God Game ;; เกมนี้มีแต่พระเจ้า!?

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 : จุดเปลี่ยน อัพครบแล้วค่ะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ต.ค. 53








ตอนที่ 2 :จุดเปลี่ยน




“ฉันกลับมาแล้ว...เหนือเมฆ”

“กลับมาแล้วเหรอลิขิตเพื่อนรัก”เหนือเมฆร้องเป็นเพลงแล้วยื่นช๊อคโกแลตที่แม่บ้านช่างสรรหามาให้เขากินไปให้เพื่อนที่กำลังยืนมองเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วนใจ แต่ตาสีฟ้าไม่ได้หันมามองลิขิตสักนิดยังจับจ้องอยู่ที่ทีวี

“ไปบอกให้แม่บ้านซื้ออีกแล้ว”

“พวกเขาเอามาให้ฉันเองต่างหาก ฉันไม่ผิดนะเว้ย!”ลิขิตยิ้มแหยไม่ต่างกันแล้วนั่งลงบนเตียงข้างเหนือเมฆหักช๊อคโกแลตออกมากัดกินทีละนิดจ้องเจ้าคนที่นั่งอยู่ข้างตัวที่ดูจะไม่สนใจใครทั้งนั้นนอกจากทีวี เมื่อนึกแล้วก็ทำให้ลิขิตขยับยิ้มออกมา คนอย่างเหนือเมฆจะมาทรยศเขาได้ยังไงกันในเมื่อเขาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของหมอนี่เป็นทั้งสหายและคนที่คอยให้ความช่วยเหลือพึ่งพาทุกอย่าง ถ้าหากเขาต้องโกหกคนทั้งโลกคนที่เขาไม่อยากที่จะโกหกคงจะเป็นเหนือเมฆเพราะฉะนั้น...เขาถึงไม่เคยใช้พลังนั่นกับเหนือเมฆเลยสักครั้ง เขากับเหนือเมฆรู้จักกันตั้งแต่เด็กก่อนที่เขาจะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่นี่ด้วยซ้ำที่เราสนิทกันคงเป็นเพราะมีชะตากรรมคล้ายกันๆ

            “ฮึกฮืออออ ลิขิตพ่อแม่ฉันตีฉันอีกแล้ว”ตอนเป็นเด็กเหนือเมฆมักจะมานั่งร้องไห้อยู่ข้างเขาและเขานี่ล่ะที่ต้องเป็นคนคอยปลอบสรรหหนทางให้หมอนี่หยุดร้องไห้ให้ได้ ของที่เจ้าคนขี้แยนี่ชอบคือช๊อคโกแลตจำได้ว่าเขากว้านเงินที่พ่อให้เขามาไปซื้อช๊อคโกแลตมาเพื่อการปลอบใจคนขี้แยนี่โดยเฉพาะ

“เหนือเมฆ...ไม่ต้องห่วงนะพอฉันโตขึ้นเราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้อีกแล้วเราจะไปใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้”เขาคอยพร่ำบอกเหนือเมฆอย่างนี้เสมอแต่ในตอนนั้นความหวังมันช่างริบหรี่ ร่างกายของเหนือเมฆอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กเป็นโรคที่ถ้าหากเพียงมีเรื่องมากระทบจิตใจเพียงแค่เล็กน้อยหมอนี่ก็จะเจ็บปวดจะเป็นจะตาย แล้วคิดว่าครอบครัวที่พออารมณ์เสียก็มาเตะต่อยลูกจะสนเรื่องนี้ไหม คำตอบคือ...’ไม่หากเหนือเมฆออกอาการอย่างนี้เมื่อไหร่พวกเขาแค่กระชากเพื่อนรักคนนี้เข้าไปในห้องมืดให้สงบจิตใจเพียงแค่นั้น ไม่เคยแม้แต่จะกอดปลอบไม่เคยแม้แต่จะพร่ำบอกว่าอดทนเอาไว้นะลูก

 สิ่งที่ได้รับทำให้สภาพจิตใจของเหนือเมฆเป็นคนขี้กลัววิตกกังวลไปทั่ว จนในที่สุดเมื่อเขามีพลังของพระเจ้าเขาจึงยื่นข้อเสนอไปให้เหนือเมฆ เขายังจำได้ตอนนั้นร่างกายของคนที่คอยอยู่เคียงข้างเขาอยู่เสมอเต็มไปด้วยรอยแผลรอยบอบช้ำสีแดงเหมือนถูกบีบ น้ำตาของเหนือเมฆมันช่างเหมือนตอนที่เขาทำร้ายผู้เป็นพ่อไม่แปลกเลยที่เขาจะยื่นมือเข้าไปหาเพื่อนรัก ยื่นมือให้ข้อเสนอที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน

“อยากจะเริ่มต้นใหม่ไหมเหนือเมฆ หนีออกมาจากครอบครัวที่เน่าเปื่อยนี่ไปกับฉันสิ ฉันจะดูแลนายอย่างดีนายจะได้ในสิ่งที่นายควรได้รับ เลือกสิเหนือเมฆ”เขาจำได้ว่านัยน์ตาสีฟ้าของเหนือเมฆฉายแววกล้าอยู่สักพักและเอื้อมมาจับมือของเขาอย่างไม่ลังเล

เหนือเมฆไม่เคยถามเขาสักอย่างทั้งเรื่องที่พาตัวเองมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่นี่ ถูกปรนิบัติเหมือนคุณชายการดูแลอย่างดีทั้งมีคุณหมอส่วนตัวหากมีโรคกำเริบ หมอนั่นไม่เคยปริปากถามและเขามั่นใจเพราะหมอนั่นไม่ได้ตะขิดตะขวงใจหรือสงสัยเขาแม้แต่น้อย เหนือเมฆเชื่อใจเขา...และนั่นทำให้เขาเปิดใจรับเหนือเมฆไม่คิดที่จะโกหก หลอกลวงเพราะนั่นก็เหมือนกลับเขากลายเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจเกินไป

            “ลิขิตคือว่านะเพื่อน...นายก็เห็นว่าฉันอาการดีขึ้นเยอะ”

“แล้ว...”เหนือเมฆยิ้มแหยๆส่งมาให้เขาแล้วคิดหรือว่าคนอย่างลิขิตจะไปยิ้มกลับส่งสายตาเค้นหาคำตอบจนเจ้าคนเริ่มเกริ่นเรื่องต้องกระแอมไอไม่ให้บรรยากาศรอบข้างมีชันดูคุกรุ่นมากกว่านี้แล้วพูดเสียงอ่อนตอบ

“ฉันอยากไปโรงเรียน”ลิขิตทำท่าไม่เห็นด้วยแต่ก็โดนเหนือเมฆผลักหัวแล้วกระชากคอเสื้อเขย่าไปมาจนคนขอค้านต้องเวียนหัว ปากของเหนือเมฆขยับตลอดแทบไม่หยุดหายใจจนลิขิตแอบคิดอยู่ในใจว่าเพื่อนรักคนนี้มันต้องไปท่องบทมา ก่อนจะมาเจอกับเขาแล้วแน่นอน

            “ไอ้ลิขิตแกอยากให้เพื่อนของแกต้องนั่นอยู่ในห้องตลอดเดือนเลยหรือไงไม่ให้ไปเห็นตะวันบ้างเดี๊ยวก็กลายเป็นซอมบี้กันพอดี แล้วอีกอย่างฉันแข็งแรงขึ้นแล้วพรุ่งนี้พาฉันไปโรงเรียนกับแกด้วย!”มองหน้าเหนือเมฆที่ทำเป็นขึ้นเสียงกับเขาจ้องตาไอ้คนหาเรื่องแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “แล้วถ้าอาการกำเริบ?”ดูเหมือนว่าเหนือเมฆจะลืมนึกถึงคำถามนี้เจ้าคนขอยื่นเรื่องไปโรงเรียนเริ่มทำหน้าเสีย ปล่อยมือออกจากคอเสื้อของเจ้าคนที่อายุเท่ากันแต่ชอบทำตัวเหมือนเป็นคุณพ่อของเขาซะงั้น เอามือตบหัวตัวเองไปทีหนึ่งข้อหาลืมคำถามนี้ไปนั่งอยู่เงียบๆซักพักแล้วก็ตบมือทีหนึ่งหันมามองลิขิตที่เลิกคิ้วขึ้น ส่งยิ้มยียวนไปให้ทีหนึ่ง

            “แกก็พาหมอประจำตัวฉันไปด้วยยังไงล่ะแค่นี้ก็ไม่ต้องเรื่องอาการกำเริบแล้ว”

            “แล้วนายคิดว่าโรคที่เกิดเฉียบพลันของนาย...กว่าหมอจะมานายก็ตายแล้วมั้ง”

            “นะ นายก็พาหมอไปเรียนในห้องพร้อมฉันเซ่!

คำเถียงข้างๆคูๆทำให้ลิขิตถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าไอ้คนข้างตัวนี่อยากจะไปเรียนเต็มแก่ ผิดกับเขาที่อยากนั่งเล่นอยู่บ้านสบายใจเฉิบอยากทำน่ะใช่แต่มันก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เหนือเมฆได้รับอยู่ทุกวันความเบื่อหน่าย นั่งอยู่บนเตียงทั้งวันตาก็จ้องดูแต่ทีวีจะถักไหมพรมเล่นก็ทำไม่ได้เพราะไม่เก่งงานฝีมือและถึงทำก็คนโดนอีกฝ่ายหัวเราะเยาะข้อหาทำตัวเหมือนยายแก่ มองไปที่เหนือเมฆที่ทำท่าเหมือนใจจะขาดถ้าหากโดนเขาปฎิเสธ

            “เข้าใจแล้วพรุ่งนี้ไปโรงเรียนกลับฉันได้”เหนือเมฆร้องออกมาอย่างดีใจกระโดดเล่นอยู่บนเตียงก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรออกแล้วถามคำถามเดิมที่เขารู้สึกว่าหมอนี่มันยียวนกวนประสาทขนาดเขายังรับแทบไม่ไหว

            “แล้วต้องพาคุณหมอไปเรียนด้วยไหม?

            “...จะบ้าหรือไงฉันจะให้ไปหมอรออยู่ในรถเพื่อมีอะไรฉุกเฉิน!

ถอนหายใจเฮือกนี่มันเริ่มดึกแล้วซะด้วยมองนาฬืกาที่ฉายเป็นเวลาสามทุ่มกว่ากัดกินแท่งขนมปังกรอบที่เหนือเมฆเอามาให้กิน ป๊อก ป๊อก เสียงกัดกินดังเป็นระยะก่อนที่ลิขิตจะกระเด้งตัวจากที่นอนจนเหนือเมฆที่กำลังดูรายการโชว์ต้องสะดุ้งแล้วเอ็ดตะโรใส่

            “แกเลิกทำตัวเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตซะทีได้ไหม แถมอยู่ที่มืดอย่างงี้อีก...มันน่ากลัว!

ลิขิตทำท่าเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเชิงติของเหนือเมฆจ้องไปที่รายการโชว์ที่เป็นนักร้องสาวที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้นของอย่างนี้ไอ้คนอย่างเขาก็ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไรนักได้แต่ผลักหัวเจ้าเพื่อนบ้าที่ชอบทำเหมือนเขาทำผิดซะทุกเรื่องกดลงไปบนที่นอนแล้วปิดทั้งทีวีและไฟ เหนือเมฆที่กลัวผีอยู่เป็นทุนเดิมยิ่งสติเริ่มขาดเข้าไปใหญ่แหกปากร้องไม่อายใคร

            “ไอ้ลิขิตแกอย่าเพิ่งโดนสิงเซ่! ตั้งสติไว้เพื่อนนะโม...นะโม..”ส่วนคนที่โดนเข้าใจผิดว่าถูกผีสิงก็ทำหน้าเหมือนไอ้หมอนี่มันซื่อหรือเซ่อไม่อยากต่อล้อต่อเถียงแค่ปล่อยไอ้เพื่อนบ้านี่แล้วเดินไปที่ประตูห้องเปิดออก ส่วนเหนือเมฆที่กระเด้งตัวมองตามเพื่อนชายแสงจากนอกประตูเผยให้เห็นใบหน้าของลิขิตที่กำลังทำหน้าเรียบเฉยจนไม่รู้ทำไม เขาไม่อยากที่จะด่าว่าอีกเพราะกลัวเจ้าตัวจะสวนกลับมาแบบแทงใจดำได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่

            “ดึกแล้วนอนซะทีพรุ่งนี้ไปโรงเรียน ขืนแกไปแบบหมดเรี่ยวแรง ฉันไม่แบกแกกลับมาบ้านหรอกนะเหนือเมฆ”

ปึง! เสียงปิดประตูที่ดังลั่นทำให้เหนือเมฆแอบสะดุ้งออกมา ถอนหายใจแบบโล่งอกไปทีนึง ล้มตัวลงนอนกับเตียงหนานุ่มที่ปูด้วยผ้าอย่างดีแสงจากดวงจันทร์ทำให้เขาเริ่มง่วงนอนก่อนจะหลับไปอย่างง่ายดาย

 

ส่วนทางด้านลิขิตหลังจากออกจากห้องของเหนือเมฆแรงอารมณ์ที่ออกจะไปทางโมโหก็เกิดขึ้น สองเท้าก้าวไปข้างหน้าเพื่อไปหาไอ้หมอนั่น มาได้ยังไงกัน...หรือสะกดรอยตามเขามา...แล้วเห็นหรือเปล่าว่าเขาอยู่กับเหนือเมฆแล้วถ้ารู้ขึ้นมาก็ขออย่าให้มันฉลาดจนรู้ว่าเหนือเมฆเป็นจุดอ่อนของเขาเลย

ส่งสายตารำคาญไปให้พวกแม่บ้านที่เอาแต่คำนับมีประโยชน์อะไรอื่นมั่งนอกจากทำความสะอาด ถ้าอยากช่วยเขาจริงๆก็คว้าปืนแล้วยิงกราดใส่ไอ้หมอนั่นเซ่! เดินออกมาจนถึงหน้าบ้านเห็นพวกยามกำลังมุงหมอนั่นอยู่เดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบจนเมื่อเหล่ายามรู้ว่าเขาซึ่งเป็นเจ้านายอยู่ตรงนี้ก็สะดุ้งกันสุดตัวแล้วรีบก้มหัวขอโทษเป็นการใหญ่

            “ขอโทษนะครับคุณชายแต่เราไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไปซะที และเขาอ้างว่าเป็นเพื่อนของคุณชายเราเลยส่งแม่บ้านไปตามหาคุณชายสงสัยว่าคงจะคลาดกันน่ะครับ”ส่งสายตาคาดโทษไปให้เหล่ายามผู้โชคร้ายแล้วมองไปที่เจ้าคนที่บุกเข้ามาในเขตบ้านของเขาอย่างพลการ นัยน์ตาสีเขียวขี้เล่นกับผมสีน้ำตาลอ่อนและรอยยิ้มที่ดูรู้ทันนั่น...ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ลืมเด็ดขาดนาที’!

            “ผมไม่รู้จักเขาครับพาตัวออกไปด้วย”

            “ว้า...ใจร้ายไปหน่อยหรือเปล่าคุณชาย คิก...”กำหมัดแน่นส่งสายตาหาเรื่องไปให้เจ้าคนกวนประสาทอยากจะต่อยหน้าแล้วถามว่ามีอะไรกับเขาถึงต้องตามมาถึงที่นี่กัน แต่นั่นมันก็ไม่ใช่นิสัยของเขาได้แต่ส่งยิ้มเย็นไปให้

            “ก็ในเมื่อคุณเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญผมจะโยนคุณออกจากบ้านก็ได้นี่ ในเมื่อผมเป็นเจ้าบ้าน”สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาคือรอยยิ้มและมือที่บังอาจมาตบกับไหล่ของเขาอย่างถือวิสาสะ นาทีพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาม

            “เฮ้ๆ ใจเย็นหน่อยสิฉันไม่ได้มาหาเรื่องนายนะก็แค่หวังดีเท่านั้นเอาเถอะ ในเมื่อนายไม่มีอารมณ์จะคุยฉันก็ไม่ว่า เปลี่ยนไปวันพรุ่งนี้ก็ได้พรุ่งนี้ไปเจอฉันที่ดาดฟ้าตอนพักเที่ยงด้วย”ไม่ไปหรอก ยังไงเขาก็ไม่มีทางไปเจอหมอนี่เด็ดขาด!ยิ่งพรุ่งนี้เหนือเมฆจะไปโรงเรียนเขาต้องคอยดูแลเจ้าเพื่อนสนิทไม่ใช่ไปคุยกับเจ้าบ้าไม่เต็มนี่ และดูเหมือนนาทีจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่นัยน์ตาสีเขียวหรี่ลงเล็กน้อยแล้วพูดคำที่ทำให้เขาเบิกตากว้าง


            “เรื่องนี้มันเกี่ยวกับชีวิตทั้งชีวิตของนาย...และอาจจะเกี่ยวกับผู้ชายที่อยู่ห้องเดียวกับนายเมื่อกี๊ด้วยนะ”





พลั่ก! ไวเท่าความคิดเขาเผลอชกหน้าเจ้าปากมากไปโดยปริยาย จ้องเหมือนจะกินเลือดกินหน้าจนคนโดนชกแทนที่จะโกรธกลับทำหน้าตาเป๋อเหลอ แต่เขารู้ดีว่าที่มันทำไม่ใช่เพราะโง่แต่เพราะไม่กลัวต่างหาก เขากัดฟันแน่นแล้วตะเบ็งเสียงใส่

            “ห้ามยุ่งกับหมอนั่นถ้าแกยุ่ง ฉันฆ่าแกแน่!”รอยยิ้มถูกระบายบนใบหน้าคนที่ถูกเขาตะคอกใส่ นาทีจ้องมองเขาแล้วถามคำถามที่เขาต้องกลับมาถามตนเองเหมือนกัน

            “นายทำได้หรือไงกันลิขิต นายสามารถสั่งฉันได้หรือเปล่าล่ะฮึ?

ชายหนุ่มไร้มารยาทคนนั้นได้จากไปแล้วเหลือเพียงแต่เขาที่ได้แต่ยืนนิ่งกับที่ คิดตามคำพูดของนาที สามารถสั่งได้หรือเปล่า?’

นั่นสิทำไมเขาถึงให้หมอนั่นทำตามไม่ได้กัน

พลังของเขามันไม่มีขอบเขตสามารถใช้ได้เพียงแค่คิดนั่นเป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าแค่ความคิดผ่านๆมันก็จะไม่มีผลแต่บางครั้งที่เขาอยากจะให้เกิดเป็นจริง แล้วถ้าคิดแบบแรงกล้าหน่อยล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องพูดให้เสียน้ำลาย....ไม่กี่วินาทีต่อมา ทุกอย่างที่เขาคิดก็จะเป็นจริง

พลังที่น่ากลัวแต่ว่ามันก็เป็นพลังที่มีคุณค่าสำหรับเขามากถึงมากที่สุด เขาเดินกลับเข้าบ้านไปและแล้วหนึ่งวันของคุณชายจอมปลอมก็ได้จบลง...และวันใหม่ที่มาพร้อมกับเกมประหลาดก็ได้เริ่มต้นขึ้น!

 

“ลิขิต เฮ้...ลิขิตอย่าเหม่อซิวะ!”เขาสะดุ้งจ้องมองเหนือเมฆที่โบกไม้โบกมืออยู่หน้าเขา รถกำลังแล่นไปบนท้องถนนเขามองเหนือเมฆที่ดูท่าจะตื่นเต้นกับชุดนักเรียนเป็นนักหนา ส่วนเขานะเหรอ...เอียนเต็มแก่แล้วล่ะ

เขานั่งพิงไปกับที่นั่งอย่างเหนื่อยอ่อนให้ตายเถอะ...เขาแทบจะไม่ได้นอนเพียงเพราะเอาแต่คิดเรื่องพลังบ้าบอของตัวเอง ได้แต่นั่งเงียบจนเหนือเมฆมองเพื่อนตัวเองอย่างแปลกใจ ก็รู้ดีอยู่ว่าลิขิตมันชอบทำเป็นนั่งเงียบแม้ว่าในหัวของมันคงจะประมวลอะไรต่ออะไรได้เป็นมากมาย แต่คราวนี้มันต่างจากเดิมเหมือนกับ...นั่งคิดไม่ตกมากกว่า ยักไหล่ไม่คิดมากดึงความสนใจตัวเองมองสภาพแวดล้อมข้างนอกซะมากกว่า และตลอดการเดินทางสู่โรงเรียนทั้งสองก็มีแต่ความเงียบให้กัน...

เอี๊ยด! เสียงการจอดรถดังขึ้น ประตูถูกเปิดด้วยคนขับรถเขารับกระเป๋านักเรียนมา นักเรียนคนอื่นต่างจ้องมองเขาเหมือนคนที่ห้อยป้ายไว้ที่คอว่าของหายากดูก่อนตายแต่ดูเหมือนเจ้านักเรียนใหม่ข้างหลังเขาจะดูชอบใจน่าดู เหนือเมฆสะกิดแขนลิขิตแล้วกระซิบบอก

            “ที่นี่นายดูท่าจะป๊อปสุดๆเลยนะลิขิต นายสนใจใครไหมฮึบอกฉันหน่อยเซ่!”เขายักไหล่จ้องมองไปทางฝูงชนที่กรี๊ดใส่จนหูเขาแทบจะชินชากับเสียงเกินลิมิต ไล่มองไปที่สาวๆแต่ละคนที่เสนอหน้ามากันสลอน และข้างหลังก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชะเง้อสุดตัวแต่เขาก็เห็นเธอแค่ผิวเผิน เขาขยับยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอสานฝัน

เดินขึ้นห้องโดยพูดตอบกับเหนือเมฆที่ดูท่าจะไม่ร้ความนัยของคำตอบของเขาซักนิด

            “ก็มีสนใจอยู่คนหนึ่งนะ แต่คงแค่สักพักน่ะ”

เพราะมันเป็นแค่เกม...เกมสักวันมันจะต้องจบแล้ว’เขาก็จะเป็นคนที่ชนะเสมอและตลอดไป เปิดประตูห้องมองไปที่คนที่มายืนขวางทางและดูเหมือนคนขวางทางจะไม่สำนึกสักนิด ยังยืนจังก้าแล้วตะเบ็งเสียงใส่

            “ลิขิต เมื่อวานนายหนีไปไหนมา รู้ไหมว่านายมีตำแหน่งถึงรองหัวหน้าห้อง หน้าที่ของนายคือแบ่งเบาภาระของฉันไม่ใช่เพิ่ม-ภา-ระ!

            “หัวหน้าห้องก็สมควรจะให้เกียรติห้องหน่อยโดยเริ่มตั้งแต่พื้นฐาน...หัดมีมารยาทซะมั่งนะ’นัท”จ้องมองผู้หญิงที่ถักเปียเรียบร้อยกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม กับกรอบแว่นทำให้รู้ว่าเธอนั้นช่างเป็นเด็กเรียนอย่างแท้จริง แต่เด็กเรียนมันก็มีหลากหลายประเภทและแบบนี้ล่ะที่เขาเกลียดที่สุด พวกพูดมาก

ขมวดคิ้วว่าทำไมยัยนัทถึงไม่แหกปากใส่เหมือนทุกทีและพอมองก็ทำให้เขายิ้มแหยก็ไอ้เพื่อนตัวดีกำลังจับมือยัยนัทเขย่าไปมารัวคำถามซะเธอตอบไม่ทัน ไม่มองสถานการณ์ซะจนเขาอยากจะตบหัวเพื่อนสนิทตาย

            “ชื่อนัทเหรอ เธออยู่ห้องเดียวกับเราเลยสิว้าว... เก่งจังเป็นถึงหัวหน้าห้อง! เราชื่อเหนือเมฆนะเรียกเราว่าเมฆก็ได้ แต่เรียกเหนือเมฆดีกว่าเพราะมันดูภูมิฐานดี ฮะ ฮะ”

อยากจะบ้าตายกับเพื่อนสนิทที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่จะไปแหกปากก็ได้หาว่าเขาไปอคติสิ่งที่เขาจะทำได้ก็แค่หันหน้าหนีมองไปข้างนอกห้อง เสียงนาฬิกาดังไปเรื่อย ติ๊ก ติ๊ก อีกห้านาทีจะแปดโมง

เวลางั้นเหรอ เขาเผลอนึกถึงเจ้าบ้าที่เมื่อคืนบุกมาถึงบ้านของเขา แล้วยังมีหน้ามาขู่ว่าเหนือเมฆอาจจะตกอยู่ในอันตรายเพราะพลังของเขาบังคับให้เขามาหาที่ดาดฟ้าโรงเรียนตอนเที่ยง มองไปที่เหนือเมฆที่กำลังหัวเราะร่วนกับนัท

ก็ลองใครคิดดูสิ ถึงแม้จะเป็นแค่ความคิด...แต่เขาที่เป็นพระเจ้าไม่ยอมปล่อยให้มันได้ตายดีแน่! ทุกอย่างกลับมาโกลาหลอีกครั้งเมื่อเสียงออดดังขึ้นทุกคนต่างรีบเก็บของแล้วกรูออกไปข้างนอกเพื่อเข้าแถว ยกเว้นแต่เขาและเหนือเมฆ ในเหตุผลของเขาคือขี้เกียจแต่ของเพื่อนซี้คงจะเป็น...

            “เขาออกไปทำไมเหรอลิขิต ไฟไหม้เหรอ!

งี่เง่า ซื้อบื้อ และใสซื่อจนน่าหมั่นไส่ เขาขอจำกัดความแก่เหนือเมฆแค่นี้แล้วกัน...

คำพูดอันยืดยาวของอาจารย์ประจำวิชามันไม่ได้ใส่หัวสมองของเขาสักนิด เอาแต่มองคนข้างตัวที่กำลังจ้องมองไปที่กระดานอย่างตื่นเต้นมองไปรอบห้องด้วยแววตาพราวระยับ เขากระตุกยิ้มหมอนี่มันเอาแต่อยู่ในห้องนี่นา จะตื่นเต้นไปก็ไม่แปลก เสียงคุยซุบซิบดังไปทั่วทุกคนต่างมองเหนือเมฆเหมือนตัวประหลาด บ้างก็นินทา บ้างก็อยากจะเข้าไปทำความรู้จัก

            “ทำไมเขาถึงสนิทกับลิขิตล่ะฮึ แกไปถามซิ!

            “เดี๋ยวก็โดนเมินเหมือนที่ลิขิตทำกับฉันหรอก ฉันไม่อยากหน้าแตกเป็นรอบที่สองนี่...”เขาถอนหายใจเมื่อพวกผู้หญิงพูดเรื่องไม่เข้าท่ากันอีกแล้ว ลังเลไปทำไมนะ จะเข้ามาคุยก็มาถึงแม้เขาจะเมินก็ยังดีแต่เอาเวลาไปนั่งคิดเรื่องไร้สาระ เสียเวลาชีวิตที่ตัวเองมีหมด ว่าแล้วเพียงพริบตาเดียว...นัยน์ตาของผมเปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำทะเลก่อนจะกลับมาเป็นปกติ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ตรงมาที่คนข้างตัวเขา

            “เหนือเมฆ นายมาจากโรงเรียนอะไรน่ะ”

            “เป็นเพื่อนสนิทกับลิขิตเหรอ”

            “ถ้าว่างก็คุยกับพวกเราได้นะ!”ลิขิตลอบยิ้มออกมา เขาไม่ได้ใช้พลังกับเหนือเมฆสักหน่อยแค่ใช้กับคนรอบตัวทำให้เหนือเมฆ...มีความสุข รอยยิ้มของเพื่อนรักทำให้ลิขิตยิ้มตามไปด้วยเสียงการสอนยังดังต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าคนหมู่มากจะมามุงที่เหนือเมฆถ้าเป็นปกติอาจารย์คงจะด่าแหลกแต่ขอโทษเถอะ เขาจะขัดขืนพลังของพระเจ้าได้ยังไงกัน

มองเหม่อออกไปที่นอกหน้าต่างเพียงแค่พริบตาเดียวที่แอบมองไปที่ด้านล่าง สนามหญ้าสีเขียวที่กำลังมีผู้ชายผมสีน้ำตาลอ่อนเดินตัทำให้ลิขิตเริ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ และเหมือนว่าคนข้างล่างจะรู้ตัวว่าถูกแอบมอง เงยหน้าขึ้นมาเขาเบิกตากว้างเมื่อคนข้างล่าง...กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์นัยน์ตาสีฟ้าที่กำลังส่อความหมายว่าบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้พูดเล่นทำให้เขาใจหาย

คนถูกมองชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง ใช้นิ้วชี้เคาะไปตรงหน้าปัดแล้วพูดให้เขาอ่านปากออก แต่นั่นทำให้เขาแทบจะเป็นบ้าตาย มันจะเอาอะไรกับเขานักกัน!

ดาด-ฟ้า

ลิขิตตบโต๊ะดัง... ปึง! แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมอาจารย์ยังสอนต่อไปเหมือนปกติ คนที่รุมล้อมไม่ละสายตามามองเขาสักนิดก็ทุกคนกำลังตกอยู่ในมนตร์สะกดของเขานี่ ภายในห้องมีเพียงคนเดียวที่ชะงักกับการกระทำของเขา เหนือเมฆนั่นเอง

“ลิขิต เป็นอะไรไปน่ะ?”เขาจ้องมองเหนือเมฆแวบนึงก่อนจะเดินออกจากห้องทิ้งท้ายเอาไว้

“เดี๋ยวฉันกลับมา”เขากระชากประตูเปิดออกแล้วปิดประตูดังปัง! หลับตาครู่นึงก่อนจะลืมตาขึ้นนัยน์ตาฉายแสงสีน้ำเงินเข้มปากก็ขยับพูดขึ้นเพื่อความแน่ใจกับเหล่าตัวหมากที่ถูกวางเอาไว้ทั่วห้อง ก่อนจะออกเดินไปตามทางเดินเพื่อไปตามนัดที่แม้จะรู้แก่ใจว่าแม้จะยังไม่ถึงเวลา แต่นาทีมันจะต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ...ดาดฟ้าที่โดนล๊อค

“ใครคิดจะทำร้ายเหนือเมฆ หรือท่าทางน่าสงสัย...จับมันเอาไว้ให้ได้”

“รับทราบค่ะ”

“รับทราบครับ”เหนือเมฆขมวดคิ้วเมื่อเหล่าเพื่อนใหม่อยู่ดีๆก็เหม่อแล้วพูดคำพูดเดียวกันหมด เขามองเลิ่กลั่กก่อนเขย่าแขนเพื่อนหญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัว เพื่อนคนนั้นเหมือนรู้ว่าเขาเขย่าตัวมองมาที่เขาเหมือนตั้งคำถาม

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ไปห้องพยาบาลไหม?”เหล่าเพื่อนมากมายหัวเราะกับคำพูดของเขารวมทั้งผู้หญิงคนนั้นด้วย

“เราไม่เป็นไรหรอก นายเถอะถ้ามีอะไรไม่เข้าใจหรือมีเรื่องอะไรก็บอกเราได้เลยนะ”เหนือเมฆส่งยิ้มเก้อไปให้...โดยที่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนมากมายที่รุมล้อมตัวเขาคือตัวหมากของเพื่อนสนิทที่เอาไว้ปกป้องตัวเขานั่นเองเขายังคุยกับเพื่อนต่ออย่างสนุกสนานแอบเหลือบมองไปทางประตูเป็นบางคนหวังว่าเพื่อนรักจะกลับมาไวๆ 

 

แฮกๆ ลิขิตหอบหายใจตอนแรกก็คิดว่าจะเดินไปอย่างไม่รีบเร่งแต่เขาไม่อยากจะให้เกิดสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีตัวหมากวางอยู่รอบห้องแล้วก็ตามแต่...ก็ใช่ว่านาทีมันจะไม่ผ่านด่านของเขามาได้โดยมีร่องรอยหรืออ่อนแรงลงซักนิด เสียงสอนของเหล่าอาจารย์ดังเป็นเสียงฉากประกอบ

ตึก ตึก ตึก เขาเดินขึ้นบันไดไปดาดฟ้าแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจสักนิดว่านาทีมันรู้ได้ยังไงหรือมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ดาดฟ้าของโรงเรียนเขาไม่เคยเปิดให้ใครเข้ามาเป็นเวลานานแสนนานมากแล้ว จำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาเรียนที่นี่... ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะได้เหยียบดาดฟ้าที่ถูกล๊อกอย่างแน่นหนา แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เขาต้องหรี่สายตามองอย่างระแวดระวังไปที่ประตูที่กลอนถูกทำลาย

ถ้ามันถูกหักไปเขาคงจะไม่คิดอะไรมากเพราะเขารู้ดีว่าไอ้หมอนี่มันมีวิธีของมันแต่สิ่งที่เขาเห็นก็คือโซ่ที่คล้องประตูได้หายไปเหลือแต่เพียงน้ำที่กองอยู่บนบริเวณหน้าประตู มองไปทางด้านหลังแล้วก็ต้องร้องอย่างรำคาญใจออกมา

ไม่มีใครสักคนที่จะเดินผ่านมาไม่อย่างงั้นเขาจะได้ให้คนที่ตกอยู่ในการควบคุมลองดูสักหน่อยว่าถ้าเปิดประตูไปแล้วจะได้เจอกับอะไร ชะตาเสยผมของตัวเองมองตรงไปที่ประตูดาดฟ้าก่อนจะย่างกรายเข้าไปหาช้าๆ

 มือจับไปที่กลอนประตูแน่นเหงื่อซึมชื้อตามร่องนิ้วและใบหน้า เขาควบคุมสติก่อนจะเปิดประตูผางเข้าไปอย่างแรงจนประตูชนกับผนังด้านในดาดฟ้า ปึง!

ชายหนุ่มที่รอลิขิตอยู่ก่อนหน้าหัวเราะออกมาเมื่อเห็นหน้าตาอันคร่ำเครียดของฝ่ายตรงข้ามผสมกับเสียงหอบที่ถึงเขาจะไม่มองก็รู้ว่าลิขิตมันวิ่งมาแทบเป็นแทบตายคิดแล้วนัยน์ตาก็พราวระยับ มือที่ยึดกับราวดาดฟ้าเริ่มปล่อยออกเดินสาวเท้าเข้ามาเรื่อยหยุดกึก...นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนกับสีดำรัตติกาลจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่ง จนลิขิตทนไม่ไหวทำเสียงรำคาญใจแล้วตะโกนถามนาทีที่ยังยิ้มได้เป็นบ้าเป็นหลัง

“ชิ! เป็นโรคจิตชอบตามหรือไงบอกไปไม่เชื่อบ้างหรือไงว่าอย่าเข้ามาใกล้ฉันกับเหนือเมฆหรือว่า...อยากจะโดนฆ่าขนาดนั้น!”หัวเราะออกมาเมื่อเห็นฝ่ายที่เริ่มสนทนากำลังคุกรุ่นได้ที่ ส่งใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบๆสบายๆไปให้

“คิก...โรคจิตเหรออืมมมม ไม่ใช่หรอกแต่ถ้าเรื่องอยากตายนี่ก็อีกเรื่องนะ”

“บ้า นายมันบ้าถ้าอยากจะตายก็กระโดดดาดฟ้าตายไปซิหรืออยากให้ฉันสั่งรึไง”คนถูกหาว่าบ้าก็ยังหัวเราะต่อไปแล้วพูดให้ลิขิตฟังต่อ

“ก็ลองสั่งซิ...”

“...” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นกับคนที่ในความคิดของลิขิตไม่ได้ต่างไปจากสิ่งที่เรียกว่าคนโง่เขลาเลยสักนิด เขาหัวเราะออกมาเป็นบ้าเป็นหลังมองนาทีที่ยังส่งยิ้มมาให้เขาอยู่

ในเมื่อมันสั่งเขาเองก็คงจะต้องสนองให้สักหน่อย เขาไม่สนว่าหมอนี่เป็นใคร จะต่อต้านเขาได้หรือไม่...แต่ในเมื่อนาทีมาดูถูกคนอย่างเขา...รอยยิ้มโรคจิตปรากฏบนใบหน้าของลิขิต จ้องมองไปที่เป้าหมายก่อนที่นัยน์ตาจะกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มเปล่งเสียงออกมา!

“ด้วยนามของพระเจ้า...ฉันขอสั่งให้นายกระโดดลงมาจากดาดฟ้าซะ!

“ด้วยนามของพระเจ้าเลยเหรอ ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ช่างหลงตัวเองอย่างเหลือเชื่อจนาดนี้”เขาชะงัก จ้องมองไปที่นาทีที่ยังส่งยิ้มมาให้เขาอยู่ ลิขิตเบิกตากว้างเป็นไปไม่ได้...ก็เขาใช้พลังใส่นาทีไปแล้วปกติหมอนี่จะต้องทำตามคำสั่งของเขาอย่างเด็ดขาดแล้วซิ นาทีเมื่อมองเห็นความวิตกกังวลของลิขิตก็หัวเราะใส่

“รู้ไหมว่าถ้าเป็นผู้เข้าแข่งขันคนอื่นล่ะก็ นายตายไปนานแล้วล่ะ”

“พูดบ้าอะไรของนาย ฉันขอสั่งให้นายตาย ตายซิตายเดี๋ยวนี้!”เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งของลิขิตผสมกับเสียงหัวเราะของนาทีดังไปทั่วดาดฟ้า ไม่อยากจะเชื่อ...ทำไมหมอนี่ถึงต่อต้านเขาได้ล่ะทั้งที่ไม่เคยมีใครทำได้ เขาเริ่มก้าวถอยหลังอย่างช้าๆความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา

แล้วอย่างนี้เหนือเมฆจะปลอดภัยได้ยังไงกัน ทั้งที่ขนาดเขายังเอาไอ้บ้านี่ไม่อยู่เลยแท้ๆกับแค่คนที่ตกอยู่ในมนตร์สะกดไม่ได้ครรณามือของผู้ชายตรงหน้าเขาอย่างเป็นแน่  แต่แล้วนาทีก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้เขาฟังก่อน

“ฉันรู้ว่าตอนนี้นายน่ะสับสนลิขิต แต่ว่านายต้องฟัง”

“ฉันไม่ฟังไอ้คนไม่น่าไว้ใจอย่างแกหรอก!

“แต่มันเป็นเกม ถ้านายไม่ฟัง เชื่อเถอะอีกไม่ถึงเดือนนายถูกฆ่าตายแน่”เขาหัวเราะเย้ย คนอย่างเขาเนี่ยนะจะตาย ก่อนที่เขาจะตายคนที่หมายจะให้เขาตายต่างหากล่ะที่จะต้องจบชีวิต คนโดนหัวเราะเย้ยยังเอาแต่ยิ้มเย็น มองเขาก่อนจะพูด

“ไม่เคยสงสัยเลยหรือไงว่าทำไมตัวเองถึงมีพลังประหลาดๆนี้”

“แน่นอน เพราะพระเจ้าเห็นใจฉันน่ะซิ!”ก่อนที่จะทันตั้งตัวก็โดนหมัดของผู้ชายใจเย็นเข้าไปเต็มรับ เขาค่อยๆยันตัวขึ้นกับพื้นปาดลือดตรงมุมปากก่อนจะสบถออกมาก่อนจะวิ่งพุ่งเข้าใส่นาทีแต่ก็โดนหลบหลีกได้สำเร็จ แค่นั้นยังไม่พอแต่กลับถูกอีกฝ่ายต่อยซ้ำอีกรอบ

“ฮึ เข้าใจผิดไปใหญ่และฉันกับนายน่ะ...มันเป็นหนึ่งในสิบล้าน”ลิขิตกำมือแน่นก่อนจะเถียงข้างๆคู

“ฉันไม่เชื่อ ถ้านายอยากให้ฉันเชื่อก็แสดงพลังออกมาซิ ถ้านายทำได้ฉันจะเชื่อทุกอย่างที่นายพูด!” นาทีมองเขาเหมือนกับว่านี่ล่ะคือสิ่งที่คอยมาตลอด ส่งยิ้มมาให้แล้วให้เขาสัญญาว่าจะไม่กลับคำก้าวเดินไปตรงราวของดาดฟ้าก่อนจะหรี่นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนนั่นและแล้วหมอนั่นก็เหมือนจะพูดเสียงเบาจนเขาต้องเดินเข้าใกล้

“นายสัญญาแล้วนะลิขิต...ฉันจะแสดงให้นายเห็นถึงพลังของฉัน...” รอยยิ้มได้ใจทำให้เขาต้องเอะใจและแล้วก็รู้เหตุผลเมื่อราวดาดฟ้าเริ่มหลอมละลายก่อนจะกลายเป็นน้ำภายในพริบตา!  นาทีมองไปที่เหล่าน้ำมากมายแล้วหันมาส่งยิ้มให้เขาคำพูดเดียวของชายตรงหน้าทำให้เขาได้แต่พูดตะกุกตะกัก

“ถ้านายบอกว่าพลังของนายเป็นพระเจ้า พลังของฉันจะเป็นอะไรดีล่ะลิขิต?

“ไม่จริง นาย...ไม่...” นาทีก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วยความไม่ไว้วางใจและรับเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้เขาได้แต่ร้องตะโกนลั่นแล้วขยับตัวหนี เขาไม่อยากให้มันเข้ามาใกล้เขา นาทีโกหกนี่คือพลังของพระเจ้า เพราะเขาคือผู้ที่โดนรับเลือกหนึ่งเดียว...

พื้นดินเหมือนกับรู้ใจของผู้เกือบจะได้เป็นพระเจ้าพากันกีดกันนาทีให้ออกห่าง แต่เมื่อพื้นดินที่ผุดขึ้นมาเหมือนหินเพียงแค่นาทีเอามือสัมผัสมันก็กลับกลายเป็นน้ำเหมือนราวดาดฟ้าที่เขาโชว์ให้ลิขิตดู ปากก็พูดความจริงไปด้วย

“นี่คือเกมนายต้องยอมรับ พระเจ้าไม่ได้ดีอย่างที่นายคิดลิขิต เขาเลือกเราเพื่อให้ความรื่นเริงแก่ตัวเขาเอง เขาอยากเห็นพวกเราฆ่าฟันกัน”

“ฆ่า...ฟัน”

“ใช่ฆ่าจนเหลือเพียงหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวนั้นจะได้มีตำแหน่งพระเจ้าปลุกคนตายขึ้น ย้อนเวลาหรือแม้แต่ประสงค์ให้โลกนี้ดับสลายก็ทำได้ไม่ยาก...แต่คราวนี้มันต่างไป ผู้เข้าแข่งแบ่งแยกกันเป็นพวกเพื่อต่อสู้กันและผู้นำจะเป็นผู้ชนะ ฉันเลยมาหาพันธมิตร” ยื่นมือมาให้ลิขิตที่ถถึงกับชะงักไปมองมือของนาทีอย่างไม่วางใจ

            “ร่วมมือกับฉันได้ไหมลิขิต ฉันจะให้นายเป็นคิง” ลิขิตก้มหน้านิ่งทบทวนเรื่องราวทุกอย่างนัยน์ตาสั่นระริกเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาทำมาถึงตอนนี้ เขาคดโกงทำลายชีวิตใครต่อใคร เขาทำให้พ่อของเขาลืมว่ามีลูกชายที่น่าภาคภูมิใจขนาดไหน แล้วคราวนี้...เขาจะต้องมาฆ่าฟันอีกหรือไง กัดปากจนเลือดไหลซึมหันไปมองนาทีอย่างอคติปัดมือออกอย่างไม่ไยดีจนฝ่ายชวนต้องชะงัก

            “ฉันไม่ร่วมมือกับใครทั้งนั้น โลกใบนี้มันโสมมไม่มีใครที่เชื่อใจได้สักคน!” มันก็เปรียบเหมือนเราตกลงไปในหลุมมีเพียงทางเดียวที่จะรอดคือปีนเชือกขึ้นมา ไม่มีใครที่จะยอมเสียสละก่อนเพราะกลัวมันจะขาด จึงแก่งแย่งชิงดีกัน...นี่คือสิ่งที่เขาสมมุติและเชื่อว่ามันคือความจริงที่ไม่ว่าใครก็ปฎิเสธไม่ได้ กำหมัดแน่นก่อนจะแบมันออกมองมันด้วยเสียงที่สั่นเป็นระลอก

            “ฉันมีพลังนี่ พลังที่ยิ่งใหญ่ไม่มีใครสู้ฉันได้หรอกแม้แต่นายก็ตาม นาที !

            “ถ้ามันเป็นเกมยังไงฉันก็ต้องชนะฉันมั่นใจ...ถ้าเป็นไปได้ก็ลองส่งคนที่เก่งกว่าฉันมาซิแล้วฉันจะพิสูจณ์ให้ดู!” นาทีเบิกตากว้างก่อนจะกระชากคอเสื้อเขาเอาไว้ ได้แต่ดิ้นพราดปล่อยหมัดใส่แต่ก็โดนล๊อกแขนเอาไว้ นัยน์ตาสีฟ้าตอนนี้ดูจริงจังเกินคาดตะโกนใส่เขาเหมือนทำผิดเรื่องมหันตร์

            “ไอ้บ้าเอ็ย แกทำอะไรไปรู้ตัวไหม ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้ลิขิตก่อนที่เรื่องมันจะไปกันใหญ่!” ก่อนที่จะได้ปฎิเสธเสียงกรีดร้องก็ได้เกิดขึ้นพวกเขาสองคนชะงักเมื่อเห็นว่าได้มีอีกคนๆหนึ่งได้แอบยืนอยู่ข้างหลังประตูตลอด รองเท้านักเรียนที่เดินผ่านประตูเข้ามาทำให้ลิขิตได้แต่ยืนนิ่งช็อกเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

เด็กหญิงหอบหายใจก่อนจะมองภาพตรงหน้าอย่างแทบไม่เชื่อสายตา แต่แล้วเธอก็เหมือนได้สติวิ่งไปข้างหน้าพวกเขาสองคนมองลงไปชั้นล่างก่อนจะมองมาทางเขา เอ่ยตะกุกตะกักนัยน์ตาเหม่อลอยสวมกอดเขาไม่อายนาที สานฝัน’!

            “น่ากลัว...ลิขิตฉันเห็น...ที่ห้องของลิขิต” เขาเบิกตากว้างที่ห้องของเขาเหนือเมฆก็อยู่จับไหล่ทั้งสองข้างของสานฝันที่เริ่มรู้ว่าร้องไห้ นัยน์ตาสีดำมองเขาเหมือนกับว่าเขาคือทุกสิ่งทุกอย่าง

            “เจออะไรมาสานฝัน!

            “เลือด...เลือดเต็มไปหมด...ที่ห้องของลิขิตทุกคนนอนนิ่งกันเต็มไปหมด ผู้ชายคนหนึ่งเขาไล่ฆ่าทุกคน!







Next lie (คำโกหกต่อไป) :

นักปราชญ์ยังรู้พลั้งแล้วนับอะไรกับวันรุ่นชายธรรมดาที่หลงเพ้อกับคำว่าพระเจ้า
เพราะความโง่งมกับพลังทำให้เกิดความผิดพลาดอันร้ายกาจ
จากสิ่งที่ปกป้องกลายเป็นศัตรูที่คิดจะฆ่ากันให้ตายภายในพริบตา

"นายโง่เองลิขิต แต่ก็ขอบใจที่ทำให้ฉันแข็งแรงขึ้น"
"เราจะต้องฆ่ากัน"
"หนึ่งในพวกเรา...จะได้เป็นพระเจ้าเชื่อฉันเถอะ"


อ่านแล้วช่วยให้กำลังใจก็ดีนะคะ TOT'









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

47 ความคิดเห็น

  1. #47 _wlkin_ (@welkin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กันยายน 2554 / 02:27
    เพื่อนกลายเป็นศัตรู คิดแล้วมันเศร้า (นึกถึงเรื่อง X Japan กระซิกๆ)
    #47
    0
  2. #46 oppo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 / 22:17
    รออยู่นะ นานเกินไปแล้วอ่า T^T

    อย่าบอกนะว่าเหนือเมฆจะเปลี่ยนไป..........
    #46
    0
  3. #37 ;q. kichio (@holepalmz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กันยายน 2553 / 21:18
    โอ้ว รู้สึกเอชจะมาอ่านตอนนี้สาม-สี่ครั้งได้แล้ว 
    มันส์ขึ้นเลยเรื่อยๆเลย!!

    ปล.เช็คคำผิดด้วยครับ!
    #37
    0
  4. #35 ✖H-K40✖ (@holepalmz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2553 / 09:44
    =w= ขอโทษครับ หายไปนานเลย ฮา!
    รู้สึกว่า จะดีกว่าตอนที่อ่านครั้งแรกๆนะครับ พัฒนาขึ้นเยอะ :)
    พยายามเข้าครับ !
    #35
    0
  5. #33 -_Saki_- (@SunSaki) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 / 21:56
    สนุกมากค่ะ ตอนอ่านมาจนถึงตรงนี่ก็นึกบ่นในใจเลย

    ว่า "เฮ้ย หมดแล้วหรอ มาต่อเด๋วนี่นะ!"

    เป็นโครงเรื่องที่นาสนใจมากๆ สาวสโตกเกอนั้นแอบนึกถึงเรื่องมิไรนิกกิ
    เกมที่ว่านี้ น่าสนใจจริงๆ แอบนึกถึงเกมในมิไรนิกกิเช่นกัน 55

    เรื่องนั้นเป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วมันมากๆเลย คงเพราะเราชอบเป็นพิเศษเลยนึกถึงแบบนี้

    ขอตินิดหน่อยเรื่อง เรื่อง ตอนที่ 1 ตอนที่สองตอนต้นๆ ที่ลิขิต รู้ว่าตนเองมีพลัง
    บอกตามตรงว่า ถ้าเราเป็นลิขิตจะไม่ได้นึกเลยว่าตนเองมีพลังอะไรขนาดนั้น ในทันที
    คงจะอึ้งและสงสัย หรืองงอยู่ซักพักก่อนจะตั้งตัวได้มากกว่า
    อันนี้เทียบกับเราน่ะนะ บางทีอาจจะมีจุดอื่นที่เป็นสาเหตไม่ให้ลิขิต แปลกใจเลยในตอนนั้น ที่ไรท์เตอร์ไม่ได้เอ่ยถึงก็ได้
    แต่ว่าอันนี้จากมุมของเราที่เป็นนักอ่าน รู้สึกว่าลิขิตเป็นคนที่ไม่รอบคอบ และมั่นใจในพลังของตนเองมากๆ
    มากจนเกินไป อันที่จริงเรื่องนี่้ยังน่าจะมีจุดอ่อนอีกนิดหน่อย นอกจากการสั่งคน ให้ทำตามที่เราต้องการได้
    คือพวกเอกสารตัวตน และอื่นๆที่เป็นเอกสารฐานะ รับรองฯลฯ (หรือว่ามีแต่ไม่ได้เอ่ยถึง?)
    และยังมีอีกหลายๆเรื่องที่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเชนขอบเขตพลังของลิขิตคืออะไรบ้าง?
    แลว้ทำไมลิขิตถึงไม่ลองดูขอบเขตพลังของตนเอง(หรือว่าลองแล้วแต่ว่าไม่ได้เอ่ยถึง?)
    ตรงนี้แหละที่เราบอกว่า ลิขิตไม่รอบคอบ....

    ใจจริงแลว้อยากจะให้ไรท์เตอร์ใส่รายละเอียด ต่างๆมากกว่านี้ แต่ว่า พออ่านๆไปแล้วนอกจากตอนช่วงต้นๆที่งงๆ ว่าลิขิตมันทำใจรู้ว่าตนเองมีพลงัได้ง่ายจัง ก็รู้ว่า การดำเนินเรื่องเร็วๆ ไม่ละเอียด  บรรยายข้ามๆ   ไม่เยิ่นเย้อ  ก็ดีเหมือนกันกับนิยายแนวนี้ ขอเพิ่มอีกเล็กน้อยเรื่องบรรยากาศ ของฉากอากจะให้บรรยายเพื่อเพิ่มอรรถรสบ้างเวลาจิ้นภาพในหัวของนักอ่านจะได้ได้ภาพสวยๆ อิอิ

    ไรท์เตอร์สู้ๆนะคะ อัพไวไว

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 กรกฎาคม 2553 / 21:57
    #33
    0
  6. #31 Sreyer (@alvess) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2553 / 23:29
    หนุกมากๆๆค่ะ
    #31
    0
  7. #28 ✖HK'I✖ (@holepalmz) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2553 / 16:23

    =*= "เดี๋ยว" ใช้ไม้จัตวาครับผมมม ไม่ใช่ ไม้ตรี
    ต่อไวๆนะครับ :D

    #28
    0