Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 6 : บุคคลลึกลับ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 59


เฟี้ยว ว๊าย !

         ผลแอ๊ปเปิ้ลหลุดจากต้นด้วยแรงบางอย่างที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงจนทำให้ตัวของบริลเลียนล้มลงกองกับพื้น  ผลไม้ที่เธออุตส่าห์ใช้ชายเสื้ออุ้มพะลุงพะลังร่วงกระจายเต็มไปหมด  บางผลแตกกินแทบไม่ได้  นั่นทำให้เธอหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด

       “บริล  เป็นไงบ้าง  เกิดอะไรขึ้น  เกรซเข้ามาพยุงร่างเพื่อนสาวของเธออย่างตกใจ  เมื่อกี้เธอมัวแต่ชื่นชมธรรมชาติไปหน่อยเลยไม่ทันมองว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่  แต่ดูท่าบริลเลียนจะไม่พอใจมาก

                เธอมองผลแอ๊ปเปิ้ลต้นเหตุที่ร่วงอยู่ไม่ไกลจากตัวเธออย่างโมโห  แต่แล้วก็ถึงกับตาโตเมื่อ

                มีลูกศรธนูไม้ดอกหนึ่งปักอยู่ที่ผลแอ๊ปเปิ้ลนั้น  นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เธอล้ม  และนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้ผลไม้เก็บมากับมือร่วงจนแตกเละกินไม่ได้  มันน่าโมโหนัก  ฝีมือใครน่ะ  ออกมานะ!”  เธอตะโกนด้วยความโมโหท่ามกลางป่าเขาสีเขียวพงไพรที่ดูไม่น่าจะมีอันตรายใด  ๆ  แต่เธอคงลืมไปแล้วมั้งว่าที่นี่มีภยันตรายมากมายแอบแฝงอยู่มากกว่าที่เธอคิด  ดูอย่างงูยักษ์สิเรื่องไม่น่าเกิดมันยังเกิดขึ้นได้เลย  “แน่จริงก็ออกมาสิ  อย่าหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันแบบนี้

                บริล  ฉันว่าเรารีบไปกันเถอะ  เกรซเห็นท่าไม่ดี  ขืนอยู่ต่อไปมีหวังได้เจอะของดีอย่างแน่นอน  เธอชักกลัวแล้วสิ  บริล  รีบไปเหอะ  เกรซรีบจูงมือบริลเลียนออกจากบริเวณนั้นทันที

                เฟิ้ยว ! เฟี้ยว ! เฟี้ยว !

                มีลูกศรธนูสามดอกลักษณะเดียวกับที่ปักบนผลแอ๊ปเปิ้ลลูกนั้นพุ่งมาสกัดหน้าพวกเธอไม่ให้วิ่งหนีไปไหนได้  เกรซถึงกับผงะเพราะอีกแค่ก้าวเดียวก้าวเดียวเท่านั้นลูกศรเหล่านั้นอาจปลิดลมหายใจของเธอ 

                เกรซหายใจถี่ด้วยความกลัวเช่นเดียวกับบริลเลียนที่ดูเหมือนจะกล้าแต่ภายในหัวลึก ๆ ก็กลัวมากเช่นกัน  ที่นี่เริ่มมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็น  ไฟสักดวงก็ไม่มี  มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า  สิ่งเดียวที่จะทำให้รอดคือตัวเองเท่านั้น!

                ให้ตายสิ !  เกรซ  เรามองไม่เห็นมัน  เกิดเราหนีตอนนี้แล้วมันฆ่าเราขึ้นมาจะทำไงดี  บริลเลียนลังเล  เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าภายในวันเดียวกันจะต้องมาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันถึงสองเหตุการณ์แบบนี้  อะไรมันจะซวยขนาดนี้นะ

                ถ้าไม่หนีแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างล่ะ  เกรซถาม  เธอคาดหวังว่าบริลเลียนจะคิดหาวิธีได้

                บริลเลียนหัวเราะแหะ ๆ ฉันไม่รู้  เธอรู้แต่ว่าถ้าพวกเธอขยับลูกศรธนูเหล่านั้นอาจจะพุ่งเข้ามาใส่พวกเธอได้อีก  บ้าชะมัด  คิดสิ ๆ บริลเลียน  ปกติเรื่องแบบนี้แกหาทางเอาตัวรอดได้นี่  เธอลนลานเกินกว่าจะหาวิธีได้  เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่นิ่งพอเหมือนครีทีเอสก้า  ไม่ฉลาดพอเหมือนซาร่าห์  ไม่มีเสน่ห์พอเหมือนเกรซ (มันเกี่ยวตรงไหนเนี่ย)   และไม่แข็งแกร่งพอเหมือนปีเตอร์  แล้วเธอจะทำไงดี?

                งั้นเธอไม่ต้องคิดแล้วล่ะ  วิธีเดียวเท่านั้นที่พวกเราจะรอด…”

                ห๋า???

                วิ่งสิวิ่ง!”  เกรซรีบดึงมือบริลเลียนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  ทุกย่างก้าวของพวกเธอมีเสียงลูกศรธนูดังตามมาไม่หยุด  มันไม่ปรานีพวกเธอเลยสักนิดทั้งที่เป็นผู้หญิง  และพวกเธอเองก็จะไม่หยุดให้พวกมันเชือดง่าย ๆ หรอกน่า

                บริล  เธอวิ่งเร็วได้แค่นี้หรอ  เกรซบ่นเมื่อบริลเลียนวิ่งไม่ทันใจ

                แฮ่ก ๆ ใครจะวิ่งเร็วเท่าเธอล่ะยัยโอลิมปิก  บริลเลียนพยายามเร่งสปีดแล้วแต่ความเร็วก็ไม่ขึ้นเลย  ลูกศรธนูพุ่งใส่พวกเธออย่างไม่ลดละ  ถ้าขืนพวกเธอหยุดก้าวเดียว  ตายแน่ ๆ

                ฟิ้วววว !  ฟิ้ว !

                บ้าเอ๊ย  มันเกือบโดนฉันแล้ว  บริลเลียนร้องเพราะเมื่อกี้ถ้าเธอไม่กระโดดหลบ  เธอคงโดนไปแล้ว

                เกรซวิ่งหลบหลีกได้ไวมาก  แต่ถึงแม้จะวิ่งได้เร็วสักแค่ไหน  ความมืดก็ไม่เป็นใจเอาซะเลย  เธอเผลอไปสะดุดเอารากไม้ใหญ่ของไม้ยืนต้นต้นหนึ่งเข้า

                พลั๊ก !  เธอล้มลงและพยายามลุกขึ้นมาวิ่งต่อ  แต่ข้อเท้าเจ้ากรรมดันเคล็ดทำให้ลุกไม่ได้

                บริลเลียนที่วิ่งเลยไปแล้วต้องวิ่งย้อนกลับมาด้วยความเป็นห่วงเพื่อน  เกรซเป็นไงบ้าง  เธอไม่รอช้ารีบลากเกรซลุกขึ้น  แต่เกรซไม่สามารถใช้เท้าข้างขวาที่เคล็ดยันวิ่งต่อไปได้เลยทำให้การหนีล่าช้ามากขึ้น

                บริล  เธอไปเหอะ  รีบหนีไป

                ฟิ้วววว!  ลูกศรธนูพุ่งมาปักด้านข้างของบริลเลียน  ดีนะที่เธอเบี่ยงตัวหลบทัน  บ้าเอ๊ย !  ไม่แม่นนิหว่า  เธอสบถด้วยความโมโห  เกรซ  ทนหน่อยนะ  ลุกไหวไหม   ฉันไม่ยอมทิ้งเธอไว้แบบนี้หรอกนะ  เธอพยายามประครองตัวเกรซให้ลุกขึ้นหนีพร้อมกับเธอให้ได้  แต่แล้ว

                ฟิ้ววววฉึก !

          “อ๊า !”  บริลเลียนผละออกจาตัวเกรซทันทีเมื่อถูกแรงอัดซัดเข้าใส่ที่ไหล่ข้างซ้าย  เธอร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะค่อย ๆ มองไปที่หัวไหล่ของเธอ  มันถูกปักด้วยลูกศรธนูที่เธอวิ่งหนีมาตลอดทาง  แต่สุดท้ายก็โดนมันเข้าจนได้  เธอรู้ดีว่าถ้าดึงลูกศรนี่ออกเลือดก็จะไหลทะลักทันที  แล้วมันอาจทำให้เธอตายได้ถ้าเลือดไหลหมดตัว

          “บริล!”  เกรซเรียกเพื่อนสาวของเธออย่างตกใจ  เธอร้องไห้ทันทีเมื่อบริลเลียนร้องด้วยความทรมาน  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของพวกเธอเนี่ย  ถ้าไม่มาเที่ยวที่อุทยานประวัติศาสตร์บ้าบอนี่ก็คงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้หรอก  บริล!  ฮือ ๆ

                พวกเจ้าเป็นใคร  เข้ามาบุกรุกพื้นที่ของเราทำไม?


                สองสาวเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงร่างหนึ่งที่ปรากฏกายตรงหน้าเธอท่ามหลางความมืดที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งผืนป่า  ร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้พวกเธอเรื่อย ๆ แต่เพราะมืดมากเกินไปจนไม่สามารถเห็นรูปร่างและโครงหน้าได้ชัด  พวกเธอรู้แต่ว่าเขาเดินมาพร้อมกับอาวุธในมือ  ซึ่งนั่นก็คืออาวุธที่ไล่ล่าพวกเธอ !

                แกจะเอาอะไร  อยากได้อะไรบอกมา  ทำไมถึงต้องทำร้ายเรา!”  บริลเลียนพูดด้วยน้ำเสียงกรรโชกใส่  เธอลุกขึ้นประจันบุคคลคนนั้นด้วยความไม่เกรงกลัว  เขาสูงกว่าเธอมาก  ไหล่กว้างและร่างกายกำยำแข็งแรงเหมือนนักกีฬา  เธอพยายามมองหน้าเขา  แต่เพราะผมเผ้าที่รุงรังและหยิกลอนบดบังจนไม่สามารถบอกรูปหน้าได้ชัดเจนนัก  เธอเห็นแต่แววตาของเขาเท่านั้น  แววตาสีน้ำตาลเข้มที่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าว

                พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ต้องการสิ่งใด  บุกรุกในพื้นที่ของผู้อื่นมีโทษถึงตาย !”  เขาดึงมือเธอหวังจะคว้ามาเค้นเอาความจริง  แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นแหวนทับทิมบนมือของเธอ  เขาผละออกจากเธอทันที  ท่าทางของเขาดูเกรงกลัวต่อแหวนวงนั้น  เจ้าเป็นใครกันแน่

                บริลเลียนเห็นโอกาสดีเลยกำหมัดชกเข้าไปบนใบหน้าของชายผู้นั้น  หมัดของเธอได้รับการยอมรับจากเด็กผู้ชายในโรงเรียนแล้วว่าหนักแน่นจนสามารถล้มนักมวยปล้ำตัวใหญ่ยักษ์ได้ง่าย  และมันก็จริง  ชายคนนั้นเซถลาไปไม่ทันตั้งตัว  บริลเลียนเห็นโอกาสดีเลยหันมาคว้ามือเกรซเตรียมวิ่งหนีกัน  แต่ว่า

                ฟู่ว์ ! 

                เธอรู้สึกเหมือนสูดอะไรเข้าไปก็ไม่รู้  มันหอมมากแต่ก็ทำให้แน่นอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก  หัวของเธอหมุนติ้วจนทำให้ตัวเธอเซถลาล้มลงเพราะทรงตัวไม่อยู่  มันเหมือนจะเป็นลมแต่ก็ไม่ใช่เพราะรู้ตัวตลอดเวลา  สายตาเริ่มพร่ามัวมองอะไรไม่เห็น  ภาพสุดท้ายที่จำได้คือ  ชายอีกคนหนึ่งที่มีผมยาวประบ่ากำลังเดินตรงมาทางเธอ  เขาโค้งให้เธอด้วยความสุภาพ

                ข้าขออภัย…”

 

…………………………….
 

 

 

          “บริล!   เธอฟิ้นสิ !   บริล !”

          เกรซพยายามเรียกเพื่อนสาวของเธอที่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว  บริลเลียนถูกทำแผลบริเวณหัวไหล่เรียบร้อยด้วยบุคคลนิรนามที่จับตัวพวกเธอมา  เกรซเองก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกันว่าพวกเขาเป็นใคร  ทีแรกพวกเขาต้องการฆ่าเธอ  แต่พอเห็นแหวนของบริลเลียนเท่านั้น  พวกเขากลับสุภาพกับเธออย่างคาดไม่ถึง

                เธอมองไปที่ข้อเท้าของตัวเองที่กำลังโปะสมุนไพรด้วยใบไม้อะไรไม่รู้  แต่มันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมากและเริ่มขยับไปไหนมาไหนได้สะดวก  บริล!  เธอฟื้นสิ !  บริล!”

                บริลเลียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นทีละน้อย  เธอรู้สึกเหมือนฝันไปแต่บางครั้งมันก็เหมือนจริงมาก  เธอหันไปมองคนที่ปลุกเธอ  เกรซ…”  เธอยิ้มเมื่อเห็นเกรซปลอดภัย  เธอโอเคใช่ไหม  เธอพยายามลุกขึ้นแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่  อาเจ็บชะมัด

                เธออย่าขยับสิ  เห็นไหมเลือดไหลเลย  เกรซใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เธอพกติดตัวตลอดซับเลือดที่หัวไหล่ให้เพื่อนสาว 

          บริลเลียนมองไปรอบ ๆ ที่นี่เป็นกระท่อมไม้สานขนาดไม่ใหญ่มาก    ไม่มีเฟอร์นิเจอร์  ไม่มีของใช้  มีแต่อาวุธที่แขวนอยู่ตรงข้างฝา  มันคือธนู  เราอยู่ที่ไหนเนี่ย  เกรซ !”  เธอดูตกใจมาก  เท่าที่จำความได้เหมือนพวกเธอจะถูกจับตัวมา

                อย่าตกใจบริล  พวกเขาเป็นพวกเดียวกับเรา  พวกเขาเป็นคนดี

                คนดีอะไร  ไล่ฆ่ากันเนี่ยนะ  เธอโวยวายทันทีที่เกรซพยายามปกป้องพวกนั้น  ดูสิเนี่ยเกรซ  ที่แขนฉันโดนอะไร  เธอยังมีหน้ามาบอกว่าพวกมันเป็นคนดีอีกหรอ

                เธอฟังก่อนสิ  พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะ…”    เกรซพยายามอธิบายแต่บริลเลียนกลับไม่ฟังอะไรทั้งนั้น  เธอลุกขึ้นพรวดพราดทั้งที่ยังบาดเจ็บอยู่พลางชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหาทางหนีทีไล่เผื่อบางทีคนที่จะจับตัวมาจะไม่ได้อยู่แถวนี้

                ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น  เราไปกันเหอะ  นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะหนีรอดนะ  บริลเลียนพยายามดึงมือเกรซให้วิ่งหนีไปกับเธอ  แต่เกรซลังเล  เธอรออะไรอยู่เกรซ  รีบหนีสิ !  เดี๋ยวพวกมันมานะ

                พวกท่านกำลังจะหนีไปไหนรึ

                บริลเลียนสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงชายนิรนามดังขึ้นมาจากข้างหลังเธอ   เธอค่อย ๆ หันไปมองบุคคลนั้นช้า ๆ ในมือกำหมัดแน่นเตรียมพร้อมต่อสู้  แต่ทันทีที่เธอหันไปสบตาเขา  เธอกลับชะงักลงทันทีเพราะเขาไม่ได้ดูดุร้ายอย่างที่เธอวาดภาพในจินตนาการเอาไว้

                ใบหน้าเขาดูอ่อนวัยเหมือนเป็นรุ่นพี่เธอไม่กี่ปี  นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคมคายและใบหน้าดูดีได้รูปของเขาทำให้เธออึ้งไปและแอบชื่นชมอยู่ไม่น้อย  สีหน้าเขาดูจริงจังตลอดเวลา  ผมสีดำยาวหยักศกถูกรวบไว้ด้านหลัง  ร่างกายสูงชะลูดและกำยำแข็งแกร่งเปลือยแค่ท่อนบนเผยให้เห็นแผ่นอกอันบึกบึนได้สัดส่วน  เขานุ่งเพียงกางเกงผ้าฝ้ายสีหม่นที่เปื้อนดินเปื้อนทรายเต็มไปหมด  ในมือถือธนูและกระบอกไม้ที่มีลูกศรเพียงแค่สองสามดอกเท่านั้น

                นะนาย  เป็นใคร  บริลเลียนถามก่อนจะเดินไปยืนข้าง ๆ เกรซ  จับตัวพวกเรามาทำไม

                ชายหนุ่มโค้งคำนับอย่างสุภาพ  ขออภัยที่ข้าไม่ได้แนะนำตัว  ข้ามีนามว่าอาเธอร์  อภัยให้ข้าด้วยที่ทำให้พวกท่านบาดเจ็บ

                พึ่งรู้ตัวหรอรึไง  เอ๊ะ !  ”  บริลเลียนพึ่งสังเกตเห็นบนแก้มซ้ายของเขามีรอยฟกช้ำเหมือนถูกต่อย  ถ้าอย่างนั้นหมอนี่คงเป็นคนที่เธอตั๊นหน้าใส่สินะ  ฮ่า ๆ สมน้ำหน้าจริง ๆ

                อาเธอร์  หาพวกเขาเจอไหม?  เกรซถามสีหน้ามีกังวลเมื่อเห็นอาเธอร์เดินมาตัวเปล่า 

                บริลเลียนงง  เธอมองหน้าเกรซที่ดูกระสับกระส่ายเหมือนวิตกกังวลเรื่องอะไร  หาใคร?

                ข้าขออภัยที่ไม่สามารถตามหาสหายของพวกท่านได้  แต่ตอนนี้สหายของข้าอีกสองคนกำลังช่วยกันค้นหาอีกฟากหนึ่งของป่าอยู่  อาเธอร์พูดก่อนจะมองออกไปข้างนอกหน้าต่างกระท่อม  เขาจ้องพระจันทร์บนท้องฟ้าอยู่พักหนึ่ง  นี่ใกล้รุ่งสางแล้วหากสหายของข้ายังไม่กลับมา  ข้าจะไปตามคนจากหมู่บ้านมาช่วยอีก

                ขอบใจนายมากนะ  เกรซยิ้มให้เขาแต่สีหน้ายังไม่คลายความกังวลเหล่านั้น

                เธอหมายถึงซาร่าห์  เคท  แล้วก็ปีเตอร์ใช่ไหม  บริลเลียนเหมือนพึ่งนึกได้ว่าเธอทิ้งเพื่อน ๆ เอาไว้ที่ชายป่าแห้งแล้งนั่น  เธอชักจะเป็นห่วงซะแล้วสิ  นายช่วยเพื่อนฉันทีนะ  บริลเลียนหันมาพูดกับอาเธอร์  ตอนนี้เธอทิ้งเรื่องแค้นเอาไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยมาสะสางหลังจากตามตัวสมาชิกโอฟ่อนอีกสามคนที่เหลือพบ

                อาเธอร์พยักหน้ารับ  ก่อนจะมองบริลเลียนด้วยความสงสัย  เขาจ้องเธออยู่นานจนเธอรู้สึกได้เมื่อสายตามองมา 

                นะนายมองหน้าฉันทำไมไม่ทราบ  บริลเลียนค่อย ๆ เดินไปหลบอยู่หลังเกรซเหมือนกลัว ๆ เขาอยู่ไม่น้อย  ก็แน่ล่ะ !  หน้าตาอาเธอร์ดูขึงขังจนเธอไม่กล้าสบตา

                อาเธอร์ไม่ตอบก่อนจะละสายตาออกจากเธอเดี๋ยวเธอจะรู้สึกกลัวไปมากกว่านี้  เขาวางคันธนูและกระบอกลูกศรในมือลงกับพื้นก่อนจะนั่งลงพักให้หายเหนื่อย  แต่เขาก็อดจะละสายตาออกจากบริลเลียนด้วยความสงสัยอย่างหนึ่งไม่ได้  เขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าและมาหยุดอยู่ที่เครื่องประดับในมือของเธอแหวนวงนั้น 

                ท่านนำแหวนวงนั้นมาจากไหน  เขาชี้ไปที่แหวนทับทิมในมือของเธอ

                บริลเลียนไม่อยากตอบเพราะรู้สึกไม่ถูกชะตากับชายคนนี้  ทำไมฉันจะต้องบอกนายด้วย

                อาเธอร์ฟึดฟัดด้วยความหงุดหงิด  ผู้หญิงคนนี้ทำไมกิริยาคำพูดคำจาไม่สุภาพเรียบร้อยสมเป็นสตรีเอาเสียเลย  ทั้งที่เขาแค่ต้องการถามที่มาที่ไปของแหวนก็เท่านั้น  นั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้นว่าเธอคนนี้เป็นคนที่อรัสต้าส่งมาจริง ๆ นะหรอ?

                ทำไมเธอไม่หัดพูดดี ๆ กับเขาล่ะบริล  เกรซเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนสาวของเธอถึงได้แข็งกร้าวกับผู้ชายคนนี้นัก  ทั้งที่ก็เข้าใจแล้วนะว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอ

                อาเธอร์ อาเธอร์ !”

                เสียงตะโกนจากข้างนอกร้องเรียกชื่อชายหนุ่มที่อยู่ภายในกระท่อม  อาเธอร์ลุกขึ้นด้วยท่าทีกะตือลือร้นก่อนจะเปิดประตูให้บุคคลข้างนอกนั้นเข้ามา

                ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับอาเธอร์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาในกระท่อม  ในอุ้งแขนของเขาอุ้มร่างของผู้ชายร่างสูงผมสีน้ำตาลแดงไร้สติเอาไว้  ใบหน้าของชายผู้นั้นซีดเผือด  ลมหายใจเบาบาง  นี่เขายังมีชีวิตหรือไร้วิญญาณไปแล้วนี่ ?

                วินาทีแรกที่เกรซเห็นเธอก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มไร้สติคนนั้นเป็นใคร  เธอรู้สึกโล่งอกที่หาตัวเขาพบและหวังว่าผู้คนเหล่านี้จะช่วยชีวิตเขา  ปีเตอร์…”

                แล้วอีกสองคนล่ะ  ผู้หญิงสองคน

                บริลเลียนวิ่งไปที่ประตูกระท่อมพลางชะโงกมองหาเพื่อนสาวของเธออีกสองคนที่น่าจะตามมาด้วย  แต่ว่ากลับไร้เงาของพวกเธอ

                ชายหนุ่มที่เป็นเพื่อนของอาเธอร์วางร่างไร้สติของปีเตอร์ลงกับพื้น  เขามีผมสีบรอนซ์น้ำตาลยาวหยักศกประบ่า  รูปร่างกำยำสมส่วนแต่ไม่สูงเท่าอาเธอร์  เขาเป็นคนหนึ่งที่มีรูปหน้าดูดีจนจัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนเลยก็ว่าได้  เขาดูไม่ใช่คนจริงจังมากเกินไปเหมือนเพื่อนของเขา  แต่แววตาสีเขียวประกายกลับสื่อให้ทุกคนมองเขาเป็นคนที่มีความคิดอยู่ในสมองอยู่ตลอดเวลา  แววตาของความฉลาดสุขุมมากกว่าใครทุกคน

                เขาโดนอะไรมารึ  แดน  อาเธอร์รุดมาดูร่างอันซีดเซียวของปีเตอร์  แบบนี้ท่าทางจะโดนพิษของเอกอส

                ตอนที่ข้าและฟรานซิสไปพบเขาโดนเอกอสตัวเมียรัดจนสิ้นสติ  แต่ระหว่างเดินทางกลับมาที่นี่พวกข้าก็ได้ประจันหน้ากับเอกอสตัวผู้  เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่สามารถคุ้มครองเขาได้  เขาเลยถูกพิษของเอกอสเข้า

ชายที่ชื่อแดนเล่า  เขาทำสีหน้าผิดหวังที่ไม่สามารถปกป้องและดูแลปีเตอร์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

                แล้วฟรานซิสเล่า?  อาเธอร์ถามเขาดูเป็นห่วงเพื่อนอีกคนที่ยังไม่ตามมา

                ฟรานซิสปลอดภัยดี  ตอนนี้เขากำลังเดินทางมาพร้อมกับสตรีอีกสองคน  อาเธอร์เจ้ามียาถอนพิษเอกอสก็จงช่วยบุรุษคนนี้เถิด  แดนเว้าวอน  หากช้ากว่านี้อาจไม่ทันการ

                เกรซและบริลเลียนตกใจมาก  ทำไมปีเตอร์ถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้นะ  โดนรัดแล้วยังมาโดนพิษอีก  ขอร้องล่ะช่วยเขาเหอะอาเธอร์  เกรซอ้อนวอนเขาอีกคน

                หาได้ไม่  อาเธอร์ส่ายหน้า

                อะไรกัน  นายจะบ้าหรอคนจะตายอยู่รอมร่อ  นายจะยืนรออะไรอีก  นายชอบนักรึไงให้คนตายต่อหน้าต่อตาน่ะ  บริลเลียนคว้าไหล่ของเขาเขย่าไปมาด้วยความโมโห  เธอไม่เคยพบเจอคนที่ใจร้ายขนาดนี้มาก่อนเลย

ใจร้ายใจร้ายที่สุด

                ข้าจะเป็นคนใจร้ายถ้าหากข้าช่วยชีวิตเขาเวลานี้  อาเธอร์ตอบกลับไปอย่างช่วยไม่ได้

                แดนมองหน้าเขาอย่างสงสัย  ก่อนจะพึ่งนึกอะไรบางอย่างออก  ข้าเข้าใจแล้ว  งั้นคงต้องรอถึงฟ้าสาง หวังว่าเขาคงมีชีวิตรอดจนถึงเวลานั้น

                ทำไม?  ทำไมไม่ช่วยเขาเลยล่ะ  พวกนายคิดอะไรอยู่  เกรซเป็นฝ่ายโวยวายบ้าง  เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องรอให้ฟ้าสางด้วยในเมื่อคน ๆ หนึ่งกำลังจะตายอยู่ตรงหน้าแล้ว - - เธอเหลือบมองเห็นมีดพกที่เหน็บอยู่ตรงเอวของแดน  แล้วความคิดชั่วร้ายเพื่อคนที่เธอรักก็ครอบงำ  เธอวิ่งไปคว้ามีดนั้นมาอยู่ในมือเธออย่างรวดเร็วก่อนจะจี้ไปที่คอของแดน  ช่วยเขาเดี๋ยวนี้นะ  ถ้านายไม่ช่วยนายตายแน่

                เกรซ…”  บริลเลียนนึกไม่ถึงว่าเกรซจะกล้าทำในเรื่องหวาดเสียวแบบนี้  เธอมองเกรซในแง่ใสซื่อจนลืมไปว่าเกรซเป็นคนที่รักเพื่อนมาก  เธอทำได้ทุกอย่างถ้าหากมันจำเป็น

                แดนมองแววตาที่จริงจังของเธอ  เขารู้ว่าเธอกล้าถ้าคิดจะทำแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกัน  ท่านจะฆ่าข้าก็ได้  แต่อย่างไรก็ต้องรอจนฟ้าสางอยู่ดี  เขาดูไม่สะทกสะท้านกันมีดคมกริบที่จ่ออยู่ตรงคอหอยของเขา 

                ทำไม?  ฉันไม่เข้าใจ  เกรซถาม  มือที่จับมีดสั่นเทาด้วยความลังเลและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอจับอาวุธด้วย  พวกนายเป็นใครกันแน่
 

Image  ตัวละครลับ





Arthur:  องครักษ์เมืองเอธานิออล



Daniel  :  องครักษ์เมืองอิมพิริออล



Francis  :  องครักษ์เมืองเนเจอริออล



ครบ 100% แล้วนะคะ  
แล้วติดตามต่อนะคะในวันพรุ่งนี้ ^_^

วันนี้ก็ได้เห้นค่าหน้าค่าตาของตัวละครหลักอีก 3 คนแล้วนะคะ
เนื้อหากำลังเข้าสู่โหมดผจญภัย  อย่าลืมติดตามอ่านได้ในวันถัดไปนะคะ

bmsister
(นักเขียนช่างฝัน  หรือ  เพ้อเจ้อ  กันแน่ก็ไม่รู้  หุหุ)

63 ความคิดเห็น

  1. #19 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มีนาคม 2556 / 16:41
    มาแล้วววววววว กรี๊ดดดดดด

    หล่อเท่ห์กันทั้งนั้นเลยค่ะองครักษ์ทั้งสาม 

    เนื้อเรื่องช่วงนี้กำลังตื่นเต้น แถมยังตัดตอนจบได้คาใจมากๆ 

    เกรซรักปีเตอร์มากสินะ แต่นี่อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรอจนฟ้าสาง???
    #19
    0