หวานรักในลมหนาว

ตอนที่ 8 : บทที่ 7 ลูกทัวร์ VIP?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ต.ค. 56

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่ร้อนระอุสำหรับชนมนที่สุดตั้งแต่เดินทางมาทีภูฎาน ร้อนทั้งที่อากาศภายนอกหนาวแทบจะติดลบ

จะไม่ให้ร้อนอย่างไรไหว ในเมื่อตื่นขึ้นมาเธอพบคลิปวิดีโอที่เพื่อนสาวตัวดีทิ้งข้อความพร้อมคำอธิบายแต่เพียงสั้นๆ ว่าไม่สามารถเป็นไกด์นำเที่ยวให้เธอได้แล้ว แต่ได้ส่งตัวแทนมาให้แล้วเรียบร้อย

“ขอให้เธอสนุกกับการตะลุยแดนสวรรค์นะจ๊ะเพื่อนรัก แล้วจะรีบกลับมาฟังคะแนนรีวิวของการเที่ยวครั้งนี้นะ ไว้อีก 3 อาทิตย์เจอกัน” ภาพในคลิปหยุดลง แต่สีหน้าและอาการที่ดูไม่ทุกข์ร้อนของเพื่อนสาวทำเอาเธออยากจะมุดจอมือถือเข้าไปเขย่าร่างเล็กนั้นเหลือเกิน

เธอไม่อยากจะคิดเลยว่ามันดูเป็นเรื่องจงใจของเพื่อนรึเปล่าที่ต้องการให้เธอและพี่ชายของหล่อนอยู่ใกล้ชิดกัน แม้ไม่อยากจะคิดไปในแง่นั้น แต่ทุกอย่างมันดูเตรียมพร้อมจนน่าแปลกใจ

“นี่คิดจะทำบ้าอะไรเนี่ยยัยเดียร์” หญิงสาวพยายามโทรหาอีกฝ่ายเพื่อสอบถามเหตุผล แต่ไม่ว่าจะกดโทรออกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งปลายสายก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ

ร่างบางที่อยู่ในชุดนอนสีเปลือกไข่แขนยาวพร้อมเสื้อโค้ชตัวหนาทิ้งร่างลงบนฟูกนอนอย่างหนักใจ บอกตรงๆ ว่าเธอรู้สึกระแวง หากไม่ใช่ว่าเธอรู้จักเดยุลดีเธอคงไม่แคลงใจกับเหตุการณ์ที่ดูจะประจวบเหมาะอะไรขนาดนี้ แม้จะแน่ใจกว่า 70 เปอร์เซ็นว่านี่เป็นแผนของเพื่อนที่นึกสนุกอยากจะจับคู่เธอกับพี่ชาย แต่พอมาคิดอีกทีหากเธอและเขาไม่ยอมร่วมมือด้วย เหตุการณ์นี้ก็คงไม่ต่างจากคราวที่เธอเป็นไกด์ให้ชายหนุ่ม เพราะงั้นเธอจึงพอทำใจยอมรับการกระทำครั้งนี้ของเพื่อนได้ ที่สำคัญเธอเห็นเรื่องเที่ยวสำคัญกว่าแผนการตื้นๆ ของเพื่อน ฉะนั้นจะให้เธอปฏิเสธหรือยกเลิกทริปนี้แล้วบินกลับไทยเธอทำไม่ได้

ฉันไม่ยอมแพ้เธอหรอกยัยเดียร์ ฉันจะทำให้เธอเห็นว่าฉันเที่ยวกับพี่ชายเธอได้โดยไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่มีอะไรอย่างที่เธอหวัง ฮึ้ยย ไอ้เพื่อนบ้า หญิงสาวสบถในใจ

ชนมนเชื่อว่าพอลเองก็คงรู้ทันน้องสาวของตัวเองเช่นกัน และเชื่อว่าเขาเองก็คงคิดไม่ต่างจากเธอ(มั้ง)

เธอรู้ว่าเพื่อนหวังดีอยากให้เธอได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคน...หากเจอกันในช่วงเวลาที่ดีกว่านี้ บางทีเธออาจจะยอมลงเล่นเกมกับยัยเพื่อนตัวแสบสักครั้ง แต่มันยังไม่ใช่เวลานี้ ไม่ใช่ตอนที่แผลเธอเพิ่งจะหายดีอย่างนี้

“จะทำอะไรไม่มีปรึกษากันบ้างเลย แล้วคิดเหรอว่าพี่ชายเธอจะหลงกลน่ะ ” หญิงสาวบ่นกับตัวเอง นึกอยากจะหยิกเพื่อนตัวดีให้เนื้อเขียวที่บังอาจทำอะไรโดยพลการ

ชนมนถอนหายใจเลิกคิดจะต่อว่าเพื่อนสาว เพราะรู้ดีว่าคงเสียเวลาเปล่า เมื่อมานึกถึงเจ้าของใบหน้าคมคายเธอกลับต้องถอนหายใจหนักขึ้นกว่าเดิมต่อให้ชายหนุ่มจะดีกับเธอแค่ไหน แต่เธอก็เข้าใจว่ามันเป็นวิสัยความเป็นสุภาพบุรุษของเขา ไม่ใช่เพราะเขามีจิตพิศวาสเธอ

เขาจะพิศวาสเธอลงได้อย่างไรก็ในเมื่อเธอสร้างวีรกรรมทำกับเขาไว้น้อยเสียเมื่อไหร่

 

กลางดึกของคืนก่อน ณ ห้องนอนชายโสด

“จะบ้าเหรอ ทำแบบนี้ได้ยังไง แล้วเพื่อนเดยุลเขาจะยอมง่ายๆ งั้นเหรอ” ชายหนุ่มโวยขึ้นทันทีหลังจากที่ลูกพี่ลูกน้องสาวเข้ามาขอร้องเขาถึงห้องนอน

“โธ่ ทำไมจะไม่ยอม มินนี่เป็นคนห่วงเที่ยวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ลองยกเลิกแผนการเที่ยวสิ เดยุลได้กลายเป็นศพแช่แข็งบนหิมาลัยแน่ พี่น่าจะเห็นแล้วนี่ขนาดไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวเธอยังไปมาแล้วเลย ถึงได้บังเอิญไปเจอกับพี่พาโรที่นั่นไง นะน้า ช่วยน้องหน่อยนะ แค่ปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เดยุลเขย่าแขนลูกพี่ลูกน้องหนุ่มอย่างออดอ้อน

“แล้วทำไมไม่ไปหาไกด์อาชีพล่ะ”

“โธ่ จะไปทำอย่างนั้นทำไมในเมื่อเรามีไกด์กิตติมศักดิ์อยู่ที่นี่ทั้งคน พี่เองไม่คิดจะตอบแทนเขาที่เขาเคยเป็นไกด์ให้ที่ญี่ปุ่นมั่งเหรอ แม้จะไม่จบทริปก็เถอะ แต่เขาก็เป็นธุระให้พี่ตั้งหลายวันนะ” หญิงสาวเริ่มโน้มน้าวด้วยคำพูดต่างๆ นานา ยิ่งเห็นความลังเลในแววตาของคนเป็นพี่ เธอก็ยิ่งได้ใจชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมเสียจนอีกฝ่ายใจอ่อนยอมตกลง

“อะๆ ก็ได้ แต่เธอต้องไปจัดการบอกคุณมินนี่เอาเองแล้วกัน พี่ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” เดยุลยิ้มกว้างไม่ได้ตอบรับคำเตือนนั้น เพราะอย่างไรเสียเธอก็มีวิธีบอกเพื่อนรักอยู่ในใจอยู่แล้ว วิธีที่จะทำให้เพื่อนปฏิเสธไม่ได้ และเธอก็จะไม่เจ็บตัวจากการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าในครั้งนี้ด้วย

ไม่ผิดไปจากที่คาด ชนมนไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริงๆ นอกจากเลยตามเลย!

 

ร่างเพรียวแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าที่หอบหิ้วมาจากประเทศไทยในชุดเสื้อยืดแขนยาวและกางเกงยีนยืดสีเข้ม มือเล็กเก็บของจำเป็นใส่กระเป๋าหลังจากทำใจได้แล้วว่าต้องออกเดินทางกับพี่ชายเพื่อนเพียงสองคนตามคำบอกล่าวของเพื่อนตัวแสบก่อนที่เจ้าตัวจะหายจ้อยไปติดต่อธุระเรื่องเรียน

กลับมาเมื่อไหร่จะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู

หญิงสาวออกมารอชายหนุ่มในจุดที่นัดกันเอาไว้หลังมื้อเช้าสิ้นสุดลง วันนี้เธอและเขาจะเดินทางเที่ยวชมเมืองทิมพูอันเป็นเมืองหลวงของภูฎาน โดยจะเริ่มจากศูนย์กลางในเมืองก่อน เธอฮัมเพลงขณะที่ยืนสะพายกระเป๋าสะพายข้างขนาดกลางรออยู่หน้ารถกระบะสี่ประตูสีขาวที่เป็นรถนำเข้ามาจากอินเดีย

ร่างโปร่งอารมณ์รู้สึกอารมณ์แจ่มใสตั้งแต่หลังทานมื้อเช้าเมื่อไกด์หนุ่มกิตติมศักดิ์บอกกับเธอว่าการท่องเที่ยวครั้งนี้จะมีคนขับรถร่วมทางไปกับพวกเขาตลอดเส้นทาง นั่นหมายความว่าเธอไม่จะไม่ได้อยู่กับเขาสองต่อสอง

“เท่านี้ก็ลดความอึดอัดลงได้กว่าครึ่ง” หญิงสาวพึมพำกับตนเอง

“พร้อมไหมครับ” เสียงทุ้มฟังนุ่มหูเอ่ยถามจากด้านหลัง

“พร้อมค่ะ” สายตาหญิงสาวมองไปที่คนขับรถสูงวัยร่างผอมด้วยแววตาไม่มั่นใจจนเจ้าบ้านอย่างพอลอดขำไม่ได้

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับดอร์จีอายุมากก็จริง แต่ชำนาญเส้นทางและสายตายังดีอยู่มาก ที่สำคัญเห็นผอมๆ อย่างนี้แข็งแรงกว่าคนหนุ่มเสียอีก”

ดอร์จี คนขับรถเก่าแก่ของบ้านเดยุลหันมายิ้มยิงฟันจนหนวดสีดอกเลาเหนือริมฝีปากขยับ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถและสตาร์ทเครื่องรอ

“พี่พาโรจะไปไหน” เสียงเล็กถามห้วนสั้นขณะที่หนุ่มสาวกำลังเดินไปที่รถ

ทั้งชนมนและพอลหันกับมามองเจ้าของคำถาม คิ้วเข้มขมวดแววตาคมมองเหมือนไม่พอใจที่ได้ยินเสียงถามอย่างไม่สุภาพของ ‘โซแนม’ เพื่อนบ้านในวัยเด็กที่อายุอ่อนกว่าเขาเกือบ 8 ปี

ชนมนจับกระแสความไม่เป็นมิตรในน้ำเสียงและสายตาของเด็กสาวที่ดูจะอ่อนวัยกว่าเธอได้อย่างชัดเจน แม้จะฟังภาษาที่อีกฝ่ายพูดไม่ออกก็ตาม

ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะไม่พอใจที่เธอจะออกไปกับเขาเอามากๆ ถึงได้มองอย่างชิงชังขนาดนั้น

“พี่กำลังจะออกไปในเมืองกับคุณมินนี่ เพื่อนของเดยุลน่ะ เขาฝากให้พี่พาเที่ยว” ชายหนุ่มหันไปบอกเป็นภาษา ซองคา (Dzongkha) อันเป็นภาษาราชการของภูฏาน

โดยไม่ตั้งใจเธอดันหันไปสบตาชายหนุ่มคล้ายขอคำอธิบาย แต่กลายเป็นว่าในสายตาของโซแนมมองว่าผู้หญิงคนนี้ท้าทายเธอ

“ไปกันสองคนนี่นะ คนอื่นเห็นจะเข้าใจว่าอย่างไร”

“สองคนที่ไหน สามคนต่างหาก มีดอร์จีอีกคนนั่งอยู่ในรถนั่นไง”

โซแนมมองเข้าไปในรถเห็นดอร์จีส่งยิ้มแป้นมาให้ ใบหน้าเครียดก็เปลี่ยนเป็นอึกอักไปต่อไม่ถูก

“แล้วทำไมพี่ต้องพาเธอไปด้วย ทำไมไม่ให้คนอื่นพาไป”

พอลส่ายหน้า ยิ่งคุยยิ่งวกวนกลับมาเข้าประเด็นเดิม “พี่บอกไปตั้งแต่แรกแล้วไงว่าเขาเป็นเพื่อนของเดยุล เดยุลฝากเขาไว้กับพี่ก่อนไปลอนดอนน่ะ แล้วนี่โซแนมจะมาซักพี่ทำไม”

พอถูกถามกลับเด็กสาวถึงกับจนในคำตอบ เธอได้แต่เม้มปากแน่น มองผู้หญิงที่ยืนเยื้องไปด้านหลังของชายหนุ่มด้วยแววตาไม่พอใจ

“พี่ไปกับเธอแล้วใครจะดูแล ชาเก’ กันล่ะ” เมื่อไม่มีเหตุผลจะรั้ง เธอจึงยกเอาชื่อคุณตาของเขาขึ้นมาอ้าง

“พี่บอกท่านแล้ว อีกอย่างช่วงนี้ท่านอาการดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่มีอะไรน่าห่วง ถ้าไม่มีอะไรพี่ไปแล้วนะ เราเองก็รีบกลับบ้านล่ะเดี๋ยวแม่ได้มาตามหาอีก” พอลตัดบทหันไปเปิดประตูให้ลูกทัวร์สาวขึ้นรถ

รถกระบะสีขาวค่อยๆ ห่างจากเธอออกไปทีละน้อยๆ จนลับสายตา มือเล็กกำแน่นด้วยความเจ็บใจ โซแนมรู้ดีว่าพาโรนั้นไม่เคยรู้สึกกับเธอมากเกินไปกว่าน้องสาว หรือเพื่อนข้างบ้านในวัยเด็ก แต่เธอก็รอเขา รอให้เขาเห็นความจริงใจ ตั้งแต่เขากลับมาอยู่ที่นี่เธอก็สบายใจขึ้นมาก เมื่อพบว่าเขามาตัวคนเดียว ตลอดเวลาที่เขาไปอยู่อังกฤษมันเป็นช่วงเวลาที่เธอทุกข์ทรมานที่สุด กลัวว่าเมื่อเขากลับมาในวันใดวันหนึ่ง เขาจะกลับมาพร้อมกับผู้หญิงคนอื่น

แต่ครั้งนี้เธอหวั่นใจเหลือเกิน ผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอสังหรณ์ใจ ยิ่งเธอบังเอิญไปเห็นสายตาที่พาโรนั่งมองหล่อนในยามหลับใหลไม่ไสติที่ห้องแต่งตัววันนั้น ยิ่งทำให้เธอนึกเกลียดผู้หญิงคนนี้ และพาลโกรธเดยุลที่นำพาให้เพื่อนของตัวเองมาพบกับผู้ชายที่เธอเฝ้ารักเฝ้ารอ

“เธอทำอย่างนี้ได้ยังไง เห็นคนอื่นดีกว่าคนกันเองงั้นเหรอ” เอ่ยออกมาด้วยความคับแค้นใจ แม้เธอจะไม่เคยบอกให้เดยุลได้รู้ถึงความรู้สึกแต่หญิงสาวรู้ดีว่าเดยุลรู้ดีว่าเธอหลงรักพาโรมานานแล้ว แม้จะไม่ได้มีท่าทีกีดกนแต่หล่อนก็ไม่เคยส่งเสริม ซึ่งเรื่องแบบนี้เธอไม่ว่ากัน แต่ไม่ใช่ยัดเยียดเพื่อนตัวเองให้กับพี่ชายแบบนี้เธอรับไม่ได้

“คอยดูนะ ฉันจะไม่ยอมให้แผนจับคู่ของเธอสำเร็จง่ายๆ หรอก!” โซแนมประกาศกร้าวกับตนเองก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกจากรั้วบ้านของชายหนุ่ม

 

ภายในห้องโดยสารเงียบกริบอย่างที่ไม่ควรเป็นนั้น มันชวนให้ร่างสูงที่คอยแต่เหลือบมองร่างเล็กอยู่บ่อยครั้งรู้สึกอึดอัดชอบกล ชนมนทำเหมือนจะสนใจวิวทิวทัศน์รอบข้างก็จริง แต่ความรู้สึกเขามันบอกว่าความสนใจเธอไม่ได้อยู่ที่มันทั้งหมด

“คุณมินนี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน

คนที่จู่ๆ ถูกถามหันมามองชายหนุ่มอย่างงงๆ

“ทำไมค่ะ หน้าตาฉันดูเหมือนคนมีอะไรงั้นเหรอ” เธอถามพาซื่อ

“ผมเห็นคุณเงียบผิดปกติ เลยคิดว่าคุณอาจมีอะไรรึเปล่า”

หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มแล้วก็เงียบ เธอเองก็บอกไม่ถูกระหว่างเขาและเธอมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นเป็นเส้นบางๆ กั้นอยู่ มันไม่เหมือนเมื่อครั้งไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นด้วยกัน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยอย่างเป็นกันเองในคราวนั้นมันใช้กับสถานการณ์ระหว่างเขาและเธอตอนนี้ไม่ได้

หรือจะเป็นเพราะการจากกันที่ไม่ค่อยดีของเขาและเธอ ทำให้เธอคล้ายจะมองหน้าเขาไม่ติด หรือจะเป็นเพราะเพื่อนสาวที่ชอบมาพูดอะไรแปลกๆ ให้เธออดคิดไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วจะเป็นเพราะสายตาไม่เป็นมิตรของผู้หญิงที่ชื่อโซแนมคนนั้น

ใบหน้าหวานเครียดขึ้นเมื่อต้องใช้ความคิดมากกว่าปกติ

“ฉันไม่อยากให้คนของคุณเข้าใจผิดค่ะ” นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะพูดเลย แต่พอนึกได้ก็หลุดปากออกไปเสียแล้ว

ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งเธอคิดว่าดีแล้วที่เขาไม่พูดถึงมันอีก

“คุณสนใจอยากจะไปดูร้านขายผ้าสำหรับตัดชุดคีร่าไหมครับ”

“ก็ดีค่ะ เผื่อได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ ไปช่วยห้องเสื้อของแม่ได้บ้าง”

เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ววันนี้เส้นทางการท่องเที่ยวของทั้งคู่จึงมีจุดมุ่งหมายที่ร้านขายผ้าในตัวเมือง ดูเหมือนหญิงสาวจะถูกอกถูกใจกับร้านขายผ้าเป็นอย่างมาก อาการเธอไม่ต่างจากผีเสื้อในดงดอกไม้ ร่าเริง ตื่นตาตื่นใจ เห็นแล้วอดที่จะยิ้มตามไม่ได้

ชนมนเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านที่เป็นหญิงวัยกลางคนด้วยภาษาอังกฤษ จากการเดินเที่ยวชมในเมืองเธอพบว่าประชากรชาวภูฏานนั้นพูดภาษาอังกฤษได้ในระดับดีตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชรา ทั้งที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรปหรือตะวันตกมาก่อน

“ผ้าทั้งหมดนี่ทอมือใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะ เรามีหมู่บ้านที่ทอผ้าเป็นอาชีพหลักอยู่ที่หมู่บ้านโคมาค่ะ” พอได้ยินชื่อหมู่บ้านเท่านั้นดวงตาหญิงสาวก็เป็นประกายหันไปมองทางไกด์หนุ่ม

พอลแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจในสารที่อีกฝ่ายส่ง ใบหน้าหวานงอง้ำแววตาผิดหวังปรากฏออกมาชัดเจนจนคนขี้แกล้งใจอ่อน รีบง้อตั้งแต่เจ้าตัวตั้งท่าจะงอน “ไว้พรุ่งนี้แล้วกันครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน เดี๋ยวเสร็จจากที่นี่ผมจะพาไปดูตลาดนัดสุดสัปดาห์ตรงทางเหนือสนามกีฬาที่เราผ่านมาเมื่อกี้”

เท่านั้นแหละรอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งถูกส่งมาขอบคุณไกด์หนุ่มทันที

“คุณผู้หญิงเธอเป็นคนยิ้มสวยนะครับ อารมณ์ดี หน้าตาสวยดูไปก็คล้ายๆ พวกเราเหมือนกัน” ดอร์จีที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านหลังจากแวะไปหาอะไรกินแถวๆ นี้รอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแววตาคมจับจ้องไปที่ร่างเล็กไม่วางตา

ด้วยวัยและสายตาที่ผ่านอะไรมามากกว่า ความเป็นผู้ชายเหมือนกันไม่จำเป็นต้องพูดโต้งๆ แค่มองก็พอจะเข้าใจว่าเจ้านายเขาดูท่าจะหลงเสน่ห์สาวต่างชาติต่างภาษาคนนี้เข้าให้แล้ว

ไม่งั้นคนที่มีงานรัดตัวอย่างเจ้านายหนุ่มคงไม่สละเวลามาเป็นเพื่อนเที่ยวสาวสวยหน้าแฉล้มคนนี้หรอก ที่รับปากคุณเดยุลน่ะมันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ

 

ที่ตลาดแห่งนี้มันทำให้ชนมนเห็นในอีกแง่มุมการใช้ชีวิตของชาวภูฏาน แทบไม่น่าเชื่อว่าแม่ค้าในตลาดที่นี่ไม่มีใครใช้ต่างชั่งอย่างที่เห็นกันเดื่อนดาษอย่างในตลาดสดบ้านเรา พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ยังใช้ตาชั่งตวงที่ทำขึ้นเองโดยวิธีการถ่วงตาชั่ง 2 ข้าง ในแต่ละร้านจะมีหินหรือโลหะขนาดต่างกันเพื่อเอาไว้เป็นตัววัดน้ำหนัก

คำถามแรกที่เกิดขึ้นในหัวเธอคือ ผู้ซื้อจะแน่ใจได้อย่างไรว่าหินขนาดต่างๆ ที่ทางร้านนำมาถ่วงจานอีกข้างนั้นตรงตามน้ำหนักจริง แต่ข้อสงสัยของเธอก็ถูกอธิบายด้วยไกด์หนุ่มอารมณ์ดีคนข้างๆ เมื่อเห็นเธอมีสีหน้าสงสัย

“นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็คงเกิดคำถามไม่ต่างไปจากคุณ แต่สำหรับคนภูฏานเราอยู่กันด้วยความซื่อสัตย์ครับ จึงไม่มีใครคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าจะค้าขายตุกติก”

คำอธิบายของเขาทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจอยู่ลึกๆ เมื่อนึกถึงบ้านเกิดของตน มันเห็นได้ถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิต ในขณะที่บ้านของเธอแม้จะใช้ตาชั่งมาตรฐานโลกขนาดไหน แต่ก็ไม่วายที่จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสดในเรื่องของตาชั่งไม่ตรงมั่ง ใส่ของให้ไม่ครบน้ำหนักมั่ง ทั้งๆ ที่ใช้ตาชั่งทันสมัยเสียด้วยซ้ำ

ผลจากการไปเดินตลาดนักสุดสัปดาห์ของทั้งคู่ทำให้ต่างได้ของติดไม้ติดมือกลับที่บ้านด้วยกันหลายถุง โดยเฉพาะเจ้าบ้านได้เยอะกว่าใครเพื่อน

“จริงๆ คนที่ควรซื้อเยอะน่าจะเป็นมินนี่ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวนะคะ แต่กลายเป็นคุณพอลและดอร์จีซะงั้นที่ซื้อมาเสียเต็มท้ายรถ มินนี่เริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะค่ะว่าที่ชวนไปตลาดเพราะอยากให้มินนี่ไปเที่ยวหรือเพราะคุณพอลอยากไปซื้อของแล้วเอามินนี่มาอ้างหรือเปล่า” เธอเอ่ยทีเล่นทีจริง

คนถูกแซวยิ้มเขิน แต่ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมากเมื่อเริ่มเห็นแววหญิงสาวช่างพูดเมื่อ 1 ปีที่แล้วกำลังจะกลับมา ด้านชนมนเองก็เริ่มคลายความเกร็งลดความประหม่าเวลาอยู่กับชายหนุ่มได้มากขึ้น เมื่อมาลองๆ คิดดูดีๆ เธอไม่ควรเอาเรื่องที่เดยุลเพ้อเจ้อไปเองคนเดียวมาทำให้เธอหมดสนุก

พอตัดคำพูดของเพื่อนออกไปก็ทำให้เธอเที่ยวกับเขาได้อย่างสบายใจมากขึ้น แม้อาจจะมีอึดอัดใจกับสายตาที่คอยมองมาบ่อยๆ ของเขาบ้าง แต่เธอก็จะพยายามมองข้ามมันไปไม่ใส่ใจกับมันมากนักแม้บางทีมันจะทำให้เธอหายใจสะดุดอยู่บ้าง

“คุณมินนี่ได้อะไรมาบ้างครับ” ชายหนุ่มถามพลางมองถุงในมือหญิงสาว

“ผ้าทอ 1 ผืน กับเครื่องประดับกระจุกกระจิกนิดหน่อยค่ะ”

พอลพยักหน้ารับรู้ เขาหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้

“พรุ่งนี้คุณอาจต้องตื่นเช้าหน่อยนะครับ”

“ค่ะ” เธอรับคำอย่างง่ายๆ เข้าใจว่าเมืองที่จะไปพรุ่งนี้คงไกลน่าดู “ที่ๆ เราจะไปไกลจากเมืองทิมพูมากไหมคะ”

“หมู่บ้านโคมาห่างจากที่นี่ประมาน 430 กิโลครับ วันนี้คุณมินนี่อาจต้องจัดกระเป๋าเผื่อการพักระหว่างทางด้วยนะครับ”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจปากไวเท่าความคิด “ทำไมคะ หมายถึงเราอาจต้องค้างคืนเหรอคะ”

“ครับ”

“ในระยะทาง 430 กิโลนี่เหรอคะ” หญิงสาวถามตาโตคาดไม่ถึงเพราะไม่รู้มาก่อนว่าการเดินทางในระยะทาง 430 กิโลเมตรของที่นี่ถึงขั้นอาจจะต้องค้างอ้างแรมกันเลยหรือ

“ใช่ครับ ก็อย่างที่คุณเห็นว่าภูมิประเทศของภูฎานเป็นภูเขาทางคดเคี้ยวและทางโค้งมีมากกว่าทางตรง ฉะนั้นการขับรถต้องอาศัยความระมัดระวังและความชำนาญอย่างเร็วเราจะไปถึงที่โคมาใน 3 วันครับ”

“3 วัน!” นักท่องเที่ยวสาวอุทานอย่างเหลือเชื่อ ในขณะที่ 400 กิโลเมตรที่บ้านเธอเดินทางเพียง 4 ชั่วโมงเป็นอย่างช้า แต่ที่นี่กลับใช้เวลาถึง 3 วันเต็ม

มิน่าเพื่อนเธอถึงบอกให้เธออยู่ที่นี่เป็นเดือนๆ เพราะกว่าจะเที่ยวครบมันคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนจริงๆ

“หรือว่าจะยกเลิกดีครับ แต่เท่าที่เดยุลไกด์ไว้ให้ก็ไม่มีที่ไหนใกล้ไปกว่านี้เหมือนกัน ไม่งั้นคุณมินนี่ก็คงได้แต่เที่ยววนอยู่ที่ทิมพูกับพาโรเท่านั้น”

ร่างบางนิ่งฟังอย่างใช้ความคิดเหมือนจะแนะนำแต่ฟังดูคล้ายขู่กึ่งประชดอย่างไรไม่รู้

เอาไงดี อุตส่าห์ไม่รับงานตั้งเดือนหนึ่ง กลับบ้านไปก็ไม่รู้จะไปทำอะไรอยู่ดี เดี๋ยวแม่ก็ต้องเรียกเข้าร้านแน่ๆ หญิงสาวครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เมื่อต้องการความแน่ใจอะไรบางอย่างเธอก็จะเงยหน้าขึ้นไปมองชายหนุ่ม มองดอร์จีแล้วก้มหน้าคิดคำนวณดูอีกทีจนในที่สุดก็ได้คำตอบให้กับชายหนุ่มที่แอบนั่งลุ้นอยู่เป็นนานสองนาน

“ตกลงตามนั้นค่ะ” ชนมนเหมือนจะได้ยินเสียงหายใจอย่างโล่งอกของร่างสูงที่เงียบมาได้สักพัก พอเธอมองหน้าเขาก็เห็นเขาปกติดีไม่ได้มีทีท่าว่าดีใจอะไร

สงสัยหูฝาดไปเอง

“งั้นวันนี้แยกย้ายกันพักผ่อนเร็วขึ้นหน่อยแล้วกันนะครับ คุณจะได้มีเวลาเตรียมตัว ดอร์จีอย่าไปเถลไถลที่ไหนล่ะ พรุ่งนี้เราต้องออกกันแต่เช้านะ” ปลายประโยคพอลหันไปสั่งคนขับรถด้วยภาษาชองคา

ดอร์จียิ้มแหย ก่อนจะโค้งให้เจ้านายก่อนกลับบ้าน ทั้งสามต่างแยกย้ายเข้าไปพักผ่อน หญิงต่างชาติเพียงคนเดียวในบ้านหลังใหญ่เข้าไปบอกราตรีสวัสดิ์มารดาและบิดาของเดยุลอย่างที่เคยทำทุกครั้งก่อนแล้วจึงกลับมาจัดกระเป๋าสำหรับเดินทางด้วยความตื่นเต้นเมื่อนึกถึงจุดหมายปลายทางที่จะไปในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดีทุกคนเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง หากไม่ได้รับข่าวร้ายจากภรรยาของดอร์จีที่ฝากคนมาบอกเจ้านายหนุ่มว่าสามีตนเองไม่สามารถมาขับรถให้ได้แล้วเนื่องจากข้อมือหัก เหตุเพราะเมื่อวานไปมีเรื่องชกต่อยกับคนเมาที่ทำท่าจะเข้ามาลวนลามลูกสาวคนโต

“ตายจริง แล้วนี่เป็นอะไรกันมากไหมคะ” เธอหันไปถามพอลที่ยืนหน้าเครียดหลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง

พอลหันไปถามคนส่งข่าวด้วยภาษาชองคา สักพักชนมนเห็นเขาพยักหน้าก่อนจะทำสัญญาณมือบอกให้อีกฝ่ายกลับไป

“กระดูกข้อมือร้าว เข้าเฝือกตั้งแต่เมื่อคืน คงยังใช้การไม่ได้ไปอีกหลายสัปดาห์เลยครับ อายุก็มากแล้วยังทำซ่าส์ไม่เข้าเรื่องจริงๆ” ชายหนุ่มบ่น

“แล้วอย่างนี้จะทำยังไงกันดีคะ หาคนใหม่ได้ไหม” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้ามุ่ย

“ดอร์จีถูกล็อกคิวไว้ให้มาขับรถให้เราตลอด 1 เดือน ส่วนคนอื่นๆ เขามีหน้าที่กันหมด จะไปขอยืมตัวมาก็คงยากครับ” พอลอธิบายไปตามความจริง แม้ว่าเขาจะมีความเป็นเชื้อพระวงศ์หากก็ไม่ได้มีสิทธ์มีเสียงจะไปขอใช้คนของใคร ครอบครัวเขาและตัวเขาเองวางตัวอย่างคนธรรมดาสามัญชนครอบครัวหนึ่งเท่านั้น

“แย่จังเลยนะคะ ฉันคงต้องกลับเมืองไทยจริงๆ แล้วสิ” ใบหน้าคล้ายคนสิ้นหวังของหญิงสาวหรือคำพูดที่เธอบอกว่าจะกลับเมืองไทยกันแน่ที่ทำให้ใจเขาเบาโหวงอยู่ตอนนี้จนต้องรีบเอ่ยปากเสนอทางเลือกอย่างสิ้นคิดที่สุด

“ถ้าผมขับเองคุณมินนี่จะไปไหมครับ” หญิงสาวมองเขาตาโต “ผมเป็นคนที่นี่แม้จะไปอยู่ที่อื่นมาบ้างแต่เรื่องถนนหนทางผมก็ชำนาญไม่ต่างจากดอร์จีเหมือนกัน ถ้าคุณมินนี่ไม่ติดขัดอะไรก็ไปด้วยกันสองคนก็ได้นะครับ”

ขณะที่ชนมนกำลังพิจารณาข้อเสนอของเขาด้วยความหนักใจเธอก็รู้สึกถึงแรงกุกกักดิ้นยุบยับอยู่ในกระเป๋าเป้ของตนเอง ร่างบางทำท่าจะสะบัดกระเป๋าลงจากหลัง ทว่าเสียงดุๆ เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ออกมาเดี๋ยวนี้นะลักกี้” ร่างสูงหรี่ตามองไปที่เป้ของคนร่างเล็กก่อนจะเอ่ยซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นแรงเต้นยุบยับหยุดลงเมื่อเขาเอ่ยคำสั่งไปในคราแรก “ลักกี้” เสียงทุ้มลากเสียงยาวอย่างหน่ายๆ

คนที่ยืนงงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรได้แต่มองใบหน้าคมอย่างสงสัยและต้องการคำอธิบายจากริมฝีปากหยักที่ขมุบขมิบบ่นอยู่คนเดียว ครั้นคิ้วเรียวขมวดแน่นจนทนไม่ไหวจะเอ่ยปากถามว่าเขาพูดถึงอะไร ไอ้ที่กำลังดิ้นดุกดิกอยู่ในกระเป๋าก็โผล่หัวออกมาอย่างยอมจำนน

กระรอกหางม้า!

หญิงสาวตาโตอ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึงเมื่อเห็นเจ้ากระรอกตัวอ้วนกลมสีน้ำตาลหางม้วนฟูฟ่อง หูตั้ง เจ้าตัวเล็กหันมามองเธอด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มเท่าเม็ดลำไยด้วยแววตาออดอ้อน?

บ้า!? กระรอกที่ไหนจะแสนรู้ขนาดนั้น หญิงสาวปรามตัวเองไม่ให้คล้อยตามดวงตาใสแจ๋วสีน้ำตาลคู่นั้น

“อย่าเผลอไปจ้องตาเจ้าลักกี้เข้านะครับ ได้หลงกลความเจ้าเล่ห์ของมันพอดี” ดูเหมือนพอลจะเตือนอีกฝ่ายช้าไปเสียแล้วเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหวานฉีกยิ้มอย่างคนตกหลุมรักเจ้าหน้าขนแสนกลนี้เข้าอย่างจัง

“เจ้าตัวนี้ชื่อลักกี้เหรอคะ น่ารักจังเลย” เท่านั้นแหละกระรอกเจ้าเล่ห์เหมือนจะรู้ว่าหญิงสาวตกหลุมรักมันเข้าเสียแล้วเลยได้ทีกระโดดออกจากเป้เข้าไปเกาะอยู่บนไหล่หญิงสาว แม้จะตกใจกับเสียงหวีดร้องแหลมหูในทีแรก แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เจ้านายที่ยืนหน้าถมึงทึงจับโยนเข้ากรงในห้องนอน

“ลักกี้แกนี่มันจริงๆ เลย” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอา

นี่คงแอบเข้าไปซ่อนในกระเป๋าของเธอตอนที่เจ้าตัวเผลอล่ะสิ ฉลาดเป็นกรดจริงๆ เจ้าของกระรอกตัวอ้วนมองตาแป๋วๆ ของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดอย่างคาดโทษ ไม่น่าเลยจริงๆ มิน่าไม่เห็นหัวตั้งแต่เช้า สงสัยมันคงโกรธที่เขาแอบหนีไปเที่ยวโดยทิ้งมันไว้ที่ห้องแน่ๆ วันนี้ถึงได้เข้าไปแอบในกระเป๋าของหญิงสาว

“กระรอกตัวนี้ของคุณเหรอค่ะ” หญิงสาวหันไปถามขณะที่มือบางง่วนอยู่กับการพันหางฟูๆ ของเจ้าตัวเล็ก

“ครับลักกี้เป็นกระรอกของผมเอง ผมเจอมันเมื่อครั้งกลับมาที่บ้านเป็นวันแรก”

“เจอที่ไหนคะ” เธอถามอย่างตื่นเต้น พลางเอานิ้วจิ้มๆ ลงบนหลังเนียนนุ่มด้วยความเอ็นดูระคนตื่นเต้น

“ที่ห้องนอนผมครับ เจ้าลักกี้เข้ามายึดห้องนอนผมก่อนที่ผมจะกลับมาอยู่ที่นี่หลายเดือนเหมือนกัน แม่เห็นว่ามันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรก็เลยปล่อยไว้อย่างนั้น จนผมกลับมา” ใบหน้าเรียวเงยขึ้นอย่างตั้งใจฟังทำให้คนเล่ามีอารมณ์อยากจะเล่ามากขึ้นเป็นสองเท่า จากตอนแรกไม่คิดจะพูดถึงละเอียดขนาดนี้

“ครั้งแรกที่เจอเล่นเอาผมอยู่ในห้องแทบไม่ได้ มันคงคิดว่าผมเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของมัน กว่าจะจูนกันติดก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกันครับ” ชายหนุ่มพูดเหมือนหมั่นไส้เจ้าลักกี้จนคนฟังอดที่จะขำไม่ได้

“ขำอะไรกันครับ”

“ก็ขำคุณพอลสิคะ น้ำเสียงเหมือนผูกใจเจ็บเจ้าลักกี้เลย นี่คงรบกันอยู่นานสินะคะกว่าจะเข้ากันได้ขนาดนี้”

“นี่ไม่เรียกว่าเข้ากันได้หรอกครับ เจ้านี่ไม่ใช่กระรอกธรรมดา แต่เป็นกระรอกเจ้าเล่ห์ เห็นตาแป๋วๆ นี่ร้ายนักเชียว”

“เหมือนเจ้าของรึเปล่าคะ” เธอแซว

คนถูกแซวทำหน้าม่อยก่อนจะโอดครวญอย่างน่าสงสาร “พูดอย่างนี้ผมก็แย่สิครับ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลย” ชายหนุ่มรับมุกทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะหัวเราะให้กันเบาๆ เสียงหัวเราะไม่ดังมากที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กำแพงและความเครียดเกร็งที่มีมาตั้งแต่ต้นมลายหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ พอลรู้สึกเหมือนได้หญิงสาวที่ญี่ปุ่นกลับมา ในขณะเดียวกันชนมนเองก็รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ความเป็นเธอค่อยๆ กลับมา

ทุกๆ อย่างกำลังไปได้ด้วยดีเมื่อหญิงสาวเอ่ยปากตอบตกลงยินดีที่จะให้เขาเป็นทั้งไกด์และคนขับรถพาเธอไปเที่ยวที่หมู่บ้านโคมาตามที่เคยตกลงกันไว้ในคราแรก แต่ดูเหมือนว่าความราบรื่นจะไม่ใช่ทางของคนทั้งคู่ เมื่อมีบุคคลที่สามเข้ามาเสนอความช่วยเหลือหลังจากที่พวกเขาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

“น้องได้ยินว่าดอร์จีมือเจ็บ แล้วพี่ๆ จะไปไหนกันคะ โซแนมไปด้วยได้ไหม” เด็กสาววัยใสใบหน้าเกลี้ยงเกลาถามเป็นภาษาอังกฤษขณะที่เดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าใบเล็ก ดูพร้อมจะไปด้วยมากกว่าจะมาขออนุญาตไปด้วยเสียอีก

“ได้สิคะ ไปด้วยกันหลายคนสนุกดี ใช่ไหมคะคุณพอล” เธอหันไปถามความเห็นของชายหนุ่มเพียงคนเดียว ร่างสูงมองไปยังโซแนมแล้วถอนหายใจพยักหน้าเห็นด้วย

ชนมนมองออกว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรกับชายหนุ่มซึ่งคงเป็นสัญชาตญาณหญิง และไม่มีเหตุผลอันใดที่เธอจะต้องปฏิเสธเพื่อนร่วมทางคนนี้ เป็นเรื่องดีเสียอีกอย่างน้อยเธอจะได้มีเพื่อนคุยเพิ่มขึ้น แม้ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะอยากคุยด้วยหรือเปล่าก็ตาม

พอลรู้ดีว่าโซแนมต้องการอะไร หล่อนไม่ได้อยากไปเที่ยวอะไรด้วยหรอก ไม่มีที่ไหนในภูฏานที่หญิงสาวไม่คุ้นเคย แต่ที่เธอตามมาคงเพราะตั้งใจจะทำอะไรบางอย่างแน่ๆ ที่เขายอมก็เพื่อความสบายใจของชนมน เขารู้ว่าเธอคงไม่สะดวกใจเท่าไหร่ที่จะไปค้างอ้างแรมกับเขา ต่อให้เขาบริสุทธิ์ใจก็ยังเสี่ยงต่อข้อครหาที่จะทำให้ฝ่ายหญิงเสียหายอยู่ดี ที่นี่มีคนรู้จักเขามากมายต่างจากที่ญี่ปุ่นที่ไม่มีใครรู้จักเขาทั้งคู่ จริงๆ เขาเองก็ตั้งใจจะหาคนไปเป็นเพื่อนเธออีกคนเพื่อความสบายใจในการร่วมทาง แต่ก็ดีที่มีคนมาเสนอตัวถึงที่เสียก่อน

การมีโซแนมไปด้วยถือว่าเป็นเกราะป้องกันข่าวลือได้เป็นอย่างดี

เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วชายหกนุ่มเองยังไม่ลืมว่ายังมีอีกเรื่องที่เขายังจัดการไม่เรียบร้อย

“ลักกี้มานี่” ชายหนุ่มแบมือยื่นไปตรงหน้าชนมน นิ้วแกร่งกระดกขึ้นอยู่สองสามที กระรอกเพศผู้เจ้าเล่ห์มองใบหน้าเจ้าของไหล่บางสลับเจ้านายหนุ่มอยู่สองสามรอบก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปหลบหลังคอระหง มือเหนียวๆ เกาะอยู่บนปกเสื้อเชิ้ตสีส้มอ่อนพร้อมเอาหางนิ่มๆ พันรอบคอหญิงสาวไปมาอย่างประจบเอาใจ เสียงหัวเราะคิกคักที่หลุดรอดริมฝีปากจิ้มลิ้มเสนาะหูจนคนยืนรอเผลอยิ้มตาม

“ไม่เอานะลักกี้จั๊กจี้” เสียงสั่นรัวเพราะแรงหัวเราะเอ่ยห้ามไม่จริงจังนัก แต่กระรอกน้อยก็ยอมหยุดก่อนจะย้ายมาเอาหัวถูไถกรอบหน้าหญิงสาวสองสามทีแล้วหมอบคู้ม้วนหางอยู่บนไหล่บาง

คนเป็นเจ้านายชักจะหงุดหงิดกับความเจ้ามารยาสาไถยของเจ้าลักกี้ขึ้นมาตงิดๆ มันเป็นความรู้สึกออกไปทางอิจฉานิดๆ ด้วย

ห่ะ อิจฉาเจ้าลักกี้นี่นะ ท่าจะบ้าไปใหญ่ เตือนสติตัวเองได้ดังนั้นร่างสูงก็ย่างสามขุมเข้าหาร่างบางโดยไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษด้วยความเกรงใจ ทว่าพอมือใหญ่ยื่นออกไปคว้าเจ้าตัวเล็กมันก็โดดแผล่วเข้าไปในรถที่ลดกระจกลงไว้ครึ่งหนึ่งจนได้

“ไอ้ตัวแสบ” ชายหนุ่มสบถเมื่อคว้าได้แค่ลม

“เอาเขาไปด้วยไม่ได้เหรอคะ น่าสงสารออก กว่าคุณพอลจะกลับมาก็อีกตั้งหลายวัน เขาคงเหงาน่าดูถึงได้แอบตามเรามา” ชนมนเสนอ

“จะไปสร้างความลำบากให้เปล่าๆ น่ะสิครับ”

“ไม่หรอกค่ะ เดี๋ยวมินนี่ดูให้เอง นะคะ” คนขอยิ้มหวานขนาดนั้นใครจะกล้าปฏิเสธได้ลงคอ

โชคดีของแกนะลักกี้

“งั้นก็ขึ้นรถกันเถอะครับ นี่ก็สายมากแล้ว” ตัวแถมที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้ร่วมทริปกระโดดเข้าไปจองที่นั่งตรงที่นั่งคนขับทันที ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูของชนมนและเสียงถอนหายใจอย่างหน่ายๆ ของพอลกับพฤติกรรมของเจ้ากระรอกแสนรู้

คงสนุกกันพิลึกเชียวล่ะคราวนี้

 

 

 +++มาตามสัญญา ตอนหน้าเจอกันวันอาทิตย์เหมือนเดิมนะจ๊ะ +++

+++ปุกาดโอกาสสุดท้ายสำหรับการร่วมเล่นเกมในแฟนเพจมาแล้วนะจ๊ะ เหลือเวลาอีก 1 สัปดาห์เราก็จะปิดรับคำตอบแล้วว เข้าไปร่วมสนุกกันเยอะๆ เน้อ รายละเอียดเข้าไปดูได้ที่แฟนเพจของ ลาฌีนุส นะคะ ^^

+++ช่วงขายตรง ตอนเน้ เล่ห์รักซาตานเจ้าเสน่ห์ในรูปแบบ e-book มาแล้วนะคะ ใครที่หาซื้อในแบบรูปเล่มไม่ได้ก็จิ้มโล้ดจ้า http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=6056

0 ความคิดเห็น