สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 106 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 99 จุดอ่อนใหม่? #ฟินแลนด์แดนตะวัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    22 เม.ย. 62





สุดท้ายกว่าตะวันกลับเข้ามาในเขตวังหลวงก็มืดไปแล้วหลายชั่วโมง ช่วงกลางวันมิหิมะตกโปรยปรายแต่มันก็ยังไม่เท่าลมบาดผิวที่หนาวชิบหายมาก ซึ่งวันนี้ไม่มีใครมารอรับแต่ตะวันก็สามารถกลับตำหนักถูก โชคดีที่น้ำร้อนพร้อมคล้ายถูกเตรียมไว้รออยู่แล้วทำให้เธอถอดทุกอย่างโยนไว้ในห้องแล้วกระโดดลงไปแช่น้ำโดยไม่คิดจะแวะไปรายงานตัวกับใครก่อน เพราะยังไงซะก็คงมีทหารไปบอกเองนั่นแหละ

หิมะนี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยจริงๆ! ลมล้วนๆ!

ตะวันแช่อยู่แบบนั้นจนน้ำเย็นลงจึงตัดสินใจขึ้นหลังจากสระผมเรียบร้อย ชุดคลุมง่ายๆที่มักใส่เวลานอนทับด้วยเสื้อคลุมสีน้ำเงินสดใส หนำซ้ำยังมีน้ำอุ่นกลิ่นดอกไม้เจือจางมาเสิร์ฟให้หลังจากขึ้นจากน้ำจนเธอต้องระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งคอสบายตัว จนกระทั่งกลับเข้ามาในตัวตำหนักและเดินไปทางห้องอักษรก็พบว่ามันว่างเปล่า แวะถามทหารก็รู้ว่าตงหานนั้นไม่อยู่ แม้จะสงสัยว่าหมอนั่นไปไหนดึกดื่นแต่ก็ไม่ใส่ใจมากมายขณะเดินไปยังห้องนอนของอีกคน ความเย็นจัดบวกไฟมืดสนิทเหมือนกับบอกว่าไม่ได้มีใครเข้ามาเลยทำให้ยิ่งงง แม้จะเดินไปทั่วทุกห้องก็ยังหาไม่เจอ

ไหนทหารบอกว่าคนที่ไม่อยู่มีแค่ตงหานไง? 

ตะวันขยี้ศีรษะเปียกชื้นแบบไม่เข้าใจก่อนจะตัดสินใจกลับห้องของตนแทน แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อคนที่ตนเดินตามหาอยู่ในห้องรออยู่แล้วหนำซ้ำยังถามกึ่งคาดโทษทันทีที่เห็นเธออีกต่างหาก

“ข้าบอกอย่ากลับดึกไม่ใช่รึ?”

“เอ่อ... ขอโทษที” เธอยิ้มแหยให้ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเดียวที่ไม่ได้ตามหาพลางบอกตามตรง “แล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้ไปบอกทันทีตอนกลับมา แถมไม่มีใครบอกฉันสักคนว่านายอยู่ห้องนี้จะได้ไม่ต้องเดินตามหาให้ทั่ว”

เหวินเจี้ยนยืนพิงผนังอยู่ริมหน้าต่างนั้นอยู่ในชุดสบายๆคุ้นตา เรือนผมสีดำยาวที่ส่วนหนึ่งถูกรวบไปไว้ด้านหลังนั้นทำให้ตะวันทักต่อเสียงใส “งานเสร็จหมดแล้วเหรอ?”

เขาพยักหน้ารับเนิบช้าก่อนจะผละตัวออกมาพร้อมบอก “ตอนแรกหากเจ้ากลับมาเร็วก็ว่าจะชวนเล่นเหวยฉีอยู่ แต่ตอนนี้คงดึกเกินไปแล้ว”

“เฮ้ ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าต้องเป็นวันนี้ บอกว่าเมื่อนายว่างต่างหาก” ตะวันทรุดตัวลงนั่งกับเตียงตัวเองก่อนจะถามทันที “งั้นก็เข้าเรื่องเลยจะได้ไม่เสียเวลา ทำไมจู่ๆถึงทำอะไรยุ่งยากแบบนั้น”

“เพราะมันเป็นการตัดสินใจเมื่อคืนถึงได้ยุ่งยาก”

“นายเข้าใจความหมายยุ่งยากของฉันมันมากกว่าแค่ความกะทันหันแน่เหวินเจี้ยน” เธอมองอย่างคาดคั้น “เรื่องแต่งตั้งยังไม่เท่าไหร่ แต่นายก็รู้ว่าฉันจะคืนมันให้เร็วๆนี้ไม่ว่าจะตำแหน่งหรือกริช ฉันไม่ต้องการอำนาจสั่งทหารที่ไหนที่จะต้องป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฉันเป็นคนถือมัน”

“ก็เพราะก่อนจะถึง ‘เร็วๆนี้’ ของเจ้า ข้าถึงได้ทำ” 

ตะวันขมวดคิ้วมุ่นพยายามคิดตามขณะมองคนตรงหน้าที่ยังคงยืนอยู่ห่างออกไปประมาณสองช่วงตัว มองความสงบน่ิงนั้นเหมือนกับพยายามจะอ่านความคิดของเขา

“หน้าที่ของเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น... รักษาชีวิตของตนไว้ซะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม”

เธอผ่อนลมหายใจออกมาคล้ายจำยอม ก่อนจะเปรยเรียบๆ “เข้ามาใกล้ๆฉันหน่อยสิ”

ร่างสูงนั้นยืนนิ่งอยู่เพียงครู่ก่อนจะยอมเดินเข้ามาใกล้ซึ่งตะวันเองก็ยันตัวคุกเข่าแบบไม่ได้นั่งลงไปจนสูงกว่าเขาเล็กน้อย เห็นชัดถึงคำถามในดวงตาเรียวสวยคู่นั้นจนต้องฉีกยิ้มไปให้ ก่อนจะตัดสินใจดึงเขาเข้ามากอดและใบหน้านั้นซบลงมาตรงไหล่ รู้สึกถึงความเกร็งต่อต้านเล็กน้อยแต่เธอก็ว่าเสียงระรื่น

“ถ้าฉันกอดนายแบบปกติมันดูผิดความหมายที่อยากจะสื่อไปหน่อย” เธอลูบศีรษะเขาอย่างเบามือขณะโอบกอดแน่นขึ้น “แถมก่อนหน้านี้นายปลอบฉันบ่อย แต่สำหรับตอนนี้ ฉันคิดว่านายต้องการมันมากกว่าฉัน”

“…..”

“แค่นี้แหละ ฉันไม่มีอะไรจะถามแล้ว”

เธอไม่อยากกดดันคนที่อุตส่าห์ถอดหน้ากากต่อหน้าออกจนกลายเป็นเหมือนไม่ได้ถอด หน้ากากฮ่องเต้นั่น

นานสองนานที่ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่แบบนั้นซึ่งตะวันก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นเดียวกัน จนกระทั่งสองแขนของเขาค่อยๆโอบรอบเอวเธอ ใบหน้านั้นก้มลงฝังตรงไหปลาร้าและพึมพำเสียงเบา

“ขอโทษนะ”

“นายจะขอโทษฉันทำไมเนี่ย” ตะวันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ขณะตบเบาๆตรงท้ายทอยนั้น ดวงตามองเทียนหอมที่ถูกจุดไว้อย่างล่องลอยก่อนจะว่าต่อ “ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ เอาแต่ใจตัวเองตลอด แถมยังให้นายต้องมาทนกับความงี่เง่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของฉันตั้งนานสองนาน แถมยังขี้แยมากอีกช่วงนั้น”

“ข้าไม่เรียกมันว่าเจ้าน้ำตาหรอกนะ”

“ฉันเป็นคนร้องไห้ง่าย อันนี้รู้ตัวเองดีอยู่ ตอนนี้ตาฉันยังเจ็บอยู่เลยให้ตายเถอะ” เธอยิ้มแหยกับตัวเอง “ยอมรับว่าเรื่องของปู่มันเหมือนกับทุกอย่างพังทลายลงเลยแหละ แต่นั่นทำให้ฉันคิดได้ว่ามันไม่มีเวลาจะมานั่งจมกองน้ำตาตัวเองอีกแล้ว ถ้าฉันไม่อยากผิดสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็มีแต่ต้องยืนขึ้นเท่านั้น และต้องยืนแบบยืนให้ตรงไม่ใช่โซไปเซมาเหมือนก่อนหน้านี้ด้วย เพราะว่าความหวังยังมีอยู่”

สองแขนนั้นโอบกอดเธอแน่นขึ้นและมันสั่นจนตะวันรู้สึกได้จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ฉันว่าฉันหยุดพูดเรื่องนี้ดีกว่า ขอโทษที่ตอกย้ำ”

“พูดไปเถอะ” เขาว่า “ข้าไม่เป็นไร”

แต่การกระทำมันไม่ได้บอกว่าไม่เป็นไรเลยอะดิ

“เจ้าเข้มแข็งขึ้นมากเลยนะ” จู่ๆเหวินเจี้ยนก็ชมเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้นจนตะวันต้องสั่นหน้าปฏิเสธ

“นั่นเป็นปกติของทุกคนนะ ล้มแล้วก็ต้องลุก และทุกครั้งมันก็จะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งฉันรู้ตัวดีว่าครั้งนี้ล้มนานไปหน่อย” เธอตบไหล่กว้างนี้แรงขึ้นก่อนจะพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “นายเองก็ดูโตขึ้นเหมือนกัน แบบ... ก่อนหน้านี้นายดูมีความเอาแต่ใจแล้วไม่ค่อยเด็ดขาดเท่าไหร่ หรือเพราะมีออร่าฮ่องเต้ช่วยและฉันเห็นนายมุมอื่นด้วยก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันมั่นใจว่าอย่างน้อยๆนายก็ดูโตขึ้น”

“…อย่างนั้นรึ” เขารำพึงแผ่วเบาไร้น้ำหนักจนเหมือนกับว่าคำพูดของเธอไม่น่าเชื่อถือ อ้อมแขนของเขากอดเธอแน่นขึ้นกว่าเมื่อครู่จนแทบไม่เหลือช่องว่างหากแต่ตะวันก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดี ว่าอารมณ์ของเขาไม่ค่อยปกติ ฝ่ามือสางผมยาวของเขาเล่นขณะบ่นในใจ

ผู้ชายบ้าอะไรผมนิ่มสลวยกว่าเธออีก

“ข้าเคยบอกใช่ไหม ว่าบุรุษตระกูลหยางจะได้ของชิ้นหนึ่งและสลักชื่อเอาไว้”

การเปลี่ยนเรื่องกะทันหันทำให้เธอเหลือบมองเจ้าของเรือนผมนี้เล็กน้อยพลางตอบ “ใช่ แต่ของนายจะต่างออกไปเพราะเป็นว่าที่ฮ่องเต้ ถึงฉันจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้แค่ผู้ชายก็เถอะ”

“สตรีตระกูลหยางจะได้ปิ่นเป็นของตายตัว อันที่จริงสายเลือดแท้เลยก็มีไม่มากอยู่แล้ว แต่กลับบุรุษนั้นไม่ใช่” เขาว่า “บิดาของข้าเองซึ่งในตอนนั้นก็เป็นว่าที่ฮ่องเต้ เขาได้รับพัด”

“พัดเนี่ยนะ?”

“ใช่”

“แล้วเขาให้ใครไป?”

“แม่ทัพหลี่” 

ไม่แปลกใจเลยแฮะ.....

“ของสิ่งนั้นจะถูกเรียกว่าซินหลิง มันจะถูกมอบให้แก่สหายสนิทที่ไว้ใจที่สุด แต่พวกขุนนางนั้นจะเพิ่มเติมกันไปเองว่าจะทำผลประโยชน์เพิ่มเติมให้บ้านเมืองได้ ซึ่งมันเป็นมาอย่างนั้นมาตลอดเพราะส่วนใหญ่คนสนิทของพวกเราก็จะอาศัยอยู่ในวังไม่ต่างกัน”

“นายบอกเองนี่ว่าเป็นคนแรกที่มอบให้สามัญชน และถ้าให้ฉันเดา คงเป็นคนแรกด้วยที่มอบให้ผู้หญิง”

“เปล่า” เขาปฏิเสธ “พระปัยกา... พระบิดาของเสด็จปู่ของข้าเป็นคนแรกที่ริเริ่มธรรมเนียมนี้ด้วยการมอบให้บุตรสาวของแม่ทัพที่ตนสนิทที่สุด สติปัญญาของนางเฉลียวฉลาดเกิดผู้ใดและมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระองค์ ว่ากันว่าที่พระปัยกานั้นสามารถตีดินแดนได้มากมายก็เป็นเพราะปัญญาของนางผู้นั้น”

“แต่ฉันไม่ได้ฉลาดอะไรเหมือนกับเธอคนนั้นเลยนะ” เธอแย้งเสียงอ่อย “แบบนั้นให้ตงหานไปจะไม่ดีกว่าเหรอ?”

“เขาไม่คิดจะอยู่ในวัง”

“แล้วมันต่างกับฉันตรงไหน”

“ในเมื่ออย่างไรเสียต่างก็จะไม่อยู่กับข้าทั้งคู่ ข้ามอบให้เจ้าไม่ดีกว่ารึ”

เถียงไม่ออกแหะ....

“ซินหลิง เขียนด้วยตัวอักษรหัวใจกับจิตวิญญาณ” เสียงทุ้มนั้นเปรยขึ้นมา “หากผู้ใดได้มันไปก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นดั่งดวงใจและชีวิตของฮ่องเต้ ผู้ที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญและไว้ใจมากเสียยิ่งกว่าผู้ใดในปฐพี ความหมายนี้คือสิ่งที่บันทึกลงในคัมภีร์ตระกูลหยาง นั่นทำให้ข้าไม่เห็นใครอื่นแล้วที่เหมาะสมนอกจากเจ้า ต่อให้มันจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นไม่กี่วันก็ตาม”

ตะวันหลุดอุทานออกมาในลำคอเมื่อจู่ๆก็โดนดันให้นอนลงไปทั้งที่ยังคงโดนกอดอยู่แบบนั้น แต่เปลี่ยนจากตอนแรกที่เธออยู่สูงกว่าแต่ครั้งนี้ใบหน้าเธอเป็นฝ่ายซบลงตรงไหปลาร้านั้นแทน อ้อมแขนแข็งแกร่งนั้นกอดเธอไว้แน่นจนแทบขยับไม่ได้ และใบหน้านั้นซบลงอยู่ตรงกลางกระหม่อมของเธอพร้อมรำพึง

“ตอบข้าทีสิเสี่ยวหยาง”

“?”

“ข้าจำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้ตื่นมาในแต่ละวันความรู้สึกข้าเป็นเช่นไร จำไม่ได้ว่าอาหารโปรดก่อนหน้านี้ของข้าคือจานไหน จำไม่ได้ว่าสิ่งที่ข้าชอบทำยามว่างคือสิ่งใด หรือแม้แต่... เมื่อกลับมาถึงตำหนักแล้วข้ามักจะทำอะไรก่อนเข้านอน”

“…..”

“ข้าจำไม่ได้แล้วจริงๆว่าชีวิตของข้าเป็นอย่างไรก่อนเจ้าจะเข้ามา” น้ำเสียงนั้นช่างแผ่วเบาและสั่นไหว ฝ่ามือนั้นกดลงตรงท้ายทอยสวยนั้นก่อนจะถามย้ำประโยคก่อนหน้า

“ฉะนั้นตอบข้าที นานเพียงใดกว่าข้าจะกลับไปเคยชินกับมันอีกครั้ง”

อ้อมแขนยิ่งกอดรัดแน่นขึ้นชนิดที่ว่าหากตะวันเป็นผู้หญิงบอบบางคงมีเจ็บช้ำกันบ้าง แต่พอดีว่าไม่ใช่ แรงแค่นี้ไม่ทำให้เจ็บ เธอปล่อยให้เขากอดแบบนั้นหวังว่ามันจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย 

“นายจะไม่มีวันชินกับมัน” เธอตอบตามตรง “ต่อให้นายจะหาคนกินข้าวด้วยใหม่ได้ หรือว่ามีคนใหม่อะไรก็ตามแต่ นายก็จะนึกถึงวันเหล่านี้อยู่ดี แค่... ความเจ็บอาจกลายเป็นความคิดถึงเท่านั้น”

ตะวันซบหน้าผากกลับแผงอกนี้ กลิ่นอ่อนๆที่ไม่เคยจางหายทำให้ตะวันปิดเปลือกตาลงทบทวนความคิดตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าขึ้น “ปล่อยฉันสักแปปสิเหวินเจี้ยน สัญญาว่าจะไม่หนี”

อ้อมแขนนั้นยอมคลายออกนิดหน่อยแต่ไม่ปล่อยออกทั้งหมด ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอ ตะวันเลื่อนตัวขึ้นไปจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน สองมือประคองใบหน้าเรียวสวยนี้ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปตรงกลางหน้าผากนั้นจนอ้อมแขนที่คลายลงนั้นกอดรัดแน่นขึ้นมาอีกครั้ง

“ฉันเคยบอกใช่ไหมว่าฉันชอบกอดของนาย” ตะวันว่าแนบชิดติดก่อนจะยิ้มบาง “ความรู้สึกที่เหมือนกับถูกปกป้องซึ่งมันแปลกใหม่แต่ก็ไม่แย่ ชอบเสียงนุ่มๆตอนปลอบฉัน ชอบเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่นั่นไม่ใช่ที่ฉันชอบที่สุดหรอกนะ”

ครานี้เธอกดจมูกลงไปตรงกลางหน้าผากนั้นขณะเลื่อนริมฝีปากมาประทับหว่างคิ้วแทนพร้อมกับว่าต่อ “ที่ฉันชอบมากที่สุดตอนกอดนายก็คือกลิ่นอ่อนๆ ซึ่งจนป่านนี้ฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดีว่ามันกลิ่นผ้าหรือกลิ่นนาย แต่คิดว่าคงเป็นกลิ่นของนายมากกว่า จนฉันอยากจะว้าวใส่ตัวเองที่ได้สิทธิ์กอดนายแบบไม่จำกัด มีผืนหญ้าส่วนตัวที่ลงไปนอนกลิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ พูดได้เต็มปากเลยว่าตั้งแต่เคยกอดมา ไม่นับพ่อกับแม่ ฉันชอบกอดของนายมากที่สุดนะเหวินเจี้ยน”

ตะวันหัวเราะออกมานิดหน่อยขณะว่าต่อเสียงติดขี้เล่น “ถึงกอดของฉันมันจะไม่เทียบเท่ากับนาย แต่ฉันก็หวังว่ามันจะช่วยให้นายรู้สึกสงบบ้างไม่มากก็น้อยเหมือนที่นายกอดฉัน แม้นายอาจจะเจ็บปวดเมื่อนึกถึงมัน แต่ฉันมั่นใจว่ามันต้องมีสักอย่างสองอย่างเกี่ยวกับฉันที่จะช่วยให้นายรู้สึกดีขึ้นเวลานึกถึงมันชนิดที่ว่ามันจะช่วยผ่อนความเจ็บของนายได้เลย”

เหวินเจี้ยนไม่ได้ตอบอะไรต่อนอกจากเปลี่ยนองศาใบหน้าของตนจนแนบหูไปกับแผ่นอกคล้ายกัับฟังเสียงหัวใจเธอบ้างพร้อมกับพึมพำ

“ไม่คิดจริงๆพอวันนั้นใกล้เข้ามา... มันจะเจ็บปวดขนาดนี้”

“…..”

“ข้ารัก.... รักเจ้ามาก.... มากชนิดที่ว่าคงไม่อาจรักใครได้อีกจริงๆ”

รู้สึกเหมือนมีอะไรเปียกๆตรงหน้าอกจนต้องเหลือบมองแบบประหลาดใจ ตะวันอยากแซวแต่สุดท้ายก็เก็บไว้ขณะเลื่อนตัวลงมา ยอมรับว่าต้องออกแรงนิดหน่อยเพราะเหมือนเหวินเจี้ยนไม่อยากให้เห็น แต่เมื่อเธอลงมาจนใบหน้าอยู่ใกล้กันได้แล้วเขาก็หันหนีจนตะวันหมั่นไส้ สองมือประคองใบหน้านั้นแต่ไม่ได้บังคับให้หันมา นอกจากประทับริมฝีปากลงไปเหนือเปลือกตาและใช้นิ้วโป้งปาดใต้ดวงตาอย่างแผ่วเบา

“คิดว่าฉันจะหัวเราะรึไง” ตะวันถามแบบเอาเรื่องนิดๆ “ฉันก็แค่อยากให้นายแบบที่นายเคยให้ฉัน คนอื่นอาจจะคิดว่าฮ่องเต้คือบุคคลที่ไม่ควรหลั่งน้ำตาแสดงความอ่อนแอ แต่ตอนนี้นายเป็นแค่เหวินเจี้ยนนี่จริงไหม?”

หยาดน้ำเกาะตามขนตาเป็นแพทำให้เธอต้องยิ้มอ่อนพร้อมกับว่าอย่างอดไม่ได้ “แถมนายร้องไห้ยังดูสวยขนาดนี้ หัวเราะไม่ออกหรอก”

ตะวันเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะจูบที่เปลือกตาอีกครั้งแต่ค้างไว้นานกว่าครั้งแรกคล้ายปลอบขวัญอย่างที่เขาเคยทำให้ ก่อนจะว่าด้วยรอยยิ้มกว้างคล้ายอวด “ดีขึ้นไหม?”

เหวินเจี้ยนพยักหน้าอย่างเชื่องช้าหากแต่เห็นชัดว่าแววตานั้นอ่อนลง เปลือกตานั้นเลื่อนปิดจนทำให้หยาดน้ำใสๆไหลลงมาทำให้ตะวันรีบเช็ดให้ทันที เธอมองใบหน้านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจบอก

“ไม่ว่าน้ำตานี้จะเป็นเพราะความเจ็บปวด เสียใจ ผิดหวัง อัดอั้น หรืออะไรก็ตาม แต่ยังไงก็ขอบคุณ... ที่รักฉันขนาดนี้นะเหวินเจี้ยน”

และขอโทษ... ที่ตอบแทนไม่ได้

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาและกระพริบอย่างแช่มช้า ฝ่ามือใหญ่ของเขาเลื่อนขึ้นมาก่อนจะลูบซีกแก้ม ใบหน้านั้นเลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนจะจูบลงมาที่หน้าผากแผ่วเบา ปลายนิ้วข้างหนึ่งเลื่อนมาลูบกลีบปากของเธอซึ่งตะวันไม่ได้พูดหรือแสดงท่าทางต่อต้านยามที่ริมฝีปากบางของเขาลากผ่านลงมาตั้งแต่หว่างคิ้วและหยุดตรงจุมพิตที่ปลายจมูก

“ตอบข้าอีกสักอย่างสิ”

“อื้อ”

“เจ้าจงใจพูดแบบนั้นให้พวกเขาพุ่งเป้าหาเจ้าอย่างนั้นรึ”

“ก็เล่นตามบท” เธอโคลงศีรษะของตนก่อนจะยกยิ้มกวน “บทที่เหมาะกับผู้ช่วยเหลือตระกูลหยาง หรือก็คือไม่ให้คนอื่นมองนายแย่ไปกว่านี้เพราะฉัน หรือก็คือหน้ากากลี่หยางเทียนเอ๋อนั่นแหละ”

ประโยคนี้ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มหลุดหัวเราะออกมาทันทีก่อนจะส่ายหน้าบางๆกับมุกนี้ของเธอ “มันก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าตอนปกติ” 

“ใครบอก” เธอยกนิ้วขึ้นนับทันที “อันนั้นปากกล้ากว่า ท้าทายกว่า หลงตัวเองมากกว่า และที่สำคัญคือชมฮ่องเต้เก่งกว่า!”

“ชมข้า?”

“ไม่ใช่ ชมฮ่องเต้หยวนอิ๋งต่างหาก” ตะวันแสร้งเอียงคอมอง “เป็นแค่เหวินเจี้ยนอย่าติ๊ต่างเข้าข้างตัวเองสิ”

เจ้าของชื่อยิ้มบางๆอ่อนมาช่างดูอ่อนโยนกว่าทุกทีและดูท่าว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อ ฝ่ามือใหญ่ลูบซีกแก้มของเธออย่างเชื่องช้ากว่าเมื่อครู่ซึ่งมันเต็มได้ความรู้สึกผ่านแววตาและการกระทำเหล่านั้นจนให้รู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

“เสี่ยวหยาง”

“หือ?”

คืนนี้... นอนกับข้านะ

ตะวันเบิกตากว้างก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นทันทีหลังได้ยินคำขอออดอ้อนนั่น ปฏิเสธจะมองใบหน้าคมสวยนี้แม้ระยะห่างจะไม่เอื้อยอำนวยก็ตาม นี่อาจเป็นเหตุผลที่ตงหานไม่อยู่ตำหนักคืนนี้ก็เป็นได้

จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้เพราะกลางวันเธอไม่อยู่ ฉะนั้นเหลือเพียงแค่กลางคืนแบบนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะใช้เวลากับเธอได้ และกับเหวินเจี้ยนนั้นก็หลับคาอ้อมกอดเขามาสองรอบแล้ว ถึงจะเป็นแบบนั่งหลับเอาเปรียบเขาด้วยเหตุการณ์พาไปก็เถอะ แต่การขอนอนแบบนี้นี่มัน...

แล้วมันก็แค่คำพูด ทำไมเธอยังเขินอยู่เนี่ย! เขินกว่าคำบอกรักอีก!

“ว่าเช่นไรล่ะ?”

การถามย้ำนั้นไม่ทำให้ตะวันหันกลับไปมองเขาเลยแม้แต่น้อย คือ.... เอ่อ.... มันเขินมากขึ้นด้วยอะ

จู่ๆก็มีสัมผัสบางเบาด้วยปลายนิ้วไล้ไปตามไรผมทำให้เธอยิ่งกลั้นใจไม่มองเขา โดยเฉพาะเสียงหัวเราะเบาๆนั้น

“ถามแค่นี้จำต้องเขินอายปานนี้เชียวรึ”

“ก็มันเขินเอง...”

เหวินเจี้ยนดึงมือขวาของเธอเข้าไปประทับริมฝีปากตรงกลางฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยแผลนั้น และเพราะห้องที่มืดไม่สนิทนี้มันทำให้ยังคงเห็นสีหน้าและแววตาของเขาที่ไม่เคยปกปิดมัน แม้จะอยากหลบตาแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เข้าใจคำว่ารู้สึกเหมือนถูกแผดเผาไปด้วยอารมณ์เหล่านั้น... เพียงแค่ถูกมองเท่านั้น

จากที่ตอนแรกค้างอยู่เพียงแค่กลางฝ่ามือ ริมฝีปากนั้นก็เลื่อนต่ำลงมาประทับตรงชีพจร จุมพิตเรื่อยลงไปตรงท่อนแขนอย่างเชื่องช้าก่อนจะเลื่อนกลับมาตรงฝ่ามืออีกครั้งทั้งที่ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นยังคงมองตรงมาไม่ละไปไหนแม้แต่วินาทีเดียว ระยะห่างที่น้อยอยู่แล้วเริ่มใกล้ขึ้นยิ่งกว่าเก่า ฝ่ามืออีกข้างสางลูกผมก่อนจะประคองใบหน้าไว้อยู่เช่นนั้น ความใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดใบหน้า แน่นอนตะวันรู้ได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

“ถ้าทนไม่ไหวก็ผลักเสียนะ”

ถ้อยคำกระซิบพร้อมรอยยิ้มบางก่อนที่เขาจะกดริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบาทำให้ตะวันเผลอเกร็งตัวขึ้นทันทีเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเช่นเดียวกับดวงตาปิดสนิทเพราะระยะเผาขนนี่ เขาค้างไว้อยู่เช่นนั้นเนิ่นนานจนกระทั่งเธอเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น และจากตอนแรกที่คิดว่าเขาจะผละออกแต่เปล่าเลย เมื่อเขารู้ว่าเธอหายเกร็งแล้วก็กดลงมาจนแนบแน่นยิ่งกว่าเก่า สัมผัสเปียกชื้นไล่เลียไปตามกลีบปากที่ไม่ได้ปิดกันสนิทพลางค่อยๆแทรกเข้ามาภายในปากจนมือเล็กทั้งสองข้างเอื้อมไปจับข้อมือใหญ่ในทันที เขาค่อยๆรุกเข้ามาอย่างเชื่องช้าเหมือนกับให้คุ้นชินหากแต่มันกลับทำให้ตะวันรู้สึกร้อนมากไปกว่าเก่าในทุกวินาทีที่เขาแนบชิดเข้ามา ฝ่ามืออีกข้างสอดเข้ามาใต้ใบหน้าจนตอนนี้จะบอกว่าเขาประคองใบหน้าเธออยู่ก็ไม่ผิดนัก

ลิ้นร้อนสัมผัสไปตามจุดต่างๆในปากนั้นไม่ต่างอะไรกับกำลังสำรวจซึ่งมันมีรสชาติหวานเจือจางของน้ำดอกเก๊กฮวยเครื่องดื่มโปรดของเขา เป็นเวลาอยู่ชั่วครู่ที่เขาให้เธอลิ้มรสมันจนซาบซ่านไปทั้งปาก ก่อนความร้อนนั้นจะผละออกไปและเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับด้านนอกแทน ช่องว่างที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้นไม่ช่วยอะไรยามที่เขาไล่เลียไปตามรูปปากของเธอ ความเชื่องช้าราวเน้นย้ำนั้นมันทำให้ตะวันคิดอะไรไม่ออก กลิ่นกายของเขาบวกกับรสชาติน้ำเก๊กฮวยผ่านปลายลิ้นมันดูเข้ากันอย่างน่าประหลาดจนเธอเริ่มหายใจแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไม่รู้ตัวยามที่ร่างถูกพลิกให้มานอนหงายทั้งที่ริมฝีปากยังคงถูกครอบครองไว้ ร่างสูงไม่ได้พลิกตัวมาคร่อมทั้งตัวแต่เพียงแค่เท้าแขนยันร่างกายช่วงบนขึ้นมาเท่านั้น มือใหญ่ยังคงประคองใบหน้าอย่างทะนุถนอมจนรู้สึกได้ ไม่รู้นานแค่ไหนที่ตะวันรับสัมผัสของเขา แต่กว่าเขาจะหยุดลิ้มรสริมฝีปากของเธอนั้น... ทั้งปลายลิ้น ทั้งปาก ทั้งสมอง ง่ายๆคือทั้งร่างชาไปหมดแล้ว  ตะวันเปิดเปลือกตาอย่างเชื่องช้าเห็นใบหน้าคมสวยอย่างชัดเจน และดวงตาคู่นั้นกำลังมองตรงมาด้วยสายตาที่ไม่อาจอ่านออก หรือเพราะสมองกำลังตื้ออยู่ก็ได้

ใบหน้านั้นเลื่อนต่ำลงมาจนรับรู้ถึงเรือนผมยาวและความเย็นกว่าปัดผ่านตรงข้างแก้มทำให้รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้หน้าร้อนมากๆ ไร้ซึ่งลมหายใจร้อนจัดรินรด ปลายนิ้วเย็นนั้นสัมผัสตามรูปหูก่อนจะได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ

“ตรงนี้... เคยรึยัง?”

อาจเพราะสติยังไม่กลับเข้าร่างดีและกำลังพยายามเก็บรวมๆอยู่ทำให้ตะวันเผลอส่ายหน้าขณะพยายามสงบหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งใต้อกนี่ แต่จู่ๆสัมผัสนิ่มอุ่นตรงใบหูนั้นทำให้เธอสะดุ้ง หากนั่นยังไม่เท่ากับความเปียกชื้นที่แตะลงมายิ่งทำให้ร่างเล็กคว้าข้อมือใหญ่ไว้ทันที

“ไม่เป็นไร” เขาพึมพำแผ่วเบาข้างหูพร้อมกับสางผมเธอไปไว้อีกฝั่ง “มันจะไม่มากไปกว่านี้”

ตะวันเคยสงสัยมาตลอดตอนอ่านนิยายหรืออ่านการ์ตูน ว่าตรงหูนี่มันจะทำให้คนรู้สึกได้ยังไง แต่พอมาเจอกับตัวเองถึงได้รู้ ว่าการกดจูบสลับกับขบเม้มตรงกระดูกอ่อนนั้นมันยังไม่เท่ากับเรียวลิ้นที่สำรวจไปตามรูปหู ทั้งความรู้สึกเปียกชื้นบวกกับเสียงสะท้อนที่ดังก้องนั้นมันยิ่งทำให้หัวใจที่เริ่มเต้นช้าลงในตอนแรกกลับมารัวเร็วเสียยิ่งกว่าเก่า สองมือใหญ่ยังคงกึ่งประคองกึ่งล็อคใบหน้าขณะที่ยังคงจดจ่ออยู่อยู่กับการกระทำนั้นมันทำให้ร่างเล็กชันเข่าขึ้นมาพร้อมกับเกร็งตัวแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกคล้ายมีอะไรวิ่งเต้นไปทั่วร่าง และโดยไม่รู้ตัวที่มีเสียงหลุดออกมาแผ่วเบาในลำคอจนแทบไม่ได้ยิน 

“พอ…”

เพียงคำสั้นๆแต่เหมือนกับว่าต้องเค้นสมาธิและแรงอย่างมากกว่าจะหลุดออกมาเป็นคำให้เข้าใจ ซึ่งเขาก็ทำตามอย่างที่สัญญา ริมฝีปากนั้นจุมพิตตรงขมับที่มีเหงื่อซึมเล็กน้อยก่อนจะผละออกมาเท้าคางมองเธอซึ่งยกมือจับหูตัวเองด้วยสีหน้าผสมปนเปเหมือนจับต้นชนปลายยังไม่ถูก หากแต่สุดท้ายก็ตั้งสติได้มองมองเขม็งไปยังคนลงมือที่กำลังอมยิ้มอย่างน่าต่อยตาแตก!

พลั่ก!!

ตะวันผลักคนตรงหน้าโดยไม่คิดออมแรงพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงในทันทีขณะยังคงจับหูตัวเองอยู่เช่นนั้น ยิ่งสัมผัสชื้นๆที่ยังคงติดอยู่ทำให้ต้องคว้าหมอนหนุนมาฝังหน้ากรี๊ดแบบไร้เสียง!

มันเป็นการรุกที่ไม่คาดฝัน ยังจำได้ดีถึงเสียงสะท้อนที่ดังก้องอยู่ภายในจนทำให้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา

อีโรติคเป็นบ้า....

เพียงแค่ความคิดนั้นมันก็ยิ่งทำให้หัวใจเต้นโครมครามหนักกว่าเก่าเช่นเดียวกับหน้าร้อนฉ่าจนเหมือนมีคนเอาไฟมาสุมหน้า ตอนแรกคิดว่าหมอนั่นจะแค่จูบอย่างเดียว.... แต่เดี๋ยวนะ! เหวินเจี้ยนดีพคิสเธอเป็นครั้งแรก!!

มืออีกข้างที่ยังว่างนั้นเลื่อนมาลูบริมฝีปากของตนที่ยังคงหลงเหลือรสชาติหวานลิ้นของน้ำเก๊กฮวย ยิ่งกระตุ้นให้ตะวันต้องมุดหน้ากับหมอนกรี๊ดในใจหนักกว่าเก่า 

แตกต่าง แตกต่างจริงๆ

จูบของตงหานนั้นดุดันและเน้นการดูดเกี่ยวกระหวัดสลับกัดริมฝีปากคล้ายอยากให้ตอบสนอง และหมอนั่นทุกครั้งที่จูบก็ชอบดีพ ตรงข้ามกับเหวินเจี้ยนที่ปกติดูจะนุ่มนวลอ่อนโยนจนเหมือนกับปลอบประโลม แต่กับครั้งนี้... เขาลงลิ้นราวกับลิ้มชิมรส เน้นย้ำการไล่เลียไปทุกจุดโดยไม่ได้บังคับให้จูบตอบ มันอาจจะเพราะเป็นครั้งแรกที่เขาดีพก็ได้ถึงไม่ได้เรียกร้อง

หากจูบของตงหานเป็นจูบที่เหมือนจะทำให้ร่างลุกเป็นไฟ จูบจากเหวินเจี้ยนนั้นมันทำให้ร่างกายของเธอชาไร้เรี่ยวแรงจนเหมือนกับละลายได้เลยด้วยซ้ำ 

แล้วมันก็จริง คนหนึ่งชอบฟันกัดครูด คนหนึ่งชอบเล่นลงลิ้น!

เหวินเจี้ยนไม่เคยสกินชิพเธอหนักเท่ากับตงหาน(ต่อให้จะรวมครั้งนี้เข้าไปด้วยก็เถอะ!) อาจเพราะตงหานสกินชิพแต่ละครั้งมันก็จะมาค่อนข้างนานโดยเฉพาะหลังๆที่มีการล้วงเสื้อหรือจูบคอนิดๆหน่อยๆ แต่กับเหวินเจี้ยนที่ส่วนมากมีแค่กอดกับจูบหน้าผากหรือแค่จุ๊บปาก หนำซ้ำมือไม่เคยซน หรือสั้นๆก็คือเขาทำมากสุดแค่จูบธรรมดาเท่านั้นที่ทำให้ตะวันเริ่มคุ้นชินกับมัน แต่ครั้งนี้นี่.....

หยุดสมองไม่ให้คิดเปรียบเทียบไม่ได้โว้ยยยยย!!!!!!!

“เสี่ยวหยาง”

ตะวันแทบลืมไปแล้วว่าเขายังอยู่ในห้องนี้ด้วย เธอยันตัวขึ้นนั่งพร้อมกับตวัดตัวเองออกจากการคลุมโปงโคตรร้อนนี่ก็เห็นว่าเขานั่งตรงริมเตียงไม่มีท่าทีคุกคาม ตะวันสองจิตสองใจอยู่แค่วินาทีเดียวก็เอ่ยขึ้นมา

“ขอฉันถามอะไรหน่อยนะ”

“ว่า?”

“นายเคย... คิดจะทำอะไรฉันปะ”

“….”

“คือคงเพราะนายไม่เคยทำอะไรมากไปกว่าการจูบหน้าผากหรือการกอด อาจจะมี...ตรงปากบ้าง.... จนฉันพูดได้เลยว่าเริ่มชินกับมันแล้ว แต่แบบเมื่อกี้นี่.... เอ่อ.... มัน..... นั่นแหละ นายเข้าใจที่ฉันพยายามสื่อใช่ไหม?”

“…อืม”

“คือมัน... เอ่อ.... ค่อนข้างเกินคาด... แถม.... เอ่อ.... ช่างมันเถอะ” สุดท้ายตะวันก็ตัดสินใจตัดบทเสียเอง จะให้พูดได้ยังไงล่ะว่าเพราะการที่เขารุกเธอแบบนั้นมันทำให้เธอเพิ่งมองเขาแบบเป็นผู้ชาย ผู้ชายแบบมีความต้องการ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจเกี่ยวกับความรู้สึกของเขา แต่เพราะเขาไม่เคยล่วงเกินหรือสกินชิพหนักมากมันทำให้เธอไม่ค่อยระแวงเท่าไหร่

“ถ้าข้าตอบว่าคิด เจ้าจะหนีห่างจากข้ารึไม่”

“ไม่ เพราะนายรู้ว่าฉันไม่ยอม” ตะวันตอบตามจริง “แต่คือ... เอ่อ... นายรุกแบบนั้น... จะว่ายังไงดี มันแปลกใหม่ เพราะนายไม่เคยทำ”

“เจ้ากลัว?”

“ถ้าเยอะกว่านี้ ใช่” เธอชะงักไปนิดก่อนจะสั่นหน้าขณะยกมือปิดหูตัวเอง “แต่ถ้านายจะมาตรงนี้อีก ไม่เอา”

“แล้ว...ตรงปาก?”

“ทำไมอยู่ๆดีมาถามเหมือนขออนุญาตฉันเล่า! นายควรรู้ไว้ด้วยว่านายจูบฉันเป็นคนแรกนะ! ถึงจะจูบบ่อยแต่ไม่เคยเข้ามาในปากฉัน! แล้วอยู่ๆมาแบบนั้นแถมโคตรนาน! คือ... โอ๊ยยยย นายไม่เข้าใจฉัน!”

ตะวันบ่นออกมายาวเหยียดราวกับอัดอั้นอยากระบาย คือช่วยเข้าใจด้วยว่าไม่เคยมีใครจีบ ไม่เคยมีแฟน และวันๆก็นั่งฟินกับผู้ชายสองดี อยู่ๆมีตัวเลือกถึงสองคนมาเสนอตัวสอนสกินชิพให้เปรียบความแตกต่าง! ซึ่งถ้าเทียบแล้วตงหานนั้นมีครั้งแรกครั้งเดียวที่จูบแบบไม่ดีพ ตรงกันข้ามกับเหวินเจี้ยน!

เรื่องนี้ต้องเล่าให้ซิ่นสือฟังเผื่อจะมีคนเข้าใจหัวอกเธอ

“วันที่ข้าไปหาเจ้านอกเมืองก่อนวันสถาปนาฮ่องเต้น่ะรึ?”

“ใช่”

“นั่นจุมพิตแรกของเจ้า?”

“นายจะอะไรนักหนาเนี่ย เออ!” เธอกระแทกเสียงใส่ด้วยอารมณ์เดือดนิดๆ “จะผายปอดหรือจะจูบก็เหมือนกันนั่นแหละเพราะฉันไม่เคยทำ แล้วไอ้จูบเมื่อกี้ของนายมัน.... โอ๊ยยยยย!!!! ไม่รู้ล่ะ! ฉันห้ามนายจูบฉันแบบนั้นอีก!!”

“ไม่ชอบ?”

“นั่นไม่ใช่ประเด็น!” ตะวันมองเขม็งกับการคำถามสั้นๆที่มาเป็นชุดก่อนจะเผลอยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแบบครุ่นคิด สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปง่ายๆเป็นคำขาด “มันทำให้ฉันรู้สึกอันตราย ถึงฉันจะเชื่อใจนายแต่มันเป็นแค่สัญชาตญาณ และฉันพูดเลยนะ ถ้าฉันไม่มาเจอกับตัวฉันไม่เชื่อแน่ๆว่านายจะ... เป็นแบบเนี้ย ถ้าเทียบกับตอนเจอกันแรกๆ”

...คนใจดีเวลาโกรธจะน่ากลัว 

...คนสุภาพอ่อนโยนมักจะมีความหื่นและความร้อนแรงในตัว 

ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนเริ่มประโยคพวกนี้ แต่ตะวันยืนยันเลยว่ามันเป็นความจริง! และทั้งสองข้อนี้อยู่ในตัวผู้ชายคนเดียวกันนามหยางเหวินเจี้ยน!!

“ข้าขอโทษ”

“ฮะ?”

คำขอโทษที่โผล่ขึ้นมาดื้อๆทำให้ตะวันอุทานออกมาในทันที เขาผ่อนลมหายใจบางเบาก่อนจะขยายความ

“ขอโทษ... ที่ทำให้ระแวง”

“ไม่ๆๆ ฉันไมไ่ด้โกรธ แต่....​เอ่อ....” ตะวันเกาแก้มตัวเองเหมือนกับพยายามหาคำพูด “แค่มันมาแบบไม่ได้ตั้งตัวเฉยๆ เพราะ... มัน... คำจีนว่ายังไงล่ะ? แบบนายเหมือนจะติดไฟขึ้นมาอะไรแบบนั้น”

ฮ่องเต้หนุ่มหลุดหัวเราะออกมากับคำเปรียบเปรยนั้นจนตะวันต้องกรอกตา อยากจะบอกว่า ‘ดูดดื่มร้อนแรง’ แต่ก็ไม่รู้คำ แต่ก็ดีแล้ว เพราะมันทำให้บรรยากาศแปลกๆนี่จางลงไป

แต่เดี๋ยวก่อนนะ....

“เหวินเจี้ยน” เธอเรียกเสียงอ่อยๆ “นายจะนอน... เตียงนี้จริงเหรอ?”

คือนั่งหลับในอ้อมแขนเขามันให้ความรู้สึกคนละเรื่องกับนอนเตียงเดียวกันเลยนะ เพราะพนันได้เลยว่าเขากอดเธอแน่นอน และเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้ สารภาพว่า... ล้มตัวลงไปนอนไม่ลงจริงๆ

เหมือนกับรู้ความคิด เพราะคล้ายจะเห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าคมสวย เขาจัดหมอนสามใบบนเตียงให้พิงผนัง ตะวันขมวดคิ้วพิจารณาการเตรียมตัวนั้นจนกระทั่งเขาเอนหลังพิงและมีผ้าห่มห่มเรียบร้อยดูชิลล์จนต้องเอียงคอมองพร้อมกับว่าเหน็บ

“นั่งทำงานอ่านตำรายังปวดหลังไม่พอรึไง”

“นี่สบายกว่ามากโขต่างหาก” เขาเลิกผ้าห่มไปอีกทางเหมือนกับร้อน มันทำให้ตะวันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามซ้ำเพ่ือให้มั่นใจ

“นายแน่ใจนะ?”

“ยังกลัวข้าอยู่เหรอ”

เธอเว้นไปประมาณสามวินาทีก่อนจะส่ายหน้าขณะยอมเขยิบเข้าไปหาแต่โดยดีพร้อมย้ำ “ฉันบอกแล้วไง ฉันไว้ใจนาย เพราะถ้านายจะทำจริงๆนายเอาชนะแรงฉันได้อยู่แล้ว แต่นายคงไม่อยากให้มันเป็นแบบการบังคับ ซึ่งก็ขอโทษไว้ตรงนี้ด้วยนะ เพราะยังไงฉันก็ไม่ยอมแน่นอน”

ตะวันคลำหาเสียงหัวใจนั้นเล็กน้อยขณะที่รู้สึกได้ถึงสองแขนโอบรอบตัว มือข้างหนึ่งลูบศีรษะเธอเบาๆพร้อมกับบอก “ดีแล้ว”

“…..นี่”

“หืม?”

“ขอโทษนะ” เธอพึมพำเบาๆ “เพราะเมื่อกี้.... นายเหมือนจะกินฉัน... ซึ่งมัน.... เอ่อ..... จะว่าไม่กลัวเลยก็คงโกหก แต่ฉันยืนยันจากใจว่าไม่ได้โกรธ ฉันแค่ต้องระบาย แล้วนายก็รู้ว่าถ้าฉันระบายฉันจะโวยวาย”

ตะวันขยับตัวหามุมถนัดๆขณะยกยิ้มกับตัวเองด้วยความรู้สึกปนเปสับสน แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่แน่ชัด ชัดจนต้องบอกเขา “นายไม่เคยผิดสัญญา นายหยุดเมื่อฉันบอกให้พอ... ขอบคุณนะเหวินเจี้ยน”

ใครจะหาว่าเธอให้ความหวังหรืออ่อยเหยื่อก็ช่าง เธอแค่ทำตามความคิดของตนเท่านั้น

ไม่มีเสียงอะไรตอบรับต่อเช่นเดียวกับที่เธอง่วงมากขึ้นทุกที ยิ่งมีตัวกล่อมนอนชั้นเลิศอย่างฝ่ามือที่ลูบท้ายทอยและเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะมันทำให้หนักตาเริ่มหนัก ไม่นานนักก็วางใจจนหลับลง

ทิ้งไว้เพียงสัมผัสตรงกลางกระหม่อมในห้วงความทรงจำเจือจางราวกับปลอบประโลมให้ฝันดี







----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ใครไม่เขินเราเขินนนนน เขินจนไอ้ที่อ่านๆไฟนอลมาลืมเกือบหมดเพราะมานั่งจิ้นเอง ถถถถถถ
เขินมากด้วยจริงๆ เหวินเจี้ยนดีพคิสนางเอกแล้วค่ะในที่สุด //หวีดแรงมาก
คือในความเห็นส่วนตัว..... มันรู้สึกอีโรติกจริงๆนะ... นี่พยายามเขียนหนักมากให้เห็นความแตกต่างของการ 'สกินชิพ' ของสองคนนี้ ซึ่งทุกคนก็คงเห็นดีแล้วว่าเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นการจูบหรืออะไรยังไง แบบเหวินเจี้ยนชอบจูบฝ่ามือ ตงหานชอบจูบนิ้วมือ อะไรแบบนี้ค่ะ
หรือเพราะไม่ได้มาแตะเรื่องนี้นานก็ไม่แน่ใจ คือรู้สึกมันใจเต้นและเขินมากกับฉากจูบดีพนั่น.... อันที่จริงเราก็ไม่ใช่คนเขียนฉากแบบนี้เก่ง แต่....ก็หวังว่าทุกคนจะเขินไปกับเรานะคะ .//. และน้ำตาของเหวินเจี้ยนนี่เรารู้สึกว่ามันสวยจริงๆ ถึงเรือตงหานจะมาแรงก็ตามแต่ยังไงคนเขียนก็จะยังคงเป็นกลางต่อไปค่ะ //โดนโบก
จุดพลุ ตอนที่ 99 นั้นเป็นของคนพี่ ฉะนั้นตอนหน้า 100 เป็นของคนน้องค่ะ!!! (ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษแน่นอน xD)
RIP ซิ่นสือแปปถ้าฮีแกจะฟังเรื่องพวกนี้จากตะวันจริงๆ
และคนสุภาพอ่อนโยนก็จะเหมือนเป็นหมาป่าสวมหนังแก... เหวินเจี้ยนนี่แหละ!!!
พอ... จบ.... เลิกเวิ่น.... ตอนต่อไปนี่อาจจะไม่หายไปเป็นเดือนเพราะเราใกล้จะพ้นนรกแล้ว ยังไงก็.... รบกวนฝากติดตามกันต่อไปนะคะ ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าจะมาร้อยตอนแล้ว แต่ยังไงเรื่องนี้ก็จะดันจนจบแน่นอนค่ะ

รักนักอ่านทุกคนนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!!!!





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

947 ความคิดเห็น

  1. #931 nuyoja (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 20:15
    ไรท์เก่งจังที่สร้างคาแรคเตอร์แยกออกมาชัดเจนมากกก เราฟินนนมากกกกกก ตะวันถ้าหนูชอบทั้งกัดทั้งลิ้น พี่แนะนำ .....เหมาค่ะ55555 เหมามันไปเลยยยยยยย
    #931
    0
  2. #835 0870103272 (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 19:14

    .......หน้าคนอ่านนี่ร้อนเลยทีเดียว

    บางบทตะวันก็แมนมากๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเห็นป๋าตะวันควบสองมีเหวินเจี้ยนกับตงหานเป็นสาวๆในสต๊อก(โอบเอวทั้งสองคน พาไปเปย์อะไรอย่างงี้) บางทีก็เห็นหมาป่าสองตัวกำลังจ้องจะกินกระต่าย แต่ค่อยๆละเลียดชิมอย่างช้าๆแต่ไม่ขย่ำ
    ให้อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้จริงๆ นะ
    แต่งได้สุดจริงๆ ขอบคุณมากๆนะ
    #835
    0
  3. #834 ryuzaki (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 14:01
    ตอนจบ 2 แบบเล้ย
    ชอบคนพี่อ่านคนพี่
    ชอบคนน้องอ่านคนน้อง เย้
    #834
    0