Precious Bandich "ฟื้นตำนานผู้พิทักษ์แบนดิช"

ตอนที่ 10 : ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแก็งค์โอฟ่อน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 59

“ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทอรัสต้า!

 

ภาพเบื้องหน้าคือปราสาทคริสตัลหลังใหญ่มหึมา  ความสูงที่เด่นตระหง่านทำให้ทุกคนแหงนหน้าขึ้นไปมองด้วยความอัศจรรย์ใจ  ยอดปราสาทสะท้อนแสงอาทิตย์เปล่งประกายวิบวับจนต้องเผลอหรี่ตาหลบแสงที่สะท้อนกลับมาเพราะมันเจิดจรัสมาก  ผนังปราสาทสีขาวใสดุจน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ใช้ผีมือทางด้านสถาปัตยกรรมสลักจนกลายเป็นปราสาทนครอันสวยงามเคียงคู่กับต้นไม้แห่งโชคชะตาที่สูงเด่นเป็นตระหง่านเช่นเดียวกัน 

“ว้าวววว!” 

ทุกคนอุทานเป็นเสียงเดียวกัน  เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อันสวยงามและล้ำค่าเช่นนี้  บางครั้งจนอดสงสัยไมได้ว่า  ใครกันเล่าที่สร้างสรรค์มันขึ้นมาได้งดงามเหนือจินตนาการขนาดนี้

ครีทีเอสก้าผู้ชื่นชอบความงามทางด้านสถาปัตยกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  แววตาของเธอเปล่งประกายเพราะตกหลุมรักสิ่งสวยงามที่อยู่เบื้องหน้านี้มาก 

เธอค่อย ๆ เอื้อมมือสัมผัสผนังคริสตัลของปราสาทหวังจะได้สัมผัสถึงเนื้องานเพื่อเก็บเป็นความประทับใจในทรงจำของเธอ  หากแต่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับกำไลมรกตของเธอ

“ทุกคนดูนี่สิ!” 

เธอเรียกทุกคนให้สนใจที่กำไลมรกตบนข้อมือของเธอ  มันทอประกายแสงสีเขียววิบวับเหมือนต้องการจะสื่อถึงอะไรบางอย่าง 

หรือมันต้องการส่งสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่า?

“ฉันคิดว่าไม่ใช่แค่ของเธอคนเดียวหรอกนะ”  เกรซก้มไปมองสร้อยอะความารีนที่เธอสวมใส่อยู่  มันเปล่งประกายทอแสงสีฟ้าออกมาเช่นเดียวกัน  เธอถอดมันและถือมันไว้ในมือ 

แต่ทันทีที่เธอยื่นเข้าไปใกล้กำไรมรกต  แสงสีเขียวจากกำไลของครีทีเอสก้าและแสงสีฟ้าจากสร้อยคอของเธอก็หลอมรวมกันเป็นแสงสีขาวที่เจิดจ้ามาก  “มันสื่อถึงอะไรกัน”

อาเธอร์ก้มมองที่ถุงผ้าของตนซึ่งห้อยอยู่ที่เอว  เพราะมันเปล่งประกายสีแดงมาจากตัวของเขา  ทำให้เขานึกได้ว่าแหวนทับทิมของบริลเลียนอยู่ที่นี่  เขารีบหยิบมันออกมาและยื่นให้ครีทีเอสก้าอย่างรวดเร็ว

“หม่อมฉันขออภัยพะยะค่ะ  ที่ไม่ได้คืนแหวนทับทิมให้องค์หญิงบริลเลียน” 

เขาโค้งคำนับขอโทษด้วยความรู้สึกผิดที่พรากแหวนอันศักดิ์สิทธิ์มาจากเจ้าของที่แท้จริง  นั่นทำให้เขารู้สึกผิดและเป็นห่วงบริลเลียนมาก  เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ตกอยู่ในอันตรายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอัญมณีปกปักษ์คุ้มครองชีวิตและสหายสนิทของเธอ  เขาได้แต่โทษตัวเองอยู่ภายในจิตใจ  ไม่รู้ว่าตอนนี้บริลเลียนจะเป็นอย่างไรบ้าง

“ไม่ต้องห่วงหรอกอาเธอร์  พวกนางปลอดภัยดี”  เทพเดลบอกอย่างเข้าใจความรู้สึกของอาเธอร์เป็นอย่างดี  “ตอนนี้พวกนางกำลังพักฟื้นตัวอยู่  พวกเจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก” 

อาเธอร์ได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจ  แต่มันก็ทำให้เขาหยุดโทษตนเองไม่ได้

“ทุกคนดูนี่สิ”  เกรซเรียกความสนใจไปที่อัญมณีทั้งสาม 

ทันทีที่ครีทีเอสก้ายื่นแหวนทับทิมเข้ามารวมไว้ใกล้กับอัญมณีอีกสองชิ้น  สีแดงก็ได้หลอมรวมกันเป็นแสงสีขาวขนาดใหญ่ขึ้น  แสงนั้นเจิดจ้ามากจนทำให้ทุกคนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย 

วาบบบบ!  

อานุภาพของพลังลมจากที่ใดไม่ทราบเข้ามาปกคลุมร่างของทุกคนและฉุดพวกเขาด้วยพลังงานมหาศาลหายวับเข้าไปในแสงสีขาวอันเจิดจ้าของอัญมณีทั้งสาม

เพียวเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ทุกคนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ หลังจากรู้สึกว่าพลังลมที่โอบล้อมรอบพวกเขาได้หายไปแล้ว  ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาทั้งสิ้นนอกจากกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณที่พวกเขายืนอยู่  เพราะมันได้ต่างไปจากเดิมแล้ว

“ที่นี่มันที่ไหนกันน่ะ”  ปีเตอร์พึมพำกับตัวเอง 

บริเวณที่พวกเขายืนอยู่ที่ห้องโถงขนาดใหญ่ราวกับอยู่ในพระราชวัง  สิ่งของทุกอย่างทุกชิ้นที่ใช้ประดับประดาล้วนแต่เป็นทองคำแท้ทั้งสิ้นเพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการให้ที่นี่เป็นอันมาก  ทั้งแจกันทองคำที่ปักดอกไม้หลากสี  มันมีความพิเศษตรงที่สามารถหุบและบานสะพรั่งสลับกันไปมาตลอดเวลา  สังเกตเห็นว่าจะมีดอกไม้ทั่วทั้งห้องโถง  ทำให้ที่นี่แลดูเหมือนสวนดอกไม้ตระการตาไปในตัว  อีกทั้งกลิ่นอบอวลของดอกไม้ช่างหอมเพลิดเพลินใจยิ่งนัก  เย้าเสน่ห์ให้เกรซและครีทีเอสก้าเดินเข้าไปใกล้ดอกไม้เหล่านั้นอีกด้วย 

ด้านหน้าของพวกเขาเป็นเก้าอี้ทองคำสลักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งจากที่พวกเขายืนอยู่  ถ้าสังเกตดี ๆ ลายสลักบนเก้าอี้นั้นเป็นลวดลายเถาวัลย์ไม้ที่ก่อรูปร่างกลายเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่พวกเขารู้จักกันดี   นั่นคือ “ต้นไม้แห่งโชคชะตา” 

เกรซเดินเข้าไปใกล้แจกันดอกไม้หลากสี  ที่มีผีเสื้อกำลังดูดน้ำหวานจากดอกไม้อยู่  “สวยจัง”  เธอสัมผัสมันด้วยความสนใจ  แต่ทันทีที่เธอแตะมันดอกไม้ก็หุบกลีบทั้งแจกันอย่างรวดเร็ว  ทำเอาเธอตกใจไม่ใช่น้อย 

แดนเห็นดังนั้นก็อดขำไม่ได้  เกรซช่างเป็นผู้หญิงที่คู่ควรกับดอกไม้เสียเหลือเกิน

“อ่ะแฮ่ม”  ปีเตอร์กระแอมเบา ๆ  ข้างหูแดนอย่างรู้เชิง  “ฉันว่านายมองเธอบ่อยไปแล้วนะ”  เขากระซิบแซว  นั่นทำให้แดนหลบสายตาที่เคยจดจ้องเกรซทันที  เขาไม่คิดว่าจะมีใครมองสายตาของเขาออก  หากแต่ตอนนี้มีคนอ่านใจเขาได้เสียแล้ว  เขาได้แต่ก้มหัวไม่สบตากับใครทั้งสิ้น  นี่คงเป็นความเขินอายที่เขาแสดงออกมาสินะ

ปีเตอร์ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง  เขารู้ว่าเกรซชอบเขา  และแดนก็ดูจะประทับใจในตัวเกรซมาก  นั่นเป็นสัญญาณเตือนถึงความรักไม่ลงรอยที่อาจจะเกิดขึ้น  เขาจะทำยังไงดีเพื่อไม่ให้เกรซและแดนเจ็บปวด  แต่อย่างไรเขาก็คงไม่อาจเปลี่ยนใจจากซาร่าห์ได้ - - เขาหันไปมองแดนอีกครั้ง  ไม่ใช่เพื่อจับผิด  แต่เป็นเพราะเข้าใจความรู้สึกต่างหาก

“ท่านเทพเดล  ที่นี่คือที่ใดกันเล่า?”

แดนพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนสายตาจดจ้องจากปีเตอร์  “หรือที่นี่คือ ด้านในของปราสาทอรัสต้า”

เทพเดลยิ้ม  แม้เขาจะหน้าตาเหมือนปีเตอร์มาก  แต่ความภูมิฐานและบุคลิกของเขาดูสูงส่งเกินมนุษย์ทั่วไปจริง ๆ อีกทั้งยังมีรัศมีสีขาวที่แผ่ออกมาทั่วร่างกาย  ทำให้เขาดูเป็นเทพบุรุษที่งดงามเสียยิ่งกว่าเทพอื่นใด  “ถูกแล้ว  ที่นี่คือด้านในของปราสาทอรัสต้า  และที่พวกเจ้าเข้ามาได้ก็เพราะอานุภาพของอัญมณีทั้งสาม  หาใช่พลังของข้าไม่  ข้ามีหน้าที่แค่พาพวกเจ้ามาพบใครบางคนเท่านั้น”

 

“อามาแล้วรึสหายเลือดบริสุทธิ์ของข้า  ฮ่า ๆ”

 

เสียงทักทายและหัวเราะของใครบางคนก้องกังวานไปทั่วห้องโถง  หากแต่ยังไม่ปรากฏกายของเจ้าของเสียงนั้นออกมา

“พระองค์มาแล้ว” 

เทพเดลเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะมองไปที่เก้าอี้ทองคำสลักลายตัวใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า  ทุกคนก็มองตามสายตาของเขา

สิ่งที่เห็นคือชายสูงอายุหนวดเคราและผมสีขาวยาวสลวยจนถึงบั้นเอว  เขาสวมชุดสีขาวที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีพริ้วสลวยยาวจนคลุมข้อเท้า  อีกทั้งรอบกายของเขาเต็มด้วยลำแสงสีทองแผ่เปล่งประกายดุจดังเทพเจ้า  เขานั่งอยู่บนเก้าอีทองคำสลักลายต้นไม้แห่งโชคชะตาที่ตั้งอยู่บนแท่นทางด้านหน้าของห้องโถง  ใบหน้าเขาดูยิ้มแย้มราวกับรอคอยวันนี้มานานแล้ว  หรือนี่คือ

“ยินดีที่ได้พบพวกเจ้าอีกครั้งนะ”  ชายสูงวัยผู้นั้นลุกจากเก้าอี้  และเดินตรงมายังแก็งค์โอฟ่อน  “ฮ่า  ๆ ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เจอพวกเจ้าอีกครั้งนะเจ้าเด็กน้อย”

“คุณคือ”  ถ้าครีทีเอสก้าจำไม่ผิด  คนแรกที่เธอนึกถึงเมื่อเห็นหน้าตาของชายชราผู้สง่างามคนนี้  - - เธอรีบหันไปมองหน้าเกรซและปีเตอร์ด้วยความตกใจ  ซึ่งพวกเขาก็คิดเหมือนกับเธอ

“คุณตาร้านขายของเก่า???” 

พวกเขาอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน  ทั้งตกใจ  ประหลาดใจ  และงงงวยในเวลาเดียวกัน  บุคคลที่ยืนตรงหน้าแม้จะแต่งตัวเสื้อผ้าที่ดูดีและมีรัศมีแห่งเทพ  เมื่อเปรียบกับชายแก่แต่งตัวเสื้อผ้าขาดวิ่นและสกปรกมาก  พวกเขาดูต่างกันราวฟ้ากับเหว  หากแต่ใบหน้าและแววตาเช่นนี้  ทำให้พวกเขาแน่ใจได้เลยว่าใช่คนเดียวกันจริง ๆ

“โอ้  ทำหน้าตกใจอย่างนี้  ข้านี่รู้สึกอดขำไม่ได้ ”  ชายชราผู้สง่างามหัวเราะอย่างได้อกได้ใจ  “ข้าคงต้องแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเสียแล้ว  ข้าคือ อากีรุส ผู้ดูแลเกาะแห่งเทพที่พวกเจ้าอาศัยอยู่แห่งนี่แหล่ะ  หรือในอีกนามหนี่งที่พวกเจ้าคงจะรู้จักกัน  ข้าคือ  จ้าวแห่งอรัสต้า”

อาเธอร์  แดน  และฟรานซิสได้ยินดังนั้นก็รีบคุกเข่าคำนับทันที  หากแต่แก็งค์โอฟ่อนยังคงงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  มีคำถามมากมายคาใจจนไม่รู้จะถามสิ่งไหนก่อนดี  พวกเขารู้แต่ว่าชายชราผู้นี้แหล่ะที่ดึงพวกเขาเข้ามาสู่ยุคอดีตเพื่อกอบกู้อิสรภาพของชาวเลือดบริสุทธิ์  แต่คำถามที่สงสัยตามมาก็คือ  ทำไมจะต้องเป็นพวกเขา ?

“ลุกขึ้นเถิด  อาเธอร์  แดน  ฟรานซิส  ข้าไม่ต้องการพิธีรีตองอะไรมากมาย  เพราะต่อแต่นี้ไปเราคงต้องได้ร่วมผจญภัยและต่อสู้กันอีกแน่”

 เทพอากีรุส  จ้าวแห่งอรัสต้าบอกเด็กหนุ่มทั้งสามคน  “พวกเจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงเลือกพวกเจ้า  เปล่าเลย  ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ  ว่าหากอัญมณีเลือกใคร  นั่นคือเจ้าของที่แท้จริง”

“ทำไมต้องเป็นพวกเราด้วยคะ”  ครีทีเอสก้าถามอย่างใคร่รู้

 

“แต่เดิมเมืองเอธานิออล  อิมพิริออล  และเนเจอริออลเคยเป็นปึกแผ่นเดียวกันและมีผืนแผ่นดินโดยมีเกาะแห่งเทพเป็นจุดศูนย์กลางของศรัทธา  อีกทั้งยังมีกระแสน้ำจากทะเลสาบแบนดิชอันเย็นยะเยือกรายล้อมรอบเปรียบเสมือนปราการจากศัตรูชั้นเยี่ยม 

อัญมณีทั้งสามคืออัญมณีวิเศษที่คอยปกปักษ์รักษาคุ้มครองชาวเลือดบริสุทธิ์ให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง  โดยอัญมณีเหล่านี้ได้มาจากการบูชาและอัญเชิญเทพและเทพารักษ์จำนวนมากให้เข้าไปสิงห์สถิตย์อยู่ในอัญมณีวิเศษ  ทำให้มันมีอิทธิฤทธิ์และแสนยานุภาพมหาศาลที่ใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัว  โดยเฉพาะเหล่าอสูรกายร้ายและปีศาจ

ทับทิม  ได้มาจากการอัญเชิญเทพและเทพารักษ์ผู้ดูแลธาตุไฟและแสงสว่าง เป็นอัญมณีประจำเมืองเอธานิออลซึ่งจะอยู่ในรูปของแหวนทับทิม  อะความารีน  ได้มาจากการอัญเชิญเทพและเทพารักษ์ผู้ดูแลน้ำและลม เป็นอัญมณีประจำเมืองอิมพิริออลอยู่ในรูปของสร้อยอะความารีน  และ  มรกต  ได้มาจากการอัญเชิญเทพและเทพารักษ์ผู้ดูแลดินและหิน  เป็นอัญมณีประจำเมืองเนเจอริออลจะอยู่ในรูปของกำไลมรกต

อัญมณีทั้งสามคือสิ่งยึดเหนี่ยวของชาวเมืองนครทั้งสามเมืองไว้  ผู้ที่จะครอบครองได้คือสายเลือดกษัตริย์ของทั้งสามเมืองที่แท้จริงเท่านั้น  โดยผู้ถืออัญมณีต้องใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนมีอยู่ในการรักษาความสงบสุข  สันติภาพ  และดูแลความทุกข์สุขของชาวเลือดบริสุทธิ์ทั้งสามเมือง  หากแม้นผู้ใดฝ่าฝืนกฎ  จะต้องถูกการลงโทษจากอัญมณีทั้งสามอย่างสาสม

จนเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น  ได้มีการแยกตัวของเปลือกโลกและเกิดเป็นปล่องภูเขาไฟระเบิดขึ้นกลางเกาะ  ทำให้เกาะผืนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง  คือ  เมืองเนเจอริออล  ได้แตกไปอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบแบนดิช

ส่วนที่สอง  คือ  เมืองเอธานิออล  ได้แตกไปอยู่ทางทิศเหนือของทะเลสาบแบนดิช

ส่วนที่สาม  คือ  เมืองอิมพิริออล  ได้แตกไปอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบแบนดิช

ส่วนสุดท้าย  คือส่วนของเกาะแห่งเทพ  ซึ่งได้เคลื่อนตัวมาอยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบแบนดิช

แค่การเคลื่อนตัวของชั้นเปลือกโลกคงไม่ได้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวเลือดบริสุทธิ์ทุกชีวิต  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการเกิดภูเขาไฟระเบิดคือ  ปีศาจ  อสูรกาย  และความชั่วร้ายจากขุมนรกได้เข้ามากล้ำกรายราวกับนรกอเวจีได้แตกมลาย  ทำให้โลกและนครแห่งทะเลสาบแบนดิชทั้งสามเมืองระส่ำระสาย  เกาะแห่งเทพเมื่อแยกออกมาอยู่ทางทิศใต้ก็ยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน  ชาวเลือดบริสุทธิ์มากมายถูกฆ่าอย่างทรมาน  บ้างถูกทารุณกรรมและกักขังเยี่ยงทาส  กษัตริย์เมืองทั้งสามไร้ความสามารถในการดูแลและปกป้องชาวเลือดบริสุทธิ์  เหตุเพราะห่างหายจากสงครามมาเนิ่นนาน  จึงถูกจ้าวแห่งความชั่วร้ายวิคฟาลูฆ่าอย่างเหี้ยมโหดพร้อมทั้งพยายามหาวิธีทำลายอัญมณีทั้งสาม  หากแต่ไม่สามารถทำได้   จึงนำไปซ่อนไม่ให้ใครได้พบเจอในที่อันตรายและห่างไกลยากต่อการค้นพบ  แต่เหล่าเทพแห่งอรัสต้าซึ่งมีกำลังอยู่น้อยนิดก็ออกตามหากันจนในที่สุดก็ได้กลับมาครบทั้งสามชิ้น  หากแต่ต้องแลกกับสูญเสียเทพผู้กล้าหาญและมีความสามารถมากมาย

เหล่าเทพอรัสต้าและจ้าวแห่งความชั่วร้ายวิคฟาลูได้สร้างตำนานมหาสงครามอีกครั้ง  แม้ว่าความหวังในการเอาชนะของเหล่าทวยเทพจะมีอยู่น้อยนิด  เนื่องด้วยกำลังพลและพลังอำนาจน้อยกว่าเป็นเท่าตัว  แต่พวกเขาคือความหวังเดียวที่จะช่วยเหลือชาวเลือดบริสุทธิ์เอาไว้จึงได้ทำสงครามขี้นอย่างดุเดือด

แต่ท้ายที่สุดด้วยความเสียเปรียบในทุกด้าน  และไร้สายเลือดกษัตริย์ทั้งสามเมืองผู้ซึ่งสามารถใช้อิทธิฤทธิ์และพลังอำนาจแห่งอัญมณีได้  ทำให้ฝ่ายเทพอรัสต้าพ่ายแพ้ไปราบคาบ  เหล่าเทพผู้โชคร้ายถูกสาบกลายเป็นหินไว้ที่เกาะพรางตา  ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่าอยู่หนแห่งใดในทะเลสาบแบนดิชผืนนี้  เหลือไว้แต่เทพผู้สามารถหนีรอดมาจากเงื้อมมือและความอัปยศจากสงครามที่พ่ายแพ้จนย่อยยับ  ต้องมาตั้งถิ่นฐานเพื่อฟื้นฟูพลังที่เหลืออยู่ ณ เกาะอรัสติด้าร์  และความหวังเดียวของเหล่าเทพและกลุ่มคนเลือดบริสุทธิ์ก็คือ  “การตามหาเจ้าของอัญมณีทั้งสามที่แท้จริงให้พบ

 

“ข้าออกตามหาสายเลือดของกษัตริย์ทั้งสามมานานหลายร้อยปี  และก็ประหลาดใจยิ่งนักที่พบพวกเจ้าพร้อม ๆ กันในโลกแห่งอนาคต  มันคือโชคชะตาโดยแท้ที่ทำให้พวกเจ้าได้มารู้จักกันตั้งแต่เยาว์วัย  ข้าเลยออกกลอุบายและใช้เวทมนตร์จัดฉากเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเจ้ามาพบข้าและอัญมณีทั้งสาม  เพื่อพิสูจน์สายเลือดที่แท้จริงของกษัตริย์ทั้งสามเมือง  และข้าก็ดีใจมาก  ที่ใช่พวกเจ้าจริง ๆ” 

เทพอากีรุสเดินเข้ามาจับบ่าของเกรซด้วยรอยยิ้ม  แสงทองคำที่แผ่รอบกายของเขาช่างอบอุ่นและให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

“เพียงแต่ข้ายังครุ่นคิดอยู่ว่า  เพราะพวกเจ้าเป็นสตรีร่างบอบบาง  นั่นทำให้ข้าหนักใจโดยแท้  ข้าไม่สามารถปล่อยให้สตรีออกเดินทางท่ามกลางภยันตรายแห่งความชั่วร้ายได้  ข้าเลยส่งสาส์นไปยังหมู่บ้านชาวเลือดบริสุทธิ์ให้คัดเลือกชายหนุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านสามคนโดยการประลองศิลปะป้องกันตัวและผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะถูกแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์เอกของรัชทายาทแห่งกษัตริย์ทั้งสามเมือง” 
                 เทพอากีรุสผายมือไปทางอาเธอร์  แดน  และฟรานซิส เพื่อเป็นการชื่นชมความสามารถและสร้างความมั่นใจให้แก่แก็งค์โอฟ่อนว่าพวกเขาได้คนที่ดีและเก่งที่สุดมาเป็นองครักษ์แล้ว



เทพอากีรุสเดินเข้าไปใกล้อาเธอร์  ก่อนจะยิ้มให้เขา  “อาเธอร์  ผู้มีเชื้อสายของชาวเอธานิออล   ซึ่งมีความสามารถในการใช้อาวุธทุกชนิด  โดยเฉพาะธนู  ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นองครักษ์ขององค์หญิงบริลเลียน  รัชทายาทแห่งเอธานิออล”  อาเธอร์รีบคุกเข่าคำนับรับการแต่งตั้งด้วยความยินดี 

“หม่อมฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดพะยะค่ะ”  อาเธอร์ขานรับ  เขาไม่เคยคิดว่าจะได้รับตำแหน่งอันเป็นเกียรติเช่นนี้ 

ถึงแม้ว่าบริลเลียนจะไม่ใช่รัชทายาทแห่งเอธานิออลในอุดมคติของเขา  แต่อย่างไรเสียเธอก็คือสายเลือดที่แท้จริงของกษัตริย์เอธานิออล  ดังนั้นเขาก็ควรที่จะทำหน้าที่ตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจของเขาดั่งที่เขาได้ปฏิญาณกับตนเองเอาไว้

“แดเนียล  เจ้ามีความสามารถในทักษะการอ่านกลอุบายและอ่านใจคู่ต่อสู้ได้อย่างดีเยี่ยม  แม้เจ้าอาจจะไม่เก่งกาจในเรื่องอาวุธเท่าอาเธอร์  แต่เจ้าก็เป็นคนฉลาดหลักแหลมกว่าที่ข้าคิดไว้มาก  พรสวรรค์ของเจ้าทำให้ข้าพอใจยิ่งนักที่จะเลือกเจ้ามาดูแลองค์หญิงเกรซ  รัชทายาทแห่งอิมพิริออล”

“หม่อมฉันรับคำบัญชาพะยะค่ะ”  แดนคุกเข่ารับคำบัญชาด้วยความเต็มใจ 

เขาดีใจอยู่ไม่ใช่น้อยที่เป็นองค์หญิงพระองค์นี้  เขาเหลือบสายตาหันไปมองเธอ  แต่ก็รีบหันกลับมาทันที  เพราะสายตาของเขาปะทะสายตาของเกรซที่ยิ้มให้เขามาพอดี  ใจของเขาสั่นระรัวอย่างบอกไม่ถูก  นั่นทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“ฟรานซิส  เจ้ามีความสามารถในการรับสัมผัสทั้ง 4 รูปได้แก่ เสียง  การมองเห็น  กลิ่น  และการสัมผัสทางกายได้อย่างว่องไว  ความสามารถนี้ที่ทำให้เจ้าผ่านการประลองต่อสู้มาได้อย่างแยบยล  ข้าขอสั่งให้เจ้าช่วยดูแลองค์หญิงครีทีเอสก้า  รัชทายาทแห่งเนเจอริออลจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

“รับทราบพะยะค่ะ”  ฟรานซิสขานรับเสียงหนักแน่น 

เขารู้สึกดีไม่แตกต่างไปจากแดนเลยสักนิด  การถูกชะตากับครีทีเอสก้าตั้งแต่แรกเห็นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเขา  “หม่อมฉันจะปกป้ององค์หญิงครีทีเอสก้าด้วยชีวิตของหม่อมฉันพะยะค่ะ” 

“ดีมาก” 

เทพอากีรุสเอ่ยภาคภูมิใจ  “ส่วนปีเตอร์  เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก  เดี๋ยวคืนนี้เจ้าจะรู้เอง” 

“ครับ”  ปีเตอร์เริ่มกลัวขึ้นมา  ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากมาย  แล้วคืนนี้แทนที่เขาจะได้นอนหลับอย่างสบาย  เขาต้องมากังวลอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องอีกแล้ว  เขาจะเจออะไรกันนะ

“ไม่ต้องห่วง  ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกลัว”  เทพเดลเอ่ยขึ้นเหมือนอ่านใจเขาออก   “เพียงแค่เจ็บนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ถึงตานี้ปีเตอร์ชะงักไปทันที  “เจ็บ? ”  ใบหน้าเขาซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด  “ผมจะโดนอะไร  บอกผมได้ไหม  ผมไม่ได้ทำผิดอะไรนะ  ถึงต้องโดนทำโทษแบบนี้”  เขาตีความหมายของคำพูดเทพเดลไปต่าง ๆ นานา 

“ไม่ต้องห่วงหรอก  เดี๋ยวคืนนี้เจ้าจะรู้เอง”

 

………………………….

 

         

          “องค์หญิงบริลเลียน

               

                อาเธอร์เรียกหญิงสาวเจ้าของชื่อด้วยเสียงแผ่วเบา  เธอนอนอยู่บนเตียงไม้สลักขนาดใหญ่ที่มีผ้าม่านลูกไม้สีขาวสวยงามติดรายล้อมทุกมุมของเตียง  สีหน้าของเธอขณะหลับดูเหนื่อยล้าและซีดเซียว 

          อาเธอร์ได้แต่รู้สึกผิดในใจที่ไม่ได้คืนแหวนทับทิมให้แก่เธอ  อีกทั้งเขายังเป็นคนยิงธนูใส่เธอจนบาดเจ็บ จากคำบอกเล่าของเทพเดล  เธอและซาร่าห์ได้ถูกผู้ถือกุญแจของเกาะอรัสติด้าร์จับตัวไปเพราะนึกว่าเป็นผู้บุกรุก  แต่เทพเดลไปช่วยพวกเธอได้ทัน  แต่ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้พวกเธอก็เกือบจะไม่รอดเพราะขาดอากาศหายใจใต้น้ำและแผลที่ไหล่ของบริลเลียนก็ฉีกกลายเป็นแผลกว้างขึ้นกว่าเดิมทำให้เธอมีอาการเสียเลือดและสิ้นสติในที่สุด

                “หม่อมฉันขอโทษ”  เขาเอ่ยเบา ๆ และมองทะลุเธอผ่านผ้าม่านสีขาวโดยภาวนาในใจว่าเธอจะฟื้นขึ้นในเร็ววัน  “พระองค์ฟื้นไว ๆ นะพะยะค่ะ” 

                เขาแหวกผ้าม่านสีขาวเข้าไปเพื่อมองร่างสลบไสลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ก่อนจะลดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง  ใบหน้าอันเกลี้ยงเกลาของบริลเลียนซีดเผือด  แม้แผลที่ไหล่จะถูกสมานด้วยพลังวิเศษของเทพเดลแล้ว  แต่อาการอ่อนเพลียจากการเสียเลือดทำให้เธอไม่ฟื้นเสียที  ในขณะที่ซาร่าห์นั้นพึ่งได้สติเมื่อสักครู่นี้เอง  ทำให้คนอื่น ๆ ต่างแห่แหนกันไปดูเธอด้วยความดีใจ  เหลือเพียงแต่เขาที่อาสาเฝ้าเธอไว้จนกว่าเธอจะฟื้น

                อาเธอร์หยิบแหวนทับทิมจากถุงผ้าที่พกไว้ตลอดเวลาของเขาขึ้นมา  ก่อนจะบรรจงสวมมันลงในนิ้วกลางของบริลเลียน

 “อัญมณีชิ้นนี้เหมาะสมกับพระองค์แล้วพะย่ะค่ะ”

                ทันใดนั้นเอง  นิ้วมือของบริลเลียนก็กระดิกนิด ๆ ซึ่งอาเธอร์รู้สึกได้  เขาเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ 

“อ่ะ  องค์หญิงฟื้นแล้ว!”  เขาเผลอกำมือเธอแน่นด้วยความดีใจ

                บริลเลียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า  ๆ เปลือกตาอันหนักอึ้งเหมือนโดนก้อนหินทับทำให้เธอต้องกระพริบตาหลาย ๆ ครั้ง  ภาพแรกที่เธอเห็นคือเงาลาง ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ  แต่ก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่และคิดด้วยว่าน่าจะเป็นปีเตอร์  แต่เมื่อกระพริบตาจนสามารถปรับการมองเห็นได้  เธอถึงกับผงะหนีไปทันที 

“นาย!

          อาเธอร์พึ่งรู้ตัวว่าเขาจับมือเธอเสียแน่น  เขารีบปล่อยมือเธอทิ้งอย่างรวดเร็ว  แต่มันดันไปสะเทือนแผลที่ระบมของเธอน่ะสิ

                “โอ๊ย! ตาบ้า  ฉันเจ็บนะ”  บริลเลียนร้องเพราะเจ็บที่หัวไหล่ซึ่งเดิมเคยมีแผลฉีกกว้างจากการบาดเจ็บมาก่อน  แม้ตอนนี้แผลจะถูกเวทย์มนต์วิเศษทำให้สมานแล้วแต่ความรู้สึกเจ็บภายในยังคงมีอยู่  “นายจะทำอะไรฉันน่ะ”

                “อ่ะ  หม่อมฉันขออภัย”   อาเธอร์ไม่รู้จะทำยังไงดี  จะแตะเนื้อต้องตัวก็ไม่ได้  ได้แต่เลิก ๆ ลัก ๆ ทำอะไรไม่ถูก 

                “นายเป็นบ้าอะไร  คิดจะทำร้ายคนป่วยอย่างฉันหรือไง  นายเกลียดอะไรฉันนักหนา”  บริลเลียนโวยวายไม่หยุด 

                อาเธอร์พูดไม่ออก  ได้แต่เอ่ออ่าไป  “ข้า  เอ๊ย  หม่อมฉัน  มิได้ตั้งใจ”  เขาดูจะไม่ชินปากที่ต้องพูดราชาศัพท์กับเธอสักเท่าไหร่  “หม่อมฉันขออภัยที่ที่จับมือองค์หญิง”  เขาพลาดมากที่ไปจับมือเธอในขณะที่เธอตื่นพอดี  ให้ตายสิ  อาเธอร์!

          บริลเลียนเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน  ไม่กล้าถามเขาด้วยซ้ำว่าทำไมถึงจับมือเธอ  แต่พอมองไปที่นิ้วเธอก็เห็นแหวนทับทิมวิบวับอยู่บนมือเรียวงามของเธอ  นั่นทำให้เธอเข้าใจอย่างง่ายดายโดยที่อาเธอร์ไม่ต้องอธิบายอะไร 

“อื้อ ขอบใจนะที่เอามาคืนฉันน่ะ”  เธอพูดเสียงเบา   มันเบามากจนอาเธอร์ไม่ได้ยิน

                “ อะไรนะพะยะค่ะ”  เขาขยับหูเข้าไปใกล้เธออีกนิด  ความจริงแล้วเขาได้ยินละล่ะ  แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  จึงอยากได้ยินอีกครั้ง

                “ฉัน  ฉันบอกว่าขอบใจมาก  ที่ ที่”  บริลเลียนชักจะหงุดหงิดตัวเอง  ทำไมการที่พูดจาดี ๆ กับคนอื่นสักคำมันถึงได้ยากเย็นสำหรับเธอนักนะ  “พอแล้ว  ฉันไม่พูดแล้ว!

                อาเธอร์อดหัวเราะไม่ได้  เขาเผยรอยยิ้มที่ไม่มีใครเคยเห็นออกมา  นั่นทำให้บริลเลียนอึ้งไปทันทีเพราะรอยยิ้มของเขา  มันสวยมาก

                อาเธอร์ถึงขั้นหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นบริลเลียนจ้องมองเขาแปลก ๆ “มีอะไรรึพะยะค่ะ?”

                “อ๋อ  เปล่า ๆ ฟังนายพูดราชาศัพท์แล้วมันขัดหูพิกล” 

บริลเลียนพยายามลุกขึ้นนั่งโดยใช้สองมือยันตัวเองขึ้น  “อ๊า! เจ็บเป็นบ้าเลย”  เธอล้มลงไปนอนอีกครั้งเมื่อรู้สึกเจ็บที่หัวไหล่อย่างมาก

                อาเธอร์ค่อย ๆ โอบไหล่เธออย่างช้า ๆ เพื่อประครองเธอลุกขึ้นนั่ง  หากแต่กายของเขาได้สัมผัสกายเธอจนอดทำให้บริลเลียนตื่นเต้นไม่ได้  เธอไม่เคยได้สัมผัสกายของผู้ชายมาก่อน  อีกทั้งนี่เป็นครั้งแรกที่อาเธอร์อ่อนโยนมากแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรเลยก็ตาม  แต่ก็สัมผัสได้ว่าเขากระทำมันลงไปด้วยความจริงใจ 

“ขะขอบใจ”  เธอกล่าวห้วน ๆ

                อาเธอร์โค้งคำนับพร้อมกับถอยออกมาจากตัวเธอ  “มันเป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน”  เขาไม่กล้าสบตาเธอ  เมื่อกี้นี้ตอนที่เขาได้สัมผัส  ใจของเขาก็เต้นรัวเช่นกัน  ผิวพรรณเนื้อนวลของบริลเลียนนุ่มนวลและน่าสัมผัสจนเขาอยากจะชะลอเวลาตรงนั้นไว้อย่างช้า ๆ ถึงแม้เธอจะเป็นผู้หญิงที่ดูห้าวหาญเกินงามแต่เธอก็ดูแลบุคลิกภาพของสตรีผู้เลอโฉมไว้อย่างดีเยี่ยม  ถือว่าเธอเป็นสตรีผู้งดงามคนหนึ่งเลยทีเดียว

                ทั้งคู่อยู่ในความเงียบชั่วขณะ  เพราะไม่รู้จะเริ่มพูดเรื่องอะไรก่อนดี

          ………..

                “ฉัน/หม่อมฉัน”  จู่ ๆ ทั้งคู่ก็เอ่ยออกมาพร้อมกัน  “พระองค์ตรัสก่อนเลยพะย่ะค่ะ” 

          “แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ  เขาหายไปไหนกันหมด  แล้วซาร่าห์  เธอเป็นยังไงบ้าง?”

                “ปลอดภัยดีแล้วพะย่ะค่ะ  ท่านซาร่าห์ได้ฟื้นก่อนองค์หญิงเมื่อสักครู่นี้  พระสหายท่านอื่นๆ  ก็ต่างพากันไปหาท่านซาร่าห์กันหมด  หากแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่าพระองค์ได้ฟื้นแล้ว”  อาเธอร์บอก  จริงๆ แล้วเขาควรจะไปบอกให้ทุกคนทราบนะว่าบริลเลียนฟื้นแล้ว  แต่เขาก็ไม่ยอมไป  ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

 “องค์หญิงไม่ต้องห่วงหรอกพะยะค่ะ  ดูแลพระองค์เถิด  พระองค์ยังทรงบาดเจ็บอยู่คงต้องพักฟื้นหลายเพลา  ฉลองพระองค์เปื้อนนะพะย่ะค่ะ  เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปหาฉลองพระองค์ตัวใหม่ให้”  อาเธอร์ดูเอาอกเอาใจบริลเลียนเป็นพิเศษ  ซึ่งผิดไปจากนิสัยเดิมมาก 

                “นายเป็นอะไรหรือเปล่า  ตัวร้อน  เป็นไข้  ไม่สบาย  กินยาผิดซอง?” 

บริลเลียนลุกขึ้นเอามือแตะหน้าผากอาเธอร์  ทำให้เขารีบปัดมือเธอออกอย่างแรง  ซึ่งไปกระทบแผลที่หัวไหล่เธออีกรอบ  “โอ๊ย ! นายจะบ้าหรอ  ฉันเจ็บนะ”

                “อ่ะ  ข้าไม่ได้ตั้งใจ”  เอาอีกแล้วอาเธอร์ทำไมห้ามการกระทำรุนแรงแบบนั้นไม่ได้  เขาทำบริลเลียนเจ็บอีกแล้ว

เขาแทบไม่กล้าสบตากับเธอ  เพราะเมื่อกี้เธอเข้ามาสัมผัสตัวเขาอย่างรวดเร็ว  ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็เป็นผู้ชายมีเลือดมีเนื้อมีความรู้สึกเหมือนกัน  การที่โดนผู้หญิงสัมผัสเช่นนั้นก็ทำให้เขาตกใจไม่ใช่น้อย 

“พระองค์ทรงอย่าสัมผัสกายหม่อมเช่นนั้นอีกนะพะยะค่ะ”   เขากล่าวเสียงแข็ง

บริลเลียนยิ้มมุมปาก  แม้เธอจะไม่เข้าใจความรู้สึกของอาเธอร์แต่มันก็ยิ่งทำให้เธออยากแกล้งเขามากกว่าเดิม 

“ห้ามสัมผัสแบบนี้น่ะหรอ”  เธอเอื้อมมือไปจับข้อมือของอาเธอร์เชิงเย้าหยอก 

อาเธอร์สะบัดข้อมือออกอัตโนมัติ  ตอนนี้บริลเลียนรู้แล้วว่าเขาเป็นอะไร  เธอได้แต่หัวเราะอย่างมีชัย  “ฮ่า ๆ ฉันรู้แล้ว  นายไม่ชอบให้ผู้หญิงแตะเนื้อต้องตัวนี่เอง  หรือว่านายเป็น

“เป็นอะไรพะย่ะค่ะ?”

“ก็เป็นตุ๊ด!  ไงล่ะ ฮ่า ๆ”

…………

“ถ้าอยากรู้นักนะ  ก็ลองไปถามคนอื่นดูละกัน  ไอ้ตุ๊ด!

ลางสังหรณ์อาเธอร์มันบ่งบอกว่าเป็นคำที่มีความหมายในแง่ไม่ดีเท่าไหร่นัก  แต่ถึงกระนั้นมันหมายความว่าอะไรล่ะ? 

เขามองสตรีตรงหน้าที่กำลังหัวเราะอย่างสะใจ  นั่นก็ทำให้เขาโล่งใจไม่ใช่น้อยที่เธอไม่เป็นอะไรมากอย่างที่คิด 

 

                   หรือนี่เขากำลังเป็นห่วงเธอ

ขอบคุณที่ติดตามชมนะคะ หายไปสองวัน แห่ะ ๆช่วงนี้ย้ายหอก็เลยไม่มีเวลาเลยจ้า
ถ้ายังไงมีอะไรติชมแนะนำก็สามารถคอมเม้นท์บอกได้เลยนะคะ
แล้วก็ขอขอบคุณที่มาเม้นท์ให้กำลังใจกันด้วยจ้า
bmsister


วันนี้เอาอิมเมจของสาวสวยที่ฉลาดที่สุดในเรื่องมาให้ดูค่ะ




 

63 ความคิดเห็น

  1. #56 joke na sad (@xmember) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 23:50
    555+  หลอกด่านะเนี่ย
    #56
    0
  2. #55 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มีนาคม 2556 / 22:31
    ปัดโถ่ บริลดันไปคิดว่าอาเธอร์เป็นตุ๊ดไปได้ -*- ใช้อะไรคิดเนี่ยหนู???

    ซาร่าห์ บ่องตง งามสุดขีดค่ะ อาจเรื่องนี้แล้วฟินมากอ่ะ ชอบเว่อร์ๆ รีบมาอัพต่อนะคะ ^^
    #55
    0
  3. #49 NJ'love (@nita-nicha42) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 มีนาคม 2556 / 14:13
    งามแท้ซาร่าห์ -..- รอภาพครีทีเอสก้านะคะ
    #49
    0