Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 3 : ต้นแม้แห่งโชคชะตาและเสียงเรียกร้องแห่งรัตติกาล 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 59

ในที่สุดฉันก็ต้องมาเที่ยวในที่แบบนี้จริง ๆ จนได้! เฮ้อ...

บริลเลียนบ่นอุบก่อนจะแบกสัมภาระของเธอลงจากรถบัสที่วิ่งมาจอดบนลานดินกว้าง ๆ ที่มีรถบัสคันอื่น ๆ มาจอดเต็มไปหมด  ให้เดานะว่าต้องเป็นของโรงเรียนอื่นที่มาทัศนศึกษาอย่างแน่นอน

อาคนเยอะแยะไปหมด  แดดก็ร้อนจัดด้วย  ดูสิ  ผิวเสียหมด  เกรซลูบแขนตัวเองไปมาเมื่อนึกได้ว่าเธอลืมทาครีมกันแดดมา  เธอมองไปรอบ ๆ หน้าโบราณสถานที่มีคนพลุกพล่านไปหมด  ส่วนมากเป็นเด็กวัยประถม  น้อยนักจะพบวัยไฮสคูลรุ่นเดียวกับเธอ  แลดูจะไม่ใช่สถานที่สำหรับการฉลองก่อนเรียนจบของเธอเลยแม้แต่น้อย

มาที่นี่ตามลางสังหรณ์ของเธอจะสนุกไหมเนี่ยเคท  ในโรงเรียนมีแค่เราห้าคนที่ตกลงจะมาเที่ยวทริปนี้เท่านั้น  ฉันว่าเรากลับกันเหอะ  ปีเตอร์หันหลังกลับแต่ถูกครีทีเอสก้ารั้งเอาไว้

ไหน ๆ เราก็มาแล้ว  นอนค้างที่นี่สักคืนเป็นอะไรไป  โชคดีนะที่โรงเรียนปล่อยให้มาเที่ยวได้ตามอัธยาศัยโดยไม่มีครูคอยคุม  เราจะทำอะไรก็ได้  ไม่มีใครมาคอยห้าม  เห็นไหมว่ามันสนุกตรงนี้แหละ

ฉันว่ามันทะแม่งๆ อยู่นะ  มาเที่ยวกับโรงเรียนทั้งที  ไม่มีครูมาคุม  แถมยังมีนักเรียนมาแค่ห้าคน  เหมือนเรามาเที่ยวกันเองไงก็ไม่รู้  เกรซพูด  เธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดในชีวิต  แต่เธอก็ไม่สามารถคลายความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจได้ 

พ่อฉันคิดจะทำอะไรของเขาเนี่ย?  ปีเตอร์ไม่เข้าใจในความคิดของพ่อเขา  และเขาเองก็ไม่เข้าใจในตัวเองด้วยเหมือนกันว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง  รู้งี้ฉันไปเที่ยวที่อื่นดีกว่าไหม  ใช่ไหมซาอ้าว!  ซาร่าห์หายไปไหน  เมื่อกี้ยังลงมาพร้อมฉันอยู่เลยนี่  ปีเตอร์หันรีหันขวามองหาเด็กสาวที่เขาพึ่งเดินตามลงมาจากรถ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่สูงเด่นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนดินที่แห้งแล้งและร้อนระอุของอุทยานแห่งนี้  ที่นี่แห้งแล้งนะ  แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีต้นไม้เขียวขจีสดสวยรอดชีวิตในที่ ๆ ที่ไร้น้ำหล่อเลี้ยงได้ 

          ปีเตอร์มองเห็นซาร่าห์ยืนอยู่ใต้ต้นนั้นอย่างใจจดใจจ่อ  ก่อนจะเดินไปใกล้ๆ  เธอ  แปลกนะที่ต้นนี้รอดตายในที่ ๆ แห้งแล้งได้น่ะ  น่าอัศจรรย์จริง ๆ

                อืมใช่!”  ซาร่าห์เห็นด้วยก่อนจะยิ้ม  ฉันกำลังสงสัยว่าต้นนี้เติบโตมาได้ยังไง  มันเอาน้ำและอาหารที่ไหนมาเลี้ยงตัวมันเอง

                นั่นสินะ  ปีเตอร์พูด  ว่าแต่ต้นนี้ต้นใหญ่ชะมัดเลย  น่าจะสูงประมาณ  50 เมตรได้มั้ง  เขาเรียกว่าต้นอะไร  ใบแปลกๆ จะรีก็ไม่ใช่จะสี่เหลี่ยมก็ไม่เชิง  แถมมีหนามที่ใบด้วย

                เขาเรียกว่าต้นแห่งโชคชะตา!”

                ปีเตอร์และซาร่าห์ถึงกับสะดุ้งเมื่อบุคคลที่พูดออกมาเป็นคนแปลกหน้าไม่ใช่สมาชิกโอฟ่อนคนอื่น ๆ   - -  เขาเป็นชายแก่รูปร่างไม่สูงมากมีผมและหนวดเคราสีขาวยาวรุงรัง  แต่งตัวปอน ๆ ด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และเดินหลังค่อม ๆ พยายามพยุงตัวเองด้วยไม้เท้าเก่า ๆใกล้พัง

                โอ๊ย  คุณตาโผล่มาแบบนี้  ตกใจหมด  ปีเตอร์ตกอกตกใจ  พร้อมกับมองชายแก่ด้วยความสงสัย  เขาคิดในใจว่าสภาพตาลุงคนนี้ดูไมได้เลยจริงๆ ไม่มีลูกหลานคนไหนซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เขาเลยหรือไงนะ  แม้กระทั่งไม้เท้าเก่า ๆ ถ้าเกิดมันหักขึ้นมา  ชายคนนี้อาจจะเจ็บตัวได้

                ฉันก็เป็นแบบนี้ของฉันแหละ  จะไปไหนมาไหนตามอำเภอใจตัวเองเสมอ  ชายแก่คนนั้นหันมาพูดกับปีเตอร์  มากันกี่คนล่ะ  ห้าคนใช่ไหม”  เขายิ้มมุมปาก

                ปีเตอร์และซาร่าห์ทำสีหน้าประหลาดใจว่าเขารู้ได้ยังไง?

                อย่าลืมแวะไปเยี่ยมร้านขายของเก่าที่อยู่ฟากนู้นบ้างนะ  ฉันขายของอยู่ที่นั่น  ไม่แน่พวกเธออาจจะได้เจอของถูกใจที่ตามหากันมานานก็ได้  อย่าลืมมาให้ได้ล่ะ  ชายชราผู้นั้นยิ้มก่อนจะพยุงตัวเดินด้วยไม้เท้าจากไป  แต่ว่าซาร่าห์กลับเรียกรั้งเขาเอาไว้

                เดี๋ยวค่ะคุณตา  เดี๋ยวค่ะ  ซาร่าห์เรียกจนชายชราผู้นั้นหันกลับมา  ทำไมเขาถึงเรียกต้นนี้ว่าต้นแห่งโชคชะตาคะ  มันมีความสำคัญยังไงกับที่นี่คะ

                เธออยากรู้หรอ  ชายชราถาม  ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว  ต้นไม้เป็นเหมือนตัวแทนของศรัทธามนุษย์  ถ้ามันตายก็เหมือนชีวิตคนที่ดับสิ้นไร้ความหวัง  แต่ถ้ามันรอดก็หมายถึงมนุษย์ยังสามารถมีความหวังได้แม้ว่าจะเจอเรื่องร้ายรอบ ๆ ตัวก็ตาม  เหมือนที่ต้นไม้ต้นนี้มีชีวิตรอดได้ทั้งที่รอบ  ๆมันเป็นผืนดินแห้งแล้งไร้น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต

                คือผมไม่เข้าใจน่ะครับ

                ศรัทธาและความกล้าหาญจะทำให้พวกเธอรู้เองว่าต้นไม้ควรมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปหรือไม่?

                ปีเตอร์และซาร่าห์หันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย  คำพูดของชายชราผู้นี้ฟังดูกำกวมยากที่พวกเขาจะเข้าใจได้  ว่าแต่คุณตาครับอ่ะ  อ้าว  หายไปไหนแล้ว

                เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นชายชราก็เดินหายลับตาไปทั้งที่เดินไม่ค่อยไหวจนต้องใช้ไม้เท้าช่วยแท้ ๆ แต่ก็ไม่น่าเดินไวขนาดนั้นนะ  น่าแปลกจริง!

                เดินไวจังว๊า  ปีเตอร์พยายามมองหาคุณตาคนนั้นแต่ก็ไม่เจอ  ซาร่าห์เธอเข้าใจในสิ่งที่คุณตาคนนั้นพูดไหม  ฟังดูเหมือนคุณตาแกกำลังเล่านิทานหลอกให้เราเชื่อเลย  ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นแห่งโชคชะตาจริงๆ น่ะหรอ  เหอะ ๆ ฉันว่ามันฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่

                ไม่แน่นะ  มันอาจจะจริงอย่างที่แกว่าก็ได้  ซาร่าห์เงยหน้ามองต้นไม้สูงใหญ่ที่เขียวขจีสดสวยทั้งต้นตรงหน้าอีกครั้ง  ถึงคุณตาคนนั้นจะพูดเรื่องอะไรไม่รู้  แต่ฉันว่าบางทีมันอาจจะมีเค้าความจริงก็ได้  ไม่รู้สิ!  แต่ฉันเชื่อนะ  เชื่ออย่างไม่มีเหตุผลเหมือนมีพลังบางอย่างสะกดให้ซาร่าห์เชื่อได้อย่างสนิทใจ  หรือเธออาจจะเกิดลางสังหรณ์เหมือนอย่างที่ครีทีเอสก้ารู้สึกก็เป็นได้

 

………………………….

 

 

          เป็นการเที่ยวก่อนจบการศึกษาที่แย่ที่สุดในชีวิตของฉันเลย!”

 

                บริลเลียนใช้ไม้เขี่ยกองไฟที่ก่อเองใกล้ ๆ เต้นท์ที่ทางโรงเรียนจัดสถานที่ให้พักแรม  เธอกำลังเซ็งและเบื่อหน่ายทริปที่ทางโรงเรียนจัดให้อย่างถึงที่สุด  แต่เพราะซาร่าห์และครีทีเอสก้าอยากมาหรอกนะ  เธอจึงต้องยอมตามใจพวกเขา  ที่นี่อากาศในตอนกลางวันค่อนข้างร้อนจัดแต่พอพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้นความหนาวเย็นก็เริ่มปกคลุมจนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาสวมใส่  ราวกับอยู่กลางทะเลทรายที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนยังไงยังงั้น  “ทำไมพวกเราจะต้องมาที่นี่ด้วย  ความจริงเราจะไม่มาก็ได้  เห็นไหมเนี่ย  ไม่มีใครอยากมาสักคน  มีแต่พวกเราที่ไม่รู้คิดยังไงถึงมาที่นี่กัน  แม้กระทั่งครูยังไม่มาเล๊ยกลับไปคงโดนพวกปากหอยปากปูนินทากันสารพัดว่าแก็งค์โอฟ่อนไปทัศนศึกษาแบบนักเรียนประถม   คอยดูนะ  ใครพูดใส่ฉัน  ฉันจะต่อยปากแม่งเลย” 

                เอาน่า  อย่างน้อยเมื่อกลางวันเราก็ได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกนะ  เกรซพยายามทำให้บริลเลียนอารมณ์ดี  แต่คงยากเพราะบริลเลียนไม่ได้เป็นคนหายเซ็งง่าย ๆ   อืม  เมื่อกลางวันฉันเดินผ่านร้านขายของเก่าร้านนึง  มีพวกอัญมณีเก่า ๆ สวย ๆ เต็มไปหมดเลย  อยากได้เป็นของที่ระลึกจัง  พรุ่งนี้ไปกันไหม  แต่ว่าบรรยากาศร้านหน้ากลัวยังไงไม่รู้  ฉันเดินเข้าไปในร้านกับเคทแป๊บเดียว  ก็รีบออกมาเลย”  เธอพยายามชักชวนหาเรื่องคุย

                เจ้าของร้านก็ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้  พูดก็แปลก ๆ บอกให้เราเชื่อในศรัทธาและความกล้าหาญอะไรไม่รู้  ครีทีเอสก้าเอ่ยออกมา  ปีเตอร์และซาร่าห์ได้ยินดังนั้นถึงกับเอะใจก่อนจะหันมามองหน้ากัน

                ศรัทธาและความกล้าหาญ…”  ทั้งสองพูดขึ้นมาพร้อมกัน  ฟังดูเหมือนพวกเขาได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง

                ใช่คุณตาแก่ ๆ ผมขาวยาวรุงรังรึเปล่า  ซาร่าห์ถาม “ที่ใส่เสื้อผ้ามอซอหน่อยอ่ะนะ”

                อืมใช่!  ทำไมหรอ?  ครีทีเอสก้าหรือเคท  ชื่อที่เพื่อนใช้เรียกกันพยักหน้ารับ

                ก็คุณตาคนนี้ฉันบังเอิญไปเจอเข้า  ก็พูดทำนองเดียวกันนี่แหละ  แกพูดถึงอะไรไม่รู้เกี่ยวกับศรัทธา  ความหวัง  ความกล้าหาญ  ฟังดูเหมือนพยายามชักจูงให้เราเชื่ออะไรบางอย่าง”  ซาร่าห์พูดเพราะเรื่องนี้ทำให้เธอคิดไม่ตกทั้งวัน  ทั้งที่พยายามไม่ใส่ใจแล้วแต่มันก็เหมือนก็มีอะไรบางอย่างดึงดูดให้คิดอยู่นั่นแหละ  “ฉันละอยากรู้จริง ๆ ไม่แน่เผื่อตาคนนี้อาจจะรู้ลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบนดิชมากกว่าที่ฉันเคยอ่านมาก็ได้นะ”  

“แววตาเธอดูเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องมีสาระตลอดเวลาเลยนะ”  เกรซพูด  “หัดออกจากหนังสือเสียบ้าง  นี่เรามาเปิดหูเปิดตากันนะ  เข้าเรื่องเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ตลอดเวลา”

                แกคงเป็นพวกหัวโบราณชอบพูดเกี่ยวกับตำนานให้คนอื่นเขาเชื่อกันมั้ง  บริลเลียนมองว่าสิ่งที่คุณตาคนนั้นพูดเป็นเรื่องไร้สาระ  อย่าไปใส่ใจมันเลยน่า  ซาร่าห์ดูเธอจะจริงจังกับสิ่งที่คุณตาเขาพูดมากไปรึเปล่า

                ซาร่าห์ยิ้ม  เธอรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เธอค่อนข้างจะสนใจเป็นพิเศษ  ไม่แปลกหรอกที่บริลเลียนจะทักในเมื่อเธอเป็นแบบนั้นจริง ๆ 

                นั่นสิ  อาจจะจริงอย่างที่บริลพูด  ปีเตอร์เห็นด้วยกับบริลเลียน 

                ฉันบอกว่าอย่าเรียกฉันว่าบริล  ฉันไม่ชอบ  บริลเลียนหันขวับทำหน้ายู่ยี่ไม่พอใจใส่ปีเตอร์

        “งั้นเธอก็เปลี่ยนชื่อสิ”  ปีเตอร์แลบลิ้นใส่

                “ชื่อนายก็ไม่ได้ดูดีอะไรหรอกนะ”  บริลเลียนกัดฟันกรอด ๆ 2 คนนี้มีเรื่องให้ทะเลาะกันได้ตลอดเวลาเลย  “ถ้าเรียกฉันแบบนั้นอีกทีหน้านายหมดหล่อแน่”  เธอชูกำปั้นข่มขู่  แต่ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่ได้กลัวเท่าใดนัก  ซ้ำยังทำสีหน้าทะเล้นตึงตังใส่ยิ่งยั่วโมโหเธอเข้าไปใหญ่

                เอาเป็นว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เรากลับกันดีกว่า  อยู่ที่นี่ไปก็ไม่รู้จะทำอะไร  คืนนี้เราก็นอนกันได้แล้วล่ะมั้ง  นี่ก็ดึกแล้ว  ครีทีเอสก้าชักชวนให้เพื่อนเข้านอนกันดีกว่า “เธอสองคนเลิกทะเลาะกันสักวันได้ไหม?”  เอาแล้วไงคุณแม่ประจำกลุ่มดุเด็กน้อยสองคนเสียแล้ว

                อืม  ฉันก็ชักง่วงแล้วเหมือนกัน  เกรซพูดพลางหาวไปด้วย  ฝันดีนะทุกคน  เธอพูดก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปที่เต้นท์นอนของตน  เพื่อน ๆ คนอื่นราตรีสวัสดิ์ให้เธอหมดทุกคนยกเว้นปีเตอร์  เขาเอาแต่จ้องมองซาร่าห์ไม่สนใจเลยว่าเธอจะเข้านอนรึยัง  มันทำให้เธอรู้สึกน้อยใจเป็นอันมาก  รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก  ทั้งที่พยายามห้ามไม่ให้ตัวเองคิดกับปีเตอร์ไปไกลถึงขั้นนั้น  แต่เธอก็ไม่สามารถห้ามหัวใจตัวเองได้  เธอหลงรักปีเตอร์เข้าเต็มอก!

          น้ำตาไหลรินอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว  ด้วยความกลัวว่าเพื่อนจะรู้ว่าเธอร้องไห้  เธอจึงต้องรีบวิ่งออกมาจากกลุ่มโดยทำทีว่าไปนอน

                เธอไม่ได้มาที่เต้นท์นอนอย่างที่บอกคนอื่นไว้  แต่กลับเดินเล่นมาทางอื่น  ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ตรงส่วนไหนของอุทยานประวัติศาสตร์  มันทั้งมืดทั้งเปลี่ยว  แต่เพราะอารมณ์น้อยใจพาลทำให้เธอหงุดหงิดจนลืมความรู้สึกกลัวไปหมดเลย 

                ฉันจะทำยังไงดีปีเตอร์  ฉันทำใจไม่ชอบนายไม่ได้  เธอรำพันกับตัวเองเบาๆ  ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา  ที่นี่อากาศเย็นมากจนทำให้เธอสะท้านไปทั้งตัว  ทำไมมันหนาวจังนะ  เธอลูบแขนที่ขนลุกชันของตัวเอง  ก่อนจะคิดได้ว่าสมควรกลับเต้นท์นอนได้แล้ว  เดี๋ยวเพื่อน ๆ จะเป็นห่วงกัน  และอีกอย่างเธอก็เดินเล่นมาไกลมากแล้วด้วย

                ทำไมยิ่งดึกยิ่งหนาวอย่างนี้นะ  เธอรีบจ้ำอ้าวเดินกลับที่พัก  ลมอ่อน ๆ พัดโชยผ่านตัวเธอทำให้ร่างกายสั่นระริกราวกับอยู่ขั้วโลกเหนือ  เธอรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ผิดปกติของที่นี่  และมันทำให้เธอกลัว!

          เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่ง  ริมฝีปากสั่นเทาบ่งบอกถึงความหนาวเหน็บที่ร่างกายต้านไม่ไหว  รอบ ๆ ตัวไม่มีอะไรเลยที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธอไม่ให้กระเจิงด้วยความกลัว  นอกจากความมืดและต้นไม้ที่พัดโบกไปมาตามแรงลม  ตอนกลางวันที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด  แต่พอความมืดและแสงจันทร์ปกคลุมเธอรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตามติดตัวเธออยู่  มันเหมือนมีคนบางคนเฝ้ามองเธออยู่  หรือว่าเป็นผี!!!

                เกรซ…”

                เกรซสะดุ้งเฮือกเมื่อมีคนเรียกชื่อเธอ  เสียงนั้นไม่คุ้นหูเท่าใดนัก  เธอเลยมั่นใจว่าไม่ใช่เสียงเพื่อนเธออย่างแน่นอน

                เกรซ…”

                ครั้งที่สองแล้วที่เธอได้ยินเสียงนั้น  มันยังคงเรียกชื่อเธอ

                ใครน่ะ  บอกมานะว่าใคร???


เสียงนั้นจะเป็นเสียงของใครกันนะ
 โปรดติดตามชมตอนต่อไปนะคะ
อ่านแล้วชอบไม่ชอบอย่างไร  
คอมเม้นท์กันได้ตามอัธยาศัยเลยน้า




 

63 ความคิดเห็น

  1. #11 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มีนาคม 2556 / 01:33
    สงสารเกรซจังเนาะ แล้วนี่ไปเจออะไรเข้าล่ะน่ะ
    #11
    0