Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 13 : สู่เนเจอริออล ดินแดนของเผ่าจอมเขมือบ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ม.ค. 59

                ตอนนี้การผจญภัยกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง….

                “พวกข้าเหล่าเทพแห่งอรัสต้า  ขออวยพรให้พวกเจ้าสามารถกู้บัลลังก์อิสรภาพจากเจ้าแห่งความชั่วร้ายวิคฟาลูคืนมาให้ได้”

                เทพอากีรุสกล่าวพลางเดินเข้าไปใกล้ ๆ แก็งค์โอฟ่อน  “ไม่ต้องห่วงพวกข้าจะคอยติดตามพวกเจ้าอย่างไม่ห่าง  ยังไงเสียเหล่าเทพแห่งอรัสต้าจะไม่ทิ้งให้พวกเจ้าถูกทอดทิ้งท่ามกลางภยันตรายเหล่านั้นอย่างแน่นอน  ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทำได้  แม้จะเป็นสตรีร่างบอบบางแต่ความสามารถที่ข้าดูจากการฝึกฝนก็มีเกินความคาดหมาย”  เทพอากีรุสยิ้ม  “ข้าดีใจเหลือเกินที่ข้าพบความหวังของกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์หลังจากที่ตามหามานานหลายร้อยปี  ถึงเวลาแล้วที่โลกมนุษย์จะกลับมารวมกันเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง  ขอให้พวกเจ้าโชคดี”

                เทพอากีรุสเดินตรงไปที่องครักษ์หนุ่มทั้งสามและปีเตอร์  “ฝากดูแลองค์หญิงทั้งสามและท่านซาร่าห์ด้วยนะ  ต่อแต่นี้ไปนี่คือการผจญภัยที่แท้จริง”

                อัญมณีทั้งสาม  อันได้แก่  ทับทิม  อะความารีน  และมรกตเปล่งประกายแสงเจิดจ้าออกมาทันใด  นี่คงถึงเวลาของการต่อสู้ที่แท้จริงแล้วสินะ  นี่ไม่ใช่แค่การฝึกซ้อม  แต่ใครจะรู้ว่าผู้หญิงธรรมดา ๆ สี่คนนี้จะกลายเป็นผู้กล้าที่ต้องเผชิญหน้ากับอสูรกายร้ายที่แม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยเห็น  ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะต้องเจออะไร  และไม่มีใครรู้ว่าศึกครั้งนี้จะจบลงอย่างไร

                สาว ๆ แก็งค์โอฟ่อนได้แต่ถอนหายใจเข้าออกด้วยความตื่นเต้นที่ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัว  บางครั้งพวกเธอก็ไม่แน่ใจว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่  ความวิตกครอบงำขึ้นทันใด  หากแต่ในใจลึก ๆ  ได้แต่ภาวนาขอให้พวกเธอชนะศึกในครั้งนี้  เพื่อกลับไปยังโลกที่พวกเธอจากมาแม้ว่าต้องใช้เวลานานสักกี่ปีก็ตาม  ยังไงพวกเธอก็ต้องหาทางกลับโลกนั้นให้ได้

                “พวกเราต้องทำได้”  บริลเลียนหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ ของเธอ  พร้อมกับส่งสายตาเชื่อมั่นแม้จะมีความหวาดกลัวบ้างแต่ความเชื่อมั่นเหล่านั้นจะทำให้พวกเธอสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

                “ใช่  พวกเราต้องทำได้”  ครีทีเอสก้าเห็นด้วยพร้อมกับเดินเข้าไปจับมือเพื่อน ๆ และส่งสายตากันเชิงเป็นกำลังใจให้กันและกัน  “เราจะไม่ทิ้งกันแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เราต้องกลับบ้านไปด้วยกันฉันสัญญา”

                “ฉันสัญญาด้วย”  ซาร่าห์พูด

                “ฉันก็ด้วย”  เกรซพูดพลางดึงเพื่อน ๆ ของเธอทั้งสามเข้ามากอด  “เราจะต้องไม่ทิ้งกัน”  นี่คงเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศของคำว่ามิตรภาพไม่มีวันตาย  วินาทีนี้มีความซาบซึ้งเกิดขึ้นพร้อมกับความหวังที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น  นับจากนี้ไปอีกไม่กี่นาทีพวกเขาต้องย่างก้าวออกจากเกาะอรัสติด้าร์   และจะไม่มีพลังอะไรคุ้มครองทุกคนแล้วนอกจากความสามารถของทุกคนเอง

                “เกาะที่พวกเจ้าจะไปกันแห่งแรกคือเกาะทางทิศตะวันตก  ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเนเจอริออล  ข้าได้ข่าวมาว่าเป็นที่อยู่ของอสูรกายจอมเขมือบ  มันกินทุก ๆ อย่างแม้กระทั่งพวกพ้องของตนเอง  และมันกินได้หมดไม่เหลือแม้แต่กระดูกเลยทีเดียว  เป็นเผ่าที่ดุร้าย  ทุก ๆ ปีมันจะออกมาไล่ล่าชาวกลุ่มเลือดบริสุทธิ์เพื่อทำพิธีบูชายัญเพิ่มอำนาจให้กับวิคฟาลู  มีพี่น้องของเราไม่ต่ำกว่าหลายร้อยคนที่ตกเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้กับพวกมัน  ยังไงพวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดีอย่าตกกลอุบายของพวกมันโดยเด็ดขาด  ความร้ายกาจอาจจะพอสู้ได้แต่จำนวนของพวกมันมีเป็นพัน ๆ ตน  อาจจะยากกับการรับมือของพวกเรา  ข้าอยากให้พวกเจ้าระวังตัวให้ดี  เพราะในวันพรุ่งนี้มันจะมีพิธีบูชายัญ  ข้าได้ข่าวมาว่ามีพี่น้องของเราถูกจับไปประมาณสิบกว่าคนเมื่อประมาณหลายเดือนก่อน  ข้าอยากให้พวกเจ้าไปช่วยพี่น้องกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์ออกมา  พวกเจ้าพอจะทำได้ไหม”  เทพเดลถาม 

                “กินแม้กระทั่งพวกพ้องตัวเองเลยหรอ”  เกรซรู้สึกสยดสยองแสดงว่าเผ่านี้ไม่มีจิตใต้สำนึกใด ๆ ทั้งสิ้นถึงสามารถทำได้อย่างไร้ความปราณี 

                “พวกข้าจะคอยช่วยเหลือพวกเจ้าอยู่ข้างหลัง  พวกข้าไม่มีวันทิ้งพวกเจ้าเด็ดขาด  แต่ตอนนี้ก่อนที่จะพลบค่ำ  พวกเจ้าต้องออกเดินทาง  หากมืดไปกว่านี้พวกเจ้าจะลำบาก  ข้าจะร่ายมนต์เปิดทางน้ำให้  พวกเจ้าจะได้เดินทางข้ามทะเลสาบแห่งนี้ได้อย่างสะดวก”

                เทพอากีรุสหันหน้าไปทางทิศของเมืองเนเจอริออล  ซึ่งเบื้องหน้ามีแต่ทะเลสาบแบนดิชอันกว้างใหญ่ไพศาล  มองไม่เห็นแม้กระทั่งจุดหมายที่กำลังจะไป  ก่อนที่เขาจะหลับตาพริ้มและร่ายมนต์อะไรบางอย่างเบา ๆ ออกมา

                ครืนครืนครืน…!!!

                เสียงเหมือนคลื่นขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวไปมาอย่างน่ากลัว  ภาพที่เห็นตรงหน้าคือมวลน้ำที่ถูกเบียดออกไปทางซ้ายขวาจนเกิดเป็นทะเลแหวก  ปรากฏให้เห็นทางเดินยาวไกลสุดลูกหูลูกตาซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเส้นทางตรงไปยังเกาะเนเจอริออล

                “ข้าจะอาสานำทางไปเอง”  อาเธอร์อาสาเป็นคนนำทัพผู้กล้าเป็นคนแรกโดยไม่มีความกลัวใด  ๆปรากฏอยู่บนใบหน้าเขาเลย  ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังหวาดหวั่นใจถึงสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเจออะไรในภายภาคหน้า

                “ซาร่าห์  เจ้ารู้ใช่ไหมว่ากระจกพอซัสของเทพเอลไลล่าห์สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง”  เทพเดลกล่าวเป็นเชิงแนะนำ  ซาร่าห์พยักหน้ารับ  เพราะเธอรู้ว่ากระจกนี้จะสามารถช่วยให้เธอรู้ว่าในอีกไม่นานข้างหน้า  พวกเธอจะต้องเผชิญอะไร

                “ถึงเวลาเดินทางแล้ว  ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน  พวกท่านต้องรีบเดินทางและขอให้รักษาเนื้อรักษาตัวดี ๆ”  เทพอากีรุสกล่าว  ก่อนจะเผยมือออกทางไปเส้นทางน้ำที่ถูกร่ายมนต์ให้กล่ายเป็นทางแหวกเพื่อตรงไปยังเกาะเนเจอริออล

                อาเธอร์ไม่รอช้าเดินนำทุกคนรุดหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง  ก่อนจะได้ยินเสียงที่ดังคล้อยตามมาจากด้านหลัง 

                “ขอให้พวกเจ้าปลอดภัยและมีชัยชนะกลับมา!  เทพเดลตะโกนบอกเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคน  ทั้ง ๆ ที่ในใจลึก  ๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เลย  ไม่มีใครรู้ว่าศึกครั้งนี้จะจบลงเช่นไร  นอกจากศรัทธาในความกล้าและสิ่งที่อัญมณีได้เป็นผู้เลือกเอง  “ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยกันทุกคน”  เขาเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะมองไปที่ผู้กล้าทุกคนจนลับสายตาไป

                “เจ้ากังวลใจอยู่ใช่ไหม  เดล”  เทพอากีรุสถามก่อนจะเอามือตบบ่าเทพเดลเบา ๆ “เจ้ากลัวว่าศึกนี้เราจะเป็นฝ่ายแพ้อีกใช่ไหม”

                “หม่อมฉันเกรงว่าเด็ก ๆ พวกนั้นจะไม่สามารถปกป้องตัวเองได้  พวกเขายังเด็กเกินไปที่จะต้องเผชิญกับความโหดร้ายและน่าเกรงกลัวขนาดนี้  หม่อมฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้นอยู่ห่าง ๆ หม่อมฉันผิดไหมที่กังวลใจเช่นนี้”

                “ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับเจ้านี่แหล่ะ  เดล  จริงอยู่พวกเขาอาจจะเด็กเกินไป  แต่หากอัญมณีเลือกพวกเขามาเป็นผู้กล้าแล้วก็เหมือนเป็นมติของเหล่าทวยเทพที่เลือกพวกเขามายังโลกใบนี้  ข้าไม่สามารถขัดขืนคำสั่งมติเทพได้หรอก  พวกเขาอาจจะมีข้อดีที่ยังไม่ปรากฏให้เราเห็นก็เป็นได้    เวลานี้เราทำได้เพียงแต่ช่วยพวกเขาอยู่เบื้องหลังและปกป้องหมู่บ้านกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์อยู่ทางนี้เท่านั้น”

                เทพเดลได้แต่ถอนหายใจ  ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างแค่พึ่งจากไปไม่นานก็รู้สึกกระวนกระวายเหลือเกิน ได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้ทุกคนปลอดภัยและไร้การสูญเสีย  แต่ก็ยังแอบมีความหวังของการได้รับชัยชนะในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน

 

………………..

 

“ฉันตื่นเต้นจังเลย”

                เกรซพึมพำคนเดียว  ตอนนี้หัวใจเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น  นี่ก็ไกลโขแล้วที่เดินทางออกมาจากเกาะอรัสติด้าร์  แต่หนทางข้างหน้ายังมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่รูปร่างของเกาะลาง ๆ ตอนนี้ในหัวของเธอจินตนาการไปแล้วถึงเกาะที่มีแต่ความมืดมิด  หน้ากลัว  สยองขวัญ  และพรรณนาถึงความสยดสยองต่าง ๆ นานา  มือไม้เธอเย็นเฉียบราวกับกำน้ำแข็งเอาไว้  “แค่ฉันจินตนาการฉันก็รู้สึกขนลุกไปหมด”

                “ไม่ต้องกลัวนะเกรซ  อะไรจะเกิดขึ้นเราต้องผ่านมันไปด้วยกัน”  ครีทีเอสก้าปลอบประโลม  พลางเอื้อมมือไปจับมือของเกรซและเดินไปพร้อม ๆ กัน 

                ฟรานซิสมองตามแล้วแอบยิ้มมุมปากนิด ๆ องค์หญิงครีทีเอสก้าช่างเป็นคนอ่อนโยนเสียเหลือเกิน เขาคิดในใจ

                “ฉันรู้นะว่านายคิดไรอยู่  เธอน่ารักใช่ไหมล่ะ”  ปีเตอร์กระซิบข้างหูฟรานซิส  เขารู้ทันไปเสียหมดยกเว้นเรื่องของตนเอง

                “ข้าก็รู้เหมือนกันว่าท่านคิดอะไรอยู่”  ฟรานซินสวนกลับ  พลางส่งสายตามองไปที่ซาร่าห์แล้วก็กลับมามองปีเตอร์  “นางก็น่ารักเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

                “ให้ตายสิ  นายนี่จะไม่ยอมให้ฉันแซวฝ่ายเดียวเลยหรือไง”  ปีเตอร์ยิ้ม 

                “นั่นไง  เห็นแล้ว  เกาะ!

                อาเธอร์ชี้ไปที่เกาะเนเจอริออลที่เห็นเป็นรูปร่างอยู่ไกลลิบ  พวกเขาต้องเดินเท้าต่อไปอีกไกลอยู่ไม่ใช่น้อย  แต่รู้สึกว่าสันชาตญาณของทุกคนจะสั่งให้เดินช้าลง  เพราะพวกเขารู้ดีว่ายิ่งถึงเร็วเมื่อไหร่อันตรายก็จะมาเยือนเร็วเท่านั้น

                “ทำไงดีล่ะ  ฉันตื่นเต้นไปหมดแล้ว”  เกรซกำมือครีทีเอสก้าแน่น

                “ฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน”  ครีทีเอสก้าเป่าปากนั่นเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่บ่งบอกถึงความวิตกกังวลใจ

                รูปร่างของเกาะเนเจอริออลชัดเจนมากขึ้น  เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดขึ้นทึบเต็มไปหมดคล้ายป่าดงดิบ  แต่กลับมีรัศมีสีดำคลอบคลุมอยู่ลาง ๆ จนดูน่ากลัว  เกาะเงียบสงัดไม่มีเสียงสิงสาราสัตว์ร้องโวกเวกแม้แต่ตัวเดียว   ยกเว้น  เสียงอีกา

                กา  กา  กา!

                เสียงอันน่าสะพรึงกลัวของอีกาดังระงมไปทั่วเกาะ  นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ใกล้จะมาถึงหรือเปล่านะ

                กา  กา  กา!

                “สงสัยว่าฉันจะเกลียดอีกา  ก็คราวนี้”  บริลเลียนเริ่มรำคาญเสียงที่ดังขึ้นเรื่อย    อีกไม่กี่ร้อยเมตรพวกเขาก็จะถึงเกาะแล้วพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับไป

                กา  กา  กา!

                “ฉันก็ชักจะเกลียดอีกาแล้วเหมือนกัน”  ซาร่าห์เอ่ยบ้างหลังจากเงียบมาตลอดเส้นทาง  สีหน้าเธอดูเซ็งประหนึ่งเสียงอีกาพวกนี้ทำลายโสตประสาทเธอจนรู้สึกสติแตก  “แต่ก็น่าแปลกนะพระอาทิตย์จะตกดินอยู่แล้ว  อีกาก็ยังร้องระงมเกาะเลย  ถ้าเป็นค้างคาวก็ว่าไปอย่าง”

                ทันใดนั้นเอง  พรึ่บ! พรึ่บ!พรึ่บ!!!

                มีกลุ่มก้อนสีดำทะมึนเคลื่อนตัวตรงมาทางเหล่าผู้กล้า  มันเคลื่อนมาอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถดูออกว่าคืออะไร  รู้เพียงแต่ว่ามันตรงมาทางนี้

                “นั่นอะไรน่ะ! ทุกคนระวังตัวนะ!

                พรึ่บ!พรึ่บ!พรึ่บ!  แล้วกลุ่มก้อนสีดำนั้นก็โถมใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว

                ทุกคนพยายามเอามือป้องกันตัวเอง  “โอ๊ย!  ไอ้ค้างคาวพวกนี้มาจากไหน  มันกัดฉัน”  บริลเลียนพยายามปัดค้างคาวจำนวนเป็นร้อยออกจากตัวเอง  มันกัดเจ็บมาก  จนเธอเลือดซิบไปทั้งตัว

                อาเธอร์จับค้างคาวตัวหนึ่งที่กำลังกัดคอเขาอยู่โยนลงพื้นและกระทืบอย่างรุนแรงจนแหลกคาเท้า  “ทุกคนดูแลตัวเองด้วย  เขาชักดาบที่อยู่ข้างสะเอวออกมาและฟาดฟันหมู่ค้างคาวกลางอากาศจนตายไปทีละตัวสองตัว  เช่นเดียวกับแดนและฟรานซิสที่ชักอาวุธของตนเองมาจัดการค้างคาวดูดเลือดพวกนี้  พวกเขารีบเข้าไปรายล้อมแก็งค์โอฟ่อนไว้และใช้อาวุธฟาดฟันค้างคาวตัวใหญ่ยักษ์นับร้อยที่พยายามถาโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง

                “โอ๊ย! มันกัดฉัน”  ซาร่าห์ร้องเมื่อมีค้างคาวตัวหนึ่งบินมากัดที่คอด้านหลังของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว  ปีเตอร์รีบชักดาบที่พกติดตัวมาเขี่ยมันออกและจัดการฟันค้างคาวตัวนั้นจนเละคาพื้น  เขามองคอที่เลอะเปรอะเปื้อนเลือดเต็มไปหมดของซาร่าห์  ก่อนจะวิ่งไปสมทบช่วยเหล่าองครักษ์เพื่อดูแลพวกผู้หญิง

                นานเหมือนกันกว่าจะจัดการได้หมดทุกตัว  ซากศพค้างคาวเกลื่อนกระจายตามทางเดินของทะเลแหวก  อาเธอร์ใช้เท้าเตะซากศพค้างคาวให้โดนทะเลสาบดูดไปทีละตัวสองตัว

                สภาพแต่ละคนมันรอยโดยกัดทั่วตัว  บางคนมีเลือดออกจนเลอะเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด  แต่ทุกคนก็อยู่รอดปลอดภัยดี

                “ข้าว่าพวกมันรู้แล้วล่ะว่าพวกเรามา”  แดนพูด  “มันจู่โจมเราเหมือนตั้งใจ”

                “เรารอช้าไม่ได้แล้วล่ะ  ต้องรีบออกไปจากตรงนี้”  ฟรานซิสเอ่ยก่อนจะนำทีมเดินหน้าไปเกาะเนเจอริออลอย่างรวดเร็ว  เขาเหลือบหันไปมองครีทีเอสก้าที่มีเลือดออกเป็นรอยข่วนตรงแก้ม  ก่อนจะฉีกชายเสื้อผ้าฝ้ายของเขาเองให้เธอโดยไม่พูดอะไร

                ครีทีเอสก้ารับไว้ก่อนจะยิ้มให้อย่างขอบคุณ

                ทั้งหมดเดินทางเท้าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีฝูงค้างคาวบุกมาทำร้ายอีก  พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มทีพวกเขาต้องรีบหาทำเลที่ปลอดภัยในการพักค้างแรม

                    นี่มันแค่การเริ่มต้น

 

………………..

 

                พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป  ความมืดหม่นและแสงจันทร์เคลื่อนเข้ามาปกคลุมแทน  พวกเขามาถึงเกาะเนเจอริออลได้ก่อนที่ตะวันจะตกดิน  ทำให้สามารถหาพื้นที่กว้าง ๆ ในการพักแรมเอาแรงได้

อาเธอร์เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตในการดำรงชีวิตในป่าเก่งที่สุด  เขาถนัดล่าเนื้อสัตว์  ทำให้มื้อเย็นนี้เป็นเนื้อกวางย่างไฟที่เขาล่ามากับมือด้วยธนูคู่ใจ  เขาใช้เวลาแค่สองนาทีในการล่ามัน  ทำเอาทุกคนตะลึงไปตาม ๆ กันถึงฝีมือในการล่าสัตว์ 

แดนและฟรานซิสจัดหาใบไม้มาจำนวนมากเพื่อใช้ปูนอนกับพื้นให้แก็งค์โอฟ่อน  ส่วนตัวพวกเขาจะผลัดกันเฝ้ายามเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจมาเมื่อไหร่ก็ได้  ยิ่งอยู่ในป่ารกทึบไร้พังแห่งอรัสต้าร์คุ้มครอง  พวกเขายิ่งไม่สามารถไว้ใจกับสิ่งต่าง ๆ ได้เลย  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันจะมาในรูปแบบไหน  สัตว์  ปีศาจ  อากาศและธาตุหรือแม้แต่คน!

“ทำไมองค์หญิงไม่เสวยพระกระยาหารหน่อยล่ะพะยะค่ะ”  แดนถามเมื่อเห็นเกรซนั่งจ้องเนื้อกวางย่างนิ่ง ๆ ในขณะที่คนอื่นกำลังฉีกเนื้อกินอย่างเอร็ดอร่อย

“ฉัน  เอ่อ  ฉัน  เธอกลืนน้ำลาย “ฉันกำลังไดเอทอยู่น่ะ”  เป็นคำแก้ตัวที่แย่ที่สุดเลย  ทุกคนรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทานเนื้อกวางได้  มันเป็นสัตว์ที่น่ารักเกินไปในสายตาเธอ  เธอกินมันไม่ลงหรอก

“ไดเอท ?”  แดนทำหน้างง  พร้อมหันไปมองหน้าฟรานซินด้วยความไม่รู้ 

“ไดเอท  เป็นภาษาที่ใช้ในยุคฉันใช้เพื่อลดน้ำหนักรักษารูปร่างไม่ให้อ้วนน่ะ”  ซาร่าห์เฉลย  พร้อมกับฉีกเนื้อกวางคำโตเข้าปากด้วยความหิว  “ว่าไปเนื้อกวางนี่ก็อร่อยใช้ได้เลยนะ”

แดนยิ้ม  ในใจคิดเพราะเหตุใดถึงต้องอดอาหารด้วยในเมื่อรูปร่างเธอดูดีอยู่แล้ว  “งั้นเดี๋ยวหม่อมฉันจะไปหาผลไม้มาให้นะพะยะค่ะ” 

“แดน  เจ้าอย่าไปเลยมันอันตราย”  ฟรานซิสห้าม

“แต่องค์หญิงเกรซไม่ยอมเสวยเนื้อกวาง  ไม่เช่นนั้นองค์หญิงก็จะไม่มีอะไรแรงเดินทางต่อนะ”  แดนยอมไม่ได้  ถ้าองค์หญิงรัชทายาทที่เขาต้องปกป้องจะหมดแรงกลางคันทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเช่นนี้ 

“แดน ข้าขอสั่งให้เจ้ากลับไปนั่งตรงนั้น  เจ้าก็รู้นี่ในเวลาแบบนี้มันอันตรายแค่ไหน”  อาเธอร์ลุกขึ้นมาอย่างมีน้ำโห  หากแดนแตกกลุ่มออกไปตอนนี้เท่ากับว่าเขาเดินเข้าไปหาอันตรายให้กับชีวิตเขา

“แต่

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น!  เกรซลุกขึ้นห้ามแดนอีกคน  “ไม่ต้องทำเพื่อฉันถ้านายจะต้องไปเสี่ยงชีวิตในป่าบ้า ๆ นี่ทั้งมืดทั้งอันตรายเพียงแค่ไปหาผลไม้มาให้  นายอยู่นี่ซะดีกว่า”  เธอเดินไปหยิบเนื้อกวางส่วนที่เป็นของเธอมากินต่อหน้าแดนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอกินได้  ทั้ง ๆ ที่พะอืดพะอมอยากจะอาเจียนทุกคำที่เคี้ยวมันแต่เธอก็ฝืนทำเป็นเหมือนรสชาติมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่  “อื้ม ก็ก็อร่อยดีนะ”  เธอกลืนมันลงไปทันทั้งที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียด

แดนแอบยิ้ม  ที่เธอห้ามเพราะเธอเป็นห่วงเขาใช่ไหม?

“เดี๋ยวนะ  นั่นเสียงอะไร?”  ครีทีเอสก้าจับผิดสังเกตได้  นั่นทำให้ทุกคนระวังตัวมากขึ้น  “เสียงเหมือนอะไรบางอย่างที่บินได้”

ทุกคนเริ่มจับอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง  ในขณะที่ซาร่าห์กำลังจ้องมองภาพอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในกระจกพอซัส  มันมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนสีดำ  บินอยู่เหนือท้องฟ้าเต็มไปหมด  ประกอบกับเสียงที่ดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

“ฉันว่ามันเหมือน

“เหมือนอะไรซาร่าห์!  บริลเลียนถามพลางเปลี่ยนแหวนให้กลายเป็นดาบทับทิม

“เหมือนค้างคาวนะ”  ซาร่าห์เริ่มแน่ใจเมื่อสิ่งที่เธอเห็นในกระจกพอซัสคือค้างคาวจำนวนมาก  มากกว่าที่พวกเธอเจอเมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา

“ให้ตายสิ  ค้างคาวอีกแล้วหรอ”  ปีเตอร์สบถพร้อมกับยกเนื้อกวางที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยทิ้งไป  “ฉันยังกินข้าวไม่ทันอิ่มก็มารังควาญกันแล้วใช่ไหม”  เขาชักดาบขึ้นมาเตรียมไว้ด้วยความโมโหหิว

“ทำไมเสียงมันเงียบไปละล่ะ”  ครีทีเอสก้าพยายามเงี่ยหูฟัง  จู่ ๆ เสียงนั้นก็เงียบไป  “แปลกจังมันไม่ได้พุ่งมาทำร้ายเราหรอ”

“นั่นสินะ  แปลกอ๊าย! กรี๊ดดด!  ซาร่าห์ร้องกรี๊ดเมื่อเท้าของเธอถูกอะไรบางอย่างเกี่ยวพันไว้และลากเธอให้ล้มลงกับพื้น  ทุกคนพยายามเข้าไปดึงตัวเธอไว้ก่อนที่จะโดนลากเข้าไปตรงพุ่มไม้ทึบ

ฟรานซิสใช้ดาบฟันเส้นอะไรบางอย่างที่พันขาซาร่าห์ไว้จนขาด 

ถ้ามองให้ดี ๆ มันคือเถาวัลย์!

“ไม่เป็นไรใช่ไหมซาร่าห์?”  ทุกคนถามด้วยความเป็นห่วง

“ฉันไม่เป็นไร  เกิดไรขึ้น  เมื่อกระจกพอซัสบอกว่าเป็นค้างคาวนี่นา”

อ๊ากกก!  อ๊า!!! 

แดนถูกเถาวัลย์ที่เลื้อยออกมาจากพุ่มไม้รัดคอ  ทุกคนรีบมากรูช่วยเขาแต่เขากลับถูกลากเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว  อาเธอร์กระโดดจับคว้าขาแดนไว้ได้ทัน  ก่อนที่ฟรานซิสจะคว้าดาบฟันไปตรงเถาวัลย์ที่รัดคอแดนอย่างรวดเร็วนั่นทำให้แดนรอดจากความตาย

แดนรีบสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะคว้าดาบลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

“ไหวไหมแดน”  เกรซถามด้วยความเป็นห่วง  แดนได้แต่พยักหน้าเพราะไม่มีแรงพูด

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

นั่นไงเสียงนั้นมาอีกแล้ว  คงเป็นเสียงค้างคาวสินะ  แต่จะว่าไปเสียงมันดังกระหึ่มก้องไปทั้งป่าเหมือนมากันจำนวนมหาศาล


“ทุกคนระวังตัวให้ดีนะ!

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

เสียงมฤตยูนั้นเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว  เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้ากลับพบกลุ่มก้อนสีดำเต็มผีนฟ้าจนบดบังเงาจันทร์  ความมืดปกคลุมยากต่อการมองเห็น มีเพียงแสงจากกองไฟที่ใช้ย่างเนื้อกวางเท่านั้น  ทุกคนเริ่มขยับมารวมตัวกันใกล้ ๆ ในมือถืออาวุธเตรียมพร้อมสู้  วินาทีนี้ไม่สามาถคาดเดาได้ว่าจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคตรงหน้าไปได้อย่างไร

“ฉันจะเกลียดค้างคาวก็คราวนี้แหล่ะ” บริลเลียนเอ่ยพลางเปลี่ยนแหวนทับทิมให้กลายเป็นดาบ วาบ!

                 “ทำไมมันบินวนไปรอบ ๆ เราแต่ไม่โจมตีเราสักที”  ซาร่าห์พูด  เธอส่องเข้าไปในกระจกพอซัส  กลับพบแต่ความว่างเปล่า  “ทำไมกระจกพอซัสไม่บอกอะไรเลย” เธอหงุดหงิดมากที่กระจกของเธอไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย  “แต่เดี๋ยวนะ!” เธอตาถลึงมองภาพในกระจกที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาชัดเจนขึ้น  สิ่งที่เธอเห็นเป็นเงาดำ ๆ ที่ไม่ใช่แค่เงาของค้างคาวทั่วไป  

“ทุกคน! ระวังนะ มีค้างคาวยักษ์!  นั่นคือสิ่งที่เธอเห็น

ทันใดนั้น

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ! ฝูงค้างคาวที่บินวนโฉบไปมาบนท้องฟ้า  เปลี่ยนใจพุ่งตัวลงมาโจมตีตรงที่พวกเขาอยู่  จำนวนของมันมหาศาลมากเกินกว่าจะนับไหว  ทุกคนพยายามใช้อาวุธของตัวเองในการป้องกันตัว  หากแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

“อ๊า! เจ็บนะไอ้ค้างคาวบ้า”  เกรซร้องเมื่อมีค้างคาวตัวหนึ่งมากัดที่ต้นคอของเธอจนเลือดซิบ  เธอพยายามใช้ดาบอะความารีนตวัดไปมาใส่ฝูงค้างคาวที่ถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง  แสงวาบสีฟ้าจากดาบของเธอที่ฟาดฟันแต่ละครั้งสามารถฆ่าค้างคาวมฤตยูได้มากโข 

ขณะที่ฟรานซิสกำลังกำจัดฝูงค้างคาวอยู่นั้น เขาสังเกตเห็นเงาขนาดใหญ่ที่กำลังบินโฉบไปมาเหนือท้องฟ้า  เขาเงยหน้าขึ้นไปมองถึงกับตกใจ  เมื่อพบกับค้างคาวขนาดตัวเท่ามนุษย์กำลังบินวนไปมาอยู่ข้างบนหลายสิบตัว  นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ซะแล้วสิ “ทุกคน!  ระวังข้างบน!” เขาตะโกนเตือนภัย แต่ไม่ทันไรนั้นค้างคาวยักษ์ก็บินพุ่งลงมาหมายจัดการพวกเขา

               “กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!  เสียงกรี๊ดดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง


 


สวัสดีปีใหม่นะคะ  ขอบคุณที่ติดตามนิยายของ bmsister
เนื้อหากำลังสนุกเลย  ว่าแต่พวกเขาจะเจออะไรบ้างต้องติดตามกันตอนต่อไป
รับรองเหนือจินตนาการแน่นอนค่ะ
bmsister



ปีเตอร์ เดล


63 ความคิดเห็น