Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 4 : สัตว์เทพนำทางและอัญมณีทั้งสาม 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 59

 

 

เกรซ…”

                เกรซสะดุ้งเฮือกเมื่อมีคนเรียกชื่อเธอ  เสียงนั้นไม่คุ้นหูเท่าใดนัก  เธอเลยมั่นใจว่าไม่ใช่เสียงเพื่อนเธออย่างแน่นอน

                เกรซ…”

                ครั้งที่สองแล้วที่เธอได้ยินเสียงนั้น  มันยังคงเรียกชื่อเธอ

                ใครน่ะ  บอกมานะว่าใคร?  เธอพยายามคิดว่าเสียงเรียกนั้นเป็นเสียงของคน  ไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง  ใครน่ะ  บอกมานะ  ใบหน้าเรียวสวยของเธอซีดเผือด  สายตากวักไกว่มองไปรอบตัวด้วยความหวาดกลัว  ในชีวิตเธอไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย  ให้ตายสิ!  มันทำเอาขาเธอแข็งก้าวไม่ออก  พระเจ้าช่วยลูกด้วย!!!

          เธอวิ่งหนีด้วยความเร็วสุดแรงเกิด  ตอนนี้ความกลัวเข้าครอบงำความเสียใจที่เธอมีต่อปีเตอร์เสียแล้ว  เธอวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  จะกรีดร้องก็ไม่มีเสียงเพราะกลัวจนพูดไม่ออก  เธอเลยทำได้แต่วิ่งวิ่งและวิ่ง!

                พลั๊ก!  เกรซสะดุดรากไม้เข้าเลยทำให้ร่างกายเธอล้มลงกองอยู่ที่พื้นดินที่แห้งระแหง

                เธอมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว  ไม่มีใครตามเธอ  ไม่มีลมพัดโชยเหมือนเมื่อกี้นี้แล้ว  อากาศไม่ยะเยือกเหมือนที่ทำให้เธอสะท้านไปทั้งตัวเมื่อไม่กี่นาทีก่อน  น่าประหลาดใจมากเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

                ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับฉันด้วยเนี่ย  เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  เพราะการที่มันกลับมาสู่โหมดปกติเร็วเกินไป  ทำให้ความกลัวทวีคูณเป็นเท่าตัว  พระเจ้า!  มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?  ที่นี่ที่ไหน?  เธอถามตัวเองแต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้  ที่นี่มืดเกินไป  และคิดว่าเธอน่าจะหลงทางเข้าให้แล้ว

                ปีเตอร์เธออยู่ไหนมาช่วยฉันที !”  เธอเรียกคนที่เธอพึงปรารถนาจะให้มาช่วย  ปีเตอร์ช่วยฉันด้วย  ฉันกลัว

                แสงวิบวิบจากหิ่งห้อยตัวหนึ่งบินโฉบผ่านหน้าเธอ  ทีแรกเธอไม่ได้ใส่ใจมันมากนักเพราะยังกลัวกับสิ่งที่พึ่งเจอมา  แต่ต่อมาเธอกลับพบว่ามีหิ่งห้อยอีกนับร้อยตัวบินผ่านหน้าเธอไปอีก  แสงสีทองอร่ามระยิบระยับกำลังพุ่งตรงไปที่ ๆ หนึ่ง   มันบินวนอยู่ที่นั้นไปมาเป็นวงกลมเหมือนจงใจดึงดูดเธอให้เดินตามมันไป

                ด้วยความสงสัยเกรซเลยเดินตามทางหิ่งห้อยเพราะคิดว่ามันไม่มีพิษภัยและมันอาจจะพาเธอออกจากที่นี่ได้  แสงสีทองระยิบระยับจากหิ่งห้อยนับร้อยตัวเห็นเธอเดินตามมา  ก็จัดกลุ่มบินลอยเป็นเส้นตรงสีเหลืองอร่ามสวยงาม  เกรซพึ่งสังเกตเห็นว่ามันเรียงตัวเป็นลูกศรและชี้ไปทาง ๆ หนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้พุ่มรกร้าง  เธอมองไปที่หิ่งห้อยกลุ่มนั้นอีกครั้งด้วยความลังเล

                ให้ฉันไปทางนี้น่ะหรอ  ไม่เอาล่ะ  ทั้งมืดทั้งน่ากลัว  เกรซส่ายหน้าไปมาและยืนยันกับตัวเองว่าจะกลับทางเก่า  แต่เหมือนหิ่งห้อยจะรู้ทัน  พวกมันแตกรูปร่างจากลูกศรมารายล้อมรอบตัวเกรซและบินวนไปมาเพื่อรั้งตัวเธอไว้ไม่ให้ไปไหนนอกจากทางนี้  ทางที่พวกมันชี้เท่านั้น

          เกรซถอนหายใจ  กล้า ๆ กลัว ๆ จะไปดีหรือไม่ดี  เธอลังเลอยู่นาน  แต่ก็มีชั่ววูบนึงที่เธอคิดจะไปเพราะความสงสัย  แต่ถ้าเธอไปแล้วเจอกับเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากจินตนาการล่ะ  จะทำไงดี?

                ไม่เอาล่ะ  ฉันไม่ไป!”  เธอยืนยันความคิดตัวเองหนักแน่น

                เกรซเธออยู่ไหนน่ะ  เกรซ!”

          เสียงตะโกนดังลั่นมาจากความมืด  มันเป็นเสียงผู้ชายและเธอก็มั่นใจว่านั่นคือเสียงของคนที่เธอรู้จักดีแน่นอน

                ปีเตอร์! ” เธอยิ้มด้วยความดีใจ  ปีเตอร์ฉันอยู่ตรงนี้ !” เธอขานตอบเขาดัง ๆ เพื่อให้เขามาช่วยเธอไว ๆ จนเธอลืมสังเกตไปว่าหิ่งห้อยที่รายล้อมเธอเมื่อกี้นี้ได้หายไปหมดแล้ว

                เกรซ !  เธออยู่ที่ไหน

                ฉันอยู่ตรงนี้  ฉันอยู่ตรงนี้!”

                เด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งฝ่ามาจากความมืด  สีหน้าเขาดูกังวลใจที่เกรซหายตัวไป  ร่างกายเขาโชกด้วยเหงื่อเต็มไปหมด  เกรซแอบรู้สึกผิดที่เธอเดินหนีออกมาจากกลุ่มซะไกลขนาดนี้เลยทำให้ทุกคนเป็นห่วง  แต่เธอก็ดีใจนะว่าคนที่ตามหาเธอเจอเป็นคนแรก  คือปีเตอร์

          “อาเกรซ   ฉันตามหาเธอแทบแย่  ปีเตอร์ยิ้มทันทีที่เห็นเกรซยืนอยู่อย่างปลอดภัย  เขาเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินมาทางเธอ

                เกรซรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดปีเตอร์ทันที  เธอดีใจที่เขาตามหาเธอเพราะเมื่อกี้นี้เธอกลัวมากมากอย่างถึงที่สุด  ฉันกลัวปีเตอร์  ทำไมนายมาช้านักล่ะ

                ปีเตอร์ลูบหัวเกรซอย่างปลอบขวัญ  ทำไมเธอมาเดินเล่นซะไกลเลยล่ะ  รู้ไหมที่นี่มันไกลมาจากที่พักเราตั้งหลายโล  บริลไม่เห็นเธอนอนอยู่ที่เต้นท์ก็ตกใจนึกว่าเธอหายไปไหน  ทุกคนออกตามหาเธอแทบแย่  ทำไมทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยล่ะ  เขาดุเธอ  แต่พอเห็นเธอตัวสั่นเทิ้มก็ตกใจ  เขาคาดเดาว่าเธอคงกลัวมาก ๆ เลยอยากรู้ว่าเธอกลัวอะไร  เมื่อกี้เธอบอกว่ากลัว   เธอไปเจออะไรมาเกรซ  บอกฉันสิ

                ฉันฉันไม่รู้  ฉันบอกไม่ได้  มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉัน

                เรื่องประหลาด  เรื่องอะไร?

 

 

                เกรซ!  ฉันว่าเธอเจอผีหลอกเข้าให้แล้วล่ะ  ฮ่าๆ

          บริลเลียนหัวเราะชอบใจใหญ่ที่เกรซเจอผีที่อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้  มันเป็นเรื่องสนุกมากที่เธอยังนึกเสียดายว่าทำไมเธอไม่เจอกับตัวเองบ้างนะ  ใช่แล้ว!  เธอเป็นนักท้าพิสูจน์เรื่องลึกลับตัวยง  โดยเฉพาะเรื่องผีสางนางไม้เนี่ยออกจะชื่นชอบเป็นพิเศษ

                ถ้าเธอเจออย่างฉัน  เธออาจจะหัวเราะไม่ออกเลยก็ได้นะ  แต่ว่า…”

                มีอะไรที่เธอสงสัยอีกหรอเกรซ  ครีทีเอสก้าถาม

                ฉันเจอเรื่องประหลาดบางอย่าง  และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่ ๆหิ่งห้อยชี้ทางน่ะคืออะไร  เกรซพูด  เธอครุ่นคิดอย่างนัก  แต่ก็นึกไม่ออกเลยว่าด้านหลังพุ่มไม้รกร้างตรงนั้นจะมีอะไรซ่อนอยู่  ทำไมหิ่งห้อยถึงชี้ทางให้เธอไปทางนั้น  ทั้งที่ดูเหมือนว่ามันไม่มีอะไร น่าสนใจเลยสักนิด  บางทีมันอาจจะเป็นที่ที่ยังไม่มีใครค้นหาเจอก็ได้  แล้วทำไมหิ่งห้อยพวกนั้นถึงอยากให้ฉันไปนักนะ

                เธอพูดอะไรอยู่น่ะเกรซ  ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย  บริลเลียนถาม  เพราะสิ่งที่เกรซพูดมาไม่ทำให้เธอเข้าใจเลยสักนิด 

                หิ่งห้อยหรอ?   ซาร่าห์ถาม มันทำอะไรหรอ  เธอถึงได้สงสัย

          “เอ่อมันเรียงตัวเป็นลูกศรชี้ทางให้ฉันไปที่ ๆ หนึ่ง  แต่ฉันยังไม่ได้ไปก็เจอกับปีเตอร์ซะก่อน

                หิ่งห้อย…”  ซาร่าห์ครุ่นคิด  เธอพยายามนึกเรื่องบางอย่างที่เธอเคยอ่านเจอมา  หิ่งห้อยถือเป็นสัตว์เทพนำทางที่พวกเทพอรัสต้าใช้ชี้ทางให้แก่มนุษย์  ไม่แน่นะที่ที่เธอว่าอาจจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเทพอรัสต้าก็ได้

                จริงหรอ?  หิ่งห้อยเนี่ยนะเป็นสัตว์เทพนำทาง  ปีเตอร์ท้วง  ฟังดูไม่น่าเชื่อ  เพราะหิ่งห้อยก็เป็นสัตว์ปกติที่พบเจอได้ทั่วไปทุกหนแห่งอยู่แล้ว

                การที่มันรวมตัวกันเป็นฝูงและสามารถสื่อสารกันให้สร้างเป็นรูปร่างต่าง ๆ น่ะมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาหรอกนะ  ฉันว่าที่ที่มันชี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ ทำไมมันถึงอยากให้เธอไปจังนะเกรซ  ซาร่าห์ครุ่นคิดหนัก  แล้วเรื่องที่เธอเจอมา  ฉันว่าต้องไม่ใช่ผีแน่ ๆ

                อย่างนี้ก็สนุกสิ!  ตอนแรกฉันว่าจะกลับพรุ่งนี้  แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจละ   เรามาผจญภัยที่นี่กันเหอะชาวโอฟ่อน  มาไขความลับบางอย่างของที่นี่กัน  ไม่แน่เกิดเราเจออะไรขึ้นมาเราอาจจะได้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งดังไปทั่วโลกก็ได้  บริลเลียนทำสีหน้าตื่นเต้นยกใหญ่  ทั้งวันไม่เคยจะได้เห็นเธอมีอาการอื่นเลยนอกจากท่าทางเซ็งกะตายท่าเดียว  แถมยังเป็นคนชวนเพื่อนกลับอยู่ตลอดเวลา  แต่ไหงตอนนี้กลายเป็นอยากอยู่ที่นี่ต่อได้ล่ะเนี่ย

                บริล  เธอดูตื่นเต้นนะเนี่ย  ครีทีเอสก้ายิ้มเมื่อเห็นสีหน้าแห่งความสนใจเป็นพิเศษของบริลเลียน

                บอกแล้วไงอย่าเรียกว่าบริลเฉย ๆ น่ะ  มันเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ฉันจะตื่นเต้นกับเรื่องแบบนี้เธอเป็นเพื่อนฉันมาเกือบสามปีแล้วยังไม่รู้ใจอีกหรอ  บริลเลียนพูด  อยากให้เช้าไว ๆ จัง

                เกรซแล้วเธอโอเครึยัง?  ปีเตอร์ถามด้วยความเป็นห่วง  เกรซแอบดีใจเล็ก ๆ ที่เขาถามเธอ  “สีหน้าเธอดูดีกว่าตอนที่ฉันไปเจอเธอหลงทางนะ

                เกรซพยักหน้าและยิ้มให้เขา  อืมฉันโอเคแล้วล่ะ

                ก็ดีแล้วล่ะ  ฉันว่าเราเข้านอนกันเหอะ  นี่มันก็ดึกมากแล้ว

                ฉันจะไม่นอน !”บริลเลียนเอ่ยออกมาดัง ๆ  ทุกคนหันมามองด้วยความสงสัย  ทำให้เธอต้องขยายความว่าทำไมเธอไม่นอน  ฉันตื่นเต้นที่จะไปพิสูจน์เรื่องนั้น  จนนอนไม่หลับอ่ะ  ทุกคนไปนอนเหอะ  ไม่ต้องห่วงฉันหรอก

                เธอนี่นะจริง ๆ เลย

 

…………………………….

 

 

          “นี่ร้านขายของเก่าที่เธอว่าหรอ  เกรซ

                ปีเตอร์ถามก่อนจะมองไปที่ร้านค้าตรงหน้าที่มีสภาพขาดการดูแลรักษามาหลายปี  มันเป็นร้านที่สร้างจากไม้ไผ่เก่า ๆ ผุ ๆ เสาทางด้านหน้าร้านข้างหนึ่งทรุดทำให้ร้านเอียงโย้ไปด้านหนึ่ง  นี่ถ้าไปสะกิดเสานั้นพังเข้า  มีหวังร้านได้พังทั้งแถบแน่  ที่หน้าร้านมีป้ายไม้อัดเขียนชื่อร้านเอาไว้ว่า

                อรัสต้า

                ร้านเก่าสมชื่อขายของเก่าจริง ๆ  ปีเตอร์พูดก่อนจะก้าวเข้าร้านไปก่อนใครเพื่อน

                ภายในร้านเต็มไปด้วยของเก่าทั้งตู้ไม้โบราณ  โถถ้วยชามดินเผาที่น่าจะขุดได้จากบริเวณโบราณสถานเต็มไปทั้งร้าน  ดูไม่มีที่ทางโล่ง ๆ ให้ลูกค้าเดินเลย  สภาพในร้านไม่แตกต่างจากภายนอก  มันทรุดโทรมเกินกว่าจะซ่อมแซมได้  แถมยังมีหยากไย่และฝุ่นฟุ้งเต็มไปหมด  นี่เขาเรียกว่าร้านขายของจริง ๆ หรอเนี่ย  ถ้าเป็นลูกค้าคนอื่นเขาคงไม่เข้ากันหรอกนะ

                ชื่อร้านตั้งได้หรูหรามาก  อรัสต้า!  นี่มันชื่อของเหล่าเทพที่คุ้มครองทะเลสาบแบนดิชที่เธอเคยเล่านี่  ซาร่าห์  บริลเลียนพูดกับซาร่าห์  คำว่าอรัสต้าเป็นชื่อที่ติดหูเธอมากนะ  เธอเลยออกจะชื่นชอบคำนี้เป็นพิเศษ  อรัสต้าชื่อเพราะจริง ๆ

                แล้วนี่เจ้าของร้านไม่อยู่หรอ  ไม่เห็นมาต้อนรับลูกค้าเลย  ปีเตอร์กวาดสายตามองไปรอบร้านที่แน่นขนัดไปด้วยของเก่าแก่โบราณ  เขาเหลือบไปเห็นเคาท์เตอร์ไม้ผุ ๆ ตัวหนึ่งที่อยู่มุมด้านในสุดของร้าน  เขาจึงเดินไปตรงนั้น  เผื่อบางทีเจ้าของร้านอาจจะเผลอหลับอยู่หลังเคาท์เตอร์ก็เป็นได้  สวัสดีครับ  มีใครอยู่ไหมครับ  ปีเตอร์ตะโกนเรียกเจ้าของร้าน  สวัสดีครับ  มาซื้อของครับ!”  เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบรับเขาจึงชะโงกหน้าไปดูหลังเคาท์เตอร์  เอ๊ะ!  ก็ไม่มีนี่  สงสัยไม่อยู่มั้ง  ปีเตอร์หันหลังกลับกะว่าจะชวนเพื่อน ๆ ไปดูร้านอื่นกัน

                ไม่มีใครอยู่หรอ  ปีเตอร์  ครีทีเอสก้าถาม  ก่อนจะถอนหายใจอย่างเสียดาย  เพราะวันนี้เธอกะจะมาซื้อของเก่าบางอย่างเป็นของฝากที่บ้าน  เพราะพ่อของเธอชื่นชอบวัตถุโบราณและเป็นนักสะสมของเก่าตัวยง

                อืม  ไม่มีใครอยู่เลย  ฉันว่าเราไปดูร้านอื่นกันก่อนดีไหม

                ยินดีต้อนรับสู้อรัสต้า!”

                เสียงหนึ่งดังลั่นมาจากภายในร้านทำให้สมาชิกโอฟ่อนทุกคนถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ  พวกเขารีบหันไปมองตามเสียงก็พบชายชราที่มีผมและหนวดเป็นสีขาวปล่อยยาวกะเซอะกะเซิง  แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและมีกลิ่นสาบฉุนเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาหลายปี  เขายืนยิ้มอยู่หลังเคาท์เตอร์และเหมือนดีใจมากที่แก็งค์โอฟ่อนมาที่ร้าน

                โอ้  ในที่สุดพวกเธอก็มา  ชายผู้นั้นเดินกระโดกกระเดกตรงมาที่พวกเขาทั้งห้าคนด้วยไม้เท้า  ฉันรอพวกเธอตั้งนาน  นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว

          “เมื่อกี้พวกเราตะโกนเรียกคุณตาตั้งนาน  นึกว่าไม่อยู่เกือบจะไปร้านอื่นซะแล้ว  เกรซพูด

                ปีเตอร์เอะใจเล็กน้อยที่เห็นชายเจ้าของร้านโผล่มาทางด้านหลังเคาท์เตอร์  ทั้งที่เมื่อกี้นี้เขาชะโงกเข้าไปดูตรงนั้นแล้ว  ก็ไม่มีนี่นา  น่าแปลกจัง!  เอ๊ะหรือว่าคุณตาเขาจะเป็น  ไม่นะ  ไม่น่าเป็นไปได้  หรือว่าเขาจะมองไม่ถี่ถ้วนเอง

                สงสัยอะไรหรอพ่อหนุ่ม  คุณตาเจ้าของร้านหันมายิ้มให้ปีเตอร์อย่างกับรู้แหนะว่าเขายืนคิดอะไรอยู่  เหอะ ๆ ชักยังไง ๆแล้วสิ

                อ้อ  เราอยากดูของเก่า ๆ สักชิ้นเอาไว้เป็นของฝากน่ะค่ะ  ครีทีเอสก้าถาม  วันนี้เราจะกลับกันแล้วแต่ยังไม่มีของฝากเลย  คุณตาแนะนำพวกเราหน่อยสิคะ

                ให้แนะนำน่ะหรอ  คุณตายิ้มก่อนจะเดินตรงมาที่หีบสีทองขึ้นสนิมอันหนึ่งที่วางอยู่ใกล้ๆ มือ  พวกเธอสนใจอัญมณีเก่า ๆ ไหมล่ะ  ถึงมันจะเก่าแต่มันก็มีความงดงามของมันซ่อนอยู่ภายใน

                อัญมณีหรอ  น่าสนแฮะ  บริลเลียนพูดออกมาด้วยความสนใจ  เธออยากได้แหวนสักวงเอาไว้ใส่เล่นแทนแหวนวงเก่าที่ร่วงชักโครกไป 

                คุณตาเจ้าของร้านไม่พูดพร่ำทำเพลงก่อนจะเลื่อนหีบมาให้สมาชิกโอฟ่อนดู  ในนี้มีอัญมณีอยู่สามชิ้น  แต่ฉันดันทำกุญแจหายไป

                อ้าวแล้วอย่างนี้จะเปิดได้ยังไงล่ะคะถ้ากุญแจหายไป  ว๊าน่าเสียดายจัง  เกรซบ่นเพราะว่าอยากได้ของเก่าที่นี่ไปเป็นของฝากเหมือนกัน  ถ้าเจอสร้อยสวย ๆสักเส้นก็คงดี

                มีคนเคยบอกฉันว่า  หีบใบนี้จะเปิดได้เองเมื่อเจอเจ้าของที่แท้จริง  ฉันเองก็ตามหาเจ้าของหีบใบนี้มานาน  ไม่แน่นะถ้าพวกเธออยากได้มันจริง ๆ มันอาจจะเปิดให้เองก็ได้  คุณตาพูดเป็นจริงเป็นจัง  แต่ฟังดูมันเป็นเรื่องไร้สาระนะ หีบจะเปิดได้เองจริง ๆ น่ะหรอ  ไม่มีทางหรอก

          “เอ๊ะหีบนี่สลักลายอะไรไว้น่ะ  ครีทีเอสก้าเอามือปัดฝุ่นที่เกาะบนฝาหีบออก  จึงได้เห็นลายสลักบนหีบทองขึ้นสนิมที่สวยงาม  มันเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ที่มีใบรี ๆ เหลี่ยม ๆ และมีหนามที่ใบดกเต็มต้น  ลำต้นใหญ่และดูแข็งแรงกว่าต้นไม้สลักอื่นๆ  ที่เคยเห็นมา  รากของมันถูกสลักยาวโยงไปทั่วทั้งหีบและมาบรรจบที่ใต้ฐานหีบ  ครีทีเอสก้าผู้ชื่นชอบงานศิลปะอยู่แล้วถึงกับอ้าปากค้างด้วยความชอบอกชอบใจ  สวยจัง…”  เธออุทานออกมาก่อนจะเอามือลูบไปที่ลายสลักนั้น

                นั่นสิ  สวยจัง…”  เกรซเอามือแตะที่หีบด้วยอีกคน  ใครนะแกะสลักได้บรรจงมาก ๆ เลย

                ซาร่าห์มองต้นไม้นั้นด้วยความฉงนใจ  เธอเหมือนเคยเห็นต้นไม้ต้นนี้มาก่อน  ไม่ใช่ลายสลักแต่เป็นต้นไม้จริง ๆ   ที่ไหนกันนะ

                บริลเลียนรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธออยากสัมผัสบนหีบนั้น  ทั้งที่มันทั้งเก่าและขึ้นสนิมแต่กลับรู้สึกผูกพันเหมือนหีบ ๆ นี้เป็นสมบัติของเธอ  เธอเอามือลูบไล้ไปที่รอยแกะสลักไปมาด้วยความชื่นชมเช่นเดียวกับเกรซและครีทีเอสก้า

                แกร๊ก !

          เหมือนเสียงหีบลั่น  ทั้งสามคนรีบชักมือออกจากหีบทันที

                อ่ะ  พวกเธอนั่นหีบเปิดออกแล้ว  ปีเตอร์ชี้ไปยังหีบตรงหน้าที่ค่อย ๆ แง้มฝาเปิดออกเองทีละนิด ๆ และในที่สุดทุกคนก็ได้เห็นของสามสิ่งที่อยู่ภายในนั้น

                ว๊าว! สวยจังเลย

                แหวนทับทิมสีแดงแห่งความกล้าหาญชาญชัย

                สร้อยอะความารีนสีฟ้าแห่งความสุขุมและเยือกเย็น

                และ  กำไลข้อมือมรกตสีเขียวแห่งอิสระและเสรีภาพ

                ทั้งสามสิ่งได้ถูกบรรจุอยู่ภายในหีบที่จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงสัมผัสต้นไม้แห่งโชคชะตาเท่านั้น  ต้นไม้แห่งความหวังที่เหล่าเทพอรัสต้ารวมพลังกันสร้างขึ้นเพื่อศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาวเลือดบริสุทธิ์ทุกคน

                ทุกคนหันมามองหน้าผู้ที่เอ่ยประโยคเหล่านั้นออกมา  ซาร่าห์ยืนถือหนังสือสีน้ำตาลเก่า ๆ เล่มหนาที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปหาเจอตั้งแต่เมื่อไหร่  ฉันก็แค่อ่านตามในหนังสือ

                งั้นต้นไม้ที่สลักอยู่บนหีบก็คือต้นแห่งโชคชะตาที่คุณตาว่าน่ะสิ  ปีเตอร์นึกได้เมื่อครั้งตอนที่เขาเจอคุณตาเจ้าของร้านครั้งแรก  พวกเธอเป็นเจ้าของเครื่องประดับพวกนี้ถึงเปิดหีบได้  ล้อเล่นไปน่ะ  ฮ่าๆ

                บริลเลียนมองไปที่แหวนทับทิมสีแดงแวววาวในหีบ  เธอรู้สึกถูกชะตากับเครื่องประดับชิ้นนี้อย่างบอกไม่ถูก  เธอเป็นเจ้าของมันจริง ๆ น่ะหรอ  ไม่น่าเชื่อเลย  แต่คุณตาบอกว่าเจ้าของที่แท้จริงจะสามารถเปิดหีบนี้ได้  และพวกเธอทั้งสามคนก็เป็นคนที่สามารถเปิดหีบได้สำเร็จ  ดังนั้นเจ้าของแหวนวงนี้ก็เป็นเธอจริง ๆ สินะ  - -  บริลเลียนหันไปมองเกรซและครีทีเอสก้าที่มีอาการไม่แตกต่างอะไรไปจากเธอ  ดูเหมือนเกรซจะอยากได้สร้อยอะความารีนมาก  เธอหยิบมันมาทาบที่ลำคอ  ดูแล้วมันเหมาะสมกับเธอจริง ๆ  สร้อยอะความารีนที่สร้างจากสายเงินแท้ซึ่งสร้างเป็นรูปเถาวัลย์ไม้ทั่วทั้งเส้น  มีจี้ประดับเป็นอะความมารีนเม็ดโตที่ส่องแสงสีฟ้าระยิบระยับไปมา  และมันดูโดดเด่นมากขึ้นเมื่ออยู่กับเกรซ  ฮัฟเพิลเด็กสาวที่แสนจะสดใสร่าเริง  เธอเหมาะจะเป็นเจ้าของมันแล้วล่ะ

                ครีทีเอสก้าหยิบกำไลมรกตมาสวมไว้ที่ข้อมืออย่างชื่นชม  สีเขียวที่เย็นตาของเครื่องประดับชิ้นนี้ทอแสงแวววาว  ทุกครั้งที่เธอยิ้มมักจะมีออร่าจากกำไรสว่างวิบวับอยู่ตลอดเวลา  ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ไม่ค่อยสนใจในเรื่องเครื่องประดับ  จะมาถูกชะตากับกำไลในหีบใบโตที่ดูไม่มีราคาได้  หรือว่าเพราะโชคชะตาจงใจให้พวกเธอเป็นเจ้าของเครื่องประดับเหล่านี้กันแน่นะ  น่าอัศจรรย์จริงๆ 

                คุณตาคะ  มันราคาเท่าไหร่คะเนี่ย   รวมทั้งหนังสือเล่มนี้ด้วย  ซาร่าห์ถามถึงราคาเครื่องประดับและหนังสือเล่มหนาในมือเธอ

                ชายเจ้าของร้านยิ้ม  เขาส่ายหน้าไปมา  ที่นี่มีแต่สิ่งของที่คนเขาไม่อยากได้  ฉันยกให้พวกเธอฟรี ๆ ไม่คิดเงินหรอกนะ

                จริงหรอ?  ซาร่าห์ยิ้มอย่างดีอกดีใจพลางกอดหนังสือเล่มหนานั้นแน่น  ดูเธอจะชอบหนังสือเล่มนี้มากนะ  ทั้งที่เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่ภาษามนุษย์  เธอรู้ดีว่าเธออ่านภาษาแบนดิชออก  ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปร่ำเรียนมาจากไหน  หรือว่ามันคือเซ้นท์พิเศษที่พึ่งค้นพบในตัวเธอ

          “ซาร่าห์  ถ้าเธออ่านมันออกก็ขอให้ช่วยเพื่อน ๆ ของเธอได้เดินทางไปยังจุดมุ่งหมายให้สำเร็จด้วย  ฉันเชื่อว่ามันจะช่วยเธอกับเพื่อน ๆ ได้เยอะ  ชายเจ้าของร้านเดินมาตบบ่าซาร่าห์เบา ๆก่อนจะยิ้มให้เธอ

                มะหมายความว่าไงหรอคะ  ซาร่าห์ทำหน้างวยงง  คุณตาคนนี้มักพูดอะไรที่กำกวมทำให้เธอคิดไม่ตกอยู่ตลอดเวลา  ช่วยเรื่องอะไรคะ?

                แล้วเธอจะรู้เอง  คุณตาพูดทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนา  อรัสต้าจะชี้ทางให้กับพวกเธอเอง

                เอ๋…”

                ซาร่าห์มองที่ปกหนังสือที่ไม่มีลวดลายอะไรเด่นสะดุดตาในมือของเธอด้วยความสงสัย  ตั้งแต่มาที่นี่มักมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นกับสมาชิกโอฟ่อน  การที่พวกเธอได้เจอเรื่องราวเหล่านั้นถ้านำมาปะติดปะต่อดี ๆ มันก็เกี่ยวข้องกันอยู่นะ  หรือว่ามันจะเป็นคำใบ้อะไรบางอย่างที่พยายามชี้ทางสมาชิกโอฟ่อนทุกคนไปยังที่ที่หนึ่ง  ที่ต้องการและคาดหวังในตัวพวกเธออย่างแท้จริง

                เอ่อ  คุณตาคะ  อ้าวหายไปไหนแล้ว  ซาร่าห์มองหาคุณตาทั่วทั้งร้าน  แต่ก็ไร้วี่แววว่าจะมีเขา  ทั้งที่เมื่อกี้ยังยืนคุยกันอยู่เลย  แถมเธอก็ยืนขวางทางออกของร้านเอาไว้ด้วย  เป็นไปไม่ได้ที่ชายเจ้าของร้านจะออกจากร้านไปโดยที่เธอไม่รู้ตัว  แต่ถ้าเขาอยู่ในร้านก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่จะหาเขาไม่เจอ

                เรื่องประหลาดเกิดขึ้นกลางวันแสก ๆ จนได้บรึ๋ย!

          “คุณตาหายไปอีกแล้วหรอ  ฉันว่าเราเจอผีกลางวันแสก ๆ เลยนะเนี่ย  บรื๋อ!”  ปีเตอร์ลูบขนแขนของตัวเองไปมา  เพราะเขาสงสัยในชายเจ้าของร้านตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในร้านใหม่ ๆ แล้ว  คุณตาคนนี้ชอบหายตัววับไปแวบมาให้ตกใจเล่นอยู่เรื่อยเลย  แต่ทำไมคนอื่นดูไม่กลัวเลยล่ะ  มีเขาคนเดียวใช่ไหมที่ขนหัวลุกน่ะ

                คุณตาแกเดินไปทางอื่นแล้วเราไม่เห็นเองรึเปล่า  ฉันว่าเขาไม่ใช่ผีหรอกนะ  เกรซพูด  มองโลกในแง่ดีไปรึเปล่านะ  “ว่าแต่แกให้เราฟรีจริงๆ  หรอเนี่ย  ของแพงแบบนี้ให้ฟรีได้ไงกัน

                นั่นสิ  แพงมากเลยนะนั่น  ครีทีเอสก้าเห็นด้วย

                เฮ้!  เรามีอีกเรื่องนึงที่ยังไม่ได้ทำก่อนกลับล่ะ 

                ทุกคนหันมามองหน้าบริลเลียนทันที  ยังมีเรื่องไหนอีกหรอที่ทุกคนลืมไปว่าต้องทำ

                ทำไมทำหน้าอย่างงั้นล่ะ  ลืมไปแล้วหรอว่าเราต้องไปที่ ๆ หนึ่ง  ที่ฉันตื่นเต้นรอคอยมาทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

                อย่าบอกนะว่าเธอจะไปตรงนั้นจริง ๆ

                ใช่ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าที่นั้นมีอะไร

               

…………………………

               

               

                บริล  เธอจะเข้าไปจริง ๆ หรอ  ไม่ดีมั้ง

                เกรซพยายามห้ามปรามเธอไม่ให้เข้าใกล้พงหญ้ารกร้างตรงบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้  แต่ดูเหมือนบริลเลียนจะไม่ฟังคำขอร้องของเอเลยสักนิด   ช่างเป็นผู้หญิงที่ดื้ออะไรขนาดนี้นะ

                เถอะน่าเกรซ  ก็แค่เข้าไปดูอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ พอรู้แล้วเดี๋ยวค่อยออกมาก็ได้

                เอางี้ละกันพวกเธอรอฉันกับบริลตรงนี้นะ  ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเราจะรีบออกมาเอง  ปีเตอร์เสนอแนะ  เพราะไม่รู้จะเข้าข้างฝ่ายไหนดี  เขาเลยทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยช่วยอยู่กึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้  บริลเลียนเองก็ดื้อแสนดื้อ  ส่วนเกรซก็วิตกกังวลมากเกินไป  เลยทำให้เขาลำบากใจเล็กน้อย

                ระวังตัวด้วยนะปีเตอร์  เกรซพูด  เหมือนจะลืมไปนะว่ามีบริลเลียนไปด้วยอีกคน

                ปีเตอร์ยิ้ม  ไม่ต้องห่วงหรอกน่า  กลางวันแสก ๆ แบบนี้ใครจะมาทำอะไรได้

                ระวังตัวละกัน  ถึงไม่มีอะไร  แต่เกิดเจองูกัดเข้าระหว่างทาง  มันก็อันตรายพอกันแหละ  ซาร่าห์ทักท้วงขึ้น  เธอมีลางสังหรณ์ว่าจะต้องเจอเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นแน่ๆ 

                ปีเตอร์ยิ้มกว้าง  เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าซาร่าห์จะเป็นห่วงเขาเหมือนกัน  ขอบใจนะ  ฉันจะระวังตัวเป็นอย่างดีรับรองได้  เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น  แต่นั่นกลับทำให้เกรซรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่สามารถทำให้ปีเตอร์รู้สึกมีกำลังใจขึ้นได้เหมือนอย่างที่ซาร่าห์ทำ

                บริล  ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ครีทีเอสก้าก็เป็นห่วงเพื่อนสาวที่ชอบทำตัวแกร่งเหมือนผู้ชายคนนี้เช่นกัน  เธอรู้ดีว่าบริลเลียนเป็นคนเก่ง  แต่ยังไงซะเธอก็เป็นผู้หญิง  มันอดห่วงไม่ได้หรอกนะ

                รู้แล้วน่า…”  บริลเลียนไม่รอช้ารีบเดินฝ่าดงหญ้าตรงนั้นเข้าไปข้างในทันที  ความสงสัยทำให้เธอหายกลัวไปเลย  อยากรู้จริง ๆ ว่าในนั้นหิ่งห้อยต้องการให้เกรซไปเจออะไร

                บริล  อย่าเดินไวนักสิ  ฉันตามไม่ทัน  ปีเตอร์เรียกเธอเพราะที่นี่รกมากทำให้กอหญ้าและเถาไม้พันแข้งพันขาเขาจนเดินลำบาก  “ระวังตัวด้วย

                ฉันรู้แล้ว ๆ  บริลเลียนทำสีหน้าเบื่อหน่าย  ที่ทุกคนเป็นห่วงเธอมากเกินไป  ผู้หญิงก็เก่งเท่าผู้ชายได้น่า  ในนี้รกชะมัด  มีแต่เถาไม้แห้ง ๆ ตายแล้วทั้งนั้น  เธอเดินต่อเข้าไปอีก  แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจาก  พงหญ้ารกร้างแห้งๆ  เหี่ยว ๆ ทางเบื้องหน้า   ไม่เห็นจะมีอะไรเลยปีเตอร์

                นั่นสิ !  ไม่เห็นจะมีอะไรเลย  เรากลับกันเหอะ  ปีเตอร์ดึงมือบริลเลียนกลับ  ซึ่งเธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร

                ฟ่อ !

        นั่นเสียงอะไรน่ะ!”

                ฟ่อ ฟ่อ!








 

เรื่องราวกำลังเข้มข้นเลยค่ะ
มาดูว่าบริลและปีเตอร์จะต้องเผชิฐกับอะไร  
ติดตามชมตอนต่อไปได้เลยนะคะ

63 ความคิดเห็น

  1. #12 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2556 / 01:44
    บริลนี่ห้าวจริงๆ นะ ปีเตอร์ยังต้องยอมแพ้เลย

    ว่าแต่มีแค่บริล เกรซ ละก็เคทเท่านั้นเหรอคะที่ได้อัญมณี ซาร่าอาจได้ความสามารถอ่านภาษาแบนดิชได้

    แล้วคนอื่นๆ เป็นยังไงกันน้าาาา 

    (มันยังมีชายหนุ่มสุดหล่อที่ยังไม่ได้ออกอีกตั้งสามคนอ่ะ อยากรู้จักพวกเค้าแล้วววว)
    #12
    0