space / beecris

ตอนที่ 1 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ต.ค. 60














We are part of this universe

We are in this universe

The universe is in us

Yes, the universe is in us

                                                                                 Neil degrasse tyson

 

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าความเวิ้งว้างปล่าวเปลี่ยวในเวลาที่มองไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนมันมีอยู่จริงๆ มนุษย์มีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกว่า จินตนาการมันเป็นคุณลักษณะที่ทำให้บางคนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเวิ้งว้างนั้นและยังมีอีกหลายๆคนที่เห็นตัวเองนอนลอยอยู่บนท้องฟ้า เอื้อมมือคว้าแสงสว่างอันริบหรี่หวังเพียงให้ความสวยงามนั้นมาอยู่ในกำมือ โลกใบนี้เกิดมาเพื่ออยู่ในเอกภพอันกว้างใหญ่และสามารถแตกดับได้ทุกเมื่อหากถึงเวลา ลอยเคว้งคว้างอยู่ในพื้นที่ที่ไร้ซึ่ง พื้นดิน ผืนน้ำ มีเพื่อนบริวารเป็นดวงจันทร์ที่คอยโคจรรอบๆเพื่อไม่ให้รู้สึกเหงา รอบแล้วรอบเล่า ได้พบแต่เพื่อนหน้าตาเดิมๆที่นานๆจะโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน วนอยู่แบบนี้หลายร้อยล้านปี จนกระทั่งมนุษย์ผู้แสนโง่เขลาได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ เป็นส่วนหนึ่งของความเวิ้งว้างนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ใช้ออกซิเจนหายใจ ไม่สามารถใช้ชีวิตนอกโลกใบเกือบกลมนี้ได้หากไม่มีชุดอวกาศ ความสงสัยที่เล็กกระจ้อยร่อยว่าเรานั้นเกิดมาได้อย่างไรส่งผลไปถึงความสงสัยที่ถูกมองไว้ไกลเกินเอื้อมว่าเอกภพเกิดมาได้อย่างไร ความทะเยอทะยานที่มนุษย์นั้นมีส่งอิทธิพลไปถึงนอกชั้นบรรยากาศ

ประโยคของ Neil degrasse Tyson ที่ได้เคยบรรยายไว้อาจจะเข้าไปแทรกซึมระบบความคิดของใครหลายคน และนั่นคงเป็นสาเหตุให้มนุษย์หันมาสนใจที่จะมองท้องฟ้าพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ฉันเป็นส่วนหนึ่งบนท้องฟ้านั่นน่ะหรอ หากเขาไปบรรยายในยุคก่อนปฏิวัติวิทยาศาสตร์มันคงเป็นเรื่องน่าขันที่หลายๆคนคงจะหันหลังหนีตาลุงนี่ มันเป็นประโยคเรียบง่ายเพียงสองสามประโยคแต่มีแรงกระทำบางอย่างซึ่งตามกฎข้อที่สามของนิวตันได้กล่าวไว้ว่า ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้ามกันเสมอ ถ้าเปรียบเปรยให้สวยหรูหน่อยก็จะเปรียบให้คำพูดของนีลเป็นเหมือนแรงกิริยาและความคิดคล้อยตามของผู้ฟังเป็นแรงปฏิกิริยาซึ่งก็คงต้องเบลอประโยคท้ายๆในเรื่องของทิศทางกับขนาดไป แรงปฏิกิริยาหรือความคิดที่ว่านี้มีขนาดต่างกัน บางคนมีความคิดตอบกลับที่หากสามารถวัดแรงได้ก็คงมีค่าเพียงไม่กี่นิวตัน บางคนก็คงจะมากกว่าแรงกิริยาที่นีลส่งออกมา หรือส่วนน้อยที่จะมีแรงปฏิกิริยาส่งออกไปเท่ากับขนาดของแรงที่ส่งมาตั้งแต่แรก แต่ก็นั่นแหละ ประโยคเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถจุดประกายความคิดให้มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างฉัน มีความคิดที่อยากจะออกไปนอกโลกที่ชั้นบรรยากาศประกอบด้วยออกซิเจนแต่มีไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่เพื่อไปเจอกับดาวดวงอื่นที่ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งที่ความรู้สึกลึกๆฉันอยากจะเจอดาวที่เหมือนโลกมากกว่า

ความรู้สึกที่อยากจะลอยอยู่ในอวกาศแบบนี้ มันคืออะไรนะ แม้จะรู้ว่าตัวตนของเราไม่สามารถลอยอยู่ในนั้นได้หากไม่มีชุดอวกาศ ตัวเราจะแข็งด้วยอุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ ยังไม่ทันจะเข้าสู่ภาวะขาดอากาศหายใจเราก็เย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง แต่กลับถูกเผาไหม้ตั้งแต่ยังไม่ถึงอวกาศ นั่นสิ มันคืออะไรกันนะ ฉันขอเรียกมันว่า ความรู้สึกนั่น แบบนี้ละกัน

เราพบคำตอบของคำถามทุกอย่าง แต่ไม่เคยตอบคำถามเหล่านี้จากเหล่าเด็กๆได้ คุณน้าฮะ อวกาศนุ่มเหมือนเตียงนอนไหม? มันเป็นคำถามที่ต้องใช้มือเปล่าๆวาดกวาดไปยังอากาศที่ไร้ซึ่งทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้ หรือถ้าหากคุณทำมันจริงๆมือคุณจะเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสมันว่ามันเป็นอย่างไร คุณไม่สามารถกลับมาตอบคำถามเหล่านี้ให้แก่ลูกๆคุณ หลานคุณ ลูกเพื่อนบ้านของคุณ หรือแม้กระทั่งเด็กๆขี้สงสัยในสวนสาธารณะ

คุณน้าคะ จักรวาลใหญ่แค่ไหนหรอ? คำถามที่เกิดจากการบอกเล่าว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลแต่ไม่เคยบอกขอบเขตของหนูน้อยเฮเลน

คุณน้าฮะ ดาวดวงนี้ชื่อว่าอะไรครับ? คำถามที่เกิดจากนิ้วชี้ สุ่มชี้ไปยังกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่มีนับล้านดวงของเด็กชายใส่เสื้อยืดลายทางกับหมวกที่มากับชุดนอน

คุณน้าฮะ บนนั้นจะมีมนุษย์เหมือนพวกผมไหม? คำถามที่เกิดจากความคิดตื้นๆเพียงเพราะอยากมีเพื่อนเล่นเยอะๆของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเล่นบาร์โหน

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน จักรวาลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จักรวาลของหนูเฮเลนก็คงจะใหญ่เท่าทะเลที่มองจากชายหาดแมนฮัทตัน จักรวาลของเด็กชายคนนั้นคงจะมีดาวที่มีชื่อเดียวกับชื่อของเขา จักรวาลของเด็กน้อยที่กำลังเล่นบาร์โหนอย่างสนุกสนานคงจะมีดาวแบบโลกของเราอยู่หลายล้านดวง

แล้วจักรวาลของฉันล่ะ ความรู้สึกนั่น คืออะไร คำพูดของนีลส่งผลให้ฉันอยากออกไปจากโลกใบนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจักรวาลหน้าตาในแบบของฉันเป็นยังไง

มือข้างซ้ายของฉันเป็นส่วนหนึ่งของจักวาล

จักรวาลอยู่ในมือข้างซ้ายของฉัน

หรอ เป็นแบบนั้นจริงๆหนะหรอ

 

“Every atom in your body came from a star that exploded.

You are all star dust from a star that exploded.”  Lawrence Krauss

 

สิ่งมีชีวิตเกิดมาจากอะตอม โลกเกิดมาจากอะตอม ดาวอังคารเกิดมาจากอะตอม ดวงอาทิตย์เกิดมาจากอะตอม ระบบสุริยะเกิดมาจากอะตอม เอกภพเกิดมาจากอะตอม ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นมาจากอะตอม

ฉันเชื่อแบบนั้นตามในหนังสือมาตลอด เชื่อจักรวาลในแบบของไอสไตน์ เชื่อจักรวาลในแบบของชเรอดิงเงอร์ เชื่อจักรวาลในแบบของกาลิเลโอ หรือแม้กระทั่งเชื่อว่าจักรวาลใหญ่เท่าทะเลในชายหาดแมนฮัทตัน

อย่างที่ถามมาตลอด แล้วจักรวาลของฉันล่ะ ฉันผู้ที่ถูกจุดประกายด้วยบทสุนทรพจน์ของนีล ฉันผู้ที่เชื่อในทฤษฎีจักรวาลทุกรูปแบบ ฉันคนที่….คนที่ไม่รู้อะไรเลย

บีเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกับคนทั่วๆไป ทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (NASA) ใช้ชีวิตเรียบง่าย วันๆอยู่แต่กับกล้องโทรทรรศน์ ไม่ได้มีขาสามข้าง มีนิ้วมือสามสิบนิ้ว เธอที่ไม่ได้พิเศษกว่าใครๆ เพียงแต่อยากจะล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ากับหมู่ดาวที่เห็นในกล้องโทรทรรศน์นี้ เธอละสายตาออกจากกล้องโทรทรรศน์ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อล้มตัวลงนอนบนเตียง บางทีจักรวาลของบีอาจจะอยู่บนเพดานห้อง ไม่สิ อาจจะเป็นเตียงที่หล่อนนอนทับอยู่ หรือจะเป็นผ้าห่มที่คอยให้ความอบอุ่นนี่กัน เธอหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน การเอียงคอเพื่อรับมุมกับกล้องก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เวลากลางคืนที่ดึกดื่นจนร่างกายประท้วงให้เข้าสู่การพักผ่อน ระบบการทำงานของร่างกายเริ่มหยุดลงยกเว้นระบบหายใจและหมุนเวียนเลือด

 

 

ฉันลืมตาขึ้นมาและพบว่าตัวเองกำลอยอยู่ในอวกาศ ไม่มีถุงมือ ไม่มีถังออกซิเจนที่หลัง ไม่มีชุดอวกาศ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันจากรังสีคอสมิก ไม่มีอะไรที่จะรับรองได้เลยว่าฉันจะปลอดภัย ฉันลองยื่นมือออกไปแหวกว่ายกับความว่างเปล่าตรงหน้าทั้งที่หลักความจริงแล้วมือฉันต้องกลายเป็นน้ำแข็ง กำอากาศนั้นหนึ่งครั้งแล้วแบออก ทำอีกหนึ่งครั้ง อีกครั้ง และอีกหลายๆครั้ง

มนุษย์เราจะหัวเราะออกมาเพราะรู้สึกอย่างไรกัน?

ฮะๆมันเป็นเสียงหัวเราะอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก่อนจะดังขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ  ฮ่าๆๆๆๆ ฉันใช้มือทั้งสองกุมใบหน้าก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังดังอยู่ในท่ามกลางพื้นที่ที่ว่างเปล่า มีความรู้สึกหลายอย่างเจือปนจนกลายเป็นการเปล่งเสียงที่น่าเศร้าสลดแต่ก็สุขสันต์จนไม่น่าเชื่อ เธอหัวเราะแบบนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะยกมือที่บดบังดวงตาตัวเองออก ภาพแรกที่เธอเห็นทำให้รูม่านตาของเธอขยายกว้างขึ้น มันเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีสีขาวของน้ำแข็งเจือปน มีพื้นที่สีเขียวแสดงถึงต้นไม้ หมอกบางๆรอบดาวที่มีชื่อว่าชั้นบรรยากาศ

นี่ฉันฉันอยู่ที่นี่จริงๆหรอ โวว ไม่อยากจะเชื่อ สวย สวยมากจริงๆ มันป็นแบบนี้เองหรอ โลกที่ไม่ได้มองจากภาพถ่ายดาวเทียม มันเหลือเชื่อมากๆ ฉันไม่สามารถลำดับความคิดได้เลย ไม่รู้ว่าจะต้องขยับร่างกายแบบไหนเพื่อตอบรับกับความรู้สึก ไม่รู้จริงๆ เป็นฉันผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยเหมือนเดิม

 

ถ้าฉันใช้มือแตะลงที่ชั้นบรรยากาศนั่นจะเป็นอะไรไหมนะ หากฉันแหวกว่ายไปจนถึงดวงอาทิตย์ฉันจะโดนเผาไหม้ตายไหมนะ หากฉันว่ายออกไปไกลจนเจอดาวที่เหมือนกับโลกจะมีมนุษย์ที่กำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศแบบฉันไหมนะ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่ในหัวของฉันเต็มไปด้วยคำว่า ถ้า หาก แล้ว เต็มไปหมด

ตั้งสติ บี ตั้งสติ ฉันพยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมด หลับตาลงหนึ่งครั้งแล้วลืมตาขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ ออกซิเจนที่สูดเข้าไปแทบจะทำให้ฉันร้องไห้ อวกาศที่มีอากาศ สาบานได้เลยว่าถ้าฉันเริ่มทริปทัวร์นี้จบ ฉันจะกลับไปสร้างหนัง เผื่อชีวิตฉันจะได้มีเงินให้ใช้ไปจนวันตาย ฉันค่อยๆโน้มตัวไปใกล้โลกมากขึ้นแต่ผลไม่ได้เป็นอย่างใจคิด ร่างกายของฉันกำลังตีลังกาม้วนตัวไปข้างหน้าแบบช้าๆ ให้ตายสิฉันจะหยุดมันยังไง สมดุล ใช่ ใช่ ฉันต้องหาสมดุล แต่จะหายังไงล่ะ บี คิด คิด คิดสิ

แรง แรง ใช่ แรงต้าน ใช่ๆๆ

บี แกต้องใจเย็น โววฉันบอกว่าให้ตัวเองใจเย็นไง แต่เหมือนขาฉันจะไม่ฟังอะไรเลย ฉันจะกลับมาดำรงตำแหน่งสมดุลได้ก็ต้องอาศัยแรงโร้มถ่วงของโลกนี้แล้วก็ออกแรงต้าน เพียงเท่านั้นฉันก็จะควบคุมการเคลื่อนที่ได้ ฉันค่อยๆเกร็งขา โอเค ใช้ได้ นิ่งไว้ บี นิ่งไว้ ต้องขอบคุณสมองของฉันที่น่าจะหนักไม่ถึงยี่สิบกิโลกรัมทำให้ฉันประมวลผลเหตุการณ์จนควบคุมการเคลื่อนที่ได้

ฮ่าๆ ฉันนี่ก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย เอาล่ะ หลังจากที่ฉันควบคุมได้แล้ว ทีนี้ก็มองหาเป้าหมายว่าจะทำอะไรต่อ ถ้าโคจรไปรอบๆโลกฉันจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ลอยอยู่ในอวกาศแล้วโคจรรอบโลกสำเร็จ

แขนเรียวเริ่มแหวกว่ายอากาศตรงหน้า ปรับให้ตัวอยู่ในแนวระนาบแล้วตีขาเล็กน้อยประหนึ่งว่ายน้ำในสระที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว เธอเริ่มเข้าใกล้โลกเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดของโลกที่ค่อยๆกระทำมากขึ้น การที่อยู่ในวงโคจรของโลกนั่นแปลว่าเราจะต้องหมุนไปกับมันตลอดเวลาไม่มีทางที่จะหลุดจางวงโคจรได้หากไม่มีความเร็วที่มากพอที่จะหลุดพ้น ในตำราเรียนได้ระบุไว้ว่า ความเร็วหลุดพ้นมีค่าอยู่ที่ 11.2 km/s ถ้าหากไม่สามารถทำความเร็วได้เท่าตามที่กำหนด สิ่งนั้นจะต้องอยู่ในวงโคจรของโลกตลอดไป คิดว่าบีจะเสี่ยงที่จะเข้าไปในวงโคจรไหม ใช่ เธอ ไม่

ไม่พลาดที่จะเสี่ยง

ร่างกายของเธอเริ่มตอบสนองกับแรงโน้มถ่วงหลังจากที่เคลื่อนที่เข้าไปใกล้มากพอ เธอค่อยๆเริ่มจัดระเบียบร่างกายให้ตัวเองขนานกับแนวโลก เคลื่อนที่ไปข้างหน้าแต่ก็โค้งตามรูปทรงของดาวเคราะห์ นี่คงเป็นทวีปยุโรป ฉันจำแผนที่โลกได้ มันจะมีประเทศที่คล้ายรองเท้าบูท และมันก็คือประเทศอิตาลี่แม้ว่ามองจากข้างบนนี้จะไม่เห็นเป็นรองเท้าก็เถอะ เคยคิดอยากจะไปนะแต่ตอนนี้ไม่อยากไปแล้วล่ะ จากภาพแรกที่เห็นเป็นสีเขียวของต้นไม้ ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่มาจากความสว่างของหลอดไฟแทน ตอนนี้คงกำลังมืดสินะ แสดงว่าตอนนี้ฉันกำลังหันหลังให้กับดวงอาทิตย์ล่ะ สุดยอดไปเลยแฮะ

ฉันเอาแต่ชี้ว่า ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนู้น และก็ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนู้น อยู่แบบนี้ซ้ำๆ เจอทั้งด้านตอนกลางคืนและด้านที่เป็นตอนกลางวัน โดยไม่ต้องใช้เวลาเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของโลก มันเจ๋งใช่ไหมละ ใช่ มันเจ๋ง

เจ๋ง

ใช่

ใช่

เอาหละ ฉันเบื่อกับการชี้ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนู้น แล้วก็ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนู้น ฉันมีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ จริงๆการทัวร์โคจรไปรอบๆโลกนี่ก็ไม่ได้สบายหรอกนะ ฉันต้องคอยหลบเลี่ยงเจ้าขยะอวกาศ ดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งาน ไหนจะกล้องเคปเลอร์ กล้องฮับเบิล สถานีอวกาศอีก แต่สาบานเลยในนั้นไม่มีมนุษย์สักคนไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม NASA จะต้องฉ้อโกงงบประมาณแน่ๆ ฉันจะรายงานบอส ไม่สิ รายงานประธานาธิบดีแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็จะมีรูปของฉันบนหน้าหนังสือพิมพ์ มันจะถูกส่งไปหาผู้คนในยามเช้า มีหัวข้อข่าวที่ทุกคนเห็นคงจะต้องตั้งแง่กับ NASA ฮ่าๆ ฉันนี่มัน…. ฉันนี่มัน สวยจริงๆ

ว้าว นั่นมันสวยมากเลย พระเจ้า(ที่ฉันไม่ได้นับถือ) พระเจ้า โอว พระเจ้า

แล้วภาพที่ฉันเห็นก็ย่อขนาดสัดส่วนลง ฉันกำลังลอยอยู่ข้างๆกล้องเคปเลอร์

ในที่นี้มีแค่ฉันกับกล้องนั่นที่ขนาดเป็นปกติ

นี่มันอะไรวะเนี่ยฉันแทบไม่อยากจะเชื่อ มันยิ่งกว่าเรามองท้องฟ้าตอนอยู่บนโลก    

สวยมากไหมล่ะเสียงปริศนาที่ฉันได้ยินในหัวไม่ได้มาจากคลื่นเสียงที่ลอยกระทบใบหู มันเป็นเรื่องแปลกไม่ใช่หรอเพราะมีแค่ฉันคนเดียวในที่นี้ นั่นเสียงใครหนะ ฉันหยุดเชยชมกับความงดงามตรงหน้าแต่เลือกที่ถามหาที่มาของเสียงนั่นแทน

ฉันก็ลอยอยู่ข้างๆเธอเนี่ย

ห้ะ

มนุษย์นี่ บื้อเหมือนกันทุกคนเลยสินะ

หันมาทางขวาสิ

ฉันหันไปทางขวาตามที่ฉันได้ยิน มีกล้องเคปเลอร์ที่ลอยอยู่ข้างๆและก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุอื่นใดที่จะเปล่งเสียงได้ หรือแม้กระทั่งภาพย่อส่วนที่ฉันเห็นอยู่นี้ก็ไม่มีเสียงลอยออกมาให้ฉันได้ยิน หมายความว่ายังไง?

ฉันก็ไม่เห็นจะมีใครเลย บอกมาดีกว่า คุณเป็นใครเธอตะโกนพร้อมกับหมุนตัวไปรอบๆเพื่อที่จะหาต้นตอแหล่งที่มาของเสียง

เห้อ ฟังนะ ฉันชื่อ เคปเลอร์ เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศ

ยินดีต้อนรับสู่อวกาศนะ สาวน้อย

บางทีการกล่าวต้อนรับเช่นนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเธอเท่าไหร่นัก มันก็เหมือนเรากำลังเข้าไปดูโชว์อะไรสักอย่างแล้วมีพนักงานกล่าวต้อนรับอย่างร่าเริงแม้ในใจจะเหน็ดเหนื่อยกับการกล่าวทักทายแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นแรมปี เราทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับ ยื่นตั๋ว แล้วก็ยิ้ม ไม่ได้มีพิธีการซับซ้อนแต่อย่างใด ทุกโชว์ที่ได้ดูบางโชว์ก็คุ้มกับค่าตั๋ว บางโชว์ก็ไม่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่ ฉันไม่ได้เสียค่าตั๋วราคาแพงเพื่อมาลอยมองทุกอย่างในเอกภพ ไม่ได้จ่ายเงินเป็นหลักแสนล้านเพื่อได้ขึ้นยานอวกาศเพียงหนึ่งชั่วโมง ทุกอย่างมันดูคุ้มค่าจนเธอเองก็ไม่แน่ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่พูดมานั่นจริงหรือเปล่า ที่บอกว่านายคือเคปเลอร์หนะ

ไม่สิ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริงหรือเปล่า

เธอไม่ได้คาดหวังว่าคำตอบที่ได้จะเป็นเรื่องจริง เธอไม่อยากเป็นมนุษย์ที่เอาตัวเองไปแขวนไว้กับความคาดหวังที่ไม่ได้เผื่อใจไว้หากมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด มีผู้คนมากมายที่ตราหน้าว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลวทั้งๆที่ไม่ได้มีใครไปคอยซ้ำเติมว่า ไองั่ง แกมันเป็นคนเฮงซวย หรือคำด่าซ้ำเติมอีกมากมายที่ผู้คนจะสรรหาได้ เขาเพียงแค่ผิดหวังกับสิ่งที่เขาคาดหวังที่จะให้มันเกิด เขาจินตนาการสร้างภาพผู้คนคอยทับถมเขากับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จินตนาการถึงน้ำเสียงที่พวกเขาใช้ จินตนาการบทคำพูดด่าทอที่รู้ว่าหากตัวเองได้ยินก็จะเจ็บปวดทรมานที่สุด เธอไม่ได้อยากเป็นคนแบบนั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั่นคือกลไกความเป็นมนุษย์ ฉันไม่สามารถปฏิเสธความคาดหวังที่กำลังเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้น หรือเคยเกิดขึ้นไปแล้ว สรุปแล้วต่อให้ฉันไม่ได้คาดหวัง สิ่งที่ตามมานั้นก็คือความคาดหวังอยู่ดี ความรู้สึกตอนที่ได้รับคำตอบน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดถึงการมีตัวตนของการคาดหวัง

และฉันต้องทำอย่างไรกันนะ

เป็นมนุษย์ผู้ไร้ซึ่งความคาดหวัง

ไร้ซึ่งความฝัน

ไร้ซึ่งทุกสิ่ง

หรอ

เธอรู้สึกอย่างไร มันก็จะเป็นแบบนั้นแหละ และคำตอบที่ฉันไม่ได้คาดหวังก็ดังขึ้น ในใจลึกๆแล้ว ใช่ ฉันอยากได้คำตอบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดคือเรื่องจริง ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกที่อยากจะให้เรื่องนี้เป็นแค่ความฝันที่พอลืมตาขึ้นมาได้หนึ่งวินาทีทุกอย่างก็หายไป แต่บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากคาดหวัง นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังต่อสู้อยู่ ฉันไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าฉันอยากจะให้มันเป็นเรื่องจริงใจจะขาด ฉันที่เอาแต่วิ่งไล่คว้าความฝันให้ตัวเองได้มาล่องลอยอยู่ในอวกาศ มองเห็นทุกอย่างที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้ชัดขึ้น คิดว่าฉันอยากจะให้มันหายไปมากนักหรอ แต่แล้วยังไงล่ะ ฉันก็คาดหวังกับคำตอบอยู่ดี แม้ว่าคำตอบที่ได้มาจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังสักเท่าไหร่

ถ้าฉันบอกว่า ฉันรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจริง มันก็จะเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นสิ

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวเธอเองหรอก

บอกตามตรงนะเคปเลอร์ ฉันไม่ชอบที่ต้องมานั่งเถียงกับตัวเองว่ามันคือเรื่องจริงหรือไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งๆที่ฉันอยากจะให้มันเป็นเรื่องจริงและฉันก็ไม่อยากจะได้คำตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง นายเข้าใจฉันหรือเปล่า

เธอจะให้ฉันตอบว่ายังไงล่ะ ในเมื่อเธอคาดหวังให้ฉันตอบว่า ฉันเข้าใจ

ฮะๆ นั่นสินะ นี่ฉันเอานายกลับไปเลี้ยงแทนหมาที่บ้านได้ไหมเนี่ย

ขอโทษที ฉันไม่มีฟังก์ชั่นเห่าน่ะ คงจะทำหน้าที่นั้นให้เธอไม่ได้

นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในจักรวาล ในทุกสรรพสิ่ง นอกจากจะได้ลอยไปมาในอวกาศ เห็นทั้งเอกภพในขนาดย่อส่วนฉันยังได้เพื่อนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ไม่สิ หนึ่งตัว เคปเลอร์เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่นิสัยดีคนนึง โอ้ย ไม่ใช่ ตัวนึง ฉันจะทำยังไงไม่ให้เรียกใช้สรรพนามผิด แต่ช่างเถอะ ตอนที่ฉันเข้ามาทำงานใน NASA เมื่อปี 2013 ถ้าได้ติดตามข่าวมาบ้างจะรู้ว่ากล้องตัวนี้ได้เสียการควบคุมไป โดยปกติแล้วกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์มี reaction wheel อยู่ 4 ตัวและล่าสุดก็เสียไปสองตัว ทำให้เหลือ reaction wheel น้อยเกินกว่าที่จะทำให้กล้องทำงานได้อย่างแม่นยำ NASA มีความคิดที่จะปลดประจำการตามอายุการใช้งานที่ครบกำหนดสามปีของมัน แต่ก็ถูกดันให้เคปเลอร์เข้าทำภารกิจใหม่ที่ชื่อว่า K2 แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่ามันสำเร็จหรือเปล่านะ เพราะนี่ก็เดือนสุดท้ายของปี 2014 แล้ว ยังไงก็น่าจะมีความคืบหน้าบ้างไว้ฉันจะลองไปถามทีมเคปเลอร์ดู

ตอนฉันทำงานเมื่อปีที่แล้ว มีช่วงหนึ่งที่ฉันไม่ได้เงินเดือน จะว่าเป็นบทเรียนของ NASA อย่างที่ใครหลายคนบอกก็ได้นะ แต่ก็เป็นช่วงซวยของฉันเองที่ดันมาทำงานในปีที่สหรัฐเกิดเหตุการณ์ Government shutdown เป็นเวลา 16 วัน คิดว่าการต้องเร่งทำให้ MAVEN ที่อยู่ในขั้นสุดท้ายก่อนเส้นตายที่จะต้องปล่อยยานไปดาวอังคารให้เสร็จก่อนสิ้นปีเพราะไม่อย่างงั้นจะต้องรออีก 2 ปีเป็นเรื่องสนุกหรอและยังมีอีกหลายงานที่จะหยุดไม่ได้นั่นทำให้พนักงานทุกคนต้องมาทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนแถมยังต้องออกเงินเองเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ มันเลยเป็นบทเรียนสำหรับองค์กรในการจัดสรรงบประมาณโดยพึ่งรัฐบาลให้น้อยลงแล้วหันไปร่วมมือกับเอกชนให้มากขึ้น

เออนี่ เคปเลอร์ นายรู้สึกว่าร่างกายนาย ไม่สิ โครงสร้างนายผิดปกติบ้างไหมบีถามเคปเลอร์แล้วก็ค่อยๆลอยไปเกาะอยู่บนตัวกล้อง

ก็ต้องรู้สึกสิ reaction wheel ฉันพังไปตั้งสองตัวเลยนะเธอพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ งั้นแบบนี้นายก็ต้องรู้เรื่อง K2’

ต้องรู้สิ ก็มันสำเร็จแล้วนี่

หรอ อืม ดีใจด้วยละกัน

แล้วหล่อนก็ตกใจจนต้องปีนตัวเองไปใกล้ๆเลนส์กล้องแล้วโค้งตัวลงมามอง เห้ย เมื่อกี้นายบอกว่ายังไงนะ

ก็บอกว่า K2 สำเร็จ

จริงดิ ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ

ก็มันเพิ่งสำเร็จวันนี้ตอนเธอเลิกงานพอดีมั้ง ฮ่าๆ ตกข่าวเลยนะบีเงยหน้าขึ้นมาแล้วนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ ยกสองแขนขึ้นมากออดอก พ่นลมออกมาทางจมูกแรงๆ ปิดท้ายด้วยการยู่หน้าอย่างไม่พอใจ

K2 เป็นภารกิจที่ท้าทายเพราะใช้แสงจากดวงอาทิตย์เป็นตัวหลักในการบังคับการหมุนของกล้อง ถามว่าใช้แสงได้อย่างไร ในแสงอาทิตย์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดจะมีอนุภาคที่เรียกว่า โฟตอน เมื่อมันถูกส่งออกมา โมเมนตัมของอนุภาคก็จะถูกส่งถ่ายไปมากับวัตถุที่มันกระทบ เหมือนกับลูกบอลชนกัน ก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จเพราะหล่อนเองก็ไม่รู้อะไรในโครงการนี้เท่าไหร่นัก

กลายเป็นฉันที่ไม่รู้อะไรเลยอีกแล้วสินะ

ทำหน้าบูดไปได้ อยากไปที่อื่นไหมล่ะ

ที่อื่น? นี่เรายังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นทุกอย่างในเอกภพหรอกหรือ

เธอลองใช้มือจิ้มในที่ๆอยากไปสิ

ทำได้ด้วยหรอ

แล้วเธอคิดว่าได้ไหมล่ะ

เธอลองทำตามอย่างที่เคปเลอร์บอก ทำมือกางออกเพื่อขยายภาพเหมือนในสมาร์ทโฟนแล้วผลที่ออกมาคือ ใช่ มันคือการซูม ที่นี่คือ เนบิวล่าอะไรสักอย่างหรือเปล่า? ลักษณะของมันเหมือนกับละอองฝุ่นมีสีเขียว แดง เหลือง มีการเปล่งแสงแสดงว่าข้างในนั่นจะต้องมีการกำเนิดของดาวฤกษ์ แต่ฉันไม่อยากจะแน่ใจว่ามันคือเนบิวลา

นายรู้ไหมว่านี่คืออะไร

ไม่ล่ะ ไม่รู้หรอก

เธอพยายามลองทำท่าเดิมอีกครั้งเพื่อให้ภาพตรงหน้าชัดและขยายใหญ่ขึ้น ในฝุ่นละอองสีเหลืองก็ปรากฏให้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่กำลังลอยเคว้งอยู่ตรงขอบของละอองนั้น

เคปเลอร์นายเห็นนั่นไหม

เห็น

นายคิดว่ายังไง เธอคิดว่าเคปเลอร์รู้ว่าคำถามแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เจ้ากล้องโทรทรรศน์บอกว่าจะให้หล่อนทำอะไร แต่มันเป็นคำถามที่ต้องการเสียงสนับสนุนว่า ทำเลยสิบี รออะไร ทำเลย อย่างนั้นแหละ

ทำอย่างที่เธออยากจะทำนั่นแหละน่าเห็นไหมล่ะ ผิดจากที่คิดเสียที่ไหน หล่อนยกยิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆลอยไปหาสิ่งมีชีวิตที่เธอเห็นก่อนหน้านั้น ยิ่งใกล้เข้าไปในหมู่ละอองฝุ่นสีเหลืองก็เริ่มเห็นได้ชัดขึ้นว่าหล่อนคือมนุษย์และเป็นสตรีเพศเช่นเดียวกับเธอ

เคปเลอร์ นายว่าเราคว-’

เธอถามบ่อยเกินไปแล้วนะ

ฮะๆ ขอโทษที

ผู้หญิงคนนี้กำลังอยู่ในท่าที่หลับใหลกลางอากาศ มีละอองฝุ่นรายล้อม ไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์เลยสักชิ้นที่ใช้ปกปิดร่างกาย แต่ที่ทำให้แน่ใจว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็คือบริเวณหน้าอกที่ยกขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่คำถามเต็มไปหมด ปลุกดีไหมนะ มองอยู่แบบนี้ก่อนดีไหมนะ หรือ หาอะไรให้เธอใส่ดีไหมนะ แล้วฉันก็เลือกคำถามแรกในหัวมาตอบว่า โอเค ปลุกเธอได้

นี่คุณคะ เธอใช้มือทั้งสองข้างเขย่าร่างของหล่อนที่ยังคงอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน คุณคะ

คุณคะ

คุณคะ

พอถึงคำว่า คุณคะ ครั้งที่สี่หล่อนก็ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น สบตากับฉันที่โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ๆในครั้งที่ปลุกเธอ เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกลับมาสบตากับฉันอีกครั้ง ไม่นานแววตาของเธอก็ค่อยๆหรี่ลง คิ้วขมวด ฉันยังไม่ทันได้สังเกตอาการเธอมากมายนักเพราะเธอชิงตบหน้าฉันก่อน เกิดมาก็เพิ่งเคยโดนตบหน้านี่แหละ โวว เธอมือหนักใช้ได้เลยนะ

หล่อนลุกขึ้นแล้วพุ่งเข้ามาเขย่าตัวบี ปลุกฉันทำไม!’ ปากก็เอาแต่ตะโกนคำถามเหล่านี้ไม่ได้หยุดหย่อน

ปลุกทำไม!’

ฉันถามว่า ปลุกฉันทำไม

ตอบสิไองั่ง ตอบ!!!’ หล่อนกระชากคอเสื้อของบีแล้วดึงเข้าไปใกล้ๆเพื่อให้เห็นดวงตาที่ราวโรจน์ไปด้วยความโกรธ หายใจถี่แรงและหนักหน่วง ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดเลยที่จะแสดงว่าหล่อนมีความสุข หรือทั้งหมดนี่คือความผิดของฉัน จากนั้นท่าทีของเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนไป เธอคลายมือที่กำคอเสื้อฉันออกก่อนจะค่อยๆซบใบหน้าลงบนไหล่ เสียงตัดพ้อเคล้ากับเสียงร้องไห้ดังผสมปนเปกันไปมาที่หูข้างขวา ราวสิบนาทีได้เสียงของความโศกเศร้าก็หายไป แทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่แสดงออกถึงความเหนื่อยล้า

กอดฉันหน่อยสิ

บีทำตามที่หญิงสาวนิรนามบอก หล่อนทั้งรู้สึกผิดและตื่นเต้นกับการกอดเธออยู่แบบนั้น มันเป็นเรื่องที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เธอตัดสินใจผิดพลาด เธอไม่ชอบให้ความรู้สึกผิดที่การกระทำของเธอกระทบกับใครนั้นเกิดขึ้น เธอไม่ชอบเลย

ขอโทษนะ

ฉันโกรธเธอ โกรธมากๆด้วยหล่อนผละออกจากไหล่ของบีแต่ฉันก็เหนื่อยเกินกว่าจะโกรธอีกต่อไปแล้ว

มันค่อนข้างยากที่จะหาวิธีทำให้เธอคนนี้รู้สึกดีขึ้นแต่ฉันก็เลือกที่จะพูดคำว่า ขอโทษเพราะนั่นคือความรู้สึกของฉันจริงๆไม่ได้พูดเพียงเพื่อให้เธอลืมความโกรธที่ฉันจุดชนวนขึ้นมา

ขอโทษอีกครั้งนะ ฉันไม่รู้ว่าไม่ควรปลุกเธอ คือ ยังไงดีล่ะ ฉันแค่รู้สึกดีใจที่เจอสิ่งมีชีวิตลอยอยู่ในห้วงอวกาศเดียวกัน

เธอเข้าใจหรือเปล่า แต่ฉันขอโทษจริงๆนะ

เธอพูดคำว่าขอโทษมามากเกินไปแล้วนะ ฉันรำคาญ

และนั่นคือประโยคหยุดบทสนทนาที่แท้จริง เวลานี้ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเคปเลอร์แต่ดูเหมือนว่ามันจะเงียบไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ให้ตายเถอะ

นี่เคปเลอร์ ช่วยกันหน่อยสิบีหันไปถามกล้องโทรทรรศน์ ช่วยอะไรล่ะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

เราทั้งสองต่างจ้องมองผู้หญิงคนนั้นที่หันหลังให้เราแล้วกลับลงไปนอนท่าเดิม เธอถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกับว่าเธอเหนื่อยกับการทำแบบนี้มาตลอด ฉันไม่ค่อยมั่นใจว่าเราควรหายไปจากตรงนี้หรือยังคงลอยตัวมองเธออยู่แบบนั้น หรือฉันควรเข้าไปถามเธอให้รู้แล้วรู้รอดว่าเธอคือใครกันแน่ เวลาแบบนี้ฉันควรตัดสินใจแบบไหนดี

ถ้าเธอคิดว่าใช่ มันก็ใช่

แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไง ว่าฉันตัดสินใจถูกต้องแน่นอนล่ะฉันไม่อยากทำให้เธอคนนั้นลุกขึ้นมาอาละวาดแล้วด่าทอเธอด้วยสายตาที่แสนจะเหนื่อยล้าและโกรธแค้นในคราเดียวกัน ฉันแค่ไม่อยากจะตัดสินใจผิดพลาดอีก

เธอคิดว่าทำไมฉันที่เป็นกล้องโทรทรรศน์ถึงพูดคุยตอบโต้ได้ล่ะ

เพราะฉันเชื่อว่านายมีตัวตนจริงๆไง

แล้วเธอเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองไหมล่ะ

แน่นอนเลยว่าไม่

เห้อ ฉันเบื่อมนุษย์ก็เพราะแบบนี้

ฟังฉันนะบี เธออยากจะทำอะไรเธอก็ทำไปเถอะ ในที่แห่งนี้การตัดสินใจของเธอที่ผ่านกระบวนการคิดอันซับซ้อนซึ่งฉันไม่อยากจะเข้าใจก็กลั่นกรองออกมาแล้วไม่ใช่หรอว่านั่นคือคำตอบที่ดีที่สุด

นั่นมันก็ใช่ แต่-’

ในที่นี้มีคนยืนยันการตัดสินใจของเธอกี่คนกัน

ก็มีฉันแล้วก็นาย รวมทั้งเธอคนนั้นด้วย

แล้วเธอคนนั้นเขาจะรู้ไหมล่ะว่าเธอจะทำอะไรกับเขาบีส่ายหน้า

ดังนั้นจะมีอะไรต้องคิดมากอีกในเมื่อฉันเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอทุกอย่างตั้งแต่แรก

โอเคๆ ก็ได้ๆ ตามนั้น บียกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ แต่ถ้าเธอลุกขึ้นมาอาละวาด ฉันจะทุบเลนส์นาย

ถ้าคิดว่าทุบแล้วเลนส์ฉันจะแตกก็ทุบสิ

 

บีลอยตัวเข้ามาใกล้ๆกับเธอคนนั้นที่พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะต้องคุยให้รู้เรื่อง จริงๆเธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเราหรือต้องมีเรื่องเคลียร์กับเรา มีแต่พวกฉันเนี่ยแหละที่ขี้สงสัยจนไม่สามารถสลัดเธอทิ้งไว้กลางอวกาศแบบนี้ได้

นี่คุณบีตรงไปเขย่าแขนผู้หญิงคนนั้นเบาๆแต่ก็แรงพอที่จะทำให้เธอลืมตาขึ้นมาให้ความสนใจ

เธออีกแล้วหรอแต่สีหน้าไม่ค่อยอยากจะร่วมวงสนทนาด้วย เธอส่ายหน้าอย่างเอือมระอา มีอะไรก็ว่ามา

คือ เอ่อ สวัสดี เธอชื่ออะไร มันออกจะดูเป็นประโยคเริ่มต้นที่น่าจะห่วยแตกในสำหรับความคิดของเธอคนนั้น แต่ว่าการสนทนาที่ดีเราจะต้องกล่าวทักทายกันก่อน ตามด้วยการถามชื่อ หรือฉันทำผิดขั้นตอนอะไรไปหรือเปล่า

คริส

ฉันบีนะ

อืม

ส่วนนั่นเคปเลอร์บีชี้ไปยังกล้องโทรทรรศน์อวกาศไฮเคปเลอร์กล่าวทักทาย

อืม

คือ ฉันขอถามได้ไหมว่าแบบ เอ่อ คุณเป็นใคร แบบ หมายถึงคุณมาจากที่ไหนทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้อะไรทำนองนั้น

ฉันก็ลอยออกจากโลกมาแบบเธอ ลอยมาอยู่ที่นี่ และมันก็นานมากพอที่จะพบปะผู้คนที่เข้ามาปลุกฉันแล้วก็กลับไปหลายสิบคน

หมายความว่ามีคนมาที่นี่ก่อนฉันอีกหรอ

ใช่

คำตอบที่ฉันได้ยินค่อนข้างจุดประกายความรู้สึกตื่นเต้นของฉันให้วิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรใช่ไหมที่ฉันจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้ ตื่นเต้นที่ฉันไม่ได้เป็นคนเดียวที่ได้มีโอกาสมาทำอะไรแบบนี้

แล้วพวกเขาไปไหนกันหมดล่ะ

แต่ท่าทีของคริสก็หยุดความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านของฉันลง หรือนี่อาจจะเป็นสาเหตุให้เธอไม่อยากตื่นขึ้นมากัน?

พวกเขากลับไปแล้ว คริสลุกขึ้นมานั่งชันเข่า เหลือแค่ฉันที่ทำยังไงก็กลับไปไม่ได้

เธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยต่อ แล้วเธอก็จะเป็นแบบพวกนั้น ที่เข้ามาปลุกฉันและทิ้งฉันไว้ที่นี่ร่างเปลือยเปล่าชี้นิ้วไปที่บีแล้วจิ้มมันลงไปที่หน้าอก

ฉันไม่รู้แน่ชัดหรอกนะว่าอะไรที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาพบปะผู้คน แต่ถ้าฉันเดาถูกต้อง ฉันก็ไม่อยากให้หล่อน เป็นแบบนั้นอีก เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จะช่วยได้มากหรือน้อยแค่ไหน แต่มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงกระทำให้กับมนุษย์อีกคนหนึ่งได้

เธอรู้ความคิดฉันหรอ ว่าฉันจะทิ้งเธอไว้ บีจับนิ้วของคริสที่จิ้มตนอยู่ออกแล้วเปลี่ยนมาเป็นกุมมือแทน

ถ้าฉันคิดจะทิ้งเธอ ฉันจะกลับมาหาเธอทั้งๆที่เธอหันหลังให้ฉันไปแล้วทำไมกัน

แล้วเธอกลับมาอีกทำไมล่ะ

มาพาเธอไปด้วยกันไง เอาจริงๆไหม ฉันกลับมาหาเธอเพราะอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร

ไปไหน

นั่นสินะ ไปไหน บียกยิ้มมุมปาก คริสเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะชักสีหน้าใส่อย่างไม่ยอม

แล้วคิดว่าฉันจะไปกับเธองั้นสิ

ก็แล้วแต่นะและบีก็กระตุกยิ้มอีกครั้ง

 

ในที่สุดการเดินทางในอวกาศของฉันก็ได้สมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน คริสดูไม่ค่อยจะสนใจทริปทัวร์นี้เท่าไหร่นะ หล่อนเอาแต่เหม่อลอย พยักหน้าตามบางครั้ง หรือไม่ก็แสดงอาการหงุดหงิดใส่ตามประสาคนขี้หงุดหงิด? ฉันไม่ค่อยรู้วิธีที่จะทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นอะไรทำนองนั้น หวังจะพึ่งเคปเลอร์ให้ช่วยหาวิธีรายนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงนอกจากจะตอบว่า ฉันเชื่อในสิ่งที่เธอเลือกแบบนี้ทุกครั้งไป

เราลอยไปมาเรื่อยๆ ซูมเข้าเนบิวล่านู้นที ย้ายตัวเองไปอยู่กาแล็คซี่นั้นที พวกเราอยู่ไม่เป็นที่จนลืมไปแล้วว่าโลกของเราอยู่ส่วนไหนของเอกภพ เราแทบจะลืมไปแล้วว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเรียกว่า มนุษย์

ในเอกภพแห่งนี้ไม่มีอาณาเขตที่จะแบ่งว่าคุณเป็นใคร คุณมาจากไหน เพราะทุกอย่างในนี้ล้วนกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกัน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงจนไม่สามารถโยงได้อย่างแน่ชัดว่าส่งผลกระทบกับอะไรบ้าง

เราสามารถเรียกเอกภพว่า บ้าน โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด

ช่วงชีวิตที่ได้อาศัยอยู่บนโลกก็แค่มายาดื้อรั้นจอมปลอมที่หลอกให้เราคิดว่าสถานที่แห่งนั้นคือบ้าน ไม่ใช่ดวงจันทร์ ไม่ใช่ดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์มากมายที่เราพบเจอ หากความเป็นจริงแล้ว บ้านที่พวกเราเรียกว่า โลก ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอกภพ ทุกที่ที่เราสำรวจเราสามารถเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปาก แม้ว่ามันจะไม่มีออกซิเจนให้เราหายใจ หรืออุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์จะทำให้เราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มนุษย์ก็ไม่สามารถหลีกหนีความจริงที่ว่าเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเอกภพนี้ เราดิ้นรนตั้งคำถามและหาคำตอบเกี่ยวกับบ้านของเรา สรุปแล้ว

มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตผู้โง่เขลาที่ไม่รู้จักบ้านของตัวเอง

บี

เสียงของคริสเรียกให้ฉันหลุดออกจากภวังค์และหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มดาวหางที่กำลังส่งแสงสวยงามผ่านหน้าดาวเคราะห์ที่ฉันไม่รู้จักชื่อดวงหนึ่ง

เธอรู้ไหมว่าฉันไม่เคยเห็นมัน

ไม่รู้หรอก เราเพิ่งจะรู้จักกันนะ

อืม นั่นสินะเธอว่าแบบนั้นโดยไม่ละสายตาออกจากกลุ่มดาวหางแม้แต่น้อย มุมปากของเธอค่อยๆยกขึ้นเหมือนคนกำลังยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่เป็น ไม่แปลกใช่ไหมที่ฉันชอบให้เธอเป็นแบบนี้มากกว่าคริสที่ชอบหงุดหงิดแล้วคิ้วขมวดตลอดเวลา

มันเรียกว่าอะไรหรอบีหลังจากที่กลุ่มก้อนที่ส่องแสงสว่างลอยหายไปคริสก็เอ่ยคำถามที่ฉันคิดว่าเธอไม่น่าจะถาม แต่พอนึกได้ว่าเธอไม่เคยเห็นมันฉันก็ไม่แปลกใจที่เธอจะถามคำถามแบบนี้

อืม ฉันใช้มือลูบคางเหมือนคนกำลังใช้ความคิด จริงๆแล้วฉันสามารถตอบส่งเดชไปเลยก็ได้ว่า เห้ นั่นมันคือดาวหาง หรือ มันก็เป็นเพียงเศษหินก้อนหนึ่งในอวกาศ แต่เพราะคริสไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก ฉันเลยพยายามเรียบเรียงคำตอบให้ครอบคลุมครบถ้วนและสั้นพอที่จะทำให้เธอเข้าใจได้โดยง่าย

ขอตอบแทนบีนะ มันคือดาวหาง..’

แล้วตัวช่วยที่ดันช่วยผิดเวลาก็ทำหน้าที่แทนฉันไปแล้ว ไอเคปเลอร์!

แต่จะว่าไปก็แปลกดีเหมือนกันที่คริสได้ยินเสียงของเคปเลอร์ด้วย อืม มันเรียกว่าเป็นความบังเอิญหรือเรื่องแปลกดีล่ะ มันก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่หรอกนะเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าคริสและเคปเลอร์รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า คิดดูสิ ตอนฉันรู้ตัวว่าอยู่ในอวกาศ คนแรกที่ทักฉันคือเคปเลอร์ เขากล่าวว่า ยินดีต้อนรับสู่อวกาศนะ สาวน้อยเป็นใครก็ต้องคิดแหละว่าเขาต้องเคยอยู่ที่นี่มาก่อนเรา ถ้าสืบจากประวัติฐานข้อมูลใน NASA เคปเลอร์ถูกปล่อยขึ้นมาในปี 2009 ซึ่งนั่นหมายถึงเคปเลอร์ลอยอยุ่ในอวกาศมา 5 ปีแล้ว เวลานานแบบนี้ก็ต้องเจออะไรบ้างล่ะแต่ทำไมถึงทำเหมือนไม่เคยเห็นคริสมาก่อนนะ หรือจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจริงๆ ฉันปล่อยให้คริสกับเคปเลอร์เริ่มต้นคลาสเรียนเรื่องดาวหางกันต่อไปโดยที่ฉันเอาแต่สงสัยในตัวพวกเขาจนเลิกให้ความสนใจกับดาวเคราะห์ที่ฉันไม่รู้จักชื่อดวงที่ 54

อยากเห็นอีกใช่ไหมล่ะ

อื้ม ฉันอยากเห็นอีกหล่อนพยักหน้าแล้วก็ฉีกยิ้มจนดวงตาของเธอที่เล็กอยู่แล้วก็เล็กลงไปอีก

บางที ฉันก็อยากเป็นสาเหตุของรอยยิ้มนั่นนะ

บีจู่ๆหล่อนมาทางฉันแล้วก็กวักมือเรียก มาใกล้ๆ

ฉันขยับตัวไปทางพวกเธอและเข้าใกล้คริสมากขึ้น มีอะไรหรอ

เอาหูมานี่ เร็ว

หืมฉันเลิกคิ้วเป็นเชิงคำถาม หล่อนนึกอะไรอยู่นะ

หน่า อย่าคิดมาก เอาหูมา

ฉันส่ายหน้าให้เธอเบาๆอย่างยอมจำนนก่อนจะค่อยๆโน้มใบหูเข้าไปใกล้ๆหน้าเธอ

ฉันอยากไปดูโลกของเราแล้ว

และคำพูดของเธอก็ทำให้คิ้วของเลิกขึ้นสูงไปอีก

ฉันไม่ได้เห็นมันนานจนลืมไปแล้วว่าหน้าตาเป็นยังไง

พาฉันไปหน่อยนะ

แล้วทำไมต้องกระซิบด้วยล่ะ เธอนี่พิลึกจัง ฉันว่าปนขำๆ

ก็เคปเลอร์บอกว่า ถ้าทำแบบนี้แล้วบีจะตามใจ และก็ต้องยิ้มให้บีแบบนี้ด้วย

หล่อนว่าแบบนั้น ก่อนจะยิ้มยีฟันให้ฉันดู

บอกตามตรงฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกที่กำลังตีตื้นขึ้นมาภายในร่างกายมันมีความรู้สึกอะไรบ้าง มันมีหลากหลายห้วงอารมณ์ที่ผสมปนเปกันอย่างสะเปะสะปะแต่ก็ไม่ได้มั่วจนไม่รู้ว่ามันมีอะไรผสมอยู่ งงไหม อืม แบบนั้นแหละ

 

ฉันค่อยๆยื่นมือไปข้างหน้า หุบมือลงให้ภาพมันย่อส่วน กวาดสายตามองว่าส่วนไหนกันนะที่เป็นกาแล็คซี่บ้านเกิดของฉัน เคปเลอร์เองก็เอาแต่บอกว่า บี ตรงนู้น ไม่ก็ บี ฉันว่าตรงนี้ มันออกจะแปลกไม่น้อยนะเพราะเคปเลอร์เป็นกล้องที่มีความแม่นยำมากที่สุด แต่ทำไมกลายเป็นว่าเป็นตัวที่ทำให้เราเสียเวลาในการค้นหากาแล็คซี่ทางช้างเผือกของเราขนาดนี้ เราหุบมือและกางออกอยู่หลายครั้งแต่ผลก็เหมือนเดิม คือเราไม่เจอดาวโลกของเราเลย

นี่เรากำลังหลงทางอยู่ในอวกาศทั้งๆที่เห็นทุกอย่างในเอกภพอย่างนั้นหรอ

บีคริสเอ่ยเรียกฉัน และนั่นก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอให้ฉันเลิกสนใจที่จะตามหาโลกแล้วหันไปหาเธอ

หืม

เธอไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ขยับมาใกล้ๆ ส่งมือมาจิ้มที่ระหว่างคิ้ว จิ้มลงมาประมาณสามครั้ง แล้วเธอก็บอกว่า

ยิ้มหน่อยสิ

ห้ะ

บอกให้ยิ้มก็ยิ้มสิ อย่าให้ฉันหงุดหงิดได้ไหม

อ่าๆ โอเคๆ ฉันว่าอย่างยอมแพ้ ก่อนจะฉีกยิ้มยีฟันให้เธอเห็น

นี่ ยิ้มดีๆสิ ยิ้มไม่เป็นหรือไง

พูดอย่างกับเธอยิ้มเป็นอย่างนั้นแหละ คนตรงหน้าฉันไม่ได้กล่าวอะไร เธอแค่กระตุกยิ้มยกมุมปากขึ้น แต่ก็ไม่ยอมเอานิ้วที่จิ้มอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วฉันออกสักที

ฉันจึงฉีกยิ้มอีกครั้ง อ้ะ พอใจยังงง

ดีมากกกกกหล่อนว่าแบบนั้นก่อนจะยิ้มจนตาปิด อืม เธอคงยิ้มเป็นอย่างที่เธอบอกนั่นแหละ

ฉันไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์การกระทำของเธอเท่าไหร่หรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่นก็จะรู้ใช่ไหมล่ะว่าเธอทำแบบนั้นทำไม แต่ลองมาเป็นฉันตอนนี้สิ ฉันคิดไม่ออกจริงๆ

อย่าโง่ดิบีเอ้า จู่ๆเคปเลอร์ที่เงียบไปนานก็โพล่งขึ้นมาในหัวฉัน

นายด่าฉันทำไมเนี้ย!’ แน่นอนล่ะฉันหันไปแว้ดใส่กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่อยู่ๆก็กวนตีนฉันมาเสียดื้อๆ

หล่อนไม่ได้สนใจเลยว่าการกระทำของพวกเธอส่งผลให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังมองมา จนกระทั่งเธอหลุดเสียงหัวเราะออกมานั่นแหละ จึงดึงความสนใจพวกนั้นให้หันมามอง

คริส เธอหัวเราะ’ ‘ใช่ๆ เธอหัวเราะบีและเคปเลอร์เหมือนจะเห็นตรงกันจนลืมเรื่องทะเลาะกันไปเสียสนิท

นี่ ฉันก็เป็นคนไหมเล่า แต่รู้ไหมพวกเธอเหมือนเด็กๆเลยอ้ะเธอว่าแบบนั้นก่อนจะหัวเราะต่อ

ฉันจึงก้มลงมองตัวเอง ปรากฏว่าฉันมานั่งคร่อมอิตาเคปเลอร์นี้อยู่ ฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะทำไมคริสถึงขำ เพราะฉันเองก็ไม่รู้จะหยุดหัวเราะสภาพนี้ของตัวเองยังไง

พวกเราลืมการค้นหาโลกของตัวเองไปสักพักใหญ่ๆ ความจริงแล้วมันก็ทำให้ฉันฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ภาพที่คริสหัวเราะหรือกำลังฉีกยิ้มอย่างมีความสุขกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ชื่อเคปเลอร์ นั่นก็อาจจะเป็นคำตอบของฉันที่ตามหามาทั้งชีวิต

จักรวาลในรูปแบบของฉัน


#spacelikeagalaxy

-------------------------

เมื่อวานเพิ่งลงในนู้นวันนี้ก็ลงในนี้ละกัน มันไม่ได้มีอะไรมากแค่ได้แรงบันดาลใจมาจากกล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ ถ้าอยากรู้ข้อมูเพิ่มเติมก็ลองเสิช mission k2 ได้ค่ะ สิ่งที่เคปเลอร์พบอาจจะทำให้คุณว้าวก็ได้ และหนึ่งในนั้นก็คือระบบ trapist-1 ที่เพิ่งเป็นข่าวไปนี้เอง

เขียนนานมาก เขียนตั้งแต่เดือนมิ.ย เพิ่งถึงครึ่งเรื่องเมื่อวาน ยังไงก็ฝากหน่อยนะคะ อาจจะอ่านยากนิดนึงแต่เราตั้งใจมากกกกก เยะ เจอกันเมื่อตอนหน้าจบค่ะ



? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น