจ้าเด็กคนนี้ ดื้อรั้นเหมือนกับเจ้าของไม่มีผิด เขาตายไปแล้วได้ยินหรือไม่” เจ้าดาบสั่นเกาะยึดอยู่เพียงครู่ก็ยินยอมกลับมาอยู่ในมือของเขาแต่โดยดี


“เจ้าทำดีที่สุดแล้ว เป็นเขาเองนั่นละที่เลือกหนทางนี้ ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย”


ในตอนนั้นที่ร่มคันหนึ่งถูกกางเพื่อป้องกันเขาจากน้ำฝนซึ่งได้สละร่มของตนเองให้แทกุนไป จีมินหันมาเห็นจีฮุนยืนยิ้มอยู่ก็ถอนหายใจ


“การค้าครั้งนี้นับว่าท่านได้กำไร”


“ดวงตาของหญิงสาวยิ่งเยาว์วัยยิ่งดี ใครจะคาดว่าสุดท้ายแล้วนางก็เลือกที่จะตายข้างองค์ชายผู้นั้น ข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร”


เหนือกรงเล็บสีดำมีดวงตาสีดำสนิทส่องประกายลอยเหนืออยู่ เมื่อก่อนที่เขาเคยเห็นอะไรอย่างนี้เป็นครั้งแรกๆก็นึกกลัวเหมือนกัน แต่ตอนนี้กลับชินชาเสียแล้ว 


“เพราะนางมีศรัทธาในความรักอย่างไรเล่า”


เมื่อเลือกที่จะติดตามความรักแล้ว จงก้าวต่อไปแม้หนามแหลมคมจะทิ่มแทงหรือว่าถูกดาบคมต้องถึงแก่ชีวิต หญิงสาวซึ่งเกิดในคืนเดือนมืดเองก็คงจะคิดเช่นนี้ เส้นทางที่เจ็บปวด ที่สำคัญมากกว่าชีวิตคือคนรักและความรัก


“พูดไปอย่างไรท่านก็คงไม่เข้าใจกระมัง บาโฟเมท


“อยู่ที่นี่ข้าชื่อจีฮุน”


“เอาเถอะ จะชื่ออะไรก็ช่าง แล้วพวกเราจะเอาอย่างไรต่อไป”


จากชีวิตคุณชายสูงศักดิ์สู่ลูกน้องรับใช้ของปีศาจ เมื่อนายสั่งให้ทำอะไรเขาก็ต้องทำ เมื่อนายจะไปยังดินแดนไหนก็ต้องตาม ชีวิตของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่ด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว


เจ้าปีศาจที่แท้จริงเหลือบมองปีกขนนกก็แสยะยิ้มเพราะมันไม่เหมือนกับปีกพังผืดของมัน


“เอาน่า... เจ้าอย่าได้ตัดพ้อไปนักเลย อย่างไรพระบิดาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้าเสียทีเดียวนี่”


จีมินไม่ได้หันกลับมามอง ดวงตายังคงจ้องใบหน้าของแทกุนคนเดิม


“มีความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งเล่าว่าดาวตกซึ่งโคจรผ่านสังสารวัฏทุกเจ็ดร้อยปีเพื่อนำพาดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ให้กลับมาเกิดใหม่วนเวียนอยู่ในหกภพ หกครั้ง สัญญาจ้างงานระหว่างเจ้ากับข้า ข้าขอพนันว่าในที่สุดแล้วเจ้ามีมีทางละทิ้งความสะดวกสบายนี้ไปได้”


“ได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องใส่ใจ”


แม้จะถูกพูดวาจายอกย้อนแต่บาโฟเมทไม่ได้มีอารมณ์โกรธ เพียงกางปีกพังผืดของตนแล้วโผบินออกไปก่อน สู่ที่ใดเขาไม่อาจล่วงรู้ ทุกที่ที่ปีศาจสามารถเดินทางคือทุกที่ที่มีจิตใจด้านลบแอบแฝง ผ่านกาลเวลายาวนานไร้ที่สิ้นสุดนี้ จีมินหันมามองใบหน้าของยุนกิเป็นครั้งสุดท้าย กระชับดาบที่เอาให้เข้าที่ กางปีกสีดำสนิทของตนเองออกมาแล้วบินหายลับตามไป ทิ้งโชซอนให้เป็นเพียงผืนภาพของความหลังและความทรงจำ



ช่วงเวลายาวนานไร้ที่สิ้นสุดเริ่มต้น




REBELLION/ END




first published ; 2016.11.30



จบแล้วค่าาา เป็นช็อตฟิคที่...ยาว...เหลือ...เกิน

27,000 คำแหน่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะให้ยาขนาดนี้เลย

แต่เพราะเป็นแนวพีเรียดด้วยแหละเนาะ

ตัวเราพอคิดว่าจะเขียนหัวข้อนี้ ไอเดียมันก็มาแบบว่า

เยอะมากกกก แต่เราไม่อยากเขียนแบบไม่มีข้อมูล

เลยต้องหาข้อมูลจากหลายๆที่มากจนเกือบลงแทบไม่ทัน

ส่วนตัวชอบอ่านแนวนี้อยู่ด้วยเป็นทุนเดิม ไม่คิดว่าจะได้ลองเขียนเลยค่ะ

ต้องขอบคุณบังทันวีคลี่มากๆที่ออกหัวข้อแบบนี้มา


โอเค พูดเดี่ยวกับเนื้อเรื่องบ้าง ถ้าใครไม่อยากตีความตามเราก็ข้ามๆๆๆๆ

กดข้ามไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ >_<

เป็นภาคต่อของ requiem ค่ะ ไม่รู้ว่าเนื้อหาที่แทรกไว้จะทำให้คนที่

ไม่ได้อ่าน requiem งงรึเปล่า แต่เราไม่อยากให้กระทบเนื้อเรื่องหลักเลย


theme ของ series นี้คือ a war between pride and prejudice

ในส่วนของ rebellion เราตั้งใจให้สวมหมวกของคำว่า pride ค่ะ

(หรอ...)


ซึ่งคนที่เป็นตัวแทนของคำว่า pride ของเราคือยุนกิเลย

เกิดมาเป็นองค์ชายที่เกือบจะได้เป็นรัชทายาท 

สิ่งนึงที่อยากจะใส่ในคาแรคเตอร์นี้คือ เขาไม่เหมือนยองโฮยังไง

คือบัลลังก์ที่ตัวเองอยากได้ จะเอามาให้ได้ด้วยตัวเองไม่พึ่งใคร

สุดท้ายก็เลยตายเลย คือยอมตายดีกว่าหนีไปอย่างไม่มีศักดิ์ศรีนั่นละ

ส่วนเรื่องอื่นๆเราไม่ทอล์คละกันนะคะ ไม่อยากตีกรอบความคิดคนอ่านเลย

แต่ถ้าใครงงก็ คอมเม้นถามไว้/ไม่ก็ไปถามเราใน ask.fm/kolevf ก็ได้ค่ะ

มาเล่นกันคือเพิ่งมี ask ค่ะเลยเห่อมากๆๆๆๆๆๆ555555


ตอนจบกำกวมแบบนี้ แปลว่าจะมีต่อ?

ก็....ใช่....ค่ะ คือพอคิดไปคิดมาก็ได้พล็อตมาแบบยาวเหยียดมาก

อย่าเพิ่งรำคาญกันนะคะ แต่ละภาคจะจบในตัวเองอยู่แล้ว

เชื่อมโยงจากเนื้อหาที่เป็นแกนหลักจาก reuiem ค่ะ



ทอล์คยาวมากๆแล้ว ขออนุญาตฝากทุกคน

คอมเม้นกับติดแท็ก #luvstoryoonmin ด้วยนะคะ 

ขอบคุณสำหรับคำติชมและคอมเม้นดีๆเสมอมาเลยค่ะ 


รัก,



kolevf


  CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

2,922 ความคิดเห็น

  1. #2901 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 00:22
    รอเลยฮะ
    #2901
    0
  2. #2725 WHATTHEPN (@poonb) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 01:18
    ชอบภาษามากมากเลยค่ะะะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ;&#8212;;
    #2725
    0
  3. #2519 SWPP (@Monsterpatt) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 15:04
    ร้องไห้ค่ะ ร้องแบบจะขาดใจ มันทัชมากๆเลย ไม่รู้จะพูดอะไร เจ็บปวดฮือ แต่งดีมากๆๆๆเลยค่ะTT
    #2519
    0
  4. #2320 twynse (@twynse) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 17:44
    เจ็บปวดเบาๆ สุดท้ายก็มีคนนึงจากไปอีกแล้ว ฮรุกก
    #2320
    0
  5. #2169 AH-EYEZ (@parichatpopeye) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 20:21
    งานเขียนดีงามมากๆเลย หวังว่าจะมีภาคต่อนะ
    #2169
    0
  6. #2002 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 16:18
    ขอให้ภาคต่อไปจบแบบที่ยุนมินเขาได้อยู่ด้วยกันได้ไหมคะ นี่มีคนตายจากตลอดเลย ฮืออออออ จิร้องให้ ส่วนน้องกุกเราพี่ชายก็ต้องมาตายไปตลอดเลย น้องน่าสงสารนะคะ
    #2002
    0
  7. #1950 `specialguys13 (@myyesungkh) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 03:40
    อ่า เราไม่รู้จะอธิบายยังไงดีขอตั้งสติก่อน ตั้งแต่ภาพแรกจนมาถึงตอนนี้ความชอบมันทวีคูณ
    ยิ่งชอบมากขึ้นยิ่งหลงใหลในงานเขียนประเภทนี้อีกมากขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าเป็นเรื่องยาวไม่ใช่เพียงแค่
    โปรเจคเราว่าไรท์คงได้ใส่รายละเอียดอะไรหลายอย่าง เขียนออกมาอย่างไม่กดดันตัวเอง ฮื่ออ
    จะมีเพิ่มากกว่าหนึ่ง สองหรือสาม เราเองตื่นเต้นรอล่วงหน้าเลยได้ไหมนะ เราชอบแนวแบบนี้จริงๆ
    ทั้งภาคแรกและภาคต่อ เหตุผลและเงื่อนไข ของแต่ละตัวละครมันเชื่อมโยงกันมาเรื่อยๆ
    ทำให้รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างไม่อาจะอยู่กับเราไปตลอด มันล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนในตัวเอง 
    ไม่ว่าจะเป็นความรัก อำนาจ และความต้องการที่ต้องการขึ้นครองบัลลังก์น่ะ ยองโฮกับยุนกิ
    ฝ่าบาทเองก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต่อต้านได้ เพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว
    ชาติที่แล้วน่ะเป็นนักล่าที่ฆ่าปีศาจตนนี้กลับมา แต่ชาตินี้กลับเป็นคนที่หมดลมหายใจบัลลังก์.. อ่า 
    ที่ผ่านมาคิดว่ายุนกิคงพอรู้ความรู้สึกตัวเองบ้างเวลาอยู่กับจีมินน่ะ ... และหลังจากรู้เหตุผลของฝ่าบาท
    ก็คงรู้แล้วว่าใครจะเป็นคนได้รับเลือกครองบัลลังก์ แต่ความกระหายในเรื่องต่างๆของมนุษย์นั่นไม่มีสิ้นสุด
    ไม่ว่าจะชาติใดพบใดรวมถึงจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองได้เวลาอยากจะได้ อยากจะครอบครอง
    ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่ได้มีที่สิ้นสุดนี่นะ ..แล้วก็จองกุกอ่า ชาติที่แล้วน่ะเป็นพี่น้องกันกับจีมิน 
    ในวัยเด็กคงเหงามากจริงๆหละนะ ไม่มีภาระแต่กลายเป็นเครื่องมือซะอย่างงั้น จองกุกอ่า
    #1950
    0
  8. #1857 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 06:27
    เป็นอีกตอนที่อ่านยาวมากกกกก อ่านจุใจมากๆ ค่ะ สุดท้ายแล้วจีมินก็ยังไม่ตายสินะ หลงรักคนๆ เดิม เฮ้อ เมื่อไรจะสมหวังน้อ เป็นเนื้อเรื่องที่อ่านแล้วเจ้นจ้นมาก แอบขำตอนรู้ว่าจองกุกอายุสิบสาม 5555 ตัวโน้ยๆ แต่หลังจากนี้คงต้องแบกภาระหนักน่าดู ความรักนี่มากไปก็ไม่นำพาสิ่งดีๆ อะไรมาเลยนะเนี่ย

    เป็นการบรรยายย้อนยุคที่ไม่ขัดหูขัดตาขัดใจดีค่ะ คือมันมีความไหลลื่น ไม่รู้สึกเปล่งหรือเกร็งเกินไปเวลาอ่าน ชอบมักๆ เวลาอ่านออกเสียงตามแล้วเพลินมากเลยค่ะ
    #1857
    0
  9. #1637 williamLou24 (@william43) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 12:07
    แง ชอบมากๆเลยค่ะ จริงๆแล้วเราไม่ได้อ่านแนวนี้(ตั้งแต่ requiem แล้ว) แต่พอได้ลองอ่านที่คุณเขียนก็ชอบมากเลย ขอย้อนไป pt.1 หน่อยนะคะ เราชอบที่อ่านแล้วเหมือนกำลังดูหนังอยู่ อ่านไปก็มีภาพไหลเข้ามาเป็นฉากๆ มันดีมากๆ;_; ในส่วนของเรื่องนี้เป็นพีเรียดเกาหลีเราไม่ค่อยรู้เรื่องจริงๆค่ะ55555 ต้องค่อยๆอ่านค่อยๆทำความเข้าใจ แต่เราก็ชอบเหมือนกัน จริงๆชอบความสัมพันธ์ของยุนกิ จีมิน ละก็น้องจองกุกในเรื่องด้วย เราเลยกำลังคิดว่าถ้าตอนต่อไปเป็นเรื่องราวของยุคปัจจุบันจะเป็นเรื่องราวแบบไหนก็อยากอ่านเลยค่ะ เพราะงั้น รอตอนต่อไปอยู่นะคะ^^
    #1637
    0
  10. #1573 lionessme (@raoangna) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 12:38
    เป็นซีรีย์ที่หยุดอ่านไม่ได้เลยจริงๆ
    และน้ำตาก็หยุดไหลไม่ได้เช่นกัน
    แงงงงงงงงง,
    #1573
    0
  11. #1270 pamspt (@lllvongolalll) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 03:45
    จะยาวกี่ภาคก็ได้ ขอให้สุดท้ายแล้วทั้งคู่ได้รักกันเถอะค่ะ เสียน้ำตาให้ซีรี่ย์นี่เยอะมากกกกกก;;;-;;;
    #1270
    0
  12. #1155 Saimon area (@Saimon_area) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:34
    โอ้ยคือแบบอยากกราบไรท์มากกกกกก นี้คือชอบเรื่องนี้มากอ่ะรู้ว่ามันยาวแล้วก็เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านอะไรยืดเยื้อหรืออยู่ในยุคก่อนๆอยู่แล้วเพราะไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์แล้วก็นึกภาพไม่ออก555555 แต่พอลองเริ่มอ่านเรื่องนี้แล้วคือแบบเห้ยยยย ชอบมากๆๆๆๆๆวนกลับมาอ่าน 2-3 รอบก็ไม่เบื่อแล้วคือชอบแนวธีมแฟนตาซีด้วยไงแบบพวกปีศาจงี้ ยอมรับว่าอ่านช่วงแรกๆค่อนข้างงงกับคำศัพท์แบบพวกแทกุนบลาๆๆๆ แต่อ่านไปอ่านมาละชอบเฉ๊ยยยย เรื่อง requiem นี้ก็เหมือนกันยิ่งชอบแนวแฟนซีอีกคือดีงามมากกกก แต่มันเศร้าอ่ะฮรือออ 2 ชาติแล้วเค้ายังไม่ลงเอยกันเลยแต่เรารู้นะว่ายุนกิเริ่มมีใจแล้วฮั่นนอววววว พอดูสองคนนี้คุยกันงุ้งงิ้งๆแล้วทำไมเราฟิน5555 จีมินเป็นปีศาจที่น่ารักและแสนสวย(?)มากอ่ะ ง้องแง้งดีช๊อบบบ5555 นี้พิมมายาวละแต่คือชอบเรื่องนี้ติดใจเรื่องนี้จริงๆสนใจเรื่องปีศาจ มนดำอยู่แล้วไงมันลึกลับดีแล้วจะพูดวนไปวนมาวกกลับไปกลับมาทำไมล่ะเนี่ยยย โอ้ยยยย55555555
    #1155
    0
  13. #952 _mingrssv (@_mingrssv) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 15:04
    สุดยอดมากกกกกกก คือสุดยอดมาก เขียนได้ดีมากๆๆขนาดนี้ เหมือนเป็นโนเบลอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้(มั้ยคะ5555)ฮืออออย่าว่าเราเว่อเลยนะคะแต่ไรท์สุดยอดมากจริงๆ เรื่องประวัติศาสตร์เกาหลีอะไรแบบนี้อีก ยกนิ้วให้เลย เรื่องเนื้อหาตอนแรกยอมรับว่างงๆอยู่นะคะเพราะมันหนักมาก แต่ก็อ่ออออเข้าใจแล้วว่ามันเป็นแบบนี้ ชอบเวลาแทกุนอยู่กับคุณปีศาจแสนสวยของเขามากเลยค่ะ คุณจีมินน่ารักมาก ตอนไปตลาดกันน่ารักมากๆ ชอบที่แทกุนรู้สึกกับจีมินด้วยค่ะ แล้วยิ่งไรท์ค่อยๆบอกว่าจีมินคิดยังไงกับชาติที่แล้ว และชาตินี้มันทำให้เราน้ำตาคลอ ตอนที่จีมินได้จับมือกับแทกุน;-; แล้วก็ตอนพี่น้องมาเจอกันอีก ตอนมีชื่อจองกุก เรากรี๊ดเลยค่ะ จองกุกกกกกกกกมาแล้ววว ฮืออออ จองกุกกับพี่จีมิน ประโยคจากrequiemทำเราน้ำตาคลอด้วยเหมือนกัน รู้ใช่มั้ยว่ายังไงเราก็เป็นน้องพี่ ฮืออออออออแอ ชอบความเป็นแทกุนของยุนกิมากทุกอย่างทำให้ท่านหล่อมาก ยิ่งความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ใจนี่ดีมากเลย รักน้องรักบ้านเมือง มีภาคต่ออีกใช่มั้ยคะ ขอเดาว่าเป็นภพปัจจุบันได้มั้ยน้าา5555555ขอให้เจอกันแล้วได้รักกันสักทีนะยุนมินนนน ขอบคุณไรท์มากนะคะที่เขียนฟิคดีๆ(ดีมากๆๆๆๆ)ให้พวกเราได้อ่านกันขอบคุณมากค่ะ
    #952
    0
  14. #914 mintspirit07 (@playmzizi) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 00:07
    สนุกกก ชอบธีมนี้ทุกตอนเลย สนุกมากกก มีอะไรให้คิด 55555 //รอภาคต่อค่ะ ไรท์สู้ๆๆๆ (รีเควสได้มั้ยคะ ขอจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งด้วยน้าา พลีสสส ร่ำไห้มาทุกตอนเลย ฮืออออ)
    #914
    0
  15. #913 zowelln (@ploy-10) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 23:55
    ฮือออออออ คราวก่อนเราก็ร้องไห้แทบเป็นแทบตาย ตอนจีมินตายอะ แล้วพอมาคราวนี้เป็นยุนกิที่ตาย โอ้โห บาดใจไปอีก จะได้พบกันอีกในภพชาติไหน ตอนนี้จีมินกลายเป็นลูกน้องบาโฟเมทอะ ตอนแรกเราจินตนาการบาโฟเมทไว้แบบดาร์กมาก แฟนตาซีสุด พอชื่อจีฮุนปุ้ป.. เราดาร์กไม่ถูกเลย55555 แต่ก็ดูเจ้าเล่ห์ดีนะ
    ฮีบินจะว่าน่าสงสารก็ถูกล่ะ นางเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรักมากทีเดียว แต่อย่างว่าล่ะนะ.. ผู้ทำบาปก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้น เราชอบที่เน้นย้ำในเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจมากๆ เลย มันเป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะเชื่อใจใครในวังหลวง สถานที่ที่ผู้คนเอาแต่เหยียบหน้ากัน ใช้เป็นบันได เพื่อให้ตนเองได้ขึ้นไปอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้น เพื่อความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความอิจฉาริษยานี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์จริงๆ นั่นล่ะ สงสารซูบินที่ต้องมาตายเพราะลูกชายตัวเอง ทั้งๆที่นางเองก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแค่ไม่ทะเยอทะยาน นางรักเดียวใจเดียวก็เท่านั้น
    เราเองก็เชื่อมั่นในจองกุกพอๆ กับที่แทกุนเชื่อเลย เราว่าจองกุกเป็นคนเก่งที่ไม่มีความมั่นใจ มีคาแรคเตอร์ที่ถ่อมตัวเอาเสียมากๆ หวั่นไปหมดทุกอย่าง ต้องขอบคุณจีมินที่ช่วยผลักดันด้วยส่วนหนึ่งนั่นล่ะ
    จริงๆ แล้วเรานึกว่ามี requiem แล้วจะจบเลย แต่พอมีภาคต่อนี่เราแบบ.. ซาบซึ้งใจสุดๆ เราว่าไรท์บรรยายออกมาได้ดีมากเลย ทุกตัวอักษรทำให้เราอยากติดตามจนวางไม่ลง เราอ่านรวดเดียวเลยอะ ยาวมากๆ55555 แต่เราชอบนะ ชอบมากเลยที่มี rebellion เป็นภาคต่อ ยังรอภาคต่อไปนะ ไรท์ใส่ใจหาข้อมูลดีมากเลย เราชอบที่ได้อ่านไปแล้วเหมือนกำลังฟังจีมินเล่านิทานไปในตัว คงเพราะส่วนตัวเราชอบเรื่องแบบนี่อยู่แล้วด้วยล่ะมั้ง5555 มันน่าหลงใหลจะตาย ใช่มั้ยล่ะ
    อ่า.. ไม่อยากจบเม้นเลย เรารู้สึกว่าเราจบมันไม่ได้5555 ยังไงก็จะรอติดตามภาคต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอ ถ้าเขียนต่อไม่ออกก็มานั่งอ่านเม้นของพวกเรารีดเดอร์นะ สู้ๆ ฮึบบบ (ง ' - ')ง
    #913
    0
  16. #906 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 17:01
    เราไม่ถนัดเม้นอะไรยาวๆเลยค่ะ แต่เม้นที่ยาวสุดในชีวิตคือเม้นให้ไรท์ตอน requiem หลงรักฟิคทุกเรื่อง ภาษาของไรท์จริงๆค่ะ ถ้าไรท์รวมเล่มเราไม่ลังเลเลยที่จะซื้อ สิ่งที่ไรท์ถ่ายทอดออกมามันมากกว่าตัวหนังสือ มันแฝงไปด้วยความรู้สึก ความคิด เหมือนกับทุกตัวอักษร ทุกตัวละครของไรท์มีชีวิตออกมาจริงๆ ขอบคุณที่คอยถ่ายทอดเรื่องราวสนุกๆ ดีกับใจแบบนี้เรื่อยๆถึงไรท์จะมีงานหนักนะคะ เราฟอลทวิตไรท์อยู่ไรท์เคยตอบเมนชั่นเราด้วย ปลื้มมากค่ะ 5555 แงงงงง ดีใจที่ requiem มีภาคต่อเป็น rebellion ในรูปแบบนี้ค่ะ
    #906
    0
  17. #896 secret (@dream-secrent) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2559 / 00:06
    ฮือออออ ไม่คิดว่าจะมีต่อ แต่เป็นอีกชาติต่อมา ดีต่อใจเหลือเกินค่ะ ถึงตอนจบจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ดีมากแล้วจริงๆ ชอบมากๆเลยค่ะ เราจะรอภาคต่อไปนะ สู้ๆค่ะ!^^
    #896
    0
  18. #895 brownandapple (@brownandapple) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2559 / 21:02
    นี่คนเขียนนะคะ ขอบคุณมากๆเลยยที่ชอบ รักค่ะ >_<
    #895
    0
  19. #893 Imnoone (@chanbaek-eye) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 20:53
    เราชอบมากเลยยยย รอภาคต่อนะ ถ้ามี555555555555555 ชอบจริงๆนะเนี่ย

    สู้ๆ ^3^
    #893
    0
  20. #892 gpc_ac (@m-a-r-c-h) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 12:57
    สารภาพจากใจเลยว่าชอบฟิคของคุณมากเลยค่ะ หลงรักภาษาของคุณแล้ว T_T

    ยาวมากจริงๆแต่อ่านไม่เบื่อ รู้สึกเต็มอิ่มทุกตอนที่แต่งมาเลยค่ะ โดยเฉพาะแนวพีเรียดแบบนี้อ่านแล้วลื่นไหลมากๆค่ะ

    การผูกเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจในตอนแรกแก้ปมออกมาเรื่อยๆจนรู้สึกสนุกในทุกคำที่อ่านเลย

    ตื่นเต้นไปด้วยกันกับตัวละครเลยค่ะ ขออนุญาตแงะออกมากรี๊ดทีละประเด็นเลยนะคะ55555555555



    ตอนแรกที่ซูบินโดนฆ่าเราก็ตะหงิดใจแล้วค่ะว่าทำไมพ่อเลือกให้ยุนกิจัดการ ต้องมีเงื่อนงำแน่นอน

    แต่ไรท์ให้เหตุผลของฝ่าบาทซะเราเชื่อตามไปหมด ยิ่งการเปิดตัวจองกุกนี่ดึงความสนใจในตัวยองโฮไปหมดเลยค่ะ

    น้องน่ารักมากกกกองค์ชายวัยสิบสามที่ขาดความมั่นใจ แอบคิดไว้ในตอนแรกเลยว่าจองกุกต้องมาเป็นกุญแจสำคัญแน่

    พอน้องได้เจอกับจีมิน เราก็คิดถึงเรื่องก่อนหน้าที่เป็นชาติที่แล้วเลยค่ะ คิดถึงตัวละครจองกุกในตอนนั้น

    ทำให้เรารู้สึกไปด้วยกันกับจีมินที่คงจะคิดถึงน้องชายไม่แพ้กันค่ะ ชอบการแสดงอารมณ์ของจีมินที่ไรต์สื่อมากเลย

    รู้สึกถึงความเอ็นดูจากจีมินค่ะ ฮือ คงคิดถึงน้องมากๆแน่ เพราะชาติที่แล้วคงรู้สึกผิดกับน้องไม่น้อย

    อ่านถึงตรงที่จีมินกลั้นน้ำตา เราก็แทบจะร้องเลยค่ะ ขนลุกมากๆ T_T ฮือ

    พาร์ทนี้เราประทับใจเรื่องของจีมินกับจองกุกมากๆเลยค่ะ มันเป็นอะไรที่เต็มไปด้วยความรู้สึกจริงๆ

    ถึงแม้ว่าน้องจะไม่รู้แต่เราคิดว่าการเจอจองกุกในชาตินี้คงสร้างความทรงจำให้จีมินไม่น้อยเลย

    ได้พูดคุยได้สอนน้องได้เล่นด้วยกัน ได้ปกป้อง ตอนที่อ่านถึงจองกุกไปได้ยินเรื่องของฮีบินกับยองโฮเรานี่แบบ..

    จีมินนนนนนนนมาช่วยน้องเร็ววววววววว แล้วจีมินก็มาจริงๆ ฮือ คุณแมว T_T เกือบไปแล้ว

    ประทับใจมากค่ะฮือออออออออออ ความพี่น้องที่ตัดกันไม่ขาดของทั้งสองคน น่ารักมากจริงๆค่ะ



    ส่วนคุณนักล่าในชาตินี้นี่ก็ยังนิสัยไม่ต่างจากเดิมเลย ความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่น่าหลงใหล T_T

    ตอนที่เถียงกับจีมินเรื่องปีศาจแล้วเอาดาบจ่อคอ โอ้โหเลยค่ะ แทบเอามือทาบอก

    เราไม่รู้เลยค่ะตอนนั้น ว่าจีมินเข้ามาในวังทำไม เดาไม่ได้เลยอ่ะ แต่พอจีมินบอกว่าไม่เคยคิดร้ายกับยุนกิเรานี่ยอมเลย

    จะทำอะไรทำเลยค่ะพี่เชื่อใจจีมิน ฮือ ตีมือยุนกิเลย เอาดาบเก็บไปนะแทกุน เดี๋ยวเฉี่ยวโดนคอสวยๆของจีมิง



    ที่จองกุกเชื่อในตัวยุนกิมากกว่ายองโฮนี่เพราะความเชื่อใจจากชาติที่แล้วด้วยหรือเปล่าคะ

    ที่น้องไปหายุนกินี่เราคิดว่างั้นจริงๆ หรืออาจจะเพราะเชื่อจีมิน T_T จะอะไรก็แล้วแต่ น้องเก่งมากเลย

    กล้าที่จะเข้าไปหาหลักฐานเองแล้วเอามาบอกพี่ อายุแค่นี้เอง กล้าหาญมากค่ะเด็กดี

    ตกใจอย่างนึงตรงที่ฝ่าบาทรู้ตัวอยู่แล้วเรื่องยาพิษด้วยค่ะ ว้าวมากตอนนั้น เราไม่คิดเลย

    เกือบแอบด่าฝ่าบาทไป ขอโทษจริงๆค่ะ5555555555555555555 จริงๆไม่โง่สินะคะ..

    ปมเรื่องฮีบินสุดยอดมากค่ะ พอมาเฉลยทีเดียวเลยทำให้เซอร์ไพรซ์มากๆ ฉากที่ทำการค้ากับปีศาจนี่ย้อนให้เรานึกถึง

    เรื่องของจีมินในชาติที่แล้วเลยค่ะ เหมือนกันเลย พอมีความแค้นแล้วก็สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา

    นางขอแค่ชีวิตของฝ่าบาทแต่ลืมนึกไปว่าถ้าตายแล้วก็จบ ปีศาจยังไงก็เป็นปีศาจจริงๆ

    ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อเพราะอยู่เกาหลีก็ตามค่ะ55555555555555555555555555555

    ตลกการเปลี่ยนชื่อของเขานะคะ.. แหน่ เปลี่ยนยุคอีกจะเปลี่ยนชื่ออีกมั้ยตัวเอง



    แทกุนเด็ดเดี่ยวมากค่ะ ยอมตายบนแผ่นดินตัวเอง หล่อแรง คลานเข่าถวายตัว

    แต่ตอนเปิดตัวจีมินเข้ามาช่วยนี่เราขนลุกเลย ชอบมาก ฮือ 

    เข้าใจความรู้สึกจีมินที่ยังไงก็ยังโหยหายุนกิไม่เปลี่ยนแปลง T_T

    แล้วตอนที่ยุนกิตาย จีมินเข้ามาหา โอ้โห บีบหัวใจมากค่ะ การจากกันด้วยความตายเป็นอะไรที่สะเทือนใจจริงๆ

    ที่บาโฟเมทเดินเข้ามาแล้วพูดถึงฮีบินกับยองโฮ แล้วจีมินพูดกลับไปเรื่องของความรักนั่น

    มันทำให้รู้สึกถึงข้างในใจของจีมินว่าไม่ต่างกันเลยค่ะ T_T จีมินก็คงปรารถนาสิ่งเดียวกันนั่น

    คนเราสามารถทำเพื่อความรักได้มากจริงๆ สิ่งที่จีมินทำ ก็ทำเพื่อยุนกิสินะ ฮือ จีมินก็คงศรัทธาในความรักไม่ต่างกัน

    จุดสุดท้ายของเรื่องที่ไรต์ปูเรื่องปีกของจีมินให้ชัดเจนขึ้นมาทำให้เรารอจะอ่านตอนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ

    การที่จีมินมีปีกแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรที่แตกต่างแน่นอนใช่ไหมคะ T_T รอคอยนะคะ



    สุดท้ายนี้ขอบอกอีกรอบนึงค่ะว่าชอบฟิคมากๆยกให้เป็นsfอันดับหนึ่งในใจเลยค่ะ

    (เอ..sfหรือเปล่า..หลายหมื่นคำมากๆ555555555555555555555)

    ประเด็นที่ชอบที่สุดในตอนนี้หนีไม่พ้นความแตกต่างของพี่น้องที่ฝ่าบาทบอกไว้ค่ะ คงเป็นจุดที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้

    คิดว่าไรต์คงตั้งใจจะสื่อให้เห็นถึงความกระหายในอำนาจของยองโฮที่ต้องการจนไม่คิดถึงสิ่งอื่นแม้จะต้องกำจัดแม่ตัวเอง

    แตกต่างจากยุนกิที่ถึงจะต้องการเช่นกันแต่ก็เห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าตัวเอง

    แต่ก็วางตัวละครฮีบินที่ศรัทธาในความรักเข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยองโฮดูเป็นตัวละครที่ไม่ได้ไร้เหตุผลจนเกินไป

    เป็นการกระหายอำนาจที่มีความรักเป็นเป้าหมายร่วมด้วย ทำให้เข้าใจความรู้สึกมากขึ้นเลยค่ะ



    อีกส่วนที่ชอบก็ตรงที่บอกไปแล้วค่ะ ความรู้สึกของจองกุกกับจีมิน ชอบมากจริงๆ T_T



    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆออกมาให้ได้อ่านนะคะ ได้อะไรเยอะมาก มากกว่าการอ่านให้สนุกแล้วจบไป

    คาดว่าเรื่องนี้จะฝังอยู่ในใจเราไปอีกนานเลยค่ะ

    จะรอพาร์ทต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ <3
    #892
    0
  21. #890 ณ. ล้านนา (@deluxe_555) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 00:33
    ตอนอ่านภาคนี้ก็ลุ้นมากว่ายุนกิจะจำเรื่องชาติที่แล้วได้ไหม จองกุกก็ยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักและเป็นที่รักของจีมินกับยุนกิเหมือนเดิม ส่วนจีมินเป็นคนที่จำได้หมดแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ คงอึดอัดเหมือนกัน แต่ยังดีที่คอยช่วยเหลือยุนกิกับจีมิน คนดีลูก ฮือออออ ถึงจะรับใช้ให้บาโฟเมทก็เถอะ แต่ตอนสุดท้ายพีคนะจีฮุนคือบาโฟเมท คือนึกว่าจะล่องลอยไปมาเหมือนโวล์เดอร์มอลล์ ต่อมานี่คือความคิดเรานะ คือเราคิดว่าทำไมเขาต้องมาแย่งบัลลังก์กันด้วยก็ไม่รู้ ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่55555555555555 คือเราเป็นคนไม่ค่อยอยากหาเรื่องมาปวดหัว เดือดร้อนให้ตัวเอง เป็นคนที่ชิวๆ ไม่ค่อยมีเรื่องหรอก5555555 อต่ก็นะเพราะอำนาจอ่ะ ชอบการบรรยายของไรท์เตอร์มากเลย ถึงแม้ศัพท์บางศัพท์จะงงก็เถอะ(ศัพท์เฉพาะก็งี้แหละ) แต่พออ่านอธิบายก็เข้าใจเยอะ ขอบคุณนะคะ ได้ความรู้เยอะเลยเรื่องราชวงศ์วรรณะพวกนี้ เรานะรอภาคต่อไปค่ะ สนับสนุนงานดีค่ะ555555
    #890
    0
  22. #889 ตาลนิม (@Pepo_Garcia) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 00:14
    ซ้ำค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 ธันวาคม 2559 / 16:57
    #889
    0
  23. #888 ตาลนิม (@Pepo_Garcia) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 00:13

    โอ้ย ฟหวกสด่างหกด่สหกาด่ส มันดีอะไรแบบนี้คะคุณ!!
    โคตรดี ไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดยังไงดีเลย TT
    ส่วนตัวแอบชอบภาคนี้มากกว่าภาคก่อนนิดนึงเนื่องจากโมเม้นค่ะ5555555555555555555 
    แล้วก็รู้สึกว่าภาคนี้เข้าถึง-เข้าใจง่ายกว่าแต่ยังไงเราก็ชอบหมดอยู่ดี5555555555

    ในส่วนของภาคนี้จีมินเป็นตัวละครที่เรารู้สึกว่ามีการพัฒนาขึ้นจากภาคที่แล้วมากเลยค่ะ
    ด้วยความที่โตขึ้นเจนโลกมากขึ้นทำให้เรารู้สึกว่า ‘เห้ยชอบจีมินที่เป็นแบบนี้มากๆเลย’ #ลำเอี๊ยง
    ดูน้องเข้าใจและยอมรับต่อสิ่งต่างๆ นิ่ง สงบ  แต่ก็ด้วยความที่ประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจมามากพอสมควรก็คิดว่าทำให้น้องเข้มแข็งขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความอ่อนโยน

    หลงรักเข้าแล้วค่ะ ตอนนี้เหมือนโดนมอมให้มัวเมาหลงไปในความมืดเลยค่ะ ฮรือออ 

    ชอบตอนไปตลาดมากกๆจะชาติก่อนหรือชาตินี้ก็ชอบ เหมือนได้แบ่งปันกันในเรื่องที่รู้แต่อีกคนไม่รู้เราว่าอะไรแบบนี้มันเป็นความทรงจำที่ดีมากๆเลยล่ะค่ะ 
    ในส่วนของพี่ยุนกิอะไรจะน่าหมั่นไส้ได้ทุกชาติทุกภพขนาดนี้จะเพอร์เฟคเลิศเลอไปไหนคะคู๊ณณ!
    ตอนที่ยุนกิบอกว่าชอบรอยยิ้มของจีมินนี่แทบทรุดเลยค่ะ มันบีบหัวใจมากทั้งเศร้าทั้งดีใจปนกันมั่วไปหมด
    มันทำให้เรานึกถึงจีมินกับท่านอาจารย์ภาคก่อนว่าตอนนั้นจีมินต้องทุกข์เศร้าขนาดไหนแล้วพอมาถึงตอนนี้
    น้องก็ได้รับคำๆนี้จากยุนกิน้องต้องดีใจมากแน่ๆเลยค่ะ แง แต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายแล้วก็ต้องจากกันอยู่ดี
    เข้าวังมาก็เพราะเขา ไม่ได้หวังอะไรมากมายแค่อยากจะได้อยู่ใกล้ๆได้พูดคุยและปกป้องเขา
    เรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่บริสุทธิ์มากเลยค่ะ ถึงแม้ว่าจีมินจะไม่ใช่สีขาวก็ตาม

    ความรักนี่มันสวยงามจริงๆเลยนะคะไม่ว่าจะมาในรูปแบบคนรักพี่น้องศิษย์อาจารย์เพื่อนครอบครัวหรืออะไรก็ตาม


    จีมินกับจองกุกก็ดีต่อใจมากๆเลยค่ะเอ็นดูน้องสุดๆ 

    ตอนที่จีมินกับจองกุกได้เจอได้คุยกันรู้สึกเหมือนจีมินได้เติมเต็มในส่วนที่ผิดพลาดจากชาติก่อน
    'เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเจ้าเป็นน้องพี่' TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT
    ความรักของจีมินที่มีให้น้องมันของจริงมากๆฮืออ แล้วยังมีการบอกให้ยุนกิอย่าขึ้นเสียงใส่น้องชายตัวเองด้วย น่ารัก5555
    ขอบคุณที่ทำให้ชาตินี้จีมินได้มีความสุขนะคะ ช่วงเวลาที่จีมินได้อยู่กับยุนกิและจองกุก ยังไงก็คงจะมีความหมายมากๆแน่

    จะวนเวียนอีกกี่ชาติก็จะตามไปเพคะ แต่ก็อยากให้จีมินหลุดพ้นแล้วเหมือนกันถึงจะยิ้มแต่ก็บางทีก็คงเหนื่อยกับสิ่งที่เป็นอยู่
    เพราะเขาก็ไม่ได้อยากที่จะเป็นแบบนั้น ระหว่างนี้ถึงจะยังไม่เจอจีมินหรือจองกุกก็ขอให้หาความสุขให้ตัวเองมากๆ #ฝากไรท์ไปบอกจีมินด้วยนะคะ โอ้ยอินอะไรเบอนี้ อย่ามองว่าเราบ้าหรือโรคจิตเลยนะคะฮือออออออ

    แอบบอก เราฟังเพลง กะทันหัน แล้วนึกถึงเรื่องนี้ได้ไงก็ไม่รู้ 5555555555555 เราฟังแล้วนึกถึงก็ยิ้มเป็นบ้าเลย 555555 เราต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
    สำหรับ REBELLION เราอ่านแล้วมีความสุขมากเลยค่ะ พออ่านจบแล้วแบบอื้อหื้อกรี๊ดมากไม่รู้ทำไมเราดันยิ้มซะงั้น
    ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมหวัง แต่คือนี่มันโคตรหวานเลยนะสำหรับเรา แล้วก็สำหรับ...เรียกว่าอะไรดีอะ5555เส้นเรื่องพล็อตเรื่องแบบนี้

    มันทั้งน่ารักสุขเศร้าเหงาปนกันไปหมด แต่รวมๆแล้วก็กลายเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ อยากกอดจีมินค่าาาาาาาาาา (หื้มม) (ชอบปีกจีมินด้วยค่ะ555555
    มีความมัน ละครหลังข่าว หักหลัง แย่งชิงบัลลัง อื้อหื้อตบเข่าดังฉาดดดดดดด
    นี่ลุ้นแทบหัวใจวายตอนที่กุกไปเหยียบกิ่งไม้ โอ้ยจะบ้า 55555555555555
    เป็นเรื่องที่ครบรสมากๆ ส่วนเรื่องใครฆ่าอะไรใครนั้นเราไม่ได้สงสัยใครเป็นพิเศษเลย
    คือเดาไม่ได้จนถึงตอนนี้สับสนชื่ออยู่เลย แต่รู้ว่า บิน 5555555555555
    แต่พออ่านจบแล้วก็ทำให้รู้เรื่องราว ลำดับเหตุการณ์ ใครทำอะไรแล้ว คิดว่าถ้าอ่านอีกทีน่าจะจับจุดได้ 55555555555555

    ชอบความสัมพันธ์ของยุนกิและจีมินมากๆเลยค่ะทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคสพ.ของพวกเขาเรียกว่าอะไรหรือว่ารูปแบบไหน แต่ก็อ่านแล้วยิ้มมันอบอุ่นแปลกๆบอกไม่ถูก แอบคิดว่าตอนมองตากันต้องลึกซึ้งมากแน่ๆ โฮ้ะๆ ย้อนขึ้นไปอ่าน Genre : Drama ไหนคือความดราม่าในคอมเม้นนี้ 555555555555555555

    เรื่องการแต่งนี่เอาน้ำหมด มหาสมุทรแทนหมึกมาเขียนบอกก็คงไม่พอ #อวยแบบให้รู้ว่าอวย! ดีทุกเรื่องเลยค่ะก่อนหน้านี้ไม่เคยเม้นให้เลยแท็กก็ไม่ได้เล่นทั้งๆที่ตามอ่านมาตั้งแต่แรกแล้วก็ชอบมากๆแท้ๆ #สารภาพบาป แอบขอบคุณตัวเองที่คิดได้แล้วมาเม้นค่ะ555555555 เรื่องนี้เราคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แต่งยากมากๆ  ด้วยความที่มีดีเทลเยอะ ต้องศึกษาหาข้อมูล มีความซับซ้อน และ ฯลฯ ซึ่งเรานับถือเลยค่ะเพราะทำออกมาได้ดีมากๆ แล้วด้วยความที่แนวนี้มันหายากยิ่งทำให้เราชอบมากๆไปอีก มันแปลกใหม่สำหรับเราไม่ค่อยได้เจอ555555555 หลงรักในตัวละครทุกตัวเลยค่ะโดยเฉพาะ จีมิน ยุนกิ จองกุก #แน่นอนอยู่แล้ว ตอนอ่านนี่อินมากเหมือนไปนั่งอยู่ในเหตุการณ์ #ปลอมตัวเป็นคนรับใช้และนางสนม 55555555555555 อยากกอดพวกเขามากๆเลย
    เราชอบสไตล์ของคุณมากๆมันมีเอกลักษณ์มีเสน่ห์มันอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่สำหรับเรามันเป็นอะไรที่สุดยอดอะ สนุก ชอบมากๆเลยค่ะ TT  ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย ยังคงเป็นเรื่องที่ทำให้เราตื่นเต้นเวลาอัพ คิดว่าจากนี้ก็คงแต่งดีขึ้นไปอีก #เอาให้อวยเหนื่อยกันไปเลย
    เราอาจจะพิมวกๆวนๆงงๆเวิ้นเว้อไปบ้างก็ขอโทษด้วยน้า5555555555 จริงๆความรู้สึกมันมีมากกว่านี้แต่เราไม่รู้จะเรียบเรียงมาพิมยังไงดีค่ะ ฮืออ เมื่อคืนเห็นอัพกดเข้ามาดูยังไม่มีใครเม้นก็แอบคิดว่าอยากเป็นเม้นแรกจังแต่ไม่ทันแล้ว555ขอเป็นเม้นแรกของวันนี้แทนแล้วกันค่ะ555555555
    ขอบคุณที่แต่งยุนมินนะคะ เราจะมาพายเรือเล็กๆลำนี้ไปด้วยกัน ฮึบบบ เป็นกำลังใจให้เสมอ พอช่วงนี้อัพบ่อยแล้วคิดถึงตอนช่วงแรกๆเลยค่ะที่มาบ่อยๆ แล้วสักพักก็มาๆหายๆ  555555555555555556655 รออ่านกัปตันมิน คุณจิ้งจอก และเรื่องต่อๆไปนะคะ 
    ♥ 




    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 ธันวาคม 2559 / 00:25
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 4 ธันวาคม 2559 / 16:52
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 4 ธันวาคม 2559 / 16:56
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 4 ธันวาคม 2559 / 16:59
    แก้ไขครั้งที่ 5 เมื่อ 4 ธันวาคม 2559 / 17:00
    #888
    0
  24. #887 ตาลนิม (@Pepo_Garcia) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 00:07

    ชอบมากค่ะ

    #887
    0
  25. #886 fnntaex (@smilefinn12) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 20:20
    ไรต์แต่งได้ดีมากเลย ชอบการใส่ใจของไรต์มาก มีหลายยุคเลย ได้ฟิลคนละแบบ อยากให้มีหลายๆพาร์ทเลยค่ะ5555555 ชอบมากกก สู้ๆนะคะ รอติดตามน้า
    #886
    0
  26. #875 c h i m (@zariana) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 23:38
    ฮือ ชอบอะแก ถึงพี่ยุนกิจะตายในภาคนี้ก็เหอะ แต่ดูว่าพวกเขาจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วนะ ฮือ ถ้ามีภาคต่อขอจบแบบแฮปปี้ได้ไหมคั นี่ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเห็นอีกฝ่ายตายแบบนี้อะ ;-; เป็นกำลังใจให้นะแก เออสำหรับเนื้อเรื่องแกแบบมันดีมากๆเว้ย ถึงจะมาบางส่วนที่นี่ไม่ค่อยเข้าใจแต่รวมๆแล้วมีเสน่ห์~ ขอโทษค่ะ จะไม่เล่นแล้ว555555 คือแบบแกภาษามันไหลลื่นมากๆอะ อ่านแล้วหยุดไม่ได้เลย ฮือ ทำอีกๆ ชอบๆ แต่ตอนต่อไปขอแบบอยู่รักกันได้ไหมคะ อยากให้เขาสมหวังกัน ฮือ
    #875
    1
    • #875-1 brownandapple (@brownandapple) (จากตอนที่ 30)
      3 ธันวาคม 2559 / 21:04
      นี่มันมุกแบบไหนนะเนนนน่ เรื่องอยู่แบบรักกกัน หึหึหึหึหึหึหึ จะมีดีมั้ยคะ5555 ชอบจังเรยตายๆ
      #875-1
  27. #873 Missx (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 23:21
    อิ่มใจทุกครั้งเลยเวลาได้อ่านฟิคของคุณ
    #873
    1
    • #873-1 brownandapple (@brownandapple) (จากตอนที่ 30)
      3 ธันวาคม 2559 / 21:03
      ขอบคุณมากเลยค่ะ :)
      #873-1
  28. #871 T0309 (@T0309) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 23:12
    โคตรรักเรื่องนี้เลย ขอหลายตอนเลยก้ได้ค่ะไม่รำแน่นอนคิดถึงไรท์มาก ดีใจช่วงนี้อัพบ่อย เรื่องนี้ชอบตั้งแต่ความสัมพันธ์จีมินจองกุกที่เหมือนได้เติมเต็มจากชาติก่อน ภาคนั้นโคตรแซดเลย ภาคนี้มีโมเม้นยุนมินมากขึ้นน้ำตาจะไหล ชอบตอนยุนกิแทกุนชมรอยยิ้มจีมินมาก เหมือนว่านี่คือทุกอย่างแล้ว แม้แรกๆเจอในสถานะปีศาจมนุษย์แต่สุดท้ายมันก็แค่คนสองคนที่ผูกพันต่อกันในหลายภพชาติเองง โง้ยยย ขอบคุณนะคะเรื่องนี้ดีจริงๆ สนุกมาก
    #871
    1
    • #871-1 brownandapple (@brownandapple) (จากตอนที่ 30)
      3 ธันวาคม 2559 / 21:03
      นี่คนเขียนเองนะคะ ขอบคุณมากๆเลยที่ชอบนะ ภาคแรกมันเศร้าไปหน่อยเนาะ5555555555
      #871-1