หวานรักในลมหนาว

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 หนีความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ส.ค. 56

บทที่ 4 หนีความจริง

 

สัปดาห์ต่อมา

หนังสือ Gossip ดาราฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะรับแขกท่ามกลางความเงียบของสมาชิกภายในบ้าน ชายสูงวัยในชุดเสื้อเชิ้ตผ้านิ่มสีอ่อน ผมยาวถูกรวบง่ายๆ ด้วยหนังยางสีดำนั่งกอดอกมองใบหน้าที่ถอดแบบจากภรรยาสุดที่รักด้วยความสงสัย

นัยน์ตาคมกล้าที่มองโลกมากว่า 50 ปีก้มมองหนังสือซุบซิบอย่างรอคอยคำอธิบายจากริมฝีปากจิ้มลิ้มที่เอาแต่ปิดปากเงียบมาตั้งแต่ต้นชั่วโมง

ว่ายังไง มีคำตอบให้พ่อรึเปล่า” เสียงเข้มเอ่ยถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง คู่ชีวิตที่เพิ่งกลับจากพบลูกค้าแตะมือนิ่มลงบนท่อนแขนแข็งแรงหวังให้อีกฝ่ายใจเย็น

“เป็นเรื่องจริงอย่างที่หนังสือเขาลงรึเปล่ามินนี่” วีรกาเจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ Vela มารดาสุดเฉี่ยวของมินนี่ถามอย่างใจเย็น ทั้งที่ในใจก็เดือดไม่แพ้สามี

จะไม่ให้เดือดได้อย่างไรในเมื่อในภาพแอบถ่ายของปาปารัซซี่นั่นคือคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ชายหนุ่มที่ลูกสาวเธอพามาแนะนำด้วยความภาคภูมิใจในฐานะแฟนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ตอนนี้กลับมีภาพหลุดแนบชิดกับผู้หญิงในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนางเอกน้องใหม่ที่ร่วมงานกันมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“ลูกทะเลาะอะไรกับภีมเขารึเปล่า แม่ว่าช่วงนี้ดูเขาหายๆ ไปจากบ้านเรานะ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าลูก” วีรการถามหยั่งเชิง

ฝ่ายที่ตกอยู่ในฐานะจำเลยอย่างชนมนเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือฉบับนั้น เธอมองใบหน้าบิดาและมารดาด้วยสีหน้าสงบนิ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“เราเลิกกันแล้วค่ะ มินนี่เลิกกับพี่ภีมแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เขาจะไปมีข่าว มีภาพหลุดกับใคร ก็ไม่เกี่ยวกับมินนี่แล้วค่ะ”

“นานหรือยัง” บิดาเอ่ยถาม

“สักสองอาทิตย์ได้แล้วค่ะ”

“เพราะผู้หญิงในภาพหรือเปล่าลูก” มารดาซักต่อ

หญิงสาวเงียบก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวาย ไม่อยากให้พ่อและแม่เกิดความลำบากใจหากต้องร่วมงานกับคนในภาพ

“มันเป็นปัญหาระหว่างเราสองคนค่ะ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เราคุยกันแล้ว พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ มินนี่ไม่ได้เป็นอะไร ไม่มีอะไรแล้วมินนี่ไปนอนนะคะ กู๊ดไนท์ค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นไปหอมแก้มบิดามารดาอย่างออดอ้อนก่อนหันหลังวิ่งขึ้นห้องนอน ทว่าเท้ายังไม่ทันได้แตะบันไดเธอก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงอบอุ่นอาทรของบิดาช่างภาพใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าดุแสนดุ

“พ่อกับแม่รักมินนี่มากนะลูก” เพชรช่างภาพใหญ่มองลูกสาวที่ชะงักฝีเท้าอย่างรู้สึกสงสาร

ชนมนไม่หันกลับมาทำเพียงแค่พยักหน้า บังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือตอบกลับบิดาไป “มินนี่ทราบค่ะ “

วีรกาและเพชรหันมามองหน้ากันโดยที่ไม่พูดอะไรอีก แม้จะห่วงความรู้สึกของลูกสาวแต่ขณะเดียวกันทั้งคู่ก็เคารพการตัดสินใจของลูกสาวด้วยเหมือนกัน ถึงจะรู้ดีว่าภายในห้องนอนของลูกสาวคนเล็กตอนนี้เธอไม่ได้ไปนอนอย่างที่บอกแต่คงกำลังร้องไห้อยู่ก็ตาม

การที่พ่อแม่ของเธอมานั่งถามเรื่องนี้บางคนอาจจะมองว่าท่านเข้ามาวุ่นวายมากเกินไป แต่ความสัมพันธ์ที่อยู่ในสายตาผู้ใหญ่มาตลอดที่สำคัญพ่อแม่ของเธอเองก็เอ็นดูเขามาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากพอทั้งคู่เห็นข่าวแล้วจะเป็นเดือดเป็นร้อน และยิ่งมารู้จากปากว่าเธอได้ยุติความสัมพันธ์กับภวัตแล้วจะบอกว่าท่านผิดหวังก็คงไม่ผิดนัก

ดีที่การคบกันระหว่างเธอและภวัตนั้นไม่มีใครทราบนอกจากครอบครัวของเธอ เพราะทางผู้ใหญ่เองไม่อยากให้เป็นข่าว เนื่องจากครอบครัวของเธออยู่กับวงการมายามาโดยตลอดย่อมรู้ดีว่าการไม่ทำตัวให้เป็นข่าวเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อย่างตอนนี้พอเธอกับเขาเลิกกันก็ไม่ได้มีใครมาตามขุดคุ้ยหาสาเหตุ ไม่มีนักข่าวเอาไมค์มาจ่อปากถามเรื่องมือที่สามหรือคอยแต่จะกุข่าวเสียๆ หายๆ ให้เธอได้เสียเปรียบ เธอจึงนึกขอบคุณพ่อและแม่ในจุดนี้มากที่ทำให้การเลิกราระหว่างเธอกับนายแบบหนุ่มมาแรงอย่างเขาเป็นไปด้วยความสงบ

 

2 สัปดาห์ต่อมา

ชวินกลับมาถึงบ้านด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการออกกองถ่ายที่เริ่มตั้งแต่ตี 4 เขารีบเร่งงานให้เสร็จก่อนเวลา เพราะนางเอกโฆษณาเริ่มออกอาการเรื่องมาก อีกทั้งเมื่อช่วงบ่ายได้รับข้อความจากแม่ว่ามีเรื่องจะปรึกษา เสร็จงานแล้วให้รีบกลับบ้านเลย

ร่างสูงทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาว นี่เป็นครั้งแรกของเดือนนี้ที่เขาได้กลับมาค้างที่บ้าน ปกติหากไม่ค้างที่บริษัทก็ค้างที่คอนโดใกล้สตูดิโอ ชีวิตคนทำงานไม่เป็นเวลาอย่างเขาวนลูปอยู่อย่างนี้มานานนับ 10 ปี บางครั้งเวลาเหนื่อยล้าเขาก็คิดอยากจะมีใครสักคนมาคอยดูแลถามไถ่ แต่พอมาคิดอีกทีคงไม่ใครทนความบ้างานและทำงานไม่เป็นเวลาอย่างเขาหรอก ดังนั้นเขาถึงได้โสดอยู่อย่างนี้ แม่ที่ผ่านมาจะมีผู้หญิงผ่านเข้ามาบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทนในอาชีพของเขาได้สักคน

“ทำหน้าห่อเหี่ยวอะไรปานนั้นพี่ชิน” เสียงหวานๆ ที่มาพร้อมกับน้ำเย็นในมือทำให้คนถูกทักถึงกับทำหน้าหงิก

“เซ็งยัยดาราค้างปีน่ะสิ เรื่องมากจริงๆ ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่เอา เรื่องเยอะไม่เข้าท่า” ชายหนุ่มเอ่ยถึงดาราสาวที่เคยได้รับความนิยมในอดีตเมื่อสามสี่ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันความนิยมของเธอไม่ได้เป็นอย่างแต่ก่อนแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของวงการที่เรียกว่า เก่าไปใหม่มา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยยอมรับความจริงข้อนั้น ถึงได้เอาแต่ใจตัวทำให้เขาปวดหัวทั้งวัน

ชนมนมองค้อนพี่ชายที่พูดจาไม่น่ารัก “ไปว่าเขาแบบนั้นได้ยังไง ทีมงานไปทำอะไรไม่เข้าท่าใส่เขาก่อนรึเปล่า”

ชวินเบ้ปากเมื่อนึกถึงความร้ายกาจเอาแต่ใจของนางเอกคน(เคย)ดัง แม้สิ่งที่น้องสาวสันนิษฐานจะมีส่วนถูกแต่เขาก็ไม่อยากยอมรับ

“ว่าแต่นี่พ่อกับแม่ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” หญิงสาวมองอย่างรู้ทันว่าคนเป็นพี่หาทางเปลี่ยนเรื่องหลังจากถูกจับไต๋ได้

ทำไมเธอจะไม่รู้นิสัยพี่ชายตนเอง หากว่าจะมีคนที่เอาแต่ใจจริงๆ เธอคิดว่าเป็นพี่ชายตัวเองมากกว่า แล้วพานไปว่าฝ่ายตรงข้ามเรื่องมากเมื่อเขาหรือเธอทำไม่ได้ตามที่พี่ชายคนนี้ต้องการ

“ยังค่ะ แต่อีกสักเดี๋ยวคงถึง เมื่อกี้โทรมาบอกมินนี่ว่าถึงปากทางแล้ว”

“อะไรกันแล้วมาเร่งพี่ให้รีบกลับมา ทั้งที่ตัวเองก็ยังมาไม่ถึง”

“พี่ชิน นี่ว่าพ่อกับแม่เหรอ” หญิงสาวฟาดเพี้ยเข้าที่แขนแกร่ง

“เอ้าก็เห็นบอกมีธุระสำคัญ ไอ้เรารึก็รีบแทบแย่” คนฟังถอนกายใจหลังจากได้ยินคำว่าธุระสำคัญ นี่พ่อกับแม่ของเธอคงยังไม่ได้บอกพี่ชายสินะว่าไอ้ธุระสำคัญที่ว่าคือเรื่องอะไร

“จริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญมากนักหรอกค่ะ มินนี่แค่จะไปเรียนต่อที่อังกฤษสักปีแค่นั้น พ่อกับแม่นี่ก็ทำเป็นวาระแห่งชาติไปได้” ท้ายประโยคหญิงสาวบ่นอุบ

“เออก็แค่ไปเรียนต่อ ห่ะ อะไรนะ!” พี่ชายเด้งตัวขึ้นมานั่งหลังตรงทันทีที่น้องสาวเอ่ยจบประโยค

“พี่ชิน ตกอกตกใจอะไรกันคะ ทำยังกับมินนี่จะไปรบราฆ่าฟันกับใครที่ไหน”

“อยู่ๆ เราจะไปเรียนต่อเมืองนอกจะไม่ให้พี่ตกใจได้ยังไง นี่มินนี่พี่ถามจริงๆ เถอะ ตัดสินใจกะทันหันแบบนี้เพราะเรื่องข่าวของไอ้ภีมใช่ไหม” พี่ชายเธอเรียกชื่ออดีตคนรักของเธอด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง

“ไม่เกี่ยวกับเขาหรอกพี่ชิน” เธอปฏิเสธเสียงเบา เสียงหึในลำคอของคนเป็นพี่บ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อในคำตอบของเธอ

เมื่อหลายวันก่อนชวินเห็นข่าวการให้สัมภาษณ์เปิดใจของภวัตที่ออกมายอมรับว่ากำลังคบหาดูใจอยู่กับนางเอกสาวดาวรุ่งที่เคยมีภาพหลุดออกมาเมื่อครั้งก่อน ทำให้เขาร้อนใจโทรสายตรงมาถามเอาความจริงจากน้องสาวว่าเกิดอะไรขึ้นซึ่งคำตอบที่ได้ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดนัก แม้น้องสาวจะยืนยันว่าเธอกับนายแบบหนุ่มคนนั้นจบกันด้วยดี แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ เพราะเขารู้เรื่องที่ชนมนปฏิเสธงานทุกงานที่ภวัตมีส่วนร่วม

“พี่ชินช่วยพูดกับพ่อให้มินนี่หน่อยนะ พ่อต้องคัดค้านแน่เลย แต่ถ้าได้พี่ช่วยอีกแรงพออาจจะใจอ่อน”

“โฮ้ย อย่ามาหาเรื่องให้พี่หน่อยเลย”

“มินนี่คุยกับแม่แล้ว แม่บอกให้พ่อเป็นฝ่ายตัดสินใจ พี่ชินก็รู้ว่าพ่อต้องห้ามแน่ๆ”

“ก็แน่สิ แค่ที่พ่อยอมปล่อยให้เราไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ นี่ก็ฝืนใจจะแย่แล้วมั้ง แล้วนี่จะไปเรียนต่อพ่อคงยอมหรอก ยิ่งมาไปในสถานการณ์แบบนี้ บอกเลยยาก!

หญิงสาวย่นจมูก เธอรู้ว่าทำไมพ่อถึงไม่อยากให้เธอไปเรียนต่อในตอนนี้ เพราะท่านรู้ว่าเธออยากหนีปัญหา ซึ่งมันก็จริง เธออยากหลบไปให้ไกลเรื่องของภวัตสักพัก ไม่อยากรับรู้ข่าวคราวของเขาและทางที่ดีที่สุดก็คือไปเรียนต่อ

“แต่มินนี่อยากไปเรียนต่อจริงๆ นะคะ มินนี่ติดต่อที่เรียนไว้แล้วด้วย” พี่ชายมองน้องสาวที่ทำหน้าเศร้าแล้วได้แต่ถอนหายใจ เขารู้ว่าชนมนสามารถเอาตัวรอดในต่างแดนได้อย่างสบายๆ แต่มันไม่ใช่ในเวลาที่น้องเขาเพิ่งจะอกหัก

ไม่มีใครอยากปล่อยให้คนที่กำลังบอบช้ำอยู่เพียงลำพังหรอก

“พ่อรู้เรื่องนี้หรือยัง”

ชนมนส่ายหน้าแทนคำตอบ พี่ชายถอนหายใจ เขาเข้าใจน้องสาวในขณะเดียวกันก็เข้าใจพ่อของเขาด้วยว่าท่านเป็นห่วงเรื่องอะไร จะมีพ่อแม่ที่ไหนไม่อยากสนับสนุนลูกให้ได้รับการศึกษาที่ดี เพียงแต่ในกรณีน้องสาวของเขานั้นเธอมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องมองออก

“มินนี่ มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกนะ” เขาเอ่ยน้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิม

“มินนี่รู้ แต่พี่ชินเชื่อมินนี่เถอะค่ะ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเรื่องนั้น แต่จุดประสงค์หลักของมินนี่คือต้องการไปเรียนจริงๆ ปลายปีจะมีงานแอลแฟชั่นวีคด้วย แล้วปีนี้เค้ามีโควต้าให้นักศึกษาที่เรียนที่นั่นเข้าคัดเลือกเป็นหนึ่งในทีมงานด้วย พี่ก็รู้ว่ามินนี่ฝันจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานแฟชั่นระดับโลกขนาดนั้นมากแค่ไหน นะๆ พี่ชินช่วยพูดกับพ่อที”

ชวินกันมามองหน้าน้องสาวที่เขย่าแขนออดอ้อนด้วยสายตามีความหวังก็หลงใจอ่อนไม่ได้เลยได้แต่ต้องจำใจพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้

“พี่ไว้ใจเราได้ใช่ไหม ว่าจะไม่ทำอะไรสิ้นคิด” น้ำเสียงจริงจังแววตาไม่แน่ใจของพี่ชายทำให้น้องสาวซาบซึ้งใจเพราะรู้แล้วว่าทางบ้านนั้นเป็นห่วงเรื่องอะไร

“ถึงหนูจะรักเขามากเพราะเขาคือรักแรก แต่หนูก็รักชีวิตตัวเองและครอบครัวของเรามากกว่าเขาแน่นอนค่ะ” ร่างบางโผเข้าไปกอดพี่ชายอย่างเต็มรัก

 

และแล้วคำขอร้องของชนมนก็สัมฤทธิ์ผลเมื่อหญิงสาวกำลังลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงจากรถเพื่อเตรียมตัวบินไปเรียนต่อหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเธอกลับมาไม่ทันงานรับปริญญาของตัวเองที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยหากจะไม่มีเธอในรูปถ่ายของเพื่อนๆ ในวันงานแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างเดยุล ซึ่งมารู้ทีกลังว่าเธอตัดสินใจไปเรียนต่อหลังจากที่หญิงสาวออกเดินทางไปถึงอังกฤษได้ 1 สัปดาห์

“ใจร้ายมาก ไม่บอกฉันสักคำ นี่เธอยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่รึเปล่ามินนี่” เดยุลต่อว่าด้วยความน้อยใจที่เพื่อนรักไม่ยอมบอกกล่าวอะไรเลย

“ทุกอย่างมันกะทันหันน่ะ ฉันก็ไมได้บอกใครเลยเหมือนกัน แต่ฉันก็บอกเธอเป็นคนแรกเลยนะ นี่อย่าโกรธเลยน้า” ชนมนตอบเอาใจเพื่อน

“เฮอะ งั้นอย่างนี้ก็ไม่ได้มาถ่ายรูปรับปริญญาด้วยกันน่ะสิ” น้ำเสียงของเดยุลค่อนข้างผิดหวัง เพราะถ้าจำไม่ผิดช่วงรับปริญญาของพวกเธอคงจะตรงกับงานแฟชั่นวีคแน่นอน

“คงกลับไปไม่ทันน่ะ ช่วงนั้นคิดว่าน่าจะมีงานแฟชั่นพอดี ไว้เธอถ่ายรูปสวยๆ มาเยอะๆ แล้วเดี๋ยวฉันจะรอเข้าไปกดไลท์นะจ๊ะ”

เพื่อนสาวที่กลับมาบ้านเกิดได้สองสามวันมองเพื่อนผ่านหน้าจอที่กำลังเฟสไทน์กันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ

“มินนี่ ถามจริงๆ เถอะ ที่หนีไปเรียนไม่บอกใครนี่ไม่ใช่เพราะหนีอีตาพี่ภีมใช่ไหม” ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ชะงักก่อนจะหุบยิ้ม เล่นเอาคนถามรู้สึกผิดขึ้นมาที่เลือกถาม

“ถ้าบอกว่าไม่ใช่ก็คงโกหกเต็มที ตอนแรกคิดว่าหลังจากเลิกกันแล้วคงทำใจได้ไม่ยากเพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เขาได้ทำกับฉันมันยากเกินให้อภัย แต่แปลกที่พอเห็นเขาทีไรไม่ว่าจะผ่านสื่อหรือบังเอิญเจอ ฉันยังทำใจไม่ได้ ฉันอ่อนแอมากใช่ไหม ฉันดูโง่งมใช่ไหมเดียร์ ทั้งที่เขาทำให้ฉันเจ็บขนาดนั้น แต่ฉันยังคิดถึงเขาอยู่” สีหน้าเจ็บปวดเวลาเอ่ยถึงผู้ชายคนนั้นของชนมนทำให้คนมองรู้สึกสงสารจับใจ

นี่คือผลของความรักหรือทำให้คนที่เข้มแข็งและแกร่งอยู่เสมออ่อนแอได้ถึงเพียงนี้

“มินนี่...ฉันเชื่อว่าสักวันเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ความรักไม่ใครโง่ไม่มีใครฉลาด แค่นี้เธอก็เข้มแข็งมากพอแล้ว ฉันรู้ว่ามันยากการจะตัดใครสักคนออกไปจากชีวิต”

“ขอบใจมากนะเดียร์”

“สู้ๆ ตั้งใจเรียนนะ ปลายปีฉันจะรอฟังข่าวดี ขอให้เธอได้เข้าร่วมงานแฟชั่นวีคนะจ๊ะ” เดยุลกำมือแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะเรียกรอยยิ้มให้กับเพื่อนรัก

“ว่าแต่จบแล้วจะแต่งงานเลยรึเปล่า” หลังจากคุยเรื่องเครียดๆ ไปแล้ว หญิงสาวก็เปลี่ยนเรือ่งคุย หันมาถามถึงความรักของเพื่อนแทน

“บ้า เร็วไปย่ะ ฉันยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ นี่หลังรับปริญญาก็กะว่าจะไปลงเรียนภาษาเพิ่ม อีกอย่างปีนี้มีงานมงคลใหญ่แล้ว ทางครอบครัวเขาคงต้องเว้นไปเป็นปีหน้านู้นแหละ”

“อ้าวเหรอ งานของใครล่ะ”

“งานของลูกพี่ลูกน้องน่ะ ลูกสาวของคุณลุง มาไหม ถ้าได้วันที่แน่นอนแล้วไว้ฉันจะส่งเมลไปบอก ฉันว่าเธออาจจะอยากเห็นพิธีแต่งงานของชาวภูฏานน่ะ”

“แล้วทำไมฉันต้องอยากเห็นด้วยจ๊ะ”

“เอ้าเผื่อได้มาเป็นสะใภ้ทีนี่จะได้ไม่เขินไง”

“บ้า”

“ล้อเล่นน้า แต่ฉันอยากให้เธอมาจริงๆ นะ ตั้งแต่เราเป็นเพื่อนกันเธอยังไม่เคยมาเที่ยวที่บ้านฉันเลย นี่เป็นโอกาศดีนะ งานนี้นับเป็นงานใหญ่อีกงานเลยทีเดียว จะได้มาเปิดหูเปิดตารับวัฒนธรรมของฉันบ้างไงหลังจากปล่อยให้ฉันไปรับวัฒนธรรมของเธอตั้งหลายปี”

ชนมนคิดตามและเริ่มจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนโน้มน้าว แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจในทันที

“ไว้เธอได้วันแน่ๆ แล้วฉันจะให้คำตอบอีกทีนะ แล้วนี่กินข้างรึยัง”

ขณธที่เดยุลกำลังจะอ้าปากตอบ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เธอจึงกันมาลาเพื่อน

“แค่นี้ก่อนนะมินนี่ สงสัยพี่มาตามไปกินข้าว วันนี้เป็นวันรวมญาติ นี่คงได้เวลาอาหารแล้ว ไว้คุยกันใหม่นะ”

หลังจากหน้าจอไอแพดปิดโปรแกรมสนทนาออนไลน์ลงประตูห้องของเดยุลก็ถูกผลัดเข้ามาพอดี

“คุยกับใครอยู่นะยัยตัวแสบ เสียงดังเชียว” พอล ถามพลางเหลือบมองที่จอไอแพดแล้ววกกลับมามองหน้าน้องสาวอีกครั้ง

“คุยกับเพื่อนค่ะ เพื่อนที่เคยเล่าให้ฟังไงค่ะว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน”

ชายหนุ่มพยักหน้าเหมือนจะบอกว่าจำได้ว่าเธอหมายถึงใคร แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ถามอะไรออกไปอีกน้องสาวตัวดีก็ตัดบทแล้วรุนหลังพี่ชายให้ออกไปจากห้องโดยขอเวลาแต่งตัว 5 นาทีก่อนจะลงไปร่วมรับประทานอาหารที่ห้องโถงของวัง

หลังจากนั้นเขาก็ลืมไปเลยว่าจะขอดูรูปเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องสาวที่เธอชอบเอ่ยให้เขาฟัง

 

 

++++++มาตามสัญญาแล้วจ้า ตอนนี้ที่เพจมีจัดให้เล่มเกมชิงหนังสือนิยายเรื่องยอดหวานใจนะคะ (ผลงานเล่มก่อนที่หวานกุ๊กกิ๊กจิกหมอน) เข้าไปร่วมเล่นได้ที่เพจน้า ^^++++

https://www.facebook.com/lacheenus  ---->FANPAGE ค่าาาาา

0 ความคิดเห็น