ตอนที่ 10 : Chapter 9 : Opposite

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ม.ค. 60



Chapter 9 : Opposite

 

ท้องฟ้าวันนี้ครึ้มจัง ดูสิเมฆสีเทาเต็มไปหมดเลย สงสัยอีกไม่นานฝนคงตกลงมาแน่ๆ ทำไมบรรยากาศมันหม่นๆแบบนี้นะ...

ว่าน..

อยากจะเอาความรู้สึกแบบนี้ออกไปให้ไกลๆจากตัวจัง...

“...อีว่าน

เบื่อตัวเองที่ชอบคิดอะไรเอง แล้วก็จะเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้คนเดียว...

อีว่านนนนน!!!

หะ...ห๊ะ

เสียงเรียก ไม่สิ เสียงตะหวาดจากข้าวเจ้าทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่จะละจากบานหน้าต่างของห้องเรียนหันกลับมามองหน้าคนที่เรียกชื่อตัวเอง

มึงเหม่ออะไรเนี่ยข้าวเจ้าวีน

ปละ...เปล่า แค่คิดอะไรเฉยๆผมแก้ตัวไป

นั่นแหละเรียกว่าเหม่อ! -_- โทรศัพท์มึงสั่นเป็นเจ้าเข้าล่ะ ไลน์เด้งเป็นสิบล่ะน่ะ

เมื่อข้าวเจ้ามันพูดจบ ผมก็มองไปยังโทรศัพท์ของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะเรียน แล้วพบว่ามันพูดจริงทุกประการ ข้อความไลน์ที่ส่งมาเป็นสิบไม่ใช่ใคร...ปลั๊กนั่นเอง

ไม่ต้องแปลกใจทำไมเขาถึงส่งข้อความมาเยอะขนาดนั้น ก็เมื่อวานเจ้าตัวก่อเรื่องไว้น่ะสิ...

เออ ปล่อยไว้ก่อน ยังไม่มีอารมณ์ตอบอ่ะผมตอบไป

มึงนี่ก็แปลกคน แฟนทักมาแทนที่จะรีบตอบ -_-”

ข้าวเจ้ามันบ่นเสร็จก็กลับไปสนใจสมุดบนโต๊ะต่อ ไม่ใช่มันขยันหรอกนะมันกำลังลอกการบ้านผมอยู่ ดีหน่อยคาบนี้เป็นคาบว่างมันเลยมีเวลาปั่น ส่วนผมก็ได้แต่มองข้อความไลน์ที่ปลั๊กส่งมาโดยไม่รู้ว่าตอนนี้ควรรู้สึกยังไง

นี่ว่าน...มึงเป็นอะไร

เวลาผ่านไปสักพัก ผมก็ยังนั่งเหม่อมองนอกหน้าต่างเหมือนเดิม ซึ่งดูเหมือนพฤติกรรมของผมทำให้คนข้างๆกำลังสงสัย

“...เปล่าผมตอบเรื่องไม่จริงออกไป

โกหกไม่เนียนค่ะข้าวเจ้ามองตาผม พยายามจะหาความจริงที่ผมซ่อนอยู่

“...”

มึง... กูคิดว่าปลั๊กมีกิ๊กไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดมันออกมา ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าจะไม่บอกใคร

อ่อ...เดี๋ยวนะ! ทำไมมึงคิดงั้น

เกิดอะไรขึ้น -_-”

ข้าวเจ้าตกใจเสียงดัง จนเปรมที่มันนั่งข้างหลังผมชะเงอตัวมาร่วมวงสนทนาด้วย โดยมีแพรวที่นั่งข้างเปรมมองผมเงียบๆ

“...คืออย่างนี้มึง...

ผมตัดสินใจเล่าเหตุการณ์เมื่อวานให้พวกมันทั้งสามคนฟัง

 

 “ฮัลโหลลล ทำไรเนี่ย เป็นอะไรรึเปล่า ทำไม่ตอบไลน์ผมรัวคำถามไป แต่ก็ต้องอึ้งกับการตอบกลับมาของคู่สนทนา

เอ่อ...อะไรนะคะ

เสียงผู้หญิง

ผมดูหน้าจออีกทีให้แน่ใจว่าไม่ได้โทรผิด ใช่ผมไม่ได้โทรผิดเป็นเบอร์ปลั๊กจริงๆ แต่ทำไมเป็นเสียงผู้หญิงล่ะ

เอ่อ...นี่เบอร์ปลั๊กป่ะครับ

อ่อใช่ค่ะ

ขอสายปลั๊กหน่อยครับ

ปลั๊กไม่สะดวกอ่ะค่ะ เขาอาบน้ำอยู่

พยายามคิดในแง่ดีว่าเป็นคนในครอบครัวเขา แต่เสียงที่ผ่านลำโพงขอโทรศัพท์นั้น มันดูวัยรุ่นเกินไปกว่าที่จะเป็นน้าสาว หรืออะไรเทือกๆนั้น ที่สำคัญปลั๊กมีพี่น้องเป็นผู้ชายหมด

ผมเลยเลือกตัดสินใจถามไป

แล้ว...นี่ใครอ่าครับ

อ่อ เป็นแฟะ...ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะพูดขึ้น แต่ก็โดนเสียงทุ้มคุ้นหูขัดเสียก่อน

“...”

อ้าวว่านนนนเสียงปลั๊ก

เอ่อ...สะดวกหรือเปล่า

เฮ้ย สะดวกดิ พอดีเพื่อนมาบ้านปลั๊กอ่ะ...ให้ช่วยทำรายงาน แล้วหมึกปากกามันเลอะ เลย...เข้าไปเปลี่ยนชุดเฉยๆ...ปลั๊กพูดยาวเหยียด ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

ผมก็ได้แต่เออออไปตามระเบียบ แต่ในใจแม่งไม่เออออตามที่ปากพูดเลย

 

พอเล่าจบทุกคนก็นิ่งเงียบไปสักพัก คงมีแต่เปรมที่เรียกสติกลับคืนมาได้คนแรก

คุณพระ!

“...คิดมากรึเปล่า อาจจะเป็นเพื่อนจริงๆก็ได้ข้าวเจ้าว่า

เมื่อวานก็เพิ่งไปเดทกันมา ไม่ใช่กิ๊กหรอกแพรวที่นั่งนิ่งอยู่นานพูดสนับสนุนบ้าง

ก็พยายามคิดแบบนั้นอยู่ แต่...ไม่รู้สิ เหมือนทุกอย่างมันตีกันในหัวไปหมดเลยอ่า ฮืออออออผมไม่รู้จะอธิบายยังไง ทุกอย่างมันเคว้งในหัวไปหมด ทำได้แต่โอดครวญ

อีว่านควรตั้งสติ -_-;” เปรมมองหน้าผมด้วยความเหนื่อยใจ แงงง

แล้วทำไมว่านถึงคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นกิ๊กปลั๊กล่ะแพรวถามเสียงเรียบ

“...ก็รูปที่คล้ายปลั๊กจากข้างหลังของแพรว แล้วก็ตอนที่เราไปสยามกัน ที่มึงกับแพรวเห็นปลั๊กเดินกับผู้หญิงนั้นน่ะ แล้วยิ่งเสียงผู้หญิงนี่อีก ต้องใช่แน่ๆ ฮือออผมหันไปหาเปรมกับแพรว

โอยยยยใจเย็นๆค่ะเพื่อน ก็ไหนตอนนั้นมึงบอกว่าปลั๊กมากับเพื่อนไง เพื่อนคนเดียวกันรึเปล่าข้าวเจ้ายังพยายามให้ผมคิดในแง่ดีอยู่

มันก็ไม่แน่...เปรมโพล่งขึ้น ดูจากหลักฐานที่ผ่านมามีสิทธิ์สูงมาก แต่เปรมคนนี้ยังไม่ฟันธงนะ แต่ถ้าจริงนี่แรงมาก มีกิ๊กเป็นชะนี โอยโหดร้าย

“...เราก็แอบคิดแบบเปรมเลย ทั้งเรื่องที่ว่านคบกับปลั๊กก็เปิดตัวไม่ได้ ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเราอีกแพรวพูดตอกย้ำอีกหนึ่งดอก ซึ่งมันก็น่าคิดไม่น้อย ฮือออ

โอยยย! พวกมึงนี่นะ แทนที่จะให้เพื่อนมันสบายใจ -_-;” ข้าวเจ้าบ่น

แหมะมึง กูรักอีว่านมันหรอกถึงได้บอก ไม่อยากให้เพื่อนโดนหลอกเปรมพูดสวน

ก็จริงของมัน...

แต่อย่างที่กูบอกว่ายังไม่ฟันธง มึงต้องจับได้คาหนังคาเขาเสียก่อน อาจจะเป็นเพื่อนปลั๊กจริงๆก็ได้ ใครจะไปรู้เปรมบอก

อ้าว สรุปจะให้ทำยังไงเนี่ย -_-;

แล้วมึงมีวิธีอะไรไหม พวกแบบแผนจับกิ๊กงี้ข้าวเจ้าถามเปรม

“...เอ่อ...ไม่มีอ่ะ -_-;”

อ้าว แล้วพูดทำไมเนี่ยยยยผมมองบนใส่มันทันที

ก็แหมะ กูไม่ได้เป็นพวกสายลับจับบ้านเล็กนะ แต่ก็พอมีวิธีจับผิดอยู่บ้าง

ยังไงผมถามเปรมมันไป

เปรมไม่ตอบผม มันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจิ้มๆอยู่สักพัก มันก็ยื่นให้ผมอ่านข้อความในจอโทรศัพท์ ‘10วิธีสังเกตพฤติกรรมคนมีกิ๊กเปรมบอกว่าให้ผมเช็คพฤติกรรมปลั๊กดูว่าตรงกับข้อไหนบ้าง ซึ่งพออ่านจนครบก็แทบไม่ตรงกับพฤติกรรมของปลั๊กเลย ถึงแม้จะตรงบ้างบางข้อน่ะนะ

แสดงว่าปลั๊กไม่ได้อยู่ในกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยง สบายใจได้...

กูก็นึกว่าฉลาด มีเทคนิคของตัวเอง สุดท้ายกูเกิ้ลเฉย -_-” ข้าวเจ้าที่นั่งฟังอยู่นานแซะ

ก็จริงของมัน ทำไมผมไม่ลองเสิร์ชหาเองวะ มาถามมันทำไมเนี่ย

โอเคจะพยายามไม่คิดมากล่ะกัน ขอบใจพวกมึงมากๆเลยนะเว้ย

จ้ะ แต่กูว่าตอนนี้มึงควรตอบไลน์ปลั๊กก่อนข้าวเจ้าเตือน

เออวะลืม แฮร่

ได้คุยกับพวกมันก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ป อาจจะไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าเก็บความอึดอัดไว้ในใจคนเดียว ถึงแม้จะไม่ได้มีสาระอะไรเลยก็ตามน่ะนะ

 

ซ่า

ผมมองสายฝนโปรยปรายผ่านกระจกใสบานใหญ่ของสถาบันกวดวิชาไปพลางๆ ขณะรอถึงเวลาเข้าเรียน รู้สึกชนะมากที่มาถึงที่เรียนก่อน ไม่งั้นคงเปียกไปทั้งตัวแน่ ร่มก็ไม่ได้พกมา ไม่สิ ให้ตาคิ้วท์บอยยืมไปต่างหาก แต่ดูท่าถึงมีร่มยังไงก็เอาไม่อยู่ตกหนักซะขนาดนี้

ผมไลน์หาปลั๊กฆ่าเวลา ซึ่งปลั๊กก็ตอบเร็วมาก เหมือนกำลังทำให้ผมกลับไปไว้ใจเขาเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้านี้(ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา)กว่าเขาจะตอบไลน์แต่ล่ะทีนานมาก เปรมมันบอกว่าให้ผมใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ พยายามทักปลั๊กไปบ่อยๆ ทำให้เขารู้ว่าผมสนใจเขา ไม่ทำให้ตัวเองเป็นของตาย เพราะก่อนหน้านี้ผมปล่อยเขามากเกินไป

ก็ไม่รู้ว่าวิธีนี้มันจะเวิร์กรึเปล่า -_-;

ไม่นานนักพี่พนักงานหน้าเคาเตอร์ก็เรียกผม แสดงว่าห้องเรียนเปิดแล้ว ผมเดินเข้าห้องเรียนตามปกติ แต่ก็แปลกตานิดหน่อยที่พบว่าจำนวนประชากรในห้องเรียนมีแทบนับคนได้ หายไปไหนกันหมดดดด คงเพราะสภาพอากาศแหงๆ ฝนตกทีไรห้องเรียนโล่งทุกที ก็แน่แหละถ้าผมไม่ได้มาถึงก่อน วันนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เข้าเรียนเหมือนกัน ผมเดินไปที่นั่งของตัวเองแล้วก็พบว่าที่นั่งสองตัวฝั่งขวาว่างอยู่ แสดงว่าผู้หญิงสองคนนั้นยังไม่มาเช่นกัน เหงาอีกแล้ว

ขณะที่ผมกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนอย่างทุกวัน หางตาก็เหลือบไปเห็นรูปร่างคุ้นตากำลังเดินเข้ามา ผมจึงหันไปมองทางเขา

ไงปืนทักผมก่อน

หวัดดีผมตอบไป

ปืนเดินเข้ามาในแถวที่นั่ง ก่อนที่จะวางกระเป๋านักเรียนของตัวเองลงบนโต๊ะเลกเชอร์ตัวข้างๆผม

วันนี้นั่งตรงนี้นะเจ้าตัวยกคิ้วกวนอย่างที่เขาชอบทำ ผมได้แต่พยักหน้ารับงงๆ

ติดใจอะไรที่ตรงนี้เนี่ยที่ตัวเองก็มี

ผมละจากคนตรงหน้าแล้วกลับมาสนใจของบนโต๊ะตัวเองต่อ แต่ก็ดูเหมือนว่ามีสิ่งอื่นกำลังแย่งความสนใจจากมันไปอีกครั้ง ผมเงยหน้ากลับไปมองผู้ชายร่างสูงตรงหน้า ที่ยืนกำลังถกชายเสื้อนักเรียนของตนเองออกจากกางเกง เผยให้เห็นผิวขาวเนียนใต้ร่มผ้าและขอบกางเกงชั้นในแบรนด์ชั้นนำ

ผมรู้สึกว่าอุณหภูมิบนใบหน้าของตัวเองเริ่มร้อนขึ้น คงไม่ใช่เพราะเขินใช่ไหมว่าน -//-

มีไรรึเปล่าปืนถามผม

อีกแล้ว...เผลอมองเขา(แบบไม่บริสุทธิ์ใจ)นานไปอีกแล้ว

เอ่อ..เปล่าผมตอบปัดไป พยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด

อ่าฮะปืนตอบกลับ ก่อนที่ตัวเองจะนั่งประจำที่

ทำไมเขาต้องมานั่งใกล้ผมในวันที่ผมไม่บริสุทธิ์ใจกับเขาตลอดเลยนะ แงงง

ผมก้มหน้าทำทีจัดของบนโต๊ะ ทั้งที่ตามจริงมันก็ไม่มีอะไรให้จัดแล้วอ่ะนะ ใครจะกล้าเงยหน้าขึ้นล่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเกิดอาการหน้าแดงรึเปล่า หรือว่าเกิดแสดงท่าทีหื่นกามใส่คนข้างๆไปแบบไม่รู้ตัวล่ะ ความคิดฟุ้งซ่านของผมหยุดชะงักอยู่แค่นั้น เมื่อโดนเสียงทุ้มอันคุ้นเคยเรียกขัด

เป็นอะไรป่ะเนี่ย

ห้ะ อะไรหรอผมมองคนถาม แสร้งทำเป็นทวนคำถาม

ปืนไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาเพ่งมองที่หน้าของผมอย่างจับผิด เอาแล้วไงไม่กล้าสบตาเขาซะอย่างงั้น ปืนไม่สนใจท่าทีของผม เขาเอาใบหน้าของตัวเองค่อยๆยื่นเข้ามาใกล้หน้าของผม ก่อนที่จะเอาหลังมือมาแตะบริเวณหน้าผากของผม เชี่ยยยยย ทำอะไรของเขาเนี่ย!

ผมสตั้นกับการกระทำของเขาไปสักพัก ก่อนที่สติจะคืนมาแล้วพยายามเอามือเขาออกจากหน้าผากของผม เมื่อกี้หน้าต้องเหวอมากแน่ๆเลย โอยยยยย

อะ...อะไร

เห็นหน้าแดงๆ นึกว่าไม่สบาย แต่ตัวก็ไม่ร้อนนิปืนตอบกลับมา

ก็แน่สิ...ไม่ได้หน้าแดงเพราะไม่สบายเว้ย!

เออ...ไม่ได้เป็นไร สงสัยคงแพ้อากาศมั้ง

เออ แล้วตอนมาเปียกฝนป่ะเนี่ยปืนพยักหน้ารับ แล้วอยู่ๆก็เปลี่ยนเรื่องเฉย -_-

ไม่อ่ะ มาก่อนที่ฝนจะตกผมตอบตามความจริง

ดีล่ะ ดีนะวันนี้พกร่มว่านมา ไม่งั้นคงเปียกเหมือนวันก่อนแหงๆ

อื้มมม ก็ดี

ขอบคุณสำหรับร่มน้าค้าบปืนลากเสียงยาวเหมือนอ้อน

วันนี้ปืนเขาไปกินอะไรมาเนี่ย ทำไมทำตัวมุ้งมิ้งกว่าปกติแบบนี้ ว่านจะไม่ทนแล้วนะ!

เอ่อะ แล้ว...เพื่อนไม่มาอีกแล้วหรอ

ผมแสร้งทำหันไปมองด้านหลัง ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย ถึงจะด้วยเรื่องเดิมๆก็เถอะ -_-;

ก็เหตุผลเดิม ฝนตกเลยขี้เกียจ ตามจริงฝนไม่ตกแม่งก็ขี้เกียจปืนหันไปมองที่นั่งของเพื่อนตนเอง ก่อนที่จะบ่นประหนึ่งเป็นพ่อของพวกเขางั้นแหละ

ไม่แปลกหรอก เพื่อนในห้องยังไม่มาตั้งเยอะ นี่ยังขี้เกียจเลยผมบอกไป

ขี้เกียจเหมือนกัน แต่ก็นั้นแหละ ขี้เกียจกลับบ้านมากกว่าปืนยกคิ้วกวน ก่อนที่จะหันไปเล่นโทรศัพท์ของตัวเองต่อ ผมก็ไม่รู้จะคุยอะไรก็เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ้าง ซึ่งข้อความไลน์จากปลั๊กก็ขึ้นมาเป็นอันดับแรก

WAN : ไปเรียนก่อนน้า

PLAK : ตั้งใจเรียนนะค้าบ

PLAK : รักนะ

PLAK : เรียนเสร็จบอกด้วยนะ

PLAK : (สติ๊กเกอร์หัวใจ)

ตั้งแต่คบกันมา สาบานได้ว่าครั้งนี้ปลั๊กส่งข้อความมารัวที่สุด ผมควรดีใจใช่ไหม ใช่ ผมควรดีใจสิที่เขาใส่ใจเราเหมือนเดิม แต่ทำไมความรู้สึกข้างในมันบอกว่ามันไม่ใช่ยังไงไม่รู้ ผมไม่ได้ตอบข้อความอะไรเขาไป ส่งแค่สติ๊กเกอร์ลายกระต่ายโคนี่ไปเฉยๆ

“...ว่าน

จู่ๆคนข้างๆก็เรียกชื่อผม ผมหันไปทางเขา แต่ก็ไม่ลืมที่จะกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ในมือ  เพราะกลัวเขาอ่านข้อความไลน์ที่ผมพิมพ์ตอบกลับปลั๊กไป ก็รู้อยู่ปืนสายตาดีที่หนึ่ง -_-;

หื้มมม

ไปรู้จักกับไอ้ปลั๊กมันได้ไงปืนถาม คิดยังไงถึงถามกันนะ

เอ่อ...เคยอบรบค่ายผู้นำด้วยกันอ่ะผมตอบตามความจริง

อ่อค่ายนั้น ตามจริงเราก็ได้ไปนะ แต่ดันติดแคสงาน

เฮ้ย จริงอ่ะ บังเอิญจัง

แปลกดีเหมือนกันแหะ นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าโลกกลม

รู้จักกันที่ค่าย สนิทกันขนาดนั้นเลยหรอ มาเดินเล่นด้วยกันปืนถามเหมือนกำลังจับผิด

ถ้าเป็นเพื่อนจริงๆคงไม่สนิทหรอก แต่เป็นแฟนกันไงเล่า -_-;

ประมาณนั้นมั้ง ฮะๆผมหัวเราะแห้งๆตอบไป

อ่าฮะ แค่ถามดู เห็นไอ้ปลั๊กมันไม่ค่อยมีเพื่อนต่างโรงเรียนไง

ผมพยักหน้ารับไป แต่ก็มีอะไรบ้างอย่างมาสะกิดในความคิดของผม ไอ้ปลั๊กมันไม่ค่อยมีเพื่อนต่างโรงเรียนไงแล้วผู้หญิงที่ปลั๊กบอกว่าเป็นเพื่อนล่ะ แต่ปืนแค่บอกว่าไม่ค่อยมี ก็ไม่ได้หมายความว่าปลั๊กจะไม่มีเพื่อนต่างโรงเรียนเลยนี่น่า

ปืนสนิทกับปลั๊กหรอผมตัดสินใจถามไป

เคยเรียนห้องเดียวกันตอนม.ต้นอ่ะ พอม.ปลายแยกห้องกันเลยไม่ค่อยได้คุยเท่าไร

 

ไม่รู้วันนี้เนื้อหามันเยอะจนน่าเบื่อ หรือว่าอากาศกันนะที่ทำให้ง่วงขนาดนี้ จดเลกเชอร์ไปสัปหงกไป ผมยังดีแค่กึ่งหลับกึ่งตื่น ตัดภาพไปที่คนข้างๆที่เข้าสู่นินทราเรียบร้อยแล้ว หลับอย่างเดียวไม่ว่านะ ทำไมต้องเอาหัวมาซบไหล่ผมด้วย งื้ออออ มันเกินไปแล้วปืน ง่วงก็กลับไปนอนบ้านไหมล่ะ ผมเลยคิดว่าจะให้เขานอนฟุบกับโต๊ะเลกเชอร์แทน แต่ก็ได้แค่คิดแหละ เพราะผมพยายามจะดันหัวเขาออกแต่ก็ไม่ขยับสักนิด เรียกชื่อก็แล้วยังไม่ตื่น ผมก็เลยได้แต่ทำใจ แล้วปล่อยให้เขานอนซบไหล่ผมแบบนั้น

ไม่นานการเรียนการสอนของวันนี้ก็จบลง ผมที่เริ่มจะปวดไหล่แล้วก็กะจะหันไปปลุกคนที่นอนอยู่ แต่เหมือนเจ้าตัวจะหลับลึกมาก

ปืนนนน

เงียบ

ปืนนนน! ตื่นนนน!

ไร้การตอบรับโต้ ผมพยายามขยับไหล่ให้เจ้าตัวรู้ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมา นี่หลับหรือตายครับคุณ ผมเลยหันไปมองหน้าเขาอีกรอบ แต่ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างให้ผมมองหน้าพริ้มของปืนนิ่งแบบนั้น

อื้ม ผิวเนียนจัง หลับยังหล่อเลย ดูริมฝีปากเขาสิ มีสีชมพูระเรืออ่อนๆด้วย บอกได้ว่าเป็นริมฝีปากสุขภาพดี น่าจิ้มจังเนอะ...บ้า! ว่านเลิกคิดแบบนางเอกนิยายแจ่มใส นี่ชีวิตจริงควรปลุกให้ปืนตื่น เข้าจายไหมมม

ปะ...

ขณะที่ผมกำลังจะเรียกชื่อเขา เจ้าตัวก็ลืมตาขึ้นเสียก่อน เขามองหน้าผมนิ่งเหมือนกำลังตั้งสติอยู่พักหนึ่ง เฮ้ย อย่ามองงั้นดิ ใจไม่ดี -///-

เลิกแล้วหรอ

ปืนถามเสียงเบา พลางขยับตัวให้นั่งตรงแล้วสะบัดหัวใจตื่นจากนินทรา สนใจไหล่เราด้วยปืน แงงง

ใช่ เลิกแล้ว เก็บของดิจะได้กลับบ้านพูดจบ ผมก็หันมาเก็บของบนโต๊ะเลกเชอร์ตรงหน้า

เมื่อกี้เรานอนซบว่านหรอ

ชะงัก...

ผมหันไปมองคนถาม ที่เหมือนเพิ่งตั้งสติได้เลยพูดออกมา เขามองผมด้วยสายตายากที่จะคาดเดาความหมาย

“...เอ่อ...ก็ใช่ผมตอบโดยไม่มองหน้าเขา

เหรอ มันสบายดีอ่ะ นึกว่าหมอน ขอโทษนะ ฮะๆปืนหัวเราะแห้งๆ อย่างที่ไม่เคยคิดว่าเขาจะมีมุมแบบนี้ด้วย ก็น่ารักดีนะ...

ไม่เป็นไรผมพยักหน้ารับคำเขา

ไม่เป็นไรก็บ้าล่ะ ปวดไหล่โคตรๆ แงงงง

เราสองคนเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วออกจากห้องพร้อมกัน ผมว่าจะเลี่ยงกลับอีกทางเพื่อให้เขาได้ขึ้นบีทีเอสก่อนจะได้ไม่ต้องกลับพร้อมกัน แต่พอเห็นสภาพอากาศข้างนอก ความคิดและคำพูดทั้งหมดที่เตรียมไว้ก็กลืนหายไปกับสายลม

ฝนยังตกอยู่เลย!

ทำไมหลอกกันแบบนี้ ตอนเบรกมันหยุดแล้วนี่ แล้วทีนี้จะกลับไงล่ะ ร่มก็ไม่มีจะให้วิ่งฝ่าฝนไปเหรอ โดนแม่ด่าแน่ๆข้อหาไม่พกร่ม

ฝนตกอีกล่ะปืนบ่น

นั้นสิ จะกลับไงวะผมบ่นบ้าง

กลับได้ดิ ร่มว่านก็อยู่ที่เราปืนบอกทำให้ผมคิดได้ว่าให้เขายืมร่มไปนี่น่า

แล้วปืนจะกลับไงล่ะยังจะมาเป็นห่วงคนอื่นอีก

ก็กลับพร้อมกันไง ยังไงก็ไปบีทีเอสอยู่แล้วนี่

พอปืนพูดประโยคข้างต้นเสร็จ ก็ใช้อำนาจความสูงของตัวเองโอบไหล่แล้วดึงผมให้ไปตามทิศทางที่เขาต้องการ ผมที่พยายามยื้อเพื่อหาทางเลี่ยงไม่ไปกับเขาแต่ก็ไม่อาจสู้แรงคนข้างๆได้

แล้วสุดท้าย...ผมก็ต้องกลับพร้อมปืนสินะ แงงง

พอออกจากนอกอาคาร เจ้าตัวก็กางร่มเสร็จสรรพพร้อมบอกจะถือให้ผมด้วย ทั้งๆที่ผมพยายามบอกแล้วว่าเกรงใจ แต่ปืนก็ใช้เรื่องความสูงของตัวเองมาอ้างซึ่งก็เถียงไม่ได้ เลยปล่อยให้เขาเป็นคนถือร่มแต่โดยดี คนถือร่มเดินตามทางไปเรื่อยๆพร้อมกับมือที่ยังไม่ยอมปล่อยจากการโอบไหล่ของผม แถมยังใช้มันดึงตัวผมให้เข้าไปใกล้ตัวเขาอีก

เขยิบมาใกล้ๆดิ เดี๋ยวก็โดนฝนปืนบอกพร้อมกระชับอ้อมแขน

เขยิบแล้วได้แค่นี้แหละน้าผมบอกไปทั้งที่จริงๆมันยังใกล้กันได้มากกว่านี้

แต่ถึงใกล้กันยังไง มันก็โดนฝนอยู่ดี นี่มันร่มสำหรับคนเดียวนะ ไม่ใช่สองคน!

ถึงจะพยายามห่างขนาดไหน คนตัวสูงก็ทำให้ผมตัวใกล้เขามากที่สุดอยู่ดี ใกล้จนหน้าเราสองคนห่างกันแค่คืบ ใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆจากตัวของเขา ใกล้จนหัวใจผมเริ่มมีการเต้นผิดจังหวะ

งื้ออออ เมื่อไรจะถึงบีทีเอส!

 

สุดท้ายเราก็มาถึงบีทีเอส ผมเลี่ยงไปยืนรอรถไฟฟ้าฝั่งตรงข้ามจากฝั่งทางกลับบ้านของตัวเองด้วยการโกหกเหมือนครั้งก่อน โดยมีปืนอาสาที่จะรอผมขึ้นบีทีเอสเหมือนเคย

กลับก่อนเลย รอได้

เฮ้ย ไม่เป็นไร

เขาว่างอะไรขนาดนั้น ทำไม่รีบกลับบบ

กลับได้ กลับเถอะอ้อนวอนแล้วนะ

อ่า...เอางั้นก็ได้

ปืนคืนร่มให้ผมก่อนที่เราจะบอกลากัน เขาเดินขึ้นรถไฟฟ้าอีกฝั่งที่มาจอดเทียบชานชลาพอดี ผมรอให้ขบวนรถไฟที่ปืนขึ้นเคลื่อนตัวออกจากสถานีสักพัก ถึงค่อยเดินกลับไปรอฝั่งทางกลับบ้านตัวเอง

จะต้องหนีเขาแบบนี้ทุกวันเลยหรอ เหนื่อยนะเว้ยยย แงงง

 

เมื่อถึงสถานีที่หมาย ผมก็รีบเดินออกจากขบวนรถไฟฟ้าทันที เพราะรู้สึกได้ว่าร่างกายไม่ไหวแล้วอยากนอนเต็มที ง่วงมากกก แถมยังโดนละอองฝนอีกกลัวไม่สบายจัง ดีหน่อยที่แถวบ้านฝนไม่ตกแล้ว เหลือเพียงแต่อากาศชื้นๆเย็นๆเท่านั้น คืนนี้ต้องหลับสบายแน่ๆ

ขณะที่ผมกำลังทาบบัตรโดยสารเพื่ออกจากที่กั้นของสถานี สายตาก็ดันสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของร่างสูงที่ใส่ชุดนักเรียนอันแสนคุ้นตา เหมือนเราเพิ่งจากกันได้ไม่นานนี่เอง ใช่ ไม่ผิดแน่ถึงจะเป็นด้านหลังก็เถอะ นั้นมันพ่อหนุ่มคิ้วท์ที่ชื่อว่าปืนชัดๆ

ว่าแต่...เขาลงสถานีนี้ทำไมกัน

ด้วยความอยากรู้ขีดสุด ผมเลยค่อยๆเดินตามเขาโดยทิ้งระยะห่างพอสมควร ปืนเดินลงบันไดอีกฝั่งขวา ซึ่งถ้ากลับบ้านผมต้องลงบันไดฝั่งซ้าย ผมก็เลยเลือกที่จะไม่ตามเขาลงไป มองปืนจากตรงนี้แทน

ปืนเดินตามริมฟุตบาทไปเรื่อยๆอย่างชำนาญ ดูท่าทีไม่เหมือนคนเพิ่งมาแถวนี้ ไม่นานนักเขาก็เดินเลี้ยวเข้าซอยตรงหน้า พอมองดูดีๆที่ป้ายหน้าซอยมันเป็นชื่อหมู่บ้าน

...

อย่าบอกนะว่า...บ้านเขาอยู่ตรงนี้น่ะ!



__________________________________

คุยกันหน่อยยยย
              22/01/2017

 

มาแย้ววว ตอนที่9 เลขดีเนอะ ฮา
ตอนนี้แอบแต่งยากนึดนึง ไม่รู้เพราะอะไร  
-_-;
เขียนไปลบไปหลายรอบมาก แต่ก็ทำเต็มที่นะ แฮร่

ตอนนี้เรียกได้ว่าอยากให้ว่านนางมีความสุขบ้าง
หลังจากเจอความไม่แน่ไม่นอนของปลั๊กเข้าไป
ก็เลยปาโมเม้นต์ปืนใส่รัวๆ ที่ทำให้ว่านแอบใจเต้นเบาๆ
แถมบ้านปืนยังมาอยู่ตรงข้ามบ้านว่านอีก ตายๆ
(หรือว่ามาบ้านเพื่อน?)
มาดูกันว่าตอนต่อไปจะเป็นยังไงงง เม้นได้นะ อยากอ่าน แหะๆ

PS. ตอนที่ 10 อัพต้นเดือนกุมภาเดือนแห่งรักนะค้าบ
ตามความเคลื่อนไหวที่เพจ สมอเรือ’  หรือ กดเฟบหน้านิยายก็ได้เน้อ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

34 ความคิดเห็น

  1. #10 CS2094 (@cream_thaweerat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 22:40
    มีความ ปืนว่านมากๆตอนนี้ น่ารักกกกกกกกกกกกกกก
    #10
    0