สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 104 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 97 แผนการลับครั้งสุดท้าย #ตะวันคนแมน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    22 เม.ย. 62






ข้าจะไม่เขียนวันที่ เพราะข้าไม่รู้วันแน่นอนและไม่รู้จะเขียนวันที่ของจีนหรือของไทยเพราะเวลามันไม่ตรงกัน เอาเป็นว่านี่เป็นวันที่สิบห้าจากวันที่ข้ากับเอ็งได้คุยกันวันนั้น

ข้ารู้ดีนังหนูว่าเอ็งจะทำตามสัญญา จะทำตามทุกวิถีทางเพื่อหาวิธีกลับ และข้าก็รู้ดีว่าเอ็งคงไม่มีเวลามากมายและไม่ช้าหรือเร็วก็คงตามหาข้า แต่ร่างกายข้าตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว ร่างกายวัยเจ็ดสิบกว่าของข้ามันมาถึงขีดจำกัด อาจเพราะข้าไม่ได้ดูแลตัวเองดีด้วยกระมัง เอ็งก็รู้ใช่ไหมว่าการติดอยู่ในโลกอดีตเป็นเวลาหลายสิบปีข้าเองก็มีความเครียด และเพราะความเครียดที่ไม่ได้รับการระบายทำให้ข้าต้องหาทางออก และสิ่งที่ดีที่สุดของข้าก็คือเหล้า

ข้าดื่มเหล้าทุกวัน ยิ่งเครียดก็ยิ่งดื่ม มันช่วยได้ดีมาก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าป่วยเป็นมะเร็งตับ ข้ารู้มาสองปีแล้วว่าข้ามีเนื้อร้ายอยู่ แต่ข้าก็เลิกเป็นตาแก่ขี้เหล้าที่อาศัยน้ำเมาย้อมใจไม่ได้แม้จะยอมลดปริมาณลงบ้างก็ตาม มันอาจตลกที่เวลาผ่านมาขนาดนี้แล้วข้าก็ยังไม่ถอดใจที่จะหาทางกลับบ้าน เอ็งคงเข้าใจข้าดีใช่ไหมนังหนู?

ข้ามีเซนส์ หรือสัมผัสที่หกอะไรก็ว่าไป ข้าไม่ถึงกับเห็นจะๆตา มันออกจะเป็นนิมิตเสียมากกว่า ข้ามีความรู้สึกแปลกๆในวันหนึ่งช่วงสามเดือนก่อน ราวๆไม่กี่วันหลังจากที่ข่าวของฮ่องเต้สมัยเป็นองค์ชายหายตัวไป เอ็งอาจจะกล่าวหาว่าข้าอย่างไรก็ตามแต่ แต่จริงอยู่่ที่ฮ่องเต้กระโดดหน้าผาน้ำตกไปครั้งนั้นเป็นแผนไล่ต้อนของข้า ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าตระกูลนั้นจะล่มหรือจะอยู่ ข้าบอกแล้วไงมันก็แค่เรื่องยามว่าง และข้าแค่อยากช่วยซือจิ้ง ข้ารักมันดั่งหลานชายแท้ๆในโลกแห่งนี้ หมอนั่นสูญเสียครอบครัวที่รักไป ทั้งข้าทั้งมันต่างก็เข้าใจกันดี แต่ข้าอาจเป็นปู่ที่ไม่ดีนักที่ไม่ได้ห้ามปรามมันจริงจัง อาจเพราะเนื้อแท้ข้ารู้ว่ามันเองก็ไม่ใช่คนไม่ดีก็ได้

ข้าเป็นคนบอกให้มันล่อท่านหญิงหวังเสวี่ยเอ๋อให้มาเข้าฝ่ายเรา ตอนแรกท่านหญิงคนนั้นค่อนข้างหัวดื้อ นังหนูน่ันไม่ได้เข้าพวกกับเราจริงจังแต่ก็รับรู้เรื่องทั้งหมด อาจเพราะคำทำนายของข้าที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่ได้เป็นฮองเฮากระมัง หัวใจผู้หญิงมันตลกดีใช่ไหมล่ะ? ถึงขนาดยอมเข้าไปใกล้ฮ่องเต้พร้อมวางยายั่วอารมณ์เลยด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ไม่สำเร็จเพราะฮ่องเต้เจ้าสำอางนั่นกลับไหวตัวทันเสียก่อนถึงจะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม แถมจากที่รู้เอ็งก็เป็นคนช่วยมันไว้ด้วยสินะ? วันแรกมาถึงก็สามารถสร้างบุญคุณให้กับองค์ชายได้ ไม่เบาจริงๆ

แต่อย่างที่บอก ข้ามีของ ข้ารู้สึกได้ถึงความหวังที่จุดประกายหากแต่ก็ริบหรี่ ยิ่งข่าวที่ได้รับจากจินเกอว่าเฉินตงหานจับเด็กที่ไหนไม่รู้มาพร้อมกับเศษผ้าของเด็กนั่นที่จินเกอขโมยมา คนอื่นอาจมองเป็นเศษผ้าแต่สำหรับข้า ข้าเห็นได้ก็รู้ทันทีว่ามันเป็นเสื้อที่ไม่มีในยุคสมัยนี้แน่นอน แม้มันจะขาดวิ่นไปบ้างแต่ข้าก็รู้ มันยิ่งทำให้ข้าเริ่มมีความหวัง แต่ข้าก็ยังไม่ปักใจเชื่อจนกระทั่งข้าได้เข้าไปเห็นเอ็งช่วงที่องค์ชายพาเข้าวังใหม่ๆ ภาษาจีนงูๆปลาๆแต่สมุดของเอ็งที่ข้าไปแอบดูเป็นภาษาไทย เพียงแค่นั้นข้าก็รู้ได้ทันที เอ็งมาจากยุคสมัยเดียวกับข้าแน่นอน แต่ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะดูแล้วเอ็งก็ไม่รู้ทางกลับ จนกระทั่งจู่ๆร่างกายเอ็งโปร่งแสงขึ้นมานั่นแหละ โปร่งแสงจนเหมือนจะหายไป มันทำให้ข้าแค้นใจมากเพราะเอ็งมาไม่นานแต่กลับไปได้ แล้วทำไมข้าถึงกลับไม่ได้?

สารภาพตามจริงข้าไม่หวังว่าเอ็งจะช่วยข้าได้หรอกนะ ข้าจำตัวเองได้ดีตอนที่เข้าไปหาเอ็ง มองร่างโปร่งแสงจนแทบจะหายไปรวมทั้งบาดแผลรักษาตัวเองแบบนั้น ข้าอยากจะฆ่าเอ็งให้ตายเลยด้วยซ้ำแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไอ้หนูนั่นเฝ้าไม่ห่าง จนกระทั่งเอ็งกลับมา.... และบอกว่าจะพาข้ากลับไปนั่นแหละ ถึงจะยังไม่หวังแต่การที่เอ็งกลับมา มันหมายความว่าอย่างน้อยๆข้าก็อาจจะไม่ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่คนเดียวจริงไหม?

ข้าเลิกดื่มเหล้า แต่ก็ใช่มันคงสายไปแล้ว ช่วงสองเดือนแรกที่เอ็งโผล่มาและข้ารู้ว่าเอ็งมาจากไหนนั้นข้าดื่มหนักมากเพื่อดับอารมณ์แค้นของตัวเอง และเหมือนกรรมตามสนองเพราะข้าต้องล้มหมอนนอนเสื่อมาสิบวันเต็มจนต้องจ้างเด็กมาดูแล ตลกดีใช่ไหมล่ะ? เมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังหนีพวกทหารและไปหาเอ็งได้ แค่ห้าวันเท่านั้นที่เหมือนกับว่าร่างกายของข้าถึงขีดจำกัดทรุดลงอย่างรวดเร็วจนลุกไปไหนไม่ได้ต่อให้จะกินยาต้มและฝังเข็มอยู่ก็ตาม แม้จะเป็นหมอแต่อุปกรณ์ไม่พร้อมและแน่นอนว่าไม่สามารถผ่าตัดตัวเองได้ การเขียนจดหมายฉบับนี้ข้าเริ่มเขียนมาตั้งแต่ตอนข้าล้มนั่นแหละ เหมือนกับเขียนบันทึกไว้ซึ่งเอ็งจะทำอะไรกับมันก็ตามแต่

ข้าตามข่าวเอ็งมาตลอดตั้งแต่ที่แยกกันวันนั้น การที่เอ็งอยู่กับพวกฮ่องเต้นั้นมันก็เป็นข้อดีของข้า เอ็งนี่เก่งจริงๆให้ตายเถอะนังหนู ทำให้ชนชั้นสูงหัวดื้อพวกนั้นฟังได้ ไหนจะหาทางเผยตัวนังหนูนั่นและไอ้หนูซือจิ้งแบบที่ข้าคาดไม่ถึงอีก อาจเพราะการเผชิญหน้าของเราครั้งแรกตอนที่พวกมันจับเอ็งมา แววตาของเอ็งและความปากกล้าจนเหมือนกับโง่ของเอ็งมันทำให้ข้าคิดว่าเอ็งน่าจะจบมันได้

วันนั้นที่ข้าถามวันเวลาเกิดเอ็งบวกลายมือและโหงวเฮ้ง ชะตาของเอ็งผูกกับพวกตระกูลหยางนั่นมันทำให้ข้ามั่นใจว่าเอ็งจะทำได้ มันอยู่ที่ชะตาเอ็งทั้งนั้นต้องมาแก้ปมปัญหาตระกูลนี้น่ะ อ้อ! เอ็งบอกว่าเกิดวันชิวอิกด้วย วันพระใหญ่ของจีน แถมเกิดตอนเวลาฟ้าสางและเป็นวันปีใหม่ ดวงเอ็งใหญ่กว่าที่คิดนะนังหนู ถึงต้องมาเจอคนตระกูลใหญ่แบบนี้ บอกเลยว่าถ้าเอ็งไม่เจอสองคนนั้นล่ะก็เอ็งแต่งงานยากแน่ๆ เผลอๆอาจไม่ได้แต่งด้วยซ้ำ แต่เส้นชีวิตเอ็งมีรอยขาดอยู่แต่ก็มีคนคุ้มครอง นั่นถึงทำให้เอ็งรอดตายมาได้เหมือนปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเอ็งสวดมนตร์อยู่ตลอดด้วยนั่นแหละ ขนาดข้ารู้ว่าเอ็งซ่อนอยู่ใต้รากไม้ในป่าบริเวณไหนพวกมันยังหาเอ็งไม่เจอ รวมดวงและความชื่อบวกกับฝีมือก็ยิ่งทำให้เอ็งเอาตัวรอดมาได้ 

หลังจากล้มป่วยข้าก็เริ่มมีความถอดใจพอๆกับความหวัง ข้าถอดใจจะได้กลับแต่กระนั้นข้ากลับกลัวว่าจะตายโดยไม่มีใครรู้ ดังนั้นข้าถึงทนอย่างที่สุดรออยู่นอกเมืองซิ่วผิง เพราะข้ารู้ดีว่าถ้าเอ็งช่วยซือจิ้งไว้ได้มันต้องบอกให้เอ็งกลับมาซิ่วผิง เพราะฐานลับสุดท้ายคือที่นี่ ข้าฝืนสังขารตัวเองเฝ้ารอ เพราะร่างกายของข้าที่ขยับได้ยากขึ้นทุกทีฉะนั้นข้าจึงเขียน เขียนเข้าไป อันนี้เป็นเพียงจดหมายที่ข้าเขียนต้องการให้เอ็งอ่านไม่ใช่เขียนบ่นระบายของข้า ข้าไม่รู้หรอกนะว่าข้าจะทนไหวถึงแค่ไหน หรือแม้แต่จะเขียนจดหมายต่อได้รึเปล่า เขียนภาษาไทยด้วยพู่กันจีนไม่ใช่ง่ายๆเลยนะนังหนู เอ็งเขียนเต็มสมุดนั่นถึงได้เขียนตัวใหญ่ ลองนึกสภาพแบบเขียนจดหมายสิ

วันนั้นข้าไม่ได้เล่าเรื่องของข้าฟังให้มากนักฉะนั้นต้องขอเล่าก่อน ข้าชื่อนายสันต์ แซ่โง้ว เกิดวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2486 เป็นลูกคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดห้าคน เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนกับเอ็ง จีนหลักคือแต้จิ๋ว แต่ข้าเองก็แตกฉานจีนกลางเช่นกัน บ้านข้าในสมัยนั้นฐานะค่อนข้างดีทำให้สามารถส่งลูกไปโรงเรียนสูงกันครบทุกคน ข้าเองก็จบหมอตำรับจีนมาและได้แต่งงานกับยุภาตอนปี 2509 ข้าแก่กว่ายุภาห้าปี และมีลูกสองคน คนโตเป็นผู้ชายชื่อแดง เมียข้าเป็นคนท้องยากทำให้ลูกคนโตนี้เป็นลูกของพี่สาวที่เสียไปแล้วของข้าเพราะอุบัติเหตุและข้ารับเป็นลูกบุญธรรม แต่ใครจะรู้ล่ะว่าสุดท้ายเมียข้าก็ท้องได้จริงๆ ซึ่งเป็นผู้หญิงชื่อนิ่ม สองคนนั้นก็รักกันดีแม้อายุจะห่างกันสิบปีก็เถอะ 

อย่างที่ข้าเคยบอกเอ็งไป วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 เจ้าแดงอายุสิบขวบขณะที่นิ่มเพิ่งจะขวบเดียว ข้าส่งลูกไปโรงเรียนในวันเปิดเทอมวันแรกและเกิดอุบัติเหตุขึ้น ความทรงจำตอนนั้นเลือนรางมากจนป่านนี้แล้วข้าก็จำรายละเอียดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้แต่ว่าข้าได้สติขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในป่าเห็นพระจันทร์สูงเต็มดวงบนฟ้าเปิด ข้าเดินไปเรื่อยจนกระทั่งไปเจอคนบาดเจ็บนอนสภาพใกล้ตายนั่นแหละ ข้าก็ใช้ความรู้ของตนในการช่วย ซึ่งโชคดีที่ข้าเรียนแพทย์แผนจีนมาอยู่แล้ว หมอนั่นพูดภาษาจีนใส่ข้าที่ภาษาค่อนข้างเก่าจนบางคำข้าไม่รู้จัก กว่าข้าจะรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในโลกอดีตก็เกือบหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง ซึ่งข้าจะไม่เขียนความลำบากอะไรของตัวเองหรอกนะเพราะเอ็งคงพอจินตนาการได้ว่าข้าเองก็พยายามหาทางกลับไม่ต่างกับเอ็ง นิมิตของข้าตอบไม่ได้ว่าข้าต้องทำอะไรต่อ ข้าทนทุกข์ทรมานและคิดถึงลูกเมียอยากกลับบ้าน เหล้าเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ข้าลืมความเจ็บปวดและเลิกนับวันคืน ลูกสาวข้าเพิ่งจะขวบเดียวยังพูดไม่คล่องดีเลยด้วยซ้ำ แล้วลูกชายคนโตข้าล่ะป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง เอ็งเองก็ยังเด็กนัก อยู่ในวัยเรียน ข้าไม่รู้หรอกนะว่ามีการพัฒนาอะไรไปยังไงขนาดไหน เพราะชีวิตข้าอยู่ในโลกอดีตมากกว่าปัจจุบัน ตลกร้ายดีเสียจริง

ข้าเองก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ คงตอบได้แค่ว่าเป็นชะตาชีวิตและกรรมของข้ากระมัง ข้าไม่รู้ว่าเอ็งจะมาเมื่อไหร่ ร่างกายข้าจะทนไหวไหมเพราะข้ารู้ดีว่าใกล้ถึงขีดสุดแล้ว ยอมรับว่าข้าหมดหวังจะกลับบ้าน ที่ข้ายังพยายามยื้อลมหายใจนี้รอคือรอเอ็ง... เด็กที่มาจากยุคสมัยเดียวกับข้า พูดภาษาเดียวกับข้าและเข้าใจหัวอกของข้า ที่สำคัญคือเวลาเห็นเอ็งมองข้าและพูดตรงๆเหมือนกับว่าข้าเห็นเจ้าแดงซ้อนทับขึ้นมา นิสัยเอ็งเหมือนกับมันจริงๆนะ ซื่อตรงมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ข้าคิดว่ามันไม่ได้บ้าบิ่นหรือเก่งเอาตัวรอดเท่าเอ็ง นั่นทำให้ข้าตัดสินใจรอ เพราะในเมื่อเอ็งดวงใหญ่กว่าข้าและเคยกลับไปแล้ว เอ็งมุ่งมั่นกว่าข้า ฉะนั้นเอ็งอาจจะหาทางกลับไปได้ ข้าถึงต้องรอและสั่งเสีย... ไม่สิ คงต้องเรียกว่าฝากวานมากกว่า

นาฬิกาเรือนนี้เป็นของขวัญจากยุภาที่ครบรอบแต่งงานสามปีของเรารวมถึงเป็นปีที่รับเอาเจ้าแดงมาเลี้ยง เมียข้าเป็นคนน่ารักนิสัยดีและข้ารู้สึกว่าเป็นผู้ชายที่โชคดี แต่ก็เสียใจที่อยู่ด้วยแค่ไม่กี่ปี เอ็งบอกว่าร่างกายเอ็งยังคงอยู่โลกปัจจุบันนอนหลับอยู่แบบนั้น แต่ข้า... ซึ่งติดอยู่ที่นี่เกินครึ่งชีวิต ข้าไม่รู้จริงๆว่าข้ายังคงมีร่างกายหลับไม่ตื่นอยู่ที่นู่นหรือเปล่า หรือแม้ข้าตายแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะคิดถึงมันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเจ็บหัวใจไปหมด ข้าไม่มีความมั่นใจว่าตายแล้วจะได้กลับไปที่นั่น แต่อย่างน้อยๆข้าฝากนาฬิกาให้เอ็งไปก็ยังดีจริงไหม?

พอใกล้จะตายและมานั่งอยู่แบบนี้ข้าก็มีความเสียใจขึ้นมา ข้าน่าจะนั่งคุยกับเอ็งปรึกษาหารือ แต่ก็อย่างว่า ข้ามันผู้ร้ายหนีคดีในยุคสมัยนี้และเอ็งก็อยู่ในเกราะป้องกันของวังหลวงเสียขนาดนั้น แต่เอ็งเป็นเด็กดี มันทำให้ข้าเริ่มตั้งคำถามเล่นๆว่าเอ็งจะร้องไห้รึเปล่าถ้าข้าตาย เพราะคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้กับข้า ข้าจะตายอยู่ที่นี่โดยที่ครอบครัวข้าไม่รู้ ถ้าจะมีคนร้องก็อาจจะเป็นไอ้หนูซือจิ้งแต่ข้าก็ไม่มั่นใจนักเพราะมันร้องไห้ยาก แต่อย่างเอ็งนี่ข้าก็ไม่รู้ หวังว่าข้าจะได้คำตอบในเร็ววัน

ข้ารู้ดีว่าเอ็งพยายามช่วยและทำทุกอย่างเพื่อหาทางกลับและพาข้าไปด้วย แต่ดูท่าแล้วข้าต้องทำลายความหวังนั้นเพราะสังขารข้าคงทนไม่ไหวอีกแล้ว คนเป็นหมอย่อมรู้ร่างกายตัวเองดี นอกเสียจากว่าเอ็งรู้ทางกลับตอนนี้ซึ่งข้าก็คงคิดว่าไม่ เอ็งยุ่งอยู่กับการตามหาซือจิ้งเพราะมันเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่จะสาวมาถึงข้าได้ อันที่จริงก็เป็นเพราะดวงของเอ็งที่ผูกมัดกับตระกูลนั้นด้วยแหละทุกคนถึงได้คิดจะเอาเอ็งเป็นเครื่องต่อรอง ต่อให้ข้าจะมีดวงผูกกับพวกมันแต่อย่างไรซะข้าก็ไม่มีวันไปยืนจุดเดียวกับที่เอ็งยืนอย่างการกล่อมพวกมันได้ทุกๆคน แต่ยังไงเสียข้าก็ขอโทษที่เคยคิดจะเอาชีวิตคิดเอาเลือดเอ็งมาทำพิธี ข้าเป็นทั้งหมอผีและหมอรักษาคน มันคงตลก แต่มาอยู่ที่นี่ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองห่างไกลกับคำว่าปกติทุกที

คิดซะว่าเห็นแก่คนแก่คนเฒ่าที่อยากจะกลับบ้าน... และยิ่งข้ามานั่งคิดดู... ข้าก็อาจจะเอ็นดูเอ็งใช่ย่อยแม้มันจะค่อนข้างวิปริต ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายของข้าก็แล้วกัน... ตะวันหลานข้า

หมายเหตุ ถ้าเอ็งบอกข้าว่าเอ็งฝันเห็นเหล่าวิญญาณพวกนั้นและพวกเขาเป็นคนช่วยเอ็ง และมีสร้อยคอเป็นขวัญ และบวกกับเอ็งสวดมนตร์อยู่ตลอด ไม่แน่ว่าการสวดภาวนาโดยมีตัวเก็บขวัญอาจจะพอให้คำตอบได้ และความเห็นส่วนตัว ในเมื่อนาฬิกาพกเรือนนั้นเป็นของสำคัญที่สุดในชีวิตข้า มันก็ไม่ต่างอะไรกับการพาข้ากลับบ้านแล้ว ฉะนั้นปลายทางที่เอ็งจะกลับบ้านคงอยู่ไม่ไกล แค่อาจจะต้องหาของสุดท้ายให้เจอ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปนามธรรมหรือรูปธรรม และเอ็งได้ชดใช้กรรมของเอ็งหมดแล้วนั่นแหละถึงกลับได้ 

หมายเหตุสอง เคยได้ยินตำราญี่ปุ่นไหมที่มีแม่น้ำคั่นกลางระหว่างสองโลก หรือแม้แต่น้ำก็ไหลไปได้ทุกที่ ฉะนั้นน้ำจะเป็นตัวเชื่อมของเวลา และแม่น้ำชิงหลีนั้นมันเชื่อมต่อมาจากน้ำตกไหลไปถึงในถ้ำและที่ต่างๆ มันเป็นแม่น้ำที่ค่อนข้างยาวและแตกออกไปเป็นสายเล็กสายน้อยหลายที่ แต่จุดกว้างสุดคือตรงข้างเมืองซิ่วผิง มันก็เป็นการแปลงเสียงไปเพราะหลีตัวนั้นคือตัวลี่ที่หมายถึงราบรื่น และชิงที่หมายถึงอายุน้อย อ่อนวัย และมีประเพณีเก่าแก่ของเมืองซิ่วผิงคือนักรบเยาว์วัยจะมาตักน้ำจากแม่น้ำนี้ดื่มและอาบเพื่อให้การรบและการเดินทางทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น หรือแม้แต่วัยแรกรุ่นก็จะมาทำเช่นกันเพื่อให้ชีวิตสงบไร้ขวากหนาม ฉะนั้นนั่นอาจจะเป็นประตูกลับบ้านของเอ็งจริงๆก็ได้

แล้วข้าจะรอดู ขอให้โชคดี 









ตะวันขี่ม้ามาจนถึงหน้าประตูเมืองซึ่งมีทหารตรวจตราอยู่ตลอด เพราะมันไม่ใช่เวลากลางวันและไม่มีเหตุอะไรทำให้ไม่ได้มีคนมากจนต้องรอ เธอชูกริชเนื้อดีในมือให้ทหารดู เพียงแค่ตราสัญลักษณ์บนนั้นก็ต้องมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะเปิดประตูให้เข้าไปในทันทีพร้อมทำความเคารพ ตะวันลอบถอนหายใจหน่ายๆก่อนจะควบม้าไปตามทางแบบไม่เร็วมาก เพราะแม้จะเริ่มดึกแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเดินตามท้องถนน และเมื่อเข้าสู่อาณาเขตพระราชวังก็ทำเช่นเดียวกันพร้อมกับแหงนหมวกขึ้นให้เห็นหน้า ซึ่งทุกคนก็ให้เธอผ่านเข้าวังไปได้อย่างง่ายดาย

ไม่เคยมีความคิดหรอกว่าวันหนึ่งตัวเองจะเข้าออกพระราชวังหลวงง่ายโคตรๆแบบนี้น่ะ 

ตะวันใช้เวลาอยู่ในนี้มากพอจะจำเส้นทางเข้าออกวังจากตำหนักหลักๆได้ ซึ่งอันที่จริงขี่เข้าไปยังไม่ทันไรก็พบว่ามีคนยืนรออยู่แล้วในชุดคลุมสีดำสนิทบุขนคุ้นตา ตะวันดึงสายบังเหียนเพื่อหยุดก่อนจะลงจากหลังม้าพลางถอดหมวกโค้งศีรษะคำนับนิดหนึ่ง ยังไม่ทันได้ว่าอะไรก็ได้ยินเสียงบ่นลอยมาสองคำ

“ช้ามาก”

เธอมองค้อนคนบ่นในทันทีก่อนจะฉีกยิ้มกว้างรับพร้อมตอบเสียงกดต่ำแต่ร่าเริง “ขอประทานอภัยพะยะค่ะชินอ๋อง แต่กระหม่อมไม่ได้บอกเวลากลับเลยไม่คิดว่าพระองค์จะรอ อ๊ะ! ขอบคุณมากขอรับ”

นายทหารที่รับเอาม้าของเธอไปยิ้มตอบก่อนจะถามกลับ “ให้ข้าเอาหมวกท่านไปเก็บด้วยไหม?”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวการแต่งตัวพวกนี้จัดการเองได้ขอรับ”

และเมื่อจู่ๆสัมผัสถึงสายตาดุจัดคมกริบมองสั่งพร้อมกับการหันหลังเดินไปทันทีนั้นทำให้ตะวันรีบโค้งศีรษะลานายทหารก่อนจะวิ่งตามไป สุดท้ายเขาก็มาหยุดที่ตำหนักเดิม เธอจำชื่อไม่ได้แต่รู้แค่ว่ามันใหญ่มโหฬารที่สุดในวัง

“ไปหาเขาที่ห้องอักษร เดี๋ยวข้าตามไป”

ตะวันพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก ขึ้นบันไดเลี้ยวอย่างรู้ทาง ตำหนักนี้นอกจากตรงทางขึ้นและรอบตำหนักแล้วก็ไม่ได้มีทหารเฝ้าหน้าห้องแต่อย่างใด เธอเคาะประตูเป้าหมายสองสามครั้งพร้อมร้องบอก “เหวินเจี้ยน นี่ฉันเองนะ”

“เข้ามาสิ”

เมื่อได้รับคำอนุญาตจากคนด้านในเธอก็เปิดประตูเข้าไปด้านใน เห็นว่าเจ้าของห้องยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดียวภายในห้อง มีเชิงเทียนวางอยู่ให้ความสว่างพร้อมกับคบไฟตามมุมห้อง บนโต๊ะมีม้วนตำราอยู่สองสามม้วนซึ่งไม่เยอะนักถ้าเทียบกับปกติ เธอยิ้มร่าโบกมือเดินเข้าห้องไปพร้อมเอ่ยทัก

“คิดว่าจะอยู่ที่ห้องใหญ่ในตำหนักหลวงเสียอีก ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้”

“เพราะมันไม่มีอะไร ข้าใกล้เสร็จงานแล้วก็เลยตัดสินใจกลับมาที่นี่” เขาตอบก่อนจะถามกลับ “ชินอ๋องไปรับเจ้าไม่ใช่รึ”

“ใช่ เห็นว่าเดี๋ยวมา” เธอบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจขณะหยิบสิ่งที่เหน็บเอวออกมาพร้อมกับถามทีเล่นทีจริง “นี่ยังไงนายก็จะให้ฉันเก็บมันไว้จริงๆเหรอ”

ฮ่องเต้หนุ่มแหงนหน้าขึ้นมามองก่อนจะยกยิ้มบาง “เรื่องพวกนั้นก็จบแล้ว ของปลอมก็ไม่จำเป็น ข้าจะมอบให้ใครก็ได้ที่อยากให้”

“แล้วทำไมต้องเป็นฉัน”

“เจ้าต้องเข้าออกประตูเมืองอยู่ มีของแทนตัวจากข้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว” เขาวางพู่กันลงก่อนจะว่าต่อ “อันที่จริงแผนของเจ้าที่ให้กวงชุนถือของจริงแล้วเจ้าถือของปลอมมันก็ดีอยู่หรอก แต่อย่างไรเสียข้าก็อยากให้เจ้าถือมันมากกว่า”

“มีเหตุผลชัดกว่านี้ไหมที่ว่าอยากให้ฉันถือของจริง?”

“ไม่มี”

“ก็ได้ ฉันยอมแพ้” ตะวันยกสองมือศิโรราบ “แล้วของปลอมอยู่ไหน?”

“ทำลายทิ้งไปแล้ว” เหวินเจี้ยนเท้าคางมองเธออย่างพิจารณาก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เจ้าดูกลมกลืนไปกับยุคสมัยนี้แล้วนะ”

“แล้วปกติฉันไม่กลมกลืนเหรอ” ตะวันหัวเราะคิกคักขณะก้มมองสำรวจสภาพตัวเองตอนนี้ ชุดรัดรูปสีเข้มทะมัดทะแมงหลายชั้นให้ความอบอุ่น มีผ้าคลุมสีตุ่นคลุมจนเกือบถึงข้อเท้าและหมวกสานที่ตอนนี้ไปไว้ด้านหลัง ด้านซ้ายเหน็บกระบี่ที่เคยได้จากเขาก่อนจะเท้าเอวตัวเองยักคิ้วให้เหมือนอวด “เข้ากับฉันดีไหมล่ะ?”

“ก็น่ารักดี”

คำชมนั้นทำให้เธอขมวดคิ้วทันทีพร้อมแย้ง “ฉันไม่ได้แต่งให้น่ารักนะ”

“ข้ารู้” รอยยิ้มนั้นยังคงไม่หายไปจากใบหน้า ก่อนที่เขาจะขยายความ “แต่เพราะเจ้ามอมแมมเหมือนไปเล่นซนจนเลอะไปหมดแบบนั้น มันก็ดูเข้ากับชุด เข้ากับเจ้า และข้าคิดว่าภาพตรงหน้าข้ามันน่ารักน่าเอ็นดูก็เท่านั้น”

“นายกำลังมองฉันเป็นเด็กเหรอ?”

“เปล่า ข้าเพียงแค่เอ่ยความจริง”

“แต่นายพูดเหมือนฉันเป็นเด็ก” เธอยิ้มยียวน “นายรู้ใช่ไหมว่าเราอายุห่างกันเจ็ดแปดปี”

“ห่างเพียงแค่นั้นคือปกติ เสด็จแม่กับเสด็จพ่อของข้าห่างกันสิบสามปี” อีกฝ่ายส่งยิ้มตอบ “และอายุในอุดมคติเจ้าคือไม่เกินสิบห้าไม่ใช่รึ”

“นายนี่... ความจำดีกับเรื่องไม่ควรจำจริงๆ” ตะวันส่ายหน้าขณะตีเนียนวางกริชคืนไปบนโต๊ะให้กับเขาซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูถูกเปิดเข้ามาโดยไร้การบอกกล่าว ตงหานเดินเข้ามาก่อนจะถามในทันทีที่ปิดประตูเรียบร้อย

“ชายคนนั้นอยู่ไหน”

“แถวนี้นี่แหละ ไม่ไกลหรอก” เธอถอนหายใจออกมาก่อนจะรายงานต่อ “ขอเวลาสักสามสี่วัน”

“หมายความว่าได้แผนได้สถานที่แล้วอย่างนั้นรึ?”

ตะวันไม่ตอบหากแต่ยิ้มกว้างไปให้แทนพร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “บอกแล้วไงพวกนายจะรู้แผนของฉันไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”

รู้สึกได้เลยว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอในข้อนี้นักแต่ก็ยังยอมทำตาม(ด้วยคำขู่และความบังคับ) ร่างเล็กผ่อนลมหายใจยาวเหยียดพร้อมกับว่าต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมระบุคนตอบอย่างชัดเจน “เหวินเจี้ยน ทำไมนายถึงยอมทำตามคำขอของฉัน”

คำขอที่จะเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับอวิ๋นซือจิ้ง หรือก็คือมีแผน และแผนนี้จะไม่ขอความช่วยเหลือและไม่เล่าให้ใครฟังต่อให้เป็นพวกเขาก็ตาม รวมทั้งจะออกไปด้านนอกวังเพื่อคิดหาทำเลโดยที่ไม่มีคนคุ้มกันแม้แต่คนเดียว และเธอจะเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ที่อยู่ของซือจิ้ง และตอนนี้มันก็ได้เริ่มแล้ว

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงขอล่ะ” น้ำเสียงนั้นยังคงเหมือนเดิมขณะส่งสัญญาณให้เธอนั่งลงตรงข้ามซึ่งตะวันก็ทำตามแต่โดยดี แม้จะเห็นไม่ชัดเต็มร้อยแต่ระยะห่างแค่โต๊ะตัวเดียวกั้นมีหรือจะไม่รู้ว่าดวงตาเรียวสวยคู่นั้นมองเธออย่างประเมินความคิดเพียงใด “เจ้ารู้อยู่แล้วว่าชายคนนั้นต่างกับผู้เฒ่า และเรื่องนี้ต้องมีผู้รับโทษ เจ้าพูดเองว่าเข้ามายุ่งการตัดสินใจนี้ไม่ได้ แล้วไฉนเลยจึงเข้ามายุ่ง”

หมอนี่ได้ยินที่เธอพูดกับซิ่นสือวันก่อน...

แต่ถึงจะไม่ได้ยินก็มั่นใจได้เลยว่าหมอนี่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่แน่นอน

“ถ้าฉันตอบว่ามันเป็นความรู้สึกของฉันเอง พวกนายจะโกรธไหม” ตะวันตอบเสียงอ่อนลงแต่ยังคงความหนักแน่นอยู่ “ฉันไม่รู้หรอกว่านายจะประหารหมอนั่นเมื่อไหร่ อาจจะเป็นหลังจากฉันกลับไปแล้ว แต่แค่ความคิดที่ว่ายังไงเขาก็ต้องถูกประหารและหมอนั่นเองก็ยอมรับมัน ฉันรู้สึกไม่ดีมากๆ จริงอยู่ว่าฉันช่วยเขาเพราะเขาจะสาวไปถึงตัวปู่ได้ แต่.... ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรที่ช่วยเขาแล้วก็ต้องมาตายอีกไม่ได้”

“…..”

“เรื่องนี้อาจจะกระทบกับนายนะเหวินเจี้ยน แต่การแต่งงานของเชื้อพระวงศ์โดยเฉพาะว่าที่ฮ่องเต้คนต่อไปนั้นใช่ว่าจะเกิดจากความรัก พวกเขาต้องแต่งกับคนที่เหมาะสม ฉันไม่รู้ว่าพ่อนายรักแม่นายแบบคนรักทั่วไปรักกันหรือเปล่า แต่สำหรับอวิ๋นเป้ยอี๋... ตอนนี้ฉันไม่รู้แต่ตอนนั้นเขารักแน่นอน และลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่รักหรือเคยรัก.... ฉันไม่คิดว่าเขาจะพอใจกับการที่เห็นถูกประหาร”

“แล้วเหตุใดจึงไม่ขอข้าล่ะ”

“ฉันขอไม่ได้”

“เจ้าขอได้”

“นี่แกล้งโง่หรือจะลองใจฉันเนี่ยเหวินเจี้ยน ฉันขอไม่ได้ คนส่วนใหญ่ต้องการให้เขาถูกประหาร นั่นอาจรวมถึงตัวพวกนายสองคนด้วย” ตะวันหันมองเพื่อนร่วมห้องทั้งสองก่อนจะว่าต่อ “ฉะนั้นฉันจะไม่ขอให้นายเว้นโทษให้หมอนั่น”

“เช่นนั้นหมายความว่าหากข้าจับชายคนนั้นได้และข้าสั่งประหาร เจ้าจะยอม”

“ถ้านายจับได้ ใช่” 

“…แสดงว่าเจ้ามีแผนที่จะไม่ให้พวกเราจับเขาได้?”

“บอกตามตรงนะ ฉันไม่รู้ ไม่รู้ด้วยแผนนี้จะเป็นยังไง และอย่างที่บอกไปว่าฉันจะไม่พูด” ร่างเล็กสูดลมหายใจลึกก่อนจะว่าต่ออย่างแน่วแน่จริงจัง “ฉันบอกได้แค่ว่า ในเมื่อฉันเป็นคนทำให้หมอนั่นสมหวังด้วยการทำให้พ่อนายรู้ถึงตัวตน นั่นหมายความว่าฉันก็ต้องทำสิ่งที่เสมอกัน... คือต้องทำให้เขาหายไปจากโลกนี้แบบที่ทุกคนต้องการ”

“….”

“ฉันรู้ว่าพวกนายไม่พอใจแน่ ซึ่ง... ฉันต้องขอโทษตรงนี้ที่เอาแต่ใจตัวเองด้วย แต่ฉันคิดว่ายังไงซะฉันก็ยืนยันว่าหมอนั่นไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร” เธอยิ้มแหยออกมา “พวกนายก็รู้ไม่ใช่เหรอถึงได้ปล่อยข่าวลือแบบนั้น รวมทั้งให้เขาไปกับฉันสองคนน่ะ”

“มันคือการวัดใจทั้งเขาและเจ้า” ตงหานซึ่งกอดอกพิงผนังอยู่ด้านหลังเหวินเจี้ยนเป็นฝ่ายพูดขึ้นแทน “วัดใจเขาว่าจะหนีหรือจะใช้เจ้าต่อรองอีกหรือไม่ และวัดใจเจ้า... ว่าจะสู้ซึ่งหน้ากับปัญหาที่ตามมาอย่างไร”

ใช่ เพราะงานนี้ตะวันเป็นคนคิดเองวางแผนเองทั้งหมดโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือกิตติมศักดิ์ ฉะนั้นจะพูดว่าตอนนี้ชีวิตหมอนั่นอยู่ในมือเธอเต็มๆก็ไม่ผิด เพราะตอนนี้หมอนั่นอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ถูกล่ามหรือถูกเฝ้า แม้จะไม่มีม้าหรือเงินหากแต่ถ้าเขาคิดจะหนีจริงๆเขาย่อมหนีได้แน่

“มันเป็นหน้าที่ของเจ้าด้วยงั้นรึเปล่า”

ตะวันหันไปมองเหวินเจี้ยนที่เป็นคนถามก่อนจะขมวดคิ้วทวนคำถามนั้น ขณะตอบแบบไม่มั่นใจนักว่าตีความถูกรึเปล่า “นายหมายถึงที่ฉันมาอยู่ที่นี่น่ะเหรอ?”

“…อืม”

“ไม่รู้สิ” เธอยักไหล่ก่อนจะยกมือขยี้ตาตัวเองเมื่อรู้สึกล้าและแสบไปหมดจากการร้องไห้เมื่อช่วงเช้า “ทั้งฉันและปู่ต่างก็เป็นคนที่ไม่ควรอยู่ในยุคนี้ตั้งแต่แรก ถ้าสมมุติการมาของพวกเราคือเปลี่ยนอดีต ปู่เจอกับพวกกบฏและหมอนั่น รวมทั้งจัดการพวกที่คิดร้ายกับตระกูลหยางไปจริงๆแล้ว แต่ก็ยังกลับไปไม่ได้ จนมาถึงฉัน... มันดูบังเอิญเกินไปไหมล่ะที่ทั้งฉันทั้งปู่เข้ามาเกี่ยวข้องกับตระกูลของนายน่ะ”

“…..”

“ปู่แกเข้ามาในวังเป็นหนึ่งในกลุ่มแพทย์ย่อมได้มีโอกาสเห็นหรือรักษาเหวินเจี้ยนกับอดีตฮ่องเต้ นั่นหมายความว่าปู่รู้จักคนตระกูลนี้สามคน แต่หาตัวไม่ได้คนหนึ่ง” เธอหันไปมองอดีตหัวหน้าโจรก่อนจะมองข้ามความเป็นเหตุเป็นผลและหลักความเป็นจริงไปพร้อมกับว่าต่อ “มันอาจเป็นกรรมสักอย่างของฉันกับปู่ที่ต้องช่วยตระกูลหยาง อาจจะไม่ต้องกลับเข้าวังแต่แค่ให้พ้นผิดทั้งหมดทั้งกายใจ ลองคิดดูถึงความบังเอิญทั้งหมดก็แล้วกัน ฉันเป็นคนเดียวที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายตระกูลตระกูลหยางทั้งสี่คน แค่การที่ฉันจะโผล่มาจากแม่น้ำนั้นช่วงที่เหวินเจี้ยนบาดเจ็บมาพอดีมันก็น่าจะตอบได้แล้ว เพราะถ้าฉันไม่อยู่ตรงนั้นเหวินเจี้ยนอาจจะไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ก็ได้”

“ใช่ และข้าก็ไม่คิดว่าจะเจอตัวเขา หรือแม้แต่ว่าเจ้าจะอยู่กับเขาในช่วงนั้นจนต้องเข้ามาในวัง หรือแม้แต่จบเรื่องนี้เร็วปานนี้” เหวินเจี้ยนเป็นคนผ่อนลมหายใจออกมาเหมือนไม่อยากยอมรับนัก “ข้าเจอเขาครั้งล่าสุดคือหลายปีมาแล้ว ก่อนที่เขาจะเลือกอาชีพนั้นด้วยซ้ำ และเป็นเพราะเจ้า.... ที่ทำให้เขากลับคืนสู่สกุลหยาง”

“ฉันเหมือนเป็นคนพาลูกกลับสู่อกพ่อแม่เลยไหม ทั้งนายทั้งหมอนั่น อ้อ คุ้มหัวนายด้วยนะเหวินเจี้ยน” ตะวันฉีกยิ้มออกมาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสิ่งที่ฉันคิดจะถูกหรือผิด หรือแม้แต่ว่าการช่วยให้หมอนั่นมีชีวิตต่อไปเป็นหน้าที่ของฉันรึเปล่า แต่ฉันรู้แค่ว่า.... ฉันก็ปล่อยเขาตายไม่ได้”

“ปล่อยเขาตายไม่ได้ แต่ไม่ขอละโทษประหารให้” ตงหานทวนคำขณะหรี่ตามองเธออย่างจับผิด “แผนครั้งนี้ของเจ้าดูจะงานหนักน่าดูเลยนะ”

“อย่ามาหลอกให้ฉันพูดซะให้ยาก”

“แล้วมีความคิดมากขึ้นรึไม่กับทางกลับ”

ตะวันหันไปมองคนตรงหน้าที่นั่งอยู่ขณะเม้มปากก่อนจะสั่นหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเบาหวิว “แต่ฉันค่อนข้างมั่นใจว่ายังไงก็จะเป็นแม่น้ำชิงหลีแน่นอน ฉันจะแวะไปที่นั่นทุกวันถ้ามีเวลาว่าง และหมอนั่นบอกทางลับในการย่นระยะทางไปซิ่วผิงให้ฉันด้วย”

“ทางลับ?”

“ใช่ ไว้ฉันจะพาไปดูก่อนกลับ” เธอพยักหน้าหงึกหงัก “มันเร็วขึ้นตั้งเกือบชั่วโมงแน่ะ”

เธอแหงนหน้ามองอย่างจริงจังเหมือนกับคนตัดสินใจได้แม้สองมือจะกำแน่นอยู่ก็ตาม ขณะว่าชัดเจน “และถ้าจบเรื่องนี้... จบจริงๆแบบหมดทุกอย่าง ฉันจะออกจากวังแล้ว”

“…….”

“ปู่จากไปแล้ว จริงอยู่ว่าฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ ฉันรู้ว่าพวกนายพยายามช่วยฉันอย่างสุดความสามารถ ฉะนั้น... ฉันก็ต้องทำทางที่ตัวเองทำได้และเชื่อความรู้สึกตัวเองต่อไปเท่านั้น” เธอล้วงเอานาฬิกาพกเก่าๆออกมาพร้อมกับยิ้มอ่อน “อาจจะเกินกำหนดสัญญาเดือนหนึ่งนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ยังไงซะสัญญาอันนี้ฉันก็จะต้องรักษามันให้ได้”

ตะวันมองผู้ชายสองคนที่พูดได้เต็มปากเลยว่าผูกพันมากที่สุดในโลกนี้ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมาให้พร้อมว่าด้วยน้ำเสียงทะเล้น “แล้วก็ต้องขอบคุณพวกนายด้วย ที่ยังห่วงฉันใส่ใจฉันขนาดนั้น ฉะนั้นฉันจะมัวนั่งเครียดนั่งเศร้าเป็นบ้าก็ไม่ได้จริงไหม”

ก๊อกๆ

“...น้ำคงร้อนแล้ว” ตงหานเปรยขึ้นมาหลังได้ยินเสียงเคาะประตูนั่นจนเธอต้องขมวดคิ้วมอง

“รู้ได้ยังไงว่าเขามาบอกอะไร”

เขาไม่ตอบแต่กลับออกปากไล่แทนจนคนตัวเล็กเลิกใส่ใจ “ไปอาบน้ำซะ”

“อื้อ แล้วฉันจะเข้านอนเลยนะ” ตะวันบิดขี้เกียจพร้อมกับว่า “ช่วงนี้พวกเราก็คงยุ่งๆกัน แต่ว่าเหวินเจี้ยน วันไหนว่างๆมาเล่นเหวยฉีกันอีกได้ไหม”

ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตอบหากแต่พยักหน้าเชื่องช้าผิดวิสัยเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่นั้นทำให้ตะวันมองอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้สะกิดใจถามขณะโบกมือลา “พวกนายก็โต้รุ่งมานี่นา ขอโทษนะ ยังไงก็รีบๆนอนล่ะ”

สิ้นเสียงปิดประตูภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ตงหานเหลือบมองกริชเนื้อดีราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะหันกลับไปมองผู้เป็นเจ้าของมันอีกครั้งเหมือนกำลังคาดเดาความคิดของฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน แต่เมื่อไม่ได้ยินอะไรต่อก็ผ่อนลมหายใจออกมาขณะเตรียมออกจากห้องบ้าง

“…บอกนางด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าอย่าเพิ่งออกไปไหน”

ชินอ๋องหนุ่มหันไปมองคนพูดซึ่งไม่ได้หันมามองแต่อย่างใด ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นยังคงเหมือนอยู่ในห้วงคิดของตนอยู่ครู่หนึ่ง และเขาเองก็ยังยืนนิ่งเพราะรอฟังคำอธิบายต่อ รู้แน่ว่าสตรีขี้สงสัยนางนั้นต้องถามสาเหตุแน่นอน ซึ่งเหวินเจี้ยนก็เงียบไปครู่ก่อนจะหันกลับมามอง ในดวงตาเรียวสวยคู่นั้นราบเรียบฉายแววเหมือนคนตัดสินใจได้ ก่อนจะเอ่ยรับสั่งบางอย่างที่ทำให้เขาเบิกตากว้างทันที

“ท่านเอาจริงงั้นรึ?”

“ใช่”

“ทั้งที่นางจะไม่อยู่ในวัง และจะกลับไปในเร็ววัน?”

“เพราะอย่างนั้น ข้าถึงต้องทำ” ฮ่องเต้หนุ่มหันกลับไปให้ความสนใจกับม้วนคัมภีร์เบื้องหน้าเหล่านั้นอีกครั้งพร้อมกับว่าต่อ “นางมีผลงาน และข้ายังไม่ได้ทำอะไรตอบแทนจริงจังทั้งที่นางช่วยข้า หรือแม้แต่ฮองเฮา”

“…..”

“นางสัญญาว่าอย่างไรซะก็จะกลับมานอนที่นี่ ฉะนั้นเจ้าไปพักซะ ข้ามีราชโองการต้องเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้” 

ตงหานไม่ได้ตอบอะไรต่อนอกจากหันกลับไปเมื่อหมดธุระแล้ว หากแต่ประโยคต่อมาที่ได้ยินจำต้องทำให้ขาทั้งสองข้างหยุดชะงักไปทันที

"ส่วนคำถามของเจ้าเกี่ยวกับเฉินเหยียนชิง”

ใบหน้าคมคายหันกลับไปมองอย่างรวดเร็วก็เห็นว่าอีกฝ่ายหันมามองเขาตรงๆขณะว่าต่อในทันที

“คืนพรุ่งนี้ข้าจะอยู่กับนาง ฉะนั้นก็เป็นคืนถัดไป ข้าจะบอกเสด็จพ่อให้” 

ช่างเป็นชายที่ไม่น่าต่อกรด้วยจริงๆ รู้ความคิดเขาถึงปานนั้น เมื่อก่อนฮ่องเต้ผู้นี้เฉียบแหลมในการมองและอ่านคนถึงเพียงนี้เลยงั้นรึ?

ตงหานยกยิ้มกับตัวเองขณะเดินออกจากห้องไป ใบหน้าคมคายแหงนมองจันทราเกือบเต็มดวงนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปอีกทาง เข้าไปในห้องเพียงห้องเดียวในตำหนักนี้ที่ไม่เคยเหยียบเข้ามา

ห้องนอนของเสี่ยวหยาง

ย่ามสีกรมท่าวางพิงเตียงอยู่ดูเป็นระเบียบเหมือนเจ้าของไม่ได้วางเองพร้อมกับกลิ่นหอมหวานชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแต่เขากลับขมวดคิ้วมุ่น จึงเดินเข้าไปใกล้พร้อมปิดฝากำยานและเดินออกไปด้านนอกบอกเด็กรับใช้ที่ผ่านมา

“กลิ่นจินกุ้ยมันแรงเกินไป คราวหลังเอาอิ๋นกุ้ยหรือไม่ก็กลิ่นพวกเย็นๆบางๆกว่านี้”

ดอกกุ้ยฮวาสีทองเป็นดอกที่มีกลิ่นค่อนข้างแรงมากในบรรดากุ้ยฮวาทั้งหมด จริงอยู่ว่าบางคนจะชอบ แต่เขารู้ดีว่าเสี่ยวหยางไม่ชอบกลิ่นหวานๆเช่นนี้ ร่างสูงเดินไปชุบผ้าผืนน้อยกับน้ำเย็นจัด หยิบหิมะสะอาดมาห่อไว้ก่อนจะเดินกลับมาในห้องพร้อมถอดชุดคลุมตัวนอกของตนพาดไว้ ไม่นานเกินรอเสียงบ่นก็มาก่อนจะเห็นตัว

“อี๋ กลิ่นอะไรเนี่ย นายเอาของหวานมากินห้องฉันเหรอ”

นั่นปะไร....

เจ้าของห้องที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยกลับเข้ามาพร้อมกับยกมือปิดจมูกและปัดๆไปตามอากาศ ก่อนจะขวดคิ้วแล้วหันมามองเขาอย่างฉงน “แล้วนายมาทำอะไรที่นี่”

“มาไม่ได้รึ”

“ก็ได้ แต่อย่านานนะ เพราะฉันอยากนอน ปวดตา” นางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะเอาผ้าห่มมาคลุมตัวไว้พร้อมกับว่าต่อ “นายเองก็ควรนอน ไม่ได้นอนมาเหมือนกันนี่ เดี๋ยวก็ได้ป่วยหรอก”

“เขารับสั่งเจ้าว่าพรุ่งนี้อย่าเพิ่งออกไปไหน”

“เอ๋? ทำไมล่ะ?”

“เจ้าอาจจะไม่ชอบใจนัก แต่ต้องไปคุยกับเขาเอง” ตงหานผ่อนลมหายใจออกมาซึ่งเสี่ยวหยางก็ทำหน้าฉงนเหมือนคนขัดใจก่อนจะเปรยขึ้นมา

“ทำไมฉันสังหรณ์ใจไม่ดี”

“นั่นหมายความว่าความรู้สึกเจ้ายังแม่นอยู่” ชายหนุ่มเหลือบมองสีหน้าแตกตื่นจนน่าขันนั่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างคนตัวเล็กกว่าพร้อมกับตัดบท “ข้ายังไม่บอกก็แล้วกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้เจ้าก็รู้เอง”

“ฉันควรจะไปคุยกับหมอนั่นรึเปล่า”

“เจ้าคิดว่าจะเปลี่ยนใจเขาได้รึ?”

เสี่ยวหยางนิ่งคิดไปครู่ก่อนจะสั่นหน้า เรียกให้มุมปากของเขายกขึ้นนิดทันทีเมื่อนางก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจ นางเอนหลังเหยียดไปขวางฟูกนอนก่อนจะบ่นแกมประชด “มาบอกให้ฉันเตรียมใจสินะ”

ตงหานไม่ตอบนอกจากยังคงยกยิ้มอยู่แบบนั้น

“รู้ไหม ยิ้มแบบนั้นแหละที่เป็นนายโคตรๆ ไอ้ยิ้มอันตรายเหมือนกับรอดูความทุกข์ของฉันน่ะ” ฝ่ามือเอื้อมมาตีหลังเขาไม่แรงมากนักแต่พอทิ้งความเจ็บๆคันๆไว้จนต้องมองดุ แต่มีหรือที่คนตัวเล็กจะกลัวขณะถามต่อแกมไล่ “มีอะไรอีกไหม โทษทีนะแต่วันนี้ฉันคุยเล่นไม่ไหว”

แทนคำตอบเขาตัดสินใจเอนหลังลงไปจนเจ้าของเตียงดึงแขนหลบแทบไม่ทัน เสี่ยวหยางมองเขาอย่างเอาเรื่องก่อนจะถามเสียงเข้ม “นี่! ฉันจะนอน!”

“ก็นอนสิ”

“ไม่ใช่ที่แกอยู่ในห้องแบบนี้!”

ชินอ๋องหนุ่มเมินไม่ฟังเสียงบ่นก่อนจะหยิบผ้าที่ตนเตรียมมาวางไว้บนดวงตานั้นและว่าตัดบทสั้นๆ “ตาเจ้ายังช้ำอยู่ ประคบซะ”

“ขอบคุณ” พูดสุภาพได้คำเดียวเสียงนั้นก็ว่าขึ้นมาต่อ “นายก็ไปนอนเสียสิ”

“พูดอย่างกับว่าไม่เคยนอนกับข้าไปได้”

“เดี๋ยว” นางเลื่อนผ้าประคบขึ้นทันทีพร้อมกับมองเขาเขม็ง “นี่นายกำลังจะบอกว่าคืนนี้จะนอนกับฉันเหรอ?”

“ถึงได้บอกอย่างไรล่ะ ทำตัวเหมือนไม่เคยนอนกับข้าไปเสียได้”

“แล้วนายจะนอนตรงไหนไม่ทราบ?” ร่างเล็กยังคงมองเอาเรื่อง “พื้นรึไง?”

“เดี๋ยวข้าก็หาทางได้เอง อย่าได้ห่วง”

“ห่วงสิโว้ย เพราะนี่มันห้องฉัน ที่สำคัญนี่คือตำหนักรวมในวัง ฉะนั้นจะเตียงหรือห้องเดียวกันมันก็ค่าเท่ากัน นายอยากโดนนินทาจริงๆรึไง”

“แสดงว่าข้านอนได้?”

“นี่แกกำลังทำให้ฉันเขวประเด็น หุบปากแล้วไสหัวไป”

“อืม...” เขาแสร้งครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถามเสียงจริงจังโดยไม่สนการขับไสไล่ส่ง “ระหว่างเข้าห้องสตรียามวิกาลกับชอบไม้ป่าเดียวกัน เจ้าว่าอย่างไหนดีกว่ากัน”

“อย่างหลัง”

“อย่างหลัง?”

“ใช่ เพราะฉันจะเป็นคนโจมตี ฉะนั้นแกจะเสียชื่อมากกว่าเพราะเป็นถึงชินอ๋องแต่โดนฉันบุก”

คิ้วคมเลิกขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมาแบบไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด “เอาความมั่นใจมาจากไ---”

ยังไม่ทันเอ่ยจบดีจู่ๆคนที่นอนอยู่ข้างๆก็พลิกตัวขึ้นมาเหนือร่างแต่ไม่ได้คร่อมไว้ สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแพรวพราวจริงจังดูซุกซนหากแต่กลับดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดเรียกให้เขาเงียบลงในทันใด ปลายนิ้วไล้ไปตามสาบเสื้อก่อนจะเลื่อนขึ้นสูงจนสัมผัสผิวเนื้อตรงคอที่เริ่มลงน้ำหนักเต็มมือ ก่อนที่ปลายนิ้วโป้งจะลูบหนักๆแต่เชื่องช้าตรงมุมปากและโหนกแก้มของเขา การเอียงคอมองอย่างเชื่องช้าทั้งที่ดวงตานั้นมองต่ำสำรวจทั่วร่างก่อนจะเลื่อนมาสบตาด้วยพร้อมกับการเลียริมฝีปากของตนทำให้ใจเผลอเต้นแปลกไปนิด ก่อนที่ร่างเล็กกว่าจะโน้มลงมากระซิบข้างหูพร้อมเสียงกดต่ำเหมือนจงใจ

“ถึงข้าน้อยจะเตี้ยกว่า แต่ก็ไร้ความหมายหากเป็นแนวราบ และบุรุษหน้าตาอย่างท่าน.... ก็น่ากินยิ่งนัก

การปิดท้ายด้วยลมหายใจร้อนเป่ารดทำให้เขาต้องเบนหน้าหนีหันไปมองสตรีตัวดีที่ตอนนี้ผละออกไปจนคร่อมอยู่เหนือตัวพร้อมรอยยิ้มพราย ก่อนที่นางจะใช้หลังมือเกลี่ยแก้มของเขาพร้อมหลุดหัวเราะในลำคอจนต้องจับข้อมือเล็กกว่าไว้เพื่อให้หยุดขณะถามเสียงเย็น

“ไปเอามาจากไหน”

“ได้ผลล่ะซี้~ ใจเต้นล่ะซี้~ หน้าอุ่นขนาดนั้นเขินล่ะซี้~”

เขาสบถในใจทันทีกับถ้อยคำหยอกเย้านั่นเมื่อเป็นอีกครั้งที่เสียรู้สตรีแสนเจ้าเล่ห์นี่ 

“ทีนี้เข้าใจรึยังว่าฉันทำได้” เสี่ยวหยางหัวเราะ “ไม่เหมือนผู้หญิงที่ออดอ้อนยั่วยวนใช่ไหมล่ะ?”

เขาไม่ตอบเพราะไม่อยากยอมรับแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุใดแทนที่จะเหมือนสตรีเป็นฝ่ายนำ กลับกลายเป็นว่าตนเหมือนตกเป็นรองจริงๆ

“ถ้าถามว่าเอามาจากไหน ก็หนังสือในสมัยฉัน และพวกนายเป็นคนสอนฉันเองในสมัยนี้” ร่างเล็กยักคิ้วให้ “ฉันใช้ฝ่ามือทั้งมือไม่ได้ใช้แค่ปลายนิ้ว และฉันไม่ได้ตั้งใจจะ ‘เชิญชวน’ แต่จะเป็นฝ่าย ‘ย้ำเตือน’ มันทำให้ไม่เหมือนผู้หญิง และฉันรู้ว่าอย่างนาย... ที่ตื่นเต้นหน้าแดงกับการแค่โดนฉันกอด มุกนี้ได้ผลอยู่แล้---”

เขายันตัวขึ้นขณะเป็นฝ่ายพลิกร่างเล็กกว่าให้ลงไปนอนอยู่ใต้ร่างแทนพร้อมกับคร่อมทั้งตัวเหมือนเอาคืน เสี่ยวหยางหรี่ตาลงมองก่อนจะยกสองมือยอมแพ้ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรด้วยซ้ำ

“ฉันเลิกเล่นก็ได้ อย่าเอาคืนฉันนะ”

“สรุปว่า... เจ้าคิดว่าไม้ป่าเดียวกันดีกว่าสินะ”

“ไม่ดีทั้งนั้นแหละ” นางผ่อนลมหายใจออกมาขณะสั่นหน้าส่งสายตาปราม “นายออกไปมันก็จบเรื่องทั้งหมดแล้วนี่ จะเสี่ยงให้มีข่าวทำไม”

“เวลาเหลือน้อย เจ้าก็จะไม่ค่อยอยู่ในวังฉะนั้นก็เหลือแค่ตอนนี้ ข้าไม่คิดจะออกหรอกนะ” เขาว่าเสียงจริงจังก่อนจะถามทีเล่นทีจริง “กลัวข้าทำอะไรงั้นรึ”

ร่างเล็กหรี่ตาลงมองก่อนจะกวาดตาทั่วพร้อมถามกลับ “ท่าที่เราอยู่ตอนนี้มันควรให้ฉันกลัวรึเปล่าล่ะ อีกอย่างใช่ว่านายไม่เคยทำ ล้วงเสื้อฉันกี่รอบแล้วไม่ทราบ”

“นั่นเพราะมันมีการเริ่มต่างหาก ถ้าไม่เริ่มทำอะไรก็ไม่เป็นไร”

“ไม่”

เสี่ยวหยาง

เจ้าของชื่อเดาะลิ้นเหมือนกับขัดใจขณะเถียง “ก็อย่าทำให้ฉันคิดว่านายจะเริ่มสิ”

ฟอด!

เขาหอมแก้มอวบขาวน่ากัดนั่นสูดลมหายใจเต็มปอดก่อนจะพลิกตัวออกมานั่งข้างเตียงที่เดิมขณะมองตอบคนที่มองเขาเขม็ง “เริ่มแล้ว จบแล้ว”

เสี่ยวหยางมองอย่างหงุดหงิดแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมยื่นคำขาด “ถ้าแกเริ่มฉันเตะออกจากห้องจริงๆแน่”

“อืม” เขารับคำในลำคอก่อนจะบอก “นอนดีๆซะ”

เสี่ยวหยางเขยิบไถตัวเองไปนอนตามแนวฟูก แต่ก่อนจะเลื่อนผ้าปิดลงก็แหงนมองเขาอีกครั้งและถามเสียงไม่แน่ใจ “นาย... จะนอนเตียงนี้กับฉันจริงเหรอ”

ท่าทางที่เหมือนกึ่งประหม่ากึ่งกลัวนั้นทำให้ชายหนุ่มอมยิ้มกับตัวเองก่อนจะขยับตัวไปนั่งตรงข้างหมอน เอื้อมมือไปดึงตัวกลัดผมที่เขาให้ไว้ออกพร้อมกับเริ่มสางผมเล่นคล้ายเป็นคำตอบ ร่างเล็กมองอย่างระแวงอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ปิดตาตนไว้ตามเดิมทั้งที่ปากยังคงว่า

“ถ้าป่วยขึ้นมารอบนี้ฉันไม่ดูแลแล้วนะ”

ตงหานไม่ได้ตอบอะไรขณะเริ่มสางผมนั้นไปเรื่อยๆอย่างเช่ืองช้า ความเงียบเข้าปกคลุมเช่นเดียวกับภายในห้องมีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาพอเป็นเงาได้เลือนราง แต่เขาก็ยังคงสางมันอยู่แบบนั้นตั้งแต่โคนจรดปลายอย่างเพลิดเพลิน เขาไม่มั่นใจนักว่านางหลับไปแล้วรึไม่จนกระทั่งมือเล็กข้างหนึ่งเอื้อมมาปัดผ้าปิดตาของตนเองออกพร้อมเสียงครางในลำคอขัดใจนั่นแหละถึงได้รู้

คงเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืนจึงหลับง่ายแบบที่ไม่เห็นมานาน

มือใหญ่หยิบผ้าเปียกก่อนจะวางลงบนโต๊ะหัวเตียง คนที่นอนอยู่ดิ้นยุกยิกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพลิกตัวตะแคงมาทางเขา มือเล็กร้อนนั้นวางแหมะบนหลังมือของเขาที่วางอยู่บนเตียง ราวกับเจอสิ่งที่ต้องการเพราะนางจับมันไว้ทันที

...นอนได้อันตรายเสียจริง

มืออีกข้างที่ว่างเอื้อมไปหยิกแก้มเด้งนั่นคล้ายอยากเอาคืนใครบางคนกับเรื่องเมื่อครู่แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆคล้ายคนหลับลึก ซึ่งก็คงไม่แปลกเพราะไม่ได้นอนมาขนาดนั้น ตงหานเกลี่ยผมไปด้านหลังไม่ให้ลงมาปรกหน้ารำคาญใจคนนิทราและเลื่อนตัวลงไปคุกเข่าบนพื้นแทนเพื่อมองใบหน้านี้ให้ถนัดยิ่งขึ้น

ขนตาสั้นไม่เป็นแพเลย...

ตงหานอมยิ้มกับความคิดของตัวเองก่อนจะพิจารณาเครื่องหน้าตรงหน้าต่อไป

ใบหน้ากลม? ไม่เชิง เพราะคางยังมนอยู่... น่าจะค่อนไปทางรูปไข่เสียมากกว่า

คิ้วก็ไม่ได้โก่งดั่งคันศรแม้ความหนากำลังพอดี จมูกไม่ได้โด่งสวยหรือมีเสน่ห์แต่มันเล็กๆเชิดดูรั้น เรือนผมไม่หยาบกร้านแต่ก็ไม่ได้ยาวสลวยด่ังแพรไหม มันสั้นกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ ริมฝีปากแม้จะเล็กบางจิ้มลิ้มแต่ไม่ได้เป็นรูปกระจับอิ่ม หน้าตาโดยรวมจัดได้ว่าธรรมดา

ชายหนุ่มยกหลังมือเข้ามาใกล้ก่อนจะจูบตรงปลายนิ้วที่ถือวิสาสะวางบนมือเขาอย่างแผ่วเบา นิ้วที่ไม่ได้เรียวยาวออกจะสั้นๆป้อมๆ เล็บไม่ได้ยาวโค้งมนสวยหนำซ้ำบางนิ้วยังมีรอยแหว่งคล้ายรอยกัด ท่อนแขนแน่นใหญ่คล้ายงวงช้างดูมีพลังผิดกับข้อมือเล็กจนกำได้มิดนั่น ไหล่กว้างกว่าสตรีทั่วไปยิ่งดูแข็งแรง ร่างไม่ได้ผอมบางนุ่มนิ่ม หน้าอกแบนราบหรือเพราะนางชอบหาผ้ามารัดก็ไม่แน่ใจ เอวคอดนิดๆที่พอรู้สึกยามได้กอดแน่น หนำซ้ำเขายังจำได้ดีว่ากำลังขาของนางนั้นมีมากเพียงใด ขึ้นเป็นกล้ามและมีรอยแผลเป็นที่แม้จะไม่ใช่ฝีมือของเขาแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นต้นเหตุ รวมทั้งฝ่ามือทั้งสองข้างและแผลขนาดใหญ่ตรงไหล่และแผ่นหลังนั่น.... อย่าว่าแต่ธรรมดาเลย เรียกมีตำหนิยังได้

ซิ่นสือเคยพูดไว้เมื่อนานมาแล้วว่าสตรีทุกคนมีความงามในตัวไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน หากแค่ภายนอกแล้ว ตรงไหนของเสี่ยวหยางงามที่สุด?

หน้าผาก จุดนี้เห็นได้ชัด

แววตา... บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะมันดูดื้อรั้นเอาแต่ใจ แต่เขาว่ามันมีชีวิตและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อย่างไม่ปิดบัง ถ้ายิ้มก็คือยิ้ม สนุกคือสนุก เรียบเฉยว่างเปล่าก็เป็นตามนั้น

แต่สำหรับเขา ที่งามที่สุด.... คงไม่พ้นรอยแผล โดยเฉพาะรอยใหญ่ตรงแผ่นหลังนั้น มันเหมือนกับบอกเรื่องราวเอาไว้มากมายจนมันหล่อหลอมกลายเป็นเสี่ยวหยางที่อยู่เบื้องหน้าเขาตรงนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เขาถลำลึกนั้นไม่ใช่ภายนอกเลย แต่เป็นภายใน ความคิดอ่านรวมทั้งความสามารถที่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งน่าสนใจ จนต้องหัวเราะออกมากับตัวเองเบาๆ 

“เสียรู้ให้ตั้งแต่ไม่ฆ่าในวันนั้นแล้วกระมัง”

ไปบอกผู้ใดว่าเป็นอดีตหัวหน้าโจรชื่อดังผู้เคยถูกเรียกว่าไร้หัวใจใครเล่าจะเชื่อ

ตงหานโน้มตัวขึ้นไปก่อนจะประทับริมฝีปากตรงโหนกแก้มอุ่นตามอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนไม่เย็น ค้างไว้อยู่เช่นนั้นซึมซับตัวตนนี้ไว้ราวกับอยากจดจำสัมผัสทุกอย่างให้ฝังไว้ในหัวใจ

ไม่ใช่ทุกรักจะสมหวัง ข้อน้ีเขารู้ดี มันเป็นความผิดของเขาเองที่ปล่อยมันเติบโตทั้งที่รู้มาตั้งแต่ต้นว่ากำแพงที่ตนสร้างขึ้นอาจพังทลายเมื่อใดก็ได้ แต่เขาก็ไม่เคยและไม่มีวันเสียใจที่ตอนนี้กำแพงนั้นถูกทำลายไม่มีชิ้นดี ความอัดอั้นที่ตอนแรกยากจะรับมือตอนนี้กลับได้รับการระบายออกไปเมื่อนางไม่ถอยหนีและให้โอกาสเขา ถึงคนอื่นอาจมองว่านางใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของเขาก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่พวกเขาเข้าใจมันก็พอ

แม้จะมีความเศร้าลึกๆแต่ความอิ่มเอมใจกลับมีมากกว่าจนไม่อาจเรียกได้ว่าผิดหวังในรัก เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่ามันเป็นรักแรกที่งดงาม​และพิเศษชนิดที่คงไม่อาจได้พบอีกในชีวิต










----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขออภัยที่หายไปเป็นเดือน ตอนนี้มายาวกว่าปกติแต่ก็กราบขอประทานอภัยด้วยนะคะ (_ _ )
ตอนนี้เราก็ใกล้จะจบแล้ว ป.ตรีปีสี่ ถึงจะไม่ได้เรียนที่ไทยแต่ยังไงก็เต็มไปด้วยโปรเจ็คหลายวิชา รวมกับมีติดแข่งติดซ้อมและเรื่องหางานและต่อโท ฉะนั้นตอนนี้เวลานอนก็ดูเหมือนนกฮูก งีบไปทำโปรเจ็คไปทั้งคืนจนตารางตอนนี้นรกมากค่ะ.....
อันที่จริงเราก็เขียนล่วงหน้าไปแล้ว แต่รู้สึกยังไม่พอใจและอยากแก้ไข เพราะอยากจะหาเวลาว่างมานั่งเขียนก็ไม่มีฟีลอารมณ์ไม่ค่อยมา ก็เลยมาช้าอย่างที่เห็นด้วย ตอนต่อไปนี้เราจะพยายามมาให้ได้ภายในสองอาทิตย์แต่ก็ไม่รับปาก อาจจะเจอกันอีกทีเดือนหน้าเลยเพราะว่าเราจะรับปริญญาสิ้นเดือนพอดีค่ะ


ขอพื้นที่เวิ่นเว้อเกี่ยวกับตอนนี้สักนิด... ทามไลน์ในตอนก่อนหน้าเกี่ยวกับผู้เฒ่านี้อาจจะมีแก้บ้างแต่ตอนนี้คงยังไม่แก้ แต่เราชอบที่ตอนนี้ตะวันขี่ม้าเองไปไหนมาไหนเอง ดูเท่มากเลยค่ะ ไหนจะตอนเหน็บเหวินเจี้ยนว่าลองใจหรือแกล้งโง่ ถถถถถถ
ตอนแรกว่าจะติดแท็ค #ฟินแลนด์แดนตะวัน แล้ว แต่เปลี่ยนใจ มาแท็คนี้คงเหมาะกว่าค่ะ xD
หลายคนอาจคิดว่าตะวันไว้ใจเกินไป แต่ก็นะ... ตะวันแกไว้ใจจริงๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าพวกเขาคิดจะทำก็คงทำไปนานแล้ว และก็รู้ดีว่าทั้งสองคน 'ให้เกียรติ' และ 'เคารพ' ไม่อยากบังคับอยู่ด้วยนั่นแหละค่ะ และการโดนสกินชิพสลับกันไปมาทำให้ค่อนข้างคุ้นกับการตอดเล็กตอดน้อย....
ใครบอกตะวันไร้เดียงสาคะ? ไม่ไร้ขนาดนั้นนะจริงไหม 55555555 เอาคืนได้รู้สึกสะใจมาก คนอื่นคิดเหมือนกันรึเปล่านี่ไม่แน่ใจ
และใช่เลยตงหาน แกเสียรู้ตั้งแต่วันแรกที่ไม่ฆ่าตะวันแล้ว กร๊ากกกกกกก ถึงได้เสียรู้ตกหลุมลงมาปีนกลับไม่ได้นี่ไง

เอาเป็นว่ายังไงก็ขออภัยล่วงหน้านะคะ แล้วพบกันตอนหน้า ซึ่งบอกเลยว่าจะเป็นตาเหวินเจี้ยนบ้าง คนยังอยู่เรือนี้เหลืออยู่รึเปล่าไม่แน่ใจแต่ยังไงคนเขียนก็จะไม่ลำเอียงออกนอกหน้าค่ะ //ฮา
ขอบคุณทุกเม้นทุกโหวตทุกกำลังใจ และทุกคนที่ติดตามอยู่ค่ะ <3!!!!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

947 ความคิดเห็น

  1. #833 ดาวหางน้อย (@caramel4) (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 06:58
    ชอบพี่เต้
    #833
    0
  2. #831 แป้ง (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 16:17

    รออ่านนะค่ะ. สนุกมากกกกเลย

    #831
    0