(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 29 : 22 : loving you keeps me alive 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,964
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    28 พ.ย. 59

Title: Loving you keeps me alive

Fandom: 방탄소년단 /BTS

Relationship: 슈짐 /yoonmin ( yoongi x jimin )

Genre: Alternative Universe/FANTASY, Horror, Thriller, Light angst, Romantic

Rate: G

Word: ?

Note: Love and the collapse fortress or… someone who still believe in love and another one who’s not

Note2: ความรักกับซากประหักพังที่ล่มสลาย

Note3: (supposed to be) Halloween project 2016 


Special Remark: สำหรับเรื่องนี้เป็นโปรเจคร่วมกับ writer เคเคไลน์ / twitter @kkline93  เนื้อหามีความสัมพันธ์กันกับเรื่อง Bloody Resonance สามารถอ่านแยกกันได้แต่แนะนำให้อ่านเพื่ออรรถรสนะคะ อ่านได้ที่ >> LINK <<






0



รถยนต์กลางเก่ากลางใหม่มุ่งตรงไปตามเส้นทางสวนกับรถมากมายซึ่งไหลตามช่องทางเดินรถในฝั่งตรงข้าม ในช่วงเวลาบ่ายคล้อย อากาศไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป เส้นทางรอบนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวของทุ่งหญ้า ฝูงปศุสัตว์ จากตึกสูงใหญ่ในเมืองสู่จังหวัดเล็ก แต่เป้าหมายของเขากลับไกลกว่านั้น มันเป็นปลายทางที่ไม่คุ้นเคย ทุกอย่างล้วนถูกนำพามาจากจดหมายฉบับนั้น



---พินัยกรรมฉบับนั้น



สายตาเหลือบมองซองจดหมายสีน้ำเงินเข้ม ถูกประทับตราสัญลักษณ์แปลกตาด้วยไขเทียน มันปริออกเป็นรอยร้าวเพราะเขาเปิดมันออก เรื่องราวของคนไม่รู้จักกันถูกถ่ายทอด การเดินทางของเขาเริ่มจากตรงนั้น



พ่อกับแม่ของเขาหย่าขาดจากกันเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้โดยเขาอาศัยอยู่กับมารดา โชคดีที่ตอนนั้นเขายังเด็กมากจนจำความแทบไม่ได้ว่าบิดาของตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร จึงทำให้ชีวิตของเขาไม่ใช่อย่างในนิยายดราม่าสู้ชีวิต เขาเติบโตอย่างเรียบง่าย ทำงานเกี่ยวกับหนังสือและกลายเป็นนักเขียน เรื่องราวรักดาษดื่นทั่วไปซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด บางครั้งเสียดสีสังคมซึ่งมิใช่เกิดจากความรวดร้าวในวัยเด็ก 



จดหมายฉบับนั้นกล่าวถึงครอบครัวฝ่ายบิดาซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันในหัวแม้แต่น้อย เล่าว่าผู้ชายสูงวัยคนนั้นจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีแม้กระทั่งภรรยาใหม่หรือว่าลูก เขาไม่ได้นึกแปลกใจเพราะมารดาของเขามักจะพร่ำบ่นให้ฟังอยู่เสมอเกี่ยวกับจิตใจคับแคบของชายคนนั้น เอาเป็นว่าเขาคือเลือดเนื้อเชื้อสายเดียวพอที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย และพินัยกรรมไม่สามารถเปิดได้หากทายาทไม่อยู่กันพร้อมหน้า เหมือนอย่างกฎโบราณทั่วไป เขาไม่ได้อยากจะได้อะไร ไปทำหน้าที่ให้จบๆ



บางครั้งเขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองหาบางสิ่ง ตามหาบางอย่าง



ระบบทำงานของแอพลิเคชั่นเดินทางสิ้นสุดลงตรงที่เมืองชื่อแปลก ในจดหมายระบุชัดเจนว่าเครื่อข่ายไม่สามารถทำงานได้จากตรงนี้ เขาจำต้องหยุดรถลงที่หน้าปั๊มน้ำมันเก่าๆ เมืองนี้เล็กมาก มีคนอาศัยอยู่ถึงสิบคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาเข้าใจว่ามันเป็นทางผ่านเสียมากกว่าจะแวะพักค้างคืน ในจดหมายบอกเอาไว้ว่าให้ถามทางจากที่นี่ เขาก้มลงมองนาฬิกาของตัวเอง มันบอกเวลาบ่ายสองโมงตรง หวังว่าเขาจะไปถึงจุดหมายได้ก่อนค่ำ



“จะเดินทางไปไหนละพ่อหนุ่ม”


“เมือง....ครับ เขาบอกให้ถามทางจากที่นี่ พอจะมีแผนที่ให้ผมบ้างมั้ย”


จีมินหยิบจดหมายส่งให้กับชายแก่ด้วยมือข้างเดียวเพราะมืออีกข้างจับที่เติมน้ำมันให้ตรงช่องอยู่ตลอดเวลา ค่อนข้างทุลักทุเลเพราะที่ล็อกของมันเสีย 


“อืม... เดี๋ยวเอาแผนที่ให้ละนะ รอเดี๋ยว” ชายแก่เดินกลับเข้าไปที่เพิงพัก รอไม่นานก็กลับมาพร้อมกับกระดาษเก่าซีดจาง กะด้วยสายตาแล้วหาทางไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะยิ่งออกต่างจังหวัดไกลเท่าไร ป้ายบอกทางก็จะเพิ่มขึ้นเองไม่เหมือนในเมืองหลวงที่ทุกคนต่างมีจีพีเอสช่วยนำทาง




“มาจากเมืองหลวงหรือพ่อหนุ่ม ทำอาชีพอะไรละเรา” 


“เป็นนักเขียนครับ นี่ก็เร่งปิดต้นฉบับอยู่เหมือนกันกว่าจะหาเวลามาได้” ข้อดีของอาชีพอิสระคือไม่ต้องเข้างานเป็นเวลา แต่ข้อเสียคือบทจะต้องเหนื่อยก็แทบไม่ได้นอนติดกันเป็นอาทิตย์ เรียกได้ว่าขีดจำกัดของมนุษย์เรามีมากแค่ไหนก็ถูกใช้จนเต็ม


“ลำบากแย่เลยนะ แล้วเมียกับลูกที่บ้านไม่ว่าเหรอ”


จีมินหัวเราะ


“ผมอยู่ตัวคนเดียวครับ เลยไม่ต้องเดือดร้อนใคร”  ก็จริงที่ว่าถ้าเป็นคนมีครบครัวก็ยากหน่อย เขาเคยต้องถึงกับเอาต้นฉบับไปปั่นที่โรงพยาบาลสมัยที่มารดายังมีชีวิตอยู่ แต่ในตอนนี้แล้ว สำหรับหนุ่มโสดตัวคนเดียวอย่างเขา ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไรมากนัก



ปิ๊ด!



“อ่า งั้นก็เดินทางดีๆละ รีบออกจะได้ไม่ไปถึงค่ำนัก ตอนกลางคืน... ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่หรอก”


เขาพยักหน้ารับคำเตือนด้วยความหวังดี เช็ดมือที่เลอะคราบน้ำมันกับผ้าเก่าๆที่แขวนอยู่ หนทางอีกเกือบร้อยกิโลรออยู่ข้างหน้า มันคงจะดีถ้าไม่ต้องแวะพักโรงแรมข้างทางเพื่อค้างคืน



รถยนต์สีขาวสะอาดแล่นออกไปจากปั๊มน้ำมัน สายตาฟ่าฟางของชายชราหรี่ลง มองมันหายไปจนลับตา




—————




ช่วงเวลาโพล้เพล้ แอร์เย็นฉ่ำกับเสียงเพลงจากแผ่นดนตรีคลาสสิคปะปนกันในอากาศ จีมินคิดว่าเขาทำเวลาได้ค่อนข้างดีหลังจากขับรถโดยแทบไม่ได้หยุดพักตลอดทั้งวัน ป้ายชื่อของปลายทางรออยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบห้ากิโล แต่เขาไม่อาจเร่งร้อน ทางที่เป็นเชิงลาดไหล่เขาค่อนข้างชันเมื่อรถยนต์ของเขาค่อยแล่นลงไป เชื่องช้า ข้างซ้ายเป็นป่า เขาไม่คุ้นชินกับใบแหลมเรียวของต้นไม้ชนิดนี้ อันที่จริงก็ไม่ค่อยมีใครจากในเมืองหลวงคุ้นเคยกับสีเขียวอยู่แล้ว 


อาชีพนักเขียนซึ่งเป็นงานไม่มีเวลาเข้าออกใครว่าสบาย เพราะต้องคอยแก้คอยปิดต้นฉบับ บางครั้งคิดจะไปเที่ยวที่ไหนนานๆก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีจดหมายยืนยันว่าต้องไปทำหน้าที่ตามกฎหมายละก็ อย่าหวังเลยละว่าเขาจะได้มา เพราะสัญญาเอาไว้แล้วว่าการมาต่างเมืองครั้งนี้จะพยายามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆไปเขียนหนังสือถึงได้ลดความหงุดหงิดลงจากหน้าของบรรณาธิการลงได้บ้าง


นิยายรักโรแมนติกของเขาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนในเมือง สาวสวยรวยเสน่ห์กับชายหนุ่มจอมเจ้าชู้ เฮ้ พล็อตน่าเบื่อๆอย่างนี้นี่ละที่ตลาดต้องการ ที่จริงเขาอยากลองเขียนเรื่องราวของชาวชนบท ทิวทัศน์แปลกตาชวนให้นึกถึงสาวชาวไร่กับพ่อเลี้ยงลูกติดอย่างไรอย่างนั้น


แฟนตาซี?


น่า... ไม่ละ เขาชอบดูภาพยนตร์แฟนตาซีนะแต่ไม่ใช่พวกมีจินตนาการกว้างใหญ่ขนาดนั้น


เขาไม่เคยเขียนนวนิยายแฟนตาซีมาก่อน อย่างว่าละ ก็เขามันเป็นพวกสัจนิย---ม



โครม!!!!!!



โลกของเขาสั่นคลอนราวกับถูกเหวี่ยงด้วยเครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก เพียงแค่นี่คือเรื่องจริง จีมินไม่ได้สังเกตว่ามันคืออะไร สัญชาตญาณทำให้เขาหักพวงมาลัยไปที่ด้านซ้ายก่อนจะ---


รถของเขาถูกบางอย่างชนดังโครม เสี้ยววินาทีที่โลกทั้งใบกำลังจะพร่าเลือน ดวงตาคู่หนึ่ง



โลกทั้งใบมืดสนิท


กลายเป็นสีดำ






1





สปริงฟิลด์,



ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เป็นเมืองเล็กๆที่คาดว่าอยู่เลยไปอีกจากปลายทางของภูเขา ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก ปลูกพืช ล่าสัตว์ ทอผ้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริง มีแค่ทุกวันศุกร์เป็นวันของเวรยามออกไปซื้อข้าวของที่จำเป็นหรือว่าส่งจดหมาย เขามองออกไปที่ด้านนอกหน้าต่าง มันเห็นตัวเมืองได้อย่างชัดเจนจึงได้รู้ว่าทิวทัศน์แทบจะหลุดออกมาจากภาพยนตร์เก่าๆ ชวนให้นึกถึงความสงบสุขอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้ว... บ้านเรือนที่ทำจากหินเนี่ย เขาเองก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก


“เอียงซ้ายหน่อยครับ” เขาเอียงใบหน้าเปื้อนโฟมโกนหนวด ใบมีดคมปลาบปาดอย่างระมัดระวัง นึกโทษแขนซ้ายของตัวเองเหลือเกินที่ไม่สามารถทำให้เขาจัดการได้แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวอย่างนี้


“น่าจะหมดแล้วนะครับ”


“ขอบคุณครับคุณหมอ”


“รู้สึกดีขึ้นบ้างรึยังครับวันนี้” 



“ก็ดีขึ้นแล้วครับ แต่ยังมีตรงที่เจ็บอยู่บ้าง” ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองในดวงตาสีดำสนิทของชายตรงหน้า เขาสวมชุดสีขาวสะอาด กลืนกับผิวขาวนั้นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน มันเป็นสีขาวที่หาได้ยากอย่างยิ่งแม้จะเทียบกับพวกคุณหนูในเมืองก็ตาม เผลอคิดไปก็ต้องส่ายหัวให้ตัวเอง อย่างไรก็ตามผู้ชายคนนี้คือผู้มีพระคุณของเขา



เขาประสบอุบัติเหตุรถชนเพราะหินตกใส่รถยนต์ของเขา กระนั้นมัจจุราชคงยังไม่อยากจะพรากวิญญาณนี้ไป จึงส่งรถยนต์ของคุณหมอมิน ยุนกิให้บังเอิญผ่านมาเจอเขาที่กำลังนอนหายใจระรวยรินพอดี ชีวิตที่ก้าวย่างสู่ประตูนรกถึงได้ถูกกระชากกลับมา



ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะออกไปสำรวจให้เห็นกับตาชัดๆสักครั้ง ก็เขาเป็นนักเขียนนี่นะ



แขนซ้ายที่เข้าเฝือกดูเหมือนจะทำให้ใช้ชีวิตลำบาก วันแรกๆก็ค่อนข้างยากหน่อย แต่เพราะมีคนคอยดูแลอยู่เกือบจะตลอดเวลา เขายังไม่เคยได้ออกจากห้องด้วยซ้ำ



“คุณจีมินคะ ได้เวลาอาหารแล้วค่ะ” สาวใช้ในชุดเครื่องแบบเข็นรถเข้ามา ที่วางอาหารขนาดพกพาถูกกางลงตรงหน้า เครื่องเงินหรูหรา ตอนแรกเขานึกแปลกใจว่าทำไมคุณหมอมินถึงได้มีรสนิยมราคาแพงนัก แต่ก็ได้รับคำตอบในภายหลังว่าคฤหาสน์แห่งนี้เป็นของท่านเจ้าเมืองและเป็นหนึ่งในสามเจ้านายของที่นี่ อีกคนหนึ่งชื่ออะไรเขาจำไม่ได้แล้ว รู้แค่ว่าเป็นเจ้าของโรงแรมที่ไม่ค่อยกลับมาบ่อยนัก



ถ้ามีโรงแรม แสดงว่าคงมีคนสัญจรไม่น้อยเลย


“คุณหมอไม่ทานด้วยกันเหรอครับ”


“คุณทานเถอะ ผมทานมาจากโรงหมอแล้วครับ”



ฝาครอบเปิดออก เบื้องหน้าเป็นเสต็กที่ถูกหั่นมาให้แล้วอย่างพอดีคำเสิร์ฟคู่กับผักต้มและมันฝรั่งอบหน้าตาดูดีเกินกว่าจะเป็นอาหารของผู้อาศัยอย่างเขาเสียด้วยซ้ำ เขาเคยบอกคุณหมอแล้วว่าไม่จำเป็นต้องดูแลเขาดีขนาดนี้ ให้เขาไปนอนที่โรงหมอก็ได้ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธและบอกว่าที่โรงหมองานยุ่งเกินกว่าจะมีใครมาดูแลเขา เพราะฉะนั้นที่นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุด


เขามองผักต้มที่นอนเรียงกันอย่างสวยงาม มีแอสพารากัสสีเขียว แครอทสีส้ม มะเขือเทศจี่ในกระทะไม่นานส่งกลิ่นหอม มันฝรั่ง


แต่เขาไม่อยากกินแครอท...นี่


“คุณจีมินไม่ชอบกินผักเหรอครับ?”


“ก็...กินได้ครับ”


เจ้าบ้านอยู่ตรงหน้าแล้วจะให้เขี่ยอาหารเขาต่อหน้าเลยก็รู้สึกเกรงใจ แครอทเนี่ย... ต่อให้ต้มจนนิ่มแค่ไหนก็ยังมีกลิ่นที่เขาไม่ชอบอยู่ดี 


“ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกินก็ได้ครับ”


“ไม่หรอกครับ ผมกินได้” ถอนหายใจแล้วก็หยิบแอปเปิ้ลที่วางเคียงอยู่ในถาดมากินหวังว่าจะให้รสชาติของมันกลบรสประหลาดของแครอทไปได้บ้าง สีของมันน่ากลัวเหมือนเลือด แต่รสชาติหวานเหมือนน้ำผึ้ง คุณหมอมินบอกว่าให้กินผลไม้ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วๆ แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องหยุมหยิม กินแค่เพราะมันอร่อยเท่านั้น



เป็นเมืองที่แปลก


โทรศัพท์มือถือของเขาใช้การไม่ได้ที่นี่ ในกระเป๋าของเขานอกจากสมาร์ทโฟน สมุดแพลนเนอร์เสียบด้วยปากกาหมึกซึมราคาแพงสำหรับจดตารางงานที่มักจะพกติดตัวอยู่เป็นประจำ ที่ชาร์จแบต นอกจากนั้นยังมีกระเป๋าเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น ในนั้นมีเสื้อผ้าสำหรับค้างคืนเพียงสามวันเท่านั้น



“ที่นี่เป็นเมืองเล็ก... คงไม่สะดวกสบายสำหรับคุณเท่าไรนัก”


เขารีบโบกไม้โบกมือเป็นการปฏิเสธ “ผมจะไปคิดอย่างนั้นได้ยังไงครับ คุณหมอเป็นผู้มีพระคุณของผมแท้ๆ ที่จริงแล้ว... อยู่ในเมืองมากๆ เคยชินกับเสียงผู้คนกับความวุ่นวายมาก็เยอะ พอมาเจอความเงียบสงบของเมืองนี้ก็เลยทำตัวไม่ถูก...”


แม้ตัวเขาเดิมทีแล้วไม่ใช่คนชอบแสงสีเสียงตามวิสัยของคนในเมือง ทว่าต่อให้เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในห้องก็ยังไม่พ้นกับเสียงรถราจากด้านนอกอพาร์ทเม้นท์ เขาไม่ใช่ประเภทหนีเมืองไปพักร้อนไกลๆอย่างเช่นต่างจังหวัด จึงยากเหลือเกินที่เมื่อหลับตาแล้วจะได้ยินเสียงหรีดเรไรยามเวลากลางคืน


“นั่นสินะ... แขนคุณยังไม่หายดี อยู่แต่ในห้องคงจะเบื่อ ที่จริงแล้วที่นี่มีห้องสมุด ถ้าคุณเบื่อๆจะไปนั่งอ่านหนังสือในห้องนั้นก็ได้ ไว้ถ้าหายดีแล้วผมจะพาออกไปเดินเล่น”



“เกรงใจจังเลยครับ...”



อย่างที่บอกว่ามิน ยุนกิเป็นคุณหมอเพียงหนึ่งเดียวของเมืองนี้ ทุกวันตอนเช้าจะแวะมาดูอาการเขา แล้วก็ไปตรวจคนไข้ต่อที่โรงหมอ ศัพท์แสงฟังแล้วโบราณแต่เขากลับคิดว่ามันเข้ากับบรรยากาศ


กลิ่นอายของเมืองเก่าทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นกังวลสงบลง เมื่อตอนกลางวันเอ่ยปากขอปากกาและกระดาษเพื่อเขียนจดหมายว่าเขาจะไปถึงล่าช้ากว่ากำหนดเพราะเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งรถของเขาก็เสียหายจนไม่สามารถใช้การได้ คุณหมอรับปากว่าจะช่วยเขาเรียกรถจากในเมืองข้างเคียง น้ำใจที่หาได้ยากยิ่งทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปากรบกวนไปมากกว่านี้ 



“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ คนป่วยมัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องจะไปดีอะไร ออกไปสูดอากาศบ้างก็ดี แต่คงต้องรอให้แขนของคุณดีกว่านี้ละนะ”


เขาหวังว่าแขนของเขาจะดีขึ้นในเร็ววัน




—————




‘คฤหาสน์หรูหราสไตล์บาโรก ภาพเขียนสีน้ำมัน รูปปั้นแห่งความรื่นเริง แชนเดอเลียแก้วล้ำค่า เหมือนถูกหลุมดำพัดพาเข้าไปในโลกเก่าซึ่งเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนด้วยยุคสมัยถูกพัดพาไปด้วยกาลเวลา...’


ภาพเขียนสีน้ำมันซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าเคียงข้างภาพนกดีดำสนิทอยู่ ณ โถงรับแขกคือเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์เก่าแก่ หล่อนสวมชุดหรูหรา ซึ่งให้คาดเดาแล้วคงจะเป็นชุดจากผ้าไหมย้อมสีชมพูแก่ของดอกกุหลาบ ให้นึกเปรียบเปรยกับเจ้าหญิงดิสนี่ย์ที่เรารู้จักคงเป็นสโนวไวท์ ผมสีดกดำดั่งขนนกกา ดวงตากักเก็บเอาจักรวาลสวยงามที่สุดไว้ ริมฝีปากสีชาดแย้มยิ้มสดใส หล่อนอายุไม่มากนัก ศิลปินที่วาดภาพนี้ถ่ายทอดความเยาว์วัย ดอกไม้ที่เพิ่งแย้มบานยามแสงแรกของดวงอาทิตย์แตะต้องลงที่กลีบดอก เขานึกถึงความรัก เพราะเห็นความรักในดวงตาคู่นั้น.......’ 



เขาวางปากกาซึ่งจรดจดตัวอักษรที่สมุดบันทึกคู่ใจเพราะเสียงเคาะประตู เขากล่าวคำอนุญาต ผู้ที่มาเยือนคือซึงอู



ซึงอู แขกรับเชิญแสนสำคัญอีกคนหนึ่งของคฤหาสน์ ชายหนุ่มอายุน้อยกว่า เจ้าของรอยยิ้มทั้งปากและตา ร่างสูงโปร่งชะลูด เสื้อของเขามักเปื้อนดิน หรือเป็นรอยฉีกขาดเพราะมักคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า, นักศึกษาปีสุดท้ายเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ ได้รับทุนวิจัยเกี่ยวกับดอกไม้ท้องถิ่นชนิดหนึ่งของเมืองนี้จากเจ้าเมือง ซึงอูจะตื่นไปทำงานทำการตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนมากเป็นการจดบันทึก เพาะปลูก ช่วงเวลาที่จะได้พูดคุยกันคือบางวันที่อีกฝ่ายกลับมารับอาหารเที่ยงที่นี่ หรือหลังจากที่อีกฝ่ายกลับมาจากการวิจัยที่โรงเรือนซึ่งสร้างขึ้นสำหรับงานวิจัยดังกล่าวโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับวันนี้


“เขาว่าพี่จีมินยังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลย คงไม่รังเกียจถ้าผมจะร่วมโต๊ะด้วย”


“มาสิ กำลังเหงาๆอยู่พอดีเลย” 


“ผมมารบกวนรึเปล่าครับ พี่กำลังเขียนนิยายอยู่เหรอ” ชายหนุ่มที่ภายในยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม จีมินพยักหน้ารับ นวนิยายเรื่องใหม่ของเขาเป็นแนวยุคสมัยเก่า ได้รับแรงบันดาลใจจากคฤหาสน์หลังนี้นี่ละ 


“ไม่เป็นไร ก็เรื่อยๆละ มันไม่มีอะไรทำนี่นา”


“แขนพี่ก็ดูโอเคขึ้นแล้วนะ ไว้พรุ่งนี้ลองไปดูไซด์งานกับผมมั้ยละ” ซึงอูพูดติดตลก เพราะตัวเขาหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยจนแทบจะไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนในเมือง เมื่อจีมินถามก็ไม่เคยตอบได้สักครั้งว่าอะไรอยู่ตรงไหนก็เลยเรียกเอาเรือนกระจกของเขาว่าไซด์งานเอาเสียเลย


“ต้องถามคุณหมอมินก่อนนะ ว่าไปได้รึเปล่า เขากลัวว่าขยับมากแล้วจะกระเทือน”


“ถ้าได้ออกไปด้วยกันก็คงดีนะ”


เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้ผู้มาเยือนคือคนที่เพิ่งถูกพูดถึง คุณหมอมิน ยุนกิในชุดสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว 


“ผมมารบกวนรึเปล่านะ” เจ้าตัวส่งรอยยิ้มเรียบๆมาให้คนทั้งสองในห้อง


“ไม่เลยครับ เชิญคุณหมอเลย”


ได้รับคำตอบอย่างนั้นยุนกิก็หันไปบอกให้สาวใช้เตรียมอาหารเพิ่มอีกหนึ่งชุด นับว่าเป็นมื้ออาหารที่มีคนร่วมโต๊ะเยอะที่สุดตั้งแต่อาศัยอยู่ที่นี่มา เมื่อจีมินเอ่ยปากถามเกี่ยวกับการไปที่ไซด์งานของซึงอูในวันพรุ่งนี้ ยุนกิก็จับๆที่แขนเขาแล้วอนุญาต 


“จริงๆที่มาวันนี้ก็เพราะเรื่องนี้ละ” เขาหันไปหยิบหีบห่อที่นำติดตัวมาด้วยส่งให้ จีมินเลิกคิ้ว เมื่อรับมาเปิดดูก็พบว่าเป็นเสื้อคลุมตัวนอกสีฟ้าอ่อนหรูหราตัวหนึ่ง


“นี่...”


“ที่ผมเคยบอกว่าจะพาคุณออกไปเดินเล่น แต่อากาศข้างนอกค่อนข้างหนาว เสื้อโค้ทของคุณก็ฉีกขาดไปแล้วผมเลยสั่งทำมาให้ อาจจะดูโบราณไปหน่อย แต่เพราะคนที่นี่ไม่คุ้นเคยกับแฟชั่นของคนในเมือง หวังว่า...”


“มะ... มะ ไม่เลยครับ คุณหมออย่าพูดแบบนั้น ที่จริงไม่น่าเลย สิ้นเปลืองเงินทองกันไปเปล่าๆ” หยิบมากางดูแล้วเนื้อผ้าหนา เหมาะกับอากาศในช่วงต้นฤดูหนาวแบบนี้ พอคิดว่าอีกฝ่ายใส่ใจเขาขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจเข้าไปใหญ่


“ก็บอกแล้วว่าคุณจีมินเป็นแขก อย่าคิดมากไปเลย ตอนเจ้าเด็กนี่ยังบอกเลยว่าทำไมไม่ปักด้วยดิ้นทอง” พยักเพยิดไปทางซึงอูที่กำลังจิ้มเนื้อในจาน 


“ก็ตอนนั้นคุณนัมจุนดูรวยมากนี่ครับ ผมก็หยอกไปเล่นๆอย่างนั้นละ”


คุณนัมจุนที่ว่าคือท่านเจ้าเมืองของชาวบ้านทุกคนในแถบนี้ จีมินได้เจอนัมจุนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นนัมจุนก็ไปธุระที่ต่างเมืองเลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน


“อา... พวกคุณเทคแคร์แขกดีมากๆเลย” จีมินลองสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ก็พบว่ามันพอดีตัว รู้สึกอุ่นขึ้นแถมยังมีกลิ่นหอม นับว่าคุณหมอกะไซส์เขาได้ไม่ผิดเลย


“นั่นสิ คุณหมอมีแฟนมั้ยครับ ถ้ามีแฟนคุณหมอต้องโชคดีมากแน่ๆเลย”


“แฟน... อา คุณหมายถึงคนรักเหรอครับ ก็เคยมีแต่ว่าเลิกรากันไปเมื่อนานมาแล้ว”


“คนหน้าตาดีอย่างคุณหมอไม่มีแฟนเป็นไปได้เหรอครับ อย่างน้อย... สาวๆในเมืองก็ต้องมีบ้างละน่า” ซึงอูกระเซ้า คุณหมอส่ายหน้าไปมา “ผมไม่ค่อยมีเวลาครับ ทุกวันก็ไปๆกลับๆแค่โรงหมอ จะเอาเวลาที่ไหนไปหากัน”


“พี่จีมินก็เหมือนกัน นักเขียนผู้ลึกลับ ดูมีเสน่ห์จะตายไป พี่ไม่มีสักคนบ้างเหรอ”


“ไม่มีหรอกน่า อาชีพนักเขียนกินนอนไม่เป็นเวลา ผู้หญิงที่ไหนเขาจะแล”


“ว้า เสียดายๆ พี่จีมินกับคุณหมอมินเหมือนกันเลย น่าเบื่อจัง”


“ถามแต่คนอื่น ก็เล่าของนายมาบ้างสิ” คนอายุน้อยสุดมีสีหน้าอึกอัก แต่ก็ตอบออกมาด้วยเสียงค่อย


“ก็... เพิ่งเลิกไปก่อนจะมาทำวิจัยที่นี่แหละ”


สีหน้านั้นไม่ได้ดูเศร้า แต่พอรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาได้ไม่นานนักจีมินก็ไม่อยากที่จะถามต่อ ซึงอูเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย คนพูดมากหนึ่งคน กับคนชอบฟังอีกสองคนพอจะเป็นคู่สนทนาที่พอดี รู้ตัวอีกทีก็ดึกมากแล้ว คุณหมอเป็นฝ่ายขอตัวก่อน ซึงอูถึงลุกขึ้นตาม 


ทั้งห้องกลับมาเงียบสนิท จีมินอดรู้สึกตกใจกับตัวเองไม่ได้ เพราะในยามปกติแล้วเขาค่อนข้างจะเคยชินและนิยมชมชอบกับสภาวะนิ่งงันเช่นนี้ แต่พลันกลับรู้สึกอ้างว้างขึ้นอย่างประหลาด



2




รถเข็นไถไปตามพื้นอิฐส้มเก่า ปูลาดเป็นทางยาววนรอบทิศของคฤหาสน์ เขานึกชื่นชมในใจว่าด้านในที่ยังดูใหม่ทั้งที่ข้าวของเครื่องใช้นั้นเหมือนหลุดออกมาจากยุคเก่าทำได้ดีแล้ว แต่ผู้ที่คอยปรับปรุงให้พื้นที่ด้านนอกไม่เสื่อมโทรมนั้นน่าชื่นชมยิ่งกว่า ด้านหน้าระเบียงทางเดินคือน้ำพุขนาดย่อม มองผ่านมันจากตรงนี้ทะลุไปถึงประตูรั้วเหล็กดัดสีทองไม่ไกล ‘ไซด์งาน’ ของซึงอูไม่ได้อยู่ในระแวกนี้ แต่ต้องเดินผ่านด้านหลังไปอีก เจ้าตัวยืนกรานจะเข็นรถให้เขานั่งทั้งที่ไม่จำเป็น จีมินมัวแต่สนใจสิ่งรอบข้างตั้งแต่บ้านพักคนใช้ ส่วนครัว โรงเก็บของ เรื่อยไปจนในที่สุดเรือนกระจกใหญ่โตปรากฎขึ้นตรงหน้า



“ดูรกหน่อยแต่ด้านในน่ะ เจ๋งสุดๆ” เจ้าของพื้นที่ว่ามาอย่างนั้น ซึงอูเดินไปเปิดประตู โดยจีมินอาศัยจังหวะนี้เป็นฝ่ายเลื่อนรถเข็นไปเอง ด้านในเรียงรายด้วยชั้นวาง กระถางเล็ก-ใหญ่คละกันไป มีสีส้มซึ่งเป็นสีของดินเดิมและสีดำ รวมทั้งมีแปลงดอกไม้ ตัวเรือนไม่สูงนักแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเพราะเป็นกระจก 



“คุณนัมจุนว่าคนเก่าที่ดูแลที่นี่ลาออกไปหลายปีแล้ว จนกระทั่งตัดสินใจให้ทุนผมถึงรีโนเวทใหม่ ตอนแรกไม่มีต้นไม้ดอกไม้อะไรมากหรอก แต่ผมมันเป็นพวกนิสัยเสีย ด้านหลังจากตรงนี้เลยไปเป็นป่า ว่างๆก็ไปหาเจ้าต้นนู้น เจ้าดอกนี้มาปลูกเล่น”



เมื่อเดินต่อมาอีก ดอกไม้ในกระถางเริ่มแปลกตาไปบ้าง ซึงอูว่ากระถางสีดำเป็นกระถางที่มีอยู่ก่อนแล้ว เขาค่อนข้างตื่นเต้นเพราะว่าดอกไม้เหล่านั้นเป็นดอกไม้หายาก บางพันธุ์หาไม่ได้ในท้องตลาดแล้ว แม้กระทั่งในศูนย์วิจัยบางที่ก็ไม่มี รวมทั้งแอบจิกกัดคุณนัมจุนผู้ร่ำรวยว่าหากมีปัญญาซื้อเจ้าพวกนี้ก็ควรจะหาคนมาดูแลมันด้วย



“ไฮไลท์คือตรงนี้ละ” เมื่อเข็นรถมาจนถึงด้านในสุด จีมินเห็นประตูกระจกกั้นขึ้นเป็นพิเศษ ให้เดาว่าในส่วนนี้ใช้สำหรับเก็บรักษาสิ่งของมีราคาแพงอย่างยิ่ง คนอายุน้อยกว่าหยุดรถไว้ที่ด้านนอกเป็นสัญญาณบอกว่าต่อจากนี้รถเข็นไม่อาจไปต่อ นั่นไม่ใช่ปัญหา เขาเดินตามอีกฝ่ายเข้าไป ไอเล็กน้อยเพราะอากาศในห้องนี้ค่อนข้างเย็นกว่า รวมทั้งมีหมอกสังเคราะห์ลอยอวล กลิ่นของมันไม่ได้เหม็น เพียงแต่ทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่บ้างจนน้ำตาเล็ด เขามองไม่เห็นสิ่งใดจนมือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกถูกจูงไปจนถึงส่วนที่พอจะมีอากาศถ่ายเท



“ผมลืมบอกไปว่าหมอกพวกนั้นจะแสบตาสักหน่อย พี่โอเคนะ”



“อื้อ ไม่เป็นไร” 


มันเป็นแปลงดอกไม้ ถูกล้อมไว้ด้วยเชือกสีแดงตุ่นอีกหนึ่งนั้น ดอกกุหลาบ? หรืออาจไม่ใช่ กลิ่นหอมแตะจมูกเป็นกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบอย่างแน่แท้ ชั้นกลีบจากด้านในสุดเป็นสีฟ้าอมม่วง ไล่ออกไปจนถึงกลีบนอกกลับเป็นสีชมพู


“ลูกสาวของผมสวยใช่มั้ยละ” ซึงอูยิ้ม ก่อนจะผายมือเป็นเชิงให้เขาเข้าไปมองใกล้ๆ 


“สวยมาก ไม่เคยเห็นเลย” กลีบหนาชั้นละเอียด ถึงว่าต้องอาศัยอยู่ในที่ปิดมิดชิดไม่อย่างนั้นคงถูกพวกแมลงกินเสียหายไปหมด ไหนจะพวกแสงแดด คงเป็นวิธีรักษาให้สีของดอกไม้ชนิดนี้ไม่ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมละมั้ง


“ผมเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันก่อนที่จะมาที่นี่... ตอนแรกน่ะ... มีเหลืออยู่แค่สามดอกเองนะ กว่าจะบำรุง รักษา ให้มันเติบโตไม่ง่ายเลยละ”


“เธอมีชื่อรึเปล่า?” นิ้วเรียวแตะลงที่กลีบชั้นนอกอย่างระมัดระวังที่สุด


“ไม่มีหรอกครับ คุณนัมจุนบอกว่ามันไม่มีชื่อ ถึงได้เรียกลูกสาวมาจนถึงตอนนี้ละ”


“น่าเสียดายนะ ทั้งที่สวยออกขนาดนี้ แล้วคุณนัมจุนไม่คิดจะติดต่อไปให้พวกศูนย์วิจัยตรวจดูบางเหรอ ถ้าเพาะออกขายได้ก็น่าจะทำเงินไม่น้อยเลยนะ”


ใช่แล้ว... ดอกกุหลาบที่มีสีแปลกและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ พวกเศรษฐีชอบสะสมของหายากไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือเป็นแน่


ซึงอูอธิบายว่าเพราช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้วทำให้เขาค่อนข้างกังวลใจว่าดอกไม้จะเฉาเอาได้ ขนาดที่นี่อากาศเย็นแต่ยังพอมีดอกไม้ให้เห็นเยอะกว่าในเมือง ไม่แน่ว่าในฤดูใบไม้ผลิคงจะมีดอกไม้เต็มสวนแน่ๆ


“ผมก็คิดว่าอย่างนั้นละ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้มั้ย ผมแนะนำให้คุณนัมจุนเรียกคนอื่นที่เก่งกว่าผม แต่คุณนัมจุนว่าเธอไม่ได้มีไว้เพื่อขาย ถ้าโชคดีก็ได้มีชีวิตรอดต่อไป แต่ถ้าโชคร้ายก็แค่ตาย ฟังดูแล้วน่าเศร้าชะมัด ผมถึงได้พยายามอย่างเต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ สักวันอยากปลูกเธอเอาไว้ที่สวนด้านหลัง อยู่แต่ในนี้คงจะอึดอัดแย่”


รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งไปให้ดอกไม้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่


“ยาห์... ผู้ชายอ่อนโยนแบบนาย ผู้หญิงน่าจะชอบไม่ใช่เรอะไง หัดเอาไอ้ที่พูดๆกับดอกไม้ไปพูดกับผู้หญิงซะบ้างนะ”


คนถูกถามหัวเราะ


“ที่จริงแล้วการที่เธอ---ผมหมายถึง เธอชื่อยูจองไปจากผมมันก็ดีแล้วนะครับ”


“หืม?”



ซึงอูเล่าว่าเขากับยูจองคบกันมาตั้งแต่เข้าเรียนปีที่หนึ่ง เธอเรียนวิทยาศาสตร์ ส่วนเขาเรียนพฤกษศาสตร์ จึงได้มีโอกาสพบกันเมื่อเรียนวิชาพื้นฐาน ความรักเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่หวือหวา ออกแนวช่วยกันเรียนอะไรทำนองนั้น ซึงอูเป็นเด็กกำพร้า เป็นเด็กนักเรียนทุนของรัฐบาล ดังนั้นไอ้เรื่องดินเนอร์หรูหรากลางแสงเทียนนั้นลืมมันไปได้เลย เพราะแค่ต้องทำงานพิเศษให้สามารถต่อชีวิตไปได้ในแต่ละเดือนก็ยากพออยู่แล้ว แต่ยูจองไม่เคยทักท้วง อาจเพราะเธอเองก็มาจากบ้านที่มีฐานะปานกลางจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากเขา



การดูแลต้นไม้หนึ่งต้นก็เหมือนกับเลี้ยงลูกเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งเพียงแต่ว่าลูกคนนี้พูดไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกก็เท่านั้นเอง ในสายตาผู้หญิงที่จะต้องมีอนาคตต่อไปในภายภาคหน้า การมาจมปลักกับผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความคลั่งไคล้ในสิ่งสีเขียวแบบนี้ พอเรียนจบมาในที่สุดยูจองก็คิดได้ ซึงอูไม่ได้โวยวายไม่พอใจที่ถูกตีจาก ความรู้สึกเศร้าใจคงอยู่ไม่นานก็ได้รับข้อเสนอให้มาทำวิจัยที่นี่ ณ เวลานั้นคงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าถึงได้ตัดใจบอกลาห้องเช่าแคบๆของตนเอง เก็บกระเป๋าเดินทางมาไกลถึงที่นี่ คาดหวังให้งานการทั้งหลายบรรเทาความรู้สึกที่มี


“แต่ก็แปลกนะครับ ทั้งที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่แล้ว แต่มันก็ยังไม่หาย สงสัยคงเพราะต่อให้ความรู้สึกจะเหมือนกัน แต่ดอกไม้ก็คือดอกไม้ คงไม่มีวันจะแทนกันได้อยู่ดี”


เขาไม่ได้มีทีท่าเศร้าใจเหมือนเมื่อคืนวานอีกแล้ว คงเป็นเพราะบทสนทนาในมื้ออาหารทำให้เขาได้ครุ่นคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ 


“ถึงผมจะไม่แน่ใจว่ามีความรักที่แท้จริงอยู่ในโลกนี้มั้ย แต่ผมก็ทุ่มเทกับงานวิจัยนี้จนหมดหน้าตักแล้ว หากมันประสบความสำเร็จก็พอจะแบกมันกลับไปหางานดีๆสักแห่งในเมืองหลวง ถึงตอนนั้นถ้ามีโอกาส หวังว่าเธอจะกลับมาหาผมละนะ”


“นายอยากจะกลับไปคืนดีทั้งที่ถูกทิ้งไปนะเหรอ”


ซึงอูยิ้ม “ผมเคยคิดว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรแล้วนอกจากได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีบางวันที่รู้สึกว่าเบื่อแล้ว ไม่อยากทำแล้ว แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่อยากจะมียูจอง พูดแบบน้ำเน่าๆเลย... ผมอยากจะกลับไปให้เราได้ลองเริ่มใหม่อีกครั้ง เพราะผมคิดว่าผมรักผู้หญิงคนนี้จนไม่คิดว่าจะรักคนอื่นได้อีกแล้ว”


เจ้าตัวก็หยิบบันทึกสีเขียวเข้มขึ้นมาจด ท่าทางจะเป็นบันทึกการวิจัยเพราะมีรูปประกอบและตารางอย่างละเอียด ลายมือของอีกฝ่ายเรียบร้อยสมกับเป็นคนประเภทพวกนักวิชาการ นึกชื่นชมอีกฝ่ายในใจเพราะลายมือของเขาเองนั้นขนาดตัวเองกลับมาอ่านยังแทบอ่านไม่ออก


จีมินรู้สึกถึงความตึงเครียดบางอย่างที่เกิดขึ้น “เอ้อ ว่าแต่เขาว่าถ้าเราเปิดเพลงให้ดอกไม้ฟังบ่อยๆจะทำให้ดอกไม้อารมณ์ดีนี่ นายเคยเปิดเพลงให้ดอกไม้ฟังบ้างรึเปล่าละ” จีมินไม่ได้คิดจะเอ่ยคำปลอบใจเพราะเขาไม่เคยมีความรักลึกซึ้งอย่างอีกฝ่าย ต่อให้อ่านหนังสือมามากแค่ไหนก็คงไม่มีวันทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน



ซึงอูเลิกคิ้ว รู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆอีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องแต่ก็ตอบกลับ “ผมไม่มีเครื่องเล่นเพลงหรอกครับ แผ่นเสียงกับเครื่องเล่นที่มีก็ใหญ่เกินกว่าจะขนมาได้ด้วย”


จีมินล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก่อนจะหยิบไอพอดทัชคู่ใจที่เขามักจะพกติดตัวไปไหนมาไหนเสมอเวลาที่รู้สึกรำคาญเสียงดังรอบข้าง “เอานี่ไปเปิดให้ดอกไม้ฟังสิ มีเพลงดีๆเยอะเลยนะ” 


“ไม่เอาหรอกครับ ผมเกรงใจ เดี๋ยวพี่ไม่มีฟังกันพอดี”


“น่า ปกติเอาไว้ฟังเวลารำคาญเสียงรถราไม่ก็พวกก่อสร้างในเมือง ที่นี่เงียบสงบ แถมยังได้ฟังเสียงนกเสียงแมลงก็แปลกไปอีกแบบ ไว้นายจะกลับแล้วค่อยเอามาคืนก็ได้”


ซึงอูกล่าวขอบคุณก่อนจะลองกดเล่นเพลงที่จีมิน


~สำหรับเธอ ความรักก็คงเหมือนแค่เกมส์ บอกว่ามันง่ายแถมยังสนุกไปกันมัน

ทำไมเธอเอาแต่พูดอะไรแย่ๆแบบนั้นละ จะคอยหลบเลี่ยงฉันไปทำไม

เสียงหัวใจที่มันเต้นระรัว มันดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนกับเสียงใจของเธอหรอกนะ

ตรงข้ามกับตอนที่เธเห็นฉันเลย จนถึงตอนสุดท้าย มันเริ่มใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา—


( Russian Roulette : Red Velvet )


“นี่พี่คิดจะให้ผมเปิดเพลงแบบนี้ให้ดอกไม้ฟังอย่างนั้นเหรอ?”


เด็กหนุ่มส่ายหัว ไม่คิดว่านักเขียนก็มีรสนิยมฟังเพลงอะไรแบบนี้เหมือนกัน จีมินรีบสั่นหัว “น่า เพลงแบบนี้นานๆฟังทีก็ครึกครื้นดีนี่ ในนั้นมีเพลงดีๆตั้งหลายเพลง นายลองเอาไปฟังดูแล้วกัน” 



ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรอีกจนถึงตอนที่ซึงอูเข็นรถออกมาจนถึงที่ด้านหน้าประตู

“เดี๋ยวผมจะเข็นพี่ไปส่งก่อนจะ... อ้าว คุณหมอมิน”




ร่างโปร่งของคุณหมอยืนพิงกำแพงอยู่ที่ด้านหน้า เหมือนกับรอคอยอะไรบางอย่าง ดวงตาหลับพริ้มปรือขึ้นข้างหนึ่งโดยมือที่กำลังกอดอกก็ลดลง


“เดาถูกแล้วว่าคงอยู่ที่นี่กัน ผมเคยสัญญากับคุณจีมินว่าจะพาไปเดินเล่นก็เลย...”


“จำได้ครับ แต่ว่าคุณหมอไม่ยุ่ง---”


“คนเรายังไงก็ต้องมีวันพักบ้างละครับ ซึงอูจะไปด้วยกันมั้ย?” 


จีมินเหลียวไปเห็นซึงอูส่ายหน้า “ผมเดินแถวนี้จนเบื่อแล้วละ มีงานต้องทำต่อด้วย เชิญคุณหมอกับพี่จีมินเลย”


คุณหมอยิ้มละไม แล้วเป็นฝ่ายเข้ามารับช่วงต่อที่รถเข็น เรือนกระจกเล็กลงตามความห่างของระยะทาง คุณหมอเข็นรถไปตามทางสีอิฐวนรอบ คฤหาสน์แบ่งออกเป็นสองส่วนคือปีกซ้ายและปีกขวาส่วนกลางคือโถงรับรองแขก นัมจุนและซึงอูซึ่งเป็นแขกอาศัยอยู่ที่ปีกด้านซ้าย ส่วนห้องพักของเขาและคุณหมออยู่ที่ปีกด้านขวา


“ผมมาขัดจังหวะอะไรคุณจีมินกับซึงอูรึเปล่าครับ”


“มะ... ไม่หรอกครับ ซึงอูงานเยอะจะตายไป ที่จริงผมเองก็แค่มาลองดูเฉยๆว่าเป็นยังไงบ้าง”


“เหรอครับ ได้ยินเสียงเพลงก็เลยนึกว่ามารบกวนอะไรคุณสองคนรึเปล่าน่ะ”


“อ่า... พวกผมเสียงดังขนาดนั้นเลยสินะเนี่ย ไม่หรอกครับ ผมแค่แนะนำให้ซึงอูลองเปิดเพลงให้ดอกไม้ฟังน่ะ ดูเหมาะกับดอกไม้สวยๆดีนะครับ”


“ผมไม่ยักรู้ว่าคุณจีมินมีมุมอะไรแบบนี้ด้วย ชอบฟังเพลงเหรอครับ”


จีมินพยักหน้า “ชอบครับ บางทีบทเพลงก็เป็นแรงบันดาลใจดีๆได้เหมือนกัน ผมชอบฟังเพลงรักเวลาต้องเขียนเรื่องรักๆใคร่ๆ ที่จริงเห็นแบบนี้แล้วผมไม่เคยมีความรักแบบเป็นตัวเป็นตน ว่าแต่... คุณหมอฟังเพลงแนวไหนบ้างมั้ยครับ”


“อา... ผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงที่มีเนื้อร้องเท่าไร... พวกชูเบิร์ต หรือว่าบีโทเฟ่น...”


“เป็นคอเพลงคลาสสิคนี่เอง”


เพลงคลาสสิคก็ดูเข้ากับบุคลิกของอีกฝ่ายด้วย จีมินเองก็ฟังพวกเพลงคลาสสิคบ้างแต่ส่วนใหญ่เขามักจะเผลอหลับไปตลอดเลย เขาถึงจัดหมวดหมู่ของคนที่ชอบเพลงประเภทนี้ว่า ‘คนเท่ๆ’ ก็มีแต่คนเท่ๆเท่านั้นละที่จะชอบฟังอะไรแบบนี้ได้โดยไม่หลับ


“คุณหมอมีรสนิยมเพลงที่ดีมากจนผมรู้สึกอายเลยละครับ


“ไม่หรอกครับ ก็คุณจีมินยังเด็กอยู่ต้องชอบเพลงตื่นเต้นเร้าใจเป็นธรรมดา ผมมันแก่แล้วเลยไม่ชอบฟังอะไรเสียงดังน่ะ”


“อา... ครับ”


จีมินไม่แน่ใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องเสียงสั่นเวลาคุยกับคุณหมอ เขารู้สึกไม่เป็นตัวเองเอาเสียเลย ถึงเขาจะรู้สึกว่าคุณหมอดูเป็นคนน่าคบหา แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนช่างพูดช่างคุยทำให้เขาเองต้องคอยคิดคอยสรรหาเรื่องราวหลายๆอย่างเสียเอง


“คุณหมอเคยบอกว่ามีคุณ... เอ่อ ผมจำชื่อไม่ได้ ที่เขาเป็นเจ้าของโรงแรม”


“ไอ้เด็กนั่น จองกุกดูแลกิจการโรงแรม ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยกลับมาค้างที่นี่หรอกครับ”



“คุณบอกว่าที่นี่เป็นเมืองเล็ก แต่ถ้ามีโรงแรมก็แสดงว่าต้องมีคนเดินทางเยอะเหมือนกันนะครับ”


เขาไม่เคยเข้าไปในเมือง แสดงว่าคำว่าเล็กของคุณหมอคงไม่ใช่เล็กอย่างที่เข้าใจ


“ไม่ค่อยมีลูกค้าหรอกครับ ค่อนไปทางเงียบมากกว่า”


“คุณหมอก็ดูยังอายุไม่เยอะ ผมนึกว่ามีแต่คนแก่ซะอีกที่ชอบเมืองเงียบๆแบบนี้” ส่วนใหญ่คนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขามีแต่จะชอบพวกแสงสี คุณหมอมินก็ดูไม่ได้อายุเยอะกว่าเขาไปเท่าไร ลักษณะคำพูดคำจาหรือว่าความชอบกลับดูเหมือนคนแก่สูงวัย


“ผมอายุเยอะแล้วครับ”


“เห อายุเท่าไหร่ครับ หน้าเด็กมากๆเลยนะถ้า---อ่า ตรงนั้นคืออะไรเหรอครับ” กำแพงหินเก่าเหมือนเป็นสิ่งก่อสร้างของอะไรบางอย่างสะดุดตา อย่างที่เคยรู้สึกว่าต่อให้ลักษณะรสนิยมและสิ่งของจะดูเก่าไปบ้างแต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี ก็อดรู้สึกสนใจไม่ได้


“อ่า ป้อมเก่าครับ... ลองไปดูใกล้ๆก็ได้” 


ที่แท้แล้วคือป้อมปราการเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อก่อนใช้สำหรับป้องกันศัตรูจากภายนอกในสมัยที่ยังมีสงคราม แต่ภายหลังก็ไม่ได้รับการบำรุงรักษาเพราะสมัยนี้ไม่มีสงครามแล้วก็ปล่อยเลยตามเลยให้ต้นไม้เลื้อยบางชนิดอาศัยเป็นที่พึ่งพิงแทน 


“เก่ามากจริงๆด้วยนะครับ ท่าทางจะหลายสิบปีแล้ว”


“หลายร้อยปีต่างหากละครับ” 


“แต่ยังดูดีมากเลยนะครับทั้งที่นานขนาดนี้ ข้างในมีอะไรเหรอครับ เข้าไปได้รึเปล่า” ด้านหน้าคือประตูไม้เก่าแก่คล้องด้วยแม่กุญแจ คุณหมอส่ายหน้า “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่นัมจุนบอกว่าข้างในเก่ามากแล้ว หากที่ใครเข้าไปอาจจะถูกหินหล่นทับแล้วบาดเจ็บได้เลยให้ปิดตายไว้”


จีมินพยักหน้ารับ รถเข็นถึงเคลื่อนต่อไปตามแนวกำแพง


“ว่าแต่คุณหมอยังไม่ตอบผมเลยนะครับว่าอายุเท่าไหร่ ดูแล้วก็ไม่น่าจะห่างกับผมมากนี่นา”


เขาหันไปส่งรอยยิ้มให้กับคุณหมอที่อยู่ๆก็ทำสีหน้าปั้นยากขึ้นมา “ก็... สามสิบสองแล้วละครับ”


“หา... สามสิบแล้วเหรอครับ ทำไมหน้าเด็กจัง ผมนึกว่าคุณหมอเพิ่งจะสักยี่สิบเจ็ด... ห่างกันตั้งเจ็ดปีเชียว” เขานึกอิจฉาอีกฝ่ายขึ้นมาทันที คนฟังได้ยินก็หัวเราะ “ผมบอกแล้วไงว่าผมแก่แล้ว”


จีมินส่ายหัวไปมา “สามสิบต้นๆเท่านั้นเอง อยู่ในวัยกำลังสร้างครอบครัวเลย ที่จริงคุณหมอมีภรรยาสวยๆสักคน แล้วก็มีลูกเล็กมาคอยวิ่งเล่นให้หายเหงาก็ดีนะครับ” อย่างที่บอกว่าคุณหมอมินหน้าตาดีมากในสายตาของเขา ไม่นับพวกนักร้องนักแสดงก็คือว่าดีกว่าคนอื่นอยู่หนึ่งขั้น คนแบบนี้จะไม่มีคนมาสนใจเลยก็นับว่าเป็นเรื่องแปลก


“อ่า... ผมเป็นคนน่าเบื่อหรอกครับ”


“จริงเหรอครับ ผมไม่เห็นรู้สึกเบื่อเลยเวลาที่อยู่กับคุณหมอ”



พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มกว้างอย่างอายๆ “หรือเพราะว่าผมกับคุณหมอชอบอ่านหนังสือเหมือนกันก็ไม่รู้นะครับ”


ช่วงเวลาส่วนใหญ่เพราะเขาไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะต้องรักษาตัวก็มักจะเป็นการเก็บตัวอ่านนวนิยายอยู่ในห้อง คุณหมอมินมีรสนิยมการอ่านที่ค่อนข้างเหมือนกับเขา แถมด้วยห้องสมุดของที่นี่ใหญ่โตอลังการ มีตั้งแต่เล่มใหม่ๆไปจนถึงเล่มเก่า บางเล่มหาซื้อไม่ได้แล้วในท้องตลาดบ่งบอกว่าอีกฝ่ายน่ะเศรษฐีตัวจริง ไม่นับพวกหนังสือต่างประเทศอีกนะ


“ผมไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกครับ เล่าเรื่องของคุณบ้างสิ คุณเป็นนักเขียน...น่าจะมีเรื่องเล่าเยอะนะครับ”


จีมินนิ่งไปพักหนึ่ง


“ไม่มีอะไรเลยครับ ก็แค่เด็กบ้านแตกสาแหรกขาด คุณพ่อกับคุณแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่ผมยังจำอะไรไม่ค่อยได้ ผมอยู่กับแม่ ไม่เคยได้ยินเรื่องของพ่ออีกเลยจนกระทั่งเมื่อเร็วๆมานี้มีคนส่งจดหมายมา เล่าว่าสุดท้ายแล้วเขากลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมในเมืองที่ห่างไกลแล้วก็จบชีวิตอย่างเงียบๆ แต่ระบุให้ผมเป็นทายาทในกองมรดกของเขาเกือบทั้งหมด ซึ่งทำให้ผมได้มาถึงตรงนี้ละ ผมนึกแปลกใจอยู่บ้างเพราะจากคำสาปแช่งของแม่เขาดูเป็นผู้ชายมากรัก ชอบแสงสี ต่างจากแม่ที่เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว


ที่ผมกลายเป็นคนแบบนี้ก็เพราะอยู่กับแม่ด้วยละมั้ง ผมเคยบอกให้แม่หาผู้ชายคนใหม่ที่ดีกว่าพ่อ แต่แม่ผมเขาปฏิเสธอย่างเดียว แม่จะรู้ตัวมั้ยนะ ว่าจนถึงวาระสุดท้าย... ผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในความคิดของแม่ก็คือพ่อนั่นละ ผู้ชายที่แม่เอาแต่ด่าทอ แต่ก็ลืมไม่ได้”


“โดยปกติแล้วลูกชายมักจะหวงแม่ ผมเพิ่งเคยเห็นคุณคนแรกนี่แหละที่ยุให้แม่มีคนรักใหม่ คุณไม่กลัวว่าแม่คุณจะไปเจอผู้ชายไม่ดีบางเหรอครับ”


“ไม่หรอกครับ ที่จริงแล้วความรักดีๆยังมีอยู่ในสังคมอีกมาก จะว่ายังไงดีละ เรื่องคู่ครองมันก็เหมือนกับเวลาคุณเล่นเสี่ยงทายในบ่อน โชคดีมากๆก็ได้คนดีคนรวย ได้คนที่ถูกใจ ถ้าโชคปานกลางก็คงจะได้พบคนที่อาจจะไม่ได้ดีมาก ส่วนใหญ่คนทุกคนก็ได้อะไรแบบนี้ละ ไม่ดีมาก แต่ก็ไม่แย่มาก พอจะกัดฟันใช้ชีวิตร่วมกันไปจนตาย


แม่ผมเขาเป็นประเภทโชคร้าย เจอคนแบบพ่อผมเข้าไปถึงต้องทนตรอมตรม แต่ใครมันจะโชคร้ายตลอดไปละ คุณว่ามั้ย มันอาจจะมีโชคดีเข้ามาบ้างก็ได้ อยู่แค่ว่าเราเปิดใจให้กับมันมากแค่ไหน”


“ผมอาจจะเป็นคนประเภทเดียวกับแม่คุณก็ได้นะ”


“คุณไม่เชื่อในความรักอย่างนั้นเหรอครับ?”


“ผมถึงได้บอกไงละ ว่าผมเป็นคนน่าเบื่อ”


“คุณไม่ได้น่าเบื่อหรอก คุณแค่ทำตัวเหมือนคนแก่เท่านั้นเอง” จีมินหัวเราะให้กับสีหน้าเรียบเฉยให้ความรู้สึกเหมือนซังกะตายของคุณหมอมิน “คุณทำตัวเหมือนคนแก่มากจริงๆ แต่ก็น่ารักดีนะครับ”


คุณหมอมินชะงัก หยุดรถเข็น แสร้งทำเป็นไอ “ผมแก่แล้วครับ ขนาดนัมจุนยังบอกเลยว่าผมแก่ สำหรับผมแล้วความรักก็เหมือนซากประหักพังเหล่านี้ รอให้เวลาทำให้กร่อน สูญสลายกลายเป็นเถ้าถุลี ป้อมปราการนี้ครั้งหนึ่งก็เคยตั้งตระหง่าน ปกป้องคุ้มกันเรา ลวงหลอกให้เราเข้าใจว่ามันจะคงทนถาวร แต่อย่างไรก็เป็นเพียงแค่ของสิ่งหนึ่งที่อุปโลกขึ้นตามความรู้สึกของคนเรา


สมัยก่อนคนก็คิดอย่างนั้นละครับ คิดว่าเราจะปลอดภัย ไม่มีอาวุธใดทำลายมันลงได้ แต่ทว่าอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดกลับไปใช่เหล็กกล้าหรือว่าระเบิด แต่เป็นกาลเวลา ความรักที่เคยคิดว่าคงอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์กลับจางหาย ล่มสลายไปเหมือนป้อมปราการเหล่านี้”


“สักวันนึงความรักมันก็จะตายจากเราไปครับ”



ความโศกเศร้าหนึ่งตีขึ้นมาจนกระบอกตาร้อนผ่าว คำพูดของอีกฝ่ายราวกับเป็นบทกวีเศร้าสร้อยพูดถึงความรักที่ไม่สมหวัง คำพูดของคุณหมอมินทำให้เขานึกถึงคำว่าโศกนาฎกรรมความรัก ที่เศร้ากว่าการไม่รักคือคำว่าเคยรัก


“คุณพูดเหมือนผ่านชีวิตมานาน”


“ผมก็อ่านมาจากหนังสือทั้งนั้น มีคนอีกหลายคนที่ผ่านโลกมามากกว่าผม”


“แสดงว่าคุณไม่เชื่อในความรัก เหมือนกับที่ไม่เชื่อว่าปราการเหล่านี้จะปกป้องคุณได้ อะไรอย่างนั้นรึเปล่าครับ” จีมินไม่แน่ใจว่าเขาตีความหมายของคุณหมอถูกหรือไม่


“……………………………..”


“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ที่จริงแล้วก็พอจะรู้จักป้อมปราการป้อมหนึ่งซึ่งตั้งมายาวนานแต่ยังคงตั้งมั่นอยู่...”


“ป้อมที่ว่า---”


คุณหมอมินไม่ตอบ ปล่อยให้คำถามของเขาค้างเติ่งอยู่ท่ามกลางอากาศระหว่างทั้งคู่ ชั่วขณะหนึ่งที่จีมินรู้สึกว่าน้ำตาของเขาจวนเจียนจะไหลออกมาด้วยความรู้สึกอัดอั้นบางอย่าง ทว่าคุณหมอกลับหยุดมันไว้เสียก่อน


“แดดเริ่มร้อนแล้ว เข้าข้างในกันเถอะครับ”


จีมินนึกสงสัยว่าป้อมที่ว่าของคุณหมอมินหมายถึงอะไร แต่คุณหมอกลับพูดขึ้นตัดบทเหมือนจะรู้คำถามในใจของเขา


คำถามอีกคำถามหนึ่งผุดขึ้นในสมอง


อะไร หรือ ใครกันที่ทำให้คุณหมอมินมีทัศนคติที่ดูเจ็บปวดเช่นนี้


TO BE CON


first published 2016.11.27


Talk;

ลงฟิคติดๆกันเลยอย่าเพิ่งเบื่อน้า
ไม่ได้มาลงตอนต่อของ Rebellion ค่าาาาาา สารภาพตรงๆว่าเพราะจะลงเรื่องนี้อ่ะค่ะ 5555
อีกอย่างเพราะว่าความพีเรียดของเรื่องทำให้ตอนจบเขียนได้ยากกว่าที่คิดดค่ะ ต้องหาข้อมูลกันยาวแล้ว

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยที่ได้โคกันกับเจ้าแม่กุกจิน , เคเคไลน์ อย่างที่ได้พิมพ์ไว้แล้วในโน๊ต ใครชอบคู่นี้ก็ไปอ่านโลดดด
อธิบายง่ายๆเลยคือเป็นยูนิเวิร์สเดียวกันค่ะ ตัวละครก็มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าอ่านครบก็จะเก็บเนื้อหาได้สมบูรณ์กระจ่างแจ้ง
ข้อสงสัยอะไรที่งงๆจากเรื่องนี้ก็จะหาคำตอบได้จากอีกเรื่องประมาณนั้น แต่ก็อ่านแยกได้ค่ะ ปมปริศนาก็จะเฉลยไว้อยู่แล้ว

สำหรับใครที่กลัวดอง... ไม่ต้องกลัวค่ะ! เขียนจบแล้วเรียบร้อยแต่เพราะมันยาวเลยตัดสินใจแบ่งลงเป็นตอนๆ
ไม่ได้คิดว่ามันจะยาวเลยค่ะตอนแรก (ไม่อยากนั้นคงลงทันฮาโลวีนแล้วแหละ)

ชอบไม่ชอบยังไงคอมเม้น/ติดแท็กกันได้ที่ #luvstoryoonmin เหมือนเดิมค่ะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆเสมอมาเลยน้า รักเหมือนเดิมค่า


kolevf


  CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

2,922 ความคิดเห็น

  1. #2893 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 16:32
    ชอบบรรยากาศสุดดูสงบจริงๆ
    #2893
    0
  2. #2888 Gesuscrise (@MinPDga911) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 05:24
    S sslso ssz
    #2888
    1
    • #2888-1 Gesuscrise (@MinPDga911) (จากตอนที่ 29)
      13 สิงหาคม 2562 / 05:53
      แป้นนุไปเอ๊ง &#128557; แต่ยังไงก็ตะบอกว่าตามอยู่นะคะ!
      #2888-1
  3. #2030 `specialguys13 (@myyesungkh) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 02:02
    คุณหมอมินค่ะ ที่ว่าอยู่มานานมันน่าจะมากกว่าหลักสิบนะเราว่า 
    ยิ่งคำพูดความคิดคุยกับจีมินเนี่ย ไม่เชื่อในความรัก 
    เปรียบเทียบกับป้อมปราการนั่นอีกตั้งหาก ไม่เชื่อหรือว่ามีไม่ได้
    หรือว่าหาไม่เจอกันแน่นะเนี่ย .. ส่วนจีมินคงได้มาเปลี่ยนบรรยากาศ
    ในเมืองมีแต่เสียงดังวุ่นวายอ่ะนะ พอมาอยู่เมืองเล็กๆแล้วน่าจะสงบขึ้น
    มีเวลาทำอะไรที่อยากจะทำเยอะขึ้นถ้าไม่นับแขนที่เข้าเฝือกหละก็นะ ฮื่อ
    #2030
    0
  4. #2001 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 14:55
    ยุนกิดูลึกลับมากๆเลยล่ะ
    #2001
    0
  5. #1872 มีฟา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 23:47
    สุดยอดดดดด
    #1872
    0
  6. #1840 Maysquidz (@piemintza) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 21:25
    งานดีเสมอเลยนะคะ<3 นี่แบบคุณหมอต้องแก่เกินวัยอะ ดูจากคำพูดคำจากริยาท่าทางแล้วอะนะ55555555 ละแต่ละคนมีปมที่แตกต่างกัน คือเรื่องนี้มันทิ้งไว้แบบที่เราไม่รู้สึก นึกขึ้นได้อีกทีก็ตอนเม้นนี่แหละค่ะ55555
    #1840
    0
  7. #1391 cinnamello -) (@beerbiere) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 01:27
    คุณหมอดูลึกลับมากกกกก อายุ 32 แน่หรอคะ !!!!!! อ่านแล้วบรรยากาศดูเป็นเมืองที่เก่ามาก ๆ แต่ก็ยังสวยอยู่ ภาษาดีจังเลยค่ะ อ่านแล้วเหมือนไปเดินอยู่ในเมืองนั้นด้วย เว่อร์มั้ย 5555555555 แต่ตอนอ่านนี่ภาพในหัวไหลมาเลยนะ เรื่องนี่ดูปมเยอะ เราค่อนข้างใช้สมาธิในการอ่านมากเลย กลัวหลุดตรงไหนไป 5555555555555
    #1391
    0
  8. #1367 TNT&NY (@nickte) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 19:32
    ตามาจากกุกจินจ้าาา ~~ รู้สึกมีปมเยอะแยะไปหมดเลยอ่าาา แต่เราชอบนะมันดูตื่นเต้นดี (และแน่นอนมันทำให้เราค้างๆด้วยนะเออ) ขอบคุณค้าไรท์ ^^
    #1367
    0
  9. #1221 NANAYEERP (@NANAYEERP) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:46
    หมออายุเป็ยร้อยปีแล้วปะคะ 5555555 เดา มีปมอะไร แล้วทำไมใจดีกับจมิงขนาดเน้
    #1221
    0
  10. #1111 lazuliite (@lazuliite) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 15:01
    เราสัมผัสได้ว่าต้องมีอะไร!!!!!! คุณหมอมินไม่ใช่แค่หมอธรรมดาๆคนนึงแน่ ก่อนอื่นขอขอบคุณนะคะ as always เรารู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่น้องอัพฟิคให้อ่าน เอาจริงว่าแค่อ่านไปพักนึงก็รู้สึกได้ถึงการเอาใจใส่ เหมือนเดิมตลอดเลย เรื่องนี้ภาษาดีอีกแล้ว ดีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยนะ บทบรรยายและภาษางดงามมากมันทำให้เราค่อยๆอ่าน อยากซึมซับให้ได้ทุกอย่างนี่น้องจะสื่อ เหมือนดำดิ่งลงไปเลย55555 ตอนที่คุณหมอสุดหล่อพูดเปรียบความรักกับป้อมปราการนี่เอาใจไปเลย ชอบมาก คือต้องมีอะไรแน่ๆและเราก็อยากรู้มากด้วยว่าทำไมคุณหมอดูไม่เชื่อในความรักเท่าไหร่ โอ และการเขียนนิยายของจีมิน มันดีมากๆๆๆ ทำไมเก่งจังคะน้องคนเขียน น้องภาษาดีตลอดไม่ว่าจะเขียนแนวไหนขอชื่นชม เราประทับใจมากเลย รู้สึกว่าตัวละครที่ออกมาในตอนนี้แต่ละคนมีสตอรี่ของตัวเอง และสื่อออกมาต่างมุมมองกัน ชอบบรรยากาศของฟิคเรื่องนี้นะ มันมีความเรื่อยๆแต่ไม่น่าเบื่อ ชวนติดตามด้วยคำพูดของคุณหมอมินอ่ะ ทำให้รู้สึกว่าต้องมีอะไร เผลอๆที่จีมินประสบอุบัติเหตุอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ หรือเราคงคิดมากไปเอง55555555 เดี๋ยวจะอ่านตอนต่อไปแล้ว ตื่นเต้น!
    #1111
    0
  11. #956 จินจ้า (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 00:45
    ต้องบอกว่าเราเข้ามาอ่านแบบงงๆค่ะ5555เราไม่ใช่อามี่นะค่ะพอดีว่างๆเลยหาฟิคอ่านแล้วเห็นรูปหนึ่งผ่านทลเลยเข้ามาแทร็คยุนมินเลื่อนไปเลื่อนมาเจอเรื่องนี้เลยลองกดเข้ามาค่ะอ่านแล้วรู้สึกดีจัยที่กดเข้ามาอ่านเราอ่านนิยายกับฟิคเยอะเรื่องนี้ภาษาและคำบรรยายดีมากเลยนะคะถึงจะดูเหมื่อนบรรยายเยอะแต่ทุกคำบรรยายสำคัญเหมื่อนว่าอ่านข้ามไม่ได้ถ้าอ่านข้ามจะรู้สึกไม่เข้าจัยความรู้สึกตัวละครและเหตุการในตอนนั้นได้เลยภาษาถูกจริตเรามากเลยค่ะทำไห้ไม่รู้สึกอยากอ่านข้ามสักคำเลยทำใมพึ่งเห็น555เป็นฟิคที่ดีมากและชอบมากเลยค่ะจะรอตอนต่อไปนะคะอยากรู้เรื่องราวความรักของคุณุนกิและการมาของจีมินคงไม่ใช่แค่เรื่องมรดกแน่ๆ
    #956
    0
  12. #941 Tinkerbell13 (@Tinkerbell13) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 16:56
    ที่จริงคุณหมออายุ50หรือเปล่าคะ ดูคำพูดคำจา

    จริงๆคุณหมอเหมาะจะเป็นพ่อจีมินมากกว่านะคะ อุ้ย ลั่น555555555555
    #941
    0
  13. #923 The-Stranger (@stranger18) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 12:27
    งุ้ยยยย ตามมาจากคุณเคเคไลน์คะ อ่านแล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลย ชอบหมอมินลุคนี้มากเลยคะ ดูอบอุุ่น แต่ก้ดูลึกลับ ซึงอูน่ารักมากๆเลย ชอบนิยามความรักของตัวละครแต่ละคนมากเลยคะ แล้วก้ภาษาสวยมากเลบ ทำไมเราเพิ่งได้พบกันละ?? จะตามอ่านเรื่องอื่นๆด้วยนะคะ สู้ๆคะ
    #923
    0
  14. #905 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 15:28
    คุณหมอมินนี่น่าจะแก่กว่า 32 มั้ยคะ ดูแก่ ดูปู่มาก 55555 ชอบบรรยากาศมากเลยค่ะ ดูคลาสสิค คันทรี่ อะไรแบบนั้นมาก เมืองดูสวยแต่อึมครึม กี้ดด
    #905
    0
  15. #897 jinoey (@jinoey) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2559 / 10:15
    คุณหมอมินเป็นคุณพ่อของจีมินรึเปล่านะ... 555
    #897
    0
  16. #894 เพิธ (@huskyguy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2559 / 17:27
    คำพูดคำจาของยุนกินี้ไม่เหมือนคนอายุ32อ่ะ555555555555 น่าติดตามว่าจะจบยังไง
    #894
    0
  17. #891 ณ. ล้านนา (@deluxe_555) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 01:08
    ตามมาจากไรท์เตอร์กุกจิน5555555 งานดีทั้งคู่แต่คนละบรรยากาศเลย ฝั่งนู้นนี่บรรยากาศน่ากลัว ฝั่งนี้แบบเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นเลย แบบชิวๆสบายๆ55555555 เอาตรงๆๆตรงๆๆเลยนะ สงสัยเหลือเกิลลลว่าคนในเมืองนี้ทุกคนเป็นแวมไพร์ คำพูดคำจาพี่ยุนกิงี้แบบอายุร้อยกว่าปีแล้ว นี่ขอเดาว่าจีมินต้องเป็นคนรักของพี่ยุนกิ แล้วตายเกิดใหม่มาเป็นจีมินอีกที แต่สงสัยอย่างนึงค่ะบ้านพ่อจีมินนี่อยู่เมืองนี้หรือเปล่าหรืออยู่อีกเมืองอ่ะ ตอนนี้หมอน ผ้าห่ม ขนมพร้อมแล้วค่ะ
    #891
    0
  18. #868 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 05:35
    งุ้ย คำดูโบราณมาก แต่ดีค่ะ ชอบ รอนะ อิอิ
    #868
    0
  19. #864 'schdapt (@junkim) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 18:18
    งานดีทั้งคู่เลย ฮือ เดี๋ยวเราจะแวะเข้าไปเม้นท์ให้คุณเคเคไลน์นะคะ จริง ๆ ก็แวะอ่านก่อนจะมาอ่านเรื่องนี้ 5555555 เป็นการโคกันที่ภาษาไม่มีใครยอมใจเลย ชื่นชมอ่ะ เราชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สู้ๆนะคะ
    #864
    0
  20. #862 princessJIN (@ryeoiske) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 13:52
    นี่เราตามมาจากของไร์เคเคไลน์เลยค่ะ
    ไรท์แต่งเก่งกันมากๆเลย
    แต่เรื่องนี้จะให้บรรยากาศของเรื่องที่ต่างไปจากของฝั่งไรท์เคเคไลน์อยู่นะคะ ฝั่งนี้บรรยากาศดูอบอุ่น ในขณะที่ฝั่งนู้นบรรยากาศจะเยียบเย็นกว่า อิอิ
    เป็นไอเดียการแต่งฟิคที่น่าสนใจมากเลยนะคะ

    สู้ๆค่ะไรท์
    #862
    0
  21. #861 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 07:36
    ยุนกิทำไมชอบบอกว่าตัวเองแก่กันนะ ยุนกิดูเศร้ามากเลยอ่ะ จีมินดูเป็นคนสดใสมากถึงจะชอบเก็บตัวก็เถอะนะ
    #861
    0
  22. #860 talnlinn (@talnlinn) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 23:50
    ชอบนิยายประมาณนี้มากเหลยย ดูมีอะไรอะ คึณยุนกิแลดูน่าค้นหาจริงๆ แต่เรื่องนี้แอบชอบคนแบบจีมิน น่าร้ากกก
    #860
    0