(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 28 : 21 : REBELLION ( a war between pride and prejudice pt.2 ) 1/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,749
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    30 พ.ย. 59

Title: Rebellion

Relationship: yoongi/jimin

Genre: Alternative Universe, Period, Joseon!AU, Christian beware!, Drama, Against

Word: 11,982/00000

Note: A war between pride and prejudice pt.2

Note2: For BTSXWEEKLY project (Week24: Period)

Note3: เป็นภาคต่อจาก Reqiem ถ้าใครยังไม่ได้อ่านจะลองไปอ่านดูก่อนเพื่ออรรถรสก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไม่อ่านก็จะมีแทรกไว้ให้อ่านเข้าใจเหมือนกัน อาจจะมีงงบ้างแต่จะคลายปมไว้หลังๆเลย บอกไว้ก่อนเผื่อใครงงนะคะ :)


Note4: อาจมีคำศัพท์ทางประวัติศาสตร์อยู่บ้าง จะอธิบายที่ด้านล่างโน็ตนะคะ แต่พอจะมีอธิบายไว้ในเรื่องอยู่บ้างแล้ว เป็นเพียงฟิคชั่นที่แต่งขึ้นอาจมีเนื้อหาขัด/แย้งประวัติศาสตร์ของจริงอยู่บ้าง อ่านเอาสนุกแล้วกันนะคะเพราะเราก็เขียนเอาสนุก(ไม่รู้สนุกมั้ย)เหมือนกัน ข้อผิดพลาดประการใดขอรับไว้เพียงคนเดียวค่ะ :) เรื่องนี้มี 2 ตอนนะคะที่ลงไม่จบเพราะว่าอยากให้ทันเวลาในวีคก่อนเที่ยงคืนกว่าแล้ว ตอนสองจะตามมาพรุ่งนี้ไม่ก็มะรืนนี้ค่ะ ขอบคุณมากเลยที่ยังรอกันอยู่นะคะ เจอกันตอนต่อค่ะ








0




เดือนเจ็ดพระอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า สายลมเย็นพัดผ่านผ้าโปร่งผืนสีตุ่นซึ่งหญิงชาวบ้านตากไว้พริ้วสะบัดซ้อนกันเป็นชั้นสี ผู้คนในตลาดโห่ร้องขายของกันคึกคัก ผักผลไม้ เนื้อสัตว์และข้าวสาร ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตได้เห็นที่ป้ายประกาศถูกมุงดูด้วยเหล่าชาวบ้านมากมายจึงเลิกหมวกคัซ*ที่สวมอยู่ให้เชิดขึ้นเล็กน้อย หรี่ตามองสามัญชนทั้งหลายรุมกล่าววิพากษ์วิจารณ์ข้อความบนกระดานประกาศของราชสำนักด้วยความสงสัย พยายามเงี่ยหูฟังเรื่องราวแต่ไม่ได้ความอะไรจึงตัดสินใจถามสตรีวัยกลางคนซึ่งกำลังสนทนาอย่างออกรสโดยไม่มีทีท่าว่าหยุด จึงค่อนข้างมั่นใจว่านางน่าจะรู้เรื่องราวมากกว่าคนอื่น


“แม่นางท่านนี้ ข้าน้อยขอเรียนถามว่ามีเรื่องอะไรกันผู้คนถึงได้ดูแตกตื่นเช่นนี้” หญิงผู้นั้นหันมาคล้ายจะโต้ตอบในทันที แต่ก็รีบก้มหน้าลง เสียงที่ดังกว่าชาวบ้านลดค่อย


“ข้าน้อยอะไรกันคะ ยังบัน*ท่านนี้ ข้าน้อยเป็นเพียงซังมิน*ธรรมดาๆผู้หนึ่งเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับวาจาให้เกียรติของอีกฝ่ายเพราะเขาสวมชุดบัณฑิตแสดงให้เห็นถึงความต่างของชนชั้นระหว่างทั้งคู่ ในรัชกาลที่เคร่งครัดเรื่องชนชั้นวรรณะ บุคคลผู้อยู่ในชนชั้นต่ำกว่าย่อมไม่มีสิทธิ์มองสบตาผู้เป็นนาย หญิงนางนี้จึงได้กล่าวขายด้วยเสียงเบาค่อย ไม่อย่างนั้นทหารที่ยืนอยู่ข้างป้ายประกาศได้มีหวังลากนางเข้าคุกเสียเป็นแน่


“ช่วยตอบข้าทีว่าชาวบ้านกำลังแตกตื่นเรื่องอะไร”


“ราชสำนึกติดประกาศว่าพระราชาเสด็จประพาสล่าสัตว์ครั้งนี้สามารถปราบปีศาจได้ตนหนึ่ง โหรหลวงทำนายว่าที่ปีศาจตนนี้ยอมศิโรราบเพราะเกรงถึงความเมตตาธรรมของพระองค์ จึงประกาศให้มีการลดภาษีลงกึ่งหนึ่งเพื่อแสดงพระเมตตาต่อไพร่ฟ้า”


ปีศาจ?


“อย่างนี้นี่เอง” แม้จะติดใจสงสัยเพราะจากความรู้ที่เขามีคือปีศาจเร้นกายไม่ปรากฎมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ทำไมอยู่ๆจึงปรากฎตัวให้เห็นในยามนี้


“นายท่าน ข้าน้อยเองก็ฟังมาจากจุงอิน* ท่านนั้น พวกเราเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาย่อมไม่สามารถอ่านหนังสือออก หากท่านอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมข้าน้อยเกรงว่า—”


บัณฑิตหนุ่มโบกมือเป็นอันไม่ติดใจอะไร เมื่อเดินเลี่ยงออกมาจากฝูงชน ไม่กี่อึดใจชายซึ่งสวมชุดอย่างเดียวกันก็เดินเข้ามาประชิด


“นายท่าน มีคำสั่งเรียกท่านเข้าเฝ้าที่ตำหนัก”


“ข้ารู้แล้ว ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะเข้าเฝ้าเช่นกัน อย่างนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน”


ที่แท้บัณฑิตหนุ่มผู้นี้หาใช่เป็นเพียงขุนนางธรรมดาอย่างที่แสดงตนในตลาด สองคนเดินเคียงกันไปจนถึงประตูวังทิศตะวันตก ชายต่ำศักดิ์กว่าเพียงชูป้ายแกะสลักซึ่งทำจากหยกซึ่งมีสัญลักษณ์เฉพาะตัวก็สามารถผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องถูกตรวจค้น






ถนนในวังเงียบสงบกว่าด้านนอกนัก นางกำนัลในชุดสีหมอกเดินติดตามนายหญิงซึ่งสวมคลุมด้วยชุดชางอทซึ่งมีไว้สำหรับปิดคลุมใบหน้า ลายเสื้อสีสันสวยงามปักด้วยดิ้นสีสดอย่างละเอียดเป็นลายดอกเบญจมาศแสดงถึงความสูงศักดิ์ผิดกับหญิงที่เขาได้พบเจอที่ตลาด ฝีเท้าของนางแม้เร่งรีบแต่ไม่ละทิ้งซึ่งความสง่างาม เขาเห็นสายตาสอดรู้ของนางที่จ้องมาที่ใบหน้าของเขา เมื่อนางกำนัลข้างกายกระซิบถ้อยคำจึงหยุดขบวนให้เขาเดินสวนไปก่อน เขาไม่ได้หยุดทักทายเพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แม้ว่านายหญิงท่านนั้นจะหยุดและก้มลงทำความเคารพก็ตาม


“นั่นใคร”


“องค์ชาย นายหญิงท่านนั้นคาดว่าคงจะเป็นพระสนมซงควีอิน* ช่วงนี้ฝ่าบาททรงโปรดนางยิ่งนัก ได้ข่าวว่าใกล้จะถึงงานชมบุปผาแล้วไม่แน่ว่านางอาจจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ขันทีในวังร่ำลือกันว่านางใช้พวกคุณไสยหรือเปล่าจึงได้เลื่อนตำแหน่งจากซุกวอนขั้นต่ำสุดถึงควีอินได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน”


คนฟังพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “ช่างเถอะ อย่างไรก็เป็นเพียงเบญจมาศดอกหนึ่งในอุทยานที่เต็มไปด้วยดอกไม้ เจ้าเองก็อย่าเที่ยวเอาข่าวลือเช่นนี้ไปพูดต่อ ในวังหลวงแห่งนี้เอาแน่เอานอนได้เสียที่ไหน กุกฮวาบนเสื้อนางในวันนี้ไม่แน่ว่าอาจได้เปลี่ยนเป็นลายหงส์เหินเคียงคู่มังกรปักบนฉลองพระองค์ของฝ่าบาท หากใครรู้เข้าเจ้าจะลำบากเอาได้ เข้าใจหรือไม่กีฮยอน”


“ข้าทราบดีขอรับ”


เหลือบหางตาไปมองชายเสื้อสีสดซึ่งเลี้ยวตัดไปยังมุมหนึ่งของตำหนัก จะว่าไปแล้วหญิงสาวตระกูลซงคนนี้ก็คงเก่งกาจไม่น้อย เข้าวังมาไม่กี่เดือนก็ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นถึงพระสนมควีอินชั้นหนึ่งจง พี่สาวนางเข้าวังมาถึงสี่ปี ไม่รู้ว่าต้องใช้เล่ห์กลขนาดไหนกว่าจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นซุกบินผู้สูงศักดิ์ สงสัยว่าเขาคงจะต้อง ‘ใส่ใจ’ เรื่องของตระกูลซงให้มากขึ้นหน่อยแล้ว


“ยุนกิแทกุน ฝ่าบาททรงกำลังเรียกหาท่านอยู่เลยขอรับ” ขันทีที่ด้านหน้าตำหนักโค้งคำนับก่อนจะเผยทางให้ ทหารราชองครักษ์หันเรียงแถวให้เขาและกีฮยอนเดินเข้าไปแม้ทั้งคู่อยู่ในชุดบัณฑิต เขายกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ติดตามหยุดฝีเท้าลงที่หน้าประตูก่อนจะเข้าไปคนเดียว


“ชอนฮามีคำสั่งเรียกหาข้า”


ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันมีอายุเลยวัยกลางคนมาเล็กน้อยแต่ยังหนุ่มแน่นเพราะดูแลรักษาสุขภาพอย่างดีอยู่เสมอ ฉลองพระองค์สีแดงเด่นเป็นสง่า ทรงตรวจฎีกาอยู่ขณะที่เขาขอเข้าเฝ้านั่นเอง โบกมือให้นางกำนัลซึ่งทำหน้าที่ฝนหมึกออกไปเหลือเพียงขันทีคนสนิทเท่านั้น


“นั่งลง เรารู้ว่าเจ้าเองก็มีคำถาม แต่งตัวเช่นนี้แสดงว่าเจ้าคงเข้าไปในเมืองอีกแล้วละสิ”


เขานั่งลงตามคำเชื้อเชิญ ขันทีข้างกายฝ่าบาทรินชาร้อนอย่างรู้จังหวะ กลิ่นหอมอ่อนของมันลอยแตะจมูก เป็นชาชั้นเลิศที่เขาโปรดปราน


“ชอนฮา ประกาศราชสำนักกล่าวว่าท่านจับปีศาจได้หนึ่งตนจึงประกาศลดภาษี ข้ารู้ทรงอยากหาเหตุผลลดภาษีเพื่อช่วยประชาชนเพราะผลิตผลปีนี้ไม่ค่อยดีแต่นี่ออกจะเป็นเหตุผลที่...” เขาเก็บคำว่าไร้สาระ ฟุ้งเฟ้อ และฝันเฟื่องลงคอไป แล้วเลือกใช้คำว่า “น่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“นี่คือเหตุผลที่เรียกเจ้ามาในวันนี้”


“ที่เราจับปีศาจได้นั้น... คือเรื่องจริง”


เรื่องจริง!?


กลองในอกข้างซ้ายของแทกุนตีระรัวเป็นจังหวะ สมัยเด็กเคยเรียนอ่านนิทานและพงศาวดารอยู่บ้างไม่ขาดคำว่าปีศาจเขาย่อมรู้แจ้งแก่ใจถึงความหมายของมัน แต่นั่นเป็นเสียงอสูรร้ายในนิทาน มีอยู่จริงเสียทีไหน


“เรารู้ว่ามันย่อมยากที่จะเชื่อ แต่ยุนกิ เราเห็นกับตา”


“แล้วท่านจับมันได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”


“เราไปพบมันตอนกำลังบาดเจ็บและไร้พลังอำนาจเลยปราบมันลงได้ โหรหลวงบอกให้ข้าจับมันกลับมาเพราะไม่ควรปล่อยมันให้ออกไปเพ่นพ่านเป็นอันตราย”


“แล้วนำกลับมาด้วยไม่เป็นอันตรายต่อผู้คนในวังหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่หรอก โหรหลวงบอกว่าเพราะดวงของข้าเป็นปรปักษ์กับมันจึงไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรได้ในวังหลวงแห่งนี้ แต่เราเองก็ไม่สามารถปราบมันลงได้อย่างราบคาบ หนำซ้ำพวกคนในตำหนักในต่างมาขอร้องจนข้ารำคาญจึงต้องพึ่งเจ้าในเรื่องนี้นี่ละ”


“เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” มีเรื่องอะไรที่ฝ่าบาททรงไม่สามารถด้วยหรือ


“ตำหนักในเกรงว่ามีเพียงขันทีกับนางกำนัลเข้าเฝ้าจะไม่สามารถควบคุมมันได้ เราเองมีฎีกามากมายรออยู่ โหรหลวงทำนายว่ามีเพียงเจ้าที่จะสามารถปราบมันลงได้”


เขา?


ปราบปีศาจ?


“ทรงล้อเล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“ปีศาจตนนี้ไม่เหมือนที่เจ้าคิด ยุนกิ แต่เราก็ไม่ได้หวังให้เจ้าปราบมันลงได้หรอก เพียงแค่เฝ้ามันจนกว่าพวกโหรหลวงจะคิดวิธีปราบมันได้ก็พอ แต่ถ้าเจ้าทำสำเร็จ...” พระเนตรหรี่ลงจ้องมองที่องค์ชายซึ่งยังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก


“คงจะรู้ดีว่ามันเป็นผลดีแก่ใคร”


เงียบไปชั่วอึดใจ เจ้าของศักดิ์องค์ชายจึงพยักหน้า “ข้าทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


มือสากเอื้อมไปตบที่บ่าในชุดเปื้อนฝุ่นอย่างไม่รังเกียจ “ยุนกิ เรารู้ว่าเจ้าลำบากใจ ไม่คาดคิดเช่นกันว่าผลคำทำนายจะชี้ตรงไปที่เจ้า ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักที่จริงแล้วใจเรา...”


“ไม่ต้องกังวลไปหรอพ่ะย่ะค่ะ มีคำทำนายเช่นนั้นหากไม่แสดงความกล้าหาญก็คงไม่มีหน้าดำรงตำแหน่งเป็นแทกุนได้ ชอนฮาอย่าได้กังวลไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” 


ยุนกิรู้ดีว่าแทกุนซึ่งถือกำเนิดจากพระมเหสีอย่างเขาเป็นผู้ที่มีน้ำหนักมากที่สุดจะได้ขึ้นเป็นรัชทายาทดำรงตำแหน่งต่อไป แม้จะมีองค์ชายใหญ่แต่อีกฝ่ายมีชาติกำเนิดต่ำต้อยกว่าเขา เรื่องคำทำนายไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องจริง หรือ ‘อาจ’ มีใครบางคนเล่นเล่ห์เพทุบาย แทกุนไม่รับราชโองการปราบปีศาจขจัดภัยร้ายในราชสำนักเพราะเกิดความหวาดกลัว หากรู้ถึงหูชาวบ้าน...


“เราตรวนปีศาจตนนั้นด้วยโซ่ลงอาคมแล้ว ขอแค่อย่าเข้าไปใกล้มันมาก...”


คำพูดของฝ่าบาทไม่ได้ทำให้เขาสบายใจขึ้น แม้ว่าในตอนนี้จะเดินตามราชองครักษ์นำทางไปถึงตำหนักซึ่งอยู่ห่างไกลตำหนักของฝ่าบาทที่สุดและแน่นอนว่าห่างจากตำหนักในด้วย ปกติเขาไม่ใช่คนชอบใช้เกี๊ยวให้คนหาม แต่ครั้งต่อไปจะย้ำเตือนให้ตนเองเรียกใช้เพราะมันอยู่ห่างเกือบจะในสุดของอุทยานหลวง ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เขตนี้เพราะเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์ แต่จากข่าวลือ... ยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามามากกว่า





“ข้าน้อยส่งท่านได้ถึงแค่นี้พ่ะย่ะค่ะ ยุนกิแทกุน”


ตำหนักตรงหน้าไม่มีป้ายชื่อแสดงชื่อตำหนักแต่กลับดูใหม่ นางกำนัลซึ่งเฝ้าด้านหน้ากล่าวว่าผู้ที่ถือครองตำหนักคนก่อนคือพระมเหสีซึ่งไม่เป็นที่ทรงโปรดของฝ่าบาทองค์ก่อนอยู่แล้ว สกุลนางก็มีข่าวคาวคดโกงราชสำนักในเวลาต่อมาจึงถูกย้ายให้มาอาศัยอยู่ในตำหนักที่ไกลห่างฝ่าบาทถึงเพียงนี้ อุทยานหลวงอุดมไปด้วยสัตว์ป่า กลางคืนย่อมมีเสียงโหยหวนอยู่บ้างจึงทำให้นางหวาดกลัวตรอมใจตายไปเองในที่สุด ไม่มีนางในผู้ใดอยากจะอยู่ที่นี่ถึงขั้นยอมแออัดยัดเยียดรวมกันไม่มีความเป็นส่วนตัว


เดินตามนางกำนัลมาจนถึงประตูไม้นางก็รีบขอตัว เขาส่ายหัวให้กับความขลาดกลัวนั้น ไม่รู้ว่าหน้าตาของมันคงจะน่าเกลียดน่ากลัวมากเป็นแน่จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้


“ท่านมาแล้ว”


มือที่กำลังจะเลื่อนบานไม้ชะงัก เสียงจากที่ด้านในฟังดูแล้วใส่กระจ่างไพเราะเทียบได้กับกีแซงขับร้องมีชื่อเสียงโด่งดัง ยุนกิไม่ได้ขออนุญาต กลับเลื่อนเปิดแล้วก้าวเท้าเข้าไปอย่างไม่ลังเล


สนธยาสาดแส่งผ่านประตูอีกด้านหนึ่งซึ่งเปิดรับสายลมกระแสเบาบาง แสงสีทองสว่างจ้าชวนให้ดวงตาพร่ามัวจนต้องยกมือขึ้นกำบัง เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้จนแสงนั้นไม่กระทบเข้า ร่างที่นอนเอกเขนกอยู่ที่ตั่งตัวยาวคลุมชางอทตัวนอกสีดำเขม่าไม่ปักลวดลายไว้หลวมๆ เสื้อตัวในสีขาวบางจนสามารถมองทะลุเห็นแผ่นอก มือข้างหนึ่งถูกแขนชางอทตัวนอกซึ่งยาวระพื้นกำบังจนมองไม่เห็น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังจับตำรา หากไม่ทราบว่าเป็นเพศชายใบหน้านั้นงดงามไม่ต่างหรืออาจเหนือกว่าควีอินซึ่งได้พบกันเมื่อครู่ เป็นความงามซึ่งแม้จะสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นชายแต่ไม่อาจทำได้เพียงละสายตาออกไปให้ห่าง สิ่งเดียวซึ่งทำให้รู้แจ้งว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์คือเส้นผมสีหมอกซึ่งหากมองไม่ดีแล้วชวนให้นึกถึงทองคำและดวงตาสีเทา สีเทาซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดมี ต่อให้เป็นพวกฝรั่งหรือมิชชันนารีก็ไม่มีดวงตาที่สวยงามและหาได้ยากเช่นนี้



ปีศาจ




ริมฝีปากเป็นกระจับสีเดียวกับดอกมู่หลานแย้มรอยยิ้ม แก้มใสขึ้นสีระเรื่อเพราะอากาศชวนมอง


“เจ้า...”


รอยยิ้มซึ่งชวนให้เขานึกถึง...


“จีมินไม่ได้ลุกขึ้นคำนับแทกุนตามธรรมเนียม แต่เพราะตรวนที่เท้าทำให้เจ็บปวดเหลือเกินคงต้องเสียมารยาทต่อแทกุนเสียแล้ว”


เสียงเหล็กกระทบกันทำให้สายตาของยุนกิถดถอยออกมาจากดวงตาสีเทาคู่นั้นก่อนจะเหลือบไปเห็นตรวนเหล็กหนาซึ่งมีอักขระประหลาดขีดสลักไว้ คงจะเป็นตรวนอาคมอย่างที่ฝ่าบาททรงบอกเขาไว้เมื่อก่อนหน้า


“จีมินคือชื่อของเจ้า?”


“จีมินคือชื่อของข้า ส่วนท่านคือยุนกิแทกุน”


น้ำเสียงไพเราะยามเรียกชื่อของเขาทำให้จิตใจขององค์ชายซึ่งตั้งมั่นไว้อย่างดีว่าจะ ‘หาทางกำจัด’ ปีศาจตนนี้ให้จงได้รู้สึกเหมือนถูกของแข็งกระทบเอาจนดวงตาต้องเสหันไปมองที่อื่น 


เป็นการพบกันครั้งแรก... ที่ไม่ใช่ลางดีเอาเสียเลย


“เจ้ารู้ชื่อของข้า?”


เจ้าปีศาจไม่ได้ตอบคำถาม แต่ทว่าประกายในดวงตาสีเทาคู่นั้นเปล่งประกายยิ่งกว่าเครื่องแก้วสวยงามราคาแพง






1




“ฝ่าบาทมีพระสนมหลายร้อยคน แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้จักทั้งหมด รู้เพียงแต่คนที่มีอำนาจมากพอที่จะเดินเตร็ดเตร่มาแถวนี้ได้ก็เพียงพอแล้ว”


“ท่านรู้จักทั้งหมดหรือไม่”


“ไม่ทั้งหมด บางนางไม่ถูกขับออกจากวังก็เสียชีวิตไปก่อนหน้าที่ข้าจะเกิดมา ส่วนบางนางก็ไม่มีจิตใจใฝ่หาความโปรดปรานเอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนักออกงานเฉพาะราชพิธีที่สำคัญ”


ยุนกิไม่แน่ใจว่าทำไมเป็นเขาที่จะต้องมาคอยเล่าเรื่องในวังให้กับปีศาจแสนกลซึ่งกำลังนอนเอกเขนกอยู่ตรงหน้านี้ด้วย ตั้งแต่เขาคอยเฝ้าดูพฤติกรรมของมันเป็นต้นมา นอกจากเอนกายรับลมอย่างไม่รู้ร้อน เจ้าปีศาจก็ไม่ทำอะไรอีกเลยนอกจากอ่านพวกหนังสือของชาวบ้านซึ่งให้นางกำนัลไปหามา เมื่อข่าวลือของปีศาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครคิด สองสามวันที่ผ่านมาจึงมี ‘ผู้ใฝ่รู้’ หลายท่านส่งตัวแทนมาด้อมๆมองๆที่ตำหนักนี้ แอบอยู่ตามต้นไม้บ้าง น้ำตกจำลองบ้าง เขาไม่แน่ใจว่าลับหลังที่เขาไปทำราชการจะมีผู้ใดกล้เสนอหน้าไปจนถึงด้านใน แต่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าใครเป็นใคร ใครบ้างที่ไว้ใจได้หรือใครบ้างที่ไม่ควรหลุดปากพูดเรื่องสำคัญไว้น่าจะดีกว่า


“อย่างนี้นี่เอง มีคนที่อันตรายหรือไม่”


เป็นปีศาจยังต้องกลัวอันตรายอยู่อีกเหรอ?


“คิก” ยุนกิเห็นจีมินเผลอหัวเราะคิกออกมาทันทีที่เขาคิดเรื่องคำนั้น หรือว่าที่จริงแล้วเจ้าปีศาจอ่านใจเขาได้!?


“เจ้ากล้าอ่านใจข้า!”


“ความคิดท่านแปะอยู่บนหน้า ข้าเห็นมันฉายฉัดในดวงตาของท่านต่างหาก ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากถึงขั้นอ่านใจ”


ผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายถอนหายใจ เขาเรียนรู้ที่จะหลบซ่อนความคิดความรู้สึกต่างๆมาตั้งแต่เด็กด้วยสังคมในวังสอนเขาให้เป็นเช่นนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเผลอทำอะไรโง่ๆต่อหน้าปีศาจอย่างนี้


“แล้วปีศาจอ่านใจได้จริงหรือไม่?” อย่างไรเขาก็ยังสงสัย


“ข้าทำอะไรอย่างนั้นไม่ได้หรอก” 


“เป็นความจริงหรือ?”


“เป็นความจริงแล้วอย่างไร คำลวงแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายท่านก็ไม่สามารถหลบซ่อนความคิดจากจิตใจตนเองได้อยู่ดี ถึงจะไม่มีอำนาจอ่านความคิดจิตใจ แต่โดยปกติพวกมนุษย์มักจะเปิดเผยแสดงให้เห็นอยู่แล้วผ่านดวงตา ไม่จำเป็นเห็นจะต้องมีอำนาจอย่างนั้นเลย”


“ถ้าอย่างนั้นแล้วปีศาจทำอะไรได้บ้าง”


“ท่านกำลังหาจุดอ่อนเพื่อจะกำจัดข้าหรือ?”


ใบหน้าคมขึ้นสีเมื่อความคิดในใจของเขาถูกอ่านออกอีกครั้ง เจ้าปีศาจไม่ได้มีทีท่าโกรธเคียดแค้นแต่อย่างใด เพียงแต่หยิบจอกชาสีขาวขึ้นมาจิบ


“เจ้าก็รู้ตั้งแต่แรกว่าข้าต้องทำอย่างนั้น”


ความอึดอัดเข้าครอบงำทั้งห้องเหมือนไอควันใจกาน้ำส่งกลิ่นหอมอบอวลของชาชั้นดี ยุนกิเห็นจีมินจดจ้องเข้ามาที่ในดวงตาของเขา มันมีความรู้สึกบางอย่างอยู่ในนั้น เขาไม่เคยได้รับสายตาเช่นนี้จากใครจึงไม่รู้ว่ามันต้องการจะบอกอะไรกับเขา


ในที่สุดจีมินก็เป็นฝ่ายยิ้มออกมาก่อน


“เล่าเรื่องของพระสนมนางในให้ข้าฟังบ้าง อันที่จริงได้ยินนางกำนัลร่ำลือกันหนาหูเกี่ยวกับพระสนมสกุลซง ข้านึกสงสัยว่าเป็นดอกไม้งามประเภทใดจึงได้เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทเหลือเกิน”





2



“พระสนมซงควีอินรับราชโองการ ซง ซูยอนควีอินสกุลซงอยู่ในกรอบของความเรียบร้อยดีงาม ประพฤติตนเหมาะสมเป็นพระสนมผู้ทรงเกียรติ*นำความสุขสงบและสิริมงคลมาสู่วังหลวง ฝ่าบาทเห็นว่าควรค่าให้ดำรงศักดิ์แห่งชั้นบิน* เลื่อนตำแหน่งให้เป็นฮีบิน*”


พระสนมในชุดปักลายสีฟ้าอ่อนก้มลงโขกศรีษะรับคำด้วยท่วงท่างดงามไม่มีทีท่าอ่อนล้าให้เห็น อากาศกลางเดือนเจ็ดเข้าค่อนสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดอบอ้าวชวนให้ผู้คนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่รู้จิตใจของพระมเหสีคิดอย่างไรจึงจัดงานชมบุปผาในช่วงเวลาเช่นนี้ จริงอยู่ที่งานรื่นเริงควรจัดขึ้นเพื่อให้ผู้คนในวังคลายความกังวลจากข่าวลือเรื่องปีศาจซึ่งอาศัยอยู่ในวัง แต่ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุแผดเผา เจ้านายต่างหลบซ่อนกายอยู่ในร่มเงาของสารพัดม่านผ้าปักลายสวยงามซึ่งนางกำนัลเป็นคนถือ ส่วนพระสนมชั้นผู้น้อยซึ่งยังไม่มีศักดิ์สูงนักก็ต้องทนร้อนอยู่ในชุดสวยงามซึ่งไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะทรงทอดพระเนตรเห็นหรือไม่ ที่น่าสงสารที่สุดคือบ่าวไพร่ที่ต้องคอยวิ่งวุ่นเติมเต็มความต้องการของเจ้านายจนเหงื่อเปียกชุ่ม


หลังจากกล่าวถ้อยคำยืดยาวเพื่อสรรเสริญเยินยอฝ่าบาทซึ่งนั่งยิ้มกว้างอยู่ที่นั่งประธาน เหล่านางในไม่ได้แปลกใจเพราะเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง สกุลซงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการคลังมาหลายชั่วอายุคนกระทำการดูแลรักษาของราชสำนักได้อย่างไม่มีที่ติ พระมเหสีที่นั่งอยู่ตำแหน่งด้ายซ้ายเผยรอยยิ้มอบอุ่นใจกว้างก่อนจะเอ่ยประทานของรางวัลเป็นปิ่นทองประดับหยกขาวมันแพะที่ได้จากพวกมองโกล


“ขอแสดงความยินดีกับซงฮีบินที่ได้เลื่อนตำแหน่ง จากนี้มีน้องสาวตำแหน่งบินเพิ่มขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระตัวข้าก็เบาใจ ซุกบิน เจ้ากับฮีบินเป็นพี่น้องมาจากสกุลเดียวกันคงจะรู้สึกดีใจกับน้องสาว เอาเป็นว่างานภาระใดที่ซุกบินคอยจัดการอยู่ให้ฮีบินเข้าไปช่วยเหลือก็แล้วกัน”


“ขอบพระทัยมามา*ที่เมตตาหม่อมฉันเพคะ”


“เจ้ามานั่งที่ข้างพี่มา เราสองคนจะได้สนทนากันได้ง่าย” ซุกบินที่นั่งถัดลงมารีบสั่งให้ขันทีและนางกำนัลจัดที่นั่งที่ด้านข้างตนเพิ่มอีกที่หนึ่ง แม้ในบรรดาพระสนมชั้นบินแล้วนางมีอาวุโสที่สุดแต่ด้วยชาติกำเนิดของพระสนมวอนบินสกุลอีสูงส่งกว่าจึงได้ที่นั่งลำดับไกลกว่า ฮีบินค่อยลุกขึ้นให้นางกำนัลประคองไปนั่งที่นั่งใหม่ โชคดีของนางที่แดดกำลังส่องแสงแรงกล้าจนต้องก้มหน้า ไม่อย่างนั้นในตอนนี้นางคงไม่อาจปกปิดความสุขใจในดวงตาได้


ยุนกิไม่เคยรู้สึกรื่นรมย์ไปกับงานเลี้ยงสังสรรค์พรรค์นี้มาก่อน งานชมบุปผา ดนตรี คัดเลือกนางในสำหรับเขาแล้วไม่ต่างกับละครฉากหนึ่งให้พี่สาวน้องสาวแสร้งทำเป็นรักกันเพื่อให้ฝ่าบาทสบายพระทัย



—————



“ตระกูลที่มีความสำคัญต่อราชสำนักเหมือนจะมีอยู่มาก ต่างตระกูลต่างถือบทบาทต่างกัน แต่เมื่อพิเคราะห์ให้ดีแล้วจะเห็นว่าที่ต้องใส่ใจให้มากหน่อยมีเพียง ซง มิน อี เชว”


“ที่ขับเคี่ยวแย่งชิงความเป็นใหญ่กันมาอย่างยาวนานคือตระกูลมินฝั่งพระมเหสีท่านแม่ของข้า ท่านตาเป็นเสนาบดีคุมหกกรม ตระกูลซงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการคลังมาช้านานนับตั้งแต่สมัยของเสด็จปู่ของข้าแต่ก็นับไม่ได้ว่าเป็นคนของเขา พระสนมสกุลมินมีไม่มากเพราะท่านตาไม่ชอบให้หญิงสาวในตระกูลแก่งแย่งชิงดีกัน จนถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงท่านแม่แล้วที่ยังอยู่ในวังหลวง


พระสนมสกุลซงหากก่อนที่เจ้าจะเข้าวังมา ผู้ที่ฝ่าบาทให้ความโปรดปรานมากที่สุดย่อมต้องเป็นซุกบินผู้นั้น ว่ากันว่าชีวิตของพระสนมจะดีจะร้ายขึ้นอยู่กับน้ำใจฝ่าบาท ซงซุกบินผู้นั้นเจ้าวังมาสี่ปียังไม่สิ้นความโปรดปรานก็นับว่าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ทรงไม่เคยทำสิ่งใดให้นางขุ่นหมองใจมาก่อน ท่านแม่ของข้าแต่เดิมไม่ได้เข้าวังมาเพราะมีจิตใจรักใคร่ฝ่าบาทแต่แรก ทั้งคู่จึงอยู่กันอย่างประนีประนอมถนอมน้ำใจยิ่ง ฝ่าบาทไม่เคยทำอะไรไม่ไว้หน้านางถึงสามส่วนจากสี่ส่วน ส่วนท่านแม่เองก็ไม่เคยเอาความอิจฉาริษยาเล็กน้อยมาทำการใหญ่ให้เสีย นางเพียงแค่ควบคุมตำหนักในให้เป็นไปอย่างสงบสุขเรียบร้อย เรื่องฝ่าบาทจะโปรดใครไม่โปรดใครล้วนไม่ใช่เรื่องที่นางต้องใส่ใจ ฝ่าบาทได้อำนาจทางการทหารจากนาง ส่วนนางก็ได้รับหลักประกันว่าอย่างไรฝ่าบาทก็ไม่มีวันทอดทิ้งสกุลมิน”


“ชีวิตของพระสนมจะดีร้ายขึ้นอยู่กับน้ำใจของฝ่าบาท หากมีวันหนึ่งที่ท่านได้ขึ้นเป็นฝ่าบาทกับเขาบ้างคงจะต้องใช้หัวสมองไม่น้อยทุ่มเทว่าควรจะมอบใจให้ผู้ใด” จีมินยิ้ม


“ข้าเกิดจากพระสนมสกุลมินก็จริง แต่อย่างไรแผ่นดินนี้ก็เป็นของสกุลคิม เรื่องจะเอนเอียงไปทางฝ่ายใดก็คงต้องมีบ้าง แต่ขงจื้อกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ใดไม่ไตร่ตรองให้ยาวในอนาคตจะต้องมีภัยเกิดขึ้นกระทันหัน’ หากถึงวันที่ข้ามีวาสนาได้รับใช้ประชาชนย่อมต้องไตร่ตรองให้ดีแล้วว่าทำอย่างไรบัลลังก์ถึงจะสงบมั่นคง”


“ท่านเชื่อในความรักหรือไม่”


คำถามนี้ทำให้องค์ชายชะงัก ยุนกิเม้มปากเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง คำตอบกลับกลายเป็นคำถามกลับ


“คิดจะอยู่ในวังอย่าสงบก็อย่าได้ริอาจหลงรักฝ่าบาท มีแต่หญิงโง่งมเท่านั้นที่เอาใจมาผูกไว้กับน้ำพระทัยชั่วข้ามคืนในวังหลวง ไม่ทราบว่าเจ้าเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่?”


รอยยิ้มของเจ้าปีศาจไม่หายไปจากใบหน้า


“ข้าเข้าใจแล้ว”


ยุนกิแสร้งทำเป็นไอเพื่อหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบก่อนจะเล่าเรื่องต่อ สำหรับเรื่องรักใคร่นั้นไม่เคยอยู่ในสมองของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงแค่รักษาชีวิตของตนเองก็ลำบากมากพออยู่แล้ว 


“แต่พระสนมสกุลซงที่เจ้าได้ยินคำร่ำลือไม่ใช่ซุกบิน ซุกบิน... มีจิตใจบริสุทธิ์และงดงามไม่ใช่นามที่ฝ่าบาทนึกจะวางใครก็วางได้ หากจะมีหญิงใดที่โง่งมที่สุดในวังหลวงเพราะพลั้งเผลอมอบใจให้ฝ่าบาทคนหนึ่ง... ก็คงไม่พ้นว่าจะเป็นนาง ซุกบินเข้าวังมาตำแหน่งต่ำต้อยไม่ชอบการแก่งแย่งชิงดี ฝ่าบาทไม่ใช่คนโง่ง่มจึงเห็นความรักในดวงตาของนางน้ำพระทัยที่มีให้จึงไม่เคยเหือดแห้ง สี่ปีเต็มๆกว่าจะก้าวขึ้นมาในจุดนี้ ข้าไม่รู้ว่าเรื่องความรักอะไรในใจนางมีอยู่จริงหรือไม่ แต่หากฝ่าบาทสามารถตรัสของมาได้เช่นนั้นก็แสดงว่าคงมีเค้าความจริงอยู่ไม่น้อย”


“พระสนมสกุลซงที่เจ้าได้ยินคงจะเป็นฮีบิน น้องสาวต่างมารดาของซุกบิน ตระกูลซงมีหลายสาย สายหลักสายรอง ซุกบินเกิดจากคุณหญิงใหญ่ตามศักดิ์แล้วย่อมต้องถูกเลือกเข้าวังก่อน เข้ามาก็มีตำแหน่งไม่น่าเกลียด ส่วนฮีบินเข้าวังมาเป็นซุกวอนชั้นต่ำสุดด้วยชาติกำเนิดของนางตระกูลซงคงจะต้องแปลกใจไม่น้อยแล้วที่นางเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทถึงเพียงนี้”


“นอกจากนั้นก็ยังมีวอนบินสกุลอีแต่นางไม่มีบุตรและตระกูลอีไม่ได้ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนแล้วผู้คนจึงไม่จับตามากนัก...”


“ท่านกำลังจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องใส่ใจตระกูลอีแล้วให้ระแวงตระกูลซง?”


“ทุกเรื่องที่จริงแล้วย่อมต้องใส่ใจ แต่หากระแวงมากไปก็ดูจะเหมือนเป็นคนขลาดกลัว”


เขารู้ดีว่ามีหลายคนในวังหลวงที่จะต้องระแวง หลายปีมานี้เขารอดพ้นจากมืออันดำมืดได้ทุ่มเทใช้ความสามารถอยู่มาก แต่อย่างไรก็ไม่ควรประมาท


คนที่จะต้องระแวงที่สุดกลับไม่ใช่ฮีบินสกุลซงผู้นั้น 


แต่เป็นเชวซูบินผู้สงบเรียบร้อยท่านนั้นต่างหาก


ถึงชาติกำเนิดนางจะสู้พระสนมชั้นบินคนอื่นไม่ได้ แต่อย่างไรนางก็มียองโฮกุน องค์ชายใหญ่ให้เป็นที่พึ่ง คนที่จะต้องคอยจับตามองทุกฝีเก้า


ถ้าไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใครไปได้?





3



ในพระราชวังกว้างขวาง ตำหนักลึกลับเร้นกายห่างไกลผู้คนแต่ทิวทัศน์ด้านนอกยังคงสวยงาม ต้นไม้ทึบครึ้มโอบล้อมแม้จะรู้สึกมืดมนนิดหน่อยในยามกลางวันแต่ตอนกลางคืนกลับเย็นสบายยิ่ง


“เจ้าดูเจ้ากันได้ดีกับองค์ชายผู้นั้น” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ ข้อดีของการถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘ปีศาจ’ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะอยู่ใกล้เขาโดยเฉพาะในเวลากลางคืน แม้ทหารที่ใกล้ชิดที่สุดยังอยู่ห่างออกไปไกลถึงประตูตำหนักไม่กล้ารบกวนเพราะกลัวว่าจะถูกเขาจับกินเป็นอาหาร



“ข้าเคยไม่เข้ากันกับใครได้ด้วยเหรอ?” ดูเหมือนคำพูดที่ว่า ‘ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหากเลือกใช้ให้ถูกวิธีการ’ จะเป็นเรื่องจริง น้ำชาอุ่นร้อนดูเหมือนจะร้อนเกินไปอยู่สักหน่อยในยามกลางวันที่อากาศอบอ้าว แต่ในเวลาที่อากาศเย็นสบายค่อนไปทางเย็นจัดในตอนกลางคืน ไร้แสงใดนอกจากแสงเทียนดวงน้อย คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการเอนกายจิบชาใช้เวลาอยู่อย่างเงียบๆเช่นนี้


“เจ้าไม่คิดว่าตัวเองดูจะสะดวกสบายเกินไปสักหน่อยอยู่หรอกหรือ” เจ้าของเสียงนั้นอยู่ที่ด้านหลังจากบานประตูระเบียง แม้อากาศข้างนอกจะเย็นจัดแต่น้ำเสียงฟังดูแล้วไม่สะทกสะท้าน


“ข้าลำบากมาหลายครั้งแล้ว เรื่องที่ครั้งนี้จะสบายก็ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก”


“วันๆไม่ทำอะไรนอกจากพูดคุยกับองค์ชายท่านนั้น คงจะสาแก่ใจเจ้าแล้วละสิ”


“ข้าไม่ได้เป็นคนเรียกร้องอยากจะเข้าวังสักหน่อย ที่จริงแล้วอยู่ในวังออกจะน่าเบื่ออยู่บ้าง ลองเป็นท่านมาแทนที่ข้าสิ ข้าเองก็อยากจะออกไปเดินเล่นกับเขาบ้างเหมือนกันนะ”


“ทำเป็นพูดว่าอยากไปเดินเล่น ยังไงเจ้าก็คงไม่กล้าจะสูญเสียแม้สักวินาทีที่จะได้อยู่กับเขา”


จีมินยิ้มให้กับน้ำเสียงประชดประชัน


“เพราะอย่างนั้นข้าจึงไม่ปริปากบ่นอย่างไรละ เอาละ ดูเหมือนแผนการแรกของท่านจะเป็นไปได้ด้วยดีนี่ จะเอาอย่างไรต่อ”


“ข้ามาบอกแค่ว่าแผนสองกำลังจะเริ่มขึ้น เจ้าเอง... ก็ดูแลเขาดีๆก็แล้วกัน”


ความรู้สึกกดดันสายหนึ่งพลันหายไป อากาศกลับมาเย็นสบายไม่อึดอัดเหมือนเมื่อครู่ เขาถอนหายใจเอนกายหลับตาลง แว่วเสียงตรวนที่ข้อเท้ากระทบดังกังวาล



—————



ท้องพระโรงคลาคล่ำไปด้วยขุนนางต่างสนทนากันเซ็งแซ่แบ่งแยกที่นั่งตามลำดับชัดเจน ยุนกิเดินผ่านเหล่าขุนนางมากมายได้รับการกราบไหว้ด้วยความเคยชิน เดินไปจนถึงที่นั่งด้านซ้ายของฝ่าบาท ผู้ที่นั่งถัดจากตำแหน่งของเขาคือเสนาบดีมินซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านตา


“องค์ชายช่วงนี้ทรงงานมากไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“ช่วงนี้มีหลายเรื่องให้ต้องขบคิด ทำให้ท่านตาต้องลำบากใจแล้ว...”


เสนาบดีมินคือชายชราซึ่งยังคงความแข็งแรงและเปลวไฟในดวงตาไว้ได้อย่างคุกโชน เพราะศักดิ์ฐานะที่ต่างกันทำให้เขาและท่านตาไม่อาจทำตัวเหมือนญาติสนิทเหมือนอย่างคนทั่วไป แต่พระมารดาบอกว่าให้ไว้ใจท่านตาและให้คิดอยู่เสมอว่าอย่างไรเลือดในกายของเขาครึ่งหนึ่งเป็นคนสกุลมิน หมายความถึงว่าให้เขาเชื่อฟังทำตามอย่างไร้ข้อกังขา


พระบิดาบอกว่าอย่างไรเขาคือคนสกุลคิม ส่วนมารดาพร่ำสอนให้เชื่อฟังคนสกุลมิน


ต่างฝ่ายอย่างไรก็ต่างมีแผนการในใจเขารู้ดีจึงต้องคิดแผนการของตนขึ้นบ้าง



“องค์ชายโปรดถนอมพระวรกายด้วย... หม่อมฉันจะส่งเครื่องของบำรุงกายมาให้เพิ่มอีกสักหน่อย อย่างได้ทรงตรากตรำมากไปนัก เรื่องปีศาจที่อยู่ในตำหนักใน หม่อมฉัน...”


ยุนกิส่ายหัว “ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ว่าเป็นแผนการของผู้ใด ท่านตาอย่าเพิ่งรีบร้อนสั่งการไปเลย”


เขาเห็นความยินดีในสายตาของชายชรา มิน เซจินเป็นคนนิสัยรอบคอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่จะไม่ลงมือหากไม่มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะ ที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจอย่างเมื่อครู่คงเพราะมารดาของเขาคงจะไปรบเร้าอะไรอีกเป็นแน่ ตั้งแต่เจ้าปีศาจเข้ามาอยู่ในวังนางแทบไม่ก้าวเท้าออกจากห้องไปไหนเอาแต่สวดภาวนา ไม่เคยคิดว่านางจะมีด้านเช่นนี้อยู่ด้วยเช่นนั้น


“เห็นองค์ชายทรงปลอดภัยดีหม่อมฉันก็เบาใจ”


“ท่านตาอย่าเป็นกังวลมากไปนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าเรื่อง ‘อื่น’” เขาปรายสายตาไปยังบุคคลที่นั่งอยู่ตรงข้าม 


ใช่ อย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องน่ากังวลเท่าเรื่องนั้น


บุคคลที่เผชิญหน้าอยู่ที่ตรงหน้าเขา


องค์ชายสายเลือดเชว 


ยองโฮกุน


ตั้งแต่ยุนกิได้คลุกคลีกับจีมินมาเป็นเวลาชั่วขณะ ไม่รู้เพราะอีกฝ่ายต้องการให้เขาตายใจหรือไม่จึงได้อยู่อย่างสงบเรียบร้อยนัก ไม่เรียกร้องมากสิ่งนอกจากพวกหนังสือหรือของทั่วไปซึ่งมันไม่ยากที่จะให้กีฮยอนไปจัดการ ช่วงนี้หลายสิ่งในวังหลวงเปลี่ยนแปลงไปมากจนเขาไม่สามารถหยุดขบคิดได้เพียงสักเสี้ยววินาที


“หม่อมฉันถึงบอกว่าองค์ชายทรงอย่าตรากตรำจนเกินไปนัก ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพระวรกายขององค์ชายโปรดทรงนึกถึงตนเองด้วย เรื่องที่องค์ชายทรงเป็นกังวลได้โปรดมอบให้อยู่ในมือท่านตาคนดีเถิด”


“ข้าทราบแล้ว...” “ฝ่าบาทเสด็จ!”


ขุนนางทุกคนกลับเขาสู่ความเรียบร้อยเมื่อได้ยินเสียงขันทีประกาศ ฉลองพระโรงสีแดงสดพริ้วไหวไปตามจังหวะก้าวเดินอย่างองอาจสู่ท้องพระโรง


กล่าวทักทายขุนนางเพียงไม่นานก็ทรงเริ่มการพิจารณา ขันทีทรงเริ่มอ่านฎีกาจากเรื่องเล็กน้อยที่สุด ล้วนเป็นเรื่องที่เขาสืบมาล่วงหน้าอยู่แล้ว จากการร่ำเรียนมาหลายปีและศึกษาเอาจากตำรามากมาย ยุนกิเรียนรู้มากพอที่จะรู้ว่าควรตอบคำถามอย่างไรให้ตรงใจกับฝ่าบาท รวมทั้งหาเหตุผลที่น่าเชื่อถือขึ้นมาค้านได้โดยที่ฝ่าบาทจะไม่ขุ่นเคืองใจ องค์ชายยองโฮที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเขาเองก็ทำหน้าที่นี้ได้ไม่ขาดตกไปจากเขา ต่างฝ่ายต่างเสนอความเห็นอย่างมีเหตุมีผล ทุกคำพูดล้วนคัดกรองผ่านมาอย่างดี บ้างเห็นด้วยต่อกัน บ้างขัดกันแต่ไม่มีใครกินกันได้ลง 


แผ่นดินรัชสมัยนี้เป็นที่กล่าวขานว่าองค์ชายทั้งสองต่างมีพระปรีชาสามารถไม่แพ้ไปกว่ากัน ความคิดเห็นของประชาชนจึงไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง


ยุนกิเคยอ่านพงศาวดารมามาก บ้างมีองค์ชายทำตัวเหลวไหลไร้ความรับผิดชอบ ไม่ก็คิดการใหญ่แต่ใจไม่กว้างพอจึงถูกกำจัดได้อย่างง่ายดาย ไม่คาดคิดว่าชะตาของเขาเกิดมาก็ได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ


ไม่ใช่ว่าใจเขาโหยหาอยากจะขึ้นครองบัลลังก์ แต่เพื่อรักษาชีวิตนี้ไว้ มีแต่ต้องได้ขึ้นครองบัลลังก์เท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอด


ยองโฮกุนเป็นองค์ชายใหญ่ พระสนมซูบินตระกูลเชวผู้นั้นเคียงข้างฝ่าบาทตั้งแต่ยังไม่ทรงขึ้นครองราชย์ย่อมต้องมีน้ำหนักในใจฝ่าบาทอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซ้ำยังเป็นองค์ชายคนแรก แม้ชาติกำเนิดจะต่ำต้อยแต่ก็ไม่น่าเกลียดเกินกว่าจะมีผู้ใดค้านสิทธิ์ในการครองราชบัลลังก์ของเขา ซ้ำยังเป็นคนเอาการเอางาน ภายนอกคงรูปลักษณ์ของความสงบอิสระเสรี ซ้ำยังชอบคบพวกบัณฑิต... นี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจผู้หนึ่งหรอกหรือ?


โชคดีที่เกิดมามารดาของเขาเป็นคนรอบคอบ เก็บเขาไว้ข้างกายอย่างมิดชิด ไม่ค่อยปล่อยปะให้ออกไปเล่นไกลสายตา ไม่นับองค์ชายหลายองค์ที่เสียชีวิตไปอย่างไม่ทราบสาเหตุเพราะมารดาไร้ความสามารถ ไหนจะพระสนมซึ่งไม่อาจให้กำเนิดลูกได้อีก


‘ซูบินผู้นั้นถูกวังหลวงย้อมจนกลายเป็นผ้าสีเข้มผืนหนึ่ง เพราะสีที่เข้ม จึงไม่อาจมองได้ว่าลวดลายที่อยู่บนผ้าผืนนั้นเป็นลายใด แม้ที่แท้แล้วจะเป็นลายมู่หลานแต่แม่ก็ไม่อาจให้เจ้าไปเสี่ยง เจ้าเข้าใจหรือไม่ ยุนกิ’


ในตอนนั้นเขายังเด็ก แต่ด้วยเพราะไม่ได้คิดอะไรมากมายนักจึงทำได้แค่เชื่อฟังมารดา จากตอนนั้นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว


“…พวกโพ้นทะเลพวกนั้นนำความเชื่อแปลกๆเข้ามาในโชซอน หม่อมฉันให้คนไปถามความได้ว่าคนเราเกิดมาได้เพราะพระเจ้า พระเจ้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าที่ปกครองแผ่นดินใด แต่ถอดความหมายได้เป็นเทพยดาซึ่งปกครองสวรรค์ เมื่อคนเราเกิดมามีบาปหนา และผู้ที่เขาเรียกขานว่าพระเยซูเป็นผู้ชำระล้างบาปนั้นด้วยการถูกตรึงบนไม้ขื่อคานที่เรียกว่ากางเขน เขาเล่าว่าชีวิตหลังความตายผู้ที่เชื่อฟังคำสอนจะได้กลับคืนไปมีชีวิตสุขสบายอยู่บนสวรรค์ ส่วนคนเลวทรามย่อมตกลงสู่นรกหมกไหม้พ่ะย่ะค่ะ”


ช่วงหลังมานี้หลังจากที่เริ่มเปิดทำการค้าบ้างหลังจากปิดประเทศเป็นเวลานาน เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า ‘คริสต์ศาสนา’ เข้ามาทำการเผยแพร่คำสอนอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวบ้าน ผู้ที่ให้คำสอนเขาเรียกกันว่า ‘มิชชันนารี’ คนกลุ่มที่ว่ามักจะสวมชุดยาวที่ไม่ใช่เครื่องแต่งกายสามัญทั่วไป มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่เรียกว่า ‘พระคัมภีร์’ เป็นภาษาของพวกเขาซึ่งยังไม่มีแปลออกมาให้เห็นเป็นภาษาอักษรฮันกึลจึงต้องใช้ล่ามในการถ่ายทอด ล่ามเหล่านั้นจะได้รับค่าจ้างและอาหารเป็นสิ่งของตอบแทนจึงทำให้พวกชนชั้นล่างเริ่มหัดเรียนภาษาของพวกโพ้นทะเลมากขึ้น


ยุนกิเข้าใจว่าด้วยสังคมที่เคร่งครัดจึงทำให้เป็นไปเช่นนั้น



“หม่อมฉันว่าเราไม่ควรปล่อยให้พวกโพ้นทะเลเผยแพร่ถ้อยคำไร้สาระเช่นนั้น” ยองโฮกุนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มเสนอความเห็น ยุนกิรีบมองไปที่ฝ่าบาท เห็นทรงกำลังครุ่นคิดก็จริงแต่มีสีหน้าเห็นควรตามคำพูดขององค์ชายใหญ่


ยองโฮเมื่อเห็นว่าฝ่าบาทไม่คิดค้านจึงได้พูดต่อ


“หม่อมฉันทราบดีว่าฝ่าบาทเป็นผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวาง แต่การที่พวกโพ้นทะเลนำคำสอนของพวกนั้นเข้ามาเผยแพร่ สหายบัณฑิตของหม่อมฉันเล่าว่าในยามกลางวันพวกซังมินมักจะส่งลูกหลานไปร่ำเรียนในสำนักศึกษาของพวกมัน ที่สอนกันไม่ใช่แค่ภาษาแต่เป็นเรื่องราวความเชื่อและการเดินทางของพระเยซู เกรงว่าอาจจะนำไปสู่ความคิดความเชื่อที่ผิดๆได้พ่ะย่ะค่ะ”


“ที่ยองโฮพูดมาก็มีเหตุผล... ยุนกิ เจ้าว่าอย่างไร”


ยุนกิค้อมตัวลงเป็นการทำความเคารพก่อนจะเริ่มแสดงความเห็นว่า “หม่อมฉันได้ยินมาบ้างในสิ่งที่เขาเรียกกันว่าคริสต์ศาสนา แต่ยังไม่ได้รู้ความอะไรมากนักเกี่ยวกับมัน ที่พี่ยองโฮพูดมาหม่อมฉันเห็นด้วยว่ามีเหตุผล แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่รู้แจ้งเกี่ยวกับความเชื่อของพวกนั้น หม่อมฉันจึงอยากขอเวลาฝ่าบาทไปสืบความที่เกี่ยวข้องก่อนพ่ะย่ะค่ะ”


“มีผู้ใดมีความคิดเห็นอื่นหรือไม่”


เสนาบดีมินได้ทีรีบลุกขึ้นกล่าวสนับสนุน


“หม่อมฉันเห็นด้วยกับยุนกิแทกุนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท จริงอยู่ที่ว่าการเผยแพร่คำสอนนั้นเสี่ยงต่อการเป็นอันตราย แต่พวกเรายังไม่รู้แน่ชัดเกี่ยวกับคำสอนนั้น หม่อมฉันเห็นควรว่าเราควรสืบเสาะหาจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกโพ้นทะเลเสียก่อนแล้วค่อยดำเนินการยังไม่สาย หากซังมินเหล่านั้นใฝ่รู้ใฝ่เรียนเรื่องราวของพวกโพ้นทะเลแสดงว่าย่อมมีเหตุผลบางอย่างไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่ความสนใจกันมากถึงเพียงนี้ หากลงมือไปโดยไม่รู้ความจะเป็นที่ครหาได้พ่ะย่ะค่ะ”


“ดี... เราเห็นด้วยกับเจ้า ยองโฮเจ้าว่าอย่างไร”


ยุนกิเห็นรอยยิ้มของฝ่าบาทก็รู้แน่แล้วว่าในวันนี้เป็นเขาที่มาถูกทาง ฝ่าบาทมักจะทรงมีความคิดเป็นของตนเองอยู่ก่อน ส่วนเสนาบดีมินเป็นผู้ที่รู้ใจมานานหลายปีน้ำหนักของตระกูลมินในตัวฝ่าบาทจึงมีอยู่มาก เมื่อหลายปีก่อนอำนาจของตระกูลมินรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่มิน เซจินผู้นี้กลับชิงถวายอำนาจทางการทหารคืนฝ่าบาทเสียก่อน ฝ่าบาทถึงตอบแทนด้วยการแต่งตั้งพระสนมสกุลมินเป็นพระมเหสี หากรู้จักทำการค้าแล้วฝ่าบาทที่จริงไม่ใช่ผู้มีจิตใจคับแคบเลยแม้แต่น้อย ทรงใจกว้างและทำการค้าอย่างเท่าเทียม เพราะอย่างนั้นแม้จะไม่มีอำนาจทางการทหารมากเท่าแต่ก่อน แต่ตระกูลมินยังคงไม่ร่วงลงสู่จุดสูงสุดได้โดยง่าย


“ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะโต้เถียงพ่ะย่ะค่ะ”


“ดี ถ้าอย่างนั้นให้พวกเจ้าไปสืบหาข้อมูลให้มากขึ้นอีกหน่อย ตัวเราเองก็จะกลับไปคิดเรื่องนี้อีกทีหนึ่ง”



—————



“ท่านมีเรื่องกลุ้มใจอยู่”


น้ำชาในวันนี้ยังคงเป็นชาคุณภาพดีที่เขาเพิ่งได้รับมาจากสกุลมิน เขามีหน้าที่คอยเฝ้าเจ้าปีศาจไว้แต่อีกใจก็อยากที่จะออกไปสืบข่าวเหลือเกิน


“ดูท่าข่าวสารของเจ้าเองก็คงจะกว้างขวางไม่น้อย” จีมินสวมชุดสีชมพูอ่อนกลีบบัวดูแล้วสบายตาไม่กดดันเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน ยุนกิยอมรับว่าตัวเขาค่อนข้างรู้สึกสบายใจที่อยู่ที่นี่ ตำหนักของเขามีพระสนมอยู่ แต่ต่างสมรสกันเพราะเหตุผลทางการเมือง ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีแก่ใจจะคิดเรื่องรักใคร่ จึงทำให้รำคาญพวกเครื่องหอมหลากหลายชนิดที่หญิงสาวต่างพากันประโคมเพื่อเรียกความสนใจ


ตำหนักร้างห่างไกลแต่กลับไม่มีกลิ่นเครื่องหอมให้รู้สึกปวดหัว มีเพียงกลิ่นใบไผ่ ต้นไม้ ความเงียบสงบ


“เสียงของคำคนไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้ยิน ที่จริงท่านน่าจะปล่อยวางบ้างในบางเวลา ข้าเห็นท่านทีไรท่านก็เอาแต่ขมวดคิ้ว ทำหน้าบึ้งตึง ดูแล้วไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลย”


คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งขมวดเข้ากันจนแทบจะเป็นปม จีมินหัวเราะ



“ที่จริงแล้วท่านเป็นคนที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นอันมาก แต่ตอนนี้ท่านดูน่าเกลียด”


“เรื่องของแผ่นดินไม่ใช่เรื่องที่จะรอได้”


“ท่านช่างเอาจริงเอาจังเสียจริง แต่เอาเถอะ ข้าไม่ถือสาหรอก” เขาจิบชาแล้วหยิบหนังสือปกหนังแบบที่ยุนกิไม่เคยเห็นขึ้นมา องค์ชายพิจารณาอยู่เพียงครู่จึงได้รู้ว่ามันคือหนังสือของพวกโพ้นทะเล


“เจ้ารู้ภาษาของพวกโพ้นทะเล?”


“ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร” จีมินยิ้มตอบ


“ปีศาจมีความรู้รอบด้านขนาดนี้เชียว?”


“ไม่จำเป็นต้องเป็นปีศาจก็รู้ได้ถ้าขยันใส่ใจหาความรู้”


“เล่าเรื่องของพวกโพ้นทะเลให้ข้าฟังหน่อย”


“ข้าดีใจที่ท่านเริ่มอยากจะสนทนากับข้าบ้างแล้ว เรื่องใดที่ท่านอยากจะรู้เล่า”


เขามีเรื่องเล่ามากมายในหัวที่อยากจะรู้ที่จริงแล้ว


“เรื่องความคิด ความเชื่อ เอ่อ... สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าคัมภีร์”


“ท่านคงหมายถึงไบเบิ้ล”


“ใช่! ใช่นั่นละ” ยุนกิรู้ดีว่าเขาไม่อาจหาล่ามหรือผู้รู้ภาษาที่ไว้ใจได้มาให้เร็วกว่านี้ การที่ยองโฮพูดเรื่องของพวกโพ้นทะเลแสดงว่าเขาเองก็เตรียมการพร้อมมาอยู่แล้วต้องมีคนที่ไว้ใจได้ ยุนกิไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ฝ่าบาทใส่ใจ ย่อมแสดงว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ


“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไม่หลอกท่าน” เจ้าปีศาจฉีกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกล ถึงกระนั้นก็ไม่อาจทำลายความงามบนไม้หน้านั้นได้เพียงเสี้ยว


“เจ้านึกอยากทำการค้า?” เขาไม่แน่ใจว่าปีศาจต้องการอะไรในการแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้หากไม่ใช้การค้าที่ราคาแพงจนเกินไปนักเขาก็พร้อมที่จะจ่าย


“ท่านยินดีจะทำการค้ากับข้าหรือ?”


“ขอแค่ไม่ใช่สิ่งที่ราคาแพงจนเกินไปนัก ข้าก็อาจจะหามาให้เจ้าได้”


จีมินนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ลังเล “ดี ข้าจะยอมทำการค้ากับท่านสักครั้งก็ได้”


“เจ้าต้องการอะไร”


“ข้ายังคิดไม่ออก ไว้...” “ข้าไม่ทำการค้าที่ยังไม่รู้ข้อแลกเปลี่ยน”


“ท่านช่างเรื่องมากเสียจริง” ยุนกิไม่รู้ว่าจีมินไม่เอากิริยาพองแก้มอย่างหญิงสาวบ้านไหนมา แม้จะยอมรับว่ามันดูเข้ากับใบหน้านั้นแต่อย่างไรอีกฝ่ายก็ครองสภาพเพศชายไม่ควรจะทำตัวอย่างหญิงสาว



“เอาเป็นว่า ข้าอยากออกไปเดินเล่น”


“เดินเล่น?”


“ในตลาดอย่างไรเล่า ได้ยินเสียงนางกำนัลพูดว่ามีเรื่องน่าสนใจมากมาย ท่านเองก็มักจะออกไปเที่ยวเล่นอยู่เป็นประจำ พาข้าไปด้วยอีกสักคน...”


“ไม่ได้” ใครจะรู้ว่าเจ้าปีศาจคิดอะไรถึงได้เรียกร้อง หากมันคิดจะหนีไป... เขาไม่ใช่คนต้องรับผิดชอบหรอกเหรอ


“ข้าไม่ได้คิดจะหนีสักหน่อย...”


“เจ้าอ่านใจข้าอีกแล้ว!” เขานึกโมโหนัก ที่เมื่อกี้เขาคิดว่าจีมินสวยก็คงจะ...


“ข้าเปล่าอ่านใจท่าน ท่านบอกข้าเองผ่านทางดวงตา—”


“เจ้ามีหลักประกันอะไรถึงทำให้ข้ามั่นใจได้ว่าเจ้าจะไม่หนี”


“อืม...”


จีมินคิดอยู่เพียงครู่ จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทขององค์ชาย ใบหน้าขาวของอีกฝ่ายขึ้นสีด้วยแรงอารมณ์แต่ก็ดีกว่าตอนที่ขมวดคิ้วอยู่อย่างยิ่ง ที่เขาคิดว่าองค์ชายมินมีรูปร่างหน้าตาที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องหลอกลวง อีกฝ่ายได้รับผิวขาวจัดจากฝั่งมารดา แต่ดวงตาคู่นั้นถอดมาจากฝ่าบาทอย่างไม่ผิดเพี้ยน


เขาควร... จะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งนี้ดีนะ


“ข้าจะมอบสิ่งของให้ท่านหนึ่งอย่าง เป็นของที่สำคัญกับข้าอย่างยิ่ง”


“ของ?”


จีมินลุกขึ้นด้วยความเร็วจนสาบเสื้อแยกออกจากนั้น เนื้อนวลที่โผล่พ้นรอยแยกทำให้องค์ชายต้องหันหน้าหนีไปอีกข้างอย่างไร้เหตุ ทั้งที่ผ่านการแต่งงานและไม่ใช่ว่าขาดเรื่องพวกนั้น ทว่าเจ้าปีศาจกลับมีรูปร่างหน้าตากระชากวิญญาณ องค์ชายรู้ดีว่าปีศาจมักจะมีหน้าตาที่ดี แต่ไม่เคยมีสิ่งใดทำให้เขารู้สึกไขว้เขวมาก่อน เพียงแค่ร่างนั้นเดินไปเปิดหีบสีดำซึ่งอยู่ที่มุมห้อง ช่วงคอและไหล่ลาดกลับทำให้ไฟบางอย่างในตัวของเขาร้อนรุ่ม


จีมินไม่นำพาสายตาเช่นนั้นมาคิดแม้จะรู้ดีว่ามีสายตาร้อนแรงสายตาหนึ่งกำลังจ้องมองมาที่เขา เจ้าตัวคลี่ยิ้มสวยงาม ก่อนจะวางปลอกด้ามบางอย่างลงตรงหน้า


มันเป็นปลอกสีดำสนิทอย่างที่เขาไม่คุ้นตา ของด้านในคงจะเป็นดาบ?


“ดาบ”


“มันคือดาบของบุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีความหมายต่อข้ามาก” โดยไม่รู้ตัว ยุนกิไม่สามารถถอนสายตาจากมันไปได้ เขาหยิบมันขึ้นมา ชักด้ามสีเงิน เห็นคมกริบของมันซึ่งไม่ใช่ดาบอย่างที่เขารู้จักหรือเคยร่ำเรียนมา แต่กลับให้ความรู้สึก... คุ้นเคย?


จีมินรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนสายหนึ่งซึ่งคลออยู่ที่เบ้าตาเมื่อเห็นแทกุนจ้องดาบนั้นด้วยสายตาประหลาด ท่าทีในการจับดาบเปลี่ยนไปอย่างที่เขาเคยจับด้ามอาวุธที่ข้างกาย เป็นลักษณะที่เขาคุ้นชิน... อย่างยิ่ง



“ผู้ที่มีความหมายต่อเจ้า?”


“เป็นของนักล่าปีศาจผู้หนึ่งซึ่งเก่งกาจมาก”


“นักล่า?” ยุนกิรู้ว่ามีอาชีพจำพวกนายพรานล่าสัตว์ แต่ไม่ยักรู้ว่าปีศาจก็สามารถถูกล่าได้เหมือนกัน


“องค์ชาย ท่านอาจคิดว่าปีศาจเป็นสิ่งหนึ่งที่แข็งแกร่งยิ่ง แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่ค้ำฟ้าและมีอำนาจสูงสุดได้ตลอดกาล ทุกสรรพสิ่งล้วนได้เปรียบเมื่อเผชิญอยู่ต่อหน้าสิ่งหนึ่ง และเสียเปรียบเมื่อเผชิญกับอีกสิ่งหนึ่ง”


“เหมือนอย่างน้ำกับไฟ แผ่นดินกับวายุ ความมืดและแสงสว่าง พวกเราย่อมเป็นเช่นนั้น หากเรียนรู้ได้อย่างถูกวิธีไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับมือ”


“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะชักดาบนี่แทงใส่เจ้าหรือ”


“หากองค์ชายยังไม่ลืมว่ายังมีการค้ากับข้า ที่ข้าจะบอกคือองค์ชายเก็บข้าไว้ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่า”


“ประโยชน์?” ยุนกิไม่เข้าใจกับคำพูดแฝงความนัยนี้ แสดงว่าเจ้าปีศาจต้องมีแผนการของมัน แผนการที่เขาไม่อาจล่วงรู้


“พรุ่งนี้เราไปที่ตลาด ข้าจะได้แนะนำท่านเกี่ยวกับเรื่องราวของพระคัมภีร์ เรื่องเล่าจากร้อยพันปากไม่สู้เท่าหนึ่งตามองเห็น ท่านเห็นด้วยหรือไม่”


ยุนกิไม่อาจหาถ้อยคำใดมาปฏิเสธได้จึงได้แต่พยักหน้าตกลง



4



“ชุดบัณฑิตนี่ออกจะอึดอัดแล้วก็ร้อนไปอยู่มาก ท่านไม่มีชุดอื่นที่...”


“ถ้าเจ้าเรื่องมากข้าจะให้เจ้าใส่ชุดที่ร้อนกว่านี้อีก”


ยุนกิมองไม่เห็นใบหน้าที่ถูกปกปิดไว้ด้วยหมวกคัซซึ่งมีผ้าโปร่งเย็บติดลงมาเพื่อป้องกันไม่ใช่ผู้ใดเห็นว่าเจ้าของมันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เพราะสีผม และสีดวงตาที่แปลกประหลาดย่อมไม่อาจให้ใครได้เห็น รวมทั้งผิวกายซึ่งถูกกำบังด้วยเสื้อผ้ามิดชิด


“ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ท่านช่างไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย”


“ไปกันเถอะ เจ้าอยากจะไปดูอะไรละ ข้าจะพาไป” มือขาวแบมาที่ตรงหน้า จีมินฉีกยิ้มกว้างที่สุดออกมาเพราะเขารู้ดีว่ามันไม่มีสิ่งใดที่เขาต้องการมากไปกว่านี้ เพียงแต่องค์ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาไม่อาจมองเห็น เขาวางมือเล็กกว่าของตัวเองไว้กับมือหนา


“ท่านมีสิ่งใดต้องไปทำก็ไปเถิด จีมินมอบมือนี้ให้กับคุณชายแล้ว จะพาไปที่ใดก็สุดแล้วแต่ท่าน”


ยุนกิไม่เข้าใจว่าทำไมปีศาจถึงพูดเช่นนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับศัพท์นาม ‘คุณชาย’ ที่เขาบอกให้อีกฝ่ายเรียกเขา แต่เป็นความรู้สึกอย่างอื่น เมื่อจีมินวางมือคู่นั้นลงบนมือของเขา เขารู้สึกได้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างหนึ่ง ความไว้วางใจซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหน ไม่ว่าจะทั้งในวังหลวงและในสกุลมิน แต่เขาไม่ได้ใส่ใจนำพา เขาไม่กล้านำมันมาคิดมากกว่าว่าทำไม ที่ยื่นมือออกไปเพราะกลัวอีกฝ่ายจะหนีไปจากเขาต่างหาก แม้จะสงสัยว่าทำไมมือคู่นั้นถึงชื้นเหงื่อยิ่งเมื่อกอบกุม แต่เขาไม่ถาม เพียงแต่พาทั้งสองร่างเดินเคียงคู่ เข้าไปสู่ความวุ่นวายของตลาดสด

—————



“คุณชาย ข้าเห็นเด็กๆทุกคนกินสิ่งนั้น เรียกว่าอะไร” เขามองตามนิ้วของมือข้างที่ไม่ได้กุมกันไว้ มันชี้ไปทีขนมซึ่งมีสีสันสวยงามในมือของเด็กๆและชาวบ้าน


“นั่นคือขนมยูกวา ทำจากแป้งอบให้พองด้านในกลวงไม่มีไส้ สีสันของมันคงจะผสมเอาจากสีของดอกไม้”


“รสชาติเป็นอย่างไร”


“เหนียวๆ” ยุนกิไม่ได้สนใจพวกรสชาติของมันเท่าไรเพราะเขาไม่ได้นิยมพวกของหวาน ส่วนใหญ่มีเอาไว้เพื่อแกล้มชา ในวังมีขนมที่อร่อยและหน้าตาดีกว่านี้อีกมากเขา...


“ข้าอยากลอง”


“ไว้ถ้าเจอคนขายจะซื้อให้เจ้า” 


“ท่านจะซื้อให้ข้าจริงหรือ ดีเลย ข้าไม่มีเงิน”


“ขนมเพียงเล็กน้อยใยต้องดีใจขนาดนั้น” 


เพราะท่านบอกว่าจะซื้อให้ข้า...


เพราะท่านไม่รู้ว่าข้ารอคอยเวลานี้มานานเพียงใด เพราะมือที่กำลังกุมมือของข้าทำให้ข้า...


“เพราะข้าเป็นคนขี้งกอย่างยิ่ง”


เพราะข้าไม่อาจบอกความสัตย์ต่อท่าน


ยุนกิรู้สึกถึงความเศร้าหมองในน้ำเสียงของอีกฝ่ายแต่เขาไม่กล้านำพามันมาขบคิด เมื่อทั้งคู่เดินผ่านซุ้มบางอย่างที่มีคนยืนมุง จีมินก็ดึงแขนเสื้อของอีกฝ่ายแล้วชี้ไปทางนั้น องค์ชายพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไป เป็นกล่องซึ่งวางขนมแป้งสีขาวด้านบนประดับด้วยดอกไม้


“สวยจังเลย...” เขาได้ยินจีมินอุทานเบาๆ พ่อค้าเห็นชายสองคนหน้าตาท่าทางดูมีฐานะจึงรีบกล่าวต้อนรับ


“คุณชายทั้งสองท่านคงจะเป็นบัณฑิตกระมัง ฮวาจอนเพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆเลยขอรับ”


ในฤดูร้อนยังพอมีดอกไม้ให้เห็นอยู่บ้างสินะ จึงยังมีขนมชนิดนี้อยู่ “เจ้าเลือกสักอันที่เจ้าชอบ”


“แต่มันสวยหมดเลย” เขาลังเล สุดท้ายก็เลือกชิ้นหนึ่งที่มีดอกไม้สีเหลืองสวยงามวางอยู่ ยุนกิจ่ายเงินก่อนจะพาทั้งคู่ออกมาจากกลุ่มคน


“ทำไมท่านให้ข้าเลือกแค่อันเดียว มันไม่ได้ราคาแพงเสียหน่อย” จีมินทำเสียงบูดบึ้ง


“เจ้าลองกินเข้าไปก่อนแล้วค่อยพูดใหม่”


จีมินรีบกัดลงที่ชิ้นขนมก่อนจะรับรู้ถึงรสชาติจืดชืด ตัวขนมไม่มีส่วนผสมอื่นใดนอกจากแป้งล้วนๆที่นำมาปั้นแล้ววางดอกไม้ประดับไว้สวยๆ เขาทำหน้าเบ้ เสียงที่เงียบไปทำให้องค์ชายรู้สึกขบขันจึงเผลอหัวเราะออกมา


“ตอนเด็กๆข้าก็คิดเหมือนเจ้า ซื้อมันมาเสียมากมาย แต่พอกัดเข้าไปรูปร่างสวยงามกลับให้รสชาติจืดชืดเทียบไม่ได้กับอะไรเลยจึงต้องแจกจ่ายไป”


“แต่ แต่นี่... มันไม่อร่อย...เลย”


“ฮวาจอนเป็นขนมที่ใช้กินแกล้มกับน้ำชา ส่วนใหญ่น้ำชาที่จืดชืดจะกินแกล้มกับขนมหวานเพื่อกลบรสฝาดขม แต่ฮวาจอนรสชาติจืดชืด เหมาะสมจะแกล้มกับชารสชาติดี รสชาติไม่ทำให้เสียการรับรู้รสชา ส่วนดอกไม้นั้นยิ่งเป็นดอกไม้หายากเท่าไรก็จะแสดงออกถึงความร่ำรวยของตระกูลนั้น เรียกได้ว่ามีไว้เป็นเครื่องประดับบารมี เจ้ากินมันเข้าไปโดยไม่มีอะไรแกล้มจะไปรับรู้รสอร่อยได้อย่างไร”


“จีมินรู้แจ้งแล้ว ขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ”


ยุนกิสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงแง่งอน แปลกตรงที่เขาไม่รู้สึกรำคาญเบื่อหน่าย กลับรู้สึกคุ้นชินอย่างยิ่ง


“อีกอย่าง ยังมีของอร่อยมากมายที่เจ้ายังไม่ได้ลิ้มลอง ขนมที่ไม่อร่อยในมือเจ้าก็ส่งมาให้ข้า จะได้มีท้องไว้กินอะไรดีๆอีกหลายอย่าง”


จีมินส่งชิ้นขนมที่กัดได้ครึ่งหนึ่งให้ยุนกิ อีกฝ่ายรับมาแล้วก็เอาเข้าปากอย่างไม่รังเกียจ


“ท่านบอกว่าไม่อร่อยทำไมถึงกินเข้าไป”


“นี่เป็นขนมที่คุณลุงผู้นั้นทำออกมาอย่างยากลำบาก ตัวข้าเคยชินกับของอร่อยๆในวังมามากแล้ว จะกินของไม่อร่อยสักครั้งสองครั้งก็คงไม่เป็นไร”


เพราะเป็นของที่พ่อค้าผู้นั้นทำอย่างยากลำบากหรอกเหรอ


องค์ชายออกเดินนำไปแล้ว เขาจึงรีบเดินตามเข้าไปกุมมือนั้นไว้อีกครั้ง



—————



หลังจากเที่ยวกินจนอิ่มทั้งคู่ สองเท้าก็พามาจนถึงสำนักศึกษาของพวกคริสต์ศาสนา มันไม่ใช่คฤหาสถ์ใหญ่โตอะไร เป็นเพียงเพิงขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่ท้ายตลาดเท่านั้นแต่มีคนมากมายทั้งชาวบ้าน บัณฑิตให้ความสนใจ


“เราลองเข้าไปกัน”


ยุนกิไม่เคยมายังที่แห่งนี้ เขาเคยได้ยินอยู่บ้างว่าภาษาของพวกโพ้นทะเลได้รับความนิยม แต่ก็คิดเพียงว่าเพราะการค้ากับพวกโพ้นทะเลเริ่มมีให้เห็นอยู่เยอะขึ้นในโชซอน กว่าพวกนั้นจะเดินทางมาจนถึงที่นี่ย่อมได้รับความลำบากและคาดหวังขายสิ่งที่ตนนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งล้ำค่ากลับไปจึงยอมทุ่มเทจ้างล่ามภาษาเผื่อว่าจะสามารถขายของให้กับเศรษฐีได้ มีขุนนางไม่น้อยที่มักจะชอบถวายสิ่งของแปลกๆให้กับฝ่าบาทเพื่อแลกความโปรดปราน ฝ่าบาทไม่ใช่พวกขี้กลัวกับแค่สิ่งของ เมื่อเดือนก่อนมีขุนนางผู้หนึ่งถวายสิ่งที่เรียกว่า ‘กล้องดูดาว’ ขนาดย่อมให้กับฝ่าบาท ยุนกิเห็นทรงจับมันไม่ยอมวาง ทั้งยังรับสั่งให้ช่างฝีมือนำมันไปศึกษากลไกของมันอีกด้วย



มิชชันนารีในชุดสีดำยาวโค้งคำนับพวกเขา ยุนกิจ้องมองในดวงตาสีฟ้าและเรือนผมสีทองที่เขาไม่คุ้นตา นางทำท่าว่าจะโบกมือเรียกพวกล่ามที่กำลังวุ่นวายเข้ามาแต่จีมินกลับยกมือห้ามไว้


“Good afternoon madam, my lord just interest in the mission of God” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นคล่องแคล่วไม่ตะกุกตะกักราวกับเจ้าของภาษาทำให้ยุนกิต้องเบิกตากว้าง มิชชันนารีผู้ถูกทักทายเองก็นิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะแย้มยิ้มด้วยความยินดี


“Yes sure, we haven’t welcome a guest like you for so long just… are you from here or…”


“I live here ma’am”


“Oh so you are a translator” ยุนกิเห็นความแปลกใจในดวงตาของมิชชันนารี เขาสงสัยว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพูดคุยอะไรกัน มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่มากเมื่อเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ทั้งสองกำลังพูด


“Kind of… so can we look around?”


“Of course! If you have any question I’m really glad to answer”


“Thank you”


“เจ้าคุยกับนางว่าอย่างไร” เมื่อทั้งคู่เดินเลี่ยงมาอีกห้องหนึ่งเขาถึงเปิดปาก ในห้องนี้ไม่ใช่ห้องเรียนแต่เป็นห้องที่แขวนรูปภาพมากมายเอาไว้ เป็นการใช้สีแบบที่เขาไม่รู้จัก มันไม่เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในวัง


“ข้าบอกนางว่าท่านสนใจในเรื่องราวพันธกิจของพระเจ้า นางแค่ตกใจอาจเพราะไม่ค่อยพบผู้ใดที่รู้ภาษาของพวกโพ้นทะเล นางจึงถามว่าว่าข้าเป็นคนที่นี่หรือว่ามาจากที่อื่น ข้าจึงบอกนางว่าข้าอาศัยอยู่ที่นี่และเป็นล่ามให้ท่านในวันนี้และขอนางเดินดูรอบๆ”


พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่รูปภาพหนึ่ง เป็นรูปภาพของชายซึ่งถูกตรึงอยู่บนไม้บางอย่าง มีถ้อยคำภาษาของพวกโพ้นทะเลเขียนอยู่


“นี่อ่านว่าอะไร”


“For God so loved the world that he gave his one and only Son, that whoever believes in him shall not perish but have eternal life. John 3:16”


“มีความหมายว่าอย่างไร”


“ในรูปนี้นี่คือพระเยซูคริสต์เจ้าซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า ตามความเชื่อของพวกคริสเตียน มนุษย์ทุกคนย่อมมีบาปติดตนเมื่อเกิดมาและทำบาปมากมายเมื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ความเชื่อของคนเหล่านี้เชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วผู้ที่มีบาปจะต้องร่วงหล่นลงสู่นรก ส่วนผู้ที่เป็นคนดีจะได้ขึ้นสวรรค์กลับไปอยู่ในอ้อมอกของพระเจ้า ทว่าพระเจ้ากลับให้อภัยพวกคนบาปเพราะรักพวกเราอย่างใจจริง จึงได้มอบพระเซู บุตรชายคนเดียวของพระองค์ เพื่อผู้ที่วางใจในพระองค์จะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์”


ยุนกิค่อยพยักหน้าซึมซับความรู้ นิ้วขาวชี้ไปรอยขีดเขียนคำหนึ่ง “แล้วคำนี้หมายความว่าอย่างไร”


Eternal life หมายความถึงชีวิตนิรันดร์”


“หมายถึงว่าไม่แก่ไม่ตายอย่างนั้นหรือ”


“ผู้คนที่อยู่ในสรวงสวรรค์ล้วนมีหน้าตาหล่อเหลาสวยงาม ไม่แก่ ไม่ตายและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพระบิดา”


“พวกเขาจึงยึดมั่นในคำสอนอย่างนั้นหรือ”


“แน่นอนว่าไม่มีใครอยากไปนรกหรอก หรือท่านอยากไป” จีมินเลิกคิ้วสงสัย


“ข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสวรรค์เป็นอย่างไร นรกเป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตายไปแล้วเราจะได้อยู่บนสวรรค์หรือนรก”


“นั่นเป็นความเชื่อ พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ส่วนมนุษย์เป็นคนบาป เพราะอย่างนั้นจึงมีหุบเหวลึกน่ากลัวหนึ่งคั่นกลางระหว่างทั้งคู่ มนุษย์จึงพยายามแสวงหาทุกวิถีทางที่จะข้ามหุบเหวนี้อยู่เรื่อยมาเพื่อไปสู่พระเจ้าและรับชีวิตอันบริบูรณ์ ใบพระคัมภีร์กล่าวถึงวิธีการต่างๆมากมาย แล้วแต่ศรัทธาของคนว่าจะคิดอย่างไร คำตอบที่แท้จริงนั้นมนุษย์ทุกคนย่อมไม่อาจล่วงรู้” 


ยุนกิไม่เคยคิดถึงเรื่องหลังความตายมาก่อน นี่ค่อนข้างจะแปลกใหม่อยู่บ้างสำหรับเขา


“แล้วชีวิตนิรันดร์นั้นดีอย่างไร เจ้ารับรู้เรื่องราวของพวกโพ้นทะเลมามาก เห็นว่ามันจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่” โดยปกติแล้วยุนกิมักจะปรึกษาปัญหาเฉพาะกับคนที่เขาไว้ใจเท่านั้น แต่ว่าในครั้งนี้เขากลับคิดว่าคนที่มีความรู้มากกว่าอย่างจีมินน่าจะให้คำตอบที่เขาต้องการได้ พวกเขาเดินมาถึงรูปต่อมา มันเป็นรูปภาพของชายในชุดสีขาวกำลังต่อสู่กับชายในชุดสีดำ


“แล้วนี่คืออะไร”


“เทวดากับปีศาจกำลังสู้กัน”


“เทวดา?”


“เป็นตัวแทนของความดีงาม มีความเชื่อว่ามนุษย์ที่ทำความดีตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดา” องค์ชายจ้องมองไปยังปีกสีขาวที่ด้านหลังของชายคนนั้น ส่วนชายในชุดดำมีปีกที่ไม่เหมือนกันกับชายในชุดสีขาว ปีกของชายคนแรกมองดูแล้วคล้ายกับคนนก แต่ปีกของชายคนที่สองกลับมีลักษณะเหมือนพังผืด


“ปีศาจ...อย่างนั้นเหรอ” จีมินเอง... ก็เป็นแบบนี้อย่างนั้นเหรอ


ดวงตาใต้ผ้าคลุมหน้าจ้องมองสบกับดวงตาขององค์ชาย เขารู้ดีว่าจีมินกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาส่ายหน้า ไม่อยากให้อีกฝ่ายถามอะไรออกมาตอนนี้


“แล้วปีศาจกับเทวดาอย่างไหนแข็งแกร่งกว่ากัน”


“เป็นเรื่องที่ตอบยาก ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าเทวดาเป็นฝ่ายชนะ แต่... นั่นก็ไม่เสมอไปหรอกนะ”


“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”


“ไว้ข้าจะเล่าให้ท่านฟังทีหลังก็แล้วกัน เรามาดูรูปภาพต่อไปกันดีกว่า...”



—————


“…ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนที่ชื่อลูซิเฟอร์ก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างนั้นเหรอ”


“แล้วมิคาเอลที่เป็นทูตสวรรค์ แต่เจ้าบอกว่าเขาไม่เก่งเท่าลูซิเฟอร์แล้วทำไมเขาถึงสู้ชนะเล่า”


“แล้วทำไม...”



คำถามมากมายถูกถามและจีมินก็ไม่รังเกียจที่จะตอบ หลังจากวันนั้นยุนกิมักจะใช้เวลาอยู่กับจีมินนานเป็นพิเศษเพื่อสอบถามเรื่องราวเหล่านี้ จีมินตอบด้วยความสัตย์จริง อธิบายเท่าที่เขาคิดว่าเขาน่าจะบอกได้ โดยไม่รู้ตัว ฤดูใบไม้ผลิก็เวียนมาถึง อากาศในวังเย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว


“ให้เจ้า...”


เขามองดูขนมดอกไม้คุ้นตาแต่กลับถูกทำอย่างปราณีตและมีสีสันสวยงาม ดอกไม้บนขนมฮวาจองไม่ได้ถูกแปะวางแต่กลับเรียงร้อยมีสีสันสวยงามเข้ากับสีของแป้งทอด


“นี่มัน...”


“ไม่จืดอย่างที่เจ้าคิดหรอก อย่าดูถูกฝีมือคนครัวในวังเชียว” จีมินหยิบกลีบคุ้นตาบนขนมสีชมพูขึ้นมากัด รสชาติหอมคุ้นเคยทำให้เขายิ้มอย่างอารมณ์ดี “ดอกกุหลาบ”


“กุหลาบเป็นดอกไม้หายาก ปีหนึ่งจะเข้ามาในวังจำนวนน้อย ประทานให้กับพระสนมที่ทรงโปรดปราน ข้าเองก็ได้รับปันส่วนมานิดหน่อย...”


ปกติทุกปีเขามักจะให้พ่อครัวนำดอกไม้มาทำขนมอยู่แล้วเพราะดีกว่าปักแจกันแล้วปล่อยให้เหี่ยวเฉากว่าเป็นไหนๆ ทุกปีจะส่งไปที่ตระกูลมินไม่ก็ให้กับท่านแม่ แต่ปีนี้...ดูเหมือนว่าจะมีคนที่มีความสุขกับขนมเหล่านี้มากกว่าแล้ว


“อร่อยมาก” รสชาติหวานไม่จืดเหมือนอย่างที่เคยลิ้มลอง


“เจ้าไม่ต้องรีบ ข้ายกให้เจ้าทั้งหมดนั่นละ”


จีมินเหลือบสายตาขึ้นมององค์ชายซึ่งมีทีท่าไม่เหมือนเดิม ครั้งแรกที่เขามองเห็นยุนกิแทกุน อีกฝ่ายมักจะดูเหมือนคิดไม่ตกอยู่เสมอ ความเครียดแผ่ซ่านจนเห็นได้ชัดบ่งบอกว่าเขาเป็นองค์ชายที่เคร่งครัดอยู่ในธรรมเนียมยิ่ง เรื่องชาติบ้านเมืองมักมาก่อนสิ่งอื่น แต่นั่นก็ทำให้เขาดูเคร่งขรึมมากเกินไปจนไม่น่าเข้าใกล้เพราะความเอาจริงเอาจังนั้น 


ส่วนยุนกิแทกุนในตอนนี้... ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมานิดนึงกระมัง พวกเขาเข้าไปในเมืองบ่อยขึ้น เรียนรู้ รูปภาพและภาษาของชาวโพ้นทะเล ไม่ใช่คำยากอะไรเพียงคำง่ายๆ แต่องค์ชายก็ดูเหมือนจะชอบมันอย่างมาก


“ท่านคิดอะไรอีกแล้วอย่างนั้นหรือ”


“พรุ่งนี้ท่านพี่ยองโฮจะถวายฎีกาให้ขับไล่พวกมิชชันนารีออกไป”


ขับไล่?


“ข้าเองไม่รู้ว่าเขามีหลักฐานอะไรหรือพบเจออะไรมาจึงมีความคิดอ่านเช่นนั้น แต่เขาไม่ใช่คนทำอะไรบุ่มบ่ามใจร้อน เมื่อเขาตัดสินใจแล้วแสดงว่าเขามีเหตุผลสนับสนุน ข้า...แค่ไม่รู้ว่า”


“ท่านไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะคิดอย่างไรหรือท่านควรเอนเอียงไปทางไหนใช่หรือไม่”


สิ่งที่จีมินกล่าวมาคือสิ่งที่ยุนกิกำลังคิด ทั้งเขาและยองโฮต่างพูดคุยกับฝ่าบาทเรื่องนี้ ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ยุนกิไม่รู้ว่าน้ำหนักในใจของฝ่าบาทระหว่างเขากับยองโฮแล้วฝ่าบาทจะเอนเอียงไปทางไหน


“แทกุน... คริสต์ศาสนา มิชชันนารี ดีหรือไม่ดีอย่างไร ท่านเองได้พบเจอด้วยตัวเองแล้วคนฉลาดอย่างท่านย่อมมีคำตอบ อันตราย หรือไม่อันตราย อย่างที่บอกท่านว่าแล้วแต่ผู้คนจะนำความเชื่อนั้นมาใช้อย่างไร”


ยุนกิรู้ว่าซังมินที่ไม่ได้มีบรรดาศักดิ์ทำงานหาเช้ากินค่ำไปวันๆนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ศึกษาฮันกึล หมายถึงพวกเขาไม่รู้ว่าภาษาเป็นอย่างไร เพียงใช้มันอย่างที่พ่อ แม่ ครอบครัวใช้ ไม่รู้วิธีเขียน เมื่อไม่รู้หนังสือย่อมใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากมาก การเข้ามาของมิชชันนารี การเรียนรู้ภาษาของพวกเขาส่วนหนึ่งคือทำไปเพื่อการค้า ให้ได้มีค่าแรงจากพวกพ่อค้าไม่ก็ขุนนาง จริงอยู่ที่ล่ามภาษาในวังเองก็มี แต่น้อย... ทำให้ตลาดแรงงานในส่วนนี้เป็นที่ต้องการ เงินค่าล่ามหนึ่งครั้งอาจเทียบไม่ได้กับเบี้ยหวัดรายวันของเขา แต่มันอาจหมายถึงปากท้องของคนทั้งครอบครัว เพื่อให้คนที่รักได้กินอิ่มนอนหลับ ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบาก อีกส่วนหนึ่งคือการมีความรู้มากย่อมดีกว่าไม่มีความรู้เลย 


ชาวบ้านสามัญชนอาจถูกลวงหลอกได้ง่าย แต่อย่างไรคำสอนเหล่านั้นก็ไม่ได้เลวร้าย เท่าที่เขาได้รู้มา


“แทกุน... ให้ท่านลองตรองดูว่าความเชื่อของคนเราที่จริงแล้วเกิดขึ้นจากอะไร ข้าไม่ได้บอกให้ท่านเชื่อว่ามันดีอย่างไร ท่านร่ำเรียนถ้อยคำของขงจื้อ ความเชื่อของมนุษย์เราเกิดจากความรู้และความเข้าใจที่ต่างกัน ศาสนาต่างๆท่านอย่าได้ตัดสินไปว่าดี หรือไม่ดีเพียงเพราะท่านดูว่าพวกเขานับถือพระเจ้าองค์ไหน แต่ให้ดูว่าสิ่งที่เขากระทำสืบต่อกันมา หรือคำสอนนั้นควรค่าพอให้ท่านนับถือศรัทธาหรือไม่”


“องค์ชาย ท่านมีชาติกำเนิดสูงส่ง เกิดมาก็มีคนดูแลรับใช้มากมาย ใช้ชีวิตสะดวกสบาย มีสิทธิ์รับสืบทอดราชบัลลังก์เป็นผู้ปกครองแผ่นดินแห่งนี้ ข้ายอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ให้เลือกแล้ว ทาสอย่างชอนมิน สามัญชนอย่างซังมินถ้าให้พวกเขาเลือกเกิดได้ก็คงอยากจะเกิดมาเป็นแทกุนสูงศักดิ์เช่นท่าน ต้องลำบากตรากตรำ แม้จะป่วยกายไม่สบายใจแต่ก็ต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ไหนจะคนที่รออยู่ ไหนเลยจะมีเวลาดีดพิณอ่านกวี”


“ในโลกที่เคร่งครัดเช่นนี้ต่อมการรับรู้ความรู้สึกของเขาจะให้เฉียบคมคิดอ่านการณ์ไกลคงเป็นเรื่องยาก วันหนึ่งเพียงแค่คิดเอาตัวรอดจากความหิวโหยก็อยากพออยู่แล้ว เขาไม่มีวันเหมือนท่าน ไม่มีวันได้ร่ำเรียนวิชาการปกครอง น้อยคนรู้กฎหมาย น้อยคนได้เรียนจับดาบหากไม่ได้เข้าวัง ในขณะเดียวกันท่านเองก็จะไม่มีวันรับรู้ถึงความลำบากของพวกเขาที่ได้รับ”


ยุนกิรู้ดีว่าสังคมที่เคร่งครัดเรื่องวรรณะเช่นนี้ ผู้คนล้วนโหยหาเพียงแค่วันและคืนที่ผ่านไปอย่างปลอดภัย มีขุนนางอีกมากที่นิยมรังแกประชาชน เขาเคยบอกข้ามเรื่องพวกนี้มาก่อนเพราะอย่างไรแล้วหากไม่ใช่เรื่องใหญ่โตไม่มีทางหลุดมาถึงในวังหรือถึงฝ่าบาทอย่างแน่นอน


มีคนรู้ภาษาของพวกโพ้นทะเลเพิ่มขึ้นไม่ดีอย่างไร การค้าขยับขยาย เศรษฐกิจกำลังขับเคลื่อนไปตามทางของมันโดยที่เงินทองเหล่านั้นได้ไหลเข้ามือชาวบ้านเสียงบ้างหลังจากเข้าแต่มือของขุนนาง


“ลองคิดดูว่าทางไหนคือคำตอบที่แท้จริงของท่าน เมื่อท่านโชคดีเกิดมาเป็นถึงองค์ชายย่อมต้องตระหนักว่าท่านเป็นผู้ที่จะต้องดูแลประชาชนของท่านอย่างสุดความสามารถ เมื่อเขาคือคนของท่าน ทำงานปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ให้ท่านกิน ทอผ้าให้ท่านสวมใส่ จ่ายภาษีเพื่อให้ท่านจ้างขุนนางมาดูแลบ้านเมือง องค์ชาย ข้ารู้ดีว่าในใจของท่านมีคำตอ—”


“ยุนกิแทกุน! แย่แล้วขอรับ!”


ในขณะที่หัวใจของเขากำลังจะตอบคำถามของปีศาจ เสียงเข้มของกีฮยอนที่ดังออกมาจากด้านนอกก็ทำให้บรรยากาศความนิ่มนวลระหว่างทั้งคู่ถูกทำลาย


“ว่าอย่างไรกีฮยอน”


“พะ...พระสนม ซูบินตระกูลเชวทรงสิ้นพระชนม์แล้วขอรับ!!!!”


ทั้งคู่หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่ยุนกิจะลุกขึ้นออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไออุ่นและกลิ่นหอมของใบช้าไว้เบื้องหลัง


ดวงตาสีเทาหรี่ลงมองควันไอซึ่งลอยขึ้นจากจอกชา ลายดอกมู่หลานสีอ่อนยาด้วยสีทองสวยงาม


ซูบินตระกูลเชว... แม่ขององค์ชายใหญ่ยองโฮ



TO BE CON





อธิบายเพิ่มเติม


ชนชั้นในสังคมโชซอน

ลักษณะในสังคมโชซอนมีการแบ่งแยกชนชั้นกันอย่างชัดเจนเหมือนพีระมิดค่ะ รากฐานมาจากสังคมในสมัยโครยอโดยมีกษัตริย์อยู่ที่ปลายยอด รองลงมาเป็นชนนั้นปกครองคือพวกขุนนาง ปราชญ์ลักธิขงจื้อต่างๆแบ่งออกเป็น 4 ลำดับชั้นคือ


ยังบัน: แปลว่าสองชนชั้นประกอบด้วยมุนบัน ชนชั้นปราชญ์หรือขุนนางฝ่าบบุ๋นและมูบันซึ่งเป็นชนชั้นนักรบคือขุนนางฝ่ายบู๊ อย่างตระกูลมินฝั่งแม่ของยุนกิก็ถือว่าเป็นมุนบันค่ะ (เพราะว่าถวายกองกำลังคืนฝ่าบาทไปแล้ว)


จุงอิน: ชนชั้นกลางซึ่งเป็นลูกจ้างของราชการมีสี่อาชีพคือ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์(ชาย) และโหรหลวง


ซังมิน: สามัญชนทั่วไป ชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่


ชอนมิน: ทาส



ส่วนการเรียกตำแหน่งต่างๆในวังขออธิบายเฉพาะที่เราเอามาแล้วกันนะคะ

ชอนฮา: เป็นคำเรียกฝ่าบาท ช่วนชอฮาจะเอาไว้เรียกกับองค์ชายค่ะ

แทกุน: เป็นองค์ชายที่เกิดจากพระมเหสี มีสิทธ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาท ขึ้นครองบัลลังก์เป็นดับถัดไปเพราะมีความเหมาะสมทางสายเลือดมากกว่าพระราชาและพระสนม

กุน: องค์ชายทั่วไปเกิดจากพระสนม

มามา: เป็นคำเรียกพระมเหสี เรียกเต็มๆว่าชุงจอน-มามา


พระสนมชั้นบิน: พระสนมเอกที่เป็นรองพระมเหสีลงมาเป็นลำดับขั้น แต่ละชื่อจะมีความหมายต่างกัน

ซูบิน: แม่ของยองโฮกุน ชื่อแปลว่าพระสนมเอกผู้สงบเรียบร้อย

ซุกบิน: พระสนมเอกผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และงดงาม

ฮีบิน: พระสนมเอกผู้นำความสุขสิริมงคล

วอนบิน: พระสนมเอกผู้มีความสำคัญเป็นหนึ่ง

ควีอิน: เป็นลำดับของพระสนมขั้นหนึ่งจง ‘พระสนมผู้ทรงเกียรติ’


มีอะไรส่งไหน @kolevf_ ทวิตเตอร์เรา มีask.fm แล้วนะคะ มาถามได้เลยไม่ต้องเขินน้าลิ้งอยู่ในทวีตค่า กับแท็ก #luvstoryoonmin จะพยายามเข้าไปตอบตลอดเลยนะคะ ส่วนทอล์คเกี่ยวกับเรื่องขอยกไปไว้ตอนจบแล้วกันนะคะ คำผิดถ้าใครพบเจอแจ้งเราได้เลยนะคะ เราไม่ได้ปรู๊ฟเลยเพราะไม่ทันแล้ว ปวดตาด้วย จะเป็นพระคุณมากค่ะ


ต้องขอบคุณความรู้จากพันธิปและหนังสือมากเลยค่ะ ทำให้การแต่งฟิคง่ายขึ้นมาเยอะมากกกกกกเลย


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆและคนที่ยังรอฟิคเราอยู่ตลอดเลยนะคะ ขอแว๊บไปปั่นตอนจบก่อน ขอบคุณมากเลยค่ะ อย่าลืมแท็ก #luvstoryoonmin กับคอมเม้นทิ้งไว้ได้นะคะ ชอบไม่ชอบยังไงบอกกันได้น้า


ด้วยรัก 


kolevf :)


first published: 2016.11.27

edited: 2016.11.30 (คำผิด, ชื่อตอน)


(เนื้อหาตอนต่ออยู่ตอนที่ 30 นะคะ :))



 
  CR.SQW

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

2,913 ความคิดเห็น

  1. #2900 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 23:28
    ซับซ้อนมากแต่ชอบเช่นกัน
    #2900
    0
  2. #2318 twynse (@twynse) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 16:43
    เป็นครั้งแรกเลยที่อ่านแนวพีเรียดยาวๆขนาดนี้ ชอบวิธีการบรรยายของไรท์มาก อ่านเพลิน เนื้อเรื่องก็สนุก ถึงจะงงกับพวกคำแปลกแต่อ่านเพลินแล้วเนื้อหาคือไหลลื่นน่าติดตาม รักนะะะไร้
    #2318
    0
  3. #2000 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 10:23
    เห็นว่ามีตอนต่อจากตอนที่ผ่านมา ตอนแรกๆก็ยังนึกไม่ออกว่าต่อจากตอนไหน เพราะคิดว่าจะเป็นแนวพีเรียดเหมือนกัน แต่พออ่านไปๆก็ยังนึกไม่ออกจนไปถึงตอนที่ให้ดาบ มันคุ้นจนสุดท้ายต้องย้อนกลับไปดู 55555
    อยากรู้ว่าจะจบแบบไหน แค่ในใจไม่อยากให้เป็นเหมือนในภาคแรกเลย ไม่อยากให้จีมินโดนทำร้ายไปตลอดแบยนี้เลน
    #2000
    0
  4. #1949 `specialguys13 (@myyesungkh) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 02:58
    ตอนแรกกำลังชะงักเลยว่าเอ๊ะ อยู่ในยุคไหนกันนะ แต่พออ่านได้สักพักอ่า 
    เริ่มเข้าใจพอลำดับราชวงศ์ ตำแหน่งอะไรได้บ้าง .. มินยุนกิเป็นถึงองค์ชายเลย
    ฝ่าบาททรงทำการค้าที่เท่าเทียมดี แล้วก็การที่พระองค์ถามความคิดเห็นแบบนี้
    เพราะเห้นถึงความสามารถและความรอบรู้ขององค์ชายทั้งสองที่มาถกเถียงกันแบบนั้นสินะ
    แล้วจีมินอ่า เป็นปีศาจจริงๆสินะ ลักษณะที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วที่พูดคุยด้วยนั่นกบัใคร
    เป็นการทำการค้าที่แลกเปลี่ยนด้วยอะไรหรอ .. หมายความว่ายังไงน่ะกับยุนกิ นักล่าปีศาจ
    งานนี้ต้องขอบคุณที่จีิมินช่วยเรื่องพวกโพ้นทะเล เพราะเป็นความแปลกที่เข้ามาในยุคนั้น
    มีทั้งความกลัวและความอยากรู้อยู่ในคราเดียว การที่ได้ไปที่โบสถ์และมีล่ามคอยอธิบายนั่นดีแล้ว
    แล้วก็แผนการที่สองนั่นเกี่ยวข้องกับพระสนมของยองโฮรึเปล่า .. คงจะเกี่ยวสินะ ก่อนวันที่จะยื่นการขับไล่
    กับมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จีมินได้ผลประโยชน์อันใดจากกระทำที่เกิดขึ้นเหล่านี้รึเปล่า ปีศาจตัวน้อย :)
    #1949
    0
  5. #1856 Nantashi (@hellbutterfly) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 05:00
    ในที่สุดก็มีเวลาได้มาอ่านแล้ว อห อ่านกันตาแฉะกันไปข้างเลยค่ะ ชอบการบรรยายมากก เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ จีมินตกลงหนูไม่ตายสินะ ฮือออออ แต่ก็ยังน่าสงสารเหมือนเดิม ใจข่อย

    รู้เลยว่าต้องมีดราม่า เตรียมทิชชู่แป๊บ

    ปล. ไม่รู้ว่าไรเตอร์เขียนผิดหรืออาจจะไม่รู้ แต่เรามาบอกไว้แล้วกันเนอะเผื่อจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

    คำว่า 'ศีรษะ' สระอีอยู่บน ศ นะคะ
    และ 'กะทันหัน' ไม่มี ร ค่ะ

    ปล2. ขอคาราวะในความ 'เขียนยาว' ของไรฯ มากๆ ???? แต่ละตอนนี่หมื่นคำอัพๆ ทั้งนั้นเลย แถมตอนนี้มีการใช้คำศัพท์และตำแหน่งที่ดูซับซ้อน แต่อธิบายได้ดีมากเลยค่ะ ไม่งงแต่อย่างใด นี่รู้สึกเหมือนจะติดพูดเหมือนยุนกิแทกุนแล้วนะคะเนี่ย โฮะๆๆๆ

    ขอบคุณมากนะคะ สู้ๆ!
    #1856
    0
  6. #904 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 04:29
    ฮืออออ ไรท์มาต่อเรื่องนี้แล้ว นี่ตอนอ่านแอบน้ำตาคลอ คือไบแอสจีมินเรื่องนี้มากๆๆๆ พอยิ่งมาอยู่ฝั่งพีเรียดเกาหลียิ่ง อื้อหือออ ตายไปเลย
    #904
    0
  7. #870 gpc_ac (@m-a-r-c-h) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 19:54
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ
    จริงๆอ่านมาตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ชอบมากๆพอมีตอนที่สองนี่ก็ดีใจมากเลยค่ะ
    แต่ตอนที่แล้วน่าจะไม่ได้เม้นไว้ ;____; งึ แต่ชอบมากๆจริงๆค่ะ ภาษาดีมาก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอ่านนิยายแปลดีๆสักเรื่องเลยค่ะ
    ต้นพาร์ทนี้งงๆเหมือนกันค่ะว่าเกี่ยวกับพาร์ทแรกยังไง คิดเอาเองว่าอาจจะไม่ได้ต่อกันด้วยซ้ำค่ะ
    แต่พออ่านไปก็เริ่มปะติดปะต่อเข้าใจได้เอง ว้าวมากๆค่ะ
    ชอบการบรรยายพรรณนาทั้งฉากทั้งความงดงามของคุณปีศาจมากๆค่ะ หลงมาก สวยมาก ;___;
    เสพติดสุดๆค่ะ ไม่รู้จะพิมพ์ชมยังไงหมด ขออ่านอีกสักสองรอบค่ะ ฮือ
    ตรงศัพท์เฉพาะงงๆบ้างค่ะแต่ไม่ได้ทำให้อ่านสะดุด ส่วนเรื่องของศาสนาก็ทำให้ได้รู้อะไรเพิ่มเติมดีค่ะ
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้ค่ะรอพาร์ทสามนะคะ?
    #870
    0
  8. #869 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 16:55
    ชอบมากกกก งือ
    #869
    0
  9. วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 02:17
    โอ๊ย สนุกมากกกกกกกกกกกกกค่ะ ผูกเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้วได้แบบ ทั้งแยบยลทั้งหม่นเศร้า แต่ก็ยังมีความสนุกจากเรื่องราวในวังและการเมือง แล้วก็ยุคสมัยเก่า เราชอบเรื่องพีเรียดค่ะ แต่ไม่ค่อยจดจำอะไรประวัติศาสตร์เลย โหยยย สนุกอ่าาาา แถมมีแนวสืบสวนเพิ่มมาด้วย เจ๋งมากค่ะ ชอบมากๆเลยค่ะ รอตอนต่อค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น คือ มันทั้งสนุกจากเรื่องต่างๆ แต่ก็มีความฉันท์มิตรของทั้งคู่ ค่อยๆผูกสัมพันธ์อ่อนหวาน ดีอ่าาาาาาา ฮืออออ ชอบมาก ไม่รู้จะบอกว่ามากยังไงเลยค่ะ แฮ่ รอตอนต่อนะคะ สู้ๆค่ะ
    #867
    0
  10. #863 'schdapt (@junkim) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 14:53
    สารภาพตามตรงเลยว่าเราไม่ได้หวังเลิฟไลน์เลย 5555555555 คือตอนเข้ามาอ่านแล้วบอกว่าเป็นตอนต่อนี่ก็แบบ โอ้ก้อช คราวที่แล้วทำเอาหลั่งน้ำตา แล้วตอนนี้เหมือยจะเริ่มปะติดปะต่อบางอย่างได้บ้าง เขียนได้สนุกมากๆค่ะ จะมีช่วงท่อนที่เข้าใจยากไปนิดแต่เราว่าคนแต่งตีความหมายในท่อนถัดมา ทำให้อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้น เรารู้สึกอินกับเนื้อเรื่องแบบนี้ อาจจะเพราะว่าเราชอบอ่านฟิคพีเรียด แต่พีเรียดที่จะทำให้เหมือนพีเรียดจริงๆนี่หายากมาก จริงๆเราอาจจะเรื่องมากเองก็เรื่องภาษา แต่อยากชอบว่าคนแต่งเขียนถูกจริตเราสุดๆ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เรื่องอื่นๆก็ด้วย ฮือ ชอบมากเลยค่ะ อยากได้คนแต่งมาไว้ที่บ้าน 55555555555555 รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #863
    0
  11. #859 buffy_yiew (@buffylike) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 20:58
    ฮรือออ รอตอนจบนะคะ ภาคแรกนี่หน่วงน้ำตาไหลพราก อยากให้จบแฮปปี้จัง แต่ยากตรงจีมินอยู่ในกำมือปีศาจ องค์ชายจะช่วยจีมินได้ไหมอ่ะ จะมีทางหรือปล่าว แล้วเจ้าปีศาจจะกลับมาแก้แค้นใครอีกรึป่าว งื้อลุ้นไปหมด สู้ๆนะคะ ภาษาดี ดำเนินเรื่องดีมากเลย จะรอนะคะ ไฟติ้ง!
    #859
    0
  12. #858 09081013 (@09081013) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 16:54
    อ่านแล้วได้ความรู้ประดับสมองมาก แม้จะเนื้อหาเยอะแต่ก้ออ่านได้เรื่อยๆไม่เขื่อเลย ><
    #858
    0
  13. #857 Z0227Z (@witch0227) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 16:14
    เราอ่านมาเพลินมากๆพอเห็นมามีตอนต่อไปนี่ปักหลักรอเลยค่ะ ไม่รู้จะเม้นยังไงแต่แบบเราชอบที่ไรท์บรรยายมากๆมันเหมือนกับซีรี่ย์เรื่องนึงเลยละค่ะ สู้ๆนะคะ
    #857
    0
  14. #856 ยิ้มสิ-ยิ้ม!!!!! (@sasa-like) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 09:50
    รวมเล่มเถอะค่ะ...
    #856
    0
  15. #855 c h i m (@zariana) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 09:20
    มาต่อเร็วๆนะคะ โอ้ยแกจะจบดีไหมอะ คือแบบตอนจีมินให้ดาบนี้โคตรหน่วงเลยอะ
    #855
    0
  16. #854 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 07:17
    โอ๊ยคืิอดีอ่ะ ภาษาการดำเนินเรื่องอ่านลื่นไม่สะดุดเลย
    จีมินเป็นปีศาจจริงๆหรอ แล้วใครมาพูดกับจีมินกันนะ
    #854
    0
  17. #853 Lovepoy Lovepoy (@popoyy) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 06:59
    ดีต่อใจมากเลยค่ะไรท์ เนื้อเรื่องน่าติดตามสุดๆ อยากรู้แล้วว่าจะเป็นยังไงต่อ สู้ๆนะคะ รออ่านเสมอ
    #853
    0
  18. #852 FernkunG7 (@FernkunG7) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 04:16
    กรี้ดดดดจีมมิงฮื่อทะไมรู้สึกหน่วงสงสารจีมอ่ะ กิจำไรไม่ได้เลยเพราะมาเกิดใหม่ จีมก้กลายเปนปีศาจอ่ะ นางจิได้สมหวังกันไหม แล้วใครคุยกะจีม คุยไรกันอีกกกก เดินอะไรน้ิต่อไปลุ้น ชอบ สนุน อึดอัด สงสารรรร รออออออสู้ๆไรท์
    #852
    0
  19. #851 blugarxx (@sehunyehet92) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 03:58
    เราอาจจะอวยเกินไปแต่ว่าเราคิดว่ามันเป็นบทละครหรือเรื่องสั้นได้เลยนะคะ555 แต่งดีมากเลยค่ะอ่านแล้วก็อยากให้มีละครแบบนี้ออกมาให้ดูสักเรื่อง อันนี้ต่อจากอันที่แล้วรึเปล่าคะ เราเดาว่าจีมินกลับยุนกิอาจจะกลับมาเกิด? แล้วยุนกิจำจีมินไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวมั้ยคะ5555 เห็นมีตอนนึงที่จีมินส่งดาบให้ยุนกิแล้วพูดถึงนักล่าด้วย แหะๆ รอพาร์ทสองนะคะอยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป คิดว่าพีเรียดคงแต่งยากแน่เลยไหนจะหาข้อมูลนู่นนี่อีกสารพัด ยังไงก็สู้ๆนะคะ! ไฟติ้งท์!
    #851
    0
  20. #850 mrwrittergirl (@mrwrittergirl) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 03:44
    จีมินรอคุณนักล่ากลับชาติมาเกิดเป็นแทกุนสินะ งืออ สนุกมากเลยค่ะ เนื้อเรื่องซับซ้อนมีหลายปมแต่ไหลลื่นมาก ชอบคาแรคเตอร์ปีศาจชาตินี้จังเลย555 จะได้ลงเอยกันบ้างมั้ยนะชาตินี้ ชาติที่แล้วเศร้าเกินไปง่ะ ฮือออ รอติดตามนะค้าา สู้ๆน้า สนุกมากๆเลยย ^__^
    #850
    0