Fic [exo x you] Zombie Hunt

ตอนที่ 9 : Section 8 : Rainfall

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    13 มี.ค. 58


Section 8 : Rainfall




            ภาพเบื้องหน้าที่ห่างออกไปราวๆ ห้าสิบเมตรคือ สะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่พาดผ่านแม่น้ำสายใหญ่ทอดไปยังอีกฝั่ง เส้นลวดขนาดใหญ่ที่เชื่อมกันบนสะพานดูยุ่งเหยิงจนรกหูรกตา แต่พื้นและโครงสร้างอื่นๆกลับยังดูเหมือนแข็งแรงดี ดีพอที่รถคันหนึ่งสามารถจะขับผ่านไปอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย

            แม่น้ำเบื้องล่างยังคงไหลอย่างสงบ แม้ผิวน้ำจะเป็นริ้วเพราะแรงลมที่พัดผ่านไป บรรยากาศเริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝนอีกครั้ง แต่จากที่ลู่หานเดาแล้ว คงอีกสักชั่วโมงกว่าเมฆฝนจะเดินทางมาถึงที่นี่

           

            ...หากข้ามสะพานนี้ไปได้ ก็จะเข้าเขตช็องจู...

 

            พอเห็นแบบนี้แล้วก็หายเหนื่อยขึ้นมาหน่อย ชายหนุ่มผิวแทนเพียงหนึ่งเดียวขยับรอยยิ้มขึ้นมา พร้อมปาดเหงื่อด้วยท่าทางเถื่อนสุดฤทธิ์

            งั้นเราก็รีบข้ามไปกันเหอะ

            ชานยอลบอก

            ไม่รู้อีกด้านจะมีอะไรอยู่บ้าง...

            เด็กสาวแย้งขึ้นด้วยความระแวงตามนิสัย

            วางใจได้ อีกด้านน่ะ เป็นแค่ป่าสงบๆเท่านั้นแหละ ลู่หานยิ้มระรื่น แม้เหงื่อจะไหลซกตามใบหน้าและลำคอ ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายหน้าหวานคนนี้ยังคงดูดีทุกสภาพ ทั้งตอนเปียกฝนเมื่อวาน และสภาพเหงื่อท่วมตอนนี้

            ยิ้มได้ตลอด เหมือนกันจริงๆ

            เด็กสาวลอบสังเกต

            แล้วเรา...จะไปไหนกันล่ะ?

 

            ...

 

            ...

 

            แน่นอนว่าคำถามจากคยองซูย่อมได้รับความเงียบจากทุกคนอีกครั้ง ใช่ พวกเขายังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนกันแน่ ยังไม่มีความแน่ใจสักอย่าง

            งั้นฉันก็ไม่รู้จะขับไปไหนหรอกนะ

            ไปบ้านฉันก็แล้วกัน

            เสียงทุ้มของลู่หานบอกอย่างอารมณ์ดี

            คงปลอดภัยพอที่จะอยู่ได้สักระยะ เสบียงที่เป็นพืชผักก็พอจะมี แต่เนื้อคงไม่แน่ ระบบประปากับไฟฟ้าก็มีให้ใช้ เพราะบ้านฉันค่อนข้างเป็นส่วนตัว อยู่แถบๆภูเขาที่ห่างจากเชิงสะพานไปสัก 10 กิโลฯ ได้มั้ง

            บ้านคนรวยเหรอ?

            ไม่ได้รวยหรอกนะ ในความคิดฉันน่ะ

            ลู่หานยักคิ้วให้คนตัวเล็ก ดวงตากวางมักมีประกายเสมอเวลาที่มองหน้าคู่สนทนาทุกคน โซวอนยอมรับตรงๆว่าเป็นดวงตาที่สวยมากเท่าที่เคยเห็นมา...จากผู้ชาย

            พ่อแม่มึงเขาไม่ว่ารึไง ถ้าจะพาพวกกูไปอยู่ด้วย

            จงอินอดถามไม่ได้ เขารู้นิสัยความหัวโบราณของพ่อแม่ลู่หานดีว่าสุดยอดขนาดไหน เคยเจอครั้งหนึ่งก็หลายปีที่แล้ว เล่นซะไม่กล้าไปเหยียบอีกเลย

            หึ...ถ้าพวกท่านยังอยู่ ก็ดีน่ะสิ...

 

 

            แลมโบกินีสีเหลืองคันหรูแล่นไปตามความยาวของสะพานอย่างช้าๆตามคำแนะนำของลู่หานกับจงอิน เพราะสะพานกำลังปรับปรุง ไม่รู้หรอกว่าปรับส่วนไหนของมัน แต่การขับช้าๆเพื่อดูทางข้างหน้าก็ถือว่าโอเคอยู่เหมือนกัน

            ที่มึงพูดก่อนขึ้นรถ หมายความว่าไงวะไอ้ลู่

            จงอินทนความเงียบไม่ไหวถึงกับส่งเสียงขึ้นมา แทบจะกระชากคอเสื้อเพื่อนด้านข้างอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปได้อ่ะนะ

            อะไรนักหนาวะไอ้ดำ เดี๋ยวถึงบ้านกูจะเล่าให้มึงหายอยากเลย

            กวางหนุ่มยักคิ้วให้เพื่อน ผมสีซีดของเขาปรกหน้าเล็กน้อย ทำให้ดวงตาคู่สวยที่มองลอดไรผมออกมานั้นดูลึกลับแบบแปลกๆ

            สะพานนี่ยาวเท่าไหร่

            คนขับตัวสั้นเอ่ยถามขึ้นมา ดวงตาโตๆยังไม่ละจากถนน

            ประมาณ ร้อยกว่าเมตรมั้ง

            จงอินตอบ

 

            ...

 

            ...

 

            ในรถกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

            โซวอนนั่งพิงเบาะ แต่สายตากลับเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ดวงตาคมหวานที่ดูผ่านๆจะเหมือนเป็นสีดำขลับทั้งสองข้างนั้นเหม่อลอย ขณะที่มือกำกระบอกปืนที่ข้างเอวไว้แน่น

            ชานยอลเองก็เงียบผิดปรกติ แต่ไม่ใช่เรื่องที่แย่เท่าไหร่ เพราะมันแค่จ้องปืนในมือเหมือนจะขอเลขเด็ดยังไงอย่างงั้น นิ้วก็ลูบๆถูๆ อีกไม่นานจงอินกลัวว่ามันจะหาแป้งมาเทใส่แล้วขัดหาหวยจริงๆ

            เงียบโคตรเลยว่ะ...

            เบ้ปากอีกสักที

            มึงก็หัดหุบปากเหมือนคนอื่นเขาเสียมั่ง

            ลู่หานอดกัดไม่ได้

            ทีมึงล่ะวะ

            กูก็ไม่ได้พูดมากเหมือนผีเจาะปากแบบมึง

            ถุย! ถ้ากูพูดมากมึงก็ปากปลา...

 

            เฮ้ จะถึงประตูอีกฝั่งแล้ว

            คยองซูแทบลุกขึ้นเต้นด้วยความดีใจ ฟังไอ้บ้าสองตัวข้างหลังเถียงกันแล้วมันโคตรหงุดหงิด ด่ากันไม่ได้ดูอายุอานามตัวเองเลย

            เหอะ แก่จนเขาอยากจะเรียกลุงอยู่แล้ว!!

            เดี๋ยวฉันลงไปเปิดเอง

            เสียงหวานที่เงียบไปนานพูดขึ้นมา สายตานิ่งเฉยเหลือบมามองคยองซูเป็นการบอกว่าให้จอดรถซะทีสิ

            ฉันลงไปด้วยดีกว่า

            จงอินเสนอตัวขึ้นมา พร้อมยังเปิดประตูลงไปเสร็จสรรพ คนตัวเล็กมองแล้วถอนหายใจกับนิสัยไม่ถามหน้าถามหลังของคนชื่อคิมจงอิน

            นายนี่มันเหลือเชื่อชะมัด

            เด็กสาวขมุบขมิบเดินผ่านคนตัวสูงกว่าโดยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ที่ประตูยังคงถูกล็อกด้วยกุญแจและโซ่เส้นใหญ่เหมือนเดิม

            จะเอาปืนยิงอีกรึไง?

 

            โง่!”

 

            ฉึก!!!!

 

            กูควรเงียบแล้วดูต่อสินะ

            เด็กสาวควักเอามีดสปริงขนาดเล็กออกมารวมทั้งเหล็กเส้นเล็กๆที่จงอินไม่เข้าใจว่าจะพกติดตัวไปทำไม แต่แล้วคำตอบก็ปรากฏเมื่อโซวอนสอดเหล็กเส้นเล็กนั้นเข้าไปในรูกุญแจ บิดไปมาหลายครั้ง ก่อนจะใช้ใบมีดสปริงสอดเข้าไปแล้วหมุนดังคลิก

 

            กริ๊ก!!

 

            ขาแม่กุญแจหลุดออกจากกันเป็นสัญญาณว่าตัวล็อกถูกเปิดออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตาคมกระพริบปริบๆกับการกระทำที่จัดเป็นความสามารถทางด้านอาชญากรรม แถมยังใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีของคนข้างๆ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โซ่ถูกดึงลงกองกับพื้นนั่นแหละ

            ดันสิ คิมจงอิน

            เออๆ

            ประตูฝั่งนี้ไม่ฝืดมากนัก ทั้งสองจึงสามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย ภาพป่าสีเขียวกับถนนลาดยางโล่งๆที่ไร้สิ่งกีดขวางใดๆนั้นสร้างความโล่งใจให้ทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปฟัดกับไอ้ผีเวรนั่นอีกแล้วมั้ง

            เธอนี่เจ๋งเลยอ่ะ คราวหน้าสอนหน่อยดิ

            ชานยอลส่งยิ้มร่าเริงไปให้คนตัวเล็กที่เข้ามานั่งในรถได้ไม่นาน ทั้งสองพยายามไม่แสดงถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของตนให้คนอื่นรับรู้

            ของแบบนี้มันทำได้ง่ายๆเหรอวะ

 

            ไม่ขัดผมนี่คุณมึงจะขาดใจตายเหรอครับ ไอ้ตาตุ่มด้าน!”

 

            ขัดมึงนี่โคตรมีความสุขอ่ะ ไอ้หูกระด้ง!” 

 

            โรคจิตสิ้นดี ไอ้ดำ

 

            อ้าว กูเพิ่งเป็นก็เพราะมึงเนี่ยแหละ ไอ้หัวหยอย 

 

            เป็นเกียรติเหลือเกิน ถุ้ยยย

           

            กลายเป็นว่าคนที่สูงที่สุดในกลุ่มสองคนต้องมาเถียงกันเอง โชคดีที่มีลู่หานขั้นกลางไว้ ไม่อย่างนั้นมันคงบีบคอกันตายแน่ๆ แต่พูดก็พูดเถอะ

            ไอ้ลู่สงสารตัวเองจริงๆ -_-

            มึงจะตาตุ่มด้านหรือหูบานเป็นกระด้งก็ช่วยเก็บไว้ไปด่ากันที่อื่นเหอะ! ด่ากันข้ามหัวกูนี่สนุกกันนักเหรอวะ ไอ้พวกเปรตวัสสุทัต

            สุดจะทนแล้วจริงๆ!!

           

            อย่ามาเจือกกกก!!!!”

            ทีแบบนี้พวกมึงล่ะสามัคคีชุมนุมเหลือเกินนะ ไอ้ฟายยย!!

            หุบปากกันให้หมดนั่นแหละ...

           

            กึก!!!

 

            ถ้าไม่หยุดพูดก็เชิญลงไปจากรถฉันซะ ไอ้พวกเหลือบไร!!”

           

            บางที...คยองซูก็น่ากลัวนะ

 

            ลู่หาน...บ้านพี่ไปทางไหนครับ

            ดีนะที่มันยังเรียกเขาว่าพี่

            อ่า...เลี้ยวซ้ายซอยหน้านะ แล้วก็ตรงไปเรื่อยๆเลย

            ชายหนุ่มหน้าหวานส่งยิ้มเจื่อนๆไปให้คนที่เด็กกว่าตัวเองหลายปี ไม่อยากจะบอกว่าไอ้รังสีอำมหิตเมื่อกี้น่ะมันโคตรน่ากลัวแค่ไหน

            ขนพองสยองเกล้าเลยสาสสสส

            รถคันหรูที่สภาพตอนนี้ดูไม่จืดเลี้ยวไปทางซ้ายตามที่ลู่หานบอกอย่างนุ่มนวล รอบข้างเต็มไปด้วยป่าไม้ทึบดูร่มรื่น หากมองไปรอบๆก็เห็นแถบภูเขาสูงที่หากเป็นช่วงปกติ พวกเขาคงรู้สึกสบายใจและอยากจะพักผ่อนในที่แบบนี้ไปนานๆ แต่ว่าบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้ ทุกอย่างมันเลยดูดำทะมึนไปหมด

            ...

 

            ...

 

            ลู่หานชะโงกตัวไปด้านหน้าเพื่อมองหาทางเข้าบ้านของตัวเองให้ชัดเจน นิ้วเรียวที่ดูใกล้เคียงกับผู้หญิงเอามากๆนั้นชี้บอกทางให้คนขับไปเรื่อยๆ พร้อมเสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยบอกอย่างอารมณ์ดี สุนทรีย์สุดๆ ทั้งที่เมื่อกี้มันยังเผลอกลัวจนหัวหด

            ไม่ได้มาบ้านมึงนานแค่ไหนแล้ววะ

            เมื่อมองเส้นทางที่พอจะคุ้นเคย จงอินก็เริ่มพึมพำขึ้นมาอีกครั้ง

            ก็...4 ปีได้มั้ง

            ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินเพื่อนสนิทตอบกลับมาแบบนั้น

            ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบสินะ...

 

            ประตูรั้วเหล็กกล้าเริ่มปรากฏต่อสายตาคนบนรถ จากที่กะๆดูท่าทางจะสูงใช่เล่น แค่มองประตูก็ดูเหมือนจะกว้างแล้ว แต่เขตกำแพงหินที่ทอดยาวไปทั้งสองฝั่งจนหามุมสุดไม่เจอนั่นต่างหากที่ทำให้ผู้มาใหม่คนอื่นต้องลอบเผยอปากขึ้นอย่างตะลึง ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกเหมือนจะเข้าไปอยู่ในพระราชวังอะไรสักอย่าง

            จนในที่สุด...

            แลมโบกินีสีเหลืองจอดในระยะที่ห่างจากประตูประมาณห้าเมตรเห็นจะได้ ลู่หานที่เป็นเจ้าบ้านเปิดประตูลงไปก่อน ร่างสูงโปร่งเดินไปยังประตูฝั่งขวา ก่อนจะล้วงเอากุญแจกับการ์ดอะไรสักอย่างออกมาแตะที่ประตูรั้วนั้น ประตูสีเงินค่อยๆเลื่อนออกจากกัน แสงอ่อนๆที่เผยขึ้นทีละนิดนั้นทำให้พวกเขากำลังรู้สึกเหมือนตัวเองจะเข้าไปสู่ดินแดนใหม่...

            ห่า!! พูดเหมือนตัวเองเป็นอลิส

            โห...

            ชานยอล แม้กระทั่งโซวอนกับคยองซูยังเผลออ้าปากค้างกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า จงอินที่เป็นเพื่อนยังอดตะลึงไม่ได้ เมื่อมันกว้างขวางขึ้นกว่าเมื่อตอน 4 ปีก่อนหลายเท่าตัว

            ยินดีต้อนรับสู่บ้านตระกูลลู่ ในเกาหลีครับ

 

            รู้สึกว่าพวกเขาจะขับรถเข้ามาได้สักพักแล้วนะ แต่ทำไมสองข้างทางมันยังรายล้อมด้วยไร่อะไรสักอย่างอยู่ได้ บ้านที่ลู่หานพูดถึงน่ะยังไม่เห็นโผล่ให้เห็นเลยแม้แต่หลังคา

            เอ่อ...อย่าว่างั้นงี้นะ บ้านนายน่ะ รวยขนาดนี้เลยเหรอลู่หาน

            ดวงตาที่โตอยู่แล้วเปิดกว้างขึ้นอีก เสียงทุ้มใหญ่นั้นสั่นระริกกับความอลังการโคตรงานสร้างของสถานที่ที่ลู่หานเรียกมันว่าบ้าน

            ก็ระดับนึงนะ

            โทษทีแต่บ้านผมเรียกว่า โคตรรวย!!!

            ไอ้ปราสาทนั่นใช่มั้ยครับ บ้านพี่ลู่หาน

            คยองซูชี้ไปยังสิ่งก็สร้างขนาดใหญ่ที่ใกล้เคียงกับคำว่า ปราสาท มากกว่าบ้านอย่างที่ลู่หานบอกไว้เสียอีก ถ้าลู่หานเรียกที่นี่ว่าบ้าน งั้นที่ที่เขาเคยอยู่มันคงเรียกว่าห้องส้วม

            อ่า...นั่นแหละ ไปจอดข้างหน้าเลย

 

            ...

 

            ...

            ไม่มีใครพูดออกมาเลยสักประโยคเดียว นี่พวกเขาเป็นใคร แล้วคนหน้าหวานในรถนี่เป็นใครกัน ทำไมรู้สึกว่ามันคนละระดับกันขนาดนี้น้อ

            จนกระทั่งแลมโบกินีคันหมดความหรูจอดลงที่หน้า บ้าน พอดี...

            เฮ้ย! เปิดประตูลงไปดิวะไอ้ดำ

            มือเรียวแกร่งผลักไหล่ให้เพื่อนตัวดำเปิดประตูลงไปจากรถเสียที เพราะเขาก็นั่งมาจนก้นจะบิดอยู่แล้ว

            กูลงไปนี่คงไม่มีคนเอาปืนยิงหัวใช่มั้ย

            ป่านนี้คงตายห่ากันไปหมดแล้วล่ะน่า

           

            กึก!!!

 

            แน่นอนว่าประโยคนั้นสร้างอาการติดสตั๊นท์ให้ทุกคนได้เป็นอย่างดี สายตาทั้งหมดบนรถตวัดมามองเจ้าของประโยคราวกับจะให้ย้ำว่า ที่มึงพูดน่ะเรื่องจริงเหรอสัด

            โทษที กูล้อเล่น ริมฝีปากได้รูปยิ้มเผล่ เพราะกูเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

            มึงออกจากบ้านไปนานแค่ไหนวะไอ้ลู่

            วุ้ย! ถามมากจริงมึงนี่ ลงไปก่อน แล้วกูจะเทศน์ให้ฟังแบบไม่กั๊กเลย

            ร่างกำยำของคิมจงอินเปิดประตูรถออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยลู่หาน ชานยอล และคนตัวเล็กสุดในกลุ่มอีกสองคน เจ้าของบ้านบอกให้พวกเขาเอาสัมพาระลงมา เพราะจะพาเอาของไปเก็บให้มันเสร็จๆไป

            ตามมาดีๆนะเว้ย หลงมากูไม่รับผิดชอบ

            ร่างโปร่งเดินนำเข้าไปในบ้านที่ปิดไฟเงียบ แถมยังไม่มีการเปิดม่านเพื่อรับแสงเลยสักกะผืนเดียว และก็ถูกอย่างที่มันว่าคือ ระวังหลง เพราะที่นี่มันกว้างจริงๆ

            ไม่มีใครอยู่จริงๆเหรอวะเนี่ย

            จงอินอดบ่นไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะเข้ามาอยู่ในบ้านผีสิงยังไงไม่รู้

            ไม่มั้งอาจจะ...

 

            คุณลู่หาน...                                    

            บุคคลทั้งห้าหันไปตามเสียงหวานๆที่ส่งมาจากความมืดในทันที ชานยอลกับจงอินขยับเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย มีเพียงมนุษย์แคระอีกสองคนกับลู่หานที่ยังยืนแบบสบายๆ แม้ว่ามนุษย์แคระจะมีอาการเหงื่อซึมบ้างเล็กน้อยก็เถอะ

            นั่นใครอ่ะ!!!

            นั่นโซฮีเหรอ

            ลู่หานถามออกไปด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อบอุ่นจนแม้แต่เพื่อนร่วมทางยังต้องแปลกใจ

            ร่างบอบบางร่างหนึ่งค่อยๆออกมาจากความมืด ร่างอรชรที่มีความสูงราวๆ 160 กว่าๆ ผิวพรรณขาวนวลละมุน และหน้าตาสวยหวาน เรือนผมสีน้ำตาลดัดลอนพลิ้วไสวตามการเดิน รอยยิ้มดีใจที่ส่งมาให้กวางหนุ่มทำเอาคนมองคนอื่นต้องแอบร้อนๆหนาวๆ มันดูแปลกๆชนิดที่ว่าไม่น่าเป็นเพียงคนรู้จักกันในบ้าน

            โซฮีไม่คิดว่าคุณจะกลับมาที่นี่อีก

            ดวงตาหวานซึ้งนั้นมีหยาดน้ำเอ่อคลอ

            พูดอะไรแบบนั้น พูดยังกะฉันมีที่อื่นให้ไปแน่ะ

            ร่างโปร่งเดินไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่หญิงสาวที่ชื่อ โซฮี จะวิ่งเข้ามาสวมกอดลู่หานอย่างแนบแน่น ราวกับคนรักที่พลัดจากกันไปสิบชาติ

            อะแฮ่ม!! โทษทีนะเว้ย พอดีไม่ได้อยู่กันสองคน

            เพื่อนตัวดำส่งเสียงด้วยความหมั่นไส้อย่างที่สุด ก่อนที่ความอิจฉาจะเข้าครอบงำจิตใจ จึงต้องจัดการหยุดทุกอย่างเสียก่อน

            เอ่อ...โทษที นี่...อันโซฮี เพื่อนฉันเอง

            ถึงขนาดนั้นมันยังกล้าแนะนำว่าเพื่อน!!? แน่นอนว่าประโยคนี้ทุกคนคิดออกมาได้เหมือนกันอย่างไม่ต้องนัด

            ยิ่งแววตาหม่นแสงของผู้หญิงคนนั้นที่ฉายออกมา มันก็ยิ่งไม่น่าเชื่อไปใหญ่เลยเหอะ!

            เอ่อ...ยินดีที่ได้รู้จักนะคะทุกคน

            ดูก็รู้ว่าฝืนยิ้มแค่ไหน

            มึงรู้ตัวมั้ยว่าทำอะไรลงไปไอ้ลู่หาน!!!

            หวัดดี...ฉันชานยอล นี่ไค...ส่วนหมอนั่นคยองซู อ้อ...คนตัวเล็กๆนั่นชื่อโซวอน

            ชายหนุ่มหูกางเป็นคนแนะนำตัวแทนเพื่อนทั้งหมด เพราะดูเหมือนแต่ละคนยังตกอยู่ในภวังค์สีชมพูหม่นที่ลู่หานสร้างขึ้นเมื่อกี้อยู่

            ค่ะ...มีอะไรก็ให้ฉันช่วยได้เลยนะคะ

            พูดจบ โซฮีก็มองไปที่โซวอนอย่างประหลาดใจ แน่นอนล่ะ ก็ในเมื่อเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มแบบนั้นนี่นา แถมสายตาที่มองไปรอบๆบ้านก็ไร้อารมณ์จนบอกไม่ถูกเลย

            โซฮี ทุกคนเขาหายไปไหนกันน่ะ

            คือ... หญิงสาวเริ่มมีท่าทีอึกอัก ก่อนจะสูดหายใจ ตั้งแต่เกิดเรื่องผีดิบขึ้น พวกเขาต่างก็คิดว่าอยู่ที่ไปคงไม่รอด เลยหนีออกไปตายเอาดาบหน้าหมดเลยค่ะ ที่เหลืออยู่ก็มีแค่ฉัน คุณพ่อ พี่ชาย คุณป้า แล้วก็เพื่อนๆอีกสองคนน่ะค่ะ

            พี่ชาย? ไอ้ลูกบอลเดินได้อ่ะเหรอ

            อ่ะ...ค่ะ

            งั้นก็ดี เดี๋ยวฉันจะพาเพื่อนไปหาห้องพักก่อน ฝากเธอทำมื้อเย็นหน่อยนะ คิดถึงฝีมือเธอจะแย่อยู่แล้ว

            คำพูดเอาใจมาพร้อมรอยยิ้มหวานๆ สร้างริ้วแดงพาดผ่านพวงแก้มเนียนของโซฮีได้เป็นอย่างดี หญิงสาวรับคำ ก่อนจะเดินออกไป

            จะใช้เขานี่เข้าใจคิดหาคำพูดเอาใจนะมึง

            กูคิดถึงฝีมือโซฮีจริงๆนี่หว่า

            ลู่หานกระตุกยิ้มกวนๆส่งให้เพื่อนซี้

            มึงคิดถึงแค่ฝีมือ แต่ไม่ได้คิดถึงตัวคนทำล่ะสิท่า

            คำถามที่แสดงออกมารู้ถึงสันดานนั้นทำให้คนฟังต้องหัวเราะ

            อย่ารู้ทันกูนักเลย กูก็แบบนี้แหละ

 

 

            ร่างบางเล็กวางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาสีน้ำตาลตัวใหญ่ ไม่ว่าจะเฟอร์นิเจอร์หรืออะไรในห้องนี้มันก็หรูหราและดูดีไปหมด ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่คงหาพวกมายกเค้าไปแล้ว

            โซวอนเปิดประตูระเบียงออก เด็กสาวนั่งลงบนราวระเบียงอย่างหมิ่นเหม่ โดยไม่แยแสต่อแรงโน้มถ่วงของโลกเลยสักนิด หยาดฝนค่อยๆโปรยปรายลงมาทำให้บรรยากาศในตอนนี้ทั้งหนาวทั้งชื้น วิวตรงนี้ดูสวยมากแม้จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตาม ฉากภูเขาที่ทอดตัวยาวต่อกันไปนั้นทำให้คนมองรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

            ไม่กลัวเป็นหวัดรึไง

            ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคนด้านข้างเป็นใคร

            รู้สึกแย่ชะมัดที่ได้อยู่ห้องข้างนาย

            เจ็บจังเลยน้า

            ดวงตาคู่สวยตวัดไปมองคนทำเสียงกวนประสาท จนได้พบกับรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์แสนกลสุดบรรยาย มันคงเป็นยี่ห้อของคิมจงอินไปแล้วสินะ

            เหอะ...

            ตอนนั้น...เมื่อคืน...ฉันเห็นเธอทำหน้ายังกะจะร้องไห้

            โซวอนหันหน้าไปมองชายหนุ่มอย่างเต็มตา ในเมื่อหมอนี่นั่งเฝ้าเวรกับลู่หานก่อนเธอจะหลับเมื่อคืนนี่ แถมในรถมันก็ติดฟิล์มดำด้วยนะ มันเห็นได้ยังไง

            คิดถึงแฟนเหรอ?

            หึ!!!

            สุดท้ายความสงสัยจริงจังก็ต้องพังครืนกับประโยคสุดไร้สาระของไอ้คนตรงหน้า

            ของแบบนั้นฉันมีที่ไหน

            เหรอ... ลากเสียงกวนประสาทสักหน่อย แล้วไอ้คนที่บอกว่าหน้าตาคล้ายกับลู่หานล่ะ ใครกันมิทราบยะหล่อน!?

            จะถามไปทำไมของนาย ไม่ได้ช่วยให้เจริญอาหารเลยนะ

            คนตัวเล็กผลักหน้าผากที่โน้มลงมาใกล้ให้ออกห่าง

            ถ้าคนอย่างนายถามอะไรมีสาระ ฝนมันอาจจะไม่ตกก็ได้

 

เปรี้ยง!!!!

                                                                                                             

            หาใช่เสียงฟ้าร้องฟ้าลั่นแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงสายฟ้าฟาดลงกลางหัวคิมจงอินเองล่ะจ้า ไม่น่าเลยกู ก็รู้นะว่าคุยอยู่กับใครน่ะ

            เออโทษ!”

            ฉันมันตัวคนเดียว...

            เสียงแผ่วๆที่เหมือนพูดกับตัวเองนั้นเรียกความสนใจจากชายหนุ่มได้อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาสามารถเห็นสีหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน

            ...ตัวคนเดียวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า พ่อแม่ ฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าคนพวกนั้นสักครั้ง

           

            ...

 

            โรงเรียนก็ไปแบบเรียนๆหลบๆ ไม่ได้เรื่องสักอย่าง ที่จบมัธยมได้ก็เพราะไอ้อาชีพที่คนอื่นตราหน้าว่าเป็นพวกชั้นต่ำทั้งนั้นแหละ เพื่อนสักคนฉันก็...

 

            กรอด...

                                   

            จงอินได้ยินเสียงขบฟันกรามดังมาจากคนตัวเล็กอย่างชัดเจน กรามจะเบี้ยวหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะพูดจากวนตีนออกไป

            แปะ!

            ...!!!”

            ฝ่ามือหนาบรรจงวางลงบนศีรษะเล็กที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมนุ่มสีดำสนิท มันไม่ได้นุ่มมือเหมือนผ้าไหมแบบผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคย ผ่าน มา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้โซวอนดูน่ารักน้อยลงเลยสักนิดเดียว ตรงข้าม...มันกลับเป็นเสน่ห์ที่น่าสัมผัสของเธอต่างหาก มิน่า ทั้งไอ้ชานยอล ทั้งไอ้ลู่หานมันถึงได้ทำท่าสนอกสนใจขนาดนั้น

            ถ้าเล่าแล้วเจ็บปวดก็พอเถอะน่า ไว้รอให้ตัวเองเข้มแข็งมากพอแล้วค่อยพูดมันก็ยังไม่สายหรอกยัยเตี้ย ปากคอไม่ได้มีคำพูดปลอบใจดีๆเลยสักนิด ฉันพอจะรู้สึกได้หน่อยนึงแล้วล่ะ สิ่งที่เธออยากจะพูดน่ะ เพราะงั้น...

 

            ...

 

            อยากบอกจริงๆเมื่อไหร่...ฉันก็จะฟังทุกเวลานั่นแหละ

 

            พูดได้ไม่น่าขอบใจเลยสักนิด

            รอยยิ้มหมั่นไส้ปรากฏบนริมฝีปากสีชมพูอิ่มนั้น

            ก็ยังไม่ได้อยากได้ตอนนี้นี่ เธอเล่าหมดเมื่อไหร่ค่อยขอบคุณฉันก็ได้

            จงอินละมือออก ดวงหน้าคมหันออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกที่เต็มไปด้วยหยาดฝนนับล้านอีกครั้ง บางทีฝนตกแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน มันคงทำให้ใครสักคนหวั่นไหวจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวอันไม่น่านึกถึงได้อย่างพิศวง

            ในทางกลับกัน วันฝนตกมันอาจจะเป็นวันที่ไม่น่าจดจำของใครบางคนก็ได้ เขารู้สึกได้ สิ่งที่โซวอนยังไม่พร้อมที่จะบอกกับเขา...

            ถ้าพูดถึงสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดได้มากกว่าคนรัก...คนคนนั้นก็คงเป็น สิ่งที่เรียกว่า เพื่อนเป็นสายสัมพันธ์ที่พันผูกแนบแน่นมากกว่าสถานะอื่นใดในโลก หากจะเจ็บปวดได้ขนาดนั้นล่ะก็ เพื่อนนั่นแหละ อาจเป็นคำตอบของเรื่องทั้งหมด...

           

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

            สำหรับวัตถุดิบที่เหลืออยู่ก็ทำได้เท่านี้นะคะ คือ...เราต้องประหยัดทุกอย่างที่มีไว้ให้มากที่สุดน่ะค่ะ

            โซฮีส่งยิ้มแหยๆให้กับแขกของลู่หานทุกคน ถึงมันจะฟังดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่จะทำยังไงในเมื่อสิ่งที่เธอพูดมันก็จำเป็นเหมือนกัน

            ไม่เป็นไรน่า พวกนี้ก็ไม่ได้กินจุอะไร

            ดวงตากวางฉายแววใจดีจนจงอินแทบอาเจียน

            โถๆ ไอ้คุณชายผู้สร้างภาพ

            งั้นฉันไปนะคะ...

            อ้าว ไม่อยู่กินด้วยกันเหรอ

            ชานยอลส่งเสียงถามตามประสาคนขี้สงสัย(เจือก) ดวงตาโตๆนั้นมองโซฮีอย่างไม่เข้าใจเท่าใดนัก ทำเหมือนกับอยู่ในสมัยคนใช้

            ฉันทานไปแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณที่ถามนะคะ

            แต่บางทีการพูดก็มีระดับกว่าไอ้ปาร์คชานยอลคนนี้อยู่โขเลย

            ฉันอิ่มแล้วนะ...

            เสียงหวานแต่ฟังดูไร้อารมณ์ของโซวอนดังขึ้นท่ามกลางทุกคนที่ยังกินแทบไม่ลง เมื่อเหลือบดูจานอาหารก็เห็นว่าคุณเธอจัดการเขมือบมันลงท้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

            ร่างเล็กๆเดินไปหาโซฮี ก่อนจะขมวดคิ้วถามตามนิสัย

            ที่นี่มีเครื่องซักผ้ามั้ย?

 

            หญิงสาววัย 20 กว่าๆ เดินนำด้วยท่าทางแสนจะงงงวย จู่ๆก็มาถามหาเครื่องซักผ้า ทั้งๆที่คนอื่นเขากำลังกินข้าวกันโดยไม่ทันตั้งตัว

            เลือกใช้ได้เลยนะจ๊ะ

            โซฮีส่งยิ้มเจื่อนๆให้โซวอน

            ถ้าปั่นแห้งตอนนี้ก็คงทันอยู่มั้ง...

            ทำไมเหรอ?

            อาจจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดคนเดียว แต่เธอก็พลั้งปากถามออกไปแล้ว

            ฉันจะเอาชุดตัวเก่ามาซัก จะได้สลับกันใส่

           

            ...

 

            ฉันไม่มีเสื้อผ้าติดตัวน่ะ

            ได้ยินแบบนั้นคนอายุมากกว่าจึงแย้มรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมา

            งั้น เดี๋ยวฉันให้ยืมก่อนก็ได้นะ มานี่สิ...

            โซวอนมองฝ่ามือเรียวที่จูงแนเธอไปด้วยสายตาอ่านไม่ออก แม้ไม่อยากนึกถึง แต่ภาพมือแข็งแกร่งของใครบางคนที่ฉุดแขนเธอให้เดินไปข้างหน้าด้วยกันนั้นกลับผุดขึ้นมาตอกย้ำอีกครั้ง

            โซวอน!!!!”

            อะ อะไร...

            เด็กสาวกระพริบตาปริบๆ จนคนเรียกต้องถอนหายใจ

            ฉันมีชุดไซส์เล็กอยู่สองสามชุดน่ะ พอจะให้เธอใส่นอนได้ อีกสามชุดเป็นชุดที่ใส่ระหว่างวันน่ะ ฉันสวมไม่ได้แล้วก็เลยยกให้เธอน่ะนะ

            แต่ว่า...

            แล้วก็อย่าบอกคุณลู่หานนะ ถือว่าฉันขอล่ะ...

            แววตาอ้อนวอนมาพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะอยากถามออกไปแทบตายว่าทั้งคู่เป็นอะไรกัน แต่มารยาทที่ยังมีเพียงน้อยนิดก็ทำให้โซวอนต้องปิดปากเงียบต่อไป

            อืม...ได้

 

            วันนี้เป็นวันที่ปาร์คโซวอนรู้สึกเสียความเป็นตัวเองมากที่สุด ตั้งแต่คุยกับจงอินบนระเบียงนั่นแล้ว ร่างเล็กบางเดินออกมาจากห้องพักส่วนตัวของโซฮี โดยไม่ได้ดูว่ามีคนเดินสวนมาจากทางเลี้ยวจน...

 

โครม!!!!

 

            เด็กสาวถูกกระแทกจนล้มก้นจ้ำเบ้า ขณะที่ผู้มาใหม่เพียงแค่เซถอยหลังไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่อนขาเรียวแถมยังขาวผ่องจนเธอต้องอายเป็นสิ่งแรกที่เธอเห็นจากคนคนนี้ ใบหน้าหวานค่อยๆเงยขึ้นตามกางเกงยีนส์เอวต่ำสีน้ำเงิน เสื้อแขนยาวสีดำที่คลุมทับเสื้อยืดสีขาวด้านใน

            ...

            ผู้ชาย? หรือผู้หญิงฟระ?

            ใบหน้ากลมเนียนใสอมชมพู แถมยังมีแก้มยุ้ยๆพอให้น่าหยิกอีกต่างหาก เรือนผมที่ตัดไล่ระดับเป็นทรงยอดฮิตย้อมเป็นสีน้ำตาลส้มเข้ากับใบหน้าแสนหวานดูดีนั้นอย่างที่เธอต้องอิจฉา หืม? หน้าคล้ายใครนะ คุ้นๆ

            เธอ...เป็นใครอ่ะ

           

            ...

 

            อีกฝ่ายไม่ตอบ เพียงแค่ใช้ดวงตาชั้นเดียวนั้นมองกลับมาอย่างนิ่งๆ หน้าของคนคนนี้ทำให้โซวอนต้องคิดหนัก เหมือนเคยเห็นมาจากที่ไหนสักที่ในบ้านนี่แหละ ร่างบางค่อยๆชันตัวลุกขึ้น

            คือ...ฉันเผอิญเดินผ่านมา โทษที

           

            เธอนั่นแหละ เป็นใคร... 

                                                 

            เสียงที่ดังออกมาจากลำคอขาวๆนั้นทำให้โซวอนเหมือนถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าที่แสกหน้า นะ นี่มัน...ปู้จายยยยย!!!

            ลูกกระเดือกจะแทงตาแบบนั้นเธอมองข้ามไปได้ยังไง!!!

            คน...ที่ลู่หานพามา

            หึ... ชายหนุ่มแปลกหน้าหัวเราะนิดๆ เพื่อนของลู่หานที่ยัยนั่นบอกสินะ ฉันคิมมินซอก ยินดีที่ได้รู้จักล่ะ คน...ที่ลู่หานพามา

            บางทีคนที่คิดว่าหน้าตาใสๆนิสัยภายในอาจจะคนล่ะทางก็เป็นได้ ซึ่งแววตาแปลกๆของคนที่ชื่อมินซอกนั่นก็ทำให้โซวอนรู้สึกแบบนั้น

            อะ อืม...

            พูดให้ดีหน่อย เธอดูเด็กกว่าฉัน...มาก

            ...

            คราวนี้ไม่ตอบแม่งอะไรเลย

            เด็กสาวเดินเบี่ยงไปอีกทางเมื่อไม่มีเหตุจำเป็นต้องคุยอะไรกันอีก

            นี่

            ...

            มือเรียวขาวยื่นดอกไม้ชนิดหนึ่งให้กับเด็กสาว

            ...ดอกไม้สีขาวที่มีกลีบเล็กๆซ้อนกันหลายชั้น โดยมีเกสรตรงกลางเป็นสีเหลืองทองราวๆ 10 กว่าดอกโดยมัดรวมกันเป็นช่อเอาไว้...

            ดอกแอสเทอร์น่ะ

            ...

            ความหมายมันดีนะ ฉันให้เธอเป็นของขวัญที่ได้เจอกันครั้งแรกไง

            อย่ารับของจากคนแปลกหน้าดีกว่า...

            ขอบใจที่รับนะ ไปล่ะบายยยย!~”

            มินซอกเพียงแค่ยัดดอกไม้กำนั้นใส่มือของโซวอน ก่อนที่เจ้าตัวจะดันรถเข็นดอกไม้ไปอีกทางเพื่อตัดการสนทนา ดวงตาสีดำขลับเหล่มองดอกไม้ในมืออีกครั้ง จะให้โยนทิ้งก็ใช่ที่...

            ตามน้ำก็แล้วกันวะ

            ร่างบางเดินกลับเข้าไปในบ้านของลู่หานอีกครั้ง...

            บางทีฝนที่ตก อาจจะนำมาซึ่งโชคชะตาบางอย่าง นำมาซึ่งการพบกันของใครหลายๆคน เพราะฝนที่ตก...อาจจะเป็นเพราะฟ้ากำลังร้องไห้ก็ได้...

            ใครจะไปรู้...

 

 

ดอกแอสเทอร์สีขาวค่ะ (เข้ากับเรื่องมาก)

 

            Hello Everybody!!!

            เค้ามาต่อเรื่องนี้แล้วน้า

            ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวละครที่เพิ่มมาอีกสองตัว

            ขึ้นชื่อว่า คิมมินซอก มันก็ต้องมีอะไรอยู่แล้วจริงม้า

            ดอกแอสเทอร์นั้นมันความหมายดีจริงๆนะ ไรต์ว่า เพราะงั้นเลยใช้เป็นตัวแทนของมินซอกนั่นเองค่ะ

            ไว้ค่อยติดตามนะคะว่า มินซอกและโซฮีจะสร้างปมหรือแกะปมในเรื่อง

            แต่ตัวเด็ดที่ทุกคนน่าจะรอมาตั้งแต่ช่วงต้นยังไม่ออกมาเลยจริงมะ

            งั้นจงรอต่อปายยยย เหอๆ เมื่อถึงเวลา เขา จะมาหาเราเอง ค่าตัวมันแพง

            ไว้เจอกันครัช

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

83 ความคิดเห็น

  1. #49 โนว (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มีนาคม 2558 / 09:50
    โอ้ววววววที่รักฉันรอเธออยูานะ
    #49
    0
  2. #47 Doyoonme (@kulapornaum) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 15:57
    โว้วววว ~~ จะรอน่ะเเจ่ะฮุนนี่
    #47
    0
  3. วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 12:10
    นุกค่ะต่อค่ะ
    #46
    0
  4. #45 Ken HO (@tongue) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มีนาคม 2558 / 19:59
    เซฮุนนนนนน มาเร็วๆนะ>O<ชอบมากกคะ สู้ๆ
    #45
    0
  5. #44 jillsky88 (@jillsky88) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มีนาคม 2558 / 17:26
    ต่อเร็วๆนะคะ อยากให้มาเร็วๆแล้ว
    #44
    0
  6. #43 อาซาลาเปา (@101141nam) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มีนาคม 2558 / 17:24
    อิไรท์คัมแบคคคคคคคคคคคคคค อ๊ากกกกกก
    #43
    0