Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 8 : ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 ม.ค. 59


อีกไม่ไกลเราก็จะถึงหมู่บ้านกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์กันแล้วพะยะค่ะ

                ฟรานซิสยิ้ม  รอยยิ้มของเขาช่างน่ารักและดึงดูดสาว ๆ ให้หลงใหลในความสุภาพอ่อนโยนในตัวเขาได้  เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดีจนสาว ๆ โอฟ่อนเองก็แอบเคลิ้มในความเป็นกันเองก็เขาตาม ๆ กัน ลักษณะการพูดจาของเขาดูนุ่มนวลกับผู้หญิงมากซึ่งแตกต่างจากอาเธอร์อย่างสิ้นเชิง  ในขณะที่แดนกลับเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าใดนัก

                ฟรานซิสเนี่ยน่ารักดีเนอะ  เกรซกระซิบข้างหูครีทีเอสก้าขณะเดินทางไปยังหมู่บ้านกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์  เขาหล่อ  สุภาพ  และอ่อนโยน  เธอไม่สนใจบ้างหรอ

                ครีทีเอสก้ายิ้มและเลือกที่จะไม่ตอบ  เธอแอบมองฟรานซิสมาตลอดตั้งแต่แรกเห็นแล้ว  เธอไม่เคยเจอใครที่ดึงความสนใจเธอได้มากขนาดนี้  เขาน่ารักจริง ๆ

                อั่นแน่!  เธอไม่ตอบงั้นก็แสดงว่า…”  เกรซแซว 

                ครีทีเอสก้าหน้าแดงทันที  บ้าน่า  ฉันว่าเขาน่าจะมีแฟนแล้วนะ

       “พนันกันไหมล่ะ  ฉันว่าเขาไม่มีหรอก  เกรซยิ้ม  ดูเธอจะมั่นใจมากว่าเขาไม่มีแฟน  เธอเชื่อลางสังหรณ์ของตัวเอง  - - เธอกะจะชวนปีเตอร์ร่วมพนันกับเธอด้วย  แต่ทันทีที่หันไปมองเขา  เธอถึงกับเศร้าทันทีเพราะตลอดทางปีเตอร์พูดคุยหยอกเย้าอยู่แต่กับซาร่าห์  พวกเขาหัวเราะด้วยกันดูมีความสุขมาก  ซาร่าห์เองถึงจะดูเงียบๆ แต่เธอก็ให้ความสนใจปีเตอร์ด้วยเช่นกัน  พวกเขาดูเหมาะสมกันดีนะจนเธอแอบอิจฉา

                ไม่มีใครสมหวังไปทุกเรื่องหรอกพะย่ะค่ะ  แดนแทรกขึ้นเมื่อเห็นเกรซทำสีหน้าหดหู่อย่างเห็นได้ชัด  ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่เจอกันทุกคน  แต่จะเรื่องอะไรนั้นก็สุดแล้วแต่โชคชะตาจะเป็นผู้กำหนด  เขายิ้มก่อนจะพยักหน้าให้เธอนิด ๆ

                เกรซยิ้มกลับให้เขา  เหมือนเขาจะรู้นะว่าเธอเศร้าด้วยเรื่องอะไร  นั่นสินะ  มันเป็นเรื่องของโชคชะตา

                อาเธอร์ดูหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าบริลเลียน  เขาไม่พูดแต่ท่าทีมันบ่งบอกว่ายังโกรธเธอไม่หาย  บริลเลียนเองก็ไม่รู้จะพูดขอโทษเขายังไง  ยิ่งเขามาทำท่าทางแบบนี้เธอยิ่งไม่อยากคุยกับเขา  เอาแล้วไงพอกันเลยคู่นี้

       “นั่นไง  หมู่บ้านของพวกข้า!”

                ฟรานซิสชี้ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลมากนัก  หมู่บ้านแห่งนี้มีผู้สัญจรเข้าออกคึกคักตลอดเวลา  มีชาวบ้านมากมายเดินขวักไขว่เต็มไปหมดตรงบริเวณหน้าประตูหมู่บ้าน  บางคนถือจอบถือเสียมเตรียมไปทำไร่ไถนา  บางคนถือกระจาดใส่ผักและผลไม้เดินเร่ขายให้แก่ผู้ผ่านไปมา  ผู้คนมีรอยยิ้มให้แก่กันและกัน  ช่างเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่มากเลยทีเดียว

                หากมองไปรอบ ๆ หน้าประตูหมู่บ้านจะพบกับความสวยสดของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ต่างพากันออกดอกชูชันสวยสดงดงาม  หมู่ภมรและผีเสื้อมากมายบินไปตามไม้ดอกต้นนู้นทีต้นนี้ทีเพื่อเก็บสะสมน้ำหวาน  ผืนดินบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์มากต้นไม้จึงสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และออกดอกผลให้ทุกคนได้เก็บกินกัน  ช่างเป็นความร่มรื่นที่หาไม่ได้ง่ายนักในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าจนย่ำยีธรรมชาติดั้งเดิมบนโลกใบนี้

                หมู่บ้านของคุณน่าอยู่นะ  แต่เอ๊ะนั่น…”  ครีทีเอสก้าชี้ไปภาพเบื้องหน้าด้วยความตกใจ

                มีผู้ชายวัยกลางคนหนึ่งกำลังประครองร่างโชกเลือดของผู้ชายคนหนึ่งเข้าหมู่บ้านไป  เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งและสะบักสะบอมเหมือนถูกสัตว์ป่าทำร้ายมา  หากแต่บาดแผลดูรุนแรงมากกว่านั้น  สีหน้าของเขาซีดเผือดเพราะเลือดไหลไม่ยอมหยุด  เขาอาจตายได้ถ้าไม่รีบนำตัวไปรักษา

                ฟรานซิส  แดน  และอาเธอร์รีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที  เกิดอะไรขึ้นรึ?  พวกเขาถามชายอีกคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

                ข้าก็ไม่รู้  ข้าไปเจอเขาบาดเจ็บกลางป่าระหว่างล่าสัตว์  เลยรีบนำเขามาที่หมู่บ้าน  ชายวัยกลางคนผู้นั้นตอบ  การแต่งกายของเขาดูเป็นพวกล่าสัตว์และนำของป่ามาขาย  ข้ากลัวเหลือเกินว่าคนที่ทำร้ายเขาจะเป็นสมุนของจ้าวแห่งความมืดวิคฟาลู

                อย่าพึ่งตื่นตระหนกไปเลย  อาจเป็นสัตว์ป่าทำร้ายก็ได้นะท่านลุง  แดนพูดเปลอบใจชายผู้นั้น 

                ข้าทำงานล่าสัตว์มานาน  ทำไมข้าจะไม่รู้ล่ะว่าบาดแผลที่เกิดจากสัตว์ป่าทำร้ายมันเป็นเช่นไร  ชายผู้นั้นพูดสีหน้าเขาดูหวาดผวา 

                ดูจากการแต่งกายของเขาแล้วน่าจะเป็นชาวบ้านจากอิมพิริออล  เขาอาจโดนทำร้ายระหว่างเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นได้  อาเธอร์ลูบเนื้อผ้าที่ชายผู้บาดเจ็บสวมใส่อย่างวิเคราะห์  ก่อนจะแบกเขาขึ้นหลังไป  ข้าจะนำเขาไปให้ท่านลุงซีลรักษา  แดนและฟรานซิสพยักหน้ารับทราบก่อนจะหันไปมองแก็งค์โอฟ่อนที่จ้องมองพวกเขาด้วยความตกใจนิด ๆ

                เขาไม่เป็นไรใช่ไหม?  ครีทีเอสก้าถามด้วยความเป็นห่วง

                ฟรานซิสยิ้มหลังจากเห็นสีหน้าของความห่วงใยอย่างจริงใจจากเธอ  ไม่เป็นไรหรอกพะย่ะค่ะ  ท่านลุงซีลเก่งเรื่องการรักษายิ่งนัก  หม่อมฉันเชื่อว่าเขาจะต้องปลอดภัย

                ถ้าหากท่านลุงซีลของนายรักษาเก่งขนาดนั้น  งั้นเขาจะต้องรักษาโรคหล่อไม่สิ้นสุดของฉันได้น่ะสิ  ปีเตอร์พูดเป็นเชิงสนุกสนานแต่มันกลับทำให้ทุกคนอยากจะอาเจียน

                งั้นก็รีบไปรักษาซะนะ  เดี๋ยวนายจะยิ่งหลงตัวเองไปใหญ่  ซาร่าห์กระแนะกระแหน  ทุกคนหัวเราะเสียงดัง  แต่ต่อจากนี้ไปจะได้ยินเสียงหัวเราะแบบนี้อีกรึเปล่าก็ไม่รู้

                แหะ ๆ ฉันล้อเล่นน่า  ปีเตอร์ยิ้มอย่างเก้อเขิน

 

   

………………………………..

 

 

                ยามเย็นของริมฝั่งทะเลสาบแบนดิชช่างสวยสดงดงาม  ลมพัดโชยพาดผ่านมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดที่ส่งกลิ่นรัญจวนใจดึงดูดหมู่มวลแมลงน้อยใหญ่ให้เริงระบำรอบ ๆ ต้น  อากาศที่ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไปของเวลานี้ทำให้ใครหลาย ๆ คนชอบมาเดินเล่นแถวริมทะเลสาบที่ใสสะอาดน่าเล่น  ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว  ทำให้ท้องฟ้ามีสีส้มคละไปด้วยท้องฟ้าสีดำของยามราตรี  หมู่สัตว์ปีกพากันบินกลับรังไปหาลูกและครอบครัวของมัน  แล้วแก็งค์โอฟ่อนล่ะมัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ได้กลับบ้านเสียที  ป่านนี้พ่อแม่ของพวกเขาจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าลูก ๆ หายตัวไป

                เกรซถอนหายใจอยู่ริมตลิ่งที่ติดกับทะเลสาบแบนดิช  เธอปลีกตัวออกมาจากเพื่อน ๆ ที่กำลังทานอาหารมื้อเย็นด้วยความเอร็ดอร่อย  เมนูวันนี้เป็นอาหารป่าที่เธอไม่อยากกินและไม่คิดจะกินในชีวิต  และพรุ่งนี้พวกเธอก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปยังเกาะแห่งเทพเพื่อไปรับภารกิจในฐานะองค์หญิงรัชทายาทของอาณาจักรทั้งสามแห่งทะเลสาบแบนดิช  พวกเธอจะต้องทำแบบนี้จริง ๆ หรอ?  อะไรกันที่ใช้ตัดสินว่าพวกเธอคือผู้ที่ถูกเลือก !

                ฉันมาทำอะไรที่นี่กันแน่นะ  เธอถามตัวเองก่อนจะปลดสร้อยอะความารีนบนลำคอยาวระหงมาไว้ในมือ  เธอมองมันพลางถอนหายใจเสียงดัง  ทำไมถึงเลือกฉันล่ะ  ทั้งที่ฉันไม่มีความสามารถอะไรจะไปต่อสู้กับปีศาจหรอกนะ  แล้วฉันก็ขี้กลัวมาก ๆ ด้วย  เธอพูดกับอะความารีนในมือ  แกสามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธได้จริง ๆ หรอ  เห็นบริลเลียนบอกว่าแกเป็นของวิเศษที่ทรงพลัง  มันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า  แต่ถึงยังไงซะฉันก็เห็นแกเป็นแค่สร้อยเส้นนึงแหละน่า  เธอพลิกสร้อยเล่นไปมา  ถึงบริลเลียนจะพูดเป็นตุเป็นตะว่าเครื่องประดับทั้งสามมีอานุภาพกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังได้  แต่ยังไงเธอก็คิดว่าตอนที่มันเป็นสร้อยน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่าตอนที่มันเป็นอาวุธนะ

                ดูพระองค์จะคิดถึงเมืองที่พระองค์จากมามากนะพะยะค่ะ

          แดนปรากฏตัวขึ้นขณะที่เกรซนั่งเหงา ๆ อยู่คนเดียว  เขามาได้ถูกเวลามากเพราะเธอกำลังอยากพูดคุยกับใครสักคน  แต่ก็แอบผิดหวังที่เขาไม่ใช่ปีเตอร์

                อ่ะ  แดน  เธอยิ้มให้เขา

                แดนเดินมายืนข้าง ๆเธอ  หม่อมฉันรู้ดีว่าการที่องค์หญิงต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาโดยไม่รู้ตัวนั้นทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก  เขามองหน้าเธออย่างสุภาพ  เกรซเป็นหญิงสาวที่สวยและสง่างามมากกว่าสตรีคนใดในอิมพิริออลอาณาจักรบ้านเกิดของเขา  และการที่เขาต้องทนเห็นเธอนั่งถอนหายใจไปวัน ๆ นั้นเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้  เขาห่วงเธอไม่ใช่เพราะเธอเป็นรัชทายาทแห่งอิมพิริออล  แต่เขาห่วงในฐานะที่เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหัวใจ  เขาเข้าใจดีที่เธอต้องมาตกระกำลำบากกับสิ่งที่เธอไม่เคยเจอมาในชีวิต  แม้เขาจะไม่รู้ว่าโลกที่เธอจากมานั้นเป็นเช่นไร  แต่เขามั่นใจว่าที่นั่นต้องสงบสุขและไม่มีสงครามนองเลือดเหมือนที่นี่แน่           

                เอ่อฉันแค่  เกรซแก้ตัวไม่ออก  แม้เธอไม่พูดแต่เขาก็ดูเธอออกทุกความคิด  ฉันแค่คิดถึงบ้าน

                แดนยิ้มนิด ๆ หม่อมฉันเองก็คิดถึงบ้านเช่นกัน  เขาหมายถึงอิมพิริออล 

          “ฉันคิดถึงพ่อ  คิดถึงแม่  คิดถึงคนที่นู้น  ไม่รู้ป่านนี้เขาจะทำอะไรอยู่  พวกเขาจะรู้ไหมนะว่าลูกสาวสุดที่รักหายตัวไป  เกรซมองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า  เธอหวังว่าคนในครอบครัวของเธอจะรับได้ถึงความรู้สึกนี้  เธอคิดถึงพวกเขามาก

                องค์หญิงควรดีพระทัยที่พระองค์ยังมีครอบครัว 

                เอ๊ะ !”  เกรซหันไปมองแดนด้วยความสงสัย  นายหมายถึง…”

                หม่อมฉัน  ฟรานซิส  และอาเธอร์ต่างก็เป็นเด็กกำพร้าทุกคน  ครอบครัวของพวกหม่อมฉันถูกสมุนของวิคฟาลูฆ่าตายหมด  พวกมันเผาทำลายบ้านเมืองไม่เหลือซาก  จับหญิงสาวและเด็กไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อทำให้อำนาจของพวกมันยิ่งใหญ่มากขึ้น  ชาวบ้านต่างพากันหนีตายมายังเกาะที่อยู่ในความคุ้มครองของเทพอรัสต้าและร่วมใจกันสร้างเป็นหมู่บ้านกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์  เหล่าเทพอรัสต้าที่ฮึดสู้เพื่อปกป้องประชาชนของพระองค์ถูกสังหารและสาปเป็นสัตว์เดรัจฉานจนเกือบหมด  ตอนนี้เกาะแห่งเทพเหลือเทพไม่กี่องค์เท่านั้นที่คอยปกป้องประชาชนชาวเลือดบริสุทธิ์เอาไว้  แต่อีกไม่นานหากวิคฟาลูยังเรืองอำนาจขึ้นเรื่อย ๆ เทพอรัสต้าก็จะไม่สามารถต้านอำนาจชั่วร้ายได้อีกต่อไป  แดนเล่า  สีหน้าเขาจริงจังและเคียดแค้น  ทางเดียวที่จะยังรักษาอาณาจักรทั้งสามและปกป้องประชาชนชาวเลือดบริสุทธิ์เอาไว้ได้คือตามหารัชทายาทให้พบ  และนี่คือเหตุผลที่พระองค์ถูกส่งมาที่นี่  พระองค์คือเชื้อสายของจักรพรรดิแห่งอิมพิริออล พระองค์คือผู้ที่ถูกเลือก!”

                ทั้งที่รู้ว่ายังไงเราก็น่าจะแพ้น่ะหรอ

                หม่อมฉันเชื่อในความคิดของจ้าวแห่งเทพอรัสต้า  พระองค์ทรงเลือกองค์หญิงด้วยเหตุผลบางประการ  และบางทีศึกครั้งนี้เราอาจได้ชัยชนะ  หม่อมฉันเชื่อเช่นนั้น  แดนให้ความหวังในตัวเกรซมาก  นั่นยิ่งทำให้เธอลำบากใจ  หม่อมฉันสัญญาหากกอบกู้ราชบัลลังก์ได้  หม่อมฉันจะส่งองค์หญิงกลับบ้านเมืองของพระองค์อย่างแน่นอน

                เกรซรู้ดีว่านี่คือทางออกเดียวที่เธอจะได้กลับบ้าน  แต่เธอไม่อยากรับภารกิจนี้  เธอไม่อยากต่อสู้  มันไม่ใช่ตัวเธอ  เธอทำไม่ได้หรอกหากต้องมาจับอาวุธฟาดฟันและเลือดนองเต็มหน้า  ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยทำอย่างนั้นเลย  นายนายทำให้ฉันลำบากใจมากนะแดน

                แดนพยักหน้ารับ  เขารู้ดีว่าการที่พูดแบบนี้เป็นการกดดันเกรซทางอ้อม  แต่เธอคือความหวังเดียวของชาวเลือดบริสุทธิ์ที่มีอยู่  หม่อมฉันรู้ดีว่าการทำเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าหนักพระทัยสำหรับพระองค์  แต่หม่อมฉันสัญญาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหม่อมฉันจะปกป้ององค์หญิงด้วยชีวิตของหม่อมฉัน  ได้โปรดเถอะพระองค์ทรงมาเป็นราชินีให้แก่อาณาจักรอิมพิริออลด้วยเถิด

                เกรซคิดหนัก  การรับหน้าที่ในฐานะนั้นมันเป็นความฝันของหญิงสาวทุกคน  ไม่มีใครจะได้เป็นง่าย ๆ  แต่ใครจะรู้ล่ะว่าการรับหน้าที่เป็นภาระหนักอึ้งสำหรับหญิงสาววัย  18 ปี ธรรมดา ๆ อย่างเธอ

                ถ้านายให้คำมั่นสัญญาแบบนั้นแล้ว  ก็อย่าลืมทำตามที่พูดด้วยแล้วกัน

                แดนคิดทบทวนสิ่งที่เธอพูดก่อนจะยิ้มร่าด้วยความดีใจ  ขอบพระทัยองค์หญิง  หม่อมฉันจะทำตามสัญญาที่หม่อมฉันได้พูดไว้  เขานั่งลงคำนับเธอเพื่อเป็นการขอบคุณ  แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เกรซเก้อเขินมาก

                อย่าทำแบบนั้นสิ  แดน  เธอจับไหล่เขาให้ลุกขึ้น  นี่เป็นการสัมผัสตัวของพวกเขาครั้งแรก

                แดนหลบตาจากเธอผู้ไม่ประสีประสาอะไร  แต่เขากลับรู้สึกผิดที่เผลอต้องมนต์เสน่ห์แห่งความงดงามของเธอเข้าอย่างจัง  เขารู้ดีว่ามันเป็นเพียงความลุ่มหลงไม่ใช่ความรัก  แต่นับวันเขายิ่งไม่อาจละความสนใจจากเธอได้  เธอเป็นคนสวยและนิสัยดีกว่าหญิงสาวคนใดที่เขาเคยพบมา

                แต่เขารู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องพ่ายรักไป  เพราะในใจเกรซมีเจ้าของแล้ว  แต่ถึงอย่างไรเขาสัญญาว่าจะปกป้องเธอให้ถึงที่สุดด้วยชีวิตของเขา

                ทำไมหลบตาฉันแบบนั้นล่ะแดน  เกรซถามเมื่อแดนไม่ยอมสบตา

                แดนยิ้มอย่างเก้อเขิน  หม่อมฉันแค่เอ่อ  เปล่าพะยะค่ะ  เขาโกหกไม่เก่งเอาซะเลยเห็น ๆ อยู่ว่าหลบตาแล้วจะบอกว่าเปล่าได้ไง

                นายคิดอะไรอยู่กันแน่นะ  อยากรู้จริง”  เกรซหัวเราะที่เห็นเขาทำท่าเขินอะไรไม่เข้าเรื่องเข้าราว  แต่ก็ขอบใจนะ  อย่างน้อยนายก็ทำให้ฉันมั่นใจว่าฉันจะทำหน้าที่นี้ได้  แม้จะด้วยชีวิตนายก็ตาม  นายเอาตัวเองมาเดิมพันด้วยสัญญากับคนอื่นแบบนี้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ  เกิดนายตายไปจริง ๆ ฉันก็คงรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิตน่ะสิ

                หาได้ไม่  หม่อมฉันพูดเรื่องจริง  ไม่ได้พูดไปแค่ลมปากเพื่อให้องค์หญิงมั่นใจในตัวหม่อมฉันนะพะย่ะค่ะ  แดนแก้ตัวเพราะกลัวว่าเกรซจะเข้าใจผิด  เขายอมที่จะสละชีวิตเพื่อเธอจริง ๆ หม่อมฉันพูดจริงนะพะยะค่ะ

                เกรซยิ้มเธอรู้ดีว่าแดนพูดจริง  ดู ๆ ไปเขาก็เป็นคนหล่อเหลาเอาการเหมือนกันนะ  แถมสีหน้าจริงจัง ๆ ตลอดเวลาแบบนี้  ดูแล้วมันตลกชะมัด  เลิกทำหน้าเครียดได้แล้ว  ฉันเชื่อนาย

                อะไรนะพะยะค่ะ 

                ฉันบอกฉันเชื่อนาย !”เกรซพูดดีง ๆ อีกครั้ง

                แดนส่ายหน้า  เปล่า  หม่อมฉันหมายถึงหม่อมฉันชอบทำหน้าเครียดรึพะยะค่ะ  พระองค์จึงได้ตรัสเช่นนั้น  ดูแดนจะจริงจังกับประโยคนั้นของเกรซนะ

                เกรซหัวเราะอย่างร่าเริง  เธอไม่นึกว่าเขาจะจริงจังกับคำนั้น  ฉันแค่พูดตามไปสิ่งที่เห็น  อย่าไปถือสานักเลยน่า  อืม  นี่ก็เริ่มมืดแล้ว  ขอบใจนะที่มาดูพระอาทิตย์ตกดินเป็นเพื่อน

                องค์หญิงมาดูพระอาทิตย์ตกดินรึพะย่ะค่ะ  อ่าหม่อมฉันขออภัยที่ชวนพระองค์คุยจนไม่ได้ดู  เขารู้สึกผิดที่หาเรื่องเครียดมาคุยกับเธอจนพลาดการชมพระอาทิตย์ยามเย็นไปเลย  เพราะช่วงเวลานั้นได้ล่วงเลยผ่านไปแล้ว

                เกรซหัวเราะใหญ่  ความจริงในความหมายที่เธอพูดถึงคือขอบใจที่เขามาเป็นเพื่อนคุยในช่วงที่เธอรู้สึกว้าเหว่ที่สุด  ถึงเขาจะเป็นคนประเภทจริงจัง  แต่พอเห็นหน้าซื่อ ๆเวลาพูดเรื่องกอบกู้เอกราชเมืองอะไรนั่น ก็ตลกไปอีกแบบ  นายนี่ซื่อจริง ๆ   แต่ก็ขอบใจนะ  เธอยิ้มให้เขาอีกครั้ง

                แดนมองรอยยิ้มของเธออย่างเปี่ยมสุข  เขาไม่เคยตกหลุมรักรอยยิ้มของใครได้ขนาดนี้มาก่อน  แต่เขารู้ดีว่าการคิดเช่นนั้นเป็นความความคิดที่โง่มากเพราะรู้ฐานะของตนดีว่าตัวเองเป็นใครและเกรซเป็นใคร

                ฉันว่าเรากลับกันได้แล้วมั้ง  ออกมาเดินเล่นนานแล้วเดี๋ยวทุกคนเป็นห่วง  เกรซเดินนำหน้าชายหนุ่มร่างกำยำสมส่วนผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและสุขุมไปอย่างอารมณ์ดี  เพราะความตรงไปตรงมาของแดนทำให้เธอยอมอยู่ที่นี่ต่อไปในฐานะองค์หญิงรัชทายาทแห่งอิมพิริออล  แต่เธอกลับไม่รู้เลยสักนิดว่าหน้าที่นี้ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด 

                องค์หญิง  หม่อมฉันขออภัยนะพะย่ะค่ะที่รั้งองค์หญิงไว้ไม่ให้กลับโลกของท่าน  หากหม่อมฉันไม่ทำเยี่ยงนั้น  อิมพิริออลต้องดับสูญแน่  หม่อมฉันต้องช่วยประชาชนราษฎรชาวอิมพิริออลเอาไว้ก่อนเพราะพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับครอบครัวของหม่อมฉัน…”

                แดนมองตามเกรซไปอย่างรู้สึกผิด  แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้ว  เพราะนี่คือหนทางสุดท้ายของการยืนหยัดเลือดเนื้อมนุษย์ให้คงอยู่ไว้บนโลกใบนี้  ตราบเท่าที่เขายังมีลมหายใจเขาจะทำทุกอย่างเพื่อความสงบสุขของกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์ที่
เขารัก  และทำลายอสูรกายร้ายให้สิ้นซาก
!



…………………………….

 

 

          ยามดึกคืนนั้นเงียบสงัดราวกับหมู่บ้านร้าง  มีเพียงเสียงของสัตว์ป่าที่ออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนและชาวบ้านที่เป็นเวรยามเฝ้าหมู่บ้านซึ่งเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านพร้อมด้วยอาวุธและคบไฟในมือเท่านั้น ในบรรดาเวรยามเหล่านั้นมีอาเธอร์  แดนและฟรานซิสรวมอยู่ด้วย  แต่พวกเขาจะอารักขาเป็นพิเศษบริเวณกระท่อมที่แก็งค์โอฟ่อนพักอยู่

                ชาวบ้านทุกคนดีใจมากที่รู้ว่าพวกเธอคือองค์หญิงรัชทายาทที่จะมากอบกู้เอกราช  สีหน้าของพวกเขาดูมีความหวังขึ้นจากเดิมมาก  ต่างพากันแห่แหนกันมาสรรเสริญแก็งค์โอฟ่อนถึงที่พัก   บ้างโค้งคำนับเป็นการเคารพ  บ้างร่ำไห้เมื่อเห็นหน้าพวกเธอ  บ้างหัวเราะชอบใจจนเหมือนคนบ้า  แต่ทุกคนล้วนปรนนิบัติพวกเธอราวกับเป็นเจ้าหญิงจริง ๆ อาหารการกินที่อยู่เสื้อผ้าไม่บกพร่อง จนบางครั้งพวกเธอเผลอคิดไปว่าได้อยู่ในพระราชวังจริง ๆ ซะแล้ว

                อาเธอร์  เดี๋ยวข้ากับฟรานซิสจะไปตระเวนตรงแถวหน้าหมู่บ้าน  ฝากเจ้าคุ้มภัยแถวที่พักองค์หญิงรัชทายาทด้วย  แดนกล่าวขึ้นในมือของเขากำคบไฟเอาไว้ข้างหนึ่ง  ดาบเหล็กเอาไว้ที่ข้างหนึ่ง  เช่นเดียวกับเวรยามหมู่บ้านคนอื่น ๆ

                อาเธอร์ไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน  เขามองไปที่กระท่อมที่แก็งค์โอฟ่อนทั้งห้าคนอาศัยอยู่ก็เห็นว่าทุกคนคงหลับไปแล้วเพราะไม่มีเสียงพูดคุยเหมือนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้  เดี๋ยวข้าจะดูที่นี่เองไม่ต้องเป็นห่วง

          “งั้นพวกข้าไปล่ะ”  ฟรานซิสยิ้มให้เพื่อนสนิทก่อนจะเดินตามแดนเพื่อไปลาดตระเวนแถวหน้าหมู่บ้าน

                อาเธอร์เดินไปเดินมารอบ ๆ หน้ากระท่อมตามหน้าที่  มองเพื่อนสองคนที่เดินจากไปจนลับตาก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนหินก้อนใหญ่ใกล้ ๆ

                เขามองไปที่พระจันทร์เสี้ยวที่ไม่งดงามมากนักเพราะมีหมู่เมฆดำบดบังจนเกือบไม่เห็นแสง  นึกถอนหายใจเสียงดังเมื่อคิดถึงใครบางคนที่เขาเฝ้ารอคอยฟังข่าวว่าคน ๆ นั้นยังมีชีวิตอยู่  เจ้าอยู่ที่ไหน  เจ้าจะเป็นอะไรหรือเปล่า  เขารำพันกับตัวเองเบา ๆ พลางหยิบบางอย่างที่ห้อยคอเอาไว้ตลอดเวลาและจะไม่มีวันถอดมันออกอย่างแน่นอน  ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน  เขามองไปที่สิ่งของชิ้นนั้น

                มันเป็นแหวนที่ถักจากหญ้าชนิดหนึ่งไม่มีราคาอะไรแต่มันคงสำคัญต่อความรู้สึกทางจิตใจของอาเธอร์มาก  ดูเขาจะหวงแหนมันเป็นพิเศษและไม่แปลกใจเลยที่เขาไม่เคยคิดที่จะถอดมันออกถ้ามันไม่สำคัญกับเขามากขนาดนี้

                ข้าจะตามหาเจ้าให้พบ  ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด  ข้าก็ต้องตามหาเจ้าให้พบ  ข้าสัญญา  เขาส่งความรู้สึกไปยังดวงจันทร์เสี้ยว  เว้าวอนแสงจันทร์ที่มีอยู่อย่างลิบหรี่ส่งความในใจไปให้คน ๆ นั้น

                ทำอะไรอยู่น่ะ               อาเธอร์หันขวับไปหาผู้หญิงที่จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาทำให้เขาตกใจ

                นั่นใคร?  เขาคว้าคบเพลิงไปทางเธอคนนั้นพร้อมกับดาบในมือ  ดูเหมือนเธอจะออกมาจากในกระท่อมขององค์หญิงรัชทายาทนะ

                เอ่อฉันเอง  หญิงสาวร่างสูงผมน้ำตาลเข้มหยิกลอนปรากฏกายขึ้นในความมืด  เธอสวมชุดชาวบ้านจนดูแปลกตาไปจากเดิมเมื่อตอนพบกันครั้งแรก  อาเธอร์เกือบหัวเราะเพราะเธอแต่งแบบนี้แล้วมันดูประหลาดตาดี  แต่เขาก็นึกได้ว่ายังโกรธเธออยู่เลยเก๊กหน้าเคร่งขรึมทำเป็นไม่สนใจว่าเธอจะแต่งตัวอย่างไร

                ท่านออกมาทำไม  นี่มันดึกมากแล้ว  เขาพูดห้วน ๆ โดยไม่มองหน้าเธอ

                บริลเลียนเดินเข้ามาใกล้ ๆ เขาก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนหินอีกก้อนหนึ่งใกล้ ๆ เธอมองเขาด้วยสายตาเก้ ๆ กังไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรก่อนดี  ฉันเอ่อฉันนอนไม่หลับน่ะ  เธอยิ้มแหะ ๆ เพราะรู้ดีว่าตัวเองผิดเลยพยายามหาโอกาสเข้ามาคุยกับเขาก่อน  นายไม่ง่วงหรอ?

                ข้ามีหน้าที่ที่ต้องทำ  ถึงง่วงก็นอนไม่ได้  ไม่เหมือนท่านหรอกให้นอนกลับไม่ยอมนอน  เขาเหน็บแนม  นี่เธออุตส่าห์มาพูดดี ๆ แล้วนะทำไมเขายังประชดประชันอยู่ได้  น่าจะหาย ๆ กันซะเพราะเรื่องนี้อาเธอร์ก็ผิดด้วยเหมือนกัน

                บริลเลียนพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ยั๊วะมากไปกว่านี้  ฉันฉันเอานี่มาให้เผื่อว่านายจะหิวตอนกลางคืน  เธอยื่นผลแอ๊ปเปิ้ลที่หยิบมาจากกระจาดผลไม้ในกระท่อมมาให้เขาอย่างหวังดี

                อาเธอร์มองมันด้วยสายตาเย็นชา  เขารู้ดีว่าการที่บริลเลียนมาคุยกับเขาด้วยนั้นคือการง้อ  แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ถ้าไม่หยิ่งใส่ให้ตลอดก็จะยิ่งได้ใจ   เขารู้ดี

                อ่ะฉันให้

                ท่านเอาไปเถอะ  ข้าเคยผ่านการอดอยากมามาก  คืนนี้ไม่กินอะไรก็ไม่ตายหรอก  อาเธอร์หยิ่งไม่เลิก  นั่นทำให้บริลเลียนถึงขีดสุด

                ปัดโธ่เว๊ย!  ฉันอุตส่าห์มาง้อแล้ว จะเอาอะไรกับฉันอีก!”  ดูเธอจะโกรธมากนะนั่น  แววตาเธอดูจริงจังจนอาเธอร์ตกใจ  จำเอาไว้ด้วยต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ญาติดีกับนายแล้ว!”  เธอแลบลิ้นใส่เขาก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง  แต่อาเธอร์กลับคว้าข้อมือเขาไว้

                อะไรกันแค่นี้โมโหแล้วรึ  อาเธอร์หัวเราะ  เมื่อเห็นสีหน้าและลมหายใจโกรธฟึดฟัดของเธอ  ทำไมเป็นผู้หญิงที่ร้อนกว่าไฟนัก  ข้าไม่เคยพบเจอคนอย่างท่านมาก่อน

                นายอยากมายั่วโมโหเอง”  เธอชักสีหน้าใส่

                สตรีเกิดมาควรไว้ตัวเยี่ยงสตรี  อาเธอร์พูดลอย ๆ แต่บริลเลียนรู้ความหมายดีว่าเขาด่าว่าเธอไม่น่าเกิดมาเป็นผู้หญิงเลย

                แล้วทำไม?  ผู้หญิงอย่างฉันมันผิดตรงไหนไม่ทราบ  เธอกรรโชกเสียงใส่เขาด้วยความโมโห  แต่อาเธอร์กลับอมยิ้มเหมือนกลั้นขำเอาไว้  นายหัวเราะอะไรยะ

                อาเธอร์ยักไหล่เป็นเชิงกวนประสาท  ในสายตาเขาบริลเลียนเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก  ใจร้อน  วู่วาม  หุนหันและไม่มีเหตุผล   นิสัยแบบนี้เป็นนิสัยของชายชาตินักรบที่กระหายสงคราม  แต่เธอเป็นผู้หญิงไม่ควรมีนิสัยแบบนี้เลย  ใบหน้างดงามคมคายของเธอช่างขัดกับอุปนิสัยมาก  เป็นผู้หญิงที่แปลกจริง ๆ

                แล้วมองอะไรอยู่  บริลเลียนเห็นอาเธอร์จ้องตาเธออยู่นานก็นึกสงสัย  แต่พอเขาจ้องนาน ๆ เข้าก็เปลี่ยนเป็นขัดเขินแทน   ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่ทำให้เธอรู้สึกตัวร้อนวูบวาบขนาดนี้มาก่อน  แววตาดุดันคมเข้มของเขาทำให้ใจเธอสั่นรัว  ทำไมเขามองไม่ละสายตาเลยนะ  เขาคิดอะไรอยู่กันแน่  นายมองอะไรอยู่?  เธอหลบสายตาเขาไปอีกทาง  พยายามควบคุมความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นในใจไว้ไม่ให้กระเจิงไปกว่านี้

                ข้ากำลังคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงรัชทายาทจริง ๆ น่ะหรือ?”  อาเธอร์ทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเดินไปรอบ ๆ ตัวเธอ  เขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางทำท่าคิดแล้วคิดอีกเหมือนไม่เชื่อเท่าไหร่ว่าเธอคือผู้สืบเชื้อสายจักรพรรดิแห่งเอธานิออล

                ทำไม?  ฉันไม่เหมาะจะเป็นองค์หญิงรัชทายาทตรงไหน  เธอถามห้วน ๆ แต่พยายามเลี่ยงที่จะไม่ปะทะสายตากับเขา 

                ตรงที่ท่านป็นคนเช่นนี้  เขาชี้มาที่ตัวเธอ 

          “หมายความว่าไง?  เธอมองเขาตาขวาง  แต่พอสบตาเขาก็รีบหลบทันที  อย่าถามนะว่าเพราะอะไร  เธอเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

                แต่ก็เอาเถอะ  ในเมื่ออัญมณีเลือกท่าน  ข้าจะเชื่อใจท่านสักครั้ง  แต่ท่านต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าท่านคือองค์หญิงรัชทาทแห่งเอธานิออลที่แท้จริง  อาเธอร์ท้าให้บริลเลียนพิสูจน์ฐานะของเธอ

                บริลเลียนมองหน้าเขาอย่างงง ๆ ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่าต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นยังไง  แต่เธอจะรับคำท้านี้ไว้และทำตามที่เขาบอกอย่างแน่นอน  แล้วคอยดูละกัน  เธอสะบัดหน้าหนีเตรียมกลับเข้าไปยังกระท่อม  แต่ถูกเขาดึงมือไว้เป็นหนที่สอง

                อะไรของนายอีกล่ะ”  บริลเลียนเริ่มอารมณ์เสีย  ว่าจะมาคุยดี ๆ ด้วยกลับชวนทะเลาะซะงั้น

                อาเธอร์ไม่ตอบก่อนจะเดินมาใกล้เธอ  เขามองที่มือเธออีกข้างหนึ่งที่กำผลแอ๊ปเปิ้ลเอาไว้  งั้นข้าจะรับเอาไว้เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจท่านละกัน  เขาคว้าผลไม้ลูกนั้นมาจากเธอ   และกัดมันหนึ่งคำต่อหน้า

                บริลเลียนยิ้มนิด ๆ แต่พยายามไม่ให้เขาเห็นรอยยิ้มเธอ  ถึงจะเป็นการขอโทษที่ไม่สวยหรูเท่าไหร่นัก  แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างคาดไม่ถึง  อาเธอร์เป็นผู้ชายที่เข้าถึงยากแต่บางครั้งเขาก็ใจดีมาก  คำพูดห้วน ๆ ที่ฟังแล้วขัดหูบางครั้งก็ยั่วโมโหเธอ  แต่คำพูดเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร  เธอเข้าใจเขาดีเพราะนิสัยที่เหมือนกัน

                งั้นฉันไปนอนก่อนล่ะ  พูดแล้วเธอก็รีบวิ่งกลับไปที่กระท่อมทันที 

                อาเธอร์มองตามเธอแล้วอดยิ้มไม่ได้  ถึงบริลเลียนจะนิสัยเหมือนผู้ชายแต่ท้ายที่สุดแล้วยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ  คำพูดคำจาที่ห้าวหาญเกินหญิงฟังแล้วขัดหูขัดตาเป็นต้องทำให้เขาหงุดหงิดทุกครั้งไป  บางทีก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนในแบบของเธอเอง  นิสัยแบบนี้ทำให้เขาอึ้งไปชั่วขณะเพราะเธอคือผู้หญิงที่ผู้ชายอยากค้นหาและเป็นเจ้าของหัวใจมากคนหนึ่ง 

                อาเธอร์คว้าถุงผ้าที่เหน็บเอวเอาไว้  ก่อนจะหยิบแหวนทับทิมออกมา  เจ้านายของเจ้าเป็นสตรีที่แปลกนัก  เพราะอะไรกันเจ้าถึงเลือกเธอผู้นั้น  เขาพูดเปรย ๆ กับแหวนที่แม้ในเวลากลางคืนมันยังทอแสงสีแดงประกายวิบวับได้  เจ้าคงมีเหตุผลบางอย่างสินะที่เลือกนาง

 

………………………………..

 

 

       “แล้วเราจะไปเกาะแห่งเทพที่พวกนายว่ายังไงล่ะ 

                ปีเตอร์ถามขณะที่เขากำลังสวมรองเท้าผ้าใบสไตล์สปอร์ตสุดหรูสีแดงขาวของตัวเอง  แต่ว่า

                ฉันว่ารองเท้านี่ไม่เข้ากับชุดใหม่ที่ฉันใส่เลยนะ  เขามองการแต่งกายตัวเองที่สวมเพียงกางเกงผ้าฝ้ายขายาวสีหม่นเหมือนชาวบ้านทั่วไป  ฉันจำเป็นจะต้องเปลือยท่อนบนด้วยหรอ  มันดูหวิว ๆ ไงก็ไม่รู่  เขารู้สึกไม่มั่นใจเพราะร่างกายของเขายังไม่เฟิร์มพอจะอวดกล้ามให้สาว ๆ ดู  ดูสิ!  ฉันแอบมีพุงด้วย

                สาว ๆ แก็งค์โอฟ่อนหัวเราะ  พวกเธอรู้ดีว่าปีเตอร์ห่างหายจากการเข้าฟิตเนสมานานนับเดือน  แถมช่วงหลังกินเก่งเสียยิ่งกว่าอะไรอีก  ไม่ให้พุงออกให้รู้ไปสิ

                อย่าไปใส่ใจ  ฉันไม่ถือ  เกรซพูดแต่ก็อดหัวเราะพุงน้อย ๆ ของเขาไม่ได้  ไม่รู้จะพูดว่ามันน่ารักหรือน่าเกลียดดี

                ปีเตอร์มองไปที่ซาร่าห์  เขาเห็นเธอหัวเราะไม่หยุดก็รู้สึกอายมาก  ซาร่าห์  เธออย่าหัวเราะฉันสิ  ฉันอายนะ  พวกเธอก็เหมือนกันเลิกหัวเราะได้แล้ว  ทีพวกเธอแต่งตัวเชย ๆ ออกมาเหมือนกับป้าฉันยังไม่ว่าเลย

                สาว ๆ หันมามองกันเอง  เห็นต่างคนแต่งตัวในชุดชาวบ้านที่ทำจากผ้าฝ้ายก็ยิ่งพากันหัวเราะเข้าไปใหญ่  มันก็จริงอย่างที่เขาว่านะ  พวกเราเหมือนคนแก่เลย  ครีทีเอสก้าพูดก่อนจะมองชุดที่เธอสวมอยู่อย่างพินิจ  มันเป็นเสื้อทอจากผ้าฝ้ายสวมใส่สบายกระฉับกระเฉงเวลาเดินไปไหนมาไหน  แต่หลวมไปหน่อยเพราะเสื้อมีแค่ไซส์เดียว  กระโปรงก็ทำจากผ้าฝ้ายผืนเดียวที่มัดไว้ไม่ให้หลุดที่เอว  ข้างในเป็นกางเกงซับผ้าบางที่ไม่รู้ว่าทำมาจากผ้าอะไรเพราะมันช่างนุ่มสบายเหมือนแทบไม่ได้ใส่อะไรเลย  ความจริงถ้าเน้นเรื่องความสบายคล่องตัวสำหรับชุดนี้แล้วก็ถือว่าโอเคนะ

                อืมใช่  ถ้าไม่ดูความสวยนะ  ซาร่าห์พูด  “ฉันก็ชอบเหมือนกัน  ฉันเคยอ่านหนังสือว่าบริเวณทะเลสาบแบนดิชเป็นบริเวณที่มีต้นฝ้ายวิลก้าขึ้นเยอะมาก  เวลาเอามาทอจะได้ผ้าฝ้ายที่นุ่มสบายหาที่ไหนในโลกไม่ได้แล้วด้วย  นี่อาจจะเป็นเสื้อผ้าที่ทำจากต้นวิลก้าก็ได้นะ”

                “ถูกแล้วพะยะค่ะ  นี่คือผ้าที่ทำจากต้นวิลก้า  จะมีเฉพาะหมู่บ้านนี้เท่านั้น”  ฟรานซิสตอบ- -เขามองมาที่แก็งค์โอฟ่อนอย่างนึกขำ  พวกเขาดูแปลกตาจริง ๆ เมื่อใส่ชุดชาวบ้านเช่นนี้  ชุดเดิมของพวกเขาเป็นที่สะดุดตาต่อผู้พบเห็นมากอย่างกับชุดที่มาจากต่างดาวยังไงยังงั้น

                หม่อมฉันว่าเราควรออกเดินทางกันได้แล้ว  วันนี้เราจะเดินทางกันด้วยเรือเพื่อไปยังเกาะแห่งเทพที่อยู่ตรงกลางทะเลสาบระหว่างหมู่บ้านและเกาะเนเจอริออล  ฟรานซิสกล่าว

                เรือจอดรอตรงฟากนู้นแล้วเชิญองค์หญิงทั้งสามและพระสหายพะย่ะค่ะ    แดนผายมือเพื่อให้พวกเธอเดินนำหน้าไปยังท่าเรือริมทะเลสาบใกล้ๆ กับที่เกรซมาเดินเล่นเมื่อวาน

                เรือที่มาจอดรอรับเป็นเรือไม้ลำไม่ใหญ่มากขนาดบรรทุกคนได้ประมาณสิบคน  มีคนพายเรือคนเดียวเป็นชายวัยกลางคนแต่งกายเหมือนพวกผู้ชายชาวบ้านทั่วไป  เขาไว้หนวดเครายาวจนถึงจอนผม  ใบหน้าดุดันไม่ยอมรับแขก

                ทุกคนขึ้นเรือโดยไม่พูดอะไรมาก  อาเธอร์  แดน  และฟรานซิสเข้าไปช่วยชายผู้นั้นพายเรือ  พวกเขาดูทะมัดทะแมงแข็งแกร่งและชำนาญเมื่อกำไม้พาย  นี่พวกเขาอายุไม่เท่าไหร่เองแต่ทำไมถึงเก่งไปเสียทุกเรื่อง  น่าทึ่งจริง ๆ

                เรือแล่นไปยังน้ำใส ๆ ของทะลสาบแบนดิช  แก็งค์โอฟ่อนพึ่งรู้ว่าทะเลสาบแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก  เพราะเท่าที่ฟังจากฟรานซิสเล่าเหมือนเขาจะบอกว่าเกาะแห่งเทพอยู่ไม่ไกลมากนัก  แต่นี่พวกเขาเดินทางมานานหลายชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงเสียที  คงไม่ใช่เพราะหลงทางหรอกมั้ง

                อีกนานไหมอาเธอร์  ครีทีเอสก้าถามฝีพายที่ยืนอยู่ใกล้มากที่สุด

                ไม่หรอกพะย่ะค่ะ   สุดขอบฟ้านั่นก็จะถึงแล้ว  อาเธอร์ชี้ไปทางด้านหน้า  ลับขอบฟ้านั่นไปจะถึงเกาะแห่งเทพจริงๆ  น่ะหรอ  ชักตื่นเต้นซะแล้วสิ  แต่ว่าอาเธอร์นี่แปลกนะ  เขาดูสุภาพกับคนอื่นยกเว้นบริลเลียน  เขาให้เกียรติคนอื่นเป็นเหมือนองค์หญิงรัชทายาท  แต่บริลเลียนไม่ใช่  อาเธอร์ไม่พอใจบริลเลียนตรงไหนกัน - - ครีทีเอสก้าครุ่นคิด  เธอมองหน้าเขาด้วยความสงสัยแต่เขาเป็นผู้ชายเจ้าอารมณ์และเธอก็ไม่รู้จักเขาดีพอที่จะกล้าเข้าไปถามด้วย

                บริลเลียนเห็นครีทีเอสก้าจ้องอาเธอร์นานเกินไปแล้วก็สงสัย  มองอะไรของเธอน่ะเคท  หมอนี่มีอะไรน่ามองด้วยหรอ

          ครีทีเอสก้ายิ้มปฏิเสธ  เปล่า ๆ ฉันก็มองไปเรื่อยเปื่อย

                อย่าบอกว่านะว่าเธอชอบหมอนี่…”  บริลเลียนไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าครีทีเอสก้าจะแอบปลื้มคนดุดันน่ากลัวอย่างอาเธอร์  นี่ไม่ใช่สเปคเธอนี่

                เกรซหันมาให้ความสนใจกับบทสนทนาระหว่างครีทีเอสก้ากับบริลเลียน  ไม่ ๆ เคทเขาชอบฟรานซิสต่างหาก  พวกเธอกระซิบกระซาบคุยกัยเพื่อไม่ให้สุภาพบุรุษนักพายเหลือข้างหลังได้ยิน  ใช่ไหมเคท  เมื่อวานเธอยังยิ้มอยู่เลยเวลาพูดถึงฟรานซิสน่ะ

                ก็ฉันเห็นเธอเอาแต่จ้องอาเธอร์  ไม่ให้ฉันคิดได้ไงล่ะ  บริลเลียนแย้งขึ้นมา  ก็ภาพที่เห็นมันฟ้อง

                ครีทีเอสก้ายิ้มพลางหัวเราะที่เพื่อน ๆ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว  เอาไว้ฉันจะบอกพวกเธอทีหลังก็แล้วกัน  เธอพูดพลางแอบชำเลืองมองฟรานซิสที่อยู่ด้านหลังสุด  แต่โชคไม่ดีที่บังเอิญเขาเองก็มองมาเช่นกัน  เธอเลยต้องรีบหลบตาด้วยความเขินอาย

                ฟรานซิสไม่แน่ใจว่าครีทีเอสก้ามองตนหรือเปล่า  เขาจ้องเธอเผื่อว่าเธอจะหันมามองเขาอีกหนโดยที่เขาก็คาดหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น  แต่เหมือนเธอจะรู้ตัวหรือไม่สนใจเขาจริง ๆ ก็ไม่ทราบ  ไม่เห็นเธอจะหันมามองที่เขาอีกเลย  นั่นทำให้เขารู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูกเลย

                เอ๋นั่นใช่เกาะแห่งเทพรึเปล่า

 เกรซเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ  ก่อนจะชี้ไปที่ภาพเบื้องหน้าซึ่งเป็นเกาะเขียวขจีอยู่ไกลลิบตา

                ซาร่าห์รู้สึกแปลก ๆ กับหนังสือเล่มหนาสีน้ำตาลที่ได้มาจากร้านขายของเก่า  เหมือนมันสั่นของมันเองแต่เธอก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก  อาจเพราะเรือที่โคลงเคลงเลยทำให้เธอรู้สึกเช่นนั้น 

แต่ว่ามันกลับยิ่งสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ  เกิดอะไรขึ้นนะ?

ทะทำไมหนังสือถึงได้???”  ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยค  หนังสือเล่มโปรดของเธอก็หลุดจากมือและตกลงไปในทะเลสาบแบนดิช  อ่ะ!  หนังสือฉัน  เธอร้องและพยายามคว้าหนังสือเอาไว้  แต่สุดท้ายมันก็ดำดิ่งลงไปใต้ทะเลสาบ  นั่นทำให้เธอเสียดายหนังสือล้ำค่าที่หายากมากในโลกใบนี้  เพราะมันเป็นหนังสือโบราณที่จารึกด้วยอักษรแบนดิชซึ่งเธออ่านมันออกคนเดียว

ซาร่าห์  ช่างมันเหอะ!  เดี๋ยวเธอก็ตกน้ำนะ  ปีเตอร์พูดเพราะเกรงว่าซาร่าห์จะโดดตามหนังสือเล่มนั้นไป 

ฉันเสียดายนี่นา  เธอพูดก่อนจะทำสีหน้าผิดหวัง  มันเป็นหนังสือหายากซะด้วย  หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว

พวกเราเข้าใจว่าเธอชอบหนังสือเล่มนั้นขนาดไหน  แต่ว่าฉันไม่เห็นมันจะช่วยอะไรได้เลย   นอกจากเห็นเธอแบกมันไปแบกมันมา  ทั้งหนาทั้งหนัก  ช่างมันเหอะนะ  บริลเลียนพูดตรง ๆ เกรซและครีทีเอสก้าหลุดขำเพราะความตรงไปตรงมาของเธอ

เอ๊ะ!  ทุกคน  ดูนั่น!”  ปีเตอร์ร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ

 

ปุ๋ง! ปุ๋ง!

 

มีฟองอากาศลอยขึ้นมาบนผิวน้ำใกล้ ๆ กับเรือที่ทุกคนโดยสารอยู่  นั่นทำให้ฝีพายทั้งสี่หยุดชะงักทันที  ทุกคนจับจ้องไปที่ผิวน้ำบริเวณนั้นแล้วปรากฏว่าฟองอากาศมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนผิดสังเกต  อาเธอร์  แดน  และฟรานซิสวางไม้พายลงแต่หันมาจับอาวุธแทน  ส่วนฝีพายอีกคนหนึ่งกลับเดินมานั่งรวมกับแก็งค์โอฟ่อนด้วยความกลัว  ตัวของเขาสั่นเทิ้มและพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์

ที่นี่มันอาณาเขตของเกาะแห่งเทพ  ไม่น่าจะมีอสูรกายได้   แดนครุ่นคิด  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีปีศาจวายร้ายอยู่แถวนี้  มันเป็นไปได้ไง  เขาจดจ้องไปที่ฟองอากาศขนาดใหญ่นั้นอย่างกังวล



ตอนหน้าจะมาอัพใหม่นะคะ  อาจจะเป็นพรุ่งนี้  ยังไงก็ฝากติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ
ใครที่อ่านเรื่องนี้อยู่ปรากฏตัวหน่อยเร๊ว
ตอนนี้อยากจะถามว่า  "คุณอยากให้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในเรื่องนี้บ้าง?"
ยกตัวอย่างนะ  เช่น  รักสามเศร้าสี่เศร้า  ดราม่าซึ้งกินใจ  หักมุม ฯลฯ  ลองแนะนำมาก็ได้ค่ะ  
ไรเตอร์จะได้จัดบทนั้นไปหนัก ๆ เลย 55

ตอนนี้เอารูปพ่อหนุ่มแดนสุดหล่อของเราไปฟินก่อนนะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #53 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2556 / 22:09
    อุๆๆ ขอเลิฟซีนค้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!! (สูดเลือดกำเดา -.,- บร๊ะ!!! อย่าเข้าใจพลอยผิดนะคะ)

    ไม่ต้องถึงฉากแบบ XXX ก็ได้ 555 รักกันพอให้กระชุ่มกระชวยหัวใจอิๆๆ

    อยากได้ฉากดราม่าด้วย พลัดพราก สูญเสีย ถ้าเป็นนิยายตัวเองนี่จะขยันเอามาใส่เว่อร์ แต่พอเป็นนิยายคนอื่น...

    ไม่เอาดีกว่า แหะๆ ชอบแบบสุขนิยมค่ะ 

    นี่ชอบคู่เกรซกับแดนมากอ่ะ ขอให้ได้คู่กันนะคะ

    อาเธอร์กับบริลด้วย เหมือนอาเธอร์จะแอบมีกิ๊กรึเปล่า แล้วยิ่งไม่ถูกกันอยู่ รักกันยากนะคู่นี้ ฮือๆๆๆ

    โบกป้ายไฟเชียร์สองคู่นี้สุดใจขาดดิ้น แต่เคทกับฟรานซิสและซาร่าห์กับปีเตอร์อย่าน้อยใจไปนะ

    รักกันดีแล้วก็ดีใจด้วยแล้วค่ะ แต่พลอยชอบคู่รักที่มีอุปสรรคมาขัดขวาง ฮร่าๆๆๆๆ

    ปล. แอบช็อคกับมุขของปีเตอร์จัง รู้แล้วค่ะว่าหล่อมวากกกกกกกกกกกกกกกกกกก -*-
    #53
    0
  2. #39 Sweetie_Pai (@sung-min) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2556 / 13:35
    เสียดายหนังสือซ่าร่าเบาๆ -.- ชอบเคทกะฟรานซิสซะละ 555

    ป.ล.เรียกไผ่หวานก็ได้ค่ะ ^^ แต่ถ้าตันจริงๆ แบบตันจนมึน ก็ลองเว้นระยะเขียนดูก็ได้นะคะ แบบว่าถ้าตันแล้วมาเขียน เดี๋ยวมันลอยทะเล 5555+ ไผ่ชอบนิยายเรื่องนี้จัง พล็อตแปลกดี
    #39
    0
  3. #37 Jellyza (@jellyza) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2556 / 12:58
    เคทกับฟรานซิส -////-
    #37
    0
  4. #36 joke na sad (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2556 / 12:11
    สนุกดีครับ รออ่านต่อ ^^
    #36
    0
  5. #30 NJ'love (@nita-nicha42) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 19:23
    อ่าว หนังสือซาร่าห์ตกน้ำไปแย้ววว TT แถมยังมีอสูรกายอีก =[]= แต่...เคทชอบฟรานซิสจิงอ่อ? เขินแทน >< 555 สู้ๆค่ะพี่บิว ^^
    #30
    0
  6. #29 bmsister (@bmsister) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 19:18
    555  ขอบคุณนะจ๊ะ  Sweetie_Pai    บางเนื้อหาอาจจะอ่านแล้วแปลก ๆ ไปบ้าง  อย่าพึ่งตกใจเพราะสมองพี่ตัน  วันนี้ยอมรับเลยว่าพี่คิดคำไม่ออก  ออกไปเดินชมนกชมไม้บ่อยมาก สุดท้ายก็กลับมางมนิยายตัวเองใหม่ ตันแล้วตันอีก  นี่สินะ  อุปสรรคของนักเขียน =.,=
    #29
    0
  7. #28 Sweetie_Pai (@sung-min) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 19:00
    อ๊ายย ><" ตั้งแต่อ่านมาทีแรกก็ชอบเกรซแล้ว เจอแบบนี้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ><" 

    ติดตามค่ะๆๆๆ (ภาษาการบรรยายสวยจังเลยนะคะ อ่านแล้วดูสมกับเป็นแฟนตาซีจริงๆ)
    #28
    0
  8. #25 bmsister (@bmsister) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 11:35
    ได้เลยจ้า  เดี๋ยวพี่จัดให้ ไม่นานเกินรอ กิดกิ้ววว  น้า นิต้า
    #25
    0
  9. #24 NJ'love (@nita-nicha42) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2556 / 11:30
    น้องมาเม้นตอนนี้คนแรกกกก อ๊ายยย!! สู้ๆนะค้า ขอคู่ครีทีเอสก้าด่วนๆเลยค่ะพี่บิว หนูชอบคนนี้ ><
    #24
    0