Fic [exo x you] Immortal Night I [Fang]

ตอนที่ 4 : Chapter 2 : He is 50 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ก.ย. 59



Chapter 2 : He is

           “ตื่นได้แล้ว...”

            อาการปวดหนึบไปทั้งศีรษะส่งผลให้เด็กสาวตัวเล็กลืมตาแทบไม่ขึ้น แม้ว่าเสียงที่ปลุกใกล้ๆหูจะเป็นเสียงที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิด

            “อ่า...อยากให้ฉันปลุกแบบคู่รักรึไง...ดีฟคิสดีมั้ย?”

            ไอ้เสียงห้าวๆทุ้มๆแบบนี้มันไม่ใช้เสียงนาฬิกาปลุกสักหน่อย เอ๊ะ!?

            “ใครน่ะ!...”

            ชอนอาได้ยินเสียงหัวเราะในลำคออย่างถนัดหู ราวกับสิ่งที่เธอถามมันตลกหรือไร้สาระเสียเต็มประดา บ้าจริง...ลืมตาไม่ขึ้นเลย...

            “อะไรกัน...บอกไปเมื่อคืนก็ลืมซะแล้ว”

 

พรึ่บ!!

 

            “นาย...ไอ้...อิมมอทอลตัวนั้น!!

            ร่างบางฝืนความเจ็บร้าวในหัวผุดลุกขึ้นมามองหน้าคนที่ถือวิสาสะมาอยู่ในห้องของเธอ แน่นอนว่าชายหนุ่มกำลังส่งยิ้มแป้นแล้นมาให้เธอ น่ารักตายล่ะ

            “โหย...มีชื่อว่าเบคอนน่ารักๆให้เรียก ดันมาเรียกเราเป็นตัวอีก เสียใจนะเนี่ย”

            ชอนอาเห็นผู้บุกรุกได้อย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ดวงตาสีเทาเข้มฉายแววอารมณ์ดีต่างจากแววตากระหายเลือดเมื่อคืนนี้ ซ้ำรูปตายังเรียวเล็ก เข้ากับใบหน้าหล่อจิ้มลิ้มในแบบที่เธอไม่ค่อยเคยเห็นจากผู้ชายในมหาวิทยาลัยนี้สักเท่าไหร่ เส้นผมสีดำปนน้ำตาลทองปรกใบหน้านิดๆ คงตื่นก่อนเธอไม่นานนัก แถมผิวชายคนนี้ยังเนียนขาวเหมือนกระเบื้อง น่าอิจฉาขึ้นมานิดๆแฮะ...แต่ก็เป็นผู้ชายที่ดูดีมากทีเดียว

            “เบคอน...ทำไมฉันรู้สึกว่าไม่ได้เข้ากับคนอย่างนายเลย”

            “อ้าว...ก็ไม่ใช่คนนิ”

            เด็กสาวเบะปากกับความกวนประสาทหน้าด้านๆของอีก ตน

            “ออกไปจากที่นี่ซะ”

            “ไม่อะ ที่นี่หลบภัยได้เจ๋งดี ฉันชอบ” ร่างโปร่งลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปแง้มม่านส่องดูข้างนอก ทำให้แสงแดดอ่อนๆยามเช้าลอดเข้ามา “แค่เธอที่เป็นคนสนิทของควีน ไม่มีใครกล้าซักไซ้มากความอยู่แล้ว”

            “ฉันจะย้ายไปอยู่กับควีนพรุ่งนี้”

            “หืม? ขอบใจที่บอกนะคนสวย” ริมฝีปากบางหยักสีแดงอ่อนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “งั้นก็ยกห้องนี้ให้ฉันทีสิ ฉันชอบกลิ่นในห้องนี้นะ”

            “บ้าสิ! ทำอย่างนั้นได้ที่ไหน ต่อให้ทำได้ฉันก็ไม่ทำเพื่ออิมมอทอลไร้ที่มาที่ไปอย่างนายหรอกนะ”

            คราวนี้ตัวก่อกวนเพิ่มออปชันเป็นการเบะปากบีบน้ำตา เหมือนมาหางกับหูงอกออกมายังไงอย่างงั้น

            “ก็แบคชอบที่นี่อ้ะ! จะเอาๆๆ เข้าใจมั้ย! ขอร้อง!

            กล้วยทอด! นี่หมอนี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?

            คนเดียวกันกับตัวอันตรายเมื่อคืนนี้แน่เหรอ หรือมีหลายบุคลิก?

            “แบค? โอเคถ้านายบอกชื่อเสียงเรียงนามหรือประวัติที่เชื่อถือได้มา ฉันอาจจะขอควีนให้ลัดคิวคนจองห้องนี้ให้เป็นนายแทน”

            เอาล่ะอย่ากระโตกกระตาก เดี๋ยวได้ซวย ถ้ารู้ชื่ออย่างน้อยก็สืบได้ แจ้งผู้คุมกฎได้เลยด้วยซ้ำ เอาน่าชอนอา

            “ไม่หลงกลหรอกจะบอกให้”

            เออดี!

            “เรื่องของนาย แต่ขอร้องออกไปจากห้องฉัน เดี๋ยวคนอื่นมาได้กลิ่นฉันจะซวย!

            “อันที่จริง...ชื่อฉันพวกเบื้องบนเท่านั้นแหละที่รู้จัก ได้กลิ่นแล้วมันยังไงล่ะ เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครอยากเข้ามาจับฉันหรอก” ชายหนุ่มจอมเอาแต่ใจนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางยิ้มมุมปากนิดๆ “อาจจะไม่ใช่แค่เบื้องบนก็ได้มั้ง แต่ถ้าใครอยู่มาตั้งแต่หลายสิบปีก่อนอาจจะรู้จักก็ได้...แล้วก็...คำว่าแบคที่เธอได้ยินไปนั่นก็เหมือนกัน”

            “...”

            “ฉันใบ้ให้ขนาดนี้ ถ้าควีนคนสวยของเธอไม่รู้ก็แย่ล่ะ”

            “...หมายความว่าไง...”

            “เชื่อสิ...ควีนของเธอไม่มีทางเอาเรื่องฉันไปขายให้ผู้คุมกฎรู้หรอก...ชอนอาน้อย”

            เขา...คือใครกันแน่?

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


            “เป็นไรอะตัวเล็ก เงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนา จะพาไปเที่ยวไม่ดีใจเหรอ”

            ราชินีสาวอินจองเอ่ยถามสเลฟตัวน้อยด้วยความเป็นห่วง เมื่อเด็กสาวไม่ปริปากพูดอะไรมาเป็นชั่วโมงแล้ว แถมยังทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก

            “อะ เปล่าหรอกเจ๊ แค่มีไรต้องคิดน่ะ”

            “หืม? ให้ช่วยคิดมะ?”

            ไม่ค่อยอยากเผือกเลยฉัน -_-

            ดวงตาสีดำขลับของชอนอาเลื่อนมาสบกับดวงตาเรียวรีของอินจอง เด็กสาวเม้มปากเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่พูด ท่าทางอึกอักจนคนมองลุ้นแทน

            “คะ คือ...ห้องฉันอ่ะ ใครจองต่อนะ”

            “โห อะไรเนี่ย อย่าบอกนะว่าเรื่องปัญญาอ่อนนี่ก็เลยคิดเยอะอีกแล้ว” อินจองเลิกคิ้ว ทำท่าเหมือนขี้เกียจพูด แต่ก็ยอมตอบอยู่ดี “เห็นว่าเป็นแวมไพร์ราชนิกุลแถวไหนเนี่ยแหละ อำนาจต่ำกว่าฉันพอสมควร มีอะไรอีกมั้ย”

            “เจ๊เคยได้ยินเรื่องเมื่อประมาณสิบปีก่อนมั้ย” อินจองหรี่ตาลงมองคนถาม “แบบว่า...เกี่ยวกับผู้ชายสักคนที่เขาว่ากันว่าเบื้องบนไม่อยากยุ่งด้วยน่ะ”

            “ถามได้กว้างนะยะ”

            ควีนคนสวยหยิกแก้มเด็กคนช่างถามอย่างหมั่นเขี้ยว

            “ตอบเหอะน่า”

            “มีเรื่องเยอะแยะ ตอนนั้นฉันเป็นแค่เด็กปี 1 เธอก็พอรู้ใช่มั้ยว่าพวกแบบฉันต้องเรียนซ้ำซากกี่ปีถึงจะเลื่อนผ่านไปชั้นอื่นได้” อินจองเริ่มอารัมภบท “แต่ถึงฉันจะอยู่แค่ปี 1ก็ได้ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในผู้สืบต่อตำแหน่งควีนไว้แล้ว เพราะงั้นเรื่องเกี่ยวกับเบื้องบนที่เธอถาม ฉันก็รู้อยู่หลายเรื่อง...ซึ่งหมายความว่าฉันไม่ได้รู้ทุกเรื่อง”

            “...”

            “ถ้าลองตัวเล็กเริ่มต้นด้วยคำถามที่กล่าวถึงเบื้องบนแล้ว ก็คงจะมีอะไรที่จำกัดความได้มากกว่าที่พูดมาทีแรกใช่มั้ย หือ?”

            “...”

            หลอกถามไม่ได้ง่ายๆจริงด้วยแฮะ

            “ว่าไงจ๊ะ?”

            “แบบว่า...เกี่ยวกับผู้ชายคนนึง...ชื่อของเขาฉันไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่ว่าก็ได้มาพยางค์นึง...”

            “...”

            “แบค...”

            ดวงตาสีน้ำตาลเทาหรี่ลงเพื่อซ่อนความรู้สึกวูบหนึ่ง แต่คนตาไวอย่างชอนอาก็สาบานได้เลยว่าเธอเห็นความรู้สึกที่ไม่ดีบางอย่างในเสี้ยวพริบตานั้น

            “ไปเอามาจากไหนน่ะตัวเล็ก”

            “เจ๊ก็ตอบมาก่อนดิ”

            แวมไพร์สาวพ่นลมหายใจยาว ก่อนจะละสายตาจากเด็กอายุน้อยกว่าออกไปยังกระจกหน้ารถ เงียบไปพักใหญ่ราวกับจะประมวลความคิด

            “เขาเคยเรียนในชั้นเดียวห้องเดียวกับฉันเอง เป็นเพื่อนกับนายชานเลี่ยที่เจอกันเมื่อคืนด้วย จำได้ใช่มั้ย?” คนแบบนั้นจำได้ดีเลยล่ะ “พวกชานเลี่ยส่วนใหญ่เป็นแวมไพร์ แต่นายบยอนแบคฮยอนนั่น...เป็น...หมาป่าน่ะ”

            “...”

            แผลเป็นที่ข้อมือเด็กสาวเจ็บแปลบ ราวกับมีบางอย่างเฉือนผ่าน

            “ไม่ใช่อิมมอทอลระดับธรรมดาด้วย เป็นตัวอันตรายตัวหนึ่งเลย ที่สำคัญ...เขาไว้ใจไม่ได้! ฉันยังจำภาพตอนที่คนคนนั้นเดินหันหลังให้เพื่อนที่รักที่สุด แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นสิบปี โศกนาฏกรรมครั้งนั้น...มันยังทำให้ฉันกลัวอยู่นิดๆเลยนะเนี่ย”

            “โศกนาฏกรรม?”

            “เชือดหมู่มนุษย์น่ะ” ราวกับน้ำเย็นๆชโลมราดจากหัวสู่ปลายเท้า “ผู้ชายคนนั้นจัดการคนเป็นไปประมาณเกือบร้อยคนได้ ทุกศพถูกควักหัวใจออกมากินแบบไม่ให้ตายทันทีด้วย เพราะพลังของหมอนั่น...คนเหล่านั้นก็ต้องทนเจ็บเหมือนจะขาดใจ แต่จะตายก็ตายไม่ได้ ที่สำคัญไม่มีใครหยุดเรื่องนั้นได้เลย เพราะเป็นวันที่มหาลัยปิดเทอมพวกเบื้องบนก็ไปดูแลอีกสาขาหนึ่งพอดีด้วย”

            “แล้วหน่วยตามล่าล่ะ? เป็นสิบปีก็จับไม่ได้เลยเหรอ?”

            “หึ...ไม่มีใครตามเจอหรอก? หรืออาจจะเจอก็ได้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครได้กลับมารายงานสักคน”

            ร้ายกาจถึงขนาดนั้นเลยเหรอ...

            แล้ว...

            “ก็แบคชอบที่นี่อ้ะ! จะเอาๆๆ เข้าใจมั้ย! ขอร้อง!”     

            มันเป็นบุคลิกส่วนไหนของหมอนั่นกัน

 

            “จะตอบได้ยังว่าไปเอาเรื่องนี้มาจากไหน ใครเล่าให้ฟัง สมัยเกิดเรื่องน่ะ เธอยังเป็นเด็กประถมอยู่เลยนะ”

            “...” ซวยล่ะสิ

            “อย่าเงียบดิ ที่จริงเรื่องนี้ถูกห้ามพูดถึงด้วยซ้ำไปนะ คนก็อุตส่าห์เล่าให้ฟัง”

            “เย็นนี้...” แล้วคิมชอนอาก็ตัดสินใจเด็ดขาด “เจ๊ไปกินข้าวห้องฉันมั้ย? เจ๊จะได้รู้ทุกเรื่องเลยล่ะ”

 

 

            ร่างโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีเข้มที่มีโซ่สีเงินไขว้สองเส้นเดินผิวปากไปตามเส้นทางชมสวนของมหาวิทยาลัยซีคอนน์ที่แสนน่าคิดถึง ดวงตาเรียวเล็กที่ตอนนี้กรีดอายไลน์เนอร์เส้นคมกวาดมองไปตามสวนดอกกุหลาบฝรั่งเศสที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ แต่มันดันฉุนสำหรับจมูกสุนัขอย่างเขาเนี่ยสิ สวยเฉพาะรูปร่างน่ะนะ

            ไม่ได้กลับมาตั้งสิบปี มีอะไรเปลี่ยนไปตั้งเยอะแฮะ

            สิบปี...ที่สภาเบื้องบนเปลี่ยนชุดผู้บริหารแล้วน่ะนะ

            คิดแล้วดวงตาคมก็เหลือบไปเห็นซุ้มดอกไม้ที่ดูคล้ายกับอุโมงค์ขนาดย่อม เหมือนจะอยู่ห่างจากตรงที่เขาอยู่ 500 เมตรเห็นจะได้...

            ซุ้มดอกวิสทีเรียสีชมพูม่วง

            ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก ก่อนจะตั้งท่าเดินไปเส้นทางนั้น

           

            “มึงกำลังจะไปไหนเหรอครับ...พี่ชาย”

 

            เสียงแหบต่ำหยุดการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มร่างโปร่งไว้ได้ในทันที ต่อให้ บยอนแบคฮยอนไม่ต้องไปมองก็รู้ดีว่าคนที่โผล่มาคุยกับเขาแบบไม่ตกใจนี้เป็นใคร

            “อ้าว...ไอ้น้องรักของพี่แบค ยังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย”

            “ตลกมากเหรอครับ” ชายหนุ่มที่ยังคงซุกตัวอยู่มุมหนึ่งของสวนกุหลาบเหวี่ยงน้ำเสียงใส่เล็กน้อย “นึกว่าตายโหงไปแล้วซะอีกนะ ไอ้พี่เตี้ย”

            “f*ck you เลยครับไอ้หนู”

            “กล้ากลับมาเนี่ย...คิดอะไรอยู่”

            “ก็แค่...พร้อมแล้วที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง” แบคฮยอนหันกลับไปทางต้นเสียง “ถ้าไม่รังเกียจมึงจะมาร่วมด้วยก็ได้นะ”

            ชายหนุ่มได้ยินเสียงหึในลำคอของอีกคน ก่อนที่ขายาวๆจะก้าวออกมาจากพุ่มดอกไม้สูง เผยให้เห็นโครงหน้าได้รูปกับดวงตาที่ชวนให้มีปัญหาเสียจริงๆ

            “กว่าจะชวนกันได้...ผ่านไปเป็นทศวรรษ”

            นั่งคงจะเป็นคำว่าตกลงในแบบของมัน

            “ที่สำคัญ...กูเจอของน่าสนใจเข้าแล้วด้วย”

            “...?”

            “ของต้องสาปจากเหตุการณ์หมาป่าทมิฬเมื่อหลายสิบปีก่อน นึกไม่ถึงว่าจะมาหลบมุมอยู่กับพวกแวมไพร์ในมหาลัยนี้ซะได้”

            คนอายุน้อยกว่ากรีดยิ้มเหมือนจะรู้ทัน

            “ก็แค่คนที่หน้าคล้ายแฟนเก่าล่ะมั้ง”

            “เดี๋ยวพ่อถีบซะหรอก”

            แน่นอนพอโดนย้อนได้ถูกจุดแบคฮยอนก็แบคฮยอนเถอะ!

            “เพราะงั้นแหละนะ...ถึงได้บอกว่าอะไรๆมันพร้อมแล้วไงล่ะ”





               มาครบแล้วค่าาาาา ครึ่งแรก แหม่...อะไรๆก็ปริศนาไปหมด

               ใครเดาถูกบ้างว่าแบคมันคุยกับใครกันหนอ

               ประวัติพี่แกไม่ธรรมดาจริงๆ เหอๆ ตอนนี้เฮียชานยังไม่โผล่ รออีกเดี๋ยวค่ะ

               กำลังเก็บเงินค่าตัวอยู่ มาดูความเป็นไปของตัวร้าย(หรือเปล่า?) ภาคนี้กันเถอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #81 JIJIPHOD (@ji-phod) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กันยายน 2559 / 14:22
    คิดถึงมามาต่อรั่วๆ
    #81
    0
  2. #80 punch98line (@punch98line) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 22:04
    โอ้ยย คิดถึงเรื่องนี้มากๆเลย รอนานมากกก ไรท์อย่าหายไปเเบบนี้อีกนะค้าา รีดใจไม่ดีเลยT^T เเบคเอ้ยยย ประวัติกะบุคลิกเเกนี่มันช่างขัดกันจริงๆ
    #80
    0