หวานรักในลมหนาว

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 กามเทพแสนกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    2 ต.ค. 56

บทที่ 6 กามเทพแสนกล

 

หลังจากรื้อฟื้นความหลังกันแล้วเรียบร้อย ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน เดยุลไปส่งเพื่อนรักให้พักเอาแรงหลังเพื่อนออกอาการเจ็ทแลค ส่วนตัวเองกลับออกมาสั่งงานต่อพร้อมยังย้ำเตือนพี่ชายสุดที่รักในเรื่องโกนหนวดเครา เดยุลสั่งงานอยู่สักครู่ก็กลับไปงีบเอาแรงก่อนที่จะตื่นมาพร้อมเพื่อนในอีก 5 ชั่วโมงข้างหน้าเพื่อเตรียมชุดไว้ให้บรรดาญาติผู้หญิงที่มีคิวแต่งหน้ากับชนมนรวมถึงเจ้าสาวของงานด้วย

เมื่อถึงเวลานัดช่างแต่งหน้าสาวสวยก็ตื่นขึ้นมาเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน เธอตรวจสอบความเรียบรอยโดยละเอียด เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างพร้อมแล้วเธอจึงได้ให้คนไปส่งข่าวบอกเดยุลว่าเธอพร้อมจะรับมือกับบรรดาญาติๆ ของหล่อนแล้ว

ขณะที่กำลังยืดเส้นยืดสายอยู่นั้น กลิ่นหอมของกาแฟก็ลอยมาแตะจมูก เธอหันไปยิ้มเพราะคิดว่าเดยุลคงจะเป็นคนถือเข้ามา เพราะเดยุลจะรู้ดีว่าหากต้องตื่นมาทำงานในตอนเช้ามากๆ ร่างกายเธอขาดกาแฟไม่ได้ แต่แล้วต้องยิ้มเก้อเมื่อในมือของคนที่ถือถ้วยกาแฟไม่ใช่เพื่อนรัก แต่เป็นพี่ชายของเพื่อนรักแทน

“กาแฟร้อนๆ กับบิสกิตในตอนเช้าๆ อากาศหนาวๆ ครับ” ร่างสูงที่ผ่านการโกนหนวดเครายื่นหน้าใสๆ เข้ามาในห้องแต่งตัว มือหนาวางถาดขนมกับกาแฟลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ ร่างบาง

“ขอบคุณค่ะ ไม่คิดว่าคุณพอลจะลำบากเอามาให้ด้วยตัวเอง มินนี่เกรงใจจัง”

“ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรที่ฝืนใจ จะทำก็เพราะอยากทำเท่านั้น”

หญิงสาวยิ้มเจื่อนพยักหน้า เธออาศัยช่วงเวลาที่เขากำลังสนใจกับอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องเหลือบมองใบหน้าขาวใสที่ปราศจากหนวดเครา พอได้เห็นอย่างนี้เธอค่อยแน่ใจหน่อยว่าเขาคือพอล ที่เธอเคยเจอเมื่อปีที่แล้ว

เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เธอได้มีเวลาสำรวจเขาเคล้ากาแฟไปด้วยนั้น ชนมนเริ่มรู้สึกอิจฉาแกมชื่นชมที่เขามีผิวหน้าที่เนียนใส ขาวกระจ่างชนิดที่ผู้หญิงกลายคนยังไม่กล้าสู้ หน้าตาพอลยังคงเหมือนเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว แต่ในความเหมือนเดิมมันมีความต่างที่เธอสัมผัสได้คือแววตา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มไม่มีรอยของความอึดอัดหรือซึมเศร้าอย่างที่เธอมักจะเห็นเวลาที่เขาเผลอใจลอย

1 ปีที่ผ่านมาอาจมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผู้ชายคนนี้มีแววตายิ้มได้อย่างที่เห็น ก็คงเหมือนกับเธอที่ 1 ปีที่ผ่านมามีอะไรหลายอย่างที่ทำให้มุมมองการใช้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไป

เขาก็ยังคงดูดีเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือความสดใสของแววตาสินะ หญิงสาวคิดในใจ

“วันนี้คุณอาจจะเหนื่อยหน่อยนะครับ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากแปรงขนาดต่างๆ มองเธอแล้วยิ้มให้กำลังใจ

“สบายมากค่ะ แต่งหน้านางแบบหนักกว่านี้อีก อีกอย่างงานนี้ได้ค่าจ้างคุ้มค่ะ”

“ค่าจ้างคุ้ม?” คิ้วเข้มขวดมองอย่างไม่แน่ใจ เพราะที่เขาได้ยินมาจากเดยุลเธอก็ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่เคยได้เสียอีก

“ใช่ค่ะ คุ้มในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงินนะคะ แต่มันเป็นสัญญาระหว่างฉันกับน้องสาวคุณ” หญิงสาวขยิบตาให้ก่อนจะวางแก้วกาแฟที่ดื่มจนเกลี้ยง “กาแฟอร่อยมากเลยค่ะ ฉันว่าแม่ครัวของที่นี่ฝีมือดีมากๆ เลยนะคะ เมื่อวานตอนทานข้าวเย็นด้วยกันยังคิดเลยว่าอร่อยจัง”

“ผมชงเองครับ” ดีที่เธอดื่มกาแฟหมดแก้วไปแล้ว เพราะหากกำลังดื่มอยู่เธอเชื่อว่าตัวเองจะต้องสำลักกาแฟแน่ๆ แต่ที่ทำได้คือการแสดงออกสีหน้าอย่างชัดเจนว่าคาดไม่ถึง

เจ้าของกาแฟถ้วยนั้นยิ้มขำเมื่อเห็นอาการเหวอของหญิงสาว “ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ อีกเดี๋ยวสาวๆ คงมากันแล้ว ผมไปดีกว่า ไว้เจอกันที่งานครับ”

หลังจากพอลออกไปไม่นานเหล่าสาวๆ ก็ทยอยมาให้เธอแต่งหน้าให้อย่างต่อเนื่อง ชนมนจัดการทุกอย่างได้อย่างมืออาชีพจนได้รับเสียงเอ่ยชมไม่ขาดปากจากบรรดาญาติสาวของเดยุล พลอยทำให้คนเป็นเพื่อนยิ้มหน้าบานประหนึ่งได้รับคำชมซะเองไม่ได้

ทุกคนล้วนกล่าวชมฝีมือการแต่งหน้าของเธอ ผลงานออกมาเป็นที่พอใจของทั้งช่างแต่งหน้าและลูกค้า จนมาถึงคิวสุดท้ายคือเจ้าสาวผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในวันนี้ ใบหน้าอิ่มสุขระคนตื่นเต้นของเจ้าสาวในวันนี้ทำให้เมกอัพสาวต้องคอยยิ้มและคอยพูดให้กำลังใจ เธอเข้าใจถึงความกังวลที่แสดงออกทางแววตาของเจ้าสาวได้เป็นอย่างดี

วันสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าใครก็อยากให้ออกมาดีและสวยที่สุด

“ขอให้คุณเชื่อใจฉันนะคะ ฉันจะทำให้คุณเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดและมีความสุด” เมกอัพสาวถือวิสาสะบีบมือเย็นเฉียบของเจ้าสาวเอาไว้ก่อนจะลงมือร่ายมนต์วาดสีสันลงบนใบหน้าขาวเนียนของเจ้าสาว

เปลือกตาสีหวานกระพือขึ้นมาหลังจากหลับลงไปนานกว่า 30 นาที สิ่งแรกที่ดวงตาสีเข้มมองเห็นเงาสะท้อนในกระจกคือใบหน้าของหญิงสาวที่สวยหวาน และเมื่อริมฝีปากสีชมพูนู้ดขยับยิ้มยิ่งทำให้เธอดูเป็นเจ้าสาวที่หวานที่สุด

เจ้าสาวดูจะพออกพอใจในผลงานของช่างแต่งหน้าสาว เธอหันไปขอบคุณก่อนจะขอตัวออกไปสวมชุดแต่งงานและเตรียมตัวเข้าพิธีที่จะเริ่มในอีกครึ่งชั่วโมง

เมื่อเจ้าสาวหายลับออกไปจากห้องช่างเมกอัพสาวที่มือเพิ่งวางแปรงแต่งหน้าลงถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวนุ่มอย่างหมดแรง เปลือกตาปิดลงทันทีที่หลังแตะพนักพิง

ใครว่าเป็นช่างแต่งหน้ามันง่ายและสบาย พอถึงเวลาเอาจริงเครียดจะตาย หญิงสาวนึกในใจ ด้วยความเพลียที่มีเวลานอนน้อยบวกกับอาการล้าจากการนั่งเครื่องทำให้เธอรู้สึกอยากจะงีบสักหน่อย

ขณะที่เธอกำลังทำการงีบอยู่นั้น ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีใครเดินเข้ามาในห้อง

“สงสัยจะเหนื่อยมาก” เสียงทุ้มที่เข้ามาในห้องพร้อมชุดเข้าร่วมพิธีที่น้องสาวตัวดีวานให้เธอเอามาให้หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเมกอัพคนเก่งนอนสิ้นฤทธิ์

พอลเดินเอาคีร่า (Kira) อันเป็นชุดประจำชาติของผู้หญิงไปพาดไว้ที่เก้าอี้ตัวยาว ชายหนุ่มคิดว่าจะกลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อใกล้เวลาเริ่มพิธีเพื่อมาเตือนให้เธอแต่งตัวเพราะไม่อยากรบกวนเธอ แต่ขณะที่กำลังก้าวออกจากห้องร่างสูงกลับชะงัก ขายาวๆ ไม่อาจก้าวต่อ มีเพียงเสียงถอนหายใจที่พ่นออกมาเหมือนหงุดหงิดอะไรสักอย่าง และนั่นทำให้เขาต้องเดินกลับมาและทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ว่างๆ ข้างกันกับเธอ

ชายหนุ่มใช้เวลานี้ในการสำรวจและพินิจร่างบอบบางตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าหญิงสาวดูผอมลงจากครั้งแรกที่เขาพบเมื่อ 1 ปีที่แล้วมาก แขน ขาของเธอดูจะเล็กลงกว่าเดิม ใบหน้าไม่เต็มอิ่มเหมือนเดิม แต่ประหลาดตรงมันทำให้เขาเห็นว่าใบหน้าเรียวกับรูปหน้าที่ดูชัดขึ้นเพราะเธอผอมลงซึ่งมันทำให้เธอดูสวยขึ้น สวยแบบหญิงสาว ไม่ใช่เด็กสาวเหมือนครั้งนั้น กอปรกับผมยาวสยายที่ทำให้กรอบหน้าเรียวดูคมขึ้น คิ้วเรียวที่มีรอยกันคิ้วอย่างเป็นระเบียบไม่เสียชื่อเมกอัพอาร์ทิส แก้มใสที่มีเลือดฝาดนิดๆ อาจเพราะยังไม่คุ้นชินกับอากาศเย็นๆ ในยามเช้าของภูฏาน

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะได้พบคุณอีกครั้ง คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันแล้วเสียอีก” เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองโดยที่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าหวานที่หลับพริ้มไม่รู้สึกตัว

พอลไม่คิดมาก่อนว่าการได้พบผู้หญิงตรงหน้าอีกครั้งจะทำให้เขารู้สึกดีได้มากมายขนาดนี้ เธอมาพร้อมกับความรู้สึกที่ถูกขุดคุ้ยจนฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งใจ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลายครั้งในเวลาที่เขาเหงา หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวเงียบๆ เขามักจะนึกถึงเธอและหยิบรูปถ่ายใบเดิมขึ้นมาดูซ้ำๆ พร้อมแอบภาวนาอยู่ในใจให้ได้เจอเธออีกครั้ง นี่คงเป็นผลจากการภาวนาอยู่บ่อยๆ ของเขาสินะ

มันคงเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นบนมิตรภาพของเพื่อนร่วมทาง เขาเคยคิดอย่างนั้น จนมาถึงวันนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่บอกตัวเองมาตลอดทั้งอาการเสียดายที่ไม่มีช่องทางติดต่อเธอเลยนั้น มันจะใช่แค่ความประทับใจของคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบกันหรือเปล่า

หรือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่นั้น ชายหนุ่มส่ายหน้า ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างตัดบทความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง เมื่อมาทบทวนอีกทีคิดว่ามันเร็วไปหากเขาจะด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ที่เขาว้าวุ่นเรื่องของเธอบางทีอาจเป็นเพราะเซอร์ไพรส์ที่ได้เจอเธออีกครั้งแบบไม่คาดฝันและยิ่งไม่คิดว่าเธอจะเป็นเพื่อนสนิทของลูกพี่ลูกน้องสาวอีกด้วย

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ถ้าหากผมสนใจจะถามชื่อเพื่อนของเดยุลสักนิด เราคงพบกันเร็วกว่านี้นะครับมินนี่”

สายลมในยามเช้าที่พัดผ่านเข้ามาทางรูระบายอากาศสัมผัสเข้ากับผิวใสๆ ไรผมอ่อนๆ ของคนที่หลับไม่รู้เรื่อง ปอยผมถูกลมพัดลงมาปรกปลายจมูกเล็ก สายลมเอื่อยๆ ที่ยังลอดเข้ามาอย่างต่อเนื่องผัดปอยผมผ่านจมูกเล็กจนคนที่หลับอยู่ทำจมูกฟุดฟิตเหมือนระคายเคือง

ร่างสูงที่นั่งมองดูสถานการณ์กำลังชั่งใจว่าจะช่วยปัดปอยผมออกจากหน้าเธอดีหรือไม่ ถ้าช่วยก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะตื่นมาแล้วหาว่าเขาฉวยโอกาส แต่ให้นั่งดูปลายจมูกเล็กดุกดิกไปมาก็รู้สึกเห็นใจ สุดท้ายความเห็นใจก็เอาชนะ นิ้วแกร่งยื่นไปเขี่ยปอบผมออกจากปลายจมูกเล็กอย่างเบามือด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่หารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในสายตาของบางคนที่ถูกใช้ให้มาตามหาตัวเขา

 

ร่างบางสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงมือถือที่ตั้งนาฬิกาที่ปลุกเอาไว้ดังขึ้น แขนเรียวยืดออกไปบิดขี้เกียจก่อนจะบีบๆ นวดๆ หัวไหล่ แล้วเอี้ยวตัวไปมาเพื่อไล่อาการเมื่อยขบ

ร่างที่กำลังบิดกายไปมาชะงักเมื่อสายตาไปปะทะเข้ากับชุดประจำชาติสีเขียวอ่อนปักลายพื้นเมืองวางพาดอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆ พร้อมกับโน้ตแปะแสดงความเป็นเจ้าของ เพียงเท่านี้เธอก็รู้ในทันทีว่าคงเป็นชุดที่เพื่อนสาวเตรียมเอาไว้ให้เพื่อเข้าร่วมงาน และคาดว่าตอนที่เข้ามาคงเห็นว่าเธอกำลังหลับอยู่เลยไม่ยอมปลุก

ชุดคีร่า(Kira) ที่วางอยู่บนเก้าอี้ประกอบไปด้วยผ้า 4 ชิ้น เสื้อตัวนอกสีน้ำเงินเข้มลายดอกไม้สีขาวที่เรียกว่าเตโก (Toego)วางคู่อยู่กับเสื้อตัวในที่เรียกว่าวอนจู (Wonju) สีพีชมีแถบผ้าตาดเอวสีเดียวกับเสื้อตัวในวางทับอยู่ และชิ้นสุดท้ายคือคิระ (Kira) สีชมพูอ่อนลายพื้นเมืองซึ่งใช้นุ่งเป็นผ้าถุง มือขาวลูบชุดประจำชาติแสนงดงามด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจและตื่นเต้น แม้ส่วนตัวจะเคยลองสวมชุดคีร่าของเดยุลอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้มันต่างไป เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอได้สวมชุดนี้อย่างเต็มยศและได้ใส่มันเข้าร่วมในพิธีสำคัญของที่นี่

“สวยจริงๆ อย่างนี้ต้องถ่ายรูปไว้อวดแม่เสียแล้ว แถมสีสวยถูกใจอย่างนี้เดียร์นี่รู้ใจจริงๆ” มือบางคว้าเอาชุดขึ้นมาทาบกับลำตัวมองมันอย่างชื่นชมก่อนจะหายวับเข้าไปในห้องแต่งตัวห้องข้างๆ เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาพิธีแล้ว

ในขณะที่เธอกำลังแต่งกายอยู่ในห้องแต่งตัวนั้น เพื่อนรักก็เข้ามาตามพอดี

“มินนี่ แต่งตัวอยู่เหรอ” เดยุลถามเมื่อเข้ามาในห้องแล้วไม่พบใคร

“อื้อ กำลังจะเสร็จแล้ว รอเดี๋ยวนะ” ชนมนตอบเพื่อนขณะกำลังสวมคีร่าใกล้จะเสร็จ ถือหันซ้ายหันขวาเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของชุดก่อนจะออกมาพบเพื่อนที่รออยู่ข้างนอก

หญิงสาวชาวไทยในชุดคีร่าสีน้ำเงินเข้มออกมายืนให้เพื่อนชื่นชมความงามที่กลางห้อง ใบหน้าคมที่แต่งหน้าอ่อนๆ ผมดำขลับปล่อยยาวด้านข้างถูกเก็บไว้ด้วยกิ๊บดำ เปิดให้เห็นใบหน้าหวานละมุน สีน้ำเงินของชุดขับให้สีผิวขาวอมชมพูดูผ่องยิ่งขึ้น จนเดยุลที่เคยเห็นเพื่อนสวมชุดสวยๆ มาก็บ่อยยังอดที่จะชื่นชมไม่ได้

เพื่อนเธอเหมาะกับชุดคีร่าของภูฏานมากๆ ใส่แบบนี้แทบแยกไม่ออกเลยว่าเธอไม่ใช่คนที่นี่

“มินนี่...สวยกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย ไม่คิดว่าจะเหมาะขนาดนี้ พี่พาโรนี่เทสต์ดีจริงๆ” คิ้วเรียวขมวดเมื่อได้ยินชื่อของบุคคลที่สาม

“แน่ะ ไม่ต้องงงชุดนี้พี่ชายฉันเป็นคนเลือกเอง ก็ตอนแรกฉันกะว่าจะเลือกให้เธอด้วยตัวเอง แต่พอดีมันยุ่งมาก เลยวานพี่พาโรช่วยไปเลือกให้ แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ สีนี้เข้ากับเธอมาก ขนาดฉันเป็นเพื่อนเธอมาตั้งนานฉันยังไม่คิดมาก่อนเลยว่าเธอกับสีน้ำเงินจะดูเข้ากันได้มากขนาดนี้”

ชนมนได้แต่อึ้งหลังจากที่ทราบว่าใครเป็นคนเลือกชุดนี้ให้เธอ

“นี่เธอปล่อยให้พี่เธอเลือกชุดให้ฉันเหรอ โธ่รบกวนเขาเปล่าๆ จริงๆ บอกให้ฉันไปเลือกเองก็ได้ ฉันใส่ชุดไหนก็ได้ทั้งนั้นอยู่แล้ว” หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ

“โอ๊ย ไม่ต้องเกรงใจหรอก รายนั้นเขาเต็มใจหรอกย่ะ ว่าแต่เธอใส่ชุดนี้แล้วดูเป็นคนภูฏานมากๆ เลยนะ นี่ไม่คิดอยากมาเป็นสะใภ้ภูฏานมั่งเหรอ” เดยุลพูดแหย่หวังดูปฏิกิริยาของเพื่อนหลังหยอดคำแซว

ชนมนกรอกตาทำหน้าหน่ายๆ เพราะรู้ทันความคิดของเพื่อน ก่อนจะบอกอย่างตัดบท “ไม่เลยสักนิด ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แล้วก็อย่าริทำอะไรโดยไม่บอกไม่กล่าวฉันด้วย”

“อาร้ายก๊านนน ฉันยังไม่ทันจะว่าอะไรเลย ออกตัวแรงจริงๆ นะเธอ” คนถูกจับไต๋ได้ทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อน

“คิดว่าฉันรู้ไม่ทันรึไงจ๊ะแม่ตัวดี ฉันเป็นเพื่อนเธอมาตั้งกี่ปี แค่อ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นปี่แล้ว”

“เขามีแต่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ไม่ใช่รึไง” คนที่เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยได้ไม่นานแย้งขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ

“ลิ้นไก่กับเธอมันยังน้อยไปน่ะสิ”

“ว้าเบื่อจริงๆ คนรู้ทันเนี่ย” เดยุลค้อนใส่ ริมฝีปากสีชมพูยื่นนิดๆ ทำเป็นเซ็งที่ถูกเพื่อนจับได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“ฉันกับพี่ชายเธอไม่มีอะไรในกอไผ่เลยนะเดียร์ อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยาก เตือนไว้เลยนะถ้าคิดทำอะไรไม่เข้าท่าฉันเล่นงานเธอแน่” หญิงสาวขู่หน้าตาขึงขังเพราะเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่าเพื่อนตัวยุ่งอาจคิดทำอะไรแผลงๆ

“เธอจะทำอะไรฉันย่ะ”

“ฉันจะแฉเรื่องที่เธอแอบนอกใจหลงเคลิ้มไปกับหนุ่มนิเทศฯ แฟนเธอรู้เข้าคงเซอร์ไพรส์แน่เลยเนอะ” ชนมนยิ้มอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเมื่อเห็นสีหน้าคาดไม่ถึงของเพื่อนรัก “ไม่รู้ว่าเรียนอยู่ลอนดอนอยู่ดีๆ พอรู้เรื่องเข้าจะเป็นยังไงเนอะ”

“เฮ้ย จะบ้าเหรอ ไม่ได้นะ ยัยมิน ถ้าเขารู้ฉันแย่แน่ ถึงฉันจะหลงเคลิ้มไปบ้างแต่รักแท้ฉันมีแค่เขานะย่ะ”

“ก็อย่าทำอะไรแผลงๆ แล้วกัน” คนเสียเปรียบพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่มีทางเลือก “ดีมาก”

คนถือไพ่เหนือกว่ายิ้มอย่างพอใจ ทว่าสีหน้าผิดหวังแกมเสียดายนิดๆ ของเพื่อนสาวที่แสดงออกมาแบบไม่ปิดบังทำให้เธอถึงกับถอนหายใจ

“พี่พาโรเป็นคนดีมากนะมินนี่ ฉันก็แค่อยากให้คนที่ฉันรักมีความสุข ไม่คิดว่าเธอจะซีเรียสขนาดนี้”

“เฮ้อ จริงๆ พี่ชายเธอเขาก็เป็นคนดี น่าคบหานะ แต่ฉันยังไม่พร้อมจะรับใครเข้ามาในตอนนี้ เธอก็น่าจะรู้ดีกว่าใครนะเดียร์” ปลายประโยคคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบนั้นทำให้เดยุลเหมือนจะรู้สึกตัวและเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนเธอเองก็มีบาดแผลขนาดใหญ่ซ่อนอยู่

“มินนี่...”

“ขอเวลาฉันสักพักเถอะ ตอนนี้ฉันมีความสุขดีเธอก็เห็น ไม่ต้องห่วงหรอก ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของพรหมลิขิตและเวลาเป็นตัวกำหนดดีกว่า”

หญิงสาวทิ้งท้ายก่อนจะเดินนำเพื่อนออกจากห้องเพื่อเข้าร่วมพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างใหญ่โต

 

หากงานแต่งงานในวันนี้ไฮไลท์คือเจ้าสาวที่สวยที่สุดในงานสำหรับเจ้าบ่าวและแขกเหรื่อแล้ว หญิงต่างชาติในชุดคีร่าก็กลายเป็นจุดสนใจที่ทำให้บางคนไม่อาจละสายตาจากใบหน้าหวานละมุน ยิ่งยามที่เธอยิ้มทักทายคนในงานเขาก็เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ว่าไม่ควรทำอะไรให้เป็นพิรุธต่อหน้าน้องสาวตัวแสบ แต่ทุกครั้งที่พยายามหลบตาน้องสาวที่มองมาอย่างจับผิด สายตาเขาก็เผลอหันกลับมาที่จุดเดิมอยู่ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าข้างกายเธอมีน้องสาวตัวจุ้นยืนอยู่ด้วยแท้ๆ

“พี่พาโรชอบมินนี่เหรอคะ” เดยุลถามขึ้นมาไม่มีอ้อมค้อมในขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือในห้องนอน

“คิดไกลเกินไปแล้วนะเรา” ชายหนุ่มตอบโดยที่สายตาไม่ละไปจากหนังสือที่ถืออยู่ในมือ

เจ้าของคำถามส่งเสียงฮึในลำคอถือวิสาสะหยิบหนังสือที่คนตรงหน้าทำทีเป็นตั้งใจอ่านเอามาถือไว้ “พี่ตอบไม่ตรงคำถามนะคะ”

สีหน้าเรียบเฉยไม่ยอมปริปากพูดอะไรของพี่ชายทำให้คนที่กำลังสถาปนาตัวเองเป็นแม่สื่อคาดเดาไม่ออกว่าจริงๆ แล้วพี่ชายเธอชอบเพื่อนรักของเธอจริงหรือไม่ หรือมันเป็นแค่การมโนไปเองคนเดียวของเธอ ฉะนั้นเลยต้องเติมเชื้อไฟลงไปอีกหน่อยเพื่อดูอาการของคนตรงหน้า

“มินนี่เขากำลังโสดอยู่นะคะ แล้วเรื่องเมื่อ 1 ปีที่แล้วที่เขาต้องทิ้งพี่ไว้ญี่ปุ่นโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้านั้นก็เพราะเธอกลับมาสะสางเรื่องแฟนเก่า เดียร์เป็นคนจับได้ว่าแฟนมินนี่นอกใจตอนที่เธอไปเที่ยวญี่ปุ่น น้องเป็นคนส่งข่าวให้มินนี่รู้เองค่ะ พอเลิกกันไอ้บ้านั่นก็รีบควงคนใหม่ทันที มินนี่เลยหนีไปเรียนต่อเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจ” ขณะที่เล่าไปเรื่อยๆ เธอก็แอบสังเกตแววตาของลูกพี่ลูกน้องหนุ่ม เดยุลพบว่าพี่ชายเธอมีปฏิกิริยากับคำว่าโสดเข้าเต็มเปา แม้จะแค่วูบเดียวสั้นๆ แต่เธอก็ขอฟันธงเลยแล้วกันว่าตนเองไม่ได้เข้าใจผิด

“แล้วยังไงทีนี้ เลยอยากจะให้พี่ไปช่วยรักษาแผลใจให้เพื่อนเรางั้นเหรอ” น้ำเสียงไม่อินังขังขอบของพี่ชายทำเอาคนน้องหมั่นไส้ในความฟอร์มจัด

“แหม ฟังพูดเข้า ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ถ้าพี่ไม่เต็มใจใครจะไปบังคับได้ แต่ถ้าทำได้อย่างนั้นก็ดี ที่เล่าให้ฟังนี่ก็เพราะจะบอกว่าโอกาสมายืนรออยู่ตรงหน้าแล้วเท่านั้น ถ้าพี่ไม่สนใจก็แล้วไป ผู้หญิงดีๆ น่ารักๆ แบบยัยมินไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ พี่เองก็เคยใช้เวลาร่วมกันกับเธอมาก่อน น่าจะรู้ดีนะคะว่าคนอย่างมินนี่น่ะ ใครๆ ก็หลงรักได้ไม่ยาก”

ชายหนุ่มเงียบ ไม่ค้านสักนิด เพราะสิ่งที่น้องสาวพูดมามันใช่ทุกอย่าง

“ไร้สาระจริงๆ เลยเรา ไปนอนได้แล้วไป๊ พรุ่งนี้ต้องเตรียมงานกันแต่เช้าไม่ใช่รึไง” ชายหนุ่มตัดบท ดึงหนังสือในมือน้องสาวคืนมาเปิดอ่านหน้าที่คั่นไว้เมื่อครู่ต่อ แม้ว่าตอนนี้สมาธิจะไม่ได้อยู่ที่หน้ากระดาษนั้นแล้วก็ตาม

เดยุลยักไหล่ไม่เซ้าซี้ต่อ แต่ทิ้งคำพูดไว้ให้อีกฝ่ายได้คิด

“จริงๆ ตอนนี้ผู้หญิงเนื้อหอมอย่างมินนี่ก็มีหนุ่มๆ เข้าคิวมารอจะทำความรู้จักอยู่หลายคนเหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าจะใจอ่อนกับใครก่อน ที่น้องเชียร์พี่นั่นก็เพราะต่างก็เป็นคนที่เดยุลรักทั้งคู่ หากลงเอยกันได้มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าพี่ไม่คิดอะไรก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็เป็นพี่น้องกันไป รอลุ้นเป็นเพื่อนเดยุลด้วยกันว่าใครจะได้เป็นเจ้าของหัวใจเพื่อนรักคนนี้ของน้องดีไหมคะ”

เหมือนจะพูดด้วยนำเสียงตัดอกตัดใจ ไม่คาดหวังกึ่งๆ ประชด แต่สายตาแอบเหล่มองพี่ชายที่คิ้วขมวดแล้วคลายขมวดแล้วคลายอยู่สองสามรอบ เท่านี้เธอก็พอจะมีลุ้นแล้ว

หญิงสาววิเคราะห์และสรุปคำตอบที่ได้เสร็จสรรพ เธอจึงถอยกลับมาตั้งหลักเลิกรุกไล่พี่ชาย

“ทั้งหมดที่ถามตั้งแต่ต้นเดยุลคงคิดไปเอง ช่างมันเถอะค่ะถือสะว่าน้องไม่เคยพูดเรื่องนี้แล้วกันเนอะ ราตรีสวัสดิ์นะคะพี่พาโร เสียงปิดประตูเงียบไปหลายนาทีแต่ความคิดและจิตใจของเจ้าของห้องกลับไม่เป็นสุขตั้งแต่ที่เขารู้ว่าผู้หญิงที่ประทับใจในความมีน้ำใจนั้นตอนนี้อยู่ในสถานะโสด ที่สำคัญมีหนุ่มๆ มารอจีบตรึมไม่รู้ยังไงพอได้ยินแล้วมันพาลหงุดหงิดชอบกล

อาการสะกิดข้อศอกสองสามครั้งของคนด้านหลังทำให้พอลได้สติหลังจากที่เผลอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนอีกแล้ว

“นั่นใครน่ะพาโร ไม่คุ้นหน้าเลย” ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเขาถามขึ้นเมื่อเห็นความสนิทสนมของเดยุลกับหญิงแปลกหน้าคนนั้น

“เพื่อนของเดยุลครับ เธอเป็นช่างแต่งหน้าสะใภ้ของเราและก็ญาติสาวๆ ของเราทั้งหลายตรงนั้นด้วย” ชายหนุ่มบอกอย่างภาคภูมิใจราวกับเป็นผลงานของตัวเอง

“หน้าตาสะสวยดูดีทีเดียว ดูไม่เหมือนคนต่างชาติเลย” ผู้เฒ่าวัย 75 กล่าวขึ้นมาลอยๆ

ชายหนุ่มยิ้มรับคำชมนั้นแทนเจ้าตัว “ครับ”

“อ้าวแล้วนี่ยิ้มทำไม ยายไม่ได้ชมเจ้าเสียหน่อย เออ” รอยยิ้มกว้างขวางมือครู่หุบยิ้มแทบไม่ทัน มือหนาเผลอยกเกาต้นคอยิ้มเก้อ

จริงสิ แล้วเขาจะยิ้มราวกับถูกชมซะเองทำไม

 

ชนมนรู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อมองภาพบ่าวสาวที่นั่งฟังพระสวดให้พรในวันวิวาห์อันเป็นพิธีทางศาสนาของคนที่นี่ เธอรู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมกับวันสำคัญของคนทั้งคู่ในวันนี้ ใบหน้าเปี่ยมสุขของคนมีความรักพลอยทำให้คนในงานมีความสุขตามไปด้วย หญิงสาวเก็บรายละเอียดในพิธีด้วยความสนใจ สายตาสอดส่องซอกแซกคอยมองว่าเขาทำอะไรกันบ้าง มองไปมองมาสายตาเธอเลยไปปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังญาติผู้ใหญ่ที่กำลังให้พรบ่าวสาวอันเป็นลำดับสุดท้ายก่อนจะให้บ่าวสาวดื่มสุราในจอกเพื่อประกาศความเป็นสามีภรรยา

ชายหนุ่มในชุดโค (Kho) อันประจำชาติแบบเต็มยศทำให้เขาดูมีรัศมีของความเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะปกติเธอจะเห็นเขาใส่โคแบบธรรมดาสีออกไปทางมอซอเสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้เขาใส่สีครีมทอลายคล้ายตารางหมากรุกสีส้มตรงแขนเสื้อที่พับขึ้นเป็นสีขาว ผมที่ถูกหวีเรียบไปด้านหลังเปิดให้เห็นความคมสันชัดเจนจนเธอคิดว่าหากแมวมองที่ไทยมาเห็นคงได้กรี๊ดสลบลากเข้าสังกัดกันแทบไม่ทัน

ดูเหมือนเขาจะเห็นว่าเธอมองอยู่ถึงได้ส่งยิ้มบางๆ มาให้ หญิงสาวเองก็ส่งยิ้มตอบกลับด้วยความเคอะเขินที่ถูกอีกฝ่ายจับได้ว่าแอบมองเขาอยู่ ภายใต้ความเขินอายของทั้งคู่นั้นหารู้ไม่ว่ามันถูกจับตาดูด้วยสายตาคู่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่ฝ่ายชายเริ่มมองฝ่ายหญิงก่อนจนฝ่ายหญิงเองเริ่มหันมาสำรวจฝ่ายชายกลับ

“แน่ะ มองพี่ชายฉันแบบนี้ระวังฉันจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอสนใจพี่ฉันอยู่นะ ปากบอกไม่สนๆ แต่การกระทำมันสวนทางกันเหลือเกินนะ หื้ม” เดยุลแกล้งแหย่เลยได้ค้อนวงโตจากเพื่อนรักเป็นการตอบแทน

“ฉันมองแต่พี่ชายเธอที่ไหน ฉันก็มองทุกคน ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวและแขกที่มาร่วมงาน อย่ามาจับผิดกันหน่อยเลย” ชนมนแย้งซึ่งทำเอาเดยุลเถียงไม่ออกเพราะมันจริงอย่างที่เพื่อนพูด

“เชอะ แซวนิดแซวหน่อยทำเป็นซีเรียสไปได้” เดยุลรู้ดีว่าเพื่อนเธอบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มองพี่ชายเธอเพราะหลงใหลได้ปลื้มอย่างที่เธอแหย่

“เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าเขาก็เข้าใจผิดน่ะสิ”

แต่แหม ผิดกับพี่ชายเธอรายนั้นมองตาเป็นประกายยิ่งกว่าไฟสปอร์ตไลท์เสียอีก แต่ก็ยังปากแข็ง มันน่านัก เดยุลเบะปากให้พี่ชายอย่างหมั่นไส้เมื่อเขามองมาที่เธอ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะถลึงตาดุใส่ขนาดไหน

“ใครจะมาฟังฉันพูดภาษาไทยกับเธอรู้เรื่องยะ นอกจากฉัน พี่พาโรและก็คุณลุงคุณป้าเท่านั้น” สาวภูฎานที่แน่นภาษาไทยกล่าวอ้างถึงบิดามารดาของพาโรลูกครึ่งหนุ่มไทย-ภูฏาน ลูกพี่ลูกน้องที่คอยหันมามองเพื่อนสาวเธอเป็นระยะๆ อยู่ตรงนั้น

“ใช่แล้วจ้ะ”

ชนมนหันไปตามเสียงหวานที่เจือความอบอุ่นนั้นด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินภาษาไทยของเธอที่ออกเสียงชัดเจนไม่ต่างไปจากเดยุล

ไม่ใช่แค่น้ำเสียงที่ฟังแล้วอบอุ่น รอยยิ้มเป็นมิตรที่ปรากฏบนใบหน้าหญิงวัยกลางคนซึ่งอายุน่าจะไม่ห่างจากมารดาเธอมากนัก ดวงตาชั้นเดียวยิ้มให้เธอโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าด้วยความเคยชิน

“คุณป้า นึกว่ากำลังวุ่นเรื่องงานระบำหน้ากากอยู่เสียอีกค่ะ นี่คุณป้าแม่ของพี่พาโร คุณพอลของเธอไงจ๊ะ อุ๊ย!” เสียงอุทานท้ายประโยคเกิดเพราะร่างเล็กถูกเพื่อนหยิกเอาไว้

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อมินนี่ค่ะ เป็นเพื่อนของเดยุลค่ะ” เมื่อทราบดีแล้วว่าอีกฝ่ายพูดและฟังภาษาไทยได้หญิงสาวจึงได้เลือกสนทนาภาษาไทยกับเธอ

“หนูที่เป็นช่างแต่งหน้าให้เจ้าสาววันนี้ใช่ไหม ฝีมือดีมากเลยนะจ๊ะ แต่งได้สวยมาก” มารดาของพอลเอ่ยด้วยสายตาชื่นชม ทำเอาเมกอัพสาวเป็นปลื้มยิ้มรับคำชม

“เจ้าสาวสวยมากอยู่แล้วด้วยค่ะ มินนี่ก็แค่ดึงเอาเสน่ห์และออร่าของความสุขในตัวเธอออกมาเท่านั้นเองค่ะ” เธอถ่อมตัว

หญิงสูงวัยมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอ่ยขอตัวเข้าไปเตรียมงาน โดยไม่ลืมทิ้งท้ายชวนหญิงสาวไปดูระบำหน้ากากเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานมงคลด้วยกัน

“หลังงานพิธีเขาจะมีการแสดงระบำหน้ากากกัน อยู่ดูไหวไหมมินนี่ ถ้าไม่ไหวกลับเข้าไปงีบพักก่อนได้นะ”

“ไหวสิ ยังไงก็รับปากป้าเธอไว้แล้วนี่ อีกอย่างก่อนหน้านี้ฉันแอบงีบไปแล้วไง เธอไม่เห็นเหรอตอนเอาชุดเข้าไปให้ฉันน่ะ หลับลึกไม่รู้เรื่องเลยว่าเธอเข้ามาวางชุดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

เดยุลมองหน้าเธอเหมือนว่าเธอกำลังพูดอะไรผิด “ทำไมมองฉันแบบนี้ ทำยังกับเห็นตัวประหลาด”

“เธอหลับอยู่หรอกเหรอ นี่แสดงว่าเธอไม่รู้สินะว่าคนที่เอาคีร่าไปให้เธอไม่ใช่ฉัน”

“อ้าว ไม่ใช่เธอแล้วใคร” ชนมนขมวดคิ้วมองเพื่อนอย่างต้องการคำตอบ แต่กลับได้รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยของเพื่อนมาแทน หญิงสาวตาโตทันทีหันขวับมองไปทางร่างสูงเมื่อครู่พร้อมกับทำหน้าเหลือเชื่อ “นี่อย่าบอกนะว่าเธอใช้พี่ชายเอาไปให้น่ะ”

“โอ๊ย ใครจะกล้าไปใช้พี่พาโร” พอได้ยินอย่างนั้นเธอค่อยโล่งใจ หากก็โล่งใจได้ไม่นานเมื่อแม่เพื่อนรักเอ่ยประโยคต่อมา “คนนั้นน่ะไม่มีใครกล้าใช้กล้าบังคับหรอกย่ะ เขาเสนอตัวไปเองต่างหาก เลือกเองส่งเอง อุ๊ยฝีมือเขาท้งนั้นหล่ะ”

ชนมนไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าอะไรออกไปเพื่อนเธอถึงได้ขำไม่หยุด แต่คิดว่าคงไม่ใช่สีหน้าที่ดีเท่าไหร่นัก

“ดูทำหน้าเข้า”

“ตาย เขาต้องแอบหัวเราะฉันแน่เลย นี่นอนน้ำลายยืดด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้ โธ่เธอก็รู้ว่าเวลาฉันหลับฉันไม่ค่อยระวังตัว”

“แน่ะ ไหนว่าไม่สน มีห่วงสวยด้วย”

“อย่ามากวนประสาทฉันนะเดียร์” หญิงสาวเอ็ดเพื่อนเสียงขุ่น

“ดุจริง นู้น มานู้นแล้วถามกันเอาเองแล้วกันว่าเผลอทำอะไรน่าเกลียดให้เขาเห็นรึเปล่า แล้วก็ขอบใจกันเอาเองนะ พี่ฉันช่วยเธอมาหลายเรื่องขนาดนี้ชงกาแฟเอย เด็กเสิร์ฟเอย คอสตูมเอย สารพัดจะเป็นหาไม่ได้ง่ายๆ นะเธอ”

ชนมนฟังสรรพคุณของชายหนุ่มแล้วได้แต่กรอกตาขึ้นฟ้าอย่างระอา “อย่าเยอะๆ พอเลยบอกแล้วว่าไม่คิดอะไร เธออย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับฉันหลังเสร็จงานแล้วกัน”

เดยุลชะงักกึก เหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเธอยังไม่ได้บอกเพื่อนสาวถึงกำหนดการฉุกเฉินที่เพิ่งได้รับเมื่อคืนกลางดึก กำหนดการที่ต้องเดินทางไปสอบสัมภาษณ์ในมหาวิทยาลัยที่ไปสมัครทิ้งไว้เมื่อสามเดือนก่อน โดยหลังสัมภาษณ์เสร็จเธออาจต้องไปติดต่อเรื่องที่เรียนภาษาเพิ่มเติมและหาที่พัก ซึ่งจากการคำนวณคราวๆ คงไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์เป็นแน่

แย่แล้ว ทริปตะลุยภูฏาน 1 เดือนของมินนี่ คนที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จู่ๆ ก็รู้สึกน้ำท่วมปากพูดไม่ออก ยิ่งเห็นสีหน้าตื่นเต้นกระตือรือร้นของเพื่อนยิ่งไม่รู้จะเอ่ยอะไร

ขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น ตัวช่วยของเธอก็เดินเข้ามาหาพอดี ซึ่งชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าตนกำลังตกเป็นเหยื่ออันโอชะของลูกพี่ลูกน้องตัวแสบเข้าอีกจนได้!

 

หมายเหตุ ตอนนี้ที่เพจมีให้ร่วมเล่มเกมอยู่นะคะ เข้าไปร่วมสนุกกันได้เน้อ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น