Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 12 : การเตรียมพร้อมสู่สงครามแบนดิช (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 59

“เธอฟื้นแล้วหรอ

…  นี่เป็นเสียงแรกที่ปีเตอร์ได้ยินหลังจากนอนไร้สติมานานร่วมสิบห้าชั่วโมง 

อาการแสบร้อนร่างกายเหมือนถูกไฟเผาเริ่มทุเลาลง  แต่ยังคงแสดงอาการอ่อนเพลียอยู่มาก  แต่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่เรียกเขานั้น  ทำให้มีรอยยิ้มเล็ก ๆ เผยอยู่บนใบหน้าอันซีดเซียวและชุ่มไปด้วยเหงื่อของชายหนุ่ม

“ซาร่าห์” 

ชายหนุ่มเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างดีใจ  แต่ทว่าหญิงสาวข้างหน้ากลับนั่งนิ่ง

“ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย  ซาร่าห์  ฉันรู้สึกเหมือนถูกไฟคลอกทั้งตัวเลย”  ปีเตอร์พยายามปรับสายตาอันฝ้าฟางเพื่อให้ชินกับแสงหลังจากไม่ได้สติมานานหลายชั่วโมง  เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งแต่เรี่ยวแรงยังคงไม่เต็มร้อยสักเท่าไหร่

“ฉันไม่ใช่ซาร่าห์”

หญิงสาวข้าง ๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาหลังจากที่กลั้นความรู้สึกผิดหวังตั้งแต่วินาทีแรกที่ปีเตอร์เรียกเธอว่า  “ซาร่าห์”

ปีเตอร์พยายามเพ่งมองเธอหลังจากได้ยินผู้หญิงตรงหน้าเขาร้องไห้  เขารู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ  เมื่อหญิงสาวผู้นั้นคือ เกรซ”  เขารู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขา  แต่ว่าไม่มีใครที่แทนที่ซาร่าห์ผู้หญิงในดวงใจเขาได้  เขาอยากปลอบเธอนะแต่มันจะกลายเป็นการสร้างความหวังไปหรือเปล่า  นั่นทำให้เขาได้แต่นิ่งและไม่พูดจาอะไรโต้ตอบ

“เธอจะไม่ถามฉันสักคำเลยหรอว่าฉันร้องไห้ทำไม”

……….

“ฉันรู้ว่าเธอรู้  ว่าฉันคิดยังไงกับเธอปีเตอร์  ทำไมเธอใจร้ายกับฉันจริง ๆ”

                “ฉัน….”  ปีเตอร์พูดไม่ออก  ยิ่งผู้หญิงมาร้องไห้ต่อหน้ายิ่งไม่รู้จะทำยังไง    “ฉันขอโทษ”

                เกรซยิ้มทั้งน้ำตา  “ไม่เป็นไรหรอก  ฉันจะพยายามเลิกรักเธอให้ได้  เธอไม่ต้องคิดมากนะ  ฉันจะพยายามฮือ ๆ”  แล้วเกรซก็วิ่งออกจากห้องไป  เธอสวนกับซาร่าห์ที่กำลังถือถาดอาหารเข้ามาในห้องปีเตอร์พอดี  ซาร่าห์เห็นน้ำตาของเกรซแล้วรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น  เธอได้แต่หลบอยู่หลังประตูและชะโงกมองดูปีเตอร์ที่กำลังกุมขมับอย่างจนปัญญาอยู่ในห้องพักของเขา

                ซาร่าห์รู้มาตลอดว่าเกรซชอบปีเตอร์มาก  แต่เพราะความเป็นเพื่อน  เธอจึงทำทีว่าไม่สนใจปีเตอร์มาตลอด  เผื่อว่าสักวันปีเตอร์จะมองเห็นความดีของเกรซบ้าง  แต่ยิ่งเธอหลีกทางมากเท่าไหร่ปีเตอร์ก็ไม่ปล่อยมือเธอเลยแม้แต่น้อย  และนั่นยิ่งสร้างความสัมพันธ์อันน่าลำบากใจมากขึ้นไปอีก

                “ฉันควรจะทำยังไงดี”  ซาร่าห์พึมพำกับตนเอง  ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และรุดเข้าไปในห้องของปีเตอร์  “อ้าว  ฟื้นแล้วหรอ”  เธอยิ้มสู้ให้กับผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าทำทีว่าไม่รู้เรื่องอะไร

                ปีเตอร์พยายามเปลี่ยนสีหน้า  “กำลังคิดถึงเธออยู่พอดีเลย  เอาอะไรมาให้กินน่ะ”

                ซาร่าห์วางถาดซุปข้าวโอ๊ตข้าง ๆ ปีเตอร์  “นายกินได้ไหม  นายพึ่งหายดีจากการได้รับพลังถ่ายทอดมาจากเทพเดล  ต้องกินอาหารอ่อน ๆ รู้ไหมจะได้สบายตัว  กิน”

                “อื้อ  ฉันจะกินให้หมดเลย”  ปีเตอร์ยิ้มเจื่อนๆ  ก่อนจะตักข้าวคำโตเข้าปากแบบไม่พูดไม่จา  ซาร่าห์รู้ดีว่าเขากำลังเครียด

                “ตอนนี้บริล  เคทและก็เกรซกำลังฝึกควบคุมการใช้พลังอัญมณีอยู่  ระหว่างที่นายยังไม่ฟื้น  สามคนนั้นเก่งมากเลยนะ  เรียนรู้ไวมากเหมือนรู้มาก่อนว่าอัญมณีใช้ยังไง  และพลังโจมตีของอัญมณีทั้งสามก็รุนแรงมากด้วย”  ซาร่าห์เล่าให้ปีเตอร์ฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นเพียงแค่สิบห้าชั่วโมงที่ผ่านมา  “สามคนนั้นฝึกซ้อมกันทั้งคืนแต่ก็ดูจะไม่เหน็ดเหนื่อยเลย  แถมยังสนุกสนานกันใหญ่เลย”

                “พลังอัญมณีรุนแรงมากขนาดไหนหรอ?”  ปีเตอร์ถามด้วยความสงสัย

                “อื้อ”  ซาร่าห์พยักหน้ารับ  “นายอยากเห็นไหมล่ะ  ฉันจะพาไปดู” 

 

…………………………

 

                วาบ!  บรึ้ม!!!

                แสงสีเขียวสว่างวาบทั่วเวหา  เมื่อพลังมหาศาลพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์มีลักษณะคล้ายก้อนหินสีดำขลับจนแตกกระเจิงเป็นผุยผงในพริบตา  พลังสีเขียวนี้พวยพุ่งมาจากดาบมรกตของครีทีเอสก้าซึ่งเธอกำลังหัดควบคุมใช้พลังจากมันอยู่อย่างสนุกสนาน 

                “เก่งมากเลยเคท  ทีเดียวล้มเจ้านี่แตกกระเจิงเลย”   บริลเลียนตบมือให้ครีทีเอสก้าอย่างชอบใจ  “เธอทำได้ไงอ่ะ  เมื่อกี้ฉันใช้พลังตั้งสองสามรอบกว่ามันจะตายสนิท”

                “ก็อย่าใจร้อนสิ  หาจุดอ่อนของมันให้เจอ  แล้วมันก็จะง่ายนิดเดียว”  ครีทีเอสก้าบอกเคล็ดลับซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญส่วนตัว  การหาจุดอ่อนของศัตรูเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน  ซึ่งแน่นอนว่าบริลเลียนมีน้อยกว่าเคทเป็นไหน ๆ

                “ใจร้อนวู่วามแล้วมันจะได้ความอะไรเล่า”  อาเธอร์เริ่มกระแนะกระแหนบริลเลียนหลังจากที่เห็นความใจร้อนของบริลเลียนเป็นอุปสรรคมาตลอดการฝึกซ้อมพลังอัญมณีตลอดคืน

                “นายว่าไงนะ!”  บริลเลียนชี้ดาบทับทิมมาทางอาเธอร์อย่างโมโห  แต่เธอหารู้ไหมว่าอัญมณีสามารถอ่านความรู้สึกของเธอได้และถ่ายทอดออกมาเป็นพลัง  ซึ่งเสี่ยงมากที่เธอจะทำอะไรออกไปโดยความวู่วาม

                อาเธอร์ยืดอดรับแบบไม่กลัว  เขารู้ดีว่าเธอไม่ทำ

                “บริล  เธอจะบ้าหรอ!  เกิดทำอะไรพลั้งพลาดไปจะทำยังไง”  ครีทีเอสก้ากดมือบริลเลียนข้างที่จับดาบชี้หน้าอาเธอร์ไว้ลง  ก่อนที่อะไรจะสายไปเพราะความใจร้อนมุทะลุของเพื่อนสาว  ในขณะที่แดนและฟรานซิสเดินเข้าไปประกบอาเธอร์และส่งสายตาตำหนิให้เขาว่าไม่ควรปากร้ายและลามปามใส่องค์หญิงรัชทายาท

                “ฉันรู้หรอกน่า  ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น  ฉันควบคุมมันได้แล้วน่า”  บริลเลียนเบ้หน้าใส่อย่างอารมณ์เสีย  ทำไมไม่มีใครเชื่อเลยนะว่าเธอควบคุมพลังอัญมณีได้แล้วจริง ๆ

                “องค์หญิงลองอีกทีไหมล่ะ  พะยะค่ะ  ว่าแน่ใจแล้วจริง ๆ ว่าองค์หญิงสามารถควบคุมมันได้”  อาเธอร์ยังไม่เลิกท้าทายบริลเลียน  จริง ๆ แล้วเขาแค่อยากให้บริลเลียนฝึกซ้อมเยอะ  ๆ  และมีสติให้มากกว่านี้ 

                “ก็ได้  ฉันจะทำให้นายเห็นว่าฉันควบคุมมันได้แล้วจริง ๆ”

บริลเลียนมองอาเธอร์ด้วยสายตาไม่ยอมแพ้  ก่อนจะหลับตาพริ้ม  ก่อนจะตั้งสติระลึกมั่นและถ่ายทอดความรู้สึกของจิตใจผ่านไปสู่ปลายนิ้วที่สัมผัสดาบทับทิม  เธอชูดาบขึ้นสูงเหนือศีรษะ  มีแสงประกายวิบวับที่ดาบของเธอ  ก่อนที่เธอจะฟาดอาวุธในมือของเธอลงสู่พื้นดิน 

                วาบบรึ้ม!!!

                แผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น  เสียงเหมือนชั้นหินใต้ปฐพีแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ   แรกดูเหมือนไม่มีอะไร  หากแต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น  ทุกคนต้องรีบหาที่หลบไปยังบริเวณที่ปลอดภัย  เพราะผืนดินได้แยกออกจากกันเป็นสองส่วน  เกิดรอยแตกของชั้นหินไปจนถึงชั้นลาวาที่ร้อนระอุ

                อานุภาพของอัญมณีช่างร้ายกาจเสียจริง ๆ

                อาเธอร์พึงพอใจในผลงานของบริลเลียนมาก ๆ เขามองเธอผิดไป  แรกพบเขาไม่เคยคิดเลยว่าหญิงสาวผู้นี้จะเป็นผู้กล้าที่ถูกเลือก  แต่ตอนนี้จิตใจเขาเริ่มมีความหวังกับเธอมากขึ้นเสียแล้ว  เขาปรารถนาจะให้เธอช่วยกอบกู้อิสรภาพของเมืองทั้งสามจากเงื้อมมือของอสูรกายให้ได้

                “เป็นไงล่ะ  ดูถูกฉันดีนัก”  บริลเลียนหันมาแลบลิ้นใส่อาเธอร์

                “หม่อมฉันคง”  อาเธอร์ลากเสียงแล้วไม่พูดอะไรต่อ

                “คงอะไร?”

                อาเธอร์ได้แต่ยิ้มไม่ตอบอะไร

                “หม่อมฉันว่าองค์หญิงฝึกซ้อมมาเยอะมากแล้ว  ถึงเวลาอันสมควรพักผ่อนยังปราสาทของพวกท่านเถิด”  ฟรานซิสพูดตัดบท

                แดนได้แต่หันรีหันขวาเพื่อมองหาเกรซ  หากแต่ไม่มีแม้แต่เงาเธอในบริเวณนี้  เขาไม่กล้าถามใครเพราะกลัวจะถูกจับได้ว่าให้ความสนใจเกรซมากเกินไป  แต่ในใจกลับร้อนรุ่ม  เวลาไม่เห็นหน้าเธอมันรู้สึกเหมือนสติแตก  องค์หญิงเกรซไปไหนนะ?

                “ก็ได้  งั้นเราไปพักกันเถอะ”

                ทุกคนต่างทยอยพากันไปพัก  เว้นแต่แดนที่ยังคนยืนชะเง้อตามหาคนบางคนอยู่

                “เจ้าตามหาใครอยู่รึ”  ฟรานซิสจับผิดแดนได้

                “ไม่มีอะไรหรอก  ข้าเพียงแต่  เอ่อ  ช่างเถอะ  ข้าเพลียมากแล้วอยากพักผ่อน”  แดนเดินแยกออกไปอีกทางด้วยท่าทีหงุดหงิด  สร้างความฉงนให้แก่สหายทั้งสองคน

                “เจ้านั่นเป็นอะไร”  อาเธอร์ถาม  พลางมองตามแดนที่ค่อย ๆ หายลับตาไปอีกทาง  “เดินเร็วเยี่ยงนี้  โมโหหิวรึ?”

                “อย่าไปสนใจเลย  เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”  ฟรานซิสพูด

…………………………………….

                ในสวนดอกไม้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน  หมู่ภมรบินวนกลางอากาศเต็มไปหมด  สวนนี้อยู่ไม่ไกลจากปราสาทที่พักของแก็งค์โอฟ่อนเท่าไหร่นัก  เป็นสวนที่ใครได้มาพบเห็นจะต้องหลงไหลและยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสด้วยตนเอง  หากแต่มีหญิงสาวนางหนึ่งกลับนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในสวนแต่เพียงผู้เดียว  ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั่งอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่แล้ว  แต่ที่แน่ๆ  ภาพที่เห็นช่างดูน่าหดหู่ใจยิ่งนัก

                “องค์หญิงเกรซ!!!  พระองค์ทรงอยู่ไหนพะยะค่ะ  องค์หญิง!

                เสียงเรียกนั้นดังลอยเข้ามาใกล้ ๆ จนทำให้หญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่รีบเช็ดน้ำตาเพื่อปกปิดร่องรอยของความเศร้าหมอง

                “องค์หญิงเกรซ!

                เสียงนั้นดังเข้ามาใกล้ทุกที

                “องค์หญิง”  เสียงของชายผู้หนึ่งมาหยุดอยู่ด้านหลังเกรซ  พร้อมกับเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก  “พระองค์อยู่ที่นี่เองรึ ?”

                เกรซหันไปมองชายผู้นั้นด้วยสีหน้าปกปิดความเศร้าหมอง  แต่คราบน้ำตามันเปรอะเลอะนัยน์ตาอันสดใสของเธอเสียจนไม่สามารถโกหกใครได้

                “พระองค์  ทรงกรรแสงเรื่องอันใด  ใครทำให้พระองค์เป็นเช่นนี้”

                แดนเปลี่ยนสีหน้าจากดีใจเป็นห่วงใยทันที  ตอนนี้ในใจของเขาร้อนรุ่มอยากรู้ว่าใครทำให้เจ้าหญิงรัชทายาทของเขาเป็นเช่นนี้ได้

                “ ไม่  ฉันไม่เป็นไร”

                “พระองค์โกหกหม่อมฉันไม่ได้หรอก  หม่อมฉันไม่ได้โง่เขลาจนมองน้ำตาเป็นน้ำอันอื่นได้หรอกนะพะย่ะค่ะ  ขอแค่องค์หญิงบอกมาหม่อมฉันจะไปจัดการคนนั้นเสียเดียวนี้เลย”

                “แดน  ใจเย็น”  เกรซปราม  เธอพยายามทำตัวร่าเริงเหมือนเดิมทั้งที่จิตใจขุ่นข้องหมองมัว  “ฉันแค่คิดถึงบ้าน”

                แดนชะงัก  ลืมนึกไปเลยว่าองค์หญิงเกรซเป็นผู้หญิงและเดินทางมาจากที่ไกลแสนไกล  เป็นธรรมดาที่เธอจะคิดถึงคนที่เธอจากมาก

                “หม่อมฉันเข้าใจ  หม่อมฉันสัญญาว่าจะพาองค์หญิงกลับบ้านให้ได้   ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร  ไม่ว่าชีวิตของหม่อมฉันจะปลิดชีพหรือไม่  แต่ชีวิตนี้หม่อมฉันขอถวายให้แก่องค์หญิงแต่เพียงผู้เดียว”  แดนพูด  น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังมาก   จนเกรซตกใจไม่ใช่น้อย

                “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกนะแดน  ฉันมาถึงนี่แล้ว  ไม่มีทางถอยกลับแล้วล่ะ  และฉันก็ตัดสินใจแล้วในเมื่อโชคชะตาพาฉันมาที่นี่ฉันก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด”

                แดนยิ้ม  สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือความหวังเดียวของเขาหมดกำลังใจ  และท้อถอยไปในที่สุด  เขาดึงมือของเธอขึ้นมาจุมพิตช้า ๆ อย่างนุ่มนวล 

                เกรซตกใจดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว  “นายทำฉันตกใจหมดแดน”  เธอไม่กล้าสบตาเขาด้วยความเขินอาย  ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำแบบนี้ให้เธอ  แต่มันช่างเป็นความอ่อนโยนและสุภาพที่เธออยากให้คนที่เธอรัก “ปีเตอร์”  ทำแบบนี้กับเธอบ้าง

                น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว  เธอรีบหันหลังหนีหน้าแดนเพื่อไม่ให้เขารู้ว่าเธอกำลังเป็นอะไรอยู่

                แดนเห็นน้ำตาเธอก็ตกใจ  “อ่าหม่อมฉัน  คือ หม่อมฉัน”  เขาคิดว่าเขาทำอะไรผิดสักอย่างแน่ถึงทำให้เกรซร้องไห้  เขาต้องทำอะไรที่ผิดร้ายแรงแน่ที่ทำให้เกรซเสียใจ  “องค์หญิง  หม่อมฉันทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า”  แดนแทบจะชกหน้าตัวเอง  นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ย

                “เปล่า ๆ ฉันแค่ฉันแค่คิดถึงพี่ชาย  ก็เท่านั้นเอง”  เกรซรู้ดีว่าเธอกำลังโกหก  เธอมีพี่ชายซะที่ไหนล่ะ 

                “อ่อแบบนี้นั่นเองหรือพะย่ะค่ะ  หม่อมฉันก็ตกใจแทบแย่  นึกว่าหม่อมฉันเผลอทำอะไรผิดร้ายแรงเสียอีก ฮ่า ๆ หม่อมฉันตกใจหมดเลย  ฮ่า ๆ ”  แดนเผลอหัวเราะออกมา  นั่นเพราะเขาโล่งใจเป็นที่สุด  เขาแค่จูบมือเธอเพื่อแสดงความจงรักภักดี  แต่พอเห็นเธอร้องไห้ก็เลยนึกว่าสิ่งที่เขากระทำเป็นสิ่งที่ผิดในโลกขององค์หญิงที่จากมา

                เกรซตลกที่เห็นเขาหัวเราะออกมา  เธอจ้องเขาด้วยความสบายใจ  บางทีแดนก็ดูน่ารักไม่เบาในสายตาเธอนะ  แรก ๆ นึกว่าเขาจะเงียบขรึมไม่พูดไม่จาเข้าถึงยาก  แต่พอมาเห็นแบบนี้แล้วทำให้มองเขาในอีกด้านนึงเลย

 “จริง ๆ นายก็ดูเหมือนเด็กน้อยเลยเนอะ”  เกรซยิ้มและเดินจากไป  เธออดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่นี้ของแดน

“เด็กน้อยงั้นหรอ?”  แดนอึ้งไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเขามาก่อนเลยนะ

เขามองเกรซที่ค่อย ๆ เดินลับสายตาไป  ก่อนจะอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ตัวเองไม่ได้  ก่อนจะยกมือข้างที่จับมือเธอเมื่อสักครู่นี้มาจูบอีกรอบด้วยความรู้สึกดี  ก่อนจะยิ้มร่าและเดินกลับไปยังที่พักของตนพร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ  ในคอ 

 

……………………………………………………


 


ตอนนี้เนื้อหากำลังเข้าสู่สงครามแล้ว  มาเป็นกำลังใจให้แก็งค์โอฟ่อนกันนะ
รับรองความสนุกสนานครบทุกรสชาติไม่ผิดหวังแน่นอน

 

ซาร่าห์  และ ปีเตอร์

                                    

               

               

 

63 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 เมษายน 2557 / 22:58
    รอ รอ รอ มาไวๆจิค่ะ คุณไรท์
    #62
    0
  2. #60 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2556 / 13:50
    แงๆๆๆ สุดท้ายเกรซก็ต้องตัดใจ สงสารเกรซมากเลยยยยย T^T
    แต่ก็ชอบซาร่าห์กับปีเตอร์อ่ะ เข้ากันได้เหมาะสมมากกกกกกก
    โอ๊ยๆๆ รีบส่งหนุ่มแดนมาดามใจเกรซด่วนค่ะ ขอซีนเกรซกับแดนแบบเยอะเว่อร์ๆ นะคะ


    #60
    0