ชายาบรรณาการ

ตอนที่ 7 : 第三集 : ในที่สุดบรรณาการชิ้นนี้ก็....น่าตายนัก!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 221 ครั้ง
    15 ม.ค. 62

                “ที่แท้คนผู้นั้นจงใจปล่อยข้ามาเช่นนั้นหรือ” เสวี่ยซุนเป่าพึมพำเบาๆ ในขณะที่เร่งฝีเท้าตามนางกำนัลทั้งสอง


                ระหว่างทางเต็มไปด้วยผืนป่าเขียวชอุ่ม หากไม่เป็นเพราะนางตกอยู่ในสถานการณ์แปลกประหลาดนี่นางคงรู้สึกสนุกอยู่หลายส่วน ทว่าแม้นางจะก้าวย่างอย่างระมัดระวังเพียงใด กิ่งไม้และหนามเล็กก็ยังขีดข่วนเนื้ออ่อนนุ่มบริเวณมือจนเลือดไหลซิบ


                “อย่างไรก็ช่างเถิดเพคะ พวกเรารีบกลับหยวนโหย่วกันเถิด” อู๋เสวียนว่าอย่างระมัดระวัง วาจาขับไล่องค์หญิงของพวกนางจากบุรุษน่ากลัวผู้นั้นยังดังก้องขึ้นใจ


                พานางกลับไปเมืองเหนือ อย่าคิดเอาคนมาเป็นบรรณาการกับจวิ้นอ๋องผู้นั้นอีก


                “อืม! ข้ามิคิดมากหรอก”


                แม้จะไม่ค่อยเข้าใจก็ตามทีว่าเหตุใดบุรุษผู้นั้นถึงได้จับตัวพวกนางไป นอนค้างให้พวกนางอกสั่นขวัญแขวน แถมยังแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเกลียดขี้หน้า ว่าที่สามีของนาง รวมไปถึงวาจาโผงผางน่าโมโหนั่น แต่อย่างไรเสียก็ต้องขอบคุณ โจรชั่วช้าผู้นั้นที่ผลักไสนางกลับบ้านเกิด มิต้องเข้าพิธีวิวาห์กับจวิ้นอ๋องป่าเถื่อนชอบถลกหนังคน


                คงจะเป็นกบฏคู่แค้นจริงๆ ล่ะสิท่าถึงมิอยากให้คนผู้นั้นแต่งงานมีความสุข


                “องค์หญิง...ทหารของเรา” หรงฮวาชี้นิ้วออกไปตรงหน้าอย่างแย้มยิ้ม


                “จริงด้วย!


                องค์หญิงสิบสองที่แสดงท่าทีเหนื่อยล้าเมื่อครู่กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตา ริมฝีปากเผยอออกด้วยความเบิกบาน เห็นเหล่าทหารชุดเกราะประจำเมืองยืนเป็นระเบียบอยู่ไม่ไกล หากแต่ต้นไม้เขียวครึ้มยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางอยู่หลายส่วน แม้จะมองเห็นเงาหลายร่าง แต่นางคิดว่าคงใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งก้านธูปกว่าจะฝ่าป่าดงนี่ไปได้


                เอาเถอะ! เมื่อคืนนี้นางให้อภัยเขาก็แล้วกัน


                นี่เห็นว่าเขาทำให้นางหลุดจากบ่วง แถมยังคืนทหารหลายสิบนายกลับมาปลอดภัยทุกคนด้วย!


                ร่างอิสตรีทั้งสามรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่แล้วเสียงดังเคร้งทำให้คนทั้งสามหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หรงฮวาฉุดมือเจ้านายที่เดินนำอยู่ข้างหน้าให้หยุดลงก่อนจะดึงร่างเล็กๆ ให้ทรุดลงกับพื้นหญ้า เสวี่ยซุนเป่าถึงแม้จะยังรู้สึกมึนงงอยู่บ้างแต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายรั้งไปอย่างว่าง่าย


                “องค์หญิง มีคนลอบทำร้ายเพคะ!


                “เกิดอะไรขึ้น”


                องค์หญิงสิบสองนัยน์ตาไหวระริก พยายามเพ่งเล็งไปยังต้นเสียง จู่ๆ มือทั้งคู่ก็กำติดกันแน่น ทหารของนางอยู่ห่างแค่เพียงหนึ่งลี้กำลังประฝีดาบกับคนชุดดำจำนวนหนึ่งจนคนของนางล้มตายไปจำนวนมาก


                หรือว่าจะเป็น...


                “โจรชั่วช้า” หรือว่าเขาคิดเปลี่ยนใจ กลัวนางวิ่งโร่ไปบอกจวิ้นอ๋องกัน!


                คิ้วดกดำขมวดติดกันแน่น เล็บจิกเข้าไปกลางฝ่ามืออย่างลืมตัว พลันรู้สึกขอบตาร้อนผะผ่าว หยดน้ำอุ่นชื้นกลิ้งกลอกบนดวงแก้ม ไม่น่าหลงคิดว่าคนผู้นั้นดีขึ้นมาเลยจริงๆ!


                สวบ!


                “กรี๊ดดด”


                เสียงเหยียบย่างดังขึ้นข้างหลังพร้อมๆ กับเสียงกรีดร้องของคนข้างกายทำให้เสวี่ยซุนเป่าเหลือบไปมองด้วยความรวดเร็ว จู่ๆ มือที่จับกับหรงฮวาก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงพร้อมๆ กับบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งพันธการนางกำนัลของนางไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตาที่พร่าเลือนจับจ้องไปยังบุรุษสวมชุดอำพรางอย่างไม่ชัดเจนนัก


                “อย่าเข้ามานะ!” อู๋เสวียนแม้ตะกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ดึงร่างองค์หญิงสิบสองให้หลบอยู่ข้างหลัง


                “คืนนางมาให้ข้า พวกเจ้าต้องการอะไรข้าจะให้”


                เสวี่ยซุนเป่ากระพริบตาถี่จนหยาดน้ำเลือนหาย กายบางจึงก้าวมายืนข้างหน้า แม้มือทั้งสองข้างจะเย็นเฉียบและสั่นเพียงใด ดวงหน้าละมุนเชิดขึ้นอย่างถือตัว อาจเป็นเพราะแววตาดื้อรั้นนั่นถึงทำให้นางดูราวกับลูกเสือตัวน้อย


                “ฮ่าๆๆ”


                ชายสามคนหันไปหัวร่อกันให้ลั่น ก่อนคนที่จับตัวหรงฮวาไว้จะฉุดกระชากให้คนในอ้อมแขนผละออกไป ทันทีที่เสวี่ยซุนเป่าทำท่าทางจะขยับตาม บุรุษอีกคนเคลื่อนกายเข้าหานาง ใช้ปลายกระบี่เชยคางมนให้เงยขึ้น แม้ในตอนแรกนางยังขัดขืนไม่ไปตามแรง ทว่าปลายกระบี่กลับพลิกด้านคมบาดผิวอ่อนนุ่มจนมีโลหิตไหลซึม ใบหน้าสะคราญจึงจำใจยินยอมเงยขึ้นแต่โดยดี


                “พวกเจ้าจะพาหรงฮวาไปแห่งใด”


                คนฟังยักไหล่ให้เสียคราหนึ่ง ไม่เอ่ยคำตอบ แต่กลับตั้งคำถามแทน


                “องค์หญิงสิบสอง ท่านจะรีบไปแห่งใดกันเล่า เหตุใดจึงไม่อยู่กับจวิ้นอ๋องของท่าน”


                “เฮอะ!


                นางสะบัดใบหน้าหนี แค่พวกมันรู้ฐานะของนาง นางก็มิมีอันใดจะแคลงใจอีก ในทิศเหนือนี่จะมีสักกี่คนเชียวที่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง อีกทั้งยังมีเรื่องแต่งงาน หากมิใช่โจรชั่วผู้นั้น เจ้าคนท่าทางกักขฬะผู้นี้จะรู้ได้อย่างไรกัน!


                “ห้ามทำอันใดองค์หญิงนะ”


                เพี๊ยะ!


                อู๋เสวียนเห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาขวาง แต่แล้วร่างเล็กก็ลงไปกองกับพื้นดังตุบเมื่อฝ่ามือใหญ่ฟาดลงบนใบหน้าเล็กจนผิวขาวแดงเป็นปื้น


                เสวี่ยซุนเป่าทรุดกายลงนั่งประคองอู๋เสวียนขึ้นนั่ง


                “เจ้าคนขี้ขลาด รังแกได้แม้กระทั่งผู้หญิง”


                “จะตายแล้วยังปากมากอีก เดี๋ยวบิดาสั่งสอนสักคราดีหรือไม่”


                เสียงใหญ่ตะคอกใส่ แม้ปากจะเอ่ยคำถาม แต่ปลายกระบี่กลับพาดอยู่บนลำคอของนาง อีกทั้งมันยังคมจนนางรู้สึกแสบ สัมผัสได้ถึงโลหิตเหลวๆ ที่ซึมผ่านเสื้อออกมาอีกด้วย


                เสวี่ยซุนเป่าหลับตาลง ริมฝีปากเป็นกระจับเม้มติดกันพลางสั่นเล็กน้อย ร่างเล็กนั่งแข็งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ


                ท่านแม่...ข้าจะมีวาสนากลับไปหาท่านอีกหรือไม่ ข้าคิดถึงท่าน...คิดถึงท่านพ่อจอมบงการของข้าเหลือเกิน!


                “ฮืออออ”


                ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตลอดสองวันนี้ทำให้นางกลั้นน้ำตาไม่อยู่เสียแล้ว นางอายุเพียงสิบห้า...สิบห้าเท่านั้นนะ! นางเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ เหตุใดนางจะต้องมาเจอเรื่องน่ากลัวเช่นนี้ด้วย หากรู้เช่นนี้แล้วนางจะยอมหาบุตรเสนาบดีในวังแต่งงานไปเสีย ดีกว่ามาจบชีวิตอยู่กลางป่าเพราะเรื่องบุญคุณความแค้นของจวิ้นอ๋องผู้นั้น


                เสียงสะอึกสะอื้นของนางดังขึ้นจนนางมิคิดสนใจสิ่งรอบข้างอีกแล้ว สัมผัสได้เพียงแรงบีบมือของอู๋เสวียนที่แน่นขึ้นพร้อมกับเสียงกระซิบเรียกองค์หญิงแผ่วเบา


                “องค์หญิง”


                “......”


                เป็นตายร้ายดีอย่างไรนางจะไม่ยอมลืมตาขึ้นเป็นอันขาด...นางจะไม่ยอมเห็นคมกระบี่นี่ฟันลงบนตัวนางเป็นแน่


                “น่าตายนัก! หยุดแหกปากเสียที!


                และแล้วเสียงทุ้มเข้มราวกับฟ้าผ่าก็กลบเสียงร้องไห้ของนางเสียสิ้น น้ำเสียงดุอันทรงพลังทำให้นางเผลอลืมตาขึ้นมองอย่างมึนงง หยาดน้ำใสที่คลอหน่วยตาทำให้นางมองเห็นภาพตรงหน้ามิชัดเจนนัก รับรู้เพียงแค่บุรุษร่างหนาที่ยืนซ้อนด้านหลังตวัดแขนครั้งหนึ่งแล้วกระบี่ที่พาดบนคอของนางก็หล่นลงพื้น


                รวมไปถึง...ร่างที่ไร้ศีรษะของคนตรงหน้าเอนเอียงราบลงไป ทั้งยังมีโลหิตเหนียวข้นกระเซ็นมาถูกใบหน้าของนางอีกด้วย!


                “กรี๊ดดดด”


                “องค์หญิง! องค์หญิงเพคะ”


                อู๋เสวียนเข้าไปประคองร่างบางที่ล้มแนบไปกับพื้นท่ามกลางความกลาหล เมื่อครู่นี้เห็นฝีดาบปรากฏแววระยิบระยับยามต้องแสงแดดก่อนที่จะมีผ้าขาวบางผืนเล็กปลิวมาปิดหน้า ทว่าทันทีที่ดึงผ้านั่นออกกลับพบเพียงร่างไร้วิญญาณที่เปื้อนเลือด ทว่าไม่เพียงแค่นั้นองค์หญิงของนางก็เป็นล้มพบอยู่ข้างกาย


                ฝูจิ้งเหลือบมองซย่าเฉียวอี้ก่อนจะเบือนสายตามายังอิสตรีสองนางที่อยู่กับพื้น เสียงปะทะดาบที่ไกลออกไปมิได้ทำให้นายเหนือหัวมีท่าทีต่างไปแต่อย่างใด


                “ท่านอ๋อง...” เสียงเรียกเบาๆ ก่อนจะกระแอมเสียคราหนึ่งเมื่อเห็นเจ้าของตำแหน่งชายตามองด้วยความไม่พอใจ ที่เขาให้พวกพวกทหารเปลี่ยนคำเรียกขานเป็นเพราะมิอยากเปิดเผยตัว “นายท่าน พาพวกนางกลับค่ายก่อนดีหรือไม่”


                ซย่าเฉียวอี้หรี่ตามองทางด้านที่ยังคงต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าทันทีที่เห็นเงาสูงใหญ่ที่คุ้นเคยหลายเงาทยอยปรากฏเข้ามาในสายตา เขาก็ทิ้งดาบลงพื้นก่อนจะสะบัดชายเสื้อหมุนตัวจากไปทันที


                “พานางไป” แม้สุ้มเสียงจะแฝงความไม่พอใจอยู่หลายส่วน แต่ก็เค้นเสียงตอบ


                ฝูจิ้งกระพริบตามองตามไปอย่างงุนงง เขาก้มลงมองคนผู้หนึ่งที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดนายตัวเอง เบือนสายตาไปยังกระบี่อาบเลือดที่อยู่เคียงกันด้วยความหนักใจ


                “เจ้า...”


                “ฮือออ...ท่านช่วยองค์หญิงด้วย” อู๋เสวียนสูดน้ำมูกพลางอ้อนวอน


                ส่วนชายผู้โชคร้ายถอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ค่อยๆ นั่งลงเอื้อมไปหยิบผ้าสีขาวสะอาดที่ปลิวตกอยู่ไม่ไกลเหน็บเข้าที่สายคาดเอว อู๋เสวียนเห็นดังนั้นก็เบิกตาโตก่อนจะละล้าละลังถามด้วยใบหน้าตื่นตูม


                “ผ้าของท่านหรือ”


                “อืม”


                ถึงแม้เสียงตอบรับจะผะแผ่วสักเพียงใดแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้คนฟังหัวใจพองฟู ริมฝีปากแดงๆ เม้มติดกันเล็กน้อยพลางหลุบตาต่ำลง


                “ขอบคุณท่าน”


                บุรุษเพียงหนึ่งเดียว ณ ที่นั้นมิได้เอ่ยปากตอบ โชคดีที่เขาใช้ผ้าปิดตาอีกฝ่ายทัน มิเช่นนั้น งานที่เขาต้องจัดการคงมิใช่สตรีเพียงผู้เดียวอย่างแน่นอน มือใหญ่คว้ากระบี่ที่วางอยู่กับพื้นขึ้นมา เห็นดังนั้นอู๋เสวียนก็ทำท่าทีตื่นตระหนก เผยแววไม่ไว้วางใจอยู่หลายส่วน


                “ถือนี่ให้ข้า”


                อู๋เสวียนพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเอื้อมือไปรับอย่างรู้งาน หากแต่นางมิคิดว่ามันจะหนักอึ้งถึงเพียงนั้นถึงทำให้กระบี่ตกลงพื้นอย่างง่ายดาย


                “ข้าขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจ” เสียงเบาๆ ว่าอย่างรวดเร็ว


                “ช่างเถอะ ระวังด้วย”


                ฝูจิ้งมองปฏิกิริยานั้นก่อนจะโคลงศีรษะเล็กน้อย ถึงแม้ตัวเขาเองก็ไม่ได้คุ้นเคยกับการมีสตรีข้างกายนัก แต่ก็พอจะคาดเดาออกว่านางรูปร่างกะทัดรัดเข่นนี้จะมีเรี่ยวแรงถือกระบี่หนักๆ เช่นนี้ได้อย่างไร


                อู๋เสวียนทำตามอย่างว่าง่าย แต่ก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมิมีท่าทีจะเข้ามาช่วยองค์หญิงของนางเลยแม้แต่น้อย


                “แล้วองค์หญิง?”


                คนร่างใหญ่มีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ยอมขยับกายเข้าไป มือหยาบทำท่าจะแตะต้องร่างบุคคลที่ไม่ได้สติ แต่ก็ชะงักค้างอยู่ในอากาศ ริมฝีปากขยับแต่ไร้ซึ่งเสียงเอื้อนเอ่ย


                “ขออภัยท่านด้วย” คำขอโทษนี้เขายังมิแน่ใจเอาเสียเลยว่าขอโทษองค์หญิงสิบสองผู้นี้ หรือขอโทษท่านอ๋องสี่ผู้ซึ่งเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของร่างนี้กันแน่!


                อ้อมแขนแข็งแรงตวัดสาวน้อยเข้ามาในแนบอก ถึงแม้จะพยายามเลี่ยงมิให้เนื้อตัวสัมผัสกันมากเกินไปแต่ก็มิสามารถทำได้ดั่งใจคิดเช่นกัน มีเพียงวิธีเดียวคือรีบกลับค่ายให้เร็วที่สุด              


                 ทันทีที่หมุนกายกลับไปก็พบว่าอาชาที่ถูกยึดติดอยู่กับต้นไม้ยังอยู่ครบทั้งสองตัว เป็นการแสดงว่าท่านอ๋องมิได้นำอาชากลับไป หรือเจ้านายของเขาจะยอมใจอ่อนกับองค์หญิงสิบสอง ยอมเสียสละอาชาของตนเองเพื่อให้พวกเขากลับค่ายกันไปอย่างมิลำบากนัก


                บ้าน่า...ท่านอ๋องอาจจะอยากเดินสำรวจบริเวณนี้ก่อนก็ได้


                ใจอ่อนกับสตรี...มิน่าจะเป็นไปได้


                อย่างไรก็เอาเถิด! ในเมื่อนายของเขายอม ใจดีถึงเพียงนี้ เขาก็มิขัดปณิธาณ!


                “เจ้าขี่ม้าอีกตัวนั่นตามข้ามาเสียก็แล้วกัน” เอ่ยวาจาไปแล้วก็ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ มิได้สังเกตเลยว่าสตรีอีกนางหิ้วกระบี่ด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน


                อู๋เสวียนมองตามแผ่นหลังกว้างด้วยความประหม่า และก่อนที่เขาจะจากไปไกลจนมิได้ยินเสียง นางก็ตัดสินใจ สารภาพ...แน่นอนว่าประโยคถัดมาทำให้ผู้ที่สืบสานน้ำใจของผู้เป็นนายชะงัก


                “ข้ามิเคยขี่ม้า!


                เฮ้อ!!


ในที่สุดก็สลัดไม่พ้น 55555  แล้วอ๋องสี่จะจัดการยังไงต่อไปน้ออออ

ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 221 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #22 pu0506 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 20:51

    ท่านอ๋องสี่จะยอมเดินกลับจริงๆเหรอ อิอิ
    รีบมาอัพเพิ่มด้วยนะค่ะ
    #22
    0