(bts) YOONMIN│LOVE STORY ♡

ตอนที่ 26 : 19 : REQUIEM ( a war between pride and prejudice pt.1 )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    11 ก.ย. 59

 
  CR.SQW

Titile: Requiem

Relationship: yoongi/jimin/jungkook

Genre: AU, AU!devil, Chistian beware!, Drama, Against Religion

Words: 20,006 

Note: A war between pride and prejudice pt.1

Note2: For BTSXWEEKLY project (Legend & Tales)







I’ll play you a requiem of dream


youth / wisdom / wealth / power / fame



only whisper and I hear you

tell me your wish










คืนนั้นฝนตกหนักราวกับโลกทั้งใบกำลังจะถล่มทลายสูญสลายกลายเป็นเถ้าทุลี เหล่าคนรับใช้กรีดร้องเพราะลมฝนไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน สวดภาวนาถึงเรือโนอาห์กำลังล่องไปตามเกลียวคลื่น พลันเสียงตะคอกขึ้นให้พวกเขาหยุด ชายชราซึ่งรับตำแหน่งหัวหน้าพ่อบานรู้ดีว่าค่ำคืนนี้เทพแห่งพายุเพียงโกรธเกรี้ยว มันจะผ่านพ้นไปเหมือนทุกครั้ง



แชนเดอเลียแก้วประดับสั่นไหวตามแรงลมพัดจากด้านนอกผ่านรูกระจกเล็ก หญิงสาวสะคราญร้องครวญ คนใช้หญิงทั้งสองออกแรงกดไหล่ไม่ให้เธอเคลื่อนไหว นอนราบกลับลงกับเตียงนุ่ม หล่อนขัดขืน ดวงตาเบิกโพลง แม่บ้านสาวใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อที่ข้างแก้มใสราวกับกระเบื้อง เธอหวาดกลัว หมอตำแยร้องสั่งให้ใครสักคนเอาน้ำร้อนและผ้าขาวบางมาเพิ่มอีก พวกเขาทุกคนล้วนได้ยินคำสบถว่าเด็กนั่นช่างคลอดยากเหลือเกิน



“มะ... ข้าไม่ไหวแล้ว...”



“ได้โปรดอดทนอีกนิดเถอะค่ะคุณนาย”



เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันใหม่ หมอตำแยไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้จึงดื้อดึงที่จะออกมาจากครรภ์มารดานัก ชั่วขณะที่คิดได้แม้กระทั่งว่าเด็กคนนี้อาจจะรู้ถึงความโสมมของโลกเสียด้วยซ้ำ



พายุที่ด้านนอกยังคงโหมกระหน่ำ แสงสลัวจากเทียนไขเริ่มดับลงทีละแท่ง สาวใช้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้องคอยจุดมันใหม่ทีละครั้ง... ทีละครั้ง 



‘ข้าไม่ได้อยากจะคลอดเด็กคนนี้สักหน่อย!’



มันดังก้องอยู่ในสมองของหล่อนมานานหลายเดือน นับตั้งแต่วินาทีแรกที่หล่อนรู้ว่าตั้งครรภ์ ทั้งความยินดีและความกลัวมากมายก็ประดังประเดเข้ามา สามีของหล่อนดีใจหนักหนา แต่ภรรยาคนอื่นกลับริษยา หล่อนรู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะเชิดหน้าชูตาในตระกูลที่คนรอบข้างไม่มีผู้ใดที่ประสงค์ดีต่อกันอย่างแท้จริงนั้นมีเพียงการคลอดบุตรชายออกมาเท่านั้น มันสาดโถมเข้าเหมือนคลื่นลูกยักษ์ ความกังวลและความหวาดระแวง บางครั้งหายไป บางคราทำให้แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ



แต่เด็กคนนี้คือสิ่งแลกเปลี่ยน



หล่อนรู้ดีว่ามันคือการชดใช้



จวบจนแสงแรกของวันเปลี่ยนสีดำสนิทเป็นสีเทาอมฟ้าจาง นาฬิกาลูกตุ้มซึ่งตั้งอยู่กลางโถงตีหกครั้ง เสียงของมันดังก้องมาพร้อมกับเสียงของทารกแรกเกิด “ในที่สุด!” หมอตำแยถอนหายใจโล่งหลังจากทำงานหนักทั้งคืนจนตาพร่า สายตาเหไปจับจ้องที่ท้องฟ้าด้านนอก ยังคงมีฝนปรอยอยู่และ



เปรี้ยง!!!



มีเสียงหวีดร้องออกมาจากที่ด้านนอก แต่คนในห้องหาได้สนใจไม่ เพราะเด็กทารกที่อยู่ในมือของหมอตำแยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 



“เป็นบุตรชายค่ะคุณนาย เด็กคนนี้ช่างนำพามาซึ่งโชคลาภโดยแท้!” 



ไม่เพียงแค่รอยยิ้มสวยงามที่สุดของมารดา แต่เป็นเหล่าคนใช้ซึ่งรีบจับจองสายตาเข้าหากันและกัน บุตรชายคนแรกจะกลายเป็นดาวนำโชคของคุณนายที่สามอย่างแน่นอน 



ถึงเวลาของการเลือกข้างแล้ว



จากนักบัลเล่ต์ปลายแถว โสเภณีชั้นสูง สู่นายหญิงตระกูลขุนนาง



“ให้ชื่อว่าอะไรดีเจ้าคะ นายหญิง”


คนใช้เปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน



“เรียกข้าเหมือนเดิมเถอะ”



นายหญิงแค่นหัวเราะในใจกับคำเรียกนั้นแต่สีหน้าฉายชัดถึงความพออกพอใจ คุณนายที่หนึ่งและสองจะรู้หรือไม่ ไม่สิ... เดี๋ยวข่าวก็จะไปถึงโดยไม่ชักช้าเอง



ริมฝีปากจะอ้าออกเพื่อถามคำถาม แต่ประตูห้องเปิดก่อนโดยไร้เสียงเคาะ ชายวัยกลางคนรีบรุดเข้ามา สามีของหล่อน ท่านเคาท์ปาร์ค



“เป็นลูกชายจริงหรือ ซึงอา”



หล่อนคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดพร้อมกับที่แสงแรก ท่านเคาท์มองภรรยาที่สามซึ่งอุ้มบุตรชายของเขาอยู่ รอยยิ้มนั้นงดงามที่สุดในรอบหลายปี



“ท่านพี่... เรียกเขาว่า.........เถอะนะเจ้าคะ”



แต่ไม่มีใครทันสังเกต



วินาทีแรกที่เด็กชายหวีดร้อง นาฬิกาลูกตุ้มบอกเวลาหกโมงกับอีกหกนาที



คนใช้ที่ด้านนอกคฤหาสถ์รีบขนซากของนกแสกหกตัวซึ่งตายเพราะฟ้าผ่าไปทิ้ง ดวงตาของพวกมันเบิกโพลงเสมือนพวกมันยังมิได้ตาย แต่ไม่มีใครนำเรื่องนี้ไปเข้าสู่หูของท่านเคาท์... และมันมิใช่สัญญาณที่ดีเอาเสียเลย



การชดใช้ได้เริ่มขึ้นจากตรงนั้น




/ zero /



 

เดอะ ปาร์ค: หนึ่งในตระกูลคุณนางใหญ่ของโคห์อิมบรา ทุกคนล้วนรู้จักดีในฐานะเจ้าของซีกตะวันออกของเมือง พวกเขาตั้งรกรากมาหลายชั่วอายุคน คฤหาสถ์เก่าแก่ถูกซ่อมแซม ส่งต่อความรุ่งเรื่องยุคสมัยต่อยุคสมัย บุตรีขึ้นชื่อเรื่องความงามและความเพียบพร้อม บุตรชายต่างเป็นขุนนางหรือไม่ก็ทหารที่ดี เมืองจึงสงบสุขมาได้นานแสนนาน



แต่ในเร็วๆนี้



ข่าวลือหนาหูกลับเล่ากันปากต่อปาก



—————




ร่างในชุดคลุมสีน้ำตาลตุ่นกัดกร้วมเอาแอปเปิ้ลผลแดงก่ำเขาโพรงปาก ฮัมเสียงในขณะที่ชมความคึกคักของตลาดยามสาย ผมสีอ่อนสะท้อนกับแสงแดดตัดกับสีเทาอ่อนของดวงตา โคห์อิมบราเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี เป็นเส้นทางส่งผ่านสินค้า เส้นทางค้าขายต่อไปยังเมืองอื่นจึงไม่เคยหลับใหลแม้ในเวลากลางคืน



“…….แต่.....ไม่น่าเลยนะ...”



“อา......ดาย....”



เสียงกระซิบกระซาบจากแผงขายหมูทำให้เขาหูผึ่ง เขาหันไปเห็นวงสนทนาของเหล่าแม่ค้า ความอยากรู้อยากเห็นฉาบขึ้นที่ดวงตาแล้วจึงสาวเท้าเข้าไปใกล้



“มีเรื่องอะไรกันหรือขอรับ” ทุกสายตาในนั้นจดจ้องมาที่เขา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะตอบกลับ



“ก็ที่โบสถ์น่ะซี้! มีคนเอาเลือดสุนัขมาสาดไว้ พวกเขาปิดข่าวกันแต่สามีข้าน่ะ เข้ายามเมื่อคืนนี้พอดี ใครนะ...ช่างกล้าเหลือเกิน”



“ไม่เห็นต้องถามเลย มนุษย์ที่ไหนจะกล้าเล่า! นี่น่ะ ต้องเป็นฝีมือของปีศาจแน่ๆเลย” หญิงจากแผงขายผักเสนอความเห็น ทำเอาทั้งวงสนทนาขนลุกเกรียว



“นี่! อย่าพูดถึงปีศาจสิ...ระ...เรื่องแบบนั้นน่ะ”



ช่วงที่ผ่านมามักมีเรื่องราวแปลกๆเกิดขึ้น เช่นรูปภาพประหลาดถูกวาดลงที่กำแพงเมือง สิ่งของบางอย่างถูกทำลาย รูปปั้นที่พังทลาย แม้จะมีการเปลี่ยนกันเฝ้าเวรยามแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครหาต้นตอของมันได้



“ไม่มีอยู่จริงหรอกขอรับ” เขาพูดแทรก ไม่มีใครรู้ว่าเขาเอาความมั่นใจเช่นนั้นมาจากที่ใด เพราะไม่เคยมีใครในโคห์อิมบรา... ไม่สิ ไม่ว่าจะที่ใดก็ไม่เคยมีคนที่ได้ไปสวรรค์หรือนรกได้กลับมาบอกให้รู้สักครั้ง



แต่รอยยิ้มของเด็กหนุ่มกลับเฉิดฉายราวกับแสงอาทิตย์



“ตราบใดที่พวกเรายังเชื่อในพระบิดา...ไม่มีปีศาจตนใดหรอกที่จะเยื้องกรายเข้ามาได้ คงเป็นแค่คนวิกลสักคนที่อยากให้เมืองครึกครื้นเสียมากกว่า” เขาสำทับ ทุกคนถึงได้คล้อยตาม



“นั่นสินะ... ปีศาจน่ะมีอยู่จริงที่ไหน เจ้าน่ะมั่วแล้ว!”



“ใช่! เจ้าคงจะกินมากไปถึงได้คิดได้”



“อ่า...นั่นสินะ คงเป็นข้าที่คิดมากไปเอง... ว่าแต่พ่อหนุ่ม...”



แต่เมื่อทุกคนปรายสายตากลับ ร่างของเด็กหนุ่มก็ได้หายไปแล้ว




 —————




“ท่านจีมิน! หายไปไหนน่ะขอรับ ท่านก็รู้ดีว่าหากกลับไปไม่ทันพิธีน้ำชาแล้ว...”



ทันทีที่ถอดชุดคลุมสีตุ่นนั้นออก ด้านในเป็นเสื้อผ้าเนื้อดีอย่างที่หาได้เฉพาะในตระกูลขุนนางเท่านั้น จีมินปัดผมที่จงใจให้มันปรกใบหน้าออก ส่งรอยยิ้มอ่อนให้กับคนสนิท



“ไม่เป็นไรหรอกน่า เรารีบออกเดินทางไปก็คงจะทันอยู่”



คนรับใช้ถอนหายใจให้กับความไม่รู้ร้อนของเจ้านาย เฆี่ยนเจ้าม้าเบาๆเป็นสัญญาณบอกให้มันออกเดิน ด้วยจังหวะรวดเร็วและเส้นทางนั้นไม่ได้ยาวไกลนัก ไม่นานดอกกุหลาบสีแดงและรั้วเหล็กดัดสีดำสนิทก็ปรากฎอยู่ในครรลอง เขาอ่านนามสกุลที่ตนใช้อยู่ ถอนหายใจแล้วจึงเอื้อมมือออกไปผลักมัน




“โอ๊ย...”



เพราะท่านแม่ของเขาชื่นชอบดอกไม้เหลือเกินจึงบอกให้คนสวนไม่ต้องตัดแต่งมัน ปล่อยให้มันเลื้อยคลานไปตามธรรมชาติ เขามองดูเลือดสีเดียวกันซึมจากนิ้ว ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมันอย่างลวกๆ ไม่มีเวลาทำแผลแล้วเพราะงานเลี้ยงน้ำชากำลังจะเริ่ม เขาสาวเท้าเร็วๆผ่านสวนดอกไม้ที่ไปที่โครงเหล็กดัดขนาดใหญ่ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นซุ้มโดยเฉพาะ โต๊ะน้ำชาถูกตั้งอยู่และทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว



“เจ้าช้า” เขาคลี่ยิ้มให้กับเจ้าของเสียงนั้น มารดาของเขาอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนประดับลูกไม้สวยงาม หล่อนสวมหมวกสีขาวปีกกว้างเพื่อกันใบหน้าผุดผ่องจากแสงแดด นิ้วมือในถุงมือสีขาวเคาะกับขอบแก้วอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีดำทอประกายด้วยความตำหนิ ถึงกระนั้นแล้วหล่อนช่างดูสวยงามแม้เวลาโกรธ และเขาเองก็ถอดรูปแบบความงามนั้นมาแทบจะทุกระเบียด



“ท่านพี่อาจจะติดธุระสำคัญ ท่านแม่อย่าได้คิดมากไปเลย”



“ขออภัยด้วย” เขานั่งลงที่ด้านซ้ายของบิดาซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ จีมินส่งยิ้มเป็นเชิงขอบคุณให้กับจองกุก, น้องชายสายเลือดเดียวกันซึ่งอายุน้อยกว่าเพียงหนึ่งฤดูหนาว โชคดีที่มารดาของเขามักจะคล้อยตามกับคำพูดของน้องชายอยู่เสมอจึงไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งเกิดขึ้น



“เจ้าน่ะชอบออกไปซุกซนอยู่เรื่อย” บิดาของเขาติด้วยน้ำเสียงหยอกเอิน จีมินรู้ดีว่าท่านพ่อไม่ได้ห้ามปรามอะไรเพราะรู้ดีกว่าเขาน่ะเบื่อการอยู่ในบ้านแบบที่ลูกผู้ดีทั้งหลายมักจะปฏิบัติกัน



เมื่อท่านเคาท์โบกมือเป็นสัญญาณว่าได้เวลาแล้ว เหล่าคนรับใช้ก็เข้ามารินชาให้กับเจ้านายของตน แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการที่คนในครอบครัวหาเรื่องมาพูดคุยกันในหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ท่านพ่อของเขาไม่ได้ต้องการให้พี่น้อง (ไม่ว่าจะร่วมมารดาเดียวกันหรือไม่)ห่างเหินไม่สนิทชิดเชื้อและอยากให้สนิทสนมกันเข้าไว้ 



“ท่านพ่อ... สัปดาห์ที่จะถึงนี้ซูยอนได้นัดลูกให้ไปพบปะสนทนากันที่คฤหาสถ์ ลูกขออนุญาตไปนะเจ้าคะ” 



จียอน, พี่สาวคนโตของเขาอายุเต็มสิบเก้าในปีนี้ เกิดจากคุณนายที่หนึ่ง หรือภรรยาหลวงของตระกูลซึ่งเป็นลูกคุณหนูตระกูลผู้ดีของแท้ หล่อนกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับท่านเคาท์ต่างเมืองในเร็ววันเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง



“ได้ เจ้าอย่าลืมกำชับให้เตรียมรถม้า พ่อจะได้ฝากของขวัญไปให้ท่านเคาท์คิมด้วย”



“ท่านพ่อ! ข้าเองก็มีงานเลี้ยงน้ำชาของมินจีเหมือนกัน ข้าอยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่!” เสียงใสอีกเสียงดังขึ้น จีมินได้ยินเสียงบิดาของเขาถอนหายใจ



นั่นคือ แฮริน, ลูกสาวคนรองซึ่งมีอายุเท่ากันกับเขาแต่หล่อนออกมาลืมตาดูโลกก่อนจึงถือตัวเองเป็นพี่ มารดาของหล่อนเป็นบุตรสาวพ่อค้าผู้ร่ำรวย ดังนั้นไม่แปลกใจที่แฮรินมักจะเรียกร้องขอเสื้อผ้าชุดใหม่ หรือไม่ก็สินค้าซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง



“ได้ ไปบอกให้แม่เจ้าจัดการแล้วกัน”



หากจะเปรียบกันแล้วจียอนเป็นคุณหนูที่มักจะถูกขนานนามว่าดำรงอยู่ในกฎเกณฑ์ที่แท้จริง พวกหญิงสาวในห้องหอทั้งหลายนั่นละคือนิยามของหล่อน เคร่งครัดในพิธีเหมือนแม่ของหล่อนไม่มีผิดเพี้ยน ท่านแม่ของหล่อนไม่ปริปากพูดกับท่านเคาท์มานานแล้วตั้งแต่ที่ท่านเคาท์รับพวกเต้นแร้งเต้นกา (มารดาของเขาเอง)เข้ามาเป็นภรรยาคนที่สาม มันเป็นเรื่องน่าอับอายและยิ่งไปกว่านั้นคือนังคนชั้นต่ำ (เขาเคยได้ยินกับหู) ดันมีปัญญาคลอดบุตรชายออกมาถึงสองคน 



ส่วนแฮริน เพราะมารดามาจากตระกูลพ่อค้าจึงมิได้เคร่งครัดเรื่องธรรมเนียมมากเท่าใดนัก มารดาของหล่อนนับว่าฉลาดกว่ามารดาของจียอน เพราะนอกจากจะไม่ปริปากแม้สักคำกลับคอยเคียงข้างให้กำลังใจท่านเคาท์เสมอมาในยามที่เขามึนตึงกับภรรยาคนแรก ทั้งยังรักสวยรักงาม แต่งตัวด้วยสีสันสดใสราวกับเป็นสาวแรกรุ่นอยู่เสมอต่างกับภรรยาหลวงซึ่งเชื่อว่าผู้หญิงแต่งงานแล้วไม่ควรแต่งตัวด้วยสีสดเพราะมันดูไม่สุภาพ นั่นทำให้หล่อนดูสาวและสวยและใช้เงินมือเติบอย่าบอกใคร



“จองกุก...”​ ในตอนนั้นที่มารดาของเขาเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบา เจ้าของชื่อถอนหายใจแล้วถึงเปิดปาก



“อาจารย์นัมจุนเชิญข้าไปงานเสวนานักปราชญ์ที่พระวิหาร ข้า...”



“จริงหรือ!” ท่านพ่อของเขามีสีหน้าปลื้มปิติ แน่นอนละ... งานเสวนานักปราชญ์ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปก็ได้ เพราะอาจารย์นัมจุนเป็นอาจารย์ของพวกเขาทั้งคู่มาตั้งแต่เด็กและแน่นอนว่าเป็นอาจารย์ให้กับคุณชายหลากหลายตระกูล ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จองกุกจะถูกรับเชิญไปในที่ที่มีแต่ผู้รู้อยู่ในนั้น น้องชายของเขาเป็นคนเก่ง



จีมินเห็นว่าจองกุกมีสีหน้าลำบากใจ เขามองไปที่ดวงตากลมโตคู่นั้นแล้วสั่นศีรษะ



ไม่เป็นไร



เขาเห็นจองกุกเม้มปาก แล้วถึงเอ่ยออกมาอีกครั้ง “ข้าขออนุญาตไปร่วมงาน...”



“แน่นอน! แน่นอน เป็นเกียรติอย่างมากที่ตระกูลของเราได้มีโอกาสเข้าไปในสถานที่แบบนั้น ว่าแต่จีมิน...เจ้า”



“ข้าไม่ไปหรอก...อึดอัดจะแย่” เขารีบสวนตอบ เขารู้ดีว่าบิดาอยากจะให้เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่จีมินรู้ตัวว่ามารดาของเขาอาจจะไม่ปลาบปลื้มเท่าใดนัก



“ข้าสามารถขอให้อาจารย์นัมจุน...”



“อ่า ไม่ละ ข้าไม่สนใจแม้สักนิด”



ท่านพ่อของเขาถอนหายใจ พร้อมส่งสายตารู้ทันมา จีมินเบือนสายตาออก เขารู้ดีว่าไม่ใช่ลูกรักของมารดา ซึ่งรักและเทิดทูนน้องชายของเขายิ่งกว่าสิ่งใด เรื่องนี้ใครในบ้านก็รู้ดี...



“อย่างนั้น... อาจารย์สอนเปียโนคนใหม่จะมาในวันมะรืนนี้ เจ้าเตรียมตัวไว้แล้วกัน”



“ขอรับ”



หลังจากนั้นทุกอย่างดำเนินไปด้วยความอึดอัด ดังนั้นไม่นานทุกคนก็แยกย้าย จีมินได้ยินเสียงมารดาของเขาก่นด่าด้วยความไม่พอใจ---แต่หล่อนไม่เคยพอใจอะไรในตัวเขาทั้งนั้น



เขารู้ดีกว่าใคร



สายตาเหลือบกันไปเห็นท่านพ่อกำลังลูบหัวน้องชายด้วยความภาคภูมิใจ



“น่ารำคาญ”



มันหยุดอยู่ตรงที่ใบหน้ายิ้มแย้มของคุณชายรอง



 —————




“คฤหาสถ์ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน... ปีกทิศเหนือเป็นของนายท่าน คุณนายที่สามและคุณชายจองกุกซึ่งตอนนี้เดินทางไปเข้าร่วมงานเสวนานักปราชญ์... ปีกทิศตะวันออกเป็นของคุณนายที่หนึ่งและคุณหนูจียอน ข้าขอแนะนำไม่ให้ท่านไปป้วนเปี้ยนแถวนั้นเพราะคุณนายที่หนึ่งน่ะ... อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายนักละ”



รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มก้าวไปตามทางเดินทอดยาว คฤหาสถ์ทั้งสีส่วนถูกแบ่งกึ่งกลางด้วยน้ำพุขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปปั้นของเทวดากำลังเป่าแตร มันเป็นงานฝีมือที่ปรานีตมากจนเขาอยากจะหยุดดูมันชัดๆถึงรายละเอียด ฟังคำของคนรับใช้อย่างระมัดระวัง พยายามจดจำมันให้ดีเพราะสิ่งที่คนพวกนี้พูดกันมักจะเป็นความจริง



“ปีกทิศใต้เป็นของคุณนายที่สองและคุณหนูแฮริน พวกท่านชอบจัดงานเลี้ยงและไม่ชอบให้บ่าวไพร่ที่ไม่จำเป็นเข้าไปยุ่งวุ่นวาย...” นิ้วหยาบชี้ไปที่ทิศทางซึ่งเขาจำได้ว่าระหว่างทางเดินมานั้นมีเสียงครึกครื้นของงานรื่นเริง



“….เราได้จัดที่พักของท่านไว้ที่ปีกทิศเหนือเพราะมีห้องรับรองแขก ท่านมีอิสระที่จะไปที่ใดก็ได้ในตอนกลางวัน แต่กฎของเราค่อนข้างเคร่งครัดว่าทุกคนจะต้องกลับให้ถึงที่พักของตัวเองก่อนตะวันตกดิน ไม่มีการข้ามเขตถ้าไม่จำเป็นหรือไม่ได้รับอนุญาตจากนายท่าน”



เขาเดินตามต่อมา... ผ่านห้องสมุดขนาดใหญ่... โถงรับรองซึ่งอวดโชว์นาฬิกาลูกตุ้มโบราณจากไม้ชั้นดีสลักเป็นลวดลายสวยงาม... ผ่านมาอีกถึงห้องรับรองงานเลี้ยง... สวนและโต๊ะน้ำชา โรงเลี้ยงม้า



“ข้าเข้าใจแล้ว” เขาถาม



ยุนกิพอจะรับรู้ชื่อเสียงความร่ำรวยของตระกูลปาร์คมาบ้าง แต่เมื่อก้าวเข้ามาในอาณาจักรที่แท้จริงแล้วราวกับซุกซ่อนไปด้วยสมบัติล้ำค้า มีทุกสิ่งเหมือนกับในพระราชวังและ...



“ตอนนี้เรากำลังไปที่ปีกตะวันตกขอรับ คุณชายใหญ่ไม่ชอบออกจากเขตของตัวเองหากไม่จำเป็น”


เขาเห็นป้ายเขียนว่า /ปีกทิศตะวันออก/ เมื่อเดินผ่านส่วนกลางของบ้านมา การตกแต่งค่อนข้างเรียบกว่าปีกส่วนอื่น เขามองเห็นรูปปั้น รูปภาพและงานศิลปะทางศาสนามากกว่าความฉูดฉาด



ท่าทาง...จะเป็นคนเคร่งศาสนา



“แต่ไม่ค่อยมีคนเลยนะ”



“คุณชายไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายขอรับ ถ้าสังเกตจากสองฝั่งด้านข้าง คุณชายค่อนข้างจะชอบเก็บตัวสวดภาวนา ออกไปเข้าร่วมพิธีที่โบสถ์บ่อยครั้ง-----


คังซอก! คุณชายใหญ่อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่” เจ้าคนรับใช้เรียกเวรยามที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูบานใหญ่ 



“ใช่แล้ว... นี่คืออาจารย์สอนดนตรีคนใหม่สินะ” เขาหันไปเคาะประตูพร้อมบอกสถานะของผู้มาใหม่ เพียงเสี้ยวนาทีที่ยุนกิได้ยินเสียงหวานพร่าตอบกลับ



‘ เข้ามา '





/ un /




ร่างที่นอนเอกเขนกอยู่ที่เก้าอี้ตัวยาวสีเลือดหมูสวมเสื้อมีกระดุมสีขาวสะอาด มือข้างหนึ่งปล่อยลงจนแขนเสื้อกินมือลงระกับพื้น มืออีกข้างจับหนังสือปกหนังเล่มบาง ผมสีอ่อนสะท้อนกับแสงสว่างซึ่งลอดผ่านกระจกใสด้านหลังม่านสีเดียวกัน เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นสีทองหรือว่าน้ำตาลอ่อน แต่ที่มั่นใจคือดวงตาคู่นั้นเป็นสีเทาซึ่งหาได้ยากและสวยงามยิ่ง



ริมฝีปากเป็นกระจับสีเดียวกับดอกกุหลาบสีชมพูแย้มรอยยิ้ม แก้มใสระเรื่อ 



เขาคิดว่าเขาค้นพบงานศิลปะชั้นเลิศที่สุดแล้ว



“คุณชายจีมิน... ข้าเป็น...”



“ครูสอนเปียโนคนใหม่” เสียงหวานเอ่ยแทรก



สายตาของเขาถดถอยออกมาจากภาพนั้นเพราะรู้สึกพร่ามัว ในห้องนี้ไม่มีของตกแต่งใดแต่ชั้นหนังสือกลับอัดแน่นไปด้วยความรู้มากมาย นอกจากหนังสือแล้วยังมีลูกโลก กล้องดูดาว แผนที่และอุปกรณ์แปลกประหลาดนับไม่ถ้วน



และเปียโนซึ่งทำจากไม้ชั้นดี เพียงสูดกลิ่นเข้าไปเขารับรู้



“ไม่ต้องพูดสุภาพกับข้าหรอกขอรับ ท่านท่าทางจะอายุมากกว่าข้าเสียอีก... เอ่อ ท่าน---”



“ข้าชื่อยุนกิ... มิน ยุนกิ



ยุนกิรู้สึกไม่เป็นตัวเองเอาเสียเลย เขาไม่แน่ใจ...เป็นเพราะหน้าตาและกิริยานุ่มนวลของคนตรงหน้าหรือไม่ที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้



“ขอรับ ท่านยุนกิ...”



“งั้นเรามาเริ่มบทเรียนแรกกันเลยดีไหม?”



 —————




ยุนกิได้เรียนรู้หนึ่งอย่างว่าการเป็นชนชั้นสูงนั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว



เจ้านายตระกูลปาร์คมีนิสัยแปลกประหลาดเกือบทุกคน



วันนั้นที่โต๊ะรับประทานอาหารเย็นถูกแบ่งสรรที่นั่งให้เจ้าบ้านนั่งอยู่ที่กลางหัวโต๊ะยาว ลูกชายคนโตนั่งประจำที่นั่งด้านขวา ที่นั่งด้านซ้ายว่างเปล่า เขาเดาว่าคงจะเป็นของลูกชายคนเล็กที่เดินทางไปเข้าร่วมงานเสวนานักปราชญ์ ที่ข้างที่นั่งนั้นคือคุณนายที่สาม เอาละ เขาเองไม่ได้คลุกคลีอะไรมากมายกับชนชั้นสูงนักหรอก เพียงแต่การที่คุณนายที่หนึ่งนั่งห่างไกลออกไปนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหรือ? ลูกสาวทั้งสองคนของท่านเคาท์ปาร์คนั่งตรงข้ามกันถัดจากที่ของเขาซึ่งก็คือที่นั่งข้างคุณชายใหญ่ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกับเขามากนัก เพียงแต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารครอบครัวช่างชวน...อึดอัด...ใช่ เป็นความรู้สึกอย่างนั้น ผู้นำตระกูลไม่พูดอะไรมากนอกจากถามถึงความเป็นไปของเขาคร่าวๆ คุณนายที่สามไม่แม้แต่จะมองหน้าใคร ก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารของตัวเอง เมื่อถึงเวลาตามมารยาทหล่อนก็ขอตัวแล้วลุกจากโต๊ะไปเลย 



“อันที่จริงถ้าการที่มีข้าอยู่จะทำให้พวกท่านไม่สะดวกใจที่จะพูดคุย ข้า...”



เขากระซิบเสียงค่อยกับพ่อบ้านใหญ่ซึ่งมีหน้าที่นำทางเขา (เพราะเขายังใหม่เกินกว่าจะคุ้นชินกับเส้นทางโดยเฉพาะในยามวิกาลแบบนี้)



“ไม่...ไม่หรอกครับ อาจารย์มิน ที่จริงแล้วปกติก็เป็นแบบนี้ละขอรับ ท่านทำตัวให้คุ้นเคยเข้าไว้ เดี๋ยวพอคุณชายจองกุกท่านกลับมาก็คงจะดีเอง”



“คุณชายรองน่ะเหรอ?”



“ขอรับ”



เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ภายในใจเพราะเขาเองไม่ได้สนิทสนมกับใครทั้งนั้น วันนี้เป็นวันแรก เขาอาจจะแค่รู้สึกเหนื่อยและไม่ชินที่


ดวงตาสีดำจ้องไปที่ด้านนอกหน้าต่างซึ่งวางคบเพลิงอยู่ประจำจุด มีเวรยามเดินสวนไปมา เขาคาดว่าอาจจะเป็นการตรวจตราว่าสมาชิกทุกคนได้เข้าที่พักเรียบร้อยแล้วหรือไม่... 



วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรกเพียงเท่านั้น



 —————



“Summit yourselves therefore to God. Resist the devil, and he will flee from you.” - James 4:7




“วันนี้พอแค่นี้ก่อน”



“ขอรับ” 


นอกจากจะเป็นนักเปียโนฝีมือดีแล้ว ยุนกิยังค้นพบว่าจีมินเป็นนักอ่านตัวยงด้วย วันเวลาส่วนใหญ่ของเขาในคฤหาสถ์ตระกูลปาร์คนอกจากจะเป็นการสอนดนตรีแล้ว ยุนกิซึ่งเติบโตมาในโบสถ์และมีโอกาสได้เรียนหนังสือไม่เหมือนเด็กชาวบ้านทั่วไปจึงสามารถถกปัญหา ข้อขบคิดกับคุณชายใหญ่ได้อย่างง่ายดายรวมทั้งหมากรุกเป็นเกมกลที่ทั้งคู่ใช้ฆ่าเวลากันในสวนหลังจากจิบน้ำชา



ในสวนส่วนตัวของคุณชายใหญ่ไม่ได้ตระการด้วยดอกไม้พันธุ์หายาก หากแต่ร่มรื่น มีเพียงแผ่นหินสลักวจนะของพระบิดาตั้งตระหง่าน เหมือนเป็นเสาที่มั่นคงกว่าสิ่งใด



“ข้าสังเกตมาสักพักแล้ว เจ้าชอบบัลเล่ต์หรือ... บทเพลงที่เจ้ารู้จักมีแต่บทเพลงสำหรับประกอบการเริงระบำทั้งนั้น”



จีมินถนัดเพลงประกอบการแสดงมากกว่าเพลงคลาสสิคสำหรับแสดงเดี่ยวหรือเพลงในงานรื่นเริง ยุนกิได้ยินความโศกเศร้าบางอย่างจากบทเพลงแต่เขาไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไม



“ขอรับ... ท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของจีเซลล์ ข้าชื่นชอบและใฝ่ฝันอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงชุดนั้นมาตลอดเพราะข้าประทับใจในความรักและจิตใจที่แน่วแน่ของนาง... แต่ก็อย่างว่า คุณชายที่ไหนจะไปเล่นดนตรีแบบนั้นได้กัน”



เขากล่าวถึงบทกวีที่หญิงสาวได้พบเจอกับชนชั้นสูงซึ่งปลอมตัวเป็นสามัญชน ทั้งคู่ตกหลุมรักซึ่งกันและกันแต่สุดท้ายนางกลับค้นพบความหญิงว่าเขามีคู่หมายเป็นเจ้าหญิงแสนงามอยู่แล้ว หญิงสาวตรอมใจจนตายในที่สุดแต่กลับไม่เคยรู้สึกเกลียดชังชายผู้นั้นเลย



“ว่าแต่... อาจารย์... วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอก ท่านสนใจจะไปด้วยกันหรือไม่” เด็กหนุ่มกดฝาของเครื่องดนตรีให้พับปิดลง เขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน ยุนกิจึงยินยอมทั้งที่ในใจเกิดความสงสัย



“ได้สิ ข้าเองก็มีข้าวของที่อยากซื้อเหมือนกัน” 



“ถ้าอย่างนั้นท่านไปเตรียมตัว แล้วเรามาเจอกันที่ประตูด้านหลังในอีกสิบนาทีแล้วกัน คังซอก เจ้าไปกับท่านอาจารย์”



“ขอรับ คุณชาย”





ย่านการค้า, 




“ข้ารู้ว่าท่านมาจากเมืองเฟนด์... ที่นั่นนอกจากจะมีศาสนจักรใหญ่ตั้งอยู่แล้วยังเป็นเมืองที่สงบสุขยิ่งนัก ดังนั้นท่านอาจจะไม่คุ้นชินกับย่านการค้าที่จอแจเช่นนี้” 



“เป็นเมืองที่คึกคักจริงด้วย” จตุรัสกลางคลาคล่ำด้วยผู้คน เพราะที่นี่เป็นเมืองเพาะปลูกต่างจากที่ที่เขาจากมาจึงมีสินค้ามากมายกว่าให้เลือกสรร


ทั้งคู่ไปรับประทานอาหารว่างที่ร้านพิเศษของจีมิน ยุนกินึกแปลกใจอีกครั้งเมื่อเขาค้นพบว่าจีมินในลักษณะการปลอมตัวเป็นชาวบ้านแบบนี้ดูร่าเริงกว่าที่คฤหาสถ์มาก พอคิดมาถึงตรงนี้เขาก็เพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายเองเพิ่งจะอายุสิบแปดเท่านั้น 



“ปกติเจ้ามาทำอะไรที่นี่”



“เดินเล่น ซื้อขนม แล้วก็...หาอะไรน่าสนใจทำขอรับ” ดวงตาสีเทาของอีกฝ่ายหยีลงพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ยุนกิพอจะเข้าใจขึ้นมาอีกนิดว่าคุณชายใหญ่คงไม่ใช่ประเภทหมกตัวศึกษาตำราอย่างที่เข้าใจ



“ท่านอาจารย์มีอะไรที่อยากจะซื้อเป็นพิเศษหรือไม่”


“ไม่มีหรอก แค่อยากออกมาสูดอากาศบ้าง เจ้าไปเดินเที่ยวเล่นของเจ้าเถอะ ไว้เรามาเจอกันที่นี่ก็แล้วกัน”



เมื่อนัดแนะเวลากันแล้วคุณชายใหญ่ตระกูลปาร์คก็เดินหายไปในฝูงชนพร้อมกับคนรับใช้คนสนิท ยุนกิได้ถอนหายใจอย่างจริงๆจังในรอบหนึ่งสัปดาห์เพราะในที่สุดเขาก็ได้อิสระที่แท้จริงกลับมาเสียที



‘ Amos and Joel ’



ร้านเหล้าเล็กๆในตรอกจึลงไม่ค่อยมีผู้สัญจรคือเป้าหมายของเขา เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งดังเมื่อเขาเปิดประตู ในร้านมีโต๊ะไม้กลมเกลี้ยงอยู่ไม่กี่โต๊ะ รวมทั้งบาร์เก่าๆ ชายบาร์เทนเดอร์เงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม



“ยินดีต้อนรับขอรับ”



เขากวาดสายตาให้ทั่วร้านเพื่อจับสัมผัสว่าสถานที่นี้เป็นเช่นไร สาวเท้าไปที่บาร์ นั่งลง แล้วกระซิบเสียงเบา



“And there was ‘war in heaven: Michael and his angels fought against the dragon; and the dragon fought and his angels”



แกร็ก


แก้วที่กำลังถูกเช็ดถูถูกวางลงบนโต๊ะ ฉับพลันความเงียบงันเข้าครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณ



“And the great dragon was cast out, that old serpent, called the Devil, and Satan, which deceiveth the whole world : he was cast out into the earth, and his angels were cast out with him.”


เสียงแหบพร่านั่นกระซิบกลับ เมื่อได้ยินมันเขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเข็มกลัดเงินซึ่งสลักผังด้วยอัญมณีสีท้องทะเล มันสะท้อนเงาไม้กางเขนในดวงตาของบาร์เทนเดอร์วัยกลางคน



“And I heard a loud voice saying in heaven, Now is come salvation, and strength, and the kingdom of our God




“Therefore rejoice, ye heavens, and ye dwell in them”



“เชิญท่านทางนี้ดีกว่าขอรับ” เขาวางอุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในมือแล้วผายไปยังประตูเล็กที่อยู่ติดกับหลังร้าน ยุนกิเก็บเครื่องยืนยันตนของเขาเข้าไปในเสื้อ ก่อนจะเดินตามผู้นั้นไป


เมื่อประตูปิดลง ชายผู้นั้นค้อมตัวลง



“ยินดีต้อนรับสู่โคห์อิมบราขอรับ ท่านยุนกิ”




/ duex /




“เหตุการณ์ประหลาด?” 



“ขอรับ... พวกเราเองก็พยายามตามล่ามันอยู่” รูปถ่ายหลายใบถูกวางลงบนโต๊ะ รูปถ่ายคราบเลือดที่พื้นหินอ่อน รูปถ่ายซากสุนัขตาย คนคลุ้มคลั่งเอาขวานไล่ฟันพลเมือง ซากอีกา 



นักบุญ มือปราบ นักล่า สุนัขรับใช้ของศาสนจักร อะไรก็ได้ จะเรียกเขาให้เป็นอะไรก็ได้ งานของเขา ขจัดศัตรูทุกรูปแบบของศาสนจักร หน้าที่ที่เขายินดีถวายการรับใช้ ปีต่อปีนับตั้งแต่ที่ตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ศาสนจักร ยุนกิเลือกแล้วว่าเขาจะเดินอยู่ในหนทางของพระเจ้าและครั้งนี้เช่นกัน



เพื่อไม่ให้ใครก็ตามต้องเป็นแบบเขา



“ฮันซึงวอน---ผู้ชายคนนี้มีอาการซึมเศร้าอยู่สองสามวันก่อนจะไล่ฆ่าคนรอบข้าง บาทหลวงจองเอาน้ำมนต์ให้เขาดื่มและค้นพบว่าเขาจำอะไรไม่ได้เลยว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป เราเฝ้าสังเกตอาการของเขาอยู่สามวัน แต่พอปล่อยตัวเขากลับค้นพบว่าเป็นศพและ---”



“สัญลักษณ์ของบาโฟเมท” นิ้วเรียวชี้ไปที่สัญลักษณ์ดาวห้าแฉกซึ่งถูกตราด้วยเลือดที่หน้าอกของศพ มีแต่ปีศาจเท่านั้นที่จะเขียนตราได้ละเอียดและครบด้วยอักขระ



“เราพยายามจะคิดว่าคงเป็นการละเล่นของใครสักคนแต่ว่า...”



“ข้าเข้าใจแล้ว... แล้วชาวเมืองว่าอย่างไร”



“พวกเขาแตกตื่น เมืองจึงได้มีกฎห้ามผู้คนออกไปไหนมาไหนในเวลากลางคืนเพราะเสี่ยงจะถูกหลอกล่อได้ เรามีเวรยามแบ่งกะกันเฝ้าแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่หยุด...”



“ดังนั้นจึงส่งจดหมายฉบับนั้นมา” 


ผ่านท่านเคาท์


เพราะในโลกนี้ยังมีปีศาจคอยรบกวนความเป็นอยู่ของชาวมนุษย์ ศาสนจักรจึงได้ทำการแทรกซึมไปในทุกหัวเมือง อย่างเช่นที่นี่ ยุนกิไม่เคยไปที่ภพของเหล่าปีศาจแต่ก็รู้และเคยต่อสู้กับปีศาจที่เก่งกาจ พวกมันฉลาด รู้ดีว่าควรทำอย่างไรถึงได้มาในสิ่งที่ต้องการโดยไม่เลือกวิธีการ



อันที่จริงแล้วการกักกันไม่ให้ผู้คนออกจากบ้านในเวลากลางคืนเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีเพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปีศาจที่กำลังเล่นตลกอยู่ในตอนนี้คือตนไหน ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ มีปีศาจฝูงหนึ่งไล่ออกหากินในเวลากลางคืน ผู้คนหวาดหวั่นไม่กล้าออกจากที่พัก เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด



เพราะที่ดำสนิทกว่ายามราตรีคือจิตใจของมนุษย์


ไม่ว่าจะมีแสงอาทิตย์หรือไม่มี มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่ตัดสินว่าจะมั่นคงไม่หวั่นไหว หรืออ่อนแอแล้วก็พ่ายแพ้ให้กับข้อเสนอที่แสนเย้ายวน



“ข้าอาจจะต้องออกตรวจตราในตอนกลางคืน ให้แจ้งหน่วยลาดตระเวนไว้ด้วย”



“ขอรับ เราจะเปิดทางไว้ แล้วข้าจะติดต่อท่านได้อย่างไรขอรับ”


อ่า... ใช่แล้ว



“ข้าพักอยู่ที่คฤหาสถ์ตระกูลปาร์ค, หากติดต่อไปให้เขียนจดหมายถึงอาจารย์สอนเปียโนของคุณชายจีมิน”


อย่างที่บอกว่าปีศาจไม่ได้โง่ และพวกมันเองก็มีเส้นสายแฝงตัวพอๆกับที่ศาสนจักรมี การมาของเขาจึงต้องถูกปกปิดไว้ให้ลึกที่สุด อยู่ในมุมมืดซึ่งมองเห็นศัตรูจากที่สว่าง---บ้านตระกูลขุนนางที่ว่าจ้างและสลับเปลี่ยนคนมากหน้าหลายตาจะทำให้เขาไม่เป็นที่สังเกต 



ในตอนนั้นที่เขานึกถึงถ้อยคำซึ่งสลักเด่นเป็นสง่าบนป้ายหินในสวนส่วนตัวของจีมิน



เพราะฉะนั้น พวกท่านจงนอบน้อมต่อพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร แล้วมันจะหนีท่านไป, ยากอบ 4:7



ใช่ จงต่อสู้ แล้วเขาจะชนะ



“ข้าต้องการรู้เรื่องทั้งหมดของตระกูลปาร์ค”




 —————



เมื่อเขาเดินกลับมาที่จตุรัส เขาได้ยินเสียงโห่ร้องของคณะละครสัตว์ ซุ้มสีสันสดใส เด็ก การแสดงกายกรรม เขาพยายามมองหาแล้วก็เห็นคุณชายในชุดเสื้อคลุมสีตุ่นกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง



เขาเดินเข้าไปใกล้ เห็นเด็กรับใช้พยายามเรียกให้คุณชายของตนสนใจแต่จีมินกลับเพิกเฉย เขามองสิ่งที่กำลังเป็นความสนใจ มันคือเชือกถัก



เชือกถักสีสันสดใสถูกเกี่ยวร้อยด้วยกลลับของเด็กสาวจนกลายเป็นรูปดาว เมื่อเด็กสาวอีกคนนำนิ้วของตัวเองไปเกี่ยว สะบัดเพียงเล็กน้อยเชือกที่ว่าก็เปลี่ยนรูปมาเป็นสะพานอย่างน่ามหัศจรรย์



มันก็แค่การเล่นเชือก



“เก่งจังเลย เจ้าทำได้ไงน่ะ” ยุนกิเห็นดวงตาสีเทาของคุณชายใหญ่เป็นประกายระยิบระยับ สำหรับเขาการละเล่นนี้ก็เป็นที่นิยมเมื่อสมัยเด็กและผู้คนในเมืองที่เขาจากมาก็รู้จักมันเป็นอย่างดี 



“เจ้าสนใจหรือ?” เขาถาม จีมินเงยหน้ามามอง ส่งรอยยิ้มแล้วก็พยักหน้า



“ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย”



ไม่แปลกนักหรอกเพราะการละเล่นของชาวบ้านคงไม่ใช่สิ่งที่จะนิยมในกลุ่มของบุตรตระกูลขุนนาง ยุนกิหันไปถามเด็กอีกคนที่การแต่งกายคล้ายกันว่าพอจะขายเชือกแบบนี้ให้เขาได้หรือไม่ แน่นอนว่าเด็กหญิงพยักหน้า ล้วงเข้าไปในกระเป๋า ส่งเชือกสีสดใสซึ่งไล่สีเหลือง ฟ้า เขียวแล้วก็ชมพูให้กับเขา เขายื่นเศษเงินเล็กน้อยให้ แล้วก็เริ่มแสดงกลของเขาขึ้นมาบ้าง



สมัยก่อนน้องสาวของเขาชอบนักละ เจ้าเชือกที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้แบบนี้



นิ้วขาวสะบัดเพียงนิดเชือกสีรุ้งก็กลายเป็นรูปดาว อีกครั้งกลายเป็นพิณ อีกครั้งกลายเป็นแมว



“ท่านทำได้ยังไง สอนข้าบ้างได้หรือไม่” 


เขาเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยอ้าปากค้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ แน่นอนว่ามันเป็นความตั้งใจของเขาเอง อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ แต่เพราะแววตาของอีกฝ่ายชวนมองเหลือเกินในเวลาแบบนี้ เวลาที่เจ้าตัวพบเจอสิ่งน่าสนใจและเขา...



“แน่นอน... เอาเป็นว่าถ้าเจ้าเล่นเพลงที่เพิ่งสอนไปวันนี้ได้ดี ข้าจะเจ้าทีละรูปแบบ ดีหรือไม่”



“ได้! ข้าจะขยัน แต่ท่านรับปากแล้วนะ”



“ข้าไม่ใช่คนกลับคำหรอกนะ จีมิน”



เย็นวันนั้นขณะนั่งรถกลับคฤหาสถ์ ดวงตาสีเทาไม่ได้จับจ้องที่รั้วกุหลาบอย่างเคย แต่จ้องมองไปเจ้าเชือกสีสวยของอาจารย์คนใหม่



คืนนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง ยุนกิหลบหลีกเวรยามออกค้นหาเพื่อค้นพบว่าเขาไม่พบเจอเบาะแสอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งกลิ่นอายของปีศาจ



 —————



“จีมินไม่สบาย?”



“ขอรับ... วันนี้เชิญท่านอาจารย์พักผ่อนตามอัธยาศัย คุณชายปวดหัวมาตั้งแต่เช้าแล้วจึงให้ข้ามาเรียนให้ท่านทราบ”



“เข้าใจแล้ว... แล้วจีมินเป็นอะไรมากหรือเปล่า”



“ระ...เรื่องนี้”



ยุนกิจับสังเกตสีหน้าของคังซอก เขามีสีหน้าลำบากใจที่จะพูด แต่ยุนกิไม่คิดจะซ่อนความอยากรู้อยากเห็นของเขาอีก


“หรือว่าที่จริงแล้วไม่ได้ป่วย?”


เมื่อคนรับใช้ไม่ได้ปริปาก เขาจึงไม่ถามต่อ เพียงแต่บอกว่าเขาต้องการที่จะใช้ห้องสมุดแล้วจึงขลุกตัวทั้งวันอยู่ในนั้น




/ trois /




“ท่านคงเป็นอาจารย์สอนเปียโนคนใหม่ของท่านพี่จีมิน?”



สมาธิที่โลดแล่นอยู่ในจินตนาการของเขาพลันถูกกระชากกลับสู่ความเป็นจริงเมื่อน้ำเสียงของใครบางคนแล่นเข้าสู่โสตประสาท ยุนกิเหลือบตาขึ้นมองผู้มาใหม่ เขาเป็นชายร่างโปร่งซึ่งมีกลิ่นอายของผู้รู้ ผิวขาวจัดตัดกับกลุ่มผมสีดำและดวงตาใสราวกับแก้วกระจก เขาเปลี่ยนอิริยาบทจากนั่งกึ่งนอนที่เก้าอี้ตัวยาวให้หลังเหยียดตรง แดดจ้าที่นอกหน้าต่างได้หายไปแล้ว ห้องสมุดค่อนข้างเงียบเพราะไม่มีใครนอกจากเขา และใช่ คนแปลกหน้า



“ใช่แล้ว ขออภัยด้วยแต่ท่านคือ---”



เขาแน่ใจว่าไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อนในคฤหาสถ์ คนแปลกหน้าไม่ได้ติดใจเอาความอะไรเพียงแต่โบกมือไปมา



“ข้าชื่อจองกุก เป็นน้องชายของพี่จีมินขอรับ”



อ่า... น้องชายที่ไปเข้าร่วมงานเสวนานักปราชญ์นั่นเอง





“ท่านพี่จีมินคงไม่ได้ทำให้ท่านปวดหัวหรอกสินะขอรับ” ขาทั้งสองคู่เดินเคียงกันในสวนร่มรื่นเพื่อฆ่าเวลาก่อนอาหารค่ำ



“ไม่หรอก จีมินตั้งใจเรียนมากและมีพรสวรรค์อย่างหาตัวจับได้ยาก” เขาหมายความตามอย่างนั้นจริง



“ท่านคงเป็นอาจารย์คนเดียวที่พูดแบบนี้ แสดงว่าท่านพี่จะต้องชอบท่านมากแน่ๆ” จองกุกหัวเราะคิก 



“จริงหรือ?” สำหรับเขาจีมินถึงจะมีนิสัยที่ซุกซนมากหน่อย แต่ก็เป็นเด็กดีที่ตั้งใจเรียนมาก 



“อาจารย์คนอื่นๆชอบดุที่ท่านพี่หนีออกไปเที่ยวเล่น บางครั้งท่านพี่ก็ไม่ได้หนีหรอก แต่เพราะท่านพี่แฮรินที่ขี้ฟ้องเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่ของข้า ท่านพี่จีมินถึงได้โดนทำโทษอยู่เรื่อย”



ตั้งแต่กลายเป็นผู้อาศัย ยุนกิแทบไม่ได้พูดคุยกับลูกสาวทั้งสองเท่าใดนักเพราะประการแรกคือเขาเป็นเพียงคนที่อยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่า แน่นอนว่าคุณหญิงที่หนึ่งไม่เคยให้ความสนใจและปฏิบัติกับเขาอย่างเฉยเมย เขาชอบที่เป็นแบบนั้นเพราะไม่ได้อยากสุงสิงและไม่ชอบหาเรื่องพูดคุย 


คุณหญิงที่สองและลูกสาวของหล่อนมักจะจัดงานเลี้ยงที่ปีกส่วนตัวอยู่เสมอ เขาซึ่งไม่ชอบเสียงอึกทึกจึงไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง


ส่วนท่านเคาท์---พบปะคุยกันบ้างบางโอกาส ส่วนใหญ่เป็นการถามถึงลูกชายคนรองเสียมากกว่า



“พวกเราพี่น้องที่จริงแล้วสนิทกันมากตอนที่พวกเรายังเด็ก แต่พอโตขึ้น ข้าต้องเรียนหนัก ท่านพี่เองก็เช่นกัน ส่วนพี่จียอนกับพี่แฮรินก็ต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ พวกเราถึงห่างเหินกันไป โดยไม่รู้ตัวอีกครั้งที่พบหน้าก็กลายเป็นว่าไม่สนิทกันแล้ว”



“ท่านกับจีมินไม่ได้เรียนหนังสือร่วมกันหรอกหรือ” เขาถามด้วยความแปลกใจ นึกขึ้นได้ว่าจีมินไม่เคยพูดถึงวิชาการปกครอง หรือว่าการฟันดาบซึ่งเป็นสิ่งที่บุตรชายตระกูลขุนนางทุกคนต้องร่ำเรียนเลยแม้สักครั้ง



“ไม่ได้เรียนด้วยกันหรอกขอรับ เพราะท่านพี่สุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ท่านพ่อและท่านแม่ถึงได้กังวลว่าท่านพี่จะต้องป่วยหนักเพราะต้องเรียนหนังสือ ท่านพี่จึงได้เรียนดนตรี กาพย์และกวี แต่ก็มีบางครั้งที่เราได้สนทนากันบ้างในเรื่องการเมือง”



ยุนกิพยักหน้า เขาไม่ได้ติดใจถามอะไรเพิ่มอีก



“ข้ายินดีที่พี่จีมินชอบท่าน อย่างน้อยท่านพี่ก็ไม่ต้องเหงาอีกต่อไปแล้ว” 


สิ่งที่เขาค้นพบในวันนี้คือจองกุกช่างมีรอยยิ้มที่สดใสไม่แพ้ไปกว่ากันกับพี่ชาย



 —————




“จีมินไม่สบายหรือคังซอก เป็นอะไรมากหรือเปล่า”



โต๊ะอาหารที่ถูกจัดสรรด้วยอาหารจานพิเศษเพื่อต้อนรับการกลับมาของคุณชายรองถูกจัดให้ลดลงหนึ่งที่พร้อมคำขอโทษอย่างสุภาพจริงใจของจีมินที่ไม่สบายจึงไม่สามารถเข้าร่วมอาหารค่ำมื้อนี้



“ท่านจีมินปวดหัวและก็มีไข้เล็กน้อยขอรับนายท่าน ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่ขอรับ”



“ใช้ไม่ได้เลยไอ้ลูกคนนี้ มีอย่างที่ไหนน้องชายกลับมาแล้วถึงไม่มาต้อนรับ”



คุณนายที่สามบ่น คราแรกยุนกิคิดว่ามารดาของจีมินและจองกุกมีนิสัยเย็นชาและเงียบขรึม แต่นั่นกลับเป็นเขาเองที่มองผิดไป เพราะหล่อนมักจะตักอาหารให้กับลูกชายคนรองอยู่เสมอและถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่าเขาอยู่ได้อย่างสบายหรือไม่ที่งานเสวนา บรรยากาศดีขึ้นเล็กน้อยเพราะแฮรินดูจะสนใจกับเรื่องเล่าของจองกุก และจียอนเองก็ดูจะภาคภูมิใจกับน้องชายคนเล็กมาก



มันเป็นมื้ออาหารที่ดีที่สุดเท่าที่เขารู้สึก ตั้งแต่อยู่ที่นี่



“เพราะทุกคนต้องเหนื่อยกับการเตรียมงาน อาจารย์นัมจุนจึงให้เวลาข้าพักสามวันเพื่อจัดการงานส่วนที่คั่งค้าง”



“ดีแล้ว เจ้าเองก็พักผ่อนเสียบ้างนะ จองกุก”ท่านเคาท์หัวเราะด้วยความพอใจและขอเติมไวน์เป็นแก้วที่สี่



“ขอรับ ข้าว่าจะไปดูพี่จีมินเสียหน่อยนะขอรับท่านแม่ ท่านพี่---“



“ไปทำไมละจ๊ะ จองกุก ถ้าลูกติดไข้ไปอีกคนคงจะไม่ดีแน่ แม่ว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้เรารอให้อาการของจีมินดีขึ้นก่อนดีกว่านะ”



จองกุกไม่ใช่คนช่างเถียง เขาถึงทำได้แค่พยักหน้าให้เป็นไปตามความเห็นของมารดา



ยุนกิเองก็ตั้งใจไว้ว่าหลังจากเสร็จมื้ออาหารแล้วจะไปดูอาการลูกศิษย์เสียหน่อย


แต่ในตอนนั้นเองที่อยู่ๆกลิ่นอายสะอิดสะเอียนฉุนขึ้นที่จมูก เขารู้ดีว่ามันคืออะไรจึงรีบขอตัวก่อนโดยอ้างว่าไม่อยากรบกวนเวลาครอบครัวด้วยสำเนียงติดตลก



มันคือกลิ่นของปีศาจ



 —————




“……..เพราะฉะนั้น พวกท่านจงนอบน้อมต่อพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร แล้วมันจะหนีท่านไป...”



น้ำเสียงหวานใสก้องกังวลไปทั่วทั้งผนังสีขาวสะอาดของโบสถ์ จีมินหันไปโค้งให้กับบาทหลวงแล้วก็นั่งลง เขาไม่เคยพลาดนมัสการมาก่อนและไม่เคยคิดที่จะขาดแม้ว่าจะยังรู้สึกไม่สบายอยู่เล็กน้อย หลังจากจบการเทศนา เขาพรมนิ้วลงบนออร์แกนเพื่อบรรเลงบทเพลงสรรเสริญ ทุกสรรพเสียงร้องตามไป เขารักหน้าที่ของเขาในฐานะผู้เล่นดนตรีของพระเจ้า มันทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งทุกครั้งที่ได้ถวายการรับใช้



“วันนี้เจ้าก็ทำงานหนักเหมือนเคยนะ จีมิน”



“ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรอกขอรับ ข้าเต็มใจรับใช้พระบิดาอยู่เสมอ ท่านก็รู้ดี” ปกติแล้วครอบครัวของเขาไม่ได้มาที่โบสถ์บ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาที่สุดสำหรับบาทหลวง



“อันที่จริงสุขภาพของเจ้าไม่ดีนัก เจ้าควรหยุดพักผ่อนเสียบ้าง”



“ไม่ได้หรอกขอรับ ศรัทธาที่ข้ามีนำพาข้ามาที่นี่”



“เอาเถอะ ข้าไม่เคยเถียงเจ้าได้เลยสักครั้ง ได้ข่าวว่าเจ้ากำลังเรียนดนตรีกับอาจารย์คนใหม่ หวังว่ามันจะเป็นไปได้ด้วยดีนะ”


“แน่นอนขอรับ ท่านอาจารย์มินเป็นคนที่เก่งมาก” 



เมื่อเขามองไปที่มิน ยุนกิ



จีมินไม่ได้มีเวลาเตรียมใจนานนักเมื่อท่านพ่อนำพาอาจารย์สอนดนตรีคนใหม่เข้ามาในชีวิตของเขา จีมินรู้ดีว่าท่านพ่อไม่ต้องการให้เขาน้อยใจที่น้องชายได้ร่ำเรียนในสิ่งที่บุตรชายขุนนางทั่วไปได้เรียน เขาเข้าใจดี รวมทั้งเข้าใจทุกครั้งที่อาจารย์ทุกคนขอลาออกเพราะไม่ต้องการสอนลูกนอกคอกอย่างเขา



แต่อาจารย์ผู้นั้นกลับต่างออกไป นอกจากจะไม่ห้ามปรามเขาแล้ว ยังมีส่วนร่วมในเกือบทุกอย่างที่เขาชอบทำ จีมินชอบเวลาที่ตัวของเขาได้ใช้เวลาร่วมกับยุนกิ อีกฝ่ายเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจ นอกจากนั้นยังเป็นนักอ่านและนักวิเคราะห์ที่ดี เพราะจีมินไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เขาชอบอ่านหนังสือจึงมีไม่บ่อยครั้งที่จะมีใครสักคนร่วมสนทนากันในหัวข้อซับซ้อน นอกจากนั้นยุนกิยังเป็นคนใจดี อีกฝ่ายไม่ได้ทำท่าจะตีตัวออกห่างหลังจากค้นพบว่าเขาไม่ใช่คุณชายที่ใครก็ตามให้ความเคารพ บางครั้งเป็นฝ่ายออกหน้าแทนเขาเมื่อคนรับใช้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมกับเขา อีกฝ่ายชอบท่องเที่ยวและเขาก็ชอบฟังการท่องเที่ยวที่อีกฝ่ายมักจะเล่าเวลาที่พวกเขาว่าง บางครั้งอ่านพระคัมภีร์ด้วยกัน



เหมือนเจออีกครึ่งหนึ่งที่พอดี


เหมือนว่าเขา...กำลังจะได้มีเพื่อน



“ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน หากท่านมีเรื่องด่วนอะไรอย่าลังเลที่จะส่งม้าไปหาข้านะขอรับ”



“เข้าใจแล้ว เจ้าก็ดูแลตัวเองด้วยนะ จีมิน”



เขาไม่เคยได้เรียนวิชาการต่อสู้เพราะท่านแม่บอกว่าเขาร่างกายอ่อนแอเกินไป เขาไม่เคยได้เรียนวิชาการปกครองเพราะท่านแม่เคยพูดไว้ว่ามันจะส่งผลถึงโรคประจำตัวที่เขามี จีมินคิดว่าท่านแม่ทำไปด้วยเพราะว่าเป็นห่วงเขาก่อนจะค้นพบในอีกหลายปีถัดจากนั้นว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง



เขาไม่ใช่ลูกรัก



ไม่ใช่คุณชายที่มีเกียรติหรือว่าศักดิ์ศรี เหมือนนักรบที่ไร้อาวุธคู่กาย มงกุฏที่ไม่มีบัลลังก์เป็นของตนเอง


เป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบไปด้วยทองคำเปลว ด้านในกลับเป็นเพียงก้อนแร่ไร้ราคา



แต่ว่าเขาพอใจในชีวิตแบบนี้---หมายถึงเขาใช้เวลาหลายปีในการทำใจว่าเขาควรจะพอใจ มันไม่เป็นไร เขาพยายามที่จะคิดอย่างนั้น บางทีในอนาคตเขาอาจจะยึดอาชีพเดียวกับอาจารย์เพื่อออกท่องไปในโลกกว้าง มันคงจะดีถ้าเขาได้รับอิสระนั้น และคงจะยิ่งกว่าดี...ถ้าหากว่ามีเพื่อนร่วมทางสักคน



แต่ช่วงนี้เขามักปวดหัวบ่อยครั้ง



“ถึงแล้วขอรับ คุณชาย” 



“ขอบใจเจ้ามาก คังซอก” 



“อาจารย์มินบอกว่าจะรอท่านอยู่ที่สวนขอรับ”



“เข้าใจแล้ว”



เพราะวันนี้เป็นวันนมัสการเขาจึงบอกอีกฝ่ายว่าจะขอเริ่มเรียนในช่วงบ่าย อาจารย์หนุ่มเข้าใจดีและบอกว่าจะรออยู่ที่นี่



เสียงหัวเราะคิกคักทำให้คิ้วเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่ก็ได้คำตอบเมื่อเก้าอี้ตัวโปรดของเขาถูกจับจองด้วยร่างของน้องชาย เขาเห็นใบหน้าของอาจารย์มีรอยยิ้มกว้างอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน รวมทั้งเสียงหัวเราะทุ้มน่าฟังที่เขามั่นใจเช่นเดียวกันว่าไม่เคยได้ยิน



“อ้าว จีมินมาแล้วหรอ มานั่งด้วยกันสิ” ยุนกิโบกมือเรียก จองกุกรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันมาหาเขา



“ท่านพี่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง อาการดีแล้วหรือยัง”



ร่างกายของเขาพลันอ่อนแรงลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ



“จองกุก... เจ้าผอมลงนะ” เขาเลี่ยงคำตอบนั้น กดไหล่น้องชายให้กลับลงไปนั่งเบาๆ แล้วก็ยิ้ม



“งานเสวนาเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้าป่วยถึงไม่ได้เจอเจ้าเลย”



“ก็ดีขอรับท่านพี่ แต่ข้าไม่ได้ผอมลงหรอกนะขอรับ ท่านพี่นั่นละที่ผอมลง”



“เด็กกินเยอะอย่างเจ้าจะผอมลงได้อย่างไรเล่า จองกุก” ยุนกิกระเซ้า เพราะเมื่อครู่นี่เขาเพิ่งจะสนทนากันเรื่องพฤติกรรมการกินไม่เลือกของคุณชายรองที่ว่าเขากินอาหารสำหรับสองวันหมดด้วยตัวคนเดียวและนั่นทำให้อาจารย์นัมจุนต้องเดือดร้อนอย่างมาก



“เจ้ากินเยอะๆก็ดีแล้ว... ว่าแต่พวกท่านคุยอะไรกันอยู่ ดูท่าสนุกกันเชียว”



“เรากำลังคุยกันเรื่องเพลงขอรับ ท่านอาจารย์มินกำลังแนะนำข้าเรื่องดนตรี เพราะข้าเองก็สนใจอยากจะเรียนกับเขาบ้าง”



“เจ้ามีเวลาหรือจองกุก แล้วเจ้าอยากจะเล่นอะไรเล่า เปียโน?” จีมินไม่เคยเห็นน้องชายของเขาว่างเว้นจากการเรียนเลยแม้ช่วงเดียว



“เปล่าขอรับแต่เป็นไวโอลิน ท่านแม่บอกว่าชอบเสียงของมันข้าก็เลย...” 



ท่านแม่



เสียงนั้นชะงักไปเมื่อเผลอพูดคำต้องห้ามออกมา บรรยากาศอึดอัดขึ้นฉับพลันก่อนที่จีมินจะส่ายหัว



“ถ้าเจ้าอยากจะเรียนก็ดีแล้ว แต่อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนบ้าง อย่าตากตรำให้มันมากไปจะไม่ดีต่อสุขภาพเปล่าๆ”



“แต่ข้ากลับคิดว่าเจ้าเด็กนี่ขี้เกียจว่าที่คิดนะ จีมิน” ยุนกิยิ้มเมื่อบรรยากาศไม่ได้เสียไป “จองกุกบอกว่าสนใจที่จะฟังดนตรี แต่ที่นี่ไม่มีเปียโนที่อื่นแล้วข้าถึงชวนเขาเข้ามาเข้าคาบเรียนของเรา  เจ้าคิดว่าอย่างไร”



เขาชะงักไปชั่วครู่ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มทั้งปากทั้งตาของอาจารย์ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้



“แล้วแต่อาจารย์เถอะขอรับ ข้าไม่มีปัญหาอะไร”



“ดี งั้นเราเริ่มที่บ่ายนี้เลยดีหรือไม่ เจ้าเด็กนี่ว่างอยู่พอดีเชียว”



เขาแค่นรอยยิ้มออกมา เอื้อมมือจะไปแตะที่บ่าของอาจารย์หนุ่มแต่ก็ชะงักค้างโดยไม่รู้ตัว เพราะยุนกิมัวแต่หันไปคุยกับจองกุกจึงไม่สังเกตเห็น ว่ารอยยิ้มนั้นมาจากการฝืนใจเพียงใด มือของเขาสั่น



 —————



กลิ่นของความตายปลุกเขาเหมือนตื่นจากฝันร้าย


กลางดึก ยุนกิสะดุ้งตื่นด้วยกลิ่นอายเข้มข้นอย่างที่เขาไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อน



ทิศใดกัน...ทิศใต้...ตะวันออก หรือตะวันตก? 



เขาหยิบเสื้อคลุมออกมาสวมและเหน็บอาวุธคู่ใจไว้ที่ข้างเอว ซ่อนมันไว้ใต้เสื้อคลุมแล้วเปิดประตูห้อง ดึกสงัดจนเวรยามต่างพากันหลับใหลเพราะคืนนี้อากาศช่างเย็นสบายเหลือเกิน



เขาหลับตา ใช่ประสาทสัมผัสทุกชนิด มันง่ายดายเพราะปีศาจตนนี้ไม่แม้แต่จะปิดบังตัวตนด้วยซ้ำ เขาเคยเจอแต่ปีศาจชั้นต่ำที่ทำแบบนี้แต่กลิ่นของความอันตรายทำให้เขารู้ว่าเขาไม่อาจประมาทได้เลย



มันอยู่ที่ไหน



มันเป็นใครกันแน่



มันมาที่นี่ได้อย่างไร



และมันต้องการอะไร



เขาตามกลิ่นอายนั้นจนร่างไปหยุดอยู่ที่ลานน้ำพุ แสงสว่างของคืนพระจันทร์เต็มดวงทำให้ความกลัวบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่เคยกลัว เพราะชีวิตที่หลงเหลืออยู่อุทิศให้กับศาสนจักร



รูปปั้นเทวดาเป่าแตรซึ่งไม่ได้มีน้ำพวยพุ่งเหมือนอย่างทุกทีดูน่าขนลุก เขาหันซ้าย-ขวา กลิ่นของมันเรียกร้องเขา ดาบในมือสั่นระริกเพราะต้องการลิ้มลองเลือดของปีศาจ



“มองหาข้าอย่างนั้นหรือนักล่า”



สิ่งที่พูดกับเขาไม่ใช่เลือดเนื้อแต่เป็นกายหยาบของเทวดา เขาวาดดาบจู่โจมโดยสัญชาตญาณ แต่เหมือนมีเกราะกำลังที่มองไม่เห็น ลำแสงสะท้อนกลับจนใบไม้ที่ด้านหลังร่วงหล่นราวกับถูกพัดพาด้วยลมของฤดูร้อน เหี่ยวแห้งกลายเป็นสีน้ำตาลลงสู่พื้นดิน



“เจ้าปีศาจ”



รูปปั้นนั้นแสยะยิ้มใส่เขา “ดวงตาของเจ้ามองหาใครกันแน่”



“ข้ามาเพื่อฆ่าเจ้า” เสียงของเขากร้าวแข็ง ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะคิกคักที่ชั่วร้าย



“แต่ข้าเห็นรอยร้าวในดวงตาของเจ้า”



“นอกจากนั้นยังเห็นความปราถนาในดวงตาของเจ้าด้วย...”



ถ้อยคำนั้นเป็นคำลวง เขารู้ดีว่ามันเป็นเพียงคำโป้ปดเพื่อดูดกลืนวิญญาณของคนโง่เขลา



“ความปราถนาเดียวของข้าคือความตายของเจ้า”



“เอ๊ะโอ... เจ้ามันก็แค่เด็กหนุ่มก้าวร้าว เจ็บปวดจากการสูญเสีย... เหอะ มีอยู่แค่ไม่กี่เหตุผลเท่านั้นละที่นักล่าหน้าโง่อย่างพวกเจ้าถึงกลายเป็นสุนัขรับใช้”



ใช่... สำหรับนักล่าแล้ว... มันไม่มีเหตุผลมากนักหรอกที่ทำให้พวกเขาเดินเข้าสู่เส้นทางอันดำมืด



“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”



เงาดำปรากฎที่เบื้องหน้าของเขา มันอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิท แฝงกายอยู่ในร่างมนุษย์เยี่ยงปรสิต ยุนกิไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าใช่อย่างที่เขาคิดหรือไม่ 



“ข้าขอแนะนำให้เจ้าจากไปแต่โดยดี”



ครานี้เสียงนั้นเรียบนิ่งลงเหมือนเป็นคนละเสียงกับเสียงเมื่อครู่ ยุนกิไม่ได้พบเจอปีศาจที่มีปัญญามากนัก ปีศาจส่วนใหญ่มักโง่เขลา ต้องการเพียงสูบเลือด เนื้อ และวิญญาณของมนุษย์ ปีศาจตนนี้นอกจากจะไม่เข้าทำร้ายเขาแล้วยังต่อรอง


ปีศาจชั้นสูง



“นักล่า... มิใช่ข้าไม่คิดอยากจะกัดกินวิญญาณของเจ้า การชดใช้ได้ดำเนินมานาน...นานเกินกว่าที่ทุกอย่างจะหมุนกลับ ต่อให้เจ้าทำลายซากประหักพังหรือผลาญสถานที่นี้ให้หายไปจากแผนที่ก็ไม่มีใครหยุดมันได้”



“กลับไปอยู่ในที่ของเจ้าแล้วอย่าคิดล้ำเส้นอีก”



.



ฉั๊วะ!!!!!!



ดาบแหลมคมพุ่งเข้าทิ่มแทงร่างนั้น แต่มันกลับหลบหลีกได้ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องโจมตี เจ้าเงาดำนั้นย้ายร่างไปที่อีกฝั่ง แต่ไม่มีทีท่าว่าจะโจมตีเขากลับแต่อย่างใด



ทำไม!



“มันสายไปแล้ว”



ฉั๊วะ!!!!!!



ผ้าคลุมถูกตัดจนปลายผ้าขาดแหว่งไปหนึ่งเสี้ยว



“อย่าทำให้ข้าไม่มีทางเลือก นักล่า...”



ยุนกิไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงจับความปวดร้าวได้ในน้ำเสียงนั้น เขาพุ่งเข้าหามันอีกครั้ง ครานี้ต้องการเห็นใบหน้าที่อยู่ใต้ผ้าคลุม แต่มันรู้ทัน! เกิดสายลมประหลาดซึ่งมันบาดเสื้อผ้าและผิวหนังของเขาจนเลือดซึม มันคือมนต์ดำ!



“ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า”



“เพราะอะไร!”



“เพราะ.....ไม....เคย....ข้า”



น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาลงจนเหมือนเสียงกระซิบ



ทำไมมันถึงไม่อยากทำร้ายเขา



ก่อนที่เจ้าปีศาจจะพูดอะไรต่อ เมฆสีเทาดำเริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาบดบังดวงจันทร์ทีละนิด มากขึ้นอีกจนกัดกินแสงสว่างไปครึ่งหนึ่ง



เขาได้ยินเสียงสบถ



“จงออกไปจากคฤหาสถ์นี้ แล้วอย่าได้กล้าแม้แต่จะกลับมา มิน ยุนกิ”



“เพราะครั้งหน้าที่เราได้พบกัน... ไม่ข้าก็เจ้า ที่ต้องตาย”



ไม่ทันจะได้ตอบโต้ เขาเห็นกับตาว่ามันสะบัดเสื้อคลุมแล้วโดดย่ำหนีไปจากสวนอย่างรวดเร็ว เขาอยากที่จะตามมันไปแต่เพราะความมืดทำให้ร่างของมันกลมกลืนและกลายเป็นส่วนหนึ่ง



“ชิ...หนีไปจนได้”



แต่เขาได้รู้อย่างหนึ่งว่าเจ้าปีศาจ...มันอยู่ที่นี่


แฝงตัวเป็นใครสักคนอย่างแน่นอน



 —————



“ยามที่ลาดตระเวนเมื่อคืน? ทำไมหรือขอรับ”



“ข้าคิดว่าทำของหล่นไว้ เลยอยากไปถามหาเอากับเขาเท่านั้นเอง”



ยุนกิคิดว่าจองกุกน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด หรือไม่ก็สามารถตามหาใครที่เขาต้องการได้ เพราะว่าเมื่อเช้าสีหน้าของเขาดูไม่ดีนัก จีมินถึงได้ยกเว้นชั่วโมงเรียน แต่ความร้อนรนในใจทำให้เขาต้องการตามตัวเจ้าคนในชุดคลุมให้เร็วที่สุด



ปีศาจที่ฉลาดเฉลียวอย่างนั้น



ต้องการอะไรกันแน่



“ข้าไม่แน่ใจ แต่จะลองถามให้ก็แล้วกัน ท่านทำสิ่งใดหายไปหรือ”



“อะ...อาจเป็นสมุดจดของข้าเอง”



เขาโกหก สมุดจดยังคงอยู่ในเสื้อคลุมของเขา



“ข้าจะไปสอบถามท่านพ่อบ้านแล้วจะแจ้งให้ท่านทราบอีกทีขอรับ”



“ขอบใจมาก จองกุก”



“สีหน้าของท่านดูไม่ดีเลย ให้ข้าเดินไปส่งท่านที่ห้องพักดีหรือไม่” จองกุกมีสีหน้าเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าใบหน้าของยุนกิซีดเซียวกว่าปกติ 



“ไม่เป็นไร ข้าสบายดี... ว่าแต่เจ้าเคยบอกว่าอยากถกปัญหาเกี่ยวกับ...”



ร่างของทั้งคู่เคลื่อนย้ายจากริมทางเดิน ห่างไกลออกไปเรื่อยสู่ปีกทิศเหนือ สายตาของใครบางคนจับจ้องอยู่จนพวกเขาเดินหายลับไป





/  quatre /




“เอ๊ะโอ... ข้าได้กลิ่นของความริษยาหึ่งมาเชียว”



“หุบปาก”



ปัง!!!!!!!!



ฝ่ามือเรียวฟาดลงกับชั้นหนังสือ กวาดทุกสิ่งทุกอย่างให้ร่วงหล่นลงมาจนฝุ่นตลบอบอวล 



‘คุณชาย เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ!’ เสียงของเด็กรับใช้ด้านนอกทำให้เขาต้องเอามือลูบใบหน้าเพื่อเรียกสติที่หายไปให้กลับคืน



“ไม่มีอะไร คังซอก ข้าเพียงแต่ทำของหล่นเท่านั้น” 



“เจ้าช่างปรับอารมณ์เก่งยิ่งนัก”



“ต้องขอบคุณท่านหรือไม่ที่ช่วยสอนสิ่งเหล่านี้ให้ข้ามาเป็นเวลาหลายปี” น้ำเสียงนุ่มนวลที่พูดกับเด็กรับใช้พลันฉาบด้วยความกร้าวเพียงเสี้ยววินาที เจ้าของเสียงแรกหัวเราะขบขัน จีมินตวัดสายตาไปมองร่างที่ลอยวนไปเวียนมาอยู่ในอากาศด้วยความหงุดหงิด นึกอยากจะหักเขาคดของมันออกมาเพื่อทำเป็นเครื่องประดับห้องนัก



“ข้ารู้สึกได้ว่าเจ้ากำลังคิดไม่ดีกับเขาของข้า” มันใช้มือที่มีเล็บแหลมลูบเบาๆที่เขาโค้งงอ



“ข้าไม่เคยคิดดีกับท่านอยู่แล้ว” เขาเดินหนีจากซากสิ่งของมานอนเอกเขนกที่เก้าอี้ตัวยาว เมื่อมองออกไปที่สวนของตัวเอง สายตาเห็นที่โต๊ะเล่นหมากรุก ในใจก็ยิ่งขุ่นมัวเหมือนมีตะกอนจำนวนมากปั่นวนรวมกันอยู่ในช่องท้อง



“แต่ข้าชอบเจ้าในเวลานี้นะ...เด็กน้อย



“ข้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว”



“มีแต่เด็กเท่านั้นที่ลงไม้ลงมือกับข้าวของ”



“ข้าไม่ต้องการความเห็นจากท่าน”



“มีแต่เด็กเท่านั้นที่เกรี้ยวกราดใส่ผู้ใหญ่...”



ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเงียบ



“ยังไม่ได้เรื่องเหมือนเดิมเลยนะ... จีมินอา...”



“ออกไป”



“ไม่นึกว่าเจ้าจะมีรสนิยมอย่างเจ้านักล่า... อ่า ข้าเห็น... เห็นชัดเจนเลยว่าเขากำลังถกปัญญาเชาว์กับน้องชายเจ้าอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว...” น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเย้ยหยัน เสียดสี และความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มือของเขาสั่นเพราะอยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่...



“ออกไปจากห้องข้า!”



“แล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะเรียกหาข้า... จีมิน เพราะไม่มีใครรักเจ้า ไม่มีใครต้องการเจ้า เจ้ามันก็แค่ส่วนเกิน เครื่องสังเวย ถึงวันนั้นเจ้าจะรู้ว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่เป็นมิตรที่แท้จริง...” 



“ไสหัวไป!!!!!!!!!”



“ฮ่าๆ ได้ ตามที่เจ้าต้องการ...” เสียงนั้นเริ่มเบาบางลง เขาไม่ได้ปรายสายตาไปด้วยซ้ำว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญหายไปแล้วหรือไม่ 



ตุบ!



“โอ๊ะ... ข้าบังเอิญทำของหล่น ฝากเจ้าเก็บไว้ด้วยแล้วกันนะ”



สมุดบันทึกสีตุ่น---เขาอยากที่จะทำลายมันนัก---ไม่ เขาเพียรพยายามหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะทั้งฉีก เฉือนด้วยดาบที่คมที่สุด เผาด้วยไฟที่แรงที่สุด แต่มันกลับไม่มีวันสูญสลาย ทุกครั้งมันจะกลับมา ในสภาพเช่นนั้น หลอกลวง ปั่นประสาท เป็นหนามแหลมคมที่สุดซึ่งทิ่มแทงใจเขามานานหลายปี



มันคือคำสัญญา



เขาเกลียดชังมัน แต่กลับจดจำได้ทุกถ้อยคำซึ่งจารด้วยหยาดเลือด ทุกครั้งที่จ้องสัญลักษณ์ประหลาดบนปก หน้าอกข้างซ้ายของเขาร้อนเหมือนถูกไฟลน มือขาวกุมที่จุดนั้น มันปวดร้าว ที่มากกว่าความเจ็บปวดคือรอยตราที่มีลักษณะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน



ทำไม



ทำไมต้องเป็นเขาด้วย



ทั้งเกลียดและกลัวในคราเดียวกัน เขาหยิบมันขึ้นมาจากพื้น สมุดเล่มนี้ไม่ต่างอะไรกับตำนานของแพนโดร่า เขาไม่น่าเลือกที่จะเปิดอ่านมัน ไม่ควรที่จะพ่ายแพ้ให้กับความสงสัยใคร่รู้ เพราะมันคือรอยแผลที่เจ็บปวดที่สุด มากกว่าคมดาบหรือยาพิษขนานใด



จากอาวุธที่เรียกว่าความรัก



พลิกเปิดหน้าแรกของมัน น้ำตาหยดแรกร่วงหล่นลงที่ตัวอักษร มันไม่ได้จางซึมเมื่อโดนน้ำ สีเก่าซีดจางเช่นเดียวกับกระดาษกลับถูกขับให้เด่นชัดเมื่อน้ำตาไหลผ่านตัวอักษรต่อตัวอักษร



บันทึกและคำสัญญา



ควอน ซึงอา




“ทำไมท่านถึงไม่เคยรักข้าเลย ท่านแม่”




/ cinq /




18xx.05.07




ไดอารี่ที่รัก, อาจารย์บอกแก่พวกเราว่าเมืองหลวงว่าจ้างคณะของพวกเราให้ไปแสดงที่งานเลี้ยงเฉลิมฉลอง....ข้าจำชื่อของมันไม่ได้แล้ว แต่พี่ฮเยริบอกว่าที่นั่นมีแต่สีสันและแสงสี ชนชั้นสูงในชุดสวยงาม ชุดหนึ่งนั้นราคาแพงกว่าค่าทำงานของพวกเราทั้งปีเสียอีก ข้าเคยเห็นคุณนายคิมสวมใส่ชุดลูกไม้ทั้งตัว มันงดงามมาก แต่พี่ฮเยริบอกว่านั่นน่ะไม่ได้ครึ่งของเคาท์เตสจากตระกูลชั้นกลางด้วยซ้ำ ข้าตื่นเต้นมากเพราะการแสดงของเราคือจีเซลล์ ข้าใฝ่ฝันอยากจะได้เป็นจีเซลล์มาตลอด! อาจารย์บอกว่าครั้งนี้คณะของเราจะตัดชุดการแสดงใหม่ทั้งหมด พี่ฮเยริยังบอกอีกว่าพี่จูฮยอนที่ได้แต่งเข้าตระกูลขุนนางไปเมื่อปีกลายก็ได้เพราะหล่อนได้แสดงเป็นตัวเอก ข้าเองก็อยากมีโอกาสเช่นนั้นบ้าง อะไรจะดีไปกว่าการได้สวมใส่ชุดสวยๆและได้มีสามีที่ร่ำรวยกันนะ




18xx.05.xx



ไดอารี่ที่รัก, อาจารย์ประกาศแล้วว่าจะมีการคัดเลือกนักแสดงนำ! แน่นอนว่าข้าต้องการบทจีเซลล์ แต่ก็ยังมีคนอื่นที่มีความสามารถ แต่อาจารย์บอกว่าครั้งนี้จะเป็นการคัดเลือกอย่างยุติธรรม ข้าถึงสบายใจขึ้นมาหน่อยเพราะจีมิน คิม จีมินคนนั้นละ หล่อนทั้งสวย รูปร่างดีและเต้นได้ดีมากเสียด้วย! ในสายตาข้าแล้วไม่มีใครที่จะเป็นคู่แข่งได้มากไปกว่านี้ แต่ข้าจะขยันซ้อม ข้าเชื่อว่าถ้าข้าทำได้ เป็นกำลังใจให้ข้าด้วยนะ




1x6x.07.0x



ไดอารี่ที่รัก, ข้าต้องขอโทษด้วยที่ห่างหายไปนาน แน่นอนว่าข้าทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ข้าแทบไม่ได้หยุดพัก แต่โชคดีที่พี่ฮเยริคอยดูแลข้าอย่างดี การคัดเลือกใกล้เข้ามาถึงแล้ว ข้าตื่นเต้นมาก เป็นกำลังใจให้ข้าด้วยนะ




18xx.07.1x


ไดอารี่ที่รัก, มีหมุดอยู่ในรองเท้าของข้า โชคดีที่ข้าเห็นมันก่อนจึงเอามันออกมา การคัดเลือกผ่านไปได้ด้วยดี ข้าไม่ได้ดูการแสดงของคนอื่นเพราะประหม่า แต่อาจารย์บอกว่าข้าทำได้ดีและขอให้ข้าโชคดี ข้าได้ยินคนพูดคุยกันว่าจีมินร้องไห้เพราะเธอทำพลาด ข้าควรจะรู้สึกเสียใจกับเธอแต่หัวใจกลับลิงโลดเพราะนั่นหมายความว่าโอกาสของข้ามีเพิ่มมากขึ้นสินะ! ข้ายังยืนยันว่าข้าอยากได้รับบทจีเซลล์เพราะนางช่างมีหัวใจและความรักที่งดงาม ข้าปราถนาจะรักใครสักคนด้วยสุดหัวใจของข้าและเขาเองก็รักข้าหมดหัวใจเช่นกัน อา...ข้าช่างพร่ำเพ้อเสียจริง





18xx.07.x3


ไดอารี่ที่รัก! ข้าเสียใจแต่ก็ไม่เสียใจ จีมินได้รับบทจีเซลล์ ส่วนข้าได้รับบทเจ้าหญิงบาธิลด์ ข้าเสียใจที่ข้าไม่ได้รับบทจีเซลล์ แต่ก็ไม่เสียใจเพราะข้าพยายามเต็มที่แล้ว ข้าไม่เคยซ้อมบทของบาธิลด์มาก่อนแต่ข้าจะพยายาม ยินดีกับจีมินด้วย เธอเป็นนักเต้นที่เก่งมาก ข้ายอมรับจากใจ




18xx.09.xx


ไดอารี่ที่รัก, ข้าฝึกซ้อมหนักมากจึงไม่ค่อยมีเวลามาเขียน อย่าเพิ่งโกรธข้าเลย ช่วงนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ข้ารู้สึกกังวลแต่ข้าคงจะกังวลไปเอง ข้าควรพักผ่อน




18xx.10.xx


ไดอารี่ที่รัก, พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางไปทำการแสดงแล้ว นี่เป็นการออกนอกเมืองครั้งแรกของข้า ข้าตื่นเต้นเหลือเกิน ช่วงนี้ข้ารู้สึกปวดหัวบ่อยครั้ง อาจารย์บอกว่าข้าไม่ควรเครียดจนเกินไป




18xx.10.2x


ไดอารี่ที่รัก, พวกเราทำการแสดงแล้ว ข้าควรดีใจใช่หรือไม่แต่ข้ากลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลย พวกชนชั้นสูง พวกนั้นมองเราด้วยสายตาที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเหลือเกิน พวกหล่อนอยู่ในชุดหรูหรา กระซิบกระซาบกัน เรียกข้าว่าโสเภณี ข้าไม่ได้เป็นโสเภณี ยังเหลือการแสดงอีกสองวัน ข้าหวังว่าข้าจะทำมันได้ดี



18xx.10.2x



ไดอารี่ที่รัก, สิ่งหนึ่งที่ข้าไม่ได้บอกเจ้าคือ... ข้าหลงรักท่านเคาท์ตระกูล ป. เขาช่างหล่อเหลาและมีน้ำใจ วันนี้ข้าบังเอิญเดินผ่านกลุ่มหญิงชนชั้นสูง พวกหล่อนหัวเราะเยาะข้า แต่ท่านเคาท์กลับเข้ามาช่วยเหลือข้าและบอกว่าอย่าได้สนใจ ข้ารู้สึกเจ็บปวดเมื่อค้นพบว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วถึงสองคน ข้าทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ ไม่เป็นไร สักวันข้าคงจะเจอใครสักคนที่รักข้าเพียงคนเดียวด้วยใจจริง



18xx.10.2x



ข้าไม่เข้าใจ




18xx.11.0x



ไดอารี่... เข้าคงจะแปลกใจว่าทำไมข้าจึงเขียนเพียงประโยคสั้นๆนั้น ข้าได้ค้นพบความจริงที่น่าหวาดกลัวโดยบังเอิญ เป็นจีมิน เป็นจีมินที่แย่งบทจีเซลล์ไปจากข้า!!!!!!! ข้าได้ยินกับสองหูของตัวเอง หล่อนพูดกับหญิงคนอื่นว่าแม่ของหล่อนเสนอเงินทุนให้กับคณะบัลเล่ต์เพื่อให้หล่อนได้เล่นบทจีเซลล์และหล่อนก็ได้มัน ข้ารู้สึกโกรธ เพราะที่จริงแล้วบทนั้นควรจะเป็นของข้า ของของข้า!!!! ข้าเกลียดหล่อน ข้าร้องไห้จนตาบวมไปหมด



18xx.11.xx



หล่อนรู้แล้วว่าข้ารู้ แต่หล่อนไม่สนใจ ใช่สิ หล่อนจะต้องสนใจอะไรในเมื่อหล่อนกำลังจะได้แต่งกับมาควิสแห่งเมืองอุช เขาเป็นมาควิสรูปงามและยังไม่มีภรรยา! หึ เพราะบทที่ขโมยจากข้าไปทำให้หล่อนได้ดิบได้ดีถึงเพียงสินะ



18xx.11.xx



ไดอารี่ จะมีสิ่งใดที่เจ็บปวดกว่าการที่ได้รับรู้ว่าเพื่อนเป็นคนที่ทรยศเราหรือไม่ ใช่แล้ว... หมุดในรองเท้าของข้าเป็นฝีมือของพี่ฮเยริ หล่อนเกลียดข้า 




18xx.11.xx



ไดอารี่ ข้ารู้ดีว่าไม่ควรตัดสินใจอะไรด้วยการใช้โทสะ แต่... พี่ฮเยริเองก็ได้ผู้ชายที่ดีมาทาบทาม แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อค้าแต่เขาก็ร่ำรวย ทุกคนที่เกลียดชังข้ากลับได้ดี ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่จิตใจชั่วร้ายถึงได้พเจอแต่สิ่งดีๆ เพราะรู้สึกโกรธมาก ข้าหนีไปร้องไห้คนเดียว ท่านเคาท์ป. เดินผ่านมาเจอข้า เขาบอกว่าข้าไม่คู่ควรกับน้ำตา เขาสัญญาว่าเขาจะดูแลข้าและครอบครัวข้าอย่างดีถ้าข้าตอบตกลง ข้ามีครอบครัวที่ไหน ข้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกอาจารย์เก็บมาเลี้ยง อย่างที่บอกว่าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ข้าตอบตกลง อาจารย์ถามข้าว่าคิดดีแล้วหรือ อาจารย์เองก็ไม่ได้หวังดีต่อข้าหรอก เพราะไม่อย่างนั้นอาจารย์คงไม่ให้บทนั้นกับจีมินไป! ข้าตอบไปว่าข้าต้องการสิ่งนี้ อาจารย์ถอนหายใจแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก



18xx.11.xx



ข้าไม่มีทรัพย์สมบัติใดจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลับไปที่บ้านเกิด ข้าไม่ได้มองหน้าใครทั้งนั้นยามที่ก้าวเท้าขึ้นไปบนรถม้าราคาแพงของตระกูลปาร์ค ใช่ ไดอารี่ที่รัก ขอโทษที่ข้าต้องปิดบังเจ้า แต่ข้ากำลังจะได้เป็นนายหญิงตระกูลปาร์ค ข้าไม่เคยไปโคห์อิมบรา แต่ท่านเคาท์บอกว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดีมาก เขากุมมือข้าด้วยความรัก ข้ารู้สึกร้อนไปหมดเพราะไม่เคยมีใครมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน



18xx.11.xx



ไดอารี่ที่รัก, คฤหาสถ์ตระกูลปาร์คช่างใหญ่โตนัก ท่านเคาท์ซื้อเสื้อผ้ามากมายให้ข้า มันสวยงามมาก ตลอดชีวิตของข้าไม่เคยได้สวมเสื้อผ้าที่ดีเช่นนี้มาก่อน สีสันของมันสดใส และใช่! เครื่องประดับ มันสวยงามมาก ข้าอาจเคยสวมเครื่องประดับของเจ้าหญิงบาธิลด์ แต่มันก็แค่ของราคาถูก เพชรไม่น้ำงามเช่นเพชรที่ท่านเคาท์ให้กับข้า เขาบอกให้ข้าเก็บรักษามันไว้ให้ดี



18xx.11.xx



ไดอารี่ที่รัก, คุณนายที่หนึ่งหัวเราะข้าที่กลางโต๊ะอาหาร ข้าไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ข้าเพียงแต่สวมชุดสีสันสดใสและเครื่องประดับที่ท่านเคาท์ให้ข้า นางไม่เคยปริปากพูดกับข้าด้วยซ้ำแต่กลับหัวเราะเยาะและบอกว่าข้ามีรสนิยมที่แปลกประหลาด ข้ามองไปที่ท่านเคาท์แต่ท่านเคาท์ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ กลับเป็นคุณนายที่สองที่ร้องขอสร้อยอย่างเดียวกับข้า ครั้งนี้ท่านเคาท์เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์แล้วบอกว่าเขาจะจัดหามาให้หล่อนอย่างแน่นอน คืนนี้ท่านเคาท์แวะมาที่เรือนของข้า ข้าอาศัยอยู่ที่ปีกตะวันตก มันช่างเงียบเหงา คนรับใช้ชอบหายหัวไปในเวลากลางวัน ข้าเบื่อ



18xx.12.xx 



คุณนายที่หนึ่งคลอดบุตรสาว ตั้งชื่อให้หล่อนว่าจียอน ท่านเคาท์ดีใจมากเพราะเป็นบุตรคนแรกของตระกูล ท่านเคาท์ไม่แวะมาเยี่ยมเยียนข้าเลย ข้าไปขอพบพ่อบ้านก็บอกว่าท่านติดธุระสำคัญ เขาไม่แม้แต่จะเข้าไปหาท่านเคาท์ให้ข้าด้วยซ้ำ ไม่มีใครในบ้านนี้ที่รู้สึกว่าข้าเป็นเจ้านาย นังคนใช้ปากดีก็เอาเรื่องของข้าไปพูดลับหลัง ข้าไม่น่าไว้ใจนางเลย




18xx.12.06



ไดอารี่ที่รัก... วันนี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับข้า มันเริ่มมาจากคุณนายที่หนึ่งกล่าวหาข้ากลางโต๊ะอาหารว่าข้าแช่งให้ลูกหล่อนตาย ข้าเปล่าทำอย่างนั้น ข้ากล่าวว่าข้าไม่ได้ทำแต่ไม่มีใครเชื่อ นังคนใช้! นางควรจะรับใช้ข้าแต่นางกลับพูดปด นางว่าข้าพูดเช่นนั้นจริง แต่ข้าไม่ได้ทำ! ท่านเคาท์โกรธข้ามาก ท่านเคาท์บอกว่าจะส่งตัวข้ากลับบ้านเพียงเพราะคำพูดปดนั่น ข้าร้องไห้ แต่สามีของข้าไม่สนใจ เขาสั่งให้คนเอาตัวข้าออกมาโยนไว้ที่ลานน้ำพุ คนรับใช้ชายพวกนั้นน่าขยะแขยง พวกมันบอกว่าหากข้าถูกเฉดหัวจากตำแหน่งคุณนายเมื่อไหร่ให้ไปหาพวกมันที่เรือนคนใช้ พวกมันบอกว่าจะรับเลี้ยงข้าเอง ข้าด่าทอพวกมัน แต่พวกมันกลับหัวเราะแล้วก็เดินจากไป ในใจของข้าปั่นป่วน พระบิดาไม่ทรงรักข้าเหมือนที่รักมนุษย์คนอื่นใช่หรือไม่ ทำไมมีเพียงแต่ข้าที่ต้องเจอเรื่องเช่นนี้ ข้าตั้งคำถาม ร้องไห้



ในตอนนั้นที่ชายคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น เขาอยู่ในชุดสีดำ ไว้หนวดและเคราแพะ ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน แต่เขาปลอบโยนข้า เขาถามข้าว่าข้ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่ เขาเฝ้ามองข้า สงสารข้า เขาบอกข้าว่าเพราะข้าไม่ได้เกิดมาในตระกูลขุนนางจึงไม่แปลกที่ข้าจะไม่เข้าใจเล่ห์กลของพวกนาง ข้าร้องไห้หนักกว่าเดิมเพราะมันคือเรื่องจริง! พวกนางริษยาข้าที่ข้าเยาว์วัยและงดงามกว่า



ชายผู้นั้นว่าเขาอยากจะช่วยเหลือข้า... เขาจะช่วยเหลือให้ข้าได้กลับไปอยู่ในสายตาของท่านเคาท์อีกครั้ง และทำให้ท่านเคาท์หลงใหลในตัวข้าเพียงคนเดียว ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำมันได้ เพราะไม่เคยมีใครสั่งท่านเคาท์มาก่อน... แล้ว... ใช่ ปีกนั่น ปีกพังผืดน่าเกลียด เขาเป็นปีศาจ ตอนนั้นข้ารู้สึกกลัวจนน้ำตาแห้งเหือด ปีศาจหัวเราะแล้วกล่าวว่าเขาจะไม่ทำอะไรข้า เขามาเพื่อช่วยข้า ในวันที่พระบิดาไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ข้ารู้สึกกลัว แต่เพราะเขาช่างดูสุภาพและจริงใจเหลือเกิน



‘เจ้าปราถนาสิ่งใด’



ในตอนนั้นที่ข้านึกสงสัย เขาจะสามารถทำให้มันเป็นจริงได้หมดทุกอย่างเลยหรือ



‘ใช่ ข้าทำได้’ เขาอ่านใจข้า!



‘ความเยาว์วัย ปัญญา ความร่ำรวย อำนาจ หรือแม้กระทั่งชื่อเสียง ข้าก็สามารถบันดาลให้เจ้าได้ทั้งนั้น’ ข้าไม่อยากจะเชื่อ



‘แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นช่างง่ายดายสำหรับข้า’



‘หรือจะยอมตกอยู่เป็นเบี้ยล่างให้คนพวกนั้นรังแก? เจ้าอยากเป็นเมียไอ้บ่าวรับใช้พวกนั้น?’



‘ไม่!’



ปีศาจยิ้มอย่างอ่อนโยนสุภาพ


‘ข้าสามารถทำให้ความปราถนาของเจ้าเป็นจริงได้’



‘…แต่ ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนเล็กน้อย’ เขาลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ



‘เจ้าจะมีชีวิตที่สุขสบาย ได้นอนอยู่บนกองเงินกองทอง ได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆและได้อยู่เหนือสตรีที่รังแกเจ้า ท่านเคาท์ของเจ้าจะไม่มีสายตาไว้มองผู้อื่นอีกต่อไป แค่...’



หัวใจของข้าลุ้นระทึก


‘เมื่อความตายมาถึง วิญญาณของเจ้าจะเป็นของข้า’



แล้วมันก็ดิ่งวูบลง ไม่มีทาง... ข้าทำมันไม่ได้หรอก เพราะเมื่อคนเราทุกคนตาย วิญญาณของเราจะล่องลอยกลับขึ้นไปหาอ้อมกอดที่อบอุ่นของพระบิดา พระบิดาจะให้พวกเราอาศัยอยู่ในสวนเอเด็นของท่านตลอดไป



‘เจ้าไม่รู้สักหน่อยว่านั่นเป็นเรื่องจริง’


ปีศาจอ่านใจข้าอีกแล้ว!


‘ตะ... แต่ข้า ไม่อยาก... ข้ากลัว’



‘ถ้าเจ้ามัวแต่กลัว เจ้าก็คงจะไม่มีทางมีความสุข!’ เขาเริ่มเกรี้ยวกราด ข้าเห็นเขาน่าเกลียดน่ากลัวของเขางอกออกมา เหมือนเขาจะรู้ว่าข้ากลัว เขาถึงเก็บมันเข้าไป



‘เอาละ... ข้ารู้ว่าเจ้ากลัว เอาเป็นว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องมอบวิญญาณของเจ้าให้กับข้าก็ได้’


เขาเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ข้ากลับรู้สึกกลัวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา


‘บุตรคนแรก มอบเขาให้กับข้า’


‘ข้าจะมีบุตรหรือ?’


‘ใช่....เจ้าจะมีบุตรได้เท่าที่เจ้าต้องการเลยละ ข้าต้องการแลกเปลี่ยนทุกสิ่งที่ข้าพูดมากับบุตรคนแรกของเจ้า’ 


ข้ารู้สึกลังเล แต่ข้าไม่เคยรับรู้ว่าความรู้สึกระหว่างมารดาและบุตรเป็นเช่นไร มันถูกต้องแล้วหรือที่ข้าจะตกลงยกเขาให้กับปีศาจ



‘ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ กับบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วข้าจะไม่แตะต้องบุตรคนอื่นของเจ้าอีกเลย รวมทั้งตัวเจ้าด้วย หลังจากบุตรคนแรกของเจ้าลืมตาดูโลก ข้าจะหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตน ว่ายังไงละ... น่าสนใจดีใช่หรือไม่ เจ้าก็ได้สิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าก็ได้สิ่งที่ข้าต้องการ’


‘แล้วท่านจะเอาเขาไปทำอะไร...’ ข้อยอมรับว่าข้อเสนอนั้นช่างเย้ายวนใจ แต่ว่า...


‘นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องตอบ ลองคิดดูให้ดีแล้วเจ้าจะรู้ว่าไม่มีอะไรที่ดีไปมากกว่านี้แล้ว’


‘ซึงอาที่รัก ความอ่อนเยาว์ ปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจ ชื่อเสียง บอกมาสิว่าเจ้าต้องการอะไร’



‘เพียงแค่กระซิบเท่านั้น... และข้าได้ยินมัน’



‘สาวน้อยที่รัก บอกความปราถนาของเจ้ามาสิ’



ไดอารี่ที่รัก... ใช่ ข้าตอบตกลง เจ้าปีศาจแสดงสีหน้าปรีดายิ่งนัก ข้ารู้สึกกลัว แต่ข้าตอบตกลงไปแล้ว เพียงแค่ได้ยินเสียงหัวเราะของคุณนายที่หนึ่ง หัวใจของข้าก็กู่ร้องด้วยความริษยา สิ่งที่มันทำกับข้า ข้าจะตอบแทนกลับไปให้สาสม ปีศาจถามข้าว่าข้ามีสิ่งใดที่สำคัญมากหรือไม่ และใช่ คือเจ้า ไดอารี่เพื่อนรัก เจ้าเจ็บปวดหรือไม่ที่มันสลักตราสัญลักษณ์น่าเกลียดลงบนหน้าปกของเจ้า ไดอารี่ที่รัก ข้าต้องขอโทษด้วยที่ข้าต้องทำแบบนี้ แต่ปีศาจบอกข้าว่าเจ้าจะกลายเป็นตัวแทนของคำสัญญา ข้าลงชื่อตัวเองด้วยเลือด มันเจ็บปวดมาก แต่คนที่ทำให้ข้าต้องเจ็บปวดจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่า คอยดูข้า คอยดูให้ดี




 —————




18xx.10.xx



ไดอารี่ที่รัก ไม่ได้เขียนมานานแค่ไหนแล้วนะ ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะได้จรดน้ำหมึกลงบนตัวเจ้า ใช่แล้ว ในที่สุดข้าก็ได้สิ่งที่ต้องการ ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องก้มหัวให้ข้า แม้กระทั่งคุณนายที่หนึ่งยังต้องคอยหลบให้ข้าเวลาที่เราบังเอิญเดินสวนกันเสียด้วยซ้ำ นางสวมเสื้อผ้าสีทะมึน ช่างดูหม่นหมองและสูงวัยเหลือเกิน แต่ก็คงเข้ากับคนอย่างนางแล้วละ ข้ามีความสุขมาก



ข้าคลอดบุตรชาย



ใช่ ปีศาจกระซิบต่อข้าว่าข้าจะได้บุตรชาย และมันก็ออกมาเป็นบุตรชายจริงๆ ท่านเคาท์รักหลงลูกชายยิ่งกว่าอะไร นังเด็กแฮรินนั่นมีหรือจะสู้ลูกชาย แน่นอนว่าข้าวางแผนจะคลอดบุตรคนต่อไป เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของข้า มันเป็นบุตรของปีศาจ


เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าตั้งชื่อมันว่าอะไร? จะมีชื่อใดได้อีกนอกจาก จีมิน ชื่อของผู้หญิงที่แย่งทุกสิ่งไปจากข้า ชื่อที่ข้าเกลียดชังมันที่สุด มันไม่ใชลูกข้า ไว้รอให้ข้าคลอดบุตรชายอีกคนหนึ่งแล้วข้าจะเฉดหัวมันให้ไปอยู่ที่ปีกตะวันตก เพราะในตอนนี้ข้าได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่ปีกทิศเหนือกับสามีของข้าแล้ว หากวันหนึ่งมันคุ้มคลั่งเป็นปีศาจ ข้าก็จะได้โทษแม่นมที่ดูแลมันไม่ดี จะต้องกลัวอะไรอีกในเมื่อตอนนี้ข้าเองก็ตั้งครรภ์แล้ว ปีศาจบอกว่าเขาคือบุตรชายและแน่นอน เขาจะเป็นลูกของข้า ข้าจะให้ทุกสิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา ส่วนจีมิน... ข้าได้ยกให้เป็นของตอบแทนของปีศาจแล้ว ไม่ใช่กงการอะไรของข้าอีก


ไดอารี่ที่รัก ข้าเองก็ยังอยากจะพาเจ้าไปด้วยกันอยู่หรอกนะ แต่เพราะบนตัวของเจ้ามีรอยสลักไว้เสียแล้ว เสียใจด้วยเพราะเจ้าคงจะต้องอยู่ที่นี่ ข้าจะซ่อนเจ้าไว้ให้ลึกที่สุดโดยที่ไม่มีใครหาเจอ ไม่ต้องเสียใจ เพราะข้าจะคิดถึงเจ้าตลอดไป



จำได้หรือไม่ที่ข้าเคยบอกให้เจ้าจับตา คอยดูข้าไว้ให้ดี ใช่...ข้าจะยังก้าวต่อไป สู่ความรุ่งเรืองอันไม่มีที่สิ้นสุด



ลาก่อนตลอดไป



 —————



/ six /



โลกของปาร์ค จีมินในวัยสิบสามพังทลายลงเพราะความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง แหลกสลายไม่ต่างอะไรกับหัวใจของจีเซลล์ยามที่ได้รู้ว่าอัลเบรชต์กำลังจะแต่งงานกับบาธิลด์



/ sept /



จีมินไม่ได้เกลียดน้องชายของตัวเอง เขามั่นใจ


จองกุกเป็นเด็กที่ดี เป็นเด็กน่ารักและก็รักเขามาก เพราะอย่างนั้นเขาถึงไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นน้องชาย ไม่ว่าจะตั้งแต่เด็กมาแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดมักจะถูกมอบให้จองกุกเสมอ มารดามักจะกล่าวว่าเพราะจองกุกเป็นน้อง จีมินอยากที่จะเป็นพี่ที่ดีจึงเชื่อฟัง เติบโตมาอีกหน่อย... เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงไม่ได้เรียนวิชาปราชญ์และการปกครองเหมือนอย่างน้อง เขาเองก็เป็นพี่ชายคนโตมิใช่หรือ แต่มารดากลับตอบเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนว่า เพราะร่างกายของเขาอ่อนแอ จองกุกจึงต้องเสียสละเรียนหนักเพื่อเขา อย่างที่เขาเคยเสียสละของเล่นให้กับน้องในตอนเด็ก



หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี เขาจึงรับรู้ว่าสิ่งที่มารดาพูดทั้งหมดเป็นเพียงคำโกหก



จีมินรู้ว่าท่านพ่อรักเขา แต่ระหว่างบุตรชายที่มีดีแค่เล่นดนตรีกับบุตรชายที่สืบทอดพรสวรรค์ของขุนนางไปอย่างเต็มเปี่ยม เขาไม่ได้แปลกใจหากน้ำหนักที่วางอยู่บนตาชั่งจะเอนเอียง



มือที่ใช้เล่นดนตรี เมื่อครั้งยังเด็ก เขาเริ่มจับเปียโนครั้งแรกเพราะมารดาของเขาเป็นนักบัลเล่ต์ /นักบัลเล่ต์ที่ไม่เคยเต้นรำอีก/ เขาเคยแอบเห็นหล่อนน้ำตาคลอกับการแสดงบทกวี ในตอนนั้นคิดเพียงว่าอยากเล่นดนตรีให้เก่ง เป็นนักเปียโนที่ดี มารดาของเขาอาจจะกลับมาเต้นอีกครั้ง แต่นางกลับเกรี้ยวกราดเมื่อเขาเล่นเพลงนั้น เพลงที่ฝังใจนางอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพลงที่นางหักแผ่นเสียงทิ้งทั้งที่เป็นผู้ซื้อมันมาเอง



สิ่งที่นางได้รับจากปีศาจ ไม่เคยลบล้างความแค้นที่หยั่งรากลงลึกได้เลย



เขารู้ดี



รู้ดีกว่าใคร



แต่เขาไม่เคยบอก



ไม่ได้โกรธแค้น แต่มันก็มีบางครั้งในคืนที่เงียบเหงาซึ่งความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจพัฒนาจนกลายเป็นความคิดในแง่ลบ มันเข้าครอบงำเขา กลืนกินเขา เขาหวาดกลัว ปีศาจบอกว่าเขาเป็นของมัน ทั้งกายหยาบ และจิตวิญญาณ จะให้เขาซึ่งเดินอยู่ในหนทางของพระบิดาเชื่อได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์เหมือนคนอื่น แต่กลับต้องตกลงเพื่อมอดไหม้ในขุมนรก



แต่เขาไม่สามารถร้องไห้ได้



ปีกตะวันตกมีเขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียวตั้งแต่อายุครบรอบสิบสามปี มารดาคงจ้องจะผลักไสเขาไปนานแล้ว และบอกว่าเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่จึงควรแยกไปมีพื้นที่เป็นของตัวเอง บิดาเห็นดีและคล้อยตามไปเสียหมด เขานึกแปลกใจในตอนแรกก่อนจะกระจ่างแจ้งในภายหลัง



เขารู้ดีว่าปีกตะวันตกถูกโอบล้อมไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและความรักที่ไม่มีอยู่จริงของมารดา มันไม่มีเครื่องประดับตกแต่งใด อ้างว้างและวังเวง คนรับใช้เข้ามาทำความสะอาดและก็จากไปเพราะหวาดกลัวมารดาของเขาในสมัยก่อน จนกระทั่งในตอนนี้ หล่อนยังคงดูสวยสดงดงามเหมือนตอนที่เหยียบเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ กาลเวลาไม่อาจทำอะไรหล่อนได้และคงจะเป็นหนึ่งในข้อตกลงของสัญญานั่น สัญญาที่เขาไม่ได้ก่อ แต่กลับต้องชดใช้ตลอดไปทั้งที่มีชีวิตและหลังความตาย



ปีศาจเข้าควบคุมเขาได้อย่างง่ายดาย ใช้ร่างของเขาคร่าเอาชีวิตของคนรับใช้ ลิ้มรสเลือดมนุษย์ซึ่งรสชาติของมันยังคงตราตรึงอยู่ที่ปลายลิ้นจนถึงทุกวันนี้



มารดาของเขาทราบดีว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะหลังจากนั้นไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเพ่นพ่านหลังตะวันตกดินอีกเลย



 —————



เมื่อเติบโตขึ้น เขาเรียนรู้ที่จะอยู่ห่างจากจองกุก ไม่ใช่เพราะว่าเกลียด แต่เพราะทุกครั้งที่เขามองเห็นน้องชาย เสียงกระซิบของปีศาจยังคงดังก้อง และดังขึ้นทุกครั้ง



น้องชายที่แย่งทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าไป



กินมันสิ... แล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นของเจ้า



ทั้งชื่อเสียง เกียรติยศหรือแม้กระทั่งมารดา



จีมินเลือกที่จะเข้าหาพระบิดามากขึ้น เขารู้ดีว่าอย่างน้อยในเวลาที่เขาไปเข้านมัสการ เสียงนั้นจะทำอะไรเขาไม่ได้ ในเวลาที่อ่านพระคัมภีร์ เสียงของเขาจะระคายหูจนมันต้องหลบหนี เจ้าปีศาจบางคราก็น่าตลก มีพลังอำนาจเหลือล้นแต่ก็ไม่อาจทำลายได้แม้หนังสือเล่มบางอย่างพระคัมภีร์ แผ่นหินสลักวจนะของพระเจ้า นั่นพิสูจน์ว่าอย่างน้อยพระบิดาก็มีอยู่จริง



ใช้เวลานานกว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย จีมินไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการเป็นอิสระ เขาชอบท่องเที่ยวและติดตามข่าวสาร วางมือต่อเรื่องการเมืองและจับวรรณกรรม มือของเขาสวยงามและเปล่งประกายยามที่เขาได้เล่นดนตรี แต่...เพราะใกล้อายุสิบเก้าเข้ามา ร่างกายของเขาก็ยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาถูกมันควบคุม มันใช่ร่างกายของเขาทำเรื่องชั่วร้ายต่างๆ มากพอที่จะทำให้ศาสนจักรเคลื่อนไหว



มิน ยุนกิ เขารู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นจะมาเพื่อทำลายทุกสิ่งที่เขาพยายามได้กระทำ




เพราะหัวใจที่เคยคิดว่ามันแหลกสลายไปแล้วกลับบีบรัดทุกครั้งที่เห็นว่าอีกฝ่ายช่างเข้ากันได้ดีกับน้องชายเขาเหลือเกิน ยุนกิเป็นคนสุภาพและนุ่มนวลกับเขา แต่เขาไม่เคยได้รับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างเช่นนั้นอย่างที่จองกุกได้รับ เพียงแค่คิดว่าจะต้องแบ่งเวลาที่มีกับอีกฝ่ายไปให้กับคนอื่น หัวใจของเขาก็ลุกเป็นไฟด้วยความริษยา 


คนคนแรกที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจอย่างไม่มีที่สุด



มือขาวกำเชือกถักสีสันสดใส สอดมันเข้าไปที่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างหวงแหน



ใช่...



หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความริษยา


ไม่ต่างอะไรกับคำพูดของปีศาจเลย



 —————




“ท่านยุนกิ... ข้าได้ยินว่าที่ตลาดมีร้านเปิดใหม่ สนใจไปเยี่ยมชมด้วยกันหรือไม่”


จีมินปิดฝาเปียโนลงก่อนจะเอ่ยชวน สองสามวันมานี้เขารู้สึกดีขึ้นมาจึงอยากออกไปยืดเส้นยืดสาย



“อ่า... ขอโทษด้วย แต่ข้ามีนัดกับจองกุกไว้แล้ว จองกุกบอกว่านัมจุนมีวิสัยทัศน์ที่ดีมากจึงเชิญข้าไปร่วมเสวนา ถ้าเจ้าสนใจที่จะไปด้วยกัน...”



“ข้าเข้าใจแล้ว เชิญท่านไปเถอะ” เขาฉีกรอยยิ้มแห้งแล้งออกไป พักหลังยุนกิมักจะมีกิจกรรมรวมกันกับน้องชายของเขามากเหลือเกิน ทั้งคู่ไม่ได้ไปตลาดด้วยกันมานานแค่ไหนแล้วนะ



“ที่จริงจองกุกบอกให้ข้าเชิญเจ้าไปด้วย ถ้า...”



“ไม่ละ ข้าไม่สนใจเรื่องแบบนั้น”



ยุนกิรู้ว่าจีมินหลีกเลี่ยงที่จะเจอน้องชายของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเพราะจองกุกเองก็หน้าเจื่อนทุกครั้งที่จีมินปฏิเสธเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่มีเขา ทั้งที่เป็นพี่น้องกันแท้ๆ...



“เจ้าน่าจะไปนะ”



“ข้าไม่ชอบพูดคุยกับคนมากๆ... มันรู้สึกปวดหัว” 



“ไม่ชอบพูดคุยกับคนมากๆหรือว่าไม่ชอบพูดคุยกับจองกุก”



กึก



รอยยิ้มบนใบหน้าหวานหายไป



“ท่านหมายความว่าอย่างไร...”



“เจ้าหลีกเลี่ยงที่จะไม่พบปะน้องชายของตัวเอง จีมิน ข้าไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ไม่เห็น” ยุนกิกล่าวออกมาในที่สุด จีมินหันหน้าไปทางอื่น ไม่สบตา



“ท่านคิดมากไปเอง” 



“ข้าไม่ได้คิดมากหรอก แต่หลายเดือนที่ผ่านมาข้าเองก็เฝ้ามองเจ้าอยู่ตลอด จีมิน เจ้าไม่รู้หรอกว่าพี่น้องเป็นสิ่งที่สำคัญมากแค่ไหน”



ยุนกิจะไม่พูดออกไปว่ามารดาและน้องสาวของเขาเองก็ถูกพวกปีศาจกลืนกินไปเสียหมดแล้ว เขาจึงเสียดายหากจีมินจะไม่เห็นความสำคัญของคำว่าครอบครัว



แต่ยุนกิจะไปเข้าใจอะไร จีมินปรามาสอีกฝ่ายในใจ



“ข้ารู้และเข้าใจดี ท่านอาจารย์



สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ยุนกิจับน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ได้ และเพราะตั้งแต่คืนนั้นที่ได้เจอกับปีศาจ มันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีเบาะแสอย่างอื่นเพราะมันไม่ได้ก่อวีรกรรมใดอีก เพราะอย่างนั้นอารมณ์ของเขาก็ไม่สู้จะดีพอที่จะมารองรับอารมณ์ของคุณชายใหญ่ได้เช่นกัน



“จีมิน... เจ้าอิจฉาน้องชายของตัวเองอย่างนั้นเหรอ”



เขาจึงได้เผลอเอ่ยคำต้องห้ามนั้นออกมา



จีมินได้ยินเสียงท่อไอน้ำแล่นปราดขึ้นมาในหัวของเขา เสียงหัวเราะของปีศาจ มันเยาะเย้ยแล้วก็ถากถาง บอกว่า ‘แม้กระทั่งใครๆก็รู้ว่าเจ้าเกลียดชังน้องชายตัวเองมากแค่ไหน’



“อย่าได้พูดเช่นนั้นให้ข้าได้ยินอีก”



“จีมิน... จองกุกเป็นน้องชายของเจ้านะ”



“ไม่ใช่!”



ท่านแม่ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นลูกด้วยซ้ำ! 



เพล้ง!



เสียงของบางอย่างตกแตก พวกเขาทั้งคู่ละจากอารมณ์ เมื่อจีมินหันหลังกลับไป ภาพดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาทำให้หัวใจของเขาปริร้าว จองกุกยืนอยู่ตรงนั้น ที่ตกแตกอยู่คือแจกันดอกไม้



“มะ... ไม่จริงใช่หรือไม่ ท่านพี่”



เสียงหัวเราะของมันทวีความดังจนจีมินรู้สึกปวดหัวมากกว่าเก่า เมื่อไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากพี่ชาย จองกุกจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะอยู่ต่อเมื่อค้นพบว่าพี่ชายแท้ๆเกลียดเขา ท่านพี่จีมินเกลียดเขา



“ท่านเกลียดข้า”



“เดี๋ยว! จองกุก” 



ยุนกิลังเลว่าเขาควรจะเดินตามร่างที่วิ่งหนีไปดีหรือควรอยู่ที่ตรงนี้ แต่เมื่อเขามองเห็นจีมิน ความผิดหวังกลับเต็มตื้นไปหมด เขาส่ายหัว แล้วจึงเลือกที่จะเดินตามจองกุกไป



น้ำตาหยดลงที่เครื่องดนตรี เสียงประตูปิดลงแล้ว รวมถึงความสัมพันธ์ที่พังทลาย



เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน



“ว้า~ ทำให้น้องชายเสียน้ำตาซะแล้วสินะเจ้า”



เจ้าปีศาจมองร่างที่ฟุบลงอย่างสิ้นหวัง ในที่สุดมันก็ครอบครองเจ้าของร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์


“เด็กดี... อย่าร้องไห้เลย เจ้ายังมีข้าอยู่นี่อย่างไรเล่า”



เพราะท้ายที่สุดแล้ว หัวใจที่เคยคิดว่าไม่มีอยู่กลับยังคงเต้นอยู่ และมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเหลือเกิน ข้อเสียของการมีปัญญาคือปัญญาก่อให้เกิดความรู้สึกมากมายนับร้อยพัน จีมินรู้ดีว่าสิ่งที่เขาได้เพียรพยายามมาทั้งหมดได้สิ้นสุดลงแล้ว น้องชายเกลียดเขา ท่านแม่ไม่เคยรักเขา ท่านพ่อไม่เคยเห็นคุณค่าใดในตัวของเขาและแม้กระทั่งยุนกิ คนที่ยื่นมือเข้ามาฉันท์มิตรในวันนี้กลับผิดหวังในตัวเขา มันไม่มีเหตุผลใดเลย ที่บอกเขาว่าเขาควรจะสู้อยู่ต่อไป



จีมินนึกอยากที่จะหายไป


หายไปราวกับว่าเขาไม่เคยมีอยู่เลย




/ huit /



ปีกฝั่งตะวันตกอ้าวว้างวังเวงกว่าทุกวัน แน่นอนว่าคงจะไม่มีใครเดือดร้อนหากไม่ใช่เพราะอยู่ๆคังซอกก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามากลางห้องอาหารที่เจ้านายกำลังรับประทานอาหารเย็น



“เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าการขัดขวางระหว่างมื้ออาหารอาจทำให้เจ้าไม่มีที่อยู่ที่นี่” คุณนายที่สามกล่าวด้วยเสียงเย็นชา



คนรับใช้คุกเข่าลงส่ายหัวไปมา ท่าทีของเขาแปลกประหลาด เหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทุกคนจะเบิกตาโพลง



“ทะ... ที่ปีกตะวันตก...”



“มีคนตายที่ปีกตะวันตกขอรับ!”



สิ้นเสียงนั้นเจ้านายทุกคนต่างวางช้อนลงด้วยความตระหนก แม้กระทั่งจองกุกเองรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมที่จะเดินไปแต่คุณนายที่สามกลับคว้ารั้งเอาแขนของลูกชายเอาไว้ คุณนายที่หนึ่งและคุณนายที่สองกรีดร้องเมื่อคุณหนูจียอนเป็นลมคาโต๊ะ ส่วนคุณหนูแฮรินกรีดร้อง



“เจ้าจะไปไหน จองกุก เจ้าจะไปไม่ได้!”



“แต่ท่านพี่จีมินกำลัง...”



“ให้บ่าวไพร่ไปดูก่อน รอให้...”



“ข้าจะไป”



น้ำเสียงเรียบนิ่งของท่านเคาท์ทำให้ความอลวนพลันชะงัก “ท่านพี่......” 



“ทำไมต้องมีคนตายที่ปีกตะวันตกอีกแล้ว ข้าจะไปไขข้อข้องใจนั้นเอง”



อีกแล้ว?



ยุนกิเห็นความสั่นไหวในดวงตาของท่านเคาท์ เขาเดินตามร่างนั้นไป จองกุกดื้อดึงที่จะตามมาด้วยจนคุณนายที่สามไม่สามารถห้ามใจได้ คังซอกเป็นผู้นำทางทั้งที่ขาสั่นแทบแย่ ทางเดินสู่ปีกทิศตะวันตกเต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายที่เขาคุ้นเคยดี



เท้าของคังซอกหยุดอยู่ตรงที่หน้าสวนส่วนตัวที่พวกเขามักจะมาเล่นหมากรุกจับจีมิน กลิ่นปีศาจคละคลุ้งจนรู้สึกสะอิดสะเอียน 



ไม่ผิด... ไม่ผิดแน่



เขาทำใจกล้าเดินเข้าไปก่อน ที่ปากทางเข้ามีร่างของสาวใช้นอนจมกองเลือดอยู่ หล่อนคงจะเป็นคนตายที่คังซอกพูดถึง เขาเดินข้ามศพนั้นเข้าไป คุณนายที่สามกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและในทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น



Summit yourselves therefore to God. Resist the devil, and he will flee from you. 



ร่างที่คุ้นตายืนอยู่ที่ป้ายหินแห่งศรัทธาของคุณชายใหญ่ ยุนกิมั่นใจว่าร่างนั้นคือร่างของจีมิน ที่แท้แล้ว... ปีศาจที่เขาตามหากลับเป็นคนที่เขาสอนดนตรีให้อยู่ทุกวันนั่นเอง



“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงนอบน้อมต่อพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร แล้วมันจะหนีท่านไป... ช่างเป็นคำพูดที่น่าขำ คิดอย่างนั้นหรือไม่ นักล่า”



ทันที่ที่ร่างนั้นหันกลับมา ดวงตาสีแดงทำให้ยุนกิรู้ว่าจีมินไม่ใช่มนุษย์



“ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเจ้า”



“ต้องขอบคุณเจ้ามากกว่า นักล่า... ที่ทำให้ข้าได้ครอบครองเจ้าเด็กนี่เร็วกว่าที่คิด” ใบหน้าหวานยิ้มแสยะ “ต้องขอบคุณท่านด้วย... คุณนายที่รักของข้า”



“ปะ... ปะ ปีศาจ” คนเป็นแม่เคลื่อนขึ้นมายืนบดบังจองกุกไว้ แม้จะกลัว แต่หล่อนไม่ต้องการให้มันเห็นจองกุก 


“หากจีมินนี่ที่น่ารักของข้ายังอยู่แล้วละก็... เขาจะต้องเสียน้ำตาเป็นแน่ ดูสิ... ท่านแม่ของเขาช่างไม่รักเขาเอาเสียเลย”



แต่จีมินที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่มีสีหน้าทุกข์ใจ



“นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น ท่านพี่”


สายตาที่จดจ้องอยู่ที่คุณนายที่สามเบิกถลนเพื่อมองให้ทะลุไปถึงร่างที่อยู่ด้านหลัง ก้าวหน้าขึ้นมาหนึ่งก้าว แต่เสียงชักดาบทำให้ร่างนั้นชะงัก



“ข้าให้โอกาสเจ้าหนีแล้วนะ... นักล่า” 



“ข้าไม่มีความจำเป็นต้องหนี”



แปะ แปะ แปะ



“น่าชื่นชมยิ่งนัก... ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจีมินถึงได้ชอบเจ้านักหนา น่าดีใจแทนจริงๆเจ้าแทบจะชักดาบแทงใส่ร่างของเขาอยู่แล้วเพื่อปกป้องน้องชายที่แสนดี” มันปรบมือเพื่อเย้ยหยัน



“เจ้าต้องการอะไร ปีศาจ” 



ยุนกิไม่กล้าผลีผลามเพราะเขาไม่แน่ใจว่าร่างนั้นเป็นร่างจำแลง หรือว่าเป็นเพราะจีมินถูกเข้าครอบงำแล้วอย่างคำว่า เขาไม่กล้าทิ่มแทงเพราะอาวุธของนักล่ามีอานุภาพรุนแรงอย่างที่ร่างกายของมนุษย์ไม่มีทางรับไหว



“ข้าไม่ได้ต้องการอะไร และก็ไม่ใช่คนที่ได้อะไร ถ้าจะมีใครสักคนที่ได้อะไร ข้าว่าควรถามคุณนายที่รักตรงนั้นมากกว่านะ...” เสียงนั้นพูดกระซิบแต่ดังก้องไปทั้งหมดและแน่นอนว่าทุกคนได้ยิน



“ไม่จริง! ข้าเปล่า... ข้าไม่ได้---”



“ซึงอาที่รัก... เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่ได้ทำอะไร...”



ดีดนิ้วดังเป๊าะ สมุดเล่มที่คุ้นตาที่สุด และเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดก็ปรากฎลงตรงหน้า หล่อนทรุดตัวลงกับพื้น คืบคลานหลบหนีแต่เจ้าไดอารี่เล่มเดิมกลับลอยตามมาเรื่อยๆ



แปะ



“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด” เมื่อมือคว้าสิ่งที่จับยึดได้ ที่หันไปเห็นคือศพของสาวใช้ซึ่งดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว



“ที่รัก... ทำไมเจ้าถึงทำเป็นหวาดกลัวไปได้เล่า ต้องให้ข้าทบทวนความจำหรือไม่ว่าทำไม...”



“หุบปาก!” นางตวาด



“ก้าวร้าวไม่แพ้กันทั้งแม่ทั้งลูก” เจ้าปีศาจเยาะเย้ย


“มันไม่ใช่ลูกข้า!”



“ทะ... ท่านแม่ ท่านหมายความว่ายังไง” จองกุกรู้สึกเหมือนถูกอาวุธตีฟาดเข้าที่ศีรษะ ปีศาจมีอยู่จริง และแม่ของเขาก็รู้จักมันดี นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่



“ช่าย... ใช่ซี่ จีมินไม่ใช่ลูกของเจ้า เพราะเจ้าตกลงกับข้าแล้ว เจ้าตกลงแลกเปลี่ยนเด็กนั่นกับข้าแล้วอย่างไรเล่า!”



ในตอนนั้นเองที่ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง



“ท่านพี่... ท่านหมายความว่าอย่างไร”


เจ้าปีศาจสาวเท้าเข้าไปใกล้จองกุก แต่มันกลับหยุดลงอยู่ที่ด้านหน้าของนักล่าซึ่งจ่ออาวุธเข้าที่ลำคอของมัน ปลายแตะจนเลือดซิบ



“เด็กน้อยเอ๋ย จงรู้ไว้เถอะว่าเจ้าช่างโชคดีกว่าผู้ใดในที่นี้... คนที่อยู่ตรงหน้าเจ้า... อาจใช่ หรือไม่ใช่พี่ชายของเจ้าก็เป็นได้ หรือแท้จริงแล้วพี่ชายของเจ้าอาจไม่เคยมีอยู่จริง...ก็เป็นไปได้นะ” 



“ก็ท่านแม่ของเจ้าไม่เคยคิดว่ามีลูกชายคนนี้อยู่นี่นา”







“จีมิน... จองกุกเป็นน้องชายของเจ้านะ”



“ไม่ใช่!”



เสียงเดิมนั้นแล่นขึ้นมาในห้วงอารมณ์ของเขา







“พี่ชายที่น่าสงสาร เพราะเขาตกเป็นสมบัติของปีศาจจึงกลัวว่าวันหนึ่งจะเผลอทำร้ายน้องชายที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เข้าโบสถ์ สวดภาวนาถึงพระบิดา เพื่อไม่ให้จิตใจที่แปดเปื้อนถูกข้าเข้าครอบครอง ข้าเกือบจะถอดใจไปแล้วเชียวจนกระทั่ง---เจ้า” ดวงตาสีเทาตวัดกลับมาที่นักล่าหนุ่มหลังจากเสแสร้งจ้องมองจองกุกด้วยความสงสาร



“ท่านอาจารย์ที่หยิบยื่นมิตรภาพให้เด็กหนุ่มอย่างที่เขาไม่เคยได้รับ เหตุใดท่านจึงละทิ้งเขาไปเล่า ข้าไม่รู้หรอก แต่ก็ต้องขอบใจเจ้าเหลือเกิน โอ้ ใช่ น้องชาย เจ้าด้วย เจ้าพูดใส่พี่ชายของเจ้านี่ ว่าเขาเกลียดเจ้า” มันหยิบเชือดถักออกมาเล่น เชือกถึกที่เขาเป็นคนมอบมันให้กับจีมิน



สายตากวาดไปทั่วทั้งบริเวณ ยัง... ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้หรอก



“ว่าแต่ท่านเคาท์ที่รักของข้า เหตุใดท่านถึงไม่ปริปากเลยเล่า”



ทุกสายตาจดจ้องไปที่ผู้นำตระกูล



บาโฟเมท เป็นเจ้า” เขาพูดออกมาในที่สุด



เลือดในกายของยุนกิเย็นเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อนั้น



บาโฟเมท



‘เจ้าหนู... แววตาอาฆาตแค้นของเจ้าหล่อเลี้ยงจิตใจของข้าได้ดีเหลือเกิน เอาเป็นว่าข้าจะไม่ฆ่าเจ้าก็แล้วกัน ส่วนเรื่องแม่กับพี่สาว... อ่า ข้าเสียใจด้วยนะ ไว้ถ้าเจ้ามีปัญญาเมื่อไหร่จะมาเอาคืนก็ได้ละ’



บาโฟเมท



‘เลือดของน้องสาวเจ้าหวานฉ่ำยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าเสียอีก เสียงกรีดร้องตอนที่ฆ่ากัดกินเลือดเนื้อช่างติดตราตรึงใจ------



บาโฟเมท



ฉึก!!!!!!!!!



“นักล่า เจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่าข้ากำลังคุยกับท่านเคาท์”


“ข้าจะฆ่าเจ้า” 


“อยู่ๆก็เลือดร้อนอะไรของเจ้ากันเนี่ย อยู่นิ่งๆไปซะ!” ปีศาจร้ายโบกมือเพียงนิดร่างของเขาก็ถูกแรงดีดมหาศาลโจมตีจนทั้งร่างกระเด็นไปไกล



อั่ก!!!!!


“ท่านยุนกิ!”



“อยู่เฉยๆจองกุก!” ท่านเคาท์รีบร้องบอกเมื่อลูกชายคนเล็กทำท่าว่าจะขยับตัว



“ยังฉลาดเหมือนเคยนะ ท่านเคาท์ หวังว่าท่านจะฉลาดพอที่จะจำได้ด้วยละ ว่าท่านผิดสัญญาอะไรกับข้าไว้”



เนิ่นนานหลายปีมาแล้ว เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ลูกชายคนที่สาม ไม่ได้เรียนดี ทักษะการต่อสู้ก็ธรรมดา มีดีตรงที่ใฝ่รู้และชอบเสาะหาสิ่งแปลกใหม่ เขาปลอมตัวปะปนกับเด็กชาวบ้านไปเจอร้านขายของเก่าโดยบังเอิญ ท่ามกลางขยะไร้ประโยชน์ เขาได้ค้นพบ ‘หนังสือสมปราถนา’ 



เจ้าของร้านกล่าวว่ามันก็เป็นแค่ของหลอกเด็ก แต่เด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น เขาซื้อมันกลับมา หนังสือสีเลือดเก่าเขรอะ เมื่อเปิดอ่านกลับเจอแต่รูปสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาไม่เข้าใจ เขาเพียรพยายามศึกษาจนรู้ได้ในที่สุดว่ามันคือภาษาของปีศาจ



เพราะความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาทดลองด้วยการกล่าวตามบทเรียกขาน วาดวงเวทย์ในห้องนอนด้วยถ่าน มันเกิดขึ้น ปีศาจหน้าตาน่ากลัวได้ปรากฎอยู่ตรงหน้าเขา



‘เจ้าต้องการอะไร’ 



ความปราถนาของเขาย่อมมีอยู่ในใจ มันดาษดื่นทั่วไป แน่นอนว่าเขาได้ตามอย่างที่อยากได้เมื่อพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองทยอยเสียชีวิตด้วยโรคประหลาด บิดาจำเป็นต้องเลือกเขาขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล เขาได้ทุกอย่างอย่างที่ต้องการ อำนาจ



แต่ ณ วินาทีที่รับรู้ว่าทุกความปราถนานั้นย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน เด็กหนุ่มรีบก้าวขาออกไปจากห้อง บิดาส่ายหัวคิดว่าเขายังเด็กเกินไป แต่ที่จริงแล้วขาทั้งสองข้างกลับอยู่ที่เรือนพักของคนรับใช้



ใครจะเชื่อว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์กลับพบรักกับสาวรับใช้



‘ขอแลกเปลี่ยนความปราถนาทั้งหมดกับความรักของเจ้า’



หญิงสาวคนรักออกมาหาเขา ในตอนที่หล่อนโผเข้าสู่อ้อมกอด เด็กหนุ่มก็ชักมีด แทงเข้าที่ขั้วหัวใจของหล่อนอย่างเลือดเย็น!!!!!



เป็นไปไม่ได้ หากเขาปล่อยให้มันเอาตัวของเธอไป เขาจะต้องถูกครอบงำ ทางที่ดีแล้วต้องรีบกำจัดเธอเสียก่อน



แต่เสียดายที่ไม่มีใครสามารถคดโกงต่อบาโฟเมทได้


เจ้าปีศาจปรากฎกายขึ้นอีกครั้งในวันฝังร่างของสาวคนใช้ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ มันพูดกับเขาเพียงหนึ่งประโยค เขาจำมันได้จนถึงทุกวันนี้



‘เจ้าคิดว่าจะโกงข้าได้จริงหรือ ท่านเคาท์’


แจ่มชัด กลบเสียงดนตรีซึ่งใช้สวดศพเสียเสียอีก



มันคือตนแรกที่เรียกเขาว่าท่านเคาท์



 —————



สิ่งที่ปีศาจโปรดปรานหนึ่งอย่างนอกเสียจากเลือด คือความรัก



ความรักที่เต็มตื้นด้วยความริษยาและความโง่เขลา น้ำตาของคนรักที่ถูกหักหลัง มันบังเอิญได้พบสาวใช้ผู้นั้นโดยบังเอิญ... หล่อนพบมันในขณะที่มันพลาดท่าเสียทีให้กับนักล่าผู้หนึ่งและช่วยเหลือมันโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นปีศาจ มันหลงรักและอยากครอบครอง แต่ในหัวใจของหล่อนกลับมีเพียงคุณชายที่สามเท่านั้น หล่อนรักพระบิดาและมันรู้ว่ามันไม่อาจฉุดคร่าหล่อนมาได้เหมือนอย่างทุกครั้ง มันคิดกลอุบาย หลอกล่อชายคนรักของหล่อน มันเป็นไปอย่างง่ายดาย เขาคอยปลอบประโลมหล่อนเมื่อชายคนรักเริ่มห่างเหิน แต่เขายังรักหล่อน มิได้คิดทอดทิ้งหล่อนไป ในที่สุดหล่อนก็ตั้งครรภ์



มันหลอกล่อคุณชายหนุ่มผู้นั้นอีกเพื่อที่เขาจะได้ทอดทิ้งนางและเขาจะได้นางมาเป็นของตนอย่างเต็มใจแต่หารู้ไม่ว่ากิเลสได้กลืนกินคุณชายที่สามไปทั้งจิตใจและสนองกลับด้วยความตาย



ท่านเคาท์คร่าเอาชีวิตของหญิงที่มันรัก



ในครานี้มันจึงเอาคืน





 —————



“เอาชีวิตข้าไป แล้วออกไปจากลูกข้า”



ท่านเคาท์มองรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจากใบหน้าของลูกชายที่เขารักที่สุด ทั้งรักและสงสาร เขาระเคะระคายอยู่บ้างว่าภรรยาของเขาไม่โปรดปรานลูกคนนี้ แต่จีมินกลับให้ความรู้สึกระทมอยู่ตลอดเวลา นึกข้องใจสงสัยมาโดยตลอด จนในที่สุดดาบอ่อนที่เขาเป็นคนแทงในวันนั้นกลับแทงเขากลับในวันนี้เจนแทบตายทั้งเป็น



เขารู้ดีว่าปีศาจไม่เคยปรานี โดยเฉพาะกับผู้ที่ผิดสัญญา



“พูดง่ายไปหรือไม่ ท่านเคาท์ ชีวิตของท่านยังคู่ควรที่จะนำมาแลกเปลี่ยนอยู่อีกหรือ”



ใช้เวลาวางแผนการนานหลายปี ทั้งหลอกล่อนังผู้หญิงนั่นเพื่อเอาบุตรของหล่อนมา เป่าหูที่ไร้ซึ่งปัญญาให้นางเกลียดชังลูกของตนสุดใจ แต่เด็กนี่กลับเข้มแข็งมากกว่าที่คิด เขาสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่จีมินสวดภาวนาทั้งน้ำตา เขาควบคุมร่างมัน ให้มันกระทำการชั่วช้าแต่ถึงอย่างนั้นมันจะมีหน้าไปที่โบสถ์เพื่อขอรับการอภัยของพระผู้เป็นเจ้า



“แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างเล่า ปริศนา ความวุ่นวายที่เจ้าต้องคอยตามเช็ดล้าง ที่แท้ฝ่ามือที่ลงดาบกลับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง สาแก่ใจดีหรือไม่ท่านเคาท์”



ท่านเคาท์อาจหลงลืมไปว่าในโลกนี้ยังมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกชายหญิง รับหญิงสาวมากหน้าหลายตาเพื่อให้น้ำหนักในใจของตนไม่เอนเอียงไปที่ใดมากกว่า แต่หารู้ไม่ว่ามันเห็น เห็นความรักที่แท้จริงเกิดขึ้นยามที่เด็กชาย ลูกชายคนแรกถูกส่งสู่อ้อมอก



มันคือความรักของบิดา



เมื่อเข้าครอบงำได้จนสามารถควบคุมร่างนี้ได้ดั่งใจ มันเริ่มก่อเหตุการวุ่นวาย ผู้คนร้องเรียนมาที่ท่านเจ้าเมือง ศรัทธาของคนในเมืองหายไปทีละเศษเสี้ยว ท่านเคาท์ส่งลูกน้องมากมายออกตามหามัน แต่ที่แท้แล้วมันกลับซ่อนตัวอย่างเงียบงัน รอวันที่นักล่านั่น...จะมา



นักล่า


ที่ท่านเคาท์เป็นผู้ส่งจดหมายนั้นไปถึงศาสนจักร



เพื่อให้มาคร่าเอาชีวิตของบุตรชายที่ตนรักและหวงแหนที่สุด





ในตอนนั้นที่ยุนกิรู้สึกเหมือนลมหายใจทั้งหมดขาดห้วง ทุกอย่างกระจ่างชัด มันคือความแค้นและชิงชัง เจ้าปีศาจลอบวางแผนการอย่างแนบเนียน หลบซ่อนและรอคอย มันจะไม่ลงดาบ แต่ให้ความถูกต้องเป็นผู้ลงดาบ ศาสนจักรไม่มีวันสนใจว่าใครเป็นผู้ถูกลวง ตรามารที่ประทับอยู่ที่อกซ้ายเป็นเครื่องหมายว่าจีมินตกเป็นของปีศาจอย่างสมบูรณ์



จีมินไม่มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป



“สาแก่ใจเหลือเกินทุกครั้งที่ใช้ให้มือนั่นทำเรื่องสกปรก เจ้าเด็กน้อยร้องไห้อ้อนวอนทั้งน้ำตา ศรัทธาที่มีอยู่ถูกทำลายจนป่นปี้ด้วยน้ำมือข้า ความโศกเศร้าและความริษยาทำให้ข้ารู้สึกเหมือนได้ครอบครองโลกทั้งใบ”



ยุนกิไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วจีมินได้พยายามแล้ว



“ท่านเคาท์... จะเกิดอะไรขึ้นนะ หากคนทั้งเมืองได้รับรู้ว่าปีศาจที่แท้จริงกลับไม่ใช่ผู้ใดแต่เป็นคุณชายใหญ่”


เคร้ง! 



ดาบที่ข้างเอวถูกชักออกมาโดยไม่ลังเล สีหน้าของท่านเคาท์เผยความเหี้ยมโหดออกมา



“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะต้องหยุดเจ้า”



เขาชี้ดาบไปที่ร่างของบุตรชายอย่างไม่ลังเล


“แม้จะต้องหยุดข้าด้วยความตายอย่างนั้นหรือ?” เจ้าปีศาจถามกลับ คำถามนั้นเฉือดเฉือนทั้งหัวใจของท่านเคาท์ และเจ็บปวดยิ่งกว่า



“ใช่ ข้าจะฆ่าเจ้า”



สงครามที่ดำเนินมายาวนานหลายปีจะต้องจบลงด้วยน้ำมือคู่นี้ มือที่อุ้มร่างของเด็กแรกเกิดและสอนให้มือน้อยนั้นจับเปียโนครั้งแรก 


ลูกเอ๋ย... เป็นข้าเองที่ผิดต่อเจ้าเอง



แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้างดงาม ยุนกิเคยนึกสงสัยว่ามีความงามที่งดงามเรากับไม่ใช่เรื่องจริงเช่นนี้อยู่จริงหรือ แต่ใช่ มันคือเรื่องจริง ที่จีมินงดงามเช่นนี้เพราะมารดาของเขางามเหลือเกิน และเป็นเจ้ามารร้ายที่วางแผนการทั้งหมดเพื่อให้เกิดสิ่งที่สวยงามแต่ไม่อาจจับต้องได้ เจ้ามารร้ายใช้เวลาไม่นานก็จัดการท่านเคาท์ได้ แน่ละ อย่างงดงาม



มือเรียวชักอาวุธของตนออกมาบ้าง 



สองเงาจู่โจมเข้าหากัน พุ่งทะยาน เกิดประกายไฟฉวัดเฉวียนเหมือนนักเต้นกำลังเริงระบำ หากเป็นเขาเมื่อก่อนหน้านี้คงพลาดพลั้ง เจ้าปีศาจไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน แต่มันคงลืมไปว่าคุณชายจีมินไม่ใช่นักดาบที่ดีและไม่ใช่คนชอบใช้กำลัง ไม่นานก็ผ่อนความเร็วลง



ฉั๊วะ!


ลำแสงพลาดไปถูกแผ่นหินจนมันแยกออกเป็นสองส่วน พังทลาย


มันสบถในใจ



ที่จริงแล้วมันรู้ว่าร่างกายนี้อย่างไรก็คงไม่อาจต่อกรกับนักล่าที่ถูกฝึกมาอย่างดี มันจึงเสนอให้นักล่าเป็นฝ่ายหนีไปแต่แรก 


เคร้ง



“ทะ... ท่านยุนกิ”


ชั่วครู่หนึ่งที่ใจลังเลจนดาบที่ฟาดฟันออกไปเปลี่ยนองศา ชั่วขณะที่เขาคิดว่าจีมินคือคนที่อยู่ตรงหน้า สมาธิขาดเพียงครู่เจ้าปีศาจก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ มันแสยะยิ้มเมื่อนักล่าขาดสติ แล้วทิ่มดาบออกด้วยความเร็ว



อึ่ก!



แต่ดาบกลับชะงักพลันที่ลำคอขาว ยุนกิมองรอยยิ้มแสยะ มันไม่ใช่จีมิน! แต่เป็นปีศาจ ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงแทงสวนกลับ!



“อุ่ก!”


โลหะสีเงินยวงทะลุผ่านตราสัญลักษณ์รูปดาวห้าแฉกสู่กลางอกของปีศาจในคราบมนุษย์ ควันสีดำพุ่งอวลแต่เขาใช้ปามีดสั้นด้วยความรวดเร็วจนมันกรีดร้อง เขาแน่ใจว่ามันบาดเจ็บ แต่ปีศาจตนนั้นก็คงจะไม่สิ้นชื่อโดยง่าย อย่างน้อยในตอนนี้



“ชิ... ในตอนสุดท้าย เจ้าก็ยังเลือกที่จะตายอย่างนั้นหรือ”



เสียงนั้นพึมพำกับตนเอง มือที่ชะงักค้างไม่ใช่เพราะมัน แต่เพราะเจ้าของร่างที่ยังพยายามต่อต้าน มันรู้ดีว่าแผลที่ถูกแทงไม่มีวันหาย แต่มันไม่ได้สนใจเพราะมันได้แก้แค้นลูกหนี้เก่าแล้ว 



มันไม่มีวันตาย เพียงแค่ร่อนเร่หาร่างใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อไม่ต้องอะไรอีกมันจึงเลือกที่จะหนี



ดวงตาสีเทานั้นกลับมาเป็นแววตาที่คุ้นเคยแล้ว



“…ข้าขอโทษ”



“ต้องขอบคุณท่านต่างหาก” เสียงหวานนั้นไม่แข็งกร้าวอย่างเมื่อครู่ ยุนกินึกโกรธตัวเองเหลือเกินที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย เปลือกนอกของคุณชายที่รักอิสระเสรีซุกซ่อนความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ ในฐานะอาจารย์ เขาเองน่าจะรู้แต่แรกว่าเหตุใดเสียงดนตรีของจีมินจึงโศกเศร้านัก



“ข้าไม่ควรพูดแบบนั้นกับเจ้า”



“ขะ..ข้าเข้าใจ”



กระแสร้อนสายหนึ่งพุ่งพรวดออกจากริมฝีปากสีแดง มันคือเลือดข้นสีดำ จีมินรู้ดีว่าจุดจบของเขาคงไม่มีวันสวยหรูอย่างในบทกวีรักได้ เขารู้ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อจุดจบของมันมาถึงเขากลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์



“ท่านพี่!”



“จองกุกอา...” มืออุ่นกุมกระชับอีกหนึ่งมือเย็นชืด จีมินไม่ได้จ้องหน้าน้องชายของเขาชัดๆแบบนี้มานานแล้ว สำหรับเขาแม้ว่าบางครั้งจะมีความรู้สึกในแง่ลบ แต่จองกุกเป็นน้องชายของเขา นั่นคือความจริง เขาเคยรู้สึกไม่ยอมรับมันและผลักไสอีกฝ่ายออกไป



“เจ้าเป็นน้องพี่... เจ้ารู้ใช่หรือไม่”



เขาปราถนาดีต่อจองกุกมาโดยตลอด อย่างน้อยน้องชายก็ไม่ต้องเจ็บตัวเพราะเขา



“ข้าขอโทษ... เป็นข้าที่ไม่ดี...” เป็นเขาที่แย่งชิงทุกสิ่งของพี่ชายไป



“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เราต่างรู้ดีว่ามันเป็นเพราะอะไร” เสียงสวบสาบของฝีเท้า ชุดกระโปรงสวยงามของหญิงชนชั้นสูง เขาปรือตาที่แทบจะลืมไม่ขึ้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถเห็นใบหน้าของมารดาได้ชัดเจนแม้วันสุดท้าย คุณนายจดจ้องใบหน้างดงามของจีมินเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นเองที่เขาเผลอถามมันออกไปโดยไม่รู้ตัว



“ข้าขอถามท่านได้หรือไม่... ข้า... กับข้าแล้ว มีสักครั้งที่ท่านเห็นข้าเป็นลูกหรือไม่”



คำถามที่ค้างคาใจตลอดเกือบทั้งชีวิต แต่เขาไม่เคยกล้าที่จะถามมัน



ทุกสรรพเสียงเงียบสงบ ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะพูดด้วยเสียงกระซิบ



“ข้าขอโทษ”



ไม่เป็นไร



คำขอโทษล้วนถูกกล่าวออกมาอย่างมีความหมาย ขอโทษในความไม่รู้ ขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำผิดพลาดไป บางครั้ง... ก็ถูกใช้เพราะไม่สามารถกล่าวความจริงออกมาได้



“ท่านอาจารย์ จากนี้ไปคงต้องฝากจองกุกไว้กับท่านแล้ว”



“ได้... ได้ข้ารับปากเจ้า” 



“ข้า... เสียดายเหลือเกิน”



มืออีกข้างของเขาถูกกระชับ เรื่องน่าเสียดายที่สุดนอกจากการจะไม่ได้เห็นน้องชายเติบโตไปเพื่อมีชีวิตที่ดีแล้ว คือความตายไม่ได้พรากจากเราสองคนเพียงในชีวิตนี้ คำพูดที่ว่า ‘แล้วเราจะพบกันอีกครั้ง’ ไม่อาจใช้ได้เพราะวิญญาณที่ถูกขายให้กับปีศาจไม่ได้ไปที่นรก หรือสวรรค์แต่ถูกกลืนกินเข้าเป็นส่วนหนึ่ง มันจะเจ็บปวดหรือไม่ เขาสุดที่จะรู้ วิญญาณของเขาไม่เคยเป็นของเขา และหัวใจของนักล่าถูกเติมเต็มด้วยความเกลียดชัง ปีศาจกับนักล่าไม่เคยเป็นได้แม้กระทั่งสหาย



น่าเสียดาย... น่าเสียดายเหลือเกิน



ตลอดชีวิตเขาถวายการรับใช้ให้กับพระบิดา แม้จะรู้ดีว่าทั้งกายหยาบและดวงจิตถูกขายไปแล้ว เขาแค่สงสัย ว่าพระบิดาจะทอดทิ้งเขาจริงหรือไม่อย่างที่ปีศาจว่า 



“ถ้าเป็นไปได้... ก็อยากจะพบท่านอีกสักครั้ง ยุนกิ... ข้า........ท่าน”



เขารู้ดีกว่าใคร



ว่ามันไม่มีทางใดเลยที่เส้นทางของเราสองคนจะบรรจบกัน ครั้งต่อไปเขาคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของเจ้าปีศาจ เป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังงานที่ถูกควบคุมและไร้จุดหมาย




ครั้นทราบข่าวร้ายว่าจีเซลล์ได้จากไปแล้ว อัลเบรชต์ได้ออกติดตามเพื่อหาหลุมศพของนาง พร่ำเพ้อพรรณาถึงความรักที่มีต่อเธอ อัลเบรชต์ถูกตามล่าจากไมร์ธา ปีศาจร้าย, ราชินีแห่งวิลิสแห่งความเกลียดชัง วิญญาณของจีเซลล์จึงปรากฎตัวขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตของคนรัก และจากไปในที่สุด




เมื่อลำแสงแรกของวันย้อมม่านท้องฟ้าให้กลายเป็นสีทองอ่อน ดวงตาของเขาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด ร่างกายไม่รับรู้สัมผัส ไม่รู้จักหนาว ไม่รู้จักร้อน ไม่รู้จักเจ็บปวด



เหี่ยวแห้งหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง



เพราะไม่เคยมีผู้ใดคิดคดโกงได้ตลอดไป เจ้าปีศาจรับเครื่องสังเวย หนี้ที่ถูกค้างได้รับการชำระ ไอแห่งความชั่วร้ายสูญสลาย เหลือเพียงแสงแรกของดวงอาทิตย์



ความเยาว์วัย / ปัญญา / ทรัพย์ศฤงคาร / อำนาจ / เกียรติยศ



บอกความปราถนาของเจ้ามาสิ


แล้วข้าจะทำให้มันเป็นความจริง



.



.



แต่... มีข้อแลกเปลี่ยนอยู่เพียงหนึ่ง



แลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย




เท่านั้น






END




first published : 2016.09.11



สวัสดีอีกครั้งในเวลาตีสองค่ะ (ดึกอีกแล้ว)

วีคนี้ส่งเลทด้วยแต่เราเหนื่อยมากกกก กลับบ้านก็เที่ยงคืนแล้ว


เป็นเรื่องสั้นที่ยาวที่สุดในชีวิตแล้วของเราเลย

เนื้อหามีความ... งง ใช่ค่ะ เข้าใจเลย

ถามว่าหัวข้ออะไร มันมาจาก Legend of Fraud ค่ะ

เกี่ยวกับมนุษย์ที่ทำสัญญากับปีศาจเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ซึ่งแน่นอนว่าก็จะต้องแลกเปลี่ยนด้วยวิญญาณของตัวเอง

ไม่ได้ไปผุดไปเกิด แต่ก็มีบางแหล่งบอกว่าแลกเปลี่ยนเนี่ย

จะแลกกับลูกคนแรกก็ได้นะ เป็นที่มาของเรื่องนี้ค่ะ 


สำหรับใครที่สงสัยจะอ่านคำอธิบายข้างล่างก็ได้นะคะ

แต่ถ้าใครไม่อยากอ่าน ไถผ่านไปเลยค่ะ

*การตีความของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ส่วนตัวเราชอบอ่านคอมเม้นค่ะ คิดอะไรยังไงเม้ากันได้น้า

ขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ อุฮิ


ที่สำคัญคือมีการอ้างเกี่ยวกับศาสนาและถ้อยคำของพระคัมภีร์

ถ้าผิดพลาดประการใดขอให้ตกเป็นพับกับเราคนเดียวค่ะ

ฟิคเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงและไม่ได้ต้องการจะลบหลู่แน่นอน

มีข้อเสนอแนะ/ติหรือชมก็จะขอบคุณมากเลยค่ะ

แน่นอนว่าขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆเสมอมาด้วยนะคะ :)



<ต่อจากนี้คือการอธิบายล้วนๆ>



1.ความสัมพันธ์ในเรื่องนี้ไม่ใช่ความรักในเชิงชู้สาวจ๋าๆ ถามว่าทำไมยุนกิกับจีมินดูไม่รักกันเลย ที่จริงเราไม่ได้มีเป้าให้อยากจะเขียนรักอยู่แล้วแหละ อยากให้เป็นความสัมพันธ์แบบเพือนมากกว่า สมัยก่อนความรักระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องเซ้นซิทีฟ และด้วยคาแรคเตอร์ คือจีมินที่เป็นคุณชายในห้องหอ กับยุนกิที่เป็นนักล่าที่เคร่งครัด การที่สองคนนี้จะออกมาจากกรอบของศีลธรรม ให้พูดตรงๆคือ เขียนให้จบในตอนเดียวไม่ไหวจริงๆค่ะ ฮาาา



2.จองกุก น้องชายที่แสนดี พ่อแม่ตามใจ ฉลาด เก่ง บางคนคิดว่าเอ๊ะ ทำไมยุนกิดูเข้ากับจองกุกได้ง่ายจัง เพราะจองกุกเติบโตมาโดยมีพ่อแม่ที่เข้าใจและดีด้วย ทำให้เขาเป็นเด็กร่าเริง เป็นมิตร มีความภูมิใจในตัวเอง จะไม่เหมือนกับจีมินที่บรรยากาศรอบตัวจะหม่นหมองกว่าเพราะจีมินไม่ได้โตมาแบบเขา ทำให้เขาเข้ากับคนได้ง่ายกว่าจีมินค่ะ



3.ไอ้ภาษาอังกฤษที่มันยาวๆคืออะไร ทำไมพูดต่อกันเยอะๆ : ถ้อยคำมาจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่อยู่ในบทของวิวรณ์ค่ะ กล่าวถึงการต่อสู้บนสวรรค์ระหว่างมิคาเอลกับซาตาน สุดท้ายแล้วซาตานและฝ่ายปีศาจก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แล้วก็ต้องหลบหนีออกจากสวรรค์ เปรียบกับการมาถึงของยุนกิในเมืองที่ครอบงำด้วยปีศาจ คือมาปราบปีนั่นแหละ เป็นโค้ดลับระหว่างเขากับศาสนจักรค่ะ



4.แล้วป้ายหินคืออะไร : เป็นคำพูดเตือนใจของจีมินค่ะ อย่างที่บอกว่าเขาเคยอ่อนแอและก็ถูกครอบงำจนเผลอฆ่าคน (ฆ่าคนนี่เรื่องใหญ่นะ) เขาเลยหันเข้าหาพระเจ้าให้ตัวเองเข้มแข็ง คือเชื่อว่าถ้าเกิดจิตใจเราไม่หวั่นไหวก็จะไม่เป็นอะไร เหมือนอยากไล่ปีศาจออกจากตัวเองนั่นแหละนะ



5.ความสัมพันธ์ของตัวละคร : มีแปลได้หลายอย่างมากเลยค่ะ ที่จริงแล้วความแฟนตาซีตามโจทย์เนี่ย คลุมทับกับปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่า เช่น มีคนหนึ่งคน แล้วก็มีปีศาจก็คือความมืดในจิตใจของคนเรา/เรื่องชั่วๆที่เรามักจะเผลอทำตั้งแต่โกหกไปจนถึงแอบจิ๊กโน่นขโมยนี่แหละ สงครามระหว่างศักดิ์ศรีกับอคติในใจคนเราเนี่ย เป็นสงครามที่สมน้ำสมเนื้อมากเลยนะคะ คือความลังเล ชั่งใจ ระหว่างทั้งสองนั่นแหละ ว่าบางทีเราก็รู้สึกว่าช่างๆมันไปก็ได้แล้วก็อยากทำในสิ่งที่อยากทำ(ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ถูกต้องนั่นแหละ)



ท่านเคาท์ : ตัวแทนของคำว่า pride/ฮีเป็นลูกชายตระกูลขุนนาง แล้วก็เลือกฆ่าคนรักเก่าเพราะแลกความโชคดีๆกะผู้หญิงนี่แหละ ฆ่าตัดตอนไปก่อนเพราะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี


คุณนายที่สาม : ตัวแทนของคำว่า prejudice/สงสารเค้านะ ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมอะไรเลยสักอย่าง เขาไม่มีทางเลือกมากนักหรอกถึงตกลงใจแลกลูกตัวเองกับปีศาจ คาแรคเตอร์ของเขาชัดมากนะสำหรับเราเพราะเขาก็เจ็บมาเยอะ เลยมีอคติกับอะไรหลายๆอย่าง อยากจะเป็นคนชั้นสูง อยากจะอยู่เหนือคนอื่นๆ พอมีลูกก็ตั้งชื่อให้เหมือนศัตรูเก่าแล้วก็เกลียดเอาเองซะอย่างนั้น



จีมิน : ผลพวงการของการต่อสู้ซึ่งก็เป็นอย่างที่เห็น


ยุนกิ : ไม่ค่อยมีบทนะเรา จริงๆเค้าสำคัญนะ คือยุนกิจะเป็นอารมณ์ว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่เพราะโฟกัสอยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองทำ (ล่าผี) แต่ก็มีอดีตที่สงสารก็เลยอยากให้จีมินดีกับจองกุกมากๆเพราะเรื่องของตัวเองจนเผลอทำร้ายอีกคนไป


จองกุก: เป็นตัวละครที่ขาวที่สุดในเรื่อง เป็นกระจกเงาสะท้อนของการเลี้ยงลูกด้วยความรัก เป็นกลไลสำคัญตัวนึงของเรื่อง มีจุดอีกหลายจุดแต่ว่าเราขี้เกียจพิมพ์แล้วค่ะ 55555 นี่ขนาดขี้เกียจนะเนี่ย



เยอะมากเลย... ทอล์คบ้าอะไรจะพันคำแล้วคะ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกไม่เข้าใจใช้คำฟุ่มเฟือยเกินไปก็ขอโทษด้วยน้า

ว่าเราได้นะคะแต่อย่าแรง TT______TT



รักเสมอค่า :D




ปล. ที่มี pt.1 คือแปลว่าจะมี pt.2 แหละค่ะ

แต่เนื้อหาคนละเรื่องคนละยุคเลย ไว้ถ้าว่างจะมาลงค่ะ 5555555

(ยังจะมีอะไรปวดตับแบบนี้อีกหรอผีผีผี)

ถ้ามีคำผิด... ทักกันก็ดีนะคะ เราง่วงมากเลอออออออ

  CR.SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

2,912 ความคิดเห็น

  1. #2899 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 22:30
    เอาจริงจีมินเข้มแข็งมากนะในสถานการณ์ครอบครัวดูเหมือนจะไม่สนและพยายามจะทำให้ปีศาจให้หายไป นับถือมากลูกกก
    #2899
    0
  2. วันที่ 12 เมษายน 2562 / 10:45
    สะท้อนความจริงได้เจ็บนะคะ เราร้องไห้หนักมาก555 ถ้าตัดเรื่องปีศาจออกไป ถ้าปีศาจไม่มีจริง จีมินแค่เด็กคนนึงที่ต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ของครอบครัว การปฏิบัติตัวของคนรอบข้าง ไม่ได้มีปีศาจที่ไหนหรอกแต่มันคือจิตใจของจีมินเอง ที่จีมินต่อสู้ ดิ้นรนและสับสน เพราะน้องชายรักเค้ามากค่ะ จีมินเลยทั้งรักทั้งอิจฉา แถมลึกๆยังหวังว่าแม่จะรัก ส่วนยุนกิ เขาคือคนอื่นในเรื่องค่ะ5555 คนอื่นที่ไม่รู้อะไรคนที่ตัดสินอะไรแค่ผิวเผิน อาจจะด้วยนิสัย อะไรก็แล้วแต่ แต่มันก็สร้างบาดแผลให้จีมินอย่างใหญ่หลวง จีมินแค่คิดอยากจะมีเพื่อน เราพยายามเป็นคนดีที่สุดแล้ว แต่ในสายตาคนอื่นมันยังไม่ดี และไม่เคยเห็นในความพยายามมันแย่นะคะ ไรท์แต่งเรื่องนี้สนุกมากค่ะ แต่งดีมากๆเลย ภาษาของไรท์ไม่งงนะคะ อ่านง่าย เราตีความว่าถ้ามันเป็นสังคมจริงๆ ถ้ามันคือยุคนี้จริงๆ จีมินก็คือตัวอย่างของเด็กมีปัญหา ที่เราร้องไห้หนักเพราะจีมินก็คือตัวเราเอง5555 ถึงแท้สิ่งที่เจอไม่ได้หนักหนาเท่าจีมิน แต่เข้าใจอย่างดีเลยค่ะ ว่าทั้งรักทั้งอิจฉามันเป็นยังไง การต่อสู้กับด้านมืดของตัวเองมันเจ็บปวดขนาดไหน เขียนอะไรไม่รู้ คือเราเอาความรู้สึกมาเขียนค่ะ ไม่ได้เรียงอะไรเลย แหะๆ... ชอบเรื่องนี้มาก รักไรท์นะงับบบ
    #2593
    0
  3. #2499 cartoon_igot7 (@cartoon_igot7) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:05
    ร้องไห้หนักมากๆ เป็นความสัมพันธ์พี่น้องที่เราคิดว่ามันก็ดี(มั้ง) สุดก็สะท้อนออกมาได้ดีนะ^^
    #2499
    0
  4. #2467 MayKamon (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 00:19

    สงสารจีมินเลยค่ะ แต่เป็นฟิคที่เท่มากเลยอ่ะ

    #2467
    0
  5. #2054 JHOPE__ (@JHOPE__) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 19:29
    คือร้องไห้อ่ะ มันซึ้งมาก สะท้อนทุกอย่างในชีวิตของคนทั่วไปเลย ไรท์แต่งดีแล้วภาษาในการบรรยายก็ยังงดงามเหมือนเดิม คุณค่าที่คู่ควรมากเลย ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราเจอฟิคไรท์ ของคุณ//ปาดน้ำตา
    #2054
    0
  6. #2036 pobporo (@pobporo) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 22:18
    เป็นshotฟิคที่ร้องไห้จนหายใจไม่ออกอ่ะ ฮืออออออทำไมเศร้าขนาดนี้
    #2036
    0
  7. #1997 sofar_fa (@fafar4840) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 16:31
    อื้อหืออออ ยาวสุดๆ
    แต่แบบ เศร้าอ่ะ มันเศร้าอีกแล้ว!!!!!
    จีมินของข้า ไยเข้าถึงได้ถูกทำร้ายแทบทุกเรื่องเลย ฮือออออ สงสารจนร้องไห้อ่ะ
    ในเรื่องนี้เอาจริงๆจีมินน่าสงสารสุดอ่ะ
    กุกก็น่าสงสารน่า กุกใสสะอาดมากจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นคนโลกสวนที่สุดในเรื่องอ่ะ แต่พอมาพบว่าทุกสิ่งมันไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิดน้องจะรู้สึกยังไง ยิ่งทั้งในตอนที่ต้องสูญเสียทั้งพ่อและพี่ชายอันเป็นที่รักไปแบบนี้อีก
    ส่วนยุนกิ พระเอกหรอ? ไม่ใช่อ่ะ เรื่องนี้จีมินเป็นพระเอก พี่มันก็แค่ตัวประกอบ 555555
    #1997
    0
  8. #1948 `specialguys13 (@myyesungkh) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 02:21
    อันดับแรกเราถึงกับเสริช์หาเลยทีเดียวงะ แต่เป็นเพลงแทนฟังตอนที่กำลังอ่าน
    mozart - requiem ที่เราฟัง เข้ากับบรรยากาศเลยทีเดียว เป็นเรื่องสั้นที่โอเคเลย
    ถึงแม้ไรท์จะบอกว่าเป็นเรื่องสั้นที่ยาวก็เถอะ เราชอบอะไรแบบนี้ย้อนยุค แฟนตาซี
    อ่า ไม่อาจะบอกว่ามันเป็นความเขลาของมนุษย์ซะทั้งหมดที่ตกลงทำพันธะกับปีศาจ
    ไม่มีใครโกงมันได้หรอก กิเลส ความอิจฉา ริษยา อำนาจ เงินทอง ทั้งหมดน่ะ....
    ล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนทั้งนั้น จิตใจของมนุษย์นั้นมืดบอดยิ่งกว่าสีดำในตอนกลางคืนอีกน่ะ
    พอมารับรู้เรื่องราวทั้งหมดนั่นสงสารคุณนายที่สามแต่เพราะความรู้สึกตอนนั้นเลยตกลงไปสินะ
    ทั้งๆที่เป็นแผนการที่ซ้อนขึ้นมาอีกทีเพื่อแก้แค้นท่านเคาท์ .. แต่บาปทั้งหมดกลับต้องมีคนรับผิดชอบ
    มีความสูญเสียตามมานั่นก็คือลูกคนแรก ลูกที่ไม่ได้เกิดจากความรักแต่เกิดจากการตอบแทนพันธะสัญญา
    เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อจิตใจของเราควบคุมไม่ได้แล้ว ปีศาจก็จะเข้ามาได้ง่ายๆ เพราะมันเป้นเรื่องอ่อนไหว
    กระทบทำให้จิตใจไม่มั่นคง จนในที่สุดก็สูญเสียตัวตนไป แม้ว่าจีมินจะเพียรพยายามมาตลอด 
    จะสวดอ้อนวอนถึงพระบิดาด้วยน้ำตา แต่ไม่สามารถทำลายได้ เราหวังว่าสักวันนึงมินยุนกิกับปาร์คจีมินจะพบกัน
    #1948
    0
  9. #1889 B2umy-Armty (@b2umyarmty) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 10:59
    น้ำตา???????????
    #1889
    0
  10. #1864 มีฟา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 00:49
    ไรท์สุดยอดมาก แต่งแนวนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โฮฮฮฮ สงสารกหน๊มิน ชายน้อยของข้าาาา มาให้กอดทีฮรือออ ยุนกิคนบร้าาาาา ไม่รู้ ไม่ชี้ โป้งงอลลล ทำอารายลงปาาาาาย งือออออจีมินนนนนนนนนนนน คร่ำครวน
    #1864
    0
  11. #1827 monkeyp. (@any_praew) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 19:02
    มันแบบเศร้าอะ  บรรยายได้แบบสงสารจีมินสุด  อยากกอดปลอบน้องเลย
    #1827
    0
  12. #1269 prim_jk (@primmy220444) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 16:21
    ไรต์เล่นซะน้ำตาไหลเลย 555
    #1269
    0
  13. #912 mintspirit07 (@playmzizi) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 11:06
    สงสารจีมิน.. ต้องสู้มานานกี่ปี สุดท้ายก้พัง ร้องไห้เลย ฮือออออ
    #912
    0
  14. #879 ณ. ล้านนา (@deluxe_555) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 01:11
    ทั้งเรื่องสงสารจีมินสุดแล้ว เป็นคนที่หมองตลอดเพราะไม่ค่อยได้ความรักจากแม่ พอมีน้องพ่อก็เอียงๆไปหาน้อง เกิดมาก็ต้องเป็นของปีศาจ พอมีคนพอจะเข้ากันได้แต่ก็ต้องห่างๆกันเพราะจีมินไม่ใช่เด็กร่าเริง เศร้าเนอะ แล้วจีมินคนดีมากเลยพยายามไม่โกรธเกลียดใคร ทั้งแม่ทั้งจองกุก คือยอมคนดีจริง ส่วนพิยุนกินี่คิดว่าน่าระให้ความสำคัญให้กับจีมินกับจองกุกเท่าๆกันอ่ะ เรื่องซาตานนี่แบบถ้าเราอ่อนแอปุ๊บ มันจะมาล่อลวงเราแน่นอนเหมือนอย่างแม่จีมิน นี่คิดว่าถ้าเรามีความเชื่อ ศรัทธา วางใจในพระเจ้าก็ไม่ตกเป็นเครื่องมือมห้ซาตานอ่ะ เพราะยังไงซาตานก็แพ้ให้กับพระเจ้า พระเยซู และคนที่รับใช้พระเจ้า
    #879
    0
  15. #849 FernkunG7 (@FernkunG7) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 03:20
    มันเป็นไรที่สุดๆมาอ่ะแบบไม่คิดจะนอนถ้าอ่านไม่จบ คือดีมากอ่ะการเล่าเรื่อง บทบาทสมมุติ คือดีอ่านแล้วลื่นแถมล้มหัวแตก เรื่องน่าจะเปนแบบมหากาพย์555 ชอบอ่ะ รักม๊วก
    #849
    0
  16. #838 Flint (@v-v-vee) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 09:12
    เราอ่านวนมาหลายรอบมากกก รอpt.2ค่ะ รอววว??
    #838
    0
  17. #828 สะมอ (@thip-wan) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 17:40
    แง~ เอาน้ำตาเราคืนมาเลยยยยย เราสงสารจีมินอ่ะะะ ทำไมมมมมมมมม? ว่าจะไม่ร้องแล้ว ทนมาได้จนเกือบจบบ แต่เป็นไง พอฉากปีศาจออกจากร่างกลับมาเป็นจีมินคนเดิม น้ำตานี่มาเลย สงสารอ่ะะ จีมินไม่ผิดเลย ไม่ผิดจริงๆ ระทมมมม
    #828
    0
  18. #809 P I I M . (@choi-minki) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 21:29
    hereเอ๊ย ขอสบถหน่อยค่ะฮือ TTTT_________TTTT คือมันดีมากๆเลยอ่ะ โอ้ย ตอนแรกคิดว่าคงไม่มีเสียน้ำตาแล้วมั้ง แต่ก็คิดผิด ตอนจบนี่คือปล่อยโฮเลย มันแบบ โอ้ย สงสารจีมิน ยิ่งอ่านไดอารี่ของคุณนายสามแล้วยิ่งแบบ อห ถ้าเราเป็นจีมินจะรู้สึกยังไงวะ แบบ ฮือ นี่เม้นไปก็จะร้องอีกรอบ รู้สึกโคตรแย่แทนจีมินเลย รู้ว่าแม่ไม่เคยรักตัวเอง แถมยังตั้งชื่อตัวเองจากคนที่เกลียดนี่ยิ่งแบบ โอ้ย คือไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาเป็นคำพูดยังไง จีมินคงพยายามมากๆอะ เราว่าจีมินต้องรู้สึกอิจฉาจองกุกบ้างอยู่แล้วแหละ แต่เป็นจีมินที่ไม่ยอมรับเอง ไม่ใช่ว่าความรู้สึกรักมันไม่มีอยู่จริงนะ แต่เหมือนกับมันเป็นครสลึกๆในใจมากกว่า ถึงจะพยายามเข้าใจและชินไปกับมันแต่ลึกๆแล้วก็ต้องคิดกันบ้างแหละ แล้วคือตอนที่จีมินไม่ร่วมโต๊ะอาหารแล้วบรรยากาศดีขึ้นนี่โคตรสงสารจีมินรอบที่ล้าน ซึ่งจีมินก็คงรู้อยู่แล้วแหละ มันโคตรจะหดหู่เลยเหอะ จีมินไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้อะ ตอนจบคือตอนที่เราร้องแบบอห ตอนจีมินถามแม่ว่าเคยรักตัวเองบ้างไหมแล้วแม่ขอโทษนี่แบบ โอ้ย ฮือ นี่เม้นไปก็จะร้องอีกรอบ ไม่เป็นไรนะจีมิน TTTTTTT_____________TTTTTT อยากจะชมไรท์รอบที่ล้าน เราโคตรชอบฟิคแต่ละเรื่องของไรท์เลย เป็นชฟที่จะแนะนำให้ทุกคนที่ชิปยุนมินอ่าน คือถึงไม่ชิปก็อ่านได้อะจริงๆ แต่ละเรื่องคือโคตรลึกซึ้งโคตรดีภาษาโคตรสวย แบบสละสลวยมากๆอะ ฮือ ขอซักสิบหน้าเวิร์ดจะเขียนอวยให้หมดเรย รักไรท์มากๆเลย ขอบคุณนะคะที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้มาให้อ่าน ถ้ามีรวมเล่มนี่ซื้อแน่ๆอะ ถ้าคิดจะรวมนี่แนะนำเลยนะ คือโคตรอยากเก็บแต่ละเรื่องไว้มากๆ
    #809
    0
  19. วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 01:47
    ฮืออออออออ สุดยอดมากๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ เราชอบนิยายเศร้ามาก แต่นิยายที่แฝงแง่คิดกับการตีความแบบนี้ หาอ่านยากมากจริงๆ มันดีมากเลยค่ะ เราชอบนิยายทางศาสนา. บวกกับนิยายที่มีสัญลักษณ์เยอะๆ แล้วก็แฟนตาซีแบบนี้มากๆเลย ไม่รู้จะติอะไรค่ะ มันดีมากกกกกกก. ชอบมากกกกกกก เหมือนกำลังดูหนังโปรดักชั่นดีๆซักเรื่องค่ะ ฉากดี ตัวละครแสดงดี บทดี ฮือออ ชอบบบบ บอกเลยว่าชอบความสวยงามและเหตุผลของการกระทำของตัวละครทุกตัวมากๆ ผลพวงของสิ่งต่างๆ มีเสน่ห์มากๆค่ะ แม้แต่คุณปีศาจยังมีสเน่ห์เลยค่ะ แต่ทำกับจีมินได้ ฮืออ เราคิดว่าปีศาจตนนั้นก็เหมือนบาปกรรม สิ่งชั่วร้ายที่ได้ทำกลับมาเอาคืน สุดท้ายก็สงสารจีมินมากจริงๆ จีมินสวยงามมากๆ สงสารจองกุกด้วย อินกับสายสัมพันธ์พี่น้องมากค่ะ ส่วนคุณนักล่ายุนกิก็เท่มากค่ะ รอตอนต่อไปค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #808
    0
  20. #806 c h i m (@zariana) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 19:54
    แกทำให้หมอนเราเปียก คือแบบไม่มีอะไรจะพูดแล้วอะ มันจุด มันไม่โอเค สงสารจีมินมากเลยอะ ทำไมจีมินต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทำไมต้องเป็นจีมินด้วย จีมินเจออะไรมาเยอะอะ ทั้งความกดดัน ความริษยา ทุกๆอย่างที่เด็กคนนี้ได้รับแต่ไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้ จีมินต้องทนอะไรมาเยอะอะ จีมินพยายามแล้วพยายามมาโดยตลอด นี่แบบจุกมากอะตรงที่ถามแม่ว่าเคยเห็นเป็นลูกบ้างไหม คือแบบใช่หรอวะ ไม่เคยเห็นจริงๆหรอ นี่อึดอัดมาก คับแน่นไปหมดแล้ว ยิ่งน้องจองกุกอะ ฮือ ;_______________; เราไม่โอเคจริงๆ แกแบบนี่คิดนะ ถ้าจีมินไม่โดนแทงเราว่าจีมินก็คงฆ่าตัวตายเองอะ เรารู้ว่าจีมินรักน้อง รักพ่อ รักแม่มากแค่ไหน พยายามแล้วพยายามอีก จีมินไม่อยากรู้สึกไม่ดีกับคนอื่น ไม่อยากทำไม่ดีเลย นี่เศร้าอะ หน่วงไปแล้ว ส่วนตัวเราชอบเรื่องแบบนี้นะ มันดีมากๆเลย(แต่อย่าม่าแบบนี้อีกนะแก เราไม่โอเคเลยวะ นอนร้องไห้เป็รวรรคเป็นเวรเลยอะ ฮือ (สิวฉันต้องขึ้นแน่ๆเลย)) เศร้า ระเ-้ยใจมากเลยอะ สงสาร
    #806
    0
  21. #805 แตมป์ (@stampna) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 03:32
    ก่อนอื่นขอบอกเลยว่า ยาทาสิวที่ทาไปคงเป็นหมันค่ะ เพราะน้ำตาน่าจะล้างออกหมด ? ? คืออ่านแล้วรู้สึกถึงความมืดมนในใจของจีมิน รู้สึกถึงความอึดอัด กดดันที่จีมินรู้สึก การพยายามต่อสู้กับด้านมืดในใจตัวเองที่มีปีศาจคอยยุยงเร่งเร้าตลอด เป็นอะไรที่สงสารจีมินมากที่ต้องพยายามพาตัวเองให้ไปอีกทิศทางนึง ซึ่งการที่ต้องพยายามกดความรู้สึก บอกตัวเองให้ไม่รู้สึกนี่มันยากมากๆ เราว่าจีมินอิจฉาจองกุกในแบบที่ตัวเองไม่ยอมรับ และไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นด้วยค่ะ ตรงจุดนี้เราว่าจีมินก็คงโทษตัวเองอยู่ลึกๆที่มีความคิดแบบนี้ขึ้นมาได้ทั้งที่จองกุกเป็นคนที่ดีกับจีมิน ตอนที่ถูกจองกุกพูดใส่ว่าจีมินเกลียดจองกุก จีมินถึงได้เสียใจแล้วก็สิ้นหวังมาก เพราะจองกุกก็เหมือนเป็นหลักยึดสำคัญให้จีมินพยายามต่อสู้กับการครอบงำของปีศาจ เป็นความรักรูปแบบของพี่น้องที่กินใจเราเหมือนกัน เพราะเราก็มีน้องค่ะ ? ? ตอนประโยคที่จีมินถามจองกุกว่า รู้ใช่ไหมว่าเจ้าเป็นน้องพี่ เรานี่โฮเลยจากน้ำตาไหลพรากมาตั้งแต่ยุนกิมีนัดกับจองกุกแล้วไม่ไปตลาดกับจีมิน ก่อนหน้านั้นแค่คลอๆ 5555 แต่ชอบการบรรยาย ไดอะล็อคของไรท์มากๆๆเลยค่ะ ตอนอ่านเรารู้สึกอึดอัดไปพร้อมๆกับจีมินที่ต้องปฏิเสธตัวเองว่าไม่ได้ริษยาจองกุก คือมันโยงได้ทั้งเรื่องเลยว่าจีมินอยากให้พ่อภูมิใจเหมือนที่ภูมิใจในตัวจองกุก ซึ่งจีมินเองไม่มีโอกาสได้ทำด้วยซ้ำจะเพราะเหตุผลเรื่องร่างกายอ่อนแออะไรก็แล้วแต่ อยากให้แม่รักอยากให้แม่มองเห็นจีมิน อยากให้แม่เห็นว่าจีมินเป็นอย่างที่แม่อยากให้เป็นได้ อันนี้ตีความเอาเองจากที่จีมินชอบเล่นเปียโนเพลงที่แม่ตัวเองชอบค่ะ เหมือนจีมินอยากเอาตัวเองไปอยู่ใกล้กับสิ่งที่แม่ชอบ อยากเป็นส่วนหนึ่งของความชอบนั้น แต่ก็นั่นแหละแม่ไม่เคยเห็นแล้วกลับทำร้ายจิตใจจีมินซ้ำไปอีก อยากเป็นพี่ชายที่ดีของจองกุก คือเป็นพี่ชายที่มีความสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นที่ปรึกษาให้น้องได้ แน่นอนว่าเป็นไม่ได้เพราะจีมินไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนอะไรเหมือนจองกุก เป็นพี่ชายที่เวลาเห็นน้องได้ดีแล้วจะไม่รู้สึกมีความรู้สึกร้อนรุ่มหรือมีความรู้สึกว่า ทำไมไม่เป็นเราบ้างที่ได้แบบนั้น ซึ่งทุกๆอย่างที่พูดมา จีมินพยายามมากๆๆๆที่จะยื้อและกดทุกอย่างที่จะทำให้ปีศาจครอบงำจีมินได้ จนตัวแปรสำคัญอย่างยุนกิมาถึง เหมือนจีมินได้มีความหวังครั้งใหม่ว่าทุกอย่างอาจจะดีขึ้น ได้มีคนที่จีมินรู้สึกสบายใจและไม่ต้องพยายามที่จะกดความรู้สึกด้านมืดของตัวเองไว้เวลาที่อยู่ด้วย แต่พอจีมินได้เห็นยุนกิอยู่กับจองกุกมันก็คงเริ่มวนลูปเดิมที่สุดท้าย คนที่ถูกเลี้ยงอย่างโดดเดี่ยวและไม่ได้รับการเอาใจใส่ คนที่จิตใจเว้าแหว่งอย่างจีมินแน่นอนว่าคงไม่น่าให้ความรู้สึกดีเท่าเวลาที่อยู่กับจองกุกซึ่งถูกเลี้ยงมาด้วยความรักความอบอุ่น มีพร้อมทุกอย่าง พีคคือตอนที่ยุนกิไปย้ำปมจีมินแล้วจีมินระเบิด ทั้งจองกุกและยึนกิทิ้งจีมินไว้พร้อมสายตาที่ผิดหวัง นี่แหละคือสิ่งที่เราคิดว่าปีศาจรอมาตลอดคือการที่จีมินสิ้นหวังว่าตัวเองหมดหนทางแล้ว พยายามไปก็เหมือนพยายามอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆดำมืดที่ไม่มีใครเห็นหรือรู้ว่าจีมินพยายามอยู่ ? ? ไรท์ถ่ายทอดดีมากเลยค่ะ ความรู้สึกจีมินนี่ทำเราดิ่งมากๆๆ ไม่เคยอ่านฟิคเรื่องไหนของไรท์แล้วไม่ทัชเลย แงงงงงง ขอบคุณที่แต่งนะคะ จริงๆจะเข้ามาอ่านหลายทีแล้วตอนเห็นไรท์อัพ แต่เห็นว่าตัวอักษรเยอะ อยากอ่านในตอนที่ไม่รีบ ค่อยๆซึมซับสิ่งที่ไรท์สื่อสารผ่านตัวหนังสือมากกว่า
    #805
    0
  22. #803 cinnamello -) (@beerbiere) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 20:06
    เราใช้เวลาอ่านนานมากกกกกก ราว ๆ ชั่วโมงนึงได้เพราะเราเข้าใจอะไรแบบนี้ยากมาก แต่ไรท์เก่งมากเลยอะ ฮือออออ
    พอถึงตรงที่ยุนกิคิดว่าไม่เคยรู้เลยว่าจีมินพยายามแล้วนี่เราร้องไห้เลยอะ แงงง แบบที่ผ่านมาเค้าพยายามหนักมากเลยนะแต่ไม่เคยมีใครรู้ไม่เคยมีใครสนใจเลย สงสารจีมินคนดีนางฟ้าของพี่ โดนมอบให้ปีศาจไปแล้วก็ยังเป็นคนดี ตอนพี่ยุนกิสู้กับปีศาจเราก็แอบคิดแหละว่าเป็นจีมินรึเปล่าแต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องจะลึกขนาดนี้ ฮือ รักจีมินอยากจะกอดไว้แน่น ๆ ที่ผ่านมาเค้าต้องอยู่คนเดียวอะ ต้องรับกับความรู้สึกคนเดียว ยิ่งอ่านไดอารี่ของแม่เค้าแล้วแบบโอยสงสารลูกมาก T - T
    #803
    0
  23. #802 lazuliite (@lazuliite) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 00:20
    แงน้องจ๋า เรารักน้องจังเลย ไรท์เตอร์สุดเก่งของเราเองแงงงงงง ปาหัวใจใส่ ขอบอกรักก่อน<333333 เราไม่รู้จะคอมเม้นท์ยังไงให้คู่ควรกับฟิคที่ดีมากๆเรื่องนี้เลยเพราะปกติเราไร้สติอะ ให้อภัยกันด้วย55555555555 เริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ ฮือ ไม่คิดเลยน้องจะสื่อออกมาแบบนี้ซึ่งเราชอบมากพีเรียดที่ดีกับใจ จีมินแงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงถึงจะโดนปีศาจครอบงำ บังคับยังไงนางฟ้าก็ยังคงเป็นนางฟ้า หนูจ๋าของพี่ เด็กดีอยากจะเข้าไปกอดปลอบใครไม่รักหนูแต่พี่รักนะคะ สงสารมากๆที่ต้องต่อสู้กับปีศาจแล้วทำเหมือนว่าตัวเองปกติมาตลอด ยิ่งช่วงจะถูกครอบงำและเรื่องพิกับนกุกยิ่งส่งผลให้อ่อนแอทางจิตใจง่ายๆอะ ร้องไห้ เราไม่คิดว่าที่นจีมเข้าหาพระเจ้ามากๆเพราะแบบนี้ เอาจริงเราไม่คิดอะไรเลย555555 แต่น้องคอยบอกตลอดจนเอะใจได้อะ ตั้งแต่บอกว่าที่แม่คลอดนจีมออกมาคือการชดใช้ ไหนจะจีมินบอกว่าไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวเองเรื่องว่าแม่ไม่รักหรอก น้องค่อยๆอธิบายมาตลอด เก่งมากเลยขอชื่นชมน้า เป็นฟิคที่เราอ่านแล้วเจ็บปวดไปหมดเลย เหมือนพ่อแม่รังแกนจีมไม่ได้รักจนรังแกแต่ใช้ความเจ็บปวดในอดีตมารังแกอะ เห้อ แต่เราเข้าใจแม่นจีมนะผ่านอะไรไม่ดีมากเยอะจริงๆ ช็อกสุดก็เอาชื่อคนที่เกลียดมาตั้งเป็นชื่อลูกตัวเอง และเพราะทำข้อแลกเปลี่ยนกับปีศาจนั่นนจีมเลยเกิดมาเลยคิดว่ายังไงก็ไม่มีวันที่จะรับได้ว่าเป็นลูกตัวเองสินะ เราใจสลายมากเพราะสงสารนจีม(อาจเป็นเพราะเรารักนจีมมากๆเอง5555555) แต่ก็เข้าใจแม่แหละ แล้วนี่ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องพ่อด้วยพอรู้โหยยยยยพีคไปหมด ทุกอย่างเลยมาตกที่จีมินจริงๆ โซเจ็บปวดอยากจะรับทุกอย่างไว้เอง นกุกเรื่องนี้น่ารักมากเติบโตบมากับความรักของทุกคนในครอบครัวจริงๆ นกุกเหมือนตัวแทนความบริสุทธิ์ และนจีมคือความบริสุทธิ์ที่โดนปีศาจนั่นทำให้แปดเปื้อน ยังไงก็กลับไปสีขาวไม่ได้แล้ว แต่ความรักของนจีมที่มีให้นกุกบริสุทธิ์นะ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมากๆสำหรับพี่น้องคู่นี้ ฮือโอยแล้วพิยุนกิทำไมคะทำไมมมมมมมมมมม รอยยิ้มแบบนั้นมีให้นจีมบ้างไม่ได้หรอ โกรธ555555 ขอโทษทีอินมากไม่ไหวแล้ว บอกเลยเราทีมนจีมมากรักพินะแต่จะไม่ยอมง่ายๆ ก็นจีมคิดว่ามีเพื่อนที่เข้าใจมากๆแล้ว แล้วอยู่ๆวันนึงเหมือนโดนลดความสำคัญลงจนเผลอทำนิสัยไม่ดีออกไป แล้วไงพิไม่เข้าใจเลยอะไรบังตาคะ เราพาลมากบอกเลย5555555 เอาจริงเรื่องนี้พิยุนกิหล่อมากกก นักล่าความรักรึป่าว เอาชีวิตเราไปได้เลยจ้า เราชอบตอนที่พิคุยกับคนในร้านเหล้ามากๆ มันมีอะไรดีอะ บทวิวรณ์ใช่มั้ยนะขอโทษด้วยเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ชอบตอนแรกเรางงนะแต่พออ่านซ้ำ+อ่านที่น้องบอกว่าคืออะไรเลยเข้าใจมากขึ้น แล้วในหัวคือแบบโหยยยยยจะหล่อไปไหน พิก็อีกคนที่ชีวิตครอบครัวพังเพราะอิปีศาจนี่ เลยเตือนนจีมไงว่าครอบครัวสำคัญ แต่พิไม่เข้าใจฮือ ตอนสู้กับปีศาจก็ดีมากเลยหัวใจพังได้ค่ะ ที่เราจึ้กสุดตอนไหนให้ทาย5555555555 ที่พิเห็นรอยยิ้มนกุกแล้วคิดว่าไม่ใช่แค่นจีมที่มีรอยยิ้มสดใสอะ พรากกกกกกบอกแล้วว่าทีมนจีมมากๆ! แต่ตอนพิสอนเล่นเชือกถักน่ารักมากกกสสเมกใหงกงแงกงไวกวกกง เหมือนพิหลอกล่อเด็กน้อยนจีมอยู่เลย แม่จ๋า ไม่ไหวแล้วค่ะฮือๆๆๆๆๆ เราอ่านเรื่องนี้สามรอบและร้องไห้หนักมากทั้งสามรอบ แต่รอบแรกหนักสุดเลยปวดใจไปหมดตอนใกล้จะจบที่ปีศาจค่อยๆบอกว่าเกิดอะไรขึ้นมาก ฮือ สงสารนจีม เข้มแข็งมากหนูจ๋า น้องงงงงเราขอบคุณมากๆๆๆๆๆที่เขียนฟิคเรื่องนี้มาให้อ่านกัน ขอบคุณจริงๆนะ อยากพาไปเลี้ยงข้าวเลย555555 เรารู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะถ่ายทอดอะไรแบบนี้ออกมาได้อะ ยิ่งเกี่ยวกับศาสนาด้วย น้องทำการบ้าน+ศึกษามาเยอะและหนักแน่เรามั่นใจ เห็นความทุ่มเทแล้วเราอยากคอมเม้นออกมาให้ดีจริงๆนะแต่ทำไม่ได้อยู่ดี ฮืออาย55555 ส่วนภาษาเรื่องนี้กินขาดมากเก่งมาก เราไม่คิดว่าน้องจะเขียนออกมาได้ดีขนาดนี้ เหนือความคาดหมายสุดๆ คือน้องดีแล้วแต่เราไม่คิดว่ามันจะดีมากขนาดนี้ได้อะ จะว่าอวยก็อวย(ขอพูดแบบนี้อีก)แต่ว่าดีจริงๆ สละสลวยอ่านเพลินไปหมดเลย เราชอบนะที่ขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษและจบด้วยภาษาไทยที่ความหมายเหมือนกัน เหมือนน้องก็ย้ำๆเยอะนะ มันเลยน่าสนใจไปอีกแบบ อาจจะงงๆไม่เก็ทที่เราจะบอกก็ไม่เป็นไรเพราะใจความสำคัญคือน้องเขียนออกมาได้ดีและเราชอบมากเลย จริงๆคิดว่ามีอะไรจะพูดเยอะแยะไปหมด เยอะกว่านี้แต่พออ่านจบแล้วคิดไม่ออก55555555 นี่ให้เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดีมากๆของน้องเลย รักนะน้องจ๋า ให้กำลังใจสำหรับพาร์ทสอง อิๆ (นอกจากความยาวมากและไร้สาระมากก็ไม่มีอะไรเลย กรี๊ดดดดดดโปรดเข้าใจกัน555555)
    #802
    0
  24. #801 เพิธ (@huskyguy) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 20:19
    รอพาร์ท2เลยค่ะ สงสารจีมินอ่ะ เก้บทุกอย่างไว้คนเดียวมาตลอดเลยฮือ
    #801
    0
  25. #799 pimmey91 (@pimmey91) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 09:42
    ชอบมากๆจริงๆ อ่านแล้วรู้ตัวอีกทีคือร้องไม่หยุด สงสารจิมินสุดๆจนพาลไปเกลียดทุกคนที่ทำให้จีมินเป็นแบบนี้ รอpt.2นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #799
    0