คัดลอกลิงก์เเล้ว

Bleach short fiction: Mortal Empyrean สวรรค์ไร้นิรันดร์

แม้เรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงอย่างมีความสุขหลังสงคราม ต่างฝ่ายต่างมีครอบครัว แต่เหตุใดกัน.. ใจถึงยังไม่อาจลืม และไม่อาจทนอยู่ได้เมื่อคนที่เคยคิดว่าเป็น 'เพื่อน' กำลังจะจากไปอย่างไม่หวนกลับ (อิจิโกะxลูเคีย) (status: END)

ยอดวิวรวม

3,050

ยอดวิวเดือนนี้

17

ยอดวิวรวม


3,050

ความคิดเห็น


91

คนติดตาม


79
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  31 ธ.ค. 59 / 16:06 น.
นิยาย Bleach short fiction: Mortal Empyrean äѹ Bleach short fiction: Mortal Empyrean สวรรค์ไร้นิรันดร์ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
♥Chillin' Theme♥


Mortal Empyrean สวรรค์ไร้นิรันดร์

Kurosaki Ichigo x Kuchiki Rukia


ไม่มีสิ่งใดที่นิรันดร์

ต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยังต้องล่มสลาย

สวรรค์ บาดาล เมืองมนุษย์ หรือแม้แต่ นรก

แน่นอน... ‘พวกเขา’ เองก็เช่นกัน


หนทางที่ครั้งหนึ่งที่เคยมาเฉียดแต่กระนั้นกลับไม่บรรจบ เพราะสิ่งที่แตกต่างทำให้จำต้องหันหลังให้ 

จนในที่สุด เมื่อถึงคราวลาจาก.....

สิ่งบางสิ่งที่ยังไม่ได้บอกออกไป การกระทำที่อยากที่จะทำแต่ยังไม่สำเร็จ เรื่องที่ยังคงคาราคาซังอาจจบลงไปหากยังยึดติดกับอีกฝ่าย

....

"จงเห็นแก่ตัวสักครั้ง เพื่อตนเอง

เพราะไม่ว่าจะสิ่งใดบนโลก

ก็มีชีวิตอยู่ได้แค่ครั้งเดียว"





TALK WITH WRITER

เพราะหลังจากบลีชจบได้ผิดหวังมากในความรู้สึก เรือที่แกร่งที่สุดในเรื่องดันล่มแบบไม่มีที่มาที่ไป และดราม่าไม่สร่าง รับความเป็นตาแก่อิจิโกะไม่ได้ รับไม่ได้กับทุกอย่างที่อิจิโกะลูเคียไม่ได้คู่กัน ให้อิจิโกะเป็นโสดไปยังดีซะกว่า คือทนไม่ได้ค่ะพูดเลย เพราะฉะนั้นก็เลยมีแท็ค #ทีมกู้เรือ ขึ้นมา... เพราะงั้นก็อาจจะแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ก็ได้ ฉะนั้นก็..... เอ็นจอยนะคะ และถ้าคุณอยู่เรืออิจิฮิเมะก็เชิญกดออกไปได้เลยค่ะ



หมายเหตุ ข้อมูลนิสัยอาจจะไม่เป๊ะเพราะไม่ได้อ่านนานมาก แต่ตามโมเม้นอิจิลูอยู่ตลอด โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่เปิดอ่านรวดเดียวพรึบแบบผ่านสุดๆไม่ลงรายละเอียดอะไรทั้งนั้น ฉะนั้นก็ขออภัยค่ะถ้านิสัย บรรยายหรือเนื้อเรื่องติดขัดหรือไม่สมเหตุสมผลบ้าง เพราะสารภาพว่าไม่เขียนติดๆขัดๆมานานมากเพราะ... เหตุผลอย่างที่รู้กันนะคะ ฟฟฟฟฟ



คำเตือน เรื่องนี้นั้นมีความยาวของเนื้อเรื่องสูงมากถ้าเทียบกับคำว่า 'ฟิคสั้น' ฉะนั้นกรุณาทำใจก่อนอ่าน



THANKS: CHILLIN' THEME V.2 - HAS NO END

เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ธ.ค. 59 / 16:06



- 100% -


       “กลับมาแล้วเรอะลูเคีย?”

“ถามโง่ๆน่า ถ้าข้าไม่กลับมาเจ้าจะเห็นข้ารึ เร็นจิ” คนถูกทักยิ้มกวนจนคนถามรู้สึกวาเส้นประสาทของตนกระตุก แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นคนตรงหน้าลูบแขนตัวเองเบาๆจนอดถามไม่ได้

“เป็นอะไรไป?”

“หะ? อ๋อ เปล่าๆ” ลูเคียปฏิเสธทั้งที่มือทั้งสองข้างลูบต้นแขนของตนไม่หยุด “แค่รู้สึกหนาวน่ะ”

“หนาว?” คนผมแดงมองดูการแต่งกายด้วยชุดยมทูตเต็มยศรวมถึงชุดคลุมหัวหน้าหน่วยตัวใหญ่บนร่างเล็ก แล้วมองของตัวเองเปรียบเทียบ นอกจากท่อนล่างที่เหมือนกัน ท่อนบนเขามีเพียงเสื้อกล้ามเท่านั้น “วันนี้อากาศในโซลโซไซตี้ร้อนแทบไหม้ ข้าแทบจะละลายแต่เจ้ากลับบ่นหนาวเนี่ยนะ?”

“เออน่ะ ข้าไม่ได้ถึกทนแบบเจ้า”

“เหรอ” เร็นจิลากเสียงถาม ก่อนจะกลับมาเรื่องเดิม “เจ้าไม่สบายรึเปล่าลูเคีย?”

“ยมทูตอย่างข้าไม่ป่วยหรอกน่า ข้าไม่เคยป่วยไข้มาตั้งแต่จำความได้” 

“แต่ตอนนี้เจ้าเป็นหัวหน้าหน่วย งานเจ้ายุ่งขึ้นเยอะ”

“ข้าบอกว่าไม่ก็ไม่สิเร็นจิ เจ้าเคยเห็นข้าป่วยด้วยรึ?” แม้ว่าจะพูดแบบนั้นแต่เธอก็ไม่สามารถคุมริมฝีปากไม่ให้สั่นได้ และถ้าเร็นจิมองไม่ผิด เหมือนจะเห็นไอสีขาวออกมาจากริมฝีปากสั่นซีดนั่นด้วย แต่กระนั้นก็ยังคงถาม “อิจิกะล่ะ?”

“ออกไปเล่นข้างนอก” เร็นจิถอนหายใจออกมา “ซนเหมือนเจ้าไม่มีผิดเลย”

“อย่ามาโทษข้า เจ้าเองก็ตามใจลูก... กะ...เกิน...ไป” ท้ายประโยคนั้นสั่นกึกๆพร้อมกับฟันที่กระทบกัน ลูเคียกอดตัวเองแน่นขณะจะทรุดลงไปจนเร็นจิต้องยื่นมือไปรับ

หมับ!!

“!!?”

มือเล็กนั่นคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนแกร่งของมือข้างที่ยื่นออกมาจะ ยมทูตหนุ่มตกใจเมื่อมือของเธอที่จับแขนเขาอยู่นั้นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ขณะที่มืออีกข้างที่ว่างก็กุมหน้าอก ริมฝีปากที่เริ่มจะแห้งแตกนั้นพยายามโกยอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุดและทุกครั้งที่หายใจออกก็จะมีไอสีขาวลอยออกมาราวกับว่าเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเหมันต์ฤดู สุดท้ายเธอก็ทรุดลงไปโดยมีเร็นจิพยุงตัวไว้ได้ทัน

“เฮ้ยลูเคีย! ได้ยินข้ารึเปล่า! ลูเคีย!!”



ชายหนุ่มค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นแล้วก็ต้องสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวและหันมามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว ก็พบว่าสิ่งที่เห็นคือความมืด และเมื่อก้มลงมองตัวเองก็พบว่าอยู่ในชุดยมทูตสีดำที่เห็นคุ้นตา

..ที่นี่ที่ไหนวะ?

วูบ!!

จู่ๆภาพรอบกายก็เปลี่ยนไป ตัวเขายืนอยู่ทุ่งหญ้าที่คล้ายจะนึกออกแต่กระนั้นก็จำไม่ได้ และเมื่อหันไปดูโดยรอบอีกครั้งก็พบกับร่างที่คุ้นตา

“…ลูเคีย?”

อิจิโกะยิ้มยินดีก่อนที่จะวิ่งไปหา แต่น่าแปลกที่ไม่ว่าจะวิ่งไปอย่างไรก็พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้เข้าไปใกล้ร่างเล็กๆนั่นเลยแม้แต่น้อย

!?!

นั่นมัน... เบียคุยะ?

พี่ชายบุญธรรมของลูเคีย รวมถึงผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลคุจิกิ

“เจ้าแน่ใจแล้วรึลูเคีย?”

แม้ระยะทางไม่น่าจะได้ยินเลย แต่กระนั้นอิจิโกะก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างน่าประหลาด

“ค่ะ”

“…คุโรซากิ อิจิโกะไม่ใช่เรียวกะอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่นานแล้ว”

อิจิโกะชะงักขาที่พยายามวิ่งไปโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินชื่อของตนในบทสนทนา ขณะที่หูก็ยังคงสดับฟังเสียงที่คุ้นหูมานานนับปี

“ข้ารู้ค่ะท่านพี่”

“แล้วเหตุใด....”

จากมุมนี้เขาเห็นว่าลูเคียแหงนหน้ามองเบียคุยะ แต่เพราะว่าเธอหันหลังให้เขาจึงไม่สามารถเห็นได้ว่าเธอทำสีหน้ายังไง เพียงแต่จากสีหน้าของเบียคุยะที่ดูจะไม่เข้าใจและถอนหายใจออกมาเล็กน้อยพลางว่า “ถ้าเช่นนั้น... คำขอของอาบาราอิ?”

คำขอ? 

เร็นจิขออะไร?

รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี อิจิโกะพยายามอย่างยิ่งที่จะไปให้ถึงตรงนั้น แต่ไม่ว่าจะวิ่งยังไงก็ไม่มีวี่แววว่าจะไปถึง เขาพยายามส่งเสียงเรียกจนแทบจะเป็นตะโกน แต่ก็ไม่มีเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่รู้ทำไม คล้ายกับเขาจะเห็นรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของลูเคียทั้งที่เธอนั้นยังคงหันหลังให้ พร้อมกับที่หูยังคงสดับฟังเสียง

“ขอแต่งงานอาจจะเร็วเกินไป... แต่ข้าสัญญากับเร็นจิว่าจะเริ่มมองเขาเป็นบุรุษคนหนึ่ง ไม่ใช่สหายค่ะ”

อะไรนะ?!!!

มือข้างหนึ่งเอื้อมไปข้างหน้า ภาพที่ถูกเปลี่ยนและคนที่ยืนอยู่แทนที่เบียคุยะคือคนที่เขารู้จักดี เรือนผมสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์นั่น มือทั้งสองที่จูงกันพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆที่มีให้และเดินเคียงกายกันไป

ที่ตรงนั้น เป็นที่ของเขา

พลันผู้หญิงผมสีดำที่มีอายุนับร้อยปีแต่กระนั้นถ้าเทียบกันก็อายุใกล้เคียงหันมามองเขา เธอฉีกยิ้มพร้อมกับโบกมือให้และประโยคที่ดังสะท้อนอยู่ในหู

‘ขอให้เจ้ามีความสุขนะ อิจิโกะ’


“ลูเคีย!!!”

อิจิโกะลืมตาโพลงพร้อมกับหายใจหอบ เหงื่อกาฬชุ่มกายราวกับไปเพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนัก มือหนึ่งที่ถูกยื่นไปในอากาศและเห็นเพดานที่คุ้นตา เขาค่อยพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง หางตาเหลือบไปมองนาฬิกาก็พบว่ามันเป็นเวลายังไม่หกโมงด้วยซ้ำ และเขาก็หลับอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของตนเพื่อที่จะพักสายตาหลังจากโหมทำงานดึกมาหลายคืน แต่กระนั้นก็ไม่มีความคิดจะกลับไปนอนต่อ สองมือลูบใบหน้าของตัวเองและเท้าแขนกับเข่าทั้งสอง ฝังใบหน้าตนเองอยู่หลังฝ่ามือทั้งคู่ของตนราวกับหลบซ่อนอะไรบางอย่าง

ฝันนั้นยังคงติดตา มันเป็นความจริงที่ผ่านมานานนับปีตั้งแต่จบศึกกับจูฮาบัช แต่กระนั้นก็คล้ายกับเพิ่งเกิดมาเมื่อวาน เมื่อมองสองมือตัวเองก็พบว่ามันสั่นเสียจนแทบคุมไม่ได้จนต้องจับข้อมือไว้เพื่อให้มันหยุดสั่นก่อนจะพึมพำ

“…ลูเคีย”



“ไปไหนมาอะพี่อิจิ??”

อิจิโกะเปิดประตูคลีนิคก็พบว่าพ่อและน้องสองคนของเขากำลังเตรียมที่จะกินอาหารมื้อเช้า 

เช่นเดียวกับสมาชิกใหม่ที่เข้ามาอยู่ในตระกูลคุโรซากิเช่นกัน...

“อรุณสวัสดิ์จ้ะอิจิโกะคุง”

หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีดวงตะวันที่ยาวสยาย รอยยิ้มใสซื่อนั่นที่ยิ้มให้ทำให้เขายิ้มตอบเล็กน้อยตามมารยาทก่อนจะทักสั้นๆ “ไง”

“ดูสิ โอริฮิเมะทำของโปรดแกทั้งนั้น” คุโรซากิ อิชชินว่าแทรกความเงียบขึ้นมาอย่างปลาบปลื้มก่อนที่จะชี้หน้าเมื่อเห็นว่าลูกชายตัวดีของตัวเองเดินขึ้นไปด้านบน “นั่นแกจะไปไหนอิจิโกะ”

“…ขอโทษนะอิโนะอุเอะ แต่พอดีฉันแค่กลับมาเอาของ” เขาบอกก่อนจะว่า “กินกันไปเลย ฉันยังไม่หิว”

“เฮ้ยเดี๋ยวไอ้ลูกบ้า!!” 

อิชชินถึงกับถอนหายใจออกมาก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้หัวโต๊ะขณะหันไปมองหญิงสาวที่ได้สิทธิ์มาร่วมโต๊ะอาหารของบ้านคุโรซากิพร้อมขอโทษ “โทษทีนะโอริฮิเมะ ทั้งที่ตื่นมาทำอาหารเช้าวันอาทิตย์แท้ๆ”

ใบหน้าหวานหยดของหญิงสาวนามโอริฮิเมะขึ้นสีก่ำขณะโบกไม้โบกมือว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูไม่ได้ลำบากอะไร ยังไงนี่ก็ทำเป็นปกติอยู่แล้ว อีกอย่างมีหลายคนแบบนี้ก็สนุกแล้วล่ะค่ะ”

“พี่อิจิงี่เง่า” ยูซุอดบ่นพี่ชายคนโตไม่ได้ “อาหารฝีมือพี่โอริฮิเมะออกจะอร่อยทำไมไม่มากินก็ไม่รู้”

“เมื่อเช้าก็เห็นออกไปตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น พี่อิจิคงฟิตออกกำลังกายมั้ง” คารินว่าขณะจิบซุปมิโสะแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้อีกสามคนสนทนากันอย่างออกรสขณะที่อดถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่

“…ก็งี่เง่าจริงๆนั่นแหละ”

ใครที่ไหนเขาเรียกเมียตัวเองด้วยนามสกุลเก่าแบบนั้นกัน



แฮก แฮก แฮก

เสียงหอบจากความเหนื่อยล้าแต่กระนั้นฝีเท้าก็ไม่คิดจะผ่อนแรงลง อิจิโกะวิ่งไปตามทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก่อนที่จะมาถึงสวนสาธารณะของเมืองคาราคุระจึงหยุด มือหนึ่งเปิดขวดน้ำก่อนที่จะแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่มีดวงอาทิตย์กำลังส่องยามสายให้ความอบอุ่น 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝันแบบนั้น และทุกครั้งที่ฝันแบบนั้นเขาก็ไม่สามารถนอนต่อได้จนต้องออกมาเดินเล่น และทำไปทำมาก็เปลี่ยนเป็นวิ่งแทน เพราะรู้สึกว่าร่างกายของตนฝืดเคืองจนน่ารำคาญทั้งที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อิจิโกะสบถก่อนที่จะเตรียมวิ่งต่อ

!!? 

อิจิโกะหันไปมองด้านหลังทันทีเพราะสัมผัสได้ถึงพลังกดดันวิญญาณที่คุ้นเคย และก็อย่างที่คิด เพราะสิ่งที่เห็นคือบุรุษในชุดสีดำสนิทที่ยืนอยู่บนเสาไฟฟ้า เรือนผมสีแดงและมีรอยสักที่ใบหน้านั่นทำให้เขาต้องเอ่ยนามนั้นออกมาเบาๆ “เร็นจิ”

เขาหยุดอยู่กับที่ขณะมองเพื่อนกระโดดลงมายืนอยู่ตรงหน้าราวกับไร้น้ำหนัก อิจิโกะมองเรียบๆเพราะความฝันเมื่อคืนยังหลอกหลอน

ไม่ค่อยอยากจะเจอเสียเท่าไหร่ 

สีหน้าที่เครียดขึงของเพื่อนที่หันซ้ายหันขวาก่อนจะถาม “ลูกเจ้าล่ะ?”

“…..ไปค่ายตั้งแต่วันศุกร์”

“อา มนุษย์ก็มีกิจกรรมอะไรสำหรับเด็กที่น่าสนใจนี่”

“….”

“อายุพอกันเลยสินะ ลูกข้ากับลูกเจ้า”

“มีธุระอะไรถึงมาหาฉันแต่เช้า” อิจิโกะถามขัดเมื่อบทสนทนาเป็นไปทางที่เขาไม่ค่อยชอบมันเอาเสียเลย 

เพราะไม่อยากจะยอมรับกับความจริงนั้น....

ดวงตาสีน้ำตาลของเร็นจิมองอย่างเรียบเฉยก่อนจะว่าอย่างไร้อารมณ์พอๆกัน แต่คนที่เป็นเพื่อนกันมากว่าสิบปีอย่างอิจิโกะรู้ได้โดยนิสัยว่าคนตรงหน้ากำลังอดทนอดกลั้นกับอะไรอยู่ จึงไม่ได้พูดอะไรมากมายนอกจากรอฟังอย่างเงียบๆ

“มีคนกำลังป่วย...”

“…”

“ป่วยเป็นโรคประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโซลโซไซตี้ และตอนนี้ทุกหน่วยโดยเฉพาะหน่วยหก หน่วยสี่กำลังหาทางรักษา”

หน่วยสี่ไม่แปลกใจเพราะว่าเป็นหน่วยพยาบาล แต่หน่วยหกนี่เป็นหน่วยของเบียคุยะ และถ้าเป็นคนป่วยที่ทำให้ระดับคุจิกิ เบียคุยะต้องออกหน้าคงไม่พ้น... ยิ่งการที่ฝันเมื่อคืนและรู้สึกในอกรู้สึกแน่นทั้งที่ไม่เคยเป็น อิจิโกะเบิกตามองเพื่อนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ “อย่าบอกนะว่า..”

ใบหน้าของรองหัวหน้าหน่วยหลุบต่ำ มือทั้งสองกำหมัดแน่นและอาการกัดฟันกรอดก็เพียงพอที่จะทำให้อิจิโกะต้องสบถออกมา ขายาวๆเตรียมวิ่งกลับบ้านเพื่อที่จะได้ทิ้งกายหยาบและกลับเป็นยมทูตไปหา ทั้งที่ปกติจะพกติดตัวไว้ตลอด แต่ก็มีเสียงๆหนึ่งหยุดไว้

“อาบาราอิ? คุโรซากิ?”

ทั้งสองหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบว่าเป็นนายแพทย์หนุ่มที่ร่วมรบด้วยกันมานาน อิชิดะ อุริวดันแว่นของตนเองขึ้นเล็กน้อยแล้วก็ต้องถามเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสอง “เกิดอะไรขึ้นรึไง”

“เจ้ามาก็ดี” เร็นจิว่าก่อนที่จะหันไปมองกับชายผมส้ม “แกไปตามโอริฮิเมะมาด้วย ข้าจะลองให้นางใช้พลังรักษา”

“รักษา?” อุริวขมวดคิ้วก่อนจะใช้วิชาเท้าเหินตามไปบ้านคุโรซากิติดๆเมื่อได้ยินคำตอบของยมทูตผมสีแดง

“ลูเคีย... ลูเคียป่วย แกเป็นหมอไม่ใช่รึไง เพราะงั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ”

“แต่ฉันไม่รู้โรคของยมทูต” 

“…ขอร้องเถอะ” 

“?!” ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกขึ้นน้อยๆเมื่อได้ยินคำนี้ออกจากปากของอาบาราอิ เร็นจิ และก็ยังไม่ได้พูดอะไรเมื่ออีกฝ่ายว่าต่อ

“ข้า... พวกข้าไม่รู้จะรักษาลูเคียอย่างไรแล้วจริงๆ”

คุณคุจิกิ.. ป่วยเป็นอะไรกันแน่?


===========================================================



“อาบาราอิ”

ระหว่างทางที่จะไปนั้น อิชิดะ อุริวที่อยู่ในชุดควินซี่เต็มตัวก็เอ่ยเรียกคนที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งแม้อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็มั่นใจว่าได้ยิน จึงถามต่อ “คุณคุจิกิป่วยเป็นอะไร?”

“…ข้าไม่รู้” 

น้ำเสียงแห้งผากและคำตอบนั้นทำให้ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก แต่ยมทูตผมสีแดงก็สูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนต้องชะงัก

“แต่อวัยวะภายใน.. กำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง”

อะไรนะ?!!

“ปะ.. เป็นน้ำแข็งงั้นเหรอ?” โอริฮิเมะถามอย่างอึ้งๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งเร็นจิก็ว่าต่อ

“ไม่ใช่แค่อวัยวะภายใน แต่ข้างนอกก็เริ่มจะกลายเป็นน้ำแข็งแล้วเช่นกัน”

“…”

“ไว้ไปถึงก็จะรู้เอง”

อิชิดะ อุริวรู้สึกตกใจอย่างมาก แบบนั้นจะเรียกว่าป่วยได้งั้นเหรอ? ดวงตาหลังกรอบแว่นมองผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม ก่อนจะหันไปมองคนที่นำอยู่หน้าสุดอย่างจับสังเกต แต่นอกจากไม่ได้ตอบอะไรแล้วยังเร่งความเร็วให้เพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่ใช้ความเร็วให้มากขึ้นเพื่อที่จะไปให้ถึง


ทันทีที่มาถึงโซลโซไซตี้ เร็นจิก็นำทุกคนมาถึงหน่วยสิบสาม แล้วก็ต้องชะงัก เพราะด้านหน้าถูกคนอารักขาไว้โดยคนในหน่วยสิบสามและหน่วยหก และที่นั่นเขาได้พบกับหัวหน้าหน่วยหกอย่างคุจิกิ เบียคุยะ และหัวหน้าหน่วยสี่โคเท็ตสึ อิซาเนะ แต่นั่นคงไม่แปลกใจมากไปกว่าทันทีที่เหยียบเข้ามา ความหนาวก็เข้าปกคลุมราวกับยืนอยู่ในฤดูหนาวก็ไม่ปานทั้งที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ

“หัวหน้าโคเท็ตสึ หัวหน้าคุจิกิ”

หัวหน้าหน่วยสี่โคเท็ตสึหันมามองและนั่นทำให้เห็นว่าใบหน้านั้นดูอิดโรยมากขนาดไหน เธอยิ้มทักทายกับผู้มาใหม่แล้วหันไปมองเร็นจิิ “ข้าขอโทษนะ ตอนนี้หัวหน้าฮิสึกายะอยู่ในนั้น”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” เร็นจิถามอย่างร้อนรน ซึ่งอิซาเนะก็หันไปมองด้านในแล้วบอกตามตรง

“อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ และตอนนี้... ขาของคุณลูเคียก็...”

“อาบาราอิ”

เสียงเรียบเฉยของคุจิกิ เบียคุยะดังขัดขึ้นมา ดวงตาสีเทามองรองหัวหน้าหน่วยของตนก่อนจะว่า “เหตุใดจึงมีผู้อื่นนอกเหนือจากคุโรซากิ”

“ขะ.. ข้าคิดว่า น่าจะลองดู เพราะตอนนี้เราก็เกือบจะไร้ความหวัง...”

ชิ้ง!

“อย่าได้พูดเช่นนั้น” เบียคุยะตวัดดาบขึ้นมาพาดคอจนเร็นจิยอมเงียบ ดวงตาคมกริบที่เคยแน่วแน่นั้นตอนนี้หรี่ลงและสั่นไหว หัวหน้าหน่วยที่หกยอมละดาบลงมาพร้อมกับหันมามองเหล่าอดีตเรียวกะเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่จะหันหลังเดินไปอีกทางโดยที่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม

“ข้าจะอธิบายแทนเอง” อิซาเนะสูดลมหายใจลึกพร้อมกับยิ้มให้อย่างที่เคยเห็น “สวัสดีค่ะ คุณคุโรซากิทั้งสอง และคุณอิชิดะ”

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณคุจิกิเหรอคะ?” โอริฮิเมะถามทันทีด้วยสีหน้าเป็นห่วง อิซาเนะยิ้มให้เล็กน้อยแต่ช่างดูฝืดเฝื่อนสิ้นดี แต่กระนั้นก็อธิบาย

“จากที่ข้าตรวจดูในที่แรกนั้น สาเหตุเป็นเพราะผลพวงจากบังไคค่ะ”

“บังไคของคุณคุจิกิ?”

“ค่ะ ทัณฑ์หิมะขาว” อิซาเนะพยักหน้า “คาดว่าคงพอได้ยินมาบ้าง ป็นบังไคที่ทรงพลังมหาศาลแต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะคุณลูเคียเองก็เป็นน้ำแข็งจนไม่สามารถขยับได้ เวลาที่ใช้บังไคนี้ได้จึงสั้นมาก และถ้าไม่ระวังให้ดีระหว่างสวมบังไคก็มีสิทธิ์ถึงตายได้เช่นกัน”

“…”

“แต่ถึงแม้ว่าจะใช้นานๆครั้ง แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยใช้ มันคล้ายกับน้ำหยดลงหิน โดยน้ำนั้นคือบังไคและหินคือร่างกายของคุณลูเคีย ทุกครั้งที่ใช้บังไค อวัยวะภายในของคุณลูเคียก็จะเป็นน้ำแข็ง ยิ่งใช้ก็ลามไปทั่ว และเท่าที่ข้ารู้มา ตั้งแต่ที่คุณลูเคียปล่อยบังไคได้ก็ใช้ไปกว่ายี่สิบครั้งแล้ว และเมื่ออาทิตย์ก่อน” อิซาเนะหันไปมองเร็นจิ ซึ่งอีกฝ่ายทำสายตาคล้ายขออธิบายเอง เมื่อหัวหน้าหน่วยสี่พยักหน้าจึงเริ่มพูด

  “วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนมาก ลูเคียกลับแต่งกายด้วยชุดหัวหน้าเต็มยศและมีการบ่นหนาว ตอนนั้นข้าก็คิดว่าลูเคียป่วย แต่ป่วยยังไงก็ไม่น่าจะหายใจออกมาเป็นไอและปากแตกแบบนั้น” เร็นจิกัดริมฝีปากเล็กน้อยเมื่อนึกถึงวันนั้นแต่ก็อธิบายต่อ “แล้วตอนที่หมดสติไป ข้าโดนตัวลูเคีย มันเย็นจัด เย็นมากเหมือนกับข้าจับน้ำแข็ง และมันก็เย็นขึ้นเรื่อยๆด้วย”

“ร่างกายของคุณลูเคียเหมือนกับท่านหญิงฮิซานะค่ะ” อิซาเนะเสริม “อวัยวะภายในอ่อนแอ แต่ว่าคุณลูเคียมีภูมิต้านทานดีกว่าทำให้อยู่รอดมาได้อย่างปกติ แต่เพราะทัณฑ์หิมะขาวทำให้ระบบทุกอย่างในร่างกายรวน...”

“มากันแล้วรึ”

ยังไม่ทันที่อิซาเนะจะอธิบายต่อด้วยท่าทางที่เลิกลั่กขึ้นทุกที เสียงของผู้มาใหม่ก็ดังมาจากทางเข้าออกของหน่วยสิบสาม ผมสีขาวที่คุ้นตาพร้อมกับดาบฟันวิญญาณคู่ใจอยู่ด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าอมเขียวหันมามองบุรุษหัวส้มก่อนจะสั่ง “มากับข้า คุโรซากิ อิจิโกะ”

“หัวหน้าฮิสึกายะ” เร็นจิเรียก แต่แล้วดวงตาคมก็หันกลับมามองอีกสองคนพร้อมว่า 

“ถ้าคิดว่าอยากจะให้ลองช่วยคุจิกิ ลองละลายน้ำแข็งที่อยู่ด้านนอกนั่นให้สำเร็จ ถ้าไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้ และเจ้า” ชายร่างเล็กหันมามองยมทูตผมสีแดงก่อนจะสั่ง “เจ้าก็ต้องมาด้วย ปล่อยให้หัวหน้าโคเท็ตสึอธิบายที่เหลือไปซะ” 

เพียงแค่นั้นหัวหน้าหน่วยสิบก็เดินมากระชากคอเสื้อของบุรุษหัวส้มแล้วใช้ก้าวพริบตาหายไปทันทีโดยไม่คิดจะอธิบายอะไร เช่นเดียวกับอาบาราอิ เร็นจิที่ขอตัวตามไปด้วยแม้จะไม่เข้าใจคำสั่งมากมาย ทิ้งให้สองชายหญิงหันมองหน้ากันก่อนที่จะหันไปมองอิซาเนะอย่างไม่เข้าใจคำสั่งของฮิสึกายะ โทชิโร่ 

ละลายน้ำแข็งงั้นเหรอ? หมายความว่าไง?





ฮิสึกายะ โทชิโร่พาร่างของตัวแทนยมทูตคุโรซากิ อิจิโกะมาจากที่ตรงนั้นก่อนจะปล่อยเมื่อรู้สึกว่ามาไกลพอสมควร แต่เมื่อหันไปมองก็ต้องหงุดหงิดเมื่อสีหน้าและแววตาราวกับที่หลุดหายไปในโลกส่วนตัวของตัวเองจนแม้แต่การที่โดนลากมาก็ไม่รู้ตัว 

พลั่ก!!!

“โอ๊ย! อยู่ๆมาเตะทำไมโทชิโร่!” อิจิโกะโวยวายออกมาเมื่อถูกเตะมาเต็มๆที่ท้องจนจุก แต่เมื่อสบกับดวงตาสีฟ้าอมเขียวที่มองมาอย่างตำหนิก็ต้องเงียบไป

“ลืมวิญญาณไว้ที่โลกมนุษย์รึไง คุโรซากิ”

“…” อิจิโกะไม่ตอบอะไร เพราะครั้งที่ได้ยินว่าลูเคียป่วยเป็นโรครักษาไม่หายก็ตกใจมากพอ ยิ่งเมื่อเร็นจิบอกว่าอวัยวะภายในเป็นน้ำแข็งนั้นแทบไม่อยากจะเชื่อ แต่ทันทีที่มาถึงหน่วยสิบสาม พลังกดดันวิญญาณที่แผ่ออกมามหาศาลนั่นบวกกับคำบอกเล่าของหัวหน้าโคเท็ตสึก็รู้สึกภาวนาให้มันเป็นเพียงฝัน “...มีอะไร โทชิโร่”

“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกหัวหน้าฮิสึกายะ” คนตัวเล็กกว่าถอนหายใจก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นยมทูตผมสีแดงเป็นเอกลักษณ์ที่มาถึงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนจะพูดต่อ “ข้าเป็นคนสั่งให้อาบาราอิไปพาตัวเจ้ามาจากโลกมนุษย์”

“ทำไม?”

ไม่มีคำตอบออกมาจากหัวหน้าหน่วยที่สิบ และเมื่ออิจิโกะหันไปมองเร็นจิก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมากระทบกับแก้มหนักๆจนกระเด็นไปไกลและยังไม่จบเท่านั้นเมื่อเร็นจิกระชากคอเสื้อของเขาขึ้นมา ดวงตาสีน้ำตาลกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพร้อมถามเสียงแข็ง “เจ้าถามงั้นรึว่าทำไม?! ข้าต่างหากที่ควรจะเป็นคนถาม!”

พลั่ก!

อิจิโกะสวนกลับจนเร็นจิที่กระชากคอเสื้ออยู่นั้นกระเด็นไปหลายเมตรแม้ว่าจะพายามยันไว้ ชายผมส้มถามกลับ “นายพูดเรื่องอะ...”

“เพราะเจ้า!” เร็นจิว่าขณะปาดเลือดที่มุมปาก และชั่วพริบตาก็มาปรากฎตัวตรงหน้าอิจิโกะ หมัดถูกวาดไปทันทีแต่กลับถูกปัดป้องไว้ได้ เขาไม่เข้าใจที่อยู่ดีๆทำไมเร็นจิถึงบ้าขึ้นมา แต่เมื่อสบกับดวงตานั้นก็ต้องชะงักไป ยิ่งประโยคที่ออกมาจากเพื่อนสนิท

“ทำไมเจ้าถึงไม่ปล่อยลูเคียไปสักที อิจิโกะ...”

พลั่ก!

ใบหน้าของอิจิโกะหันไปอีกทาง แต่กระนั้นประโยคที่ได้ยินมันทำให้อารมณ์ที่เก็บมานานนับปีปะทุขึ้น เขาตวัดไปมองเร็นจิอย่างเกรี้ยวกราดแล้วถามเสียงลอดไรฟันอย่างอดกลั้น “แกพูดบ้าอะไรของแก เร็นจิ...”

ไม่ปล่อยงั้นเหรอ?

ถ้าไม่ปล่อยจริง แกคงไม่ได้แต่งกับลูเคียแบบนั้นหรอก!!

“พอแค่นั้นแหละ คุโรซากิ อาบาราอิ” โทชิโร่เข้ามาขวางตรงกลางพร้อมกับหันไปมองเร็นจิอย่างตำหนิ “ใช้อารมณ์นำเช่นนี้อีกกี่ปีจะรู้เรื่องกัน”

“….”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร ดวงตาสีฟ้าอมเขียวตวัดมามองชายหนุ่มผมส้มที่ดูเปลี่ยนไปมากจากที่เจอกันครั้งล่าสุด ในหน้าอิดโรยและดูมีอายุขึ้นยิ่งไม่นับผมสั้นเต่อนั่นยิ่งให้ดูแก่เข้าไปใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ฮิสึกายะ โทชิโร่หรี่ตามองก่อนจะพูดขึ้น “ตาสว่างรึยัง คุโรซากิ อิจิโกะ”

“…”

“เจ้าเห็นสิ่งที่เกิดกับหน่วยสิบสามแล้วใช่ไหม?”

“…อืม” แต่เมื่อมองคนตรงหน้าก็ทำให้นึกอะไรขึ้นได้ คิ้วสีเดียวกับสีผมกดลงอย่างสงสัยก่อนจะถาม “แล้วทำไมนายถึงไปอยู่ที่นั่นได้ล่ะโทชิโร่”

“ตาสว่างจนได้สินะ” โทชิโร่สบถออกมาแค่นั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปมองอาบาราอิที่เดินมายืนใกล้ๆแล้วว่า “พวกเจ้าคุยกันเองก็แล้วกัน ข้าจะไปค้นหาบันทึกเก่าๆเผื่อจะช่วยได้”

“ขอบคุณมากครับหัวหน้าฮิสึกายะ”

“อย่าช้า” ดวงตาสีโทนน้ำแข็งตวัดมามองตัวแทนยมทูตก่อนจะว่าก่อน “ถ้าไม่อยากเห็นคุจิกิตาย”

“…”

เพียงแค่นั้นหัวหน้าหน่วยสิบก็จากไป อิจิโกะตวัดสายตามามองเพื่อนอย่างคาดคั้นที่จะต้องการคำอธิบายแต่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเพราะไม่ต้องการเสียเวลา ถ้าอย่างโทชิโร่พูดแบบนั้นแสดงว่ามันสำคัญจริงๆ ยมทูตหัวแดงถอนหายใจอย่างระบายสิ่งที่อึดอัดในใจก่อนจะถาม

“เจ้ารู้รึเปล่า ว่าทำไมทั้งหน่วยถึงเป็นน้ำแข็ง”

“..พลังกดดันวิญญาณของลูเคีย” เขาตอบ เมื่อตั้งสติดีๆก็สามารถรู้ได้ไม่ยาก และปริมาณมันมหาศาลจนน่ากลัว และดูจะเพิ่มสูงขึ้นด้วยซ้ำ

“ใช่” เร็นจิพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าทำไมหัวหน้าฮิสึกายะถึงมาอยู่ที่นั่นได้” 

ยมทูตหัวสีแดงหยิบอะไรบางอย่างที่มีขนาดเล็กออกมา และเมื่อเร็นจิแบมือออกมันก็ถูกฉายออกมาเป็นภาพ และนั่นทำให้อิจิโกะเบิกตากว้าง ภาพถูกเปลี่ยนไปคล้ายคนกำลังเดินอยู่ในที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกเกาะไปด้วยน้ำแข็ง และเมื่อเลี้ยวเข้าไปในห้องๆหนึ่งมันก็ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกระตุก ยิ่งเมื่อภาพฉายเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นจนเห็นเป็นเตียงขนาดกลาง อิจิโกะก็รู้สึกว่าแทบจะลืมวิธีหายใจไปแล้วคล้ายกับหัวใจจะหยุดเต้นจนต้องเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมที่หน้าอกตน เลือดในกายรู้สึกจับตัวและเย็นเฉียบ และหูได้ยินเสียงโทชิโร่ดังมาจากภาพนั้นและมือที่เอื้อมไปเลิกผ้าห่มตรงปลายเตียง

“ปลายนิ้วขวาถูกน้ำแข็งกัด แต่...” มือของโทชิโร่สัมผัสแผ่วเบาที่เท้านั่น ก่อนจะพูดต่อ “มันแข็งเหมือนน้ำแข็ง สัมผัสคล้ายน้ำแข็งที่พร้อมจะปริแตก”

ภาพเปลี่ยนมายังหัวเตียง ก็พบว่าเป็นร่างของสตรีนางหนึ่งที่เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากแห้งแตกที่เผยอน้อยๆมีไอออกมายามที่ร่างนั้นหายใจออก แต่นั่นคงไม่เท่ากับว่าเรือนผมสีดำสนิทตรงปลายเริ่มจะเป็นสีขาว คล้ายจะเห็นว่าริมฝีปากนั้นกำลังขยับพึมพำและคิ้วที่ขมวด ก่อนที่จะเห็นหลังมือของโทชิโร่อังที่หน้าผากห่างๆ

“ร่างกายเป็นน้ำแข็งไปมากกว่าสองในห้าเท่าที่ข้าดู” เสียงที่คุ้นหูยังคงรายงานไม่ขาด คล้ายจะเห็นโทชิโร่เทน้ำจนเห็นเป็นควันขึ้นมา แต่ชั่วพริบตาน้ำในแก้วนั้นกลับกลายเป็นมีเกล็ดน้ำแข็งเล็กน้อยทั้งที่เพิ่งจะโดนอากาศไปไม่ถึงนาที โทชิโร่ไม่ได้ให้น้ำดื่มแต่อย่างไร

“...”

จู่ๆคล้ายจะได้ยินอะไรบางอย่างจากริมฝีปากแตกระแหง เสียงที่แหบแห้งแต่กระนั้นก็ห่างไกล และภาพก็ถูกตัดเพียงเท่านั้น

“นี่คือภาพของเมื่อวาน” เร็นจิว่าก่อนจะเก็บอุปกรณ์นั้น “ไม่มีใครสามารถฝ่าแรงกดดันวิญญาณของลูเคียเข้าไปได้นอกจากหัวหน้าฮิสึกายะ แม้แต่หัวหน้าเบียคุยะหรือข้าก็เข้าไปไม่ได้”

“…กี่วันแล้วที่เป็นแบบนี้”

“วันสองวันแรกอาการยังไม่หนักเท่า ลูเคียยังฟื้นขึ้นมาพูดคุยได้ แต่ตอนนี้...” เร็นจิเงียบไปก่อนจะว่าต่อ “อย่างที่เจ้าเห็น ลูเคียแทบไม่มีสติแล้ว เป็นแบบนั้นมาห้าวันรวมวันนี้ด้วย และห้องทั้งห้องก็ถูกแช่แข็งอย่างที่เจ้าเห็น ร่างกายกำลังขาดน้ำและอาหาร เพราะน้ำมันเย็นเร็วมากต่อให้จะร้อนแค่ไหน แต่ร้อนมากก็จะไปตีกับด้านใน และถ้าเป็นน้ำธรรมดา ทันทีที่มันเข้าไปในปากลูเคีย มันจะค่อยๆเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งก่อนที่จะถึงกระเพาะด้วยซ้ำ”

“….”

“และที่ทำไมหัวหน้าฮิสึกายะถึงให้ข้าไปตามเจ้า และหัวหน้าคุจิกิเองก็เห็นชอบ” 

“….”

“เพราะว่าลูเคีย... ละเมอถึงแต่เจ้า อิจิโกะ”

!!?

“เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยิน แม้จะแผ่วเบาแต่ถ้าฟังดีๆเจ้าก็จะได้ยิน” เร็นจิเดินมาอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด “นางเรียกหาเจ้า”

‘…อิจิโกะ’

“….”

“ตอนแรกข้าไม่คิดจะให้เจ้ารู้ แต่ลูเคียเป็นแบบนั้น.....” เร็นจิกัดฟันกรอดก่อนที่จะเงยหน้ามาสบ “ข้าถามเจ้าจริงๆ เจ้าได้บอกความรู้สึกของเจ้าให้ลูเคียรึเปล่า”

“…ความรู้สึกอะไร” อิจิโกะถามเสียงเบาหวิว และนั่นทำให้ดวงตาสีน้ำตาลของยมทูตผมสีแดงมองอย่างไม่ค่อยพอใจและคาดคั้น

“เจ้าอย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่อง บอกข้าสิว่าข้าคิดไปเอง!”

“….” 

“บอกข้าสิ ว่าการที่เจ้ามาช่วยลูเคียตอนจะโดนประหารทั้งที่นางสละชีวิตเพื่อช่วยเจ้า เป็นแค่การตอบแทนบุญคุณธรรมดา”

ไม่... อิจิโกะหลบสายตา เร็นจิเดินเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าที่ทะมึงทึง พร้อมกับว่าต่อ 

“บอกข้าสิ ว่าการที่เจ้าทำทุกอย่างเพื่อให้ลูเคียรอดแม้แต่สู้กับหัวหน้าคุจิกิ มันเป็นแค่อยากให้พี่ชายเพื่อนยอมรับในตัวเพื่อน”

หยุด... มือทั้งสองของอิจิโกะกำแน่นอย่างสะกดกลั้น

“บอกข้าสิ ว่าเจ้าไม่ได้ละทิ้งได้ทุกอย่างเพื่อลูเคียได้ อย่างที่ข้าเข้าใจมาตลอด”

ขอแค่ได้เห็นรอยยิ้มกวนประสาทของยมทูตตัวเล็กๆนั่น ขอแค่เธอยังมีชีวิต ขอแค่เธอมีความสุข เขาละทิ้งได้.... อิจิโกะกัดฟันกรอดขณะที่หูก็ยังสะท้อนกับคำพูดของเร็นจิ

“บอกข้าสิ ว่าข้าแค่คิดไปเองว่าเจ้าหลบหน้าข้า หลบหน้าลูเคีย หลบหน้าหัวหน้าคุจิกิ หลังจากจบศึกกับจูฮาบัช”

แล้วจะให้เขาอยู่ให้เจ็บเล่นๆน่ะเหรอว่าที่ตรงนั้น.... 

“บอกข้าสิ ว่าข้าแค่จินตนาการไปเอง ว่าเจ้ารอคอยให้พวกข้า.. ไม่สิ ให้ลูเคียไปเยี่ยม”

วันทุกวันแสนน่าเบื่อ เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าไม่ว่าจะยามทิวารึราตรี เพื่อรอคอยคนเพียงคนเดียวที่ไม่รู้ว่าจะมาหาเมื่อไหร่ สองมือของเร็นจิกระชากมาที่คอเสื้อของเขาอีกครั้งพร้อมกับมองเข้ามาในดวงตา

“บอกข้าสิอิจิโกะ ว่าเจ้าเห็นลูเคียเป็นแค่เพื่อนคนสำคัญ เจ้าไม่ได้ ‘รัก’ ลูเคียแบบที่ข้ารัก!!”

ตึก! ฟุบ!

ประโยคนั้นคล้ายกับจะไปกระตุกปมอะไรบางอย่างในตัวไม่ก็ไปเปิดกล่องแพนโดร่าที่ไม่สมควรจะเปิดออก แววตาของอิจิโกะวาวโรจน์ขึ้นมาพร้อมกับแรงกดดันวิญญาณที่พุ่งขึ้นสูงจนเร็นจิต้องผละออก พลังกดดันวิญญาณที่สูงขึ้นจนน่าตกใจพร้อมกับที่มีไอสีดำล้อมรอบ ก่อนที่จะปรากฎออกมาเป็นหน้ากากดูน่าขนลุก มือที่เริ่มมีเล็บยาวฉีกกระชากชุดคลุมยมทูตสีดำจนเริ่มเห็นว่าไอสีดำแบบเดียวกันนั้นกำลังไปรวมกันตรงกลางหน้าอก เรือนผมสีส้มแสบตาที่ยาวขึ้นพร้อมกับที่รูปร่างต่างๆเริ่มเปลี่ยนไป

ก๊าซซซซซซซ!!!!

“!!?”

หลายต่อหลายคนที่รู้สึกที่แรงกดดันวิญญาณที่หนักหน่วงแต่กระนั้นก็กลับคุ้นเคยมองไปทางที่มาทันที ทุกหน่วยกระจายกำลังกันเพื่อปิดล้อมและป้องกันเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะส่งผลกระทบต่อโซลโซไซตี้ จนเกิดเป็นความวุ่นวายขนาดย่อมๆขึ้น

แต่ใครเล่าจะรู้ ณ บริเวณหนึ่ง ท่ามกลางน้ำแข็งที่เกาะจนเต็มห้อง หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในนั้นที่ไม่น่าจะมีสติได้ที่กำลังหายใจหอบจนออกมาเป็นไอ คิ้วโก่งสีดำสนิทขมวดมุ่นพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป มีเสียงพึมพำหลุดออกมาสั้นๆเบาๆว่า

“...อิจิโกะ”


===========================================================



“บ้าชิบ!!” เร็นจิสบถออกมาเมื่อจู่ๆสหายหัวส้มทำท่าจะเปลี่ยนร่าง ซ้ำดูไม่ใช่น่าปลอดภัยเลยอย่างร่างฮอลโลว์ที่มันคล้ายกับพวกอารันคาร์ 

แค่พูดไปแบบนั้น... เจ้าหมอนั่นถึงกับคลั่งแล้วปล่อยให้ฮอลโลว์หลุดออกมา? มันเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นรึเปล่า?

ภายในใจอิจิโกะเองก็รู้สึกปวดแปลบจนต้องร้องออกมาเพื่อบรรเทาในแบบที่ไม่รู้สึกมานานแสนนาน ในศีรษะราวกับมีอะไรมาทุบเต็มแรงและร่างกายก็รู้สึกคล้ายถูกฉีกกระชากออกมาจากภายใน รอบกายเห็นความมืดที่ค่อยๆกลืนกินแสงสว่างที่เห็น มันคือความรู้สึกที่ร่างกายของเขากำลังจะเปลี่ยนเป็นฮอลโลว์

“…อึก.. หยุด...” เขากุมศีรษะตัวเองพยายามที่จะฝืนต้านทาน

‘เก่งขึ้นแล้วนี่ อิจิโกะ’

“?!!”

ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะหันไปมองรอบๆเมื่อได้ยินเสียงที่สุดแสนจะคุ้นหูนั่น ความมืดที่เริ่มกลืนกินชะงักไปเพราะเสียงนั่น

‘เจ้าโง่! ถ้าคิดว่าจะแพ้ก็ฝึกตัวเองให้เก่งขึ้นแล้วกำราบมันซะสิ!’

เขาเงยหน้ามองไปยังแสงที่ยังคงไม่ถูกความมืดกลืนกิน และนั่นทำให้เขาเพิ่งสังเกตว่าทุกที่ในบริเวณนี้มันกำลังฝนตกจนท่วมมาแทบจะถึงคอของเขาอยู่รอมร่อ อิจิโกะเอื้อมมือยังแสงนั่นโดยสัญชาตญาณ

‘ที่เอาชีวิตตัวเองรอดกลับมาได้ ขอบคุณมาก’

ประโยคที่เธออาจจะคิดว่าเขาไม่ได้ยินเพราะสลบกับการต่อสู้กับแกรนด์ฟิชเชอร์ แต่น่าแปลกที่เขากลับได้ยินมัน

‘เจ้าไม่เคยเปลี่ยนเลย ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่ฟังคำพูดของข้า’

คำนั้นที่ขึ้นมาทำให้มือที่กำลังจะเอื้อมไปที่แสงนั่นชะงัก และนั่นเป็นโอกาสทำให้น้ำเข้ามาพัดตัวเขาเสียจนกระเด็น แต่เขาก็ไม่ได้ฝืนอะไรกับมัน เพราะครั้งนั้นเขาฟังไม่ใช่รึไง ถึงได้ไม่พูดอะไรและยอมถอยให้แต่โดยดี

‘ข้าจะรอ ถ้าหากเจ้าอยากจะพูด หรือมีความรู้สึกว่ามันโอเค ข้าจะรอฟัง’

‘กว่าจะถึงเวลานั้น.. ข้าจะรอ’

วาบ!

“!!!”

แสงสว่างที่เกือบจะดับลงไปสว่างวาบขึ้นมาทำให้น้ำที่โอบล้อมตัวเขาถอยกลับไปราวกับน้ำลง และถึงแม้ว่ามันจะสว่างมากพอที่จะทำให้น้ำและฝนเหือดแห้ง แต่เขากลับเห็นมันเป็นแสงที่อบอุ่นและอ่อนโยน

ราวกับแสงจันทร์ที่ทอประกายในยามค่ำคืน

เขาทะยานไปแสงนั่นอีกครั้งโดยไม่สนว่าครั้งนี้จะมีอะไรฉุด และมันก็สำเร็จ เขามาถึงและสัมผัสกับแสงนั่น และมันมอบความอบอุ่นและพลังให้เขา

‘ตัวตนของเจ้าที่อยู่ในใจข้า คือลูกผู้ชายแบบนั้นต่างหากล่ะ!’

‘อิจิโกะ!!!’

“…ลืมไปได้ยังไงกัน” เขาถึงกับหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างตลกในความโง่งี่เง่าของตนเอง เมื่อมองรอบตัวเขาก็เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสไร้ซึ่งเมฆฝน รอบกายเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวชะอุ่ม

“เป็นฉันอีกแล้วสินะที่ถูกช่วย ทั้งที่เธอยังนอนเป็นผักอยู่แท้ๆ”

เขามองแสงที่อ่อนและเล็กลงที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ เพราะแสงจากรอบกายและดวงอาทิตย์บดบังทำให้แทบมองไม่เห็นแต่อิจิโกะรู้อยู่เต็มอก เขาค่อยๆใช้มือนั้นนาบกับแผ่นอกของตัวเองและนั่นทำให้ความเจ็บปวดและอารมณ์มัวหมองที่มีมานานนับปีหายไปในพริบตา

เขาไม่เคยฟังที่แม่นั่นพูด อยู่ดีๆจะมาฟังเนี่ยนะ?

มือนั้นกำหมัดแน่นขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ห่างหายไปนานประดับมุมปากอย่างคนที่ตัดสินใจได้

ต่อให้มันจะผิดกับเร็นจิ กับเบียคุยะ กับอิโนะอุเอะ หรือแม้แต่กับคาสุอิและอิจิกะ แต่ถ้าไม่บอกออกไป คงเป็นเขาเองที่จะเสียใจไปจนวันตาย

“รอฉันหน่อยนะ”

ขอโทษที่เป็นผู้ชายแบบนี้.. คนที่กลัวกับความผิดหวังจนไม่กล้าเดินหน้า

ครั้งนี้แหละ เขาจะช่วยเธอ และเขาก็จะบอกออกไปให้จงได้

ความรู้สึก.. ที่ถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ที่เขาเก็บเอาไว้และไม่เคยคิดจะบอกมัน



    


เร็นจิลุกขึ้นมาเมื่อโดนปัดกระเด็นไปไกลหลายร้อยเมตรหลังจากที่เพียงแค่เข้าไปใกล้ แต่ยังไม่ทันเรียกดาบฟันวิญญาณก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน

ฟุบ!

จู่ๆราวกับพลังวิญญาณสีดำทั้งหมดถูกหยุด เขาหรี่ตามองอย่างจับผิดและระวังตัว และรู้สึกถึงแรงกดดันวิญญาณของยมทูตคนอื่นๆที่ใกล้เข้ามา

“ก๊าซซซซซซซ”

เป็นอีกครั้งที่ร่างที่เกือบเป็นฮอลโลว์โดยสมบูรณ์คำรามออกมาราวกับสัตว์ป่า ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ร่างกายที่เริ่มใหญ่และเป็นสีขาวนั่นเป็นรอยแตก เขายาวสองข้างนั่นก็เริ่มหัก และเมื่อยมทูตคนอื่นๆมาถึง หน้ากากฮอลโลว์ก็แตกกระจายเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย แม้เยื่อบุนัยน์ตาขาวจะเป็นสีดำและเรือนผมที่ยังคงยาวเหยียด แต่กระนั้นเมื่ออิจิโกะเดินออกมาก้าวหนึ่ง ส่วนเหล่านั้นก็หายไป และทรงผมก็กลับมาเป็นที่คุ้นตากันเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

“อิจิโกะ!” เร็นจิถลาเข้าไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายทรุดลง ใบหน้าของยมทูตหัวส้มมีแววอิดโรยแต่กลับมีประกายบางอย่างที่หายไปนาน มุมปากยกยิ้มอย่างมั่นใจก่อนจะว่า 

“โทษที”

“อิจิโกะคุง!” โอริฮิเมะถลาเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นรูปลักษณ์ที่ยังคงติดตาฝังใจเมื่อครู่ทำให้ต้องอดถามออกไปไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น ทำไม...”

“ไม่เป็นไร” เขาว่าพร้อมยิ้มให้เล็กน้อยและลุกยืนด้วยตัวเอง เร็นจิเมื่อเห็นสองมนุษย์ก็นึกขึ้นได้จึงถามอย่างร้อนรน

“พวกเจ้าได้ความว่าอย่างไร?!”

ใบหน้าหวานหยดของโอริฮิเมะวิตกและหันหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่อิชิดะดันแว่นของตนขึ้นเล็กน้อยก่อนจะว่าด้วยน้ำเสียงเครียด “พลังกดดันวิญญาณนั่นเหมือนไม่ใช่ของคุณคุจิกิด้วยซ้ำ สูงมาก พลังควินซี่ของฉันทำลายไม่ได้ หรือแม้แต่หกบุปผาของโอริฮิเมะซังก็ใช้ไม่ได้”

“ฉันจะลองดู”

!! 

“นี่นายไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยรึคุโรซากิ” อิชิดะหรี่ตามอง “มันใช้กำลังทำลายน้ำแข็งพวกนั้นไม่ได้ และเข้าไปไม่ได้ด้วย”

“ฉันยังไม่ได้ลอง นายจะรู้ได้ยังไงว่าฉันเข้าไปไม่ได้อิชิดะ” อิจิโกะหันมามองก่อนจะว่าต่อ “ฉันคิดว่า.. ตัวเองเข้าไปได้”

“อะไรถึงให้นายคิดแบบนั้น”

“ลางสังหรณ์”

“….อะไรนะ?” คำตอบนั้นทำให้คนฟังหลายๆคนอึ้งไป แต่กระนั้นอิจิโกะก็ไม่ได้พูดหรืออธิบายอะไรไปมากกว่านั้น เขาใช้ก้าวพริบตาหายไปและไปปรากฏตรงหน้าหน่วยสิบสาม พลังกดดันวิญญาณที่ดูสูงขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วจนน่าแปลกใจ เขามองน้ำแข็งเบื้องหน้าขณะที่ด้านหลังเหล่าสหายก็โผล่มา

“ไหนลองบอกแผนของเจ้ามาซิอิจิโกะ” เร็นจิว่า ซึ่งยมทูตผมส้มไม่ได้พูดอะไร นอกจากยื่นมือไปลองแตะกับน้ำแข็งตรงประตู

“!?”

“อิจิโกะคุง!!!” โอริฮิเมะร้องออกมาเมื่อร่างของยมทูตผมส้มกระเด็นออกไปไกลก่อนจะรีบไปดู

“ไม่เป็นไร” เขาปาดรอยเปื้อนบนใบหน้าก่อนจะยันตัวขึ้น

“โดนดีดเลยงั้นเหรอ” อิชิดะสัมผัสที่น้ำแข็งนั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้กระเด็นไปอย่างที่ยมทูตผมส้มโดน รู้สึกเพียงแค่แรงต้านน้อยๆเท่านั้น คิ้วสีน้ำเงินเข้มขมวดก่อนจะพึมพำ “เป็นแค่กับคุโรซากิ?”

ทุกสายตาหันไปมองอิจิโกะพลัน เหตุใดแรงกดดันวิญญาณถึงต่อต้านเพียงแค่ตัวแทนยมทูตผมสีส้มคนนั้นด้วยความแปลกใจและสงสัย แล้วก็ต้องยิ่งไม่เข้าใจเมื่อมีรอยยิ้มแห่งความมั่นใจประดับอยู่ที่มุมปาก

“นั่นหมายความว่าฉันแตกต่างจากพวกนายยังไงล่ะ! บังไค!!”

อิจิโกะใช้โดยที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และเมื่ออยู่ในรูปร่างที่ทุกคนคุ้นตาจากศึกจูฮาบัช ชายหนุ่มก็พุ่งพรวดเข้าไปอีกรอบยังทางเข้าหน่วยสิบสามที่ถูกน้ำแข็งเกาะจนเป็นเหมือนอุโมงค์ประตูทางเข้า

“คุโรซากิคุง!!”

ตูม!!!

เกิดเป็นไอควันเย็นคลุ้งไปทั่วจนต้องยกมือขึ้นปิด และเมื่อมันสลายหายไป ก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นตาที่ยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า และดาบรูปร่างแปลกตาก็ฟันค้างสัมผัสอยู่กับน้ำแข็ง และสุดท้ายร่างนั้นก็หงายหลังลงไปและอาจจะหัวฟาดพื้นไปแล้วหากมีคนรับไม่ทัน

โป๊ก!!

“โอริฮิเมะซัง!” อิชิดะเข้าไปประคองทันทีเมื่อสาวเจ้าเอาศีรษะเข้าไปรับจนกระแทกกับท้ายทอยของอิจิโกะเต็มๆ รอยแดงเป็นปื้นปรากฎให้เห็นบนหน้าผากแต่กระนั้นเธอก็ลูบท้ายทอยตนแล้วยิ้มแห้งๆ “ฉันไม่เป็นไรอิชิดะคุง”

มันเหมือนเหตุการณ์เดจาวูที่เคยเกิดขึ้นคล้ายๆกัน ความหัวแข็ง(ทางกายภาพ)ของผู้หญิงคนนี้ทุกคนรู้ดี แต่กระนั้นอีกคนที่ควรจะร้องออกมากลับนิ่งเงียบผิดปกติ และเมื่อดูก็ปรากฎว่าเปลือกตาของอิจิโกะนั้นปิดสนิทขณะที่สองมือยังคงกำดาบอยู่

“เฮ้! อิจิโกะ! ได้ยินข้ารึเปล่า” เร็นจิเขย่าตัวแต่ก็ยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบรับ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังจากด้านหลัง

“โอ้! อย่าเพิ่งไปแตะตัวเขาดีกว่านะครับ”

“!?”

เขาคือผู้ชายรูปร่างสูงที่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงสวมจินเบ หมวกลายและรองเท้าเกี๊ยะอยู่เสมอ ในมือยังคงมีไม้เท้าที่ใครเล่าจะรู้ว่าซ่อนดาบฟันวิญญาณเอาไว้ และอีกมือหน่ึงมีพัดที่กำลังปิดหน้าส่วนล่างอยู่ แต่กระนั้นทุกคนก็รู้ได้ทันที

อุราฮาร่า คิสึเกะ!?

“คุณมาทำอะไรที่นี่?”

ไร้ซึ่งคำตอบแต่อย่างใด ผู้จัดการร้านอุราฮาร่าเดินข้ามอิจิโกะไป มือหนึ่งสัมผัสที่น้ำแข็งนั่นก่อนที่จะก้มลงคล้ายกับมองหาอะไรบางอย่าง แล้วว่า “…คุโรซากิซังไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะครับ”

“หมายความว่าไง? ก็หมอนี่ยังอยู่นี่อยู่เลย” เร็นจิเถียง ซึ่งอุราฮาร่าไม่ได้พูดอะไรแต่ฟาดพัดไปเสียเต็มแรงบนใบหน้าของคนที่นอนหลับ และซ้ำด้วยการดึงหนังตาอีกต่างหาก

“คุณอุราฮาร่า!”

“ดูสิครับ”

โดยที่ไม่ฟังใคร เขาพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับบอกต่อ “ถ้าเป็นปกติคงลุกขึ้นมาเตะผมแล้ว แต่นี่ไม่มี”

“หมายความว่าไง?”

ยังคงไม่มีคำตอบใดๆออกมาจากปากของอุราฮาร่า อดีตหัวหน้าหน่วยสิบสองยืนขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปที่ประตูน้ำแข็งอย่างจับผิด ก่อนที่จะว่าเสียงใสผิดสถานการณ์

“เอาล่ะ ผมคงต้องขอตัวคุณคุโรซากิไปนะครับ”

“เดี๋ยวค่ะคุณอุราฮาร่า”

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับคุณนายคุโรซากิ” อุราฮาร่าว่าพร้อมกับหิ้วตัวยมทูตผมส้มขึ้นมาและพูดเสียงเบาลงพอที่จะได้ยิน “แต่ตัวคุณเองน่าจะเป็นห่วงมากกว่า”

“เอ๋?”

“ผมคิดว่าหัวหน้าคุโรสึจิคงวิจัยอยู่เกี่ยวกับน้ำแข็งของคุณคุจิกิ” เขาว่าไปอีกเรื่อง “เพราะนี่ยังไงก็เป็นเคสที่ไม่เคยเกิดขึ้น ฉะนั้นผมขอตัวนะครับ”

“เฮ้ยเดี๋ยว!”

ฟุบ!

“เดี๋ยวอาบาราอิ” อิิชิดะต้องรั้งไว้เมื่อเห็นว่ากำลังจะตามไป มือข้างหนึ่งดันแว่นขึ้นตามความเคยชินก่อนจะว่า “คุโรซากิคงไม่เป็นอะไรหรอก”

“อย่ามาแกล้งโง่อิชิดะ” ดวงตาสีน้ำตาลตวัดมามองอย่างเอาเรื่อง “อุราฮาร่ามาแบบนี้และเอาตัวอิจิโกะไปโดยไม่อธิบายอะไร เจ้าไม่เห็นสายตาที่เขามองน้ำแข็งนั่นรึไง คนโง่ๆแบบข้ายังรู้ว่ามันมีเรื่องอะไรไม่ชอบมาพากลมีรึที่คนฉลาดอย่างเจ้าจะไม่รู้”

“….”

ใช่ ทุกครั้งที่อุราฮาร่าปรากฎตัวนั่นหมายความว่ามีเรื่องสำคัญที่คนอื่นคาดไม่ถึง และมันอาจจะจบในทางที่ดีหรือแย่ก็ไม่ทราบ รู้แต่่ว่ามันต้องเกี่ยวอะไรกับที่คุณคุจิกิเป็นแบบนี้ รวมถึงที่คุโรซากิเป็นคนเดียวที่โดนดีดด้วย

หรือว่า....

อีกด้านหนึ่ง อุราฮาร่าที่ใช้ก้าวพริบตาไปตามทางขณะที่แบกคนที่ไม่ได้สติอยู่บนหลัง ในหัวคิดถึงความเป็นไปได้ก่อนที่จะอดพึมพำไม่ได้

“สิ่งที่คิดว่ามันจบไปแล้ว มันยังไม่จบหรอกนะครับ..”

“…ความรู้สึกที่ยังคงผูกมัดพวกคุณไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ต่อให้สมองจะสั่งให้ทำเป็นมองไม่เห็น แต่ร่างกายและหัวใจของพวกคุณมันไม่อาจปฏิเสธได้หรอกนะครับ คุณคุโรซากิ คุณคุจิกิ”


อิจิโกะรู้สึกว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งพายุหิมะที่ไหนสักที่ที่ไม่คุ้นตา แต่ลึกๆในความรู้สึกกลับคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มือข้างหนึ่งขึ้นมาอังริมฝีปากและหายใจไล่ความหนาวเหน็บที่กำลังเกาะกุมไปทั่วทั้งฝ่ามือ ดวงตาหรี่มองอย่างยากลำบากเพราะพายุที่พัดโหม แม้มันจะไม่แรงแต่ก็เมื่อมันมีหิมะก็พอที่จะทำให้การมองเห็นยากยิ่งขึ้น

นี่เขาอยู่ที่ไหน?

ชายหนุ่มมองซันเงสึที่เป็นรูปร่างดาบสีขาวตรงกลางสีดำ และเมื่อจับที่ศีรษะของตนมันก็มีเขาอยู่ข้างหนึ่ง 

อา... เขาบังไคก่อนที่จะพุ่งเข้าไปที่น้ำแข็งนั่น..

น้ำแข็ง!?

“ลูเคีย!!!”

อิจิโกะตะโกนออกมาทันทีเมื่อนึกความทรงจำสุดท้ายได้ เขากวาดสายตารอบๆก่อนจะออกตามหา เขาไม่รู้สึกว่าที่นี่อยู่ในโซลโซไซตี้ เช่นกันกับความจริงที่ว่าลูเคียนอนไม่ได้สติอยู่ที่หน่วยสิบสาม แต่ไม่รู้ทำไม สัญชาตญาณกลับบอกให้เขาออกตามหา

!? นั่นมัน....

คล้ายจะเห็นรางๆถึงรูปร่างไกลๆที่อยู่ในชุดสีดำสนิท แต่กระนั้นเขาก็มั่นใจได้ไม่ยาก อิจิโกะพุ่งตัวเข้าไปหาพร้อมกับเรียกเสียงดัง “ลูเคีย!!”

เพียงอึดใจ เขาก็มาอยู่ด้านหลัง เรือนผมที่ยาวเหยียดสีดำแต่แผ่นหลังนั้น.. ไม่ผิดแน่ เขาหอบหายใจออกมาจนเห็นเป็นไอสีขาว มือหนึ่งเอื้อมเตรียมที่จะแตะบ่า “เฮ้ ลูเคีย”

“…บังไค”

“?!”

อิจิโกะถึงกับต้องกระโดดตัวขึ้นไปด้านบนเมื่อรับรู้ถึงความเย็นจัดที่เข้ามาปกคลุมรอบตัวจนรู้สึกราวกับว่าจะกลายเป็นน้ำแข็ง พายุหิมะโดยรอบล้อมรอบตรงหน้าจนกลายเป็นเสาสูงทะลุฟ้า ความหนาวเย็นกำลังเกาะกินจนเริ่มมีน้ำแข็งเกาะปลายนิ้วและร่างกาย อิจิโกะหายใจออกมาอย่างยากลำบากขณะที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ละสายตายามที่พายุหมุนตรงหน้าหายไป

เรือนผมสีขาวแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับหิมะปลิวไสวไปตามแรงลมโดยรอบ กิโมโนญี่ปุ่นที่สายรัดด้านหลังปลิวไสวชวนให้นึกขึ้นเหล่าเทพธิดาที่เคยเห็นในตำรา ปิ่นน้ำแข็งที่ประดับและดาบเล่มนั้น โซเดโนะ ชิรายูกิที่แต่เดิมก็เป็นสีขาวอยู่แล้วแต่ตอนนี้ใบดาบใสจนสามารถมองทะลุ เกล็ดหิมะและน้ำแข็งที่ตกปกคลุมทั่วร่าง เปลือกตานั้นค่อยๆลืมขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็ง และไอสีขาวจางๆก็ออกมาจากริมฝีปากเล็กนั่น

ฮักคะโนะ โทกาเมะ... บังไคของลูเคีย

จะว่าไปนี่ก็เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เขาได้เห็นมัน

ใบหน้านั้นแหงนขึ้นช้าๆ และนั่นทำให้เขาชะงัก เพราะดวงตาคู่นั้นราวกับว่าลูเคียไม่รู้จักเขา ดวงตาที่ว่างเปล่าและไร้อารมณ์เหมือนที่เคยเห็นตอนที่เธอถูกควบคุมและหายไปจากความทรงจำตอนนั้น 

“ลูเคีย!”

“…จูฮาคุ”

“!!”

ทางน้ำแข็งที่พุ่งมาเป็นทางทำให้เขาต้องหลบอีกครั้ง แต่แล้วพื้นที่เหยียบก็กลับกลายเป็นวงสีขาวและแช่แข็งขึ้นมาทันที และยังไม่จบแค่นั้นเมื่อไม่ว่าเขาจะหนีไปทางไหนก็จะมีน้ำแข็งที่พร้อมจะแช่แข็งเขาได้ทุกเมื่อ

“เฮ้! ลูเคีย! จำฉันไม่ได้รึไง!”

ราวกับไม่ได้ยิน ดวงตานั้นยังคงจ้องมาที่เขาพร้อมกับที่สึกิชิโระที่โจมตีมาจนอิจิโกะต้องสบถ ได้ยินมาว่าเวลาที่ลูเคียใช้บังไคจะขยับไม่ได้และใช้ได้แค่เวลาสั้นๆ แต่นี่เธอใช้โจมตีเขาได้ และบังไคนั้นก็ทำให้ท่าต่างๆมีความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวด้วย

“ระบำที่ห้า...”

“?!”

“ยูกิโนะ ฮานะนิวะ (สวนดอกไม้หิมะ)”

จู่ๆรอบตัวของอิจิโกะก็เกิดเป็นคล้ายๆเกล็ดหิมะรอบตัวที่กำลังเกาะอยู่น้ำแข็งคล้ายดอกไม้ เขารีบใช้ก้าวพริบตาออกมาจากที่ตรงนั้น แต่เมื่อเกล็ดพวกนั้นแตกออก ก็ปรากฎว่าขาทั้งสองข้างที่เหยียบที่ตรงนั้น รวมถึงปลายดาบที่แตะพื้นเมื่อครู่ ก็มีเกล็ดหิมะเกาะ เขากระเทาะมันให้แตกออก

“...ชิรุ (ผนึก)”

“!!” จู่ๆเกล็ดหิมะที่เขาทำลายทิ้งไปก็ปรากฎออกมาเป็นโซ่และผนึกมัดร่างเขาไว้ โซ่สีขาวราวกับหิมะที่พันรอบไปทั่วและมันมาพร้อมกับความหนาวเย็นจากภายในราวกับว่ามันกำลังวิ่งไปตามเส้นเลือดของเขา และเมื่อลองใช้ก้าวพริบตาปรากฎว่าขากลับไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว และเขาที่ถูกพันธนาการไว้ก็ถูกโยนลงเบื้องหน้าเจ้าของวิชา

“…เลิกหนีแล้วสินะ”

เสียงที่คุ้นหูแต่กระนั้นก็เนิบนาบเรียบเฉยผิดปกติ อิจิโกะเงยหน้ามองก่อนจะพยายามบอกโดยไม่สนใจความหนาวที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย “นี่ฉันอิจิโกะไงเล่า!”

“เจ้าเข้ามาในโลกของข้า...” 

ราวกับไม่ได้ยินที่ชายหนุ่มท้วง ลูเคียชี้ชิรายูกิมาที่เขาก่อนจะว่าต่อ “โดยไม่ได้รับอนุญาต”

“แล้วทำยังไงถึงจะอนุญาตเล่า!!” อิจิโกะเถียง “ฉันมาช่วยเธอ!”

กึก!

ราวกับรู้สึกว่าหิมะที่พัดโหมรอบตัวชะงักไป อิจิโกะมองรอบกายอย่างสงสัย ก่อนที่จะได้ยินเสียงที่ออกมาจากปากเล็กนั่น

“เท็นเรย์ (จิตวิญญาณสวรรค์)”

วาบ!

ท้องฟ้าที่พายุโหมจู่ๆก็ทอแสงสีขาวออกมาจนสว่างวาบ อิจิโกะถึงกับต้องหรี่ตามองเพราะรู้สึกว่ามันไม่ต่างอะไรกับมองผืนหิมะกว้างใหญ่บนฟากฟ้า

แกร๊ก...

เสียงราวกับอะไรปริแตกทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าบนใบหน้าของลูเคียนั้นมีรอยแตกร้าว แต่กระนั้นเธอก็ดูไม่สนใจ เพราะดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยแววเรียบเฉย

แต่ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกว่ามันเศร้าสร้อยและดูโดดเด่ียว

‘อิจิโกะ’

คล้ายในหูจะได้ยินเสียงเรียกที่เหมือนจะคุ้นแต่ก็นึกไม่ออก แต่กระนั้นอิจิโกะก็ไม่สนใจ เขายื่นมือไปพร้อมกับตะโกนโต้ลม “ยื่นมือมาหาฉันลูเคีย!!”

“…โซกักโค (แสงจันทร์น้ำค้างแข็ง)”

‘อิจิโกะ!!!’

แทบจะซ้อนทับกันระหว่างเสียงที่ได้ยินในหัว แม้อารมณ์จะต่างกันแต่เสียงที่ได้ยินมันก็ทำให้รู้สึกปวดหัวแทบระเบิด เขาต้องกุมศีรษะไว้ขณะที่รู้สึกว่าปลายนิ้วเริ่มแข็งยามที่มีแสงที่มาจากท้องฟ้าหิมะนั่นสาดส่องมาตรงตัวเขา

“…ไม่มีผู้ใดในโลกสามารถช่วยข้าได้”

‘ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ถ้าเจ้ายังไม่อยากตายอิจิโกะ!!’

ร่างกายค่อยๆแข็งขึ้นทีละส่วนจากเท้าไล่ขึ้นมา ราวกับรู้สึกทีละนิดว่าส่วนใดแข็งเป็นน้ำแข็ง ภายในรู้สึกหนาวจนหายใจติดขัดออกมาเป็นไอ ความเจ็บปวดที่กำลังลามไปทั่วร่างมันทำให้เขาอยากจะกรีดร้องออกมาแต่กระนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากริมฝีปาก และจู่ๆความรู้สึกก็เหมือนกับถูกฉุดลงไปยังเหวมืด มือของเขาไขว่คว้าไปที่ร่างเล็กๆในกิโมโนสีขาวที่ห่างออกไปทุกที พร้อมกับที่ได้ยินเสียงกังวานห่างไกลออกไปดังส่งท้าย

“…เพราะคนที่ข้าอยากให้มา เขาไม่สามารถปกป้องข้าได้หากเขามีสิ่งอื่นที่ต้องปกป้อง”

….

“สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าข้า ที่เป็นเพียงสหายคนหนึ่งของเขา”


===========================================================



เฮือก!!!

เขาลืมตาขึ้นมาอย่างตกตะลึงและเบื้องหน้าคือท้องฟ้าสีครามที่คุ้นตา เขาพยายามเรียกสติและสงบลมหายใจหอบของตน

ที่นี่มัน.. บริเวณใต้โซเคียคุ

“ได้สติสักทีสินะ”

เสียงนั้นทำให้เขาในสภาพที่นอนอยู่หันไปมองทางต้นเสียง แล้วก็ต้องพึมพำออกมาคล้ายคนกึ่งหลับกึ่งตื่น “โยรุอิจิซัง...”

ไม่ผิดแน่ ผิวสีเข้มแบบนั้น การแต่งตัวและท่าทางกิริยา ... แต่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

“โยรุอิจิซังเป็นคนดึงคุณออกมาจากอาโคะกะเระ

ประโยคนั้นไม่ใช่หญิงสาวตรงหนาเป็นคนตอบ แต่กลับเป็นผู้ชายสวมหมวกและถือพัดปิดหน้า ซึ่งนั่นทำให้เขาอุทานออกมา “อุราฮาร่าซะ...”

โป๊ก!!

จู่ๆพัดนั่นก็ถูกพับเก็บพร้อมกับฟาดลงมาแสกกลางหน้า ทำให้อิจิโกะต้องกระโดดเตะชายที่ลงมือทันใด

“ทำอะไรของคุณเนี่ยอุราฮาร่าซัง!?”

“ทดสอบน่ะครับ”

“ทดสอบอะไร?!”

“อิจิโกะ” สงครามย่อมๆที่เขาเตรียมจะเปิดกับเจ้าของร้านอุราฮาร่า ไหล่ก็ถูกคว้าหมับ โยรุอิจิส่งสายตาห้ามปรามกึ่งรำคาญมาให้ พร้อมกับว่า

“เจ้าลองสำรวจตัวเองก่อนดีกว่าอิจิโกะ”

คิ้วสีส้มกดลงอย่างไม่เข้าใจ และเมื่อลองขยับมือกับเท้าก็ต้องแปลกใจ แต่เมื่อหันไปมองมันกลับทำให้ตกตะลึงเสียยิ่งกว่าเก่า

เพราะปลายนิ้วของเขามีน้ำแข็งเกาะ และมันชาดิกจนแทบขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับเท้าของเขา

“เจ้าเข้าไปโลกอะโคะกะเระของคุจิกิ”

“อะโคะกะเระ (ความใฝ่ฝัน)?”

“ง่ายๆมันก็คล้ายๆโลกจิตวิญญาณนั่นแหละครับ”

“เดี๋ยวนะ” อิจิโกะถึงกับต้องยกมือปรามให้หยุด ก่อนที่จะกุมขมับเพราะไม่เข้าใจ “โซลโซไซตี้มันก็โลกวิญญาณแล้วไม่ใช่เหรอครับ? แล้วโลกวิญญาณจากไหนอีก?”

“ผมใช้คำว่าโลก ‘จิต’ วิญญาณ นะครับคุโรซากิซัง”

“แล้วมันต่างกันตรงไหน?”

“รู้ใช่ไหมครับว่าแต่ละสิ่งมีจิตวิญญาณของมัน” อุราฮาร่าเกริ่น “ไม่ว่าจะต้นไม้ น้ำ หรือแม้กระทั่งดาบฟันวิญญาณของเรา”

“แต่ดาบฟันวิญญาณก็เป็นวิญญาณไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ใช่ครับ” อุราฮาร่าส่ายหน้า “ใกล้เคียงแต่ต่างกัน”

“ยังไง”

“กายหยาบกับวิญญาณมีความถี่ต่างกัน ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่พลังวิญญาณ” อุราฮาร่าโบกพัดเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “แต่สิ่งที่มีความถี่สูงและละเอียดกว่าวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ ซึ่งอันที่จริงมันก็มีอยู่ในตัวพวกเราทุกคน”

“สิ่งที่ทำให้วิญญาณของคุณตอนนี้เคลื่อนไหวคืออะไรครับ คุโรซากิซัง”

“ฮะ???”

“ทำไมคุณถึงพุ่งเข้าไปที่หน่วยสิบสาม?” เขาเปลี่ยนคำถาม “ทำไมคุณตัดสินใจใช้บังไคก่อนที่จะพุ่งเข้าไปชนกับน้ำแข็งตรงทางเข้าของหน่วยสิบสามจนคุณสลบไป?”

“….ผมไม่รู้” อิจิโกะที่กลับมาอยู่ในรูปร่างยมทูตปกติทาบมือกับหน้าอกของตนก่อนจะพยายามหาคำอธิบาย “มันแค่มีเสียงในหัว ความรู้สึกลึกๆบอกให้ใช้บังไค”

“และคุณก็ทำตามมัน” อุราฮาร่าฉีกยิ้มแล้วหัวเราะออกมา “เพราะอยากจะช่วยคุจิกิซังใช่ไหมครับ?”

“ใช่”

“นั่นแหละครับจิตวิญญาณ” เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “อันที่จริงมันก็คล้ายๆกับจิตใต้สำนึก สิ่งที่ชักจูงให้เราไปในทางที่เราต้องการ หรือแม้แต่หาทางเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย สิ่งที่อยากจะทำและทำให้วิญญาณและกายหยาบของเราเคลื่อนไหว แม้แต่พลังซ่อนเร้นพวกนั้นมันก็มาจากจิตวิญญาณทั้งหมด”

แต่กระนั้นตัวแทนยมทูตผมส้มก็ยังคงไม่เข้าใจ คิ้วสีส้มยิ่งขมวดหนักกว่าเก่าก่อนจะถาม “แล้วเกี่ยวอะไรกับลูเคีย?”

“อะโคะกะเระ (ความใฝ่ฝัน) คือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ” อุราฮาร่าตอบ “ที่ผมเรียกแบบนั้น มันคือความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นแบบคนอื่น แต่ในกรณีของคุจิกิซังนั้น มันคล้ายกับว่าจิตได้เข้าอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ซึ่งที่ผมบอกว่ามันเป็นความใฝ่ฝัน เพราะว่า...”

“อิจิโกะ” 

กลับเป็นชิโฮอิน โยรุอิจิที่ขัดขึ้นมา ดวงตาสีอำพันปรายตามามองอิจิโกะก่อนที่จะถาม “เจ้าได้เจอคุจิกิรึเปล่า?”

อิจิโกะพยักหน้าช้าๆ

“สภาพเป็นอย่างไรนอกจากพายุหิมะกับน้ำแข็ง”

“ลูเคีย.. ใช้บังไค” อิจิโกะกลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “มีท่าใหม่ที่ผมไม่รู้จัก และยัยนั่นจำผมไม่ได้ ....”

“และโจมตีเจ้าด้วยสินะ”

อิจิโกะพยักหน้าอีกครั้งอย่างเชื่องช้า เธอมองเขาเหมือนศัตรูที่ต้องถูกกำจัดมันทำให้ในใจรู้สึกเจ็บแปลบ ลูเคียที่สวมบังไคแบบนั้นยิ่งบวกกับสีหน้าท่าทาง ไม่รู้ทำไม มันให้ความรู้สึกสง่างามและสูงส่งอย่างบอกไม่ถูก

สูงส่ง จนสองมือนี้ไม่อาจไขว่คว้าเอื้อมถึง

ราวกับกำลังไขว่คว้าจันทราที่ทอแสงอยู่บนฟ้า และเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ได้เพียงแค่มอง

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ลูเคียอยู่ไกลเกินเอื้อมของเขาขนาดนั้น...

“อิจิโกะคุง!!!”

เสียงเรียกและฝีเท้ามากกว่าหนึ่งคู่ที่ดังมา และเบื้องหน้าคือผู้หญิงผมส้มที่อยู่เคียงข้างเขาตอนนี้จนมีคาสุอิ แต่ไม่รู้ทำไม ตอนนี้เขาไม่อยากเห็นใบหน้านั้นจนต้องเบนหน้าหนี จนกลุ่มคนที่คุ้นตาเข้ามาถึงตัว

“ฉะ.. ฉันเป็นห่วงอิจิโกะคุงแทบตายตอนที่เธอ.. ไม่ได้สติน่ะ ฮึก...”

โอริฮิเมะร้องไห้ขณะที่คุกเข่าอยู่ข้างตัว แต่แล้วดวงตาเปรอะน้ำก็หันไปเห็นน้ำแข็งที่เกาะตามตัว ทำให้เธอตกใจ แต่กระนั้นอิจิโกะกลับบอกขัดเพราะรู้ว่าเธอจะทำอะไร

“ไม่ต้องหรอก”

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไร”

ใบหน้าที่แม้เวลาจะผ่านไปแต่ก็ยังไม่สร่างนั้นหมองลง ก่อนจะพยายามพูดต่อ “ฉันไปเจออิจิกะจังมาล่ะ เธอยังดูปกติและร่าเริง ถามหาคาสุอิด้วย ก็เลยบอกไปว่าอีกสองวันถึงจะกลับ”

“…”

“ไว้เดี๋ยวกลับไปรับคาสุอิกันนะอิจิโก...”

“ขอโทษนะ ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก”

ไม่รู้ทำไม แต่เขาทนมองและได้ยินเสียงของโอริฮิเมะไม่ได้จริงๆ

“คุโรซากิซังก็แค่ยังเบลอๆมีผลกระทบนิดหน่อยครับ ไม่ต้องเป็นห่วงไปคุณนายคุโรซากิ”

“แต่อุราฮาร่าซังคะ...”

ดวงตาที่แทบจะหลบอยู่ใต้เงาหมวกที่เผยให้เห็นชั่วครู่นั้นทำให้โอริฮิเมะยอมเงียบลงไปทันตา เธอก้มมองมือตัวเองที่กำชายกระโปรงแน่นและกัดริมฝีปากอย่างอดกลั้น

กับความรู้สึกที่เหมือนกับว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ‘คู่ชีวิต’ ของตัวเอง




“โอริฮิเมะ”

เธอหันมามองผู้หญิงตรงหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นครูของเธอ เธอขานรับ “ค.. คะ? โยรุอิจิซัง”

“มากับข้าสักครู่”

“เอ๋?!”

“ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” 

ร่างสูงโปร่งเพรียวลมเดินหายอีกทางโดยไม่ฟังคำค้านหรือยอมรับ โอริฮิเมะมองซ้ายขวาอย่างชั่งใจ สายตาหยุดลงที่แผ่นหลังที่ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ เธอฝืนใจหันหน้าหนีก่อนจะวิ่งตามโยรุอิจิไปด้วยสังหรณ์ที่ไม่ดีมากมายจากสีหน้าที่คิดไม่ตก

แปะๆ

“เอาล่ะ ที่นี้มาพูดเรื่องของหนุ่มๆกันดีกว่านะครับ~” อุราฮาร่า คิสึเกะว่าเสียงใส “ผมคิดว่าอิชิดะซังคงพอเดาอะไรหลายๆอย่างได้แล้วใช่ไหมครับ จากสีหน้าและแววตาของคุณตอนนี้”

“ก็แค่เดา” หมอหนุ่มถอนหายใจก่อนจะพูดเสียงเบา “มันอาจจะทำให้... ครอบครัวมากกว่าหนึ่งครอบครัวแตกก็ได้”

เร็นจิที่ยังคงไม่พูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียวรู้สึกจุกอย่างบอกไม่ถูกกับคำพูดของอุราฮาร่า คิสึเกะ ในใจรู้สึกอึดอัดเหลือคณา ก่อนที่สุดท้ายเขาจะทนไม่ไหวจึงถาม “สรุปรู้งั้นรึว่าลูเคียเป็นอะไร?”

“…ผมคงบอกได้แค่ว่าคุณคุจิกิปิดตัวเองลงครับ” อุราฮาร่าตอบ แต่นั่นคงเป็นคำตอบที่ไม่พอใจคนฟัง เพราะอาบาราอิถามเสียงดังอย่างร้อนรน

“แล้วจะให้ข้าทำยังไง!? ข้าต้องทำยังไงถึงจะช่วยลูเคียได้!!”

“เกรงว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นครับ” คำพูดของอุราฮาร่าทำให้ยมทูตผมแดงหันไปมองชายที่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลจากวงสนทนานี้ก่อนจะกัดฟันกรอดและถามเสียงต่ำ

“จะบอกว่าอิจิโกะอยู่ตำแหน่งนั้นรึไง?”

คำนั้นทำให้เจ้าของชื่อหันมามองทันที แต่กระนั้นอุราฮาร่ากลับไม่สนใจและสนทนาต่อ

“คุณรู้คำตอบดีอยู่แล้ว” อดีตหัวหน้าหน่วยสิบสองถอนหายใจ “และก็รู้ด้วยว่าทำไมถึงต้องเป็นคุโรซากิซัง แต่ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำได้อยู่ดี”

“ผมจะทำ!” อิจิโกะแทรกขึ้นมา “ต่อให้จะต้องทำอะไรเพื่อจะช่วยลูเคีย ผมก็จะ...”

“คุณไม่สามารถพูดประโยคนั้นได้อีกแล้วครับ คุโรซากิซัง” อุราฮาร่าหุบพัดก่อนจะหันหลังให้ อิจิโกะมองท่าทางนั้นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แต่แล้วก่อนที่จะได้พูดอะไร ก็ถูกขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ผมถามคุณจริงๆนะครับคุโรซากิซัง” ดวงตานั้นมองผ่านไหล่ของตนก่อนจะว่าต่อ “ก็ใช่ที่คุณ ‘อาจจะ’ เป็นคนเดียวที่ช่วยคุณคุจิกิได้ แต่คุณไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ อย่าลืมสิ ว่าคุณเองก็มีครอบครัวของคุณแล้ว”

“…” ชายหนุ่มเงียบไปทันที ขณะที่หูยังคงฟังต่ออย่างไม่อาจห้าม

“คุณมีภรรยา มีลูก มีชีวิตที่สงบสุข และการจะช่วยคุจิกิซังครั้งนี้ก็เสี่ยงถึงชีวิต หนำซ้ำนอกจากที่ว่าคุณอาจตาย คุจิกิซังก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ฟื้น” 

“….”

“คุณแน่ใจเหรอครับ ว่าจะเอาทั้งหมดนั่นไปเสี่ยงเพื่อ ‘เพื่อน’ เพียงคนเดียว”

อุราฮาร่าหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าที่เห็นมากว่าสิบปีที่ยังคงนิ่งเงียบไม่มีปฏิกิริยาใดๆกับคำพูดของเขา มือขยับหมวกให้ปิดลงเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาบาราอิซังกับหัวหน้าคุจิกิไปเสียดีกว่า หนำซ้ำหัวหน้าโคเท็ตสึและหัวหน้าฮิสึกายะก็ช่วยเต็มที่ คุณเองก็ใช้ชีวิตของคุณไปซะ อย่าเอาครอบครัวไปเสี่ยงในศึกที่ดูยังไงคุณก็เสียเลยดีกว่าครับ”

“…”

“คุณไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถหันหลังให้กับอิโนะอุเองซัง... อา ไม่ใช่สินะ” อุราฮาร่าชะงักไปนิดเมื่อตนใช้คำแทนผิด ก่อนจะกระแอมไอ “อะแฮ่ม ผมหมายถึงคุโรซากิ โอริฮิเมะซัง ภรรยาของคุณ คุณจะทิ้งเธอแล้วเลือกที่จะช่วยคุจิกิ ลูเคียซัง ที่เป็นเพียงเพื่อนของคุณไม่ได้อีกแล้วนะครับ คุโรซากิ อิจิโกะซัง”

“….”

“คุณเองก็เป็นแค่ตัวแทนยมทูต ชีวิตของคุณยังคงเป็นมนุษย์ และมนุษย์กับยมทูตก็ไม่มีวันอยู่ด้วยกันได้ คุณรู้อยู่เต็มอกแล้วถึงได้เลือกที่จะหันหลังให้กับคุณคุจิกิในวันนั้น ไม่ใช่เหรอครับ?”

มือหนาของชายหนุ่มผมส้มกำแน่นจนเห็นข้อขึ้นขาว และท่าเขาเป็นคนมีเล็บสักนิดมันคงจะฝังลึกลงฝ่ามือจนอาจจะเรียกเลือดไปแล้ว คำพูดของอุราฮาร่าแทงใจเขาเสียจนแทบจุกจนพูดไม่ออก แต่กระนั้นก็พยายามที่จะคุมให้ปากตัวเองขยับ แม้น้ำเสียงจะแหบพร่าก็ตาม “ผมน่ะเหรอหันหลังให้ลูเคีย....”

ผัวะ!!

จู่ๆหมัดลุ่นๆก็เข้ามากระแทกใบหน้าอย่างจังพร้อมกับที่มือที่จับที่คอเสื้อทำให้ไม่ลงไปนอนกับพื้น อิชิดะห้ามทันที “เดี๋ยวอาบาราอิ...”

“เจ้าอย่ามายุ่งอิชิดะ!” ยมทูตหัวแดงตวาดกร้าวก่อนจะกระชากคอเสื้อของเพื่อนตัวแทนยมทูตอย่างแรงแล้วพูดเสียงลอดไรฟันอย่างสะกดอารมณ์ “ข้ารู้ว่าลูเคียรู้สึกอย่างไร ข้ารู้มาตลอดว่าสายตาลูเคียมองใคร แต่กระนั้นข้าก็ทำเป็นมองไม่เห็นมัน นางมองแต่เจ้า!”

“อย่าพูดให้ขำดีกว่าเร็นจิ” อิจิโกะแค่นยิ้ม พลันความฝันที่เคยเป็นจริงก็เข้ามาในหัว “ถ้าลูเคียมองฉันจริง เธอคงไม่ตอบตกลงคำขอแต่งงานแกหรอก! ลูเคียเลือกแกไม่ใช่ฉัน!”

“เจ้าต่างหากที่อย่าพูดให้ขำ” อาบาราอิ เร็นจิปล่อยคอเสื้อที่ตนจับอยู่อย่างแรง หมัดถูกกำแน่นอยากจะซัดใบหน้าของเพื่อนสนิทสักที แต่กระนั้นก็ไม่ทำ และพูดขึ้นมา “ข้ารักลูเคีย”

“….”

“รักมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นยมทูต ลูเคียเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในใจข้ามาตลอดตั้งแต่ที่จำความได้” เร็นจิสูดลมหายใจลึกก่อนจะว่าต่อทั้งที่ก็ไม่ต่างอะไรกับเอามีดกรีดอกตัวเอง “แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่าข้ามาบอกความรู้สึกของตัวเองเอาตอนนี้ล่ะ หรือแม้กระทั่งว่าทำไมลูเคียถึงตอบรับข้าเอาตอนนี้ทั้งที่นางก็รู้ความรู้สึกของข้ามาตลอด”

“แน่ใจรึไงว่าหัวทึบๆอย่างยัยนั่นจะรู้”

“คุจิกิซังรู้ คุโรซากิ”

คนตอบกลับไม่ใช่เพื่อนหัวแดง กลับกลายเป็นอิชิดะที่ตอบ มือขาวดันแว่นของตนขึ้นก่อนจะว่า “...คุจิกิซังมาขอคำปรึกษากับฉัน”

“ฮะ??” ครั้งนี้ทั้งเร็นจิและอิจิโกะถึงกับต้องอุทานออกมาพร้อมกับอย่างไม่เข้าใจ ซึ่งอิชิดะก็กระแอมเล็กน้อยเมื่อได้สายตาคำถามและเอาเรื่องทีเดียวแล้วว่า

“คนนอกย่อมเห็นได้กว้างกว่าคนใน”

“อธิบายมาให้ชัดๆอิชิดะ อย่ามาเล่นคำตอนนี้”  

“เจ้าคุยอะไรกับลูเคีย? ตอนไหน?”

“ตอนไหนนั้นฉันจำไม่ได้” อิชิดะถอนหายใจก่อนจะว่าต่อ “แต่ฉันเจอคุจิกิซังโดยบังเอิญ แล้วเธอมาขอคำปรึกษาฉัน... เรื่องของนาย อาบาราอิ”

‘ข้าควรจะมองข้ามความรู้สึกของหมอนั่นไปรึเปล่าหากข้ายังอยากเป็นเพื่อนกับเขาอยู่...’

“…งั้นรึ” เร็นจิรำพึงก่อนจะถามต่อ “แล้วเจ้าบอกไปว่ายังไง”

‘ถ้าที่คุจิกิซังพูดถึงคืออาบาราอิ’ อิชิดะว่าขณะที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ‘ผมคงบอกได้ว่าแค่หมอนั่นกลับมาอยู่ใกล้ตัวคุจิกิซังเหมือนตอนนี้ก็เกินพอ ฉะนั้นก็ทำตัวปกติไปนั่นแหละครับ’

‘แต่...’

‘บางครั้งเราก็ต้องเห็นแก่ตัว เพื่อรักษาสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ’ ควินซี่ว่าสวนตัดคำพูด ‘พูดในมุมมองของผู้ชาย แค่ผมได้อยู่ใกล้กับผู้หญิงที่ผมรักโดยไม่โดนเมินหรือถอยหนี ต่อให้เธอจะไม่ได้รักผมหรือมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่แค่อยู่ข้างๆแค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ’

‘เจ้าดูหวังน้อยไม่เข้ากับนิสัยเลยจริงๆอิชิดะ’ 

‘พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับคุจิกิซัง’

ร่างเล็กกว่ายักไหล่ ก่อนจะว่า ‘ขอบใจนะ’

“…ก็แบบที่จะไม่ทำให้คุจิกิซังเมินนายแม้จะรู้ว่านายรู้สึกยังไง อาบาราอิ” อิชิดะตัดสินใจไม่เล่าทั้งหมด ก่อนจะพูดต่อ “การกระทำของเธอก็บอกแล้วไม่ใช่รึไง”

“…แล้วทำไม?” อิจิโกะพึมพำ และนั่นเรียกสายตาขวางของอิชิดะให้หันไปมองเต็มๆ

“งั้นตอบคำถามฉันสิ คุโรซากิ” อิชิดะกำหมัดแน่น “นายรักโอริฮิเมะซังรึเปล่า”

“…..”

“ตอบไม่ได้รึไง?” อิชิดะแค่นหัวเราะ “ทั้งที่โอริฮิเมะซังเป็น ‘ภรรยา’ ของนาย จนถึงขั้นมีคาสุอิเนี่ยนะ”

“…” อิจิโกะนิ่งเงียบไม่ตอบ และความเงียบนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับอีกสองหนุ่มที่เหลือ ขณะที่อุราฮาร่าที่หลบฉากปล่อยให้ชายสามคนที่มีเรื่องคาราคาซังกันเคลียร์กันเองนั้นเห็นว่ามันคงกินเวลานานมหาศาล จึงตัดสินใจเดินไปกลางวงแล้วตัดบท

“ไม่บอกเขาไปตรงๆเลยล่ะครับ ถือว่านี่เปิดอกคุยกันแมนๆลูกผู้ชายเลยนะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นใน ‘คืนนั้น’ ของคุณกับอิโนะอุเอะซังล่ะครับ คุโรซากิซัง”

“?!”

“ผมขอเรียกแบบนั้นก่อนก็แล้วกัน เพราะถือว่าพูดรูปประโยคอดีต” อุราฮาร่า คิสึเกะหัวเราะร่าออกมาแบบไม่เข้ากับสถานการณ์และบอกแบบนั้น แต่เรียกให้สีหน้าของอิจิโกะเหมือนกับเห็นผีขณะถามตะกุกตะกัก

“คุณรู้....?”

“ผมก็มีสายของผมนะคร้าบคุโรซากิซัง~”

“สายอะไรวะที่ไปรู้เรื่องตอนนั้นน่ะหา!!”

“อ๋อ ที่คุณไปมีอะไรกับอิโนะอุเอะซังน่ะเหรอครับ” อุราฮาร่าแสร้งเลิกคิ้ว “มันใช่เวลาที่ผมจะอธิบายเรื่องนี้แทนคุณที่ควรจะพูดเหรอ?”

“…” อิจิโกะเงียบไปพร้อมกับหันหน้าหนี สองมือกำหมัดแน่นก่อนจะถอนหายใจออกมาและพูดด้วยเสียงแหบแห้ง “มันก็เหมือนการ์ตูนน้ำเน่าทั่วๆไป ฉันเมา และตื่นมาก็.. นั่นแหละ”

“นายนี่มัน...”

“ใจเย็นๆครับอิชิดะซัง” อุราฮาร่าว่า ก่อนที่จะพยักหน้าให้อิจิโกะพูดต่อ ซึ่งชายผมส้มก็เบนสายตาไปมองเพื่อนยมทูตหัวแดง กลืนน้ำลายที่รู้สึกเฝื่อนคอพร้อมกับบอก “ส่วนที่ว่าทำไมฉันถึงดื่มจนเมาเละเทะแบบนั้น... เพราะลูเคียเลือกแกต่างหาก ไม่ใช่ฉัน เร็นจิ”


===========================================================



อิจิโกะนอนนิ่งอยู่ในโซฟาห้องทำงานของตนที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน หลังจากที่กลับมายังคาราคุระแล้วเขาก็ปิดตัวเองอยู่ในห้อง ปฏิเสธที่จะทานข้าวขณะที่ยังทบทวนสิ่งท่ีได้พูดคุยมาในวันนี้ เขาหยิบเอาตุ๊กตากระต่ายจั๊ปปี้ที่ได้มาเป็นของขวัญงานแต่งงานจากใครบางคนขึ้นมาพร้อมกับบทสนทนาที่เข้ามาในหัว 

“เจ้ามันโง่ อิจิโกะ” เร็นจิว่าหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด “เจ้าไม่เห็นสีหน้าของลูเคีย ถึงเจ้าจะได้ยินหรืออะไรก็ช่าง แต่เจ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ”

“พูดอะไรของนายเร็นจิ”

“เจ้าเดาไม่ได้จริงๆรึไงว่าทำไมข้าถึงได้ขอลูเคียแต่งงาน และลูเคียตกลง”

“….”

“ลูเคียร้องไห้ ร้องไห้แบบที่ข้าไม่เคยเห็น หลังจากที่รู้ว่าเจ้าร่วมรักกับโอริฮิเมะ”

“...!?” 

“ลูเคียไม่ได้โง่ ยัยนั่นรอคำจากปากเจ้า แต่เจ้าก็ไป...แบบนั้น”

“….”

“เจ้าต่างหาก ที่ไม่เลือกลูเคีย อิจิโกะ”

อิจิโกะลุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับกำพวงกุญแจกระต่ายจั๊ปปี้ในมือแน่น เขียนจดหมายไว้บนโต๊ะก่อนที่จะเดินกลับไปที่ห้องนอนของตน

ห้องนอนที่แทบไม่เคยมานอนเลยด้วยซ้ำ...

บนเตียงนั้นมีร่างของคนที่เห็นมาตั้งแต่สมัยเรียนนอนอยู่บนนั้น แม้เจ้าหล่อนจะมีรูปร่างเย้ายวนและอวบอัดเป็นที่ดึงดูดชายทั้งหลายเพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยใจเต้นไปกับผู้หญิงคนนี้สักครั้งเดียว

ใช่ หลังจากที่จบศึกจูฮาบัชนั่น แล้วกลับมามีเลี้ยงฉลองที่บ้านที่เขายอมรับว่าดื่มไปหนักมากเพื่อต้องการให้ลืมเรื่องที่ตนได้ยินลูเคียพูด มีหลายคนที่มาดื่มที่บ้านวันนั้น แต่ตื่นเช้ามา... กลับกลายเป็นว่าเขานอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงโดยที่มีโอริฮิเมะอยู่เคียงข้าง

จะให้ทำยังไงได้นอกจากรับผิดชอบตอนเธอท้อง เพราะยังไงมันก็เป็นความผิดของเขา แม้ว่าจะจำเรื่องในคืนนั้นแทบไม่ได้เลยก็ตามแต่ก็มั่นใจว่าเขาทำ เพราะเด็กที่เกิดมานี้มียีนผมส้มของเขาเป็นหลักฐาน และมันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เร็นจิกับลูเคียแต่งงานและมีอิจิกะเช่นกัน

ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ไม่ลืม ความรู้สึกที่เหมือนกับมีมีดมากรีดที่กลางอก แต่กระนั้นก็ยังคงเล่นและยิ้มแสดงความยินดีให้

ทั้งที่ในใจตั้งแต่วันนั้น รู้สึกว่ารอบตัวได้หยุดหมุนไปแล้ว

เขาเอื้อมมือไปคล้ายจะสัมผัสกับเรือนผมสีส้มคล้ายแสงตะวันนั่น แต่ก็ต้องชะงักไป เขาดึงมือกลับพร้อมกับว่าอย่างแผ่วเบา “…ฉันคงเป็นสามีที่แย่มาก ที่ไม่สามารถให้ความรักตอบแทนกับเธอได้ ทั้งที่เธอก็ดีกับฉัน”

อิจิโกะยิ้มบางๆก่อนจะพึมพำเสียงเบาหวังจะส่งให้ถึงแด่คนที่อยู่ในห้วงนิทรา “ขอบคุณทุกสิ่งที่เธอมอบให้ ขอให้เธอมีความสุข เธอมีคนที่ดีกว่าฉันที่พร้อมจะอยู่ข้างเธอและดูแลคาสุอิ และขอโทษ... ที่หักหลัง”

“…ลาก่อน โอริฮิเมะ”


เสียงประตูที่ถูกปิดอย่างแผ่วเบาบ่งบอกว่ามีคนออกจากห้องไป หญิงสาวที่ไม่ได้หลับอย่างที่อีกฝ่ายคาดปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมากับหมอน โอริฮิเมะซุกหน้าลงกับหมอนของตนเมื่อได้ยินทุกประโยคที่อิจิโกะพูด

“ข้าจะถามตรงๆนะโอริฮิเมะ มันอาจจะแทงใจเจ้าไป ข้าก็ขอโทษด้วย” โยรุอิจิถอนหายใจก่อนจะว่า “เจ้าเป็นคนเข้าหาอิจิโกะคืนนั้นใช่ไหม?”

“…อะไรนะคะ?” 

“เจ้ารู้ว่าข้าหมายถึงคืนไหน โอริฮิเมะ” ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นจ้องมองมาจนทำให้เธอต้องเบนสายตาหนี แต่กระนั้นก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรมากมาย เพราะโยรุอิจิพูดไปอีกเรื่อง

“ข้าไม่ได้จะขุดเรื่องเก่า แค่อยากจะบอกให้เจ้ารู้”

“…เรื่องอะไรคะ”

“อะไรที่ไม่ใช่ของเรา ถึงอย่างไร ไม่ว่าเจ้าจะพยายามขนาดไหน สักวัน มันก็จะกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของของมัน”

“…..”

“เตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน กับการตัดสินใจทั้งของเจ้าและของอิจิโกะ ข้าไม่มีสิทธิ์ห้ามการตัดสินใจของเจ้า แค่บอกตามมุมมอง และเตือนเพราะไม่อยากจะให้เป็นแบบข้า”

“แบบไหนเหรอคะ”

“จุดยืนที่ต่างกัน มันไม่อาจที่จะอยู่ร่วมกันได้” ใบหน้าสวยเฉียบนั้นแหงนมองท้องฟ้าสีคราม ก่อนที่จะว่าต่อ “แต่กระนั้นมันก็แปลก เพราะบางครั้ง แม้ฝ่ายหนึ่งจะยอมร่วงมาอยู่จุดเดียวกับอีกคนหนึ่ง ก็ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้อยู่ดี อาจจะเป็นเพราะหน้าที่ ความรู้สึก หรืออะไรก็ตาม”

“….”

“ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดีกับความรักของเจ้า โอริฮิเมะ”

ใช่... เธอรักอิจิโกะ...

รักมากมาตลอด และรู้อยู่เต็มอกด้วยเช่นกัน ว่าสายตาของเขา ไม่เคยมองเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว...

เธอไม่แน่ใจว่าทำไมจู่ๆโยรุอิจิซังถึงถามเธอแบบนั้นถึงเรื่องในคืนนั้น แต่ใช่... เธอเป็นคนเสนอตัวให้เขาเอง... เพราะทนไม่ได้ที่เห็นเขาเจ็บปวดและทรมาน 

‘ลูเคีย...'

คำเพียงคำเดียวที่ออกมาจากปากเขาคืนนั้น คือชื่อของเธอคนนั้น... 

‘คุโรซากิคุง ดื่มน้ำสักหน่อยนะ’

‘ลูเคีย..’

ชายหนุ่มที่มีสีหน้าเจ็บปวดราวกับจะร้องไห้แม้จะไม่มีน้ำตาหลั่งรินที่ไม่ยอมหยุดการดื่มสุราในคืนนั้น เป็นสภาพที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากเขาคนนี้ และสาเหตุคือผู้หญิงคนเดียว

‘เป็นฉันแทนเถอะนะ.. ให้ฉันช่วยเธอเถอะคุโรซากิคุง’

มือข้างหนึ่งขึ้นลูบริมฝีปากของตนที่แม้เวลาจะผ่านไปนานแต่ก็จำได้ เพราะมันเป็นจูบแรกระหว่างเธอกับเขา และเป็นจูบที่เธอมอบให้เขา เพียงเพราะต้องการให้เขาสนใจเธอบ้าง

แต่สิ่งที่เขาทำ กลับดันเธอออก...

‘เธอทำอะไร อิโนะอุเอะ’

‘ฉะ... ฉันแค่อยากจะช่วย’

‘…ฉันไม่เป็นไร’

ไม่ว่าจะกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เธอเห็น ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะพึ่งพาเธอ หรือเอนมาหายามที่เขาไร้ที่พึ่งพิง ต่อให้เขาล้มและเธอเข้าไปพยุง เขาก็ผลักไสเธอทุกครั้งไป

‘แค่ครั้งเดียว... ให้ฉันเป็นตัวแทนคุจิกิซังก็ได้ ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว คุโรซากิคุง.... พึ่งฉันบ้าง ได้ไหม?’

สุดท้ายแล้ว แม้แต่ในระหว่างคืนนั้น คำพูดที่ออกมาจากปากของอิจิโกะ.. ก็มีเพียงแค่ไม่กี่คำวนเวียนไป ระหว่างขอโทษ ทำไม และชื่อของเธอคนนั้น...

ขนาดในคืนที่พวกเธออยู่ด้วยกัน เขายังไม่เคยมองเธอเลยด้วยซ้ำ....

และการที่เธอได้แต่งงานกับอิจิโกะ ทำไมเธอจะไม่รู้เหตุผล แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นมันก็เท่านั้น ว่าเขาแค่รับผิดชอบเรื่องในคืนนั้น และเขาเองก็ดูจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอต่างหากที่เป็นคนยัดเยียดตัวเองให้เขาราวกับบังคับ

เธอมันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงชั้นต่ำ

และตั้งแต่วันนั้น อิจิโกะก็เปลี่ยนไป เงียบลง พูดน้อยลง ทุ่มตัวเองให้กับงานราวกับจะลืมบางสิ่ง และถึงแม้จะแต่งงานกันแล้ว ยังมีหลุดเรียกนามสกุลเก่าเธอ และแทบไม่เคยเรียกชื่อเธอเลยสักครั้ง ทั้งที่เขาเรียกชื่อของผู้หญิงคนนั้นจนติดปาก

ไม่ว่าจะผ่านไปนานขนาดไหน หรือเธอพยายามเพียงใด เธอก็ไม่สามารถได้สายตาแบบเดียวกับที่อิจิโกะมองคนๆนั้นให้มองเธอได้เลย

มันคงถึงเวลาแล้ว ที่เธอจะยอมแพ้จริงๆ 

“ฮึก...” ใบหน้าสวยซุกลงกับหมอนขณะที่มือจิกผ้าปูที่นอนอย่างอดกลั้นตัวเองไม่ให้รั้งเขาไว้ เพราะนี่มันก็นานเกินพอแล้วที่เธอรั้ง และถึงแม้เขาจะอยู่ แต่หัวใจเขานั้นไม่เคยอยู่ที่นี่เลยด้วยซ้ำ....

เธอเห็นแก่ตัว แต่ก็ไม่อยากจะเห็นแก่ตัวต่อไปอีกที่จะเก็บเขาไว้ และให้เขาทุกข์ทรมานไร้ความสุข สู้ปล่อยให้เขาไปตามหัวใจตนเอง แล้วกลับมามีรอยยิ้มอย่างที่เธอชอบมองเสียยังดีกว่า

“…ลาก่อน คุโรซากิคุง”

รักแรก และรักเดียว ที่ไม่มีวันสมหวัง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ เธอก็ไม่มีความมั่นใจหลงเหลือแล้วว่าจะมีสักครั้งที่เขาจะรักเธออย่างที่เธอรัก

เพราะทั้งวิญญาณและหัวใจของเขา ผูกติดกับคุจิกิซังแน่นเสียขนาดนั้นจนแม้เวลาก็ไม่อาจทำให้มันหายไปได้


===========================================================



ณ​ โซลโซไซตี้ บริเวณหน้าหน่วยสิบสามที่ตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยพายุภายใต้เขตป้องกันของหน่วยสี่ที่ไม่ให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบ และผู้ที่ยืนอยู่นอกเขตอาคมนั้นก็มีมากหน้าหลายตามองวงเวียนพายุหิมะที่พัดกระโหมในนั้น และเบื้องหลังก็ปรากฎร่างของตัวแทนยมทูตผมสีส้มที่ทุกคนคุ้นเคยดี อิจิโกะแหงนหน้ามองตรงหน้าที่มันดูแย่กว่าที่จำได้เสียอีก

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“สักชั่วยามได้” ฮิตสึกายะตอบ “และข้าเข้าไปไม่ได้แล้ว”

“…ลูเคียตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

ดวงตาสีฟ้าอมเขียวของหัวหน้าหน่วยสิบเบนมามอง ก่อนจะหันไปมองยังหัวหน้าหน่วยหกที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ห่าง ก่อนจะตอบ “ลองดูหัวหน้าคุจิกิเจ้าก็น่าจะพอเดาได้”

“…คุโรซากิ อิจิโกะ” 

เสียงทุ้มคุ้นหูนั่นพร้อมกับใบหน้าของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของบ้านคุจิกิหันมามอง และนั่นทำให้อิจิโกะได้เห็น ว่าแม้ท่าทางจะยังคงดูสุขุม แต่แววตานั้นไม่ได้เยือกเย็นและนิ่งตามไปด้วย เบียคุยะมองตัวแทนยมทูตอย่างเรียบเฉยจนเกือบไร้ความใส่ใจ แต่กระนั้นก็ยังถาม “เจ้ามาทำอะไรท่ีนี่”

“ถามอะไรบ้าๆ ก็มา..”

“กลับไปซะ”

“นายคิดว่าจะสั่งฉันได้รึไง คุจิกิ เบียคุยะ” อิจิโกะกระตุกยิ้ม “ฉันไม่ใช่ยมทูตในโซลโซไซตี้ที่ต้องกลัวนาย”

“ปากกล้าขึ้นเยอะนี่” ดวงตาเรียวคู่นั้นหันมามองเล็กน้อยก่อนจะว่าต่อ “ทั้งที่เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าไม่อาจยืนท่ีตรงนี้ได้ตั้งแต่ที่หันหลังให้ลูเคีย คุโรซากิ อิจิโกะ”

“?! อย่ามาพูดงี่เง่านะเว้ย” ไม่ว่าเปล่าสองมือตรงเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายจนรอบกายนั้นชุลมุนเล็กน้อย

“เฮ้ยอิจิโกะจะทำอะ....”

“ทำไมทุกคนถึงบอกว่าฉันเป็นคนทิ้งลูเคีย!? ทั้งที่...”

จู่ๆแรงกดดันวิญญาณก็พุ่งขึ้นสูง ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นของคนที่เขากระชากคอเสื้ออยู่ เบียคุยะหรี่ตามองทันทีแล้วถามเสียงเย็น

“เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่ได้ทำ... งั้นรึ?” 

ฉึบ!!

อิจิโกะต้องถอยห่างออกมาทันทีเมื่อดาบถูกชักออกมาเฉี่ยวใบหน้าไปหวุดหวิดเบียคุยะ ผู้นำตระกูลคุจิกิคนปัจจุบันแม้ยามนี้จะมีสีหน้าราบเรียบแต่กระนั้นแววตากลับคุกรุ่น ริมฝีปากนั้นพึมพำ “จงโปรยปราย...”

ฟุบ....

คล้ายกับเดจาวู เมื่อมีผ้ามาพันที่ตัวดาบของเซ็นบงซากุระก่อนที่จะได้เอ่ยนามปลดปล่อยชิไค และคนที่ทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน และนั่นเรียกให้เจ้าของดาบผ่อนลมหายใจแผ่วเบา “...เจ้าอีกแล้วรึ”

สตรีรูปร่างสูงโปร่งที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิด และตอนนี้ก็กำลังถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายขณะว่า “อย่าทำอะไรให้เสียแรงเปล่าเลยน่าเจ้าหนูเบียคุยะ มันจะยิ่งทำให้เรื่องยุ่ง”

“….” เบียคุยะยอมลดเซ็นบงซากุระลงขณะที่มองไปยังตัวแทนยมทูตผมส้ม ก่อนจะว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปได้ยินหรือเห็นอะไรมา แต่เจ้าน่าจะรู้อยู่เต็มอก ว่าใครที่อยู่ในใจของลูเคีย”

“…”

มือขาวนั้นยกขึ้นรองรับหิมะที่ตกลงสู่กลางฝ่ามือ ก่อนที่จะสัมผัสกับน้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่หน้าประตูนั้น ถ้าสังเกตดูดีๆจะเห็นรอยอิดโรยบางเบาบนใบหน้าของหัวหน้าตระกูลคุจิกิคนปัจจุบันที่แม้จะบาดเจ็บเพียงใดก็ไม่เคยล้ม แม้จะเหนื่อยท้ออย่างไรก็ไม่เคยแสดงออกมาคนนั้น คล้ายจะเห็นว่าในดวงตาสีเทานั้นสะท้อนแววหมองออกมา ก่อนที่จะว่าเสียงอ่อน “…แก้เรื่องที่ตัวเองทำเองก็แล้วกัน”

“เจ้ารู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วนี่ เจ้าหนูเบียคุยะ”

ดวงตาสีเทานั้นแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงแข็ง “อะไรของเจ้า ชิโฮอิน โยรุอิจิ”

“เอาเถอะ เจ้าคงไม่อยู่ในอารมณ์ต่อล้อต่อเถียง” โยรุอิจิยักไหล่ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ทำใจไว้แล้วรึยัง”

“….”

เพียงความเงียบนั้นก็เป็นคำตอบได้อย่างดีแม้ว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นจะหรี่มองอย่างไม่ชอบใจก็ตาม แต่กระนั้นหญิงสาวร่างสูงเพรียวก็หันไปมองยมทูตผมส้มเล็กน้อยแล้วว่าต่อ “เจ้าไม่มีอะไรจะพูดงั้นรึอิจิโกะ”

“….” 

“ข้ากางม่านพลังดักเสียงไว้แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องอายไป มีแค่เจ้า อาบาราอิ และเจ้าหนูเบียคุยะที่ได้ยิน”

“!?ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“นี่ใช่เวลารึอิจิโกะ” โยรุอิจิถอนหายใจ “เคลียร์ให้จบไปซะ แล้วเจ้าหนูเบียคุยะ”

“….”

“ข้ามีเรื่องอะไรจะถาม หรือเจ้าจะอยู่ฟังอาบาราอิกับอิจิโกะ?”

“…ไม่จำเป็น”

คำตอบนั้นทำให้คนถามยักไหล่ โยรุอิจิหันมามองอิจิโกะกับเร็นจิแล้วก็ถอนหายใจออกมาขณะว่าทิ้งท้ายก่อนจะใช้ก้าวพริบตาหายไป

“น่าแปลกนะ ที่เพียงเพราะความเข้าใจผิดและความคิดไปเอง มันกลับทำร้ายและเปลี่ยนคนได้มากขนาดนั้น” 



…..ข้าเป็นใครกัน

ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บจนไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ แต่กลับมีร่างเล็กๆในชุดขาวทั้งชุดที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะช่วยปกป้องความหนาวได้ กิโมโนที่ปลิวไสวไปตามแรงพายุที่เริ่มพัดรอยเท้าให้จางหายไป

...นานเท่าใดแล้วที่ข้าเดินอยู่เช่นนี้

แม้จะแบบนั้น แต่สองขาก็ยังก้าวเดินต่อไปราวกับถูกบังคับ ดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งนั้นดูเฉยเมยไร้แววราวกับผู้เป็นเจ้าของเป็นหุ่นกระบอกก็ไม่ปาน ร่างเล็กนั้นดูราวกับจะล้มไม่ก็ปลิวหายไปกับพายุได้ง่ายๆ มือข้างหนึ่งที่ถือดาบสีขาวพิสุทธิ์ที่ตัวดาบเป็นน้ำแข็งนั้นมีรอยแตก แต่กระนั้นเธอก็ดูไม่ใส่ใจ

…ข้ากำลังตามหาอะไรอยู่?

คำถามนี้ดังสะท้อนอยู่ในหัวดังและบ่อยที่สุดในบรรดาทั้งหมด สิ่งใดกันที่เป็นต้นเหตุให้เธออยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะเช่นนี้ เพราะอะไรเหตุใดจึงรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยอาวุธในมือได้ ทั้งที่รู้สึกอ่อนล้าแต่เหตุใดร่างนี้ถึงยังคงเดินต่อไปโดยไม่อาจหยุดได้

หากไม่ตามหา ก็กำลังหนีบางสิ่ง...

แล้วสิ่งนั้นคืออะไรล่ะ? มืออีกข้างที่ไม่ได้กำดาบยกขึ้นสัมผัสที่หน้าอก เล็บที่จิกผ่านเนื้อผ้าถูกขยำเสียจนยับ 

มันอึดอัดเสียจนเจ็บไปหมดยามที่คิดถึงสิ่งนั้น ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร 

เท้าเล็กๆยังคงก้าวเดินต่อไปขณะที่รอยแตกจากที่ยามแรกมีเพียงแค่ฝ่ามือเริ่มกระจายราวแก้วที่แตกร้าวลามมาจนถึงใบหน้า ดวงตาข้างหนึ่งมืดบอดไปเพราะรอยร้าวที่เริ่มแตกพาดผ่านใบหน้า

และคาดว่าอีกไม่นาน ร่างนี้ทั้งร่างก็คงแหลกสลายกลายเป็นเศษแก้วอย่างโดดเดี่ยวโดยที่ไม่มีผู้ใดรับรู้เป็นแน่

ไม่ไหวแล้ว... สองเท้านั้นหยุดเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งพายุหิมะด้วยความรู้สึกที่ว่าเดินต่อไปก็คงไม่อาจพบอะไร หรือหากว่าเธอกำลังหนีก็คาดว่าน่าจะมาไกลเพียงพอ

เพราะตั้งแต่ที่เธอเดินมานี่ ท่ามกลางพายุหิมะนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตแม้แต่อย่างเดียว

ไม่สิ.. มีอยู่คนหนึ่ง.. ร่างเล็กๆนั้นแย้งกับตัวเองแม้ความทรงจำจะเลือนลางไม่ว่าจะเป็นเสียง ใบหน้า หรือบทสนทนาจนเลิกที่จะนึกต่อ 

อาจจะเป็นเขาก็ได้ สิ่งที่ข้ากำลังหนี... 

เปลือกตานั้นค่อยๆปิดลงและร่างทั้งร่างนั้นโน้มไปข้างหน้าตามแรงโน้มถ่วง โดยที่ผู้เป็นเจ้าของไม่คิดจะควบคุมมันอีกต่อไป แม้จะรู้สึกว่าได้ยินเสียงบางสิ่งแต่อาจจะเป็นเพียงเสียงลมรอบกาย ความรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงจนรู้สึกยากที่จะหายใจ มุมปากกระตุกยิ้มอย่างบางเบา

ถึงสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้นที่ข้าไม่อาจนึกออกว่าคืออะไร แม้นจะมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าต้องรู้สึกทุกข์ทรมาน แต่ในใจลึกๆนี้กลับอาวรณ์คะนึงหา....

พลันชั่ววูบนั้นก็มีภาพเข้ามาในหัว แผ่นหลังกว้างของบุรุษคนหนึ่งที่หันหลังให้ เรือนผมสีส้มโดดเด่นสะดุดตานั้นทำให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดและเสียงเรียกไกลๆที่เหมือนกับจะสะท้อนอยู่ในหัวอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากแตกแห้งนั้นค่อยๆอ้าออกราวกับเป็นไปตามสัญชาตญาณแต่กระนั้นกลับไม่มีเสียง และนั่นทำให้คิดว่า ‘สิ่งนั้น’ ที่เธอกำลังตามหาหรือหนีอยู่นี่ เป็นชายผู้นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย 

แต่ถึงอย่างไร ยามนี้มันก็คงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขา หรือเสียงที่สะท้อนอยู่ในหัวจนรู้สึกรำคาญนี่

“ลาก่อน...”

เพราะไม่ว่าเธอจะเป็นฝ่ายหนีหรือตามหา แต่ยามนี้ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ทัน

“…เคีย”

.

.

.

“ลูเคีย!!!”

เสียงที่คิดว่าสะท้อนอยู่ในหัวครานี้กลับได้ยินอย่างชัดเจน ถ้อยคำที่ไม่อาจออกมาได้ในตอนแรกบัดนี้รู้สึกจุกอยู่ที่อก จนในที่สุดมันก็มีคำสั้นๆที่หลุดออกมา

“…อิจิโกะ”


===========================================================



ครั้งนี้ก็เหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด อิจิโกะยังคงยืนอยู่ท่ามกลางหิมะหลังจากที่เข้ามาได้ ร่างบังไคที่เคยคิดว่าไร้ประโยชน์บัดนี้กลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเข้ามาในโลกนี้ได้

โลกความฝันของลูเคีย....

‘ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามันจะสำเร็จรึเปล่า เพราะมันไม่มีอะไรเลยที่สามารถยืนยันได้ มันจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผมเท่านั้น’

เสียงของอุราฮาร่า คิสึเกะดังสะท้อนในหัวขณะที่ก็ยังคงใช้ก้าวพริบตาตามหาไปทั่ว วิสัยทัศน์ที่แย่ทำให้ไม่สามารถมองได้ไกล แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงไม่หยุดในการตามหา

‘ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ทำให้คุณคุโรซากิเข้าไปได้เป็นเพราะพลังวิญญาณของคุณเป็นสิ่งที่คุณคุจิกิมองหา แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ที่สุด ถ้าที่คุณบอกว่าคุณคุจิกิจำไม่ได้ก็หมายความว่าพลังวิญญาณของคุณยังไม่พอที่จะทำให้คุณคุจิกิจำได้’

‘แล้วผมต้องทำยังไง?’

อิจิโกะปาดหิมะที่เข้าตาขณะที่พยายามอย่างยิ่งที่จะมองหาคนที่ควรจะอยู่ที่นี่ เวลาที่ยิ่งผ่านไปที่เขาใช้แรงต้านพายุหิมะแรงก็ยิ่งถดถอยยิ่งใช้ก้าวพริบตา แถมสถานที่นี้ก็เต็มไปด้วยแรงกดดันวิญญาณของลูเคียทำให้ไม่สามารถใช้วิธีไหนตามหาได้เลย แม้มันจะไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร แต่กระนั้นเขาก็ยังคงตามหาพร้อมตะโกนเรียกไปด้วย

“ลูเคีย!!!”

มันต้องลองวิธีอื่น! อิจิโกะรวบรวมแรงดันวิญญาณของตนก่อนที่จนเกิดเป็นแสงสีดำตัดกับหิมะรอบๆก่อนจะวาดดาบออกไป

“เก็ตสึงะเท็นโช!!”

!?

ทันทีที่ปล่อยออกไปนั้น มีอยู่ส่วนหนึ่งที่แรงกดดันวิญญาณต่างกับที่อื่น โดยไม่รอช้าอิจิโกะพุ่งไปหาทันที ดวงตานั้นเบิกกว้างเมื่อในที่สุดก็ได้เห็นสิ่งที่ตนตามหา

“ลูเคีย!!!”

อิจิโกะเข้าไปรับร่างที่กำลังจะล้มแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าร่างของหญิงสาวในอ้อมแขนนั้นบัดนี้ไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นที่มีรอยแตก หนำซ้ำสัมผัสที่เขาจับอยู่นี่เย็นชืดและแข็งกระด้าง หาใช่ความนุ่มของผิวเนื้ออย่างที่เคยเป็น และใบหน้านั้นที่เคยประดับไปด้วยรอยยิ้มหลากหลายที่เคยมีมาให้เขาก็เรียบเฉยและดูหมองเศร้า มือใหญ่นั้นค่อยๆวางสัมผัสที่ผิวแก้มที่เย็บเยียบที่ยังคงพอเหลือสัมผัสของผิวเนื้ออยู่ แต่กระนั้นซีกแก้มอีกด้านที่มีรอยแตกและเหมือนน้ำแข็งที่ปริออกทำให้เขากลัวที่จะสัมผัสมัน

เพราะกลัวว่าความร้อนจากตัวเขามันจะไปทำลายเธอ...

“ลูเคีย! ได้ยินฉันรึเปล่า!? ลู...”

เปรี๊ยะ...

“!!?”

เสียงราวกับบางสิ่งที่ปริแตกนั้นทำให้อิจิโกะเม้มปากแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ ความกลัวที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในใจเมื่อเห็นว่าที่ซีกแก้มมีรอยร้าวเพิ่มขึ้น เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ต่อให้บอกว่าให้ใช้สัญชาตญาณพาไป แต่สิ่งนั้นมันทำให้เขามาเจอเธอ แต่บัดนี้เขาไม่รู้จริงๆที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียเธอไป ใบหน้านั้นก้มต่ำจนหน้าผากแนบชิดติดกับหน้าผากเล็กกว่าที่สัมผัสได้เพียงความเย็น

“ลูเคีย....”

รู้สึกเหมือนดวงตานั้นทั้งแห้งเหือดและเอ่อคลอ ในลำคอนั้นขมปร่าและเหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ อิจิโกะรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่หลั่งไหลลงมาตามแก้มแต่กระนั้นก็ไม่สนใจที่จะเช็ดมันออก

เขามาช้าไปงั้นเหรอ?

“เธอไม่ผิดหรอก..​ไม่ผิดจริงๆ ฉันทั้งนั้นที่เป็นคนทำให้เธอเป็นแบบนี้”

“ใช่ ข้าเป็นคนพูด บอกให้ลูเคียมองข้าดั่งบุรุษคนหนึ่ง ไม่ใช่สหาย และยัยนั่นก็บอกว่าจะพยายาม” ยมทูตผมแดงว่าก่อนจะพูดต่อ “แต่ยัยนั่นก็ทำไม่ได้ พอข้าเอ่ยเช่นนั้น ลูเคียหันซ้ายหันขวา ก่อนที่จะไปหยุดสายตาอยู่ที่แผ่นหลังของเจ้า ที่อยู่ข้างกายอิโนะอุเอะ”

“แต่นั่นมัน...”

“ฟังที่ข้าพูดให้จบสิวะอิจิโกะ” เร็นจิขัดด้วยท่าทางกึ่งรำคาญ “พวกเรารู้ รู้มาตลอดเรื่องความรู้สึกของอิโนะอุเอะที่มีต่อเจ้า แน่นอนลูเคียก็รู้ แต่การตัดสินใจของลูเคียครั้งนี้มันทำให้ทั้งข้าและหัวหน้าไม่อยากจะเชื่อ”

“หมายความว่าไง?”

“บทสนทนาที่เจ้าเล่าให้ข้าฟังเมื่อครู่ที่เจ้าบังเอิญไปได้ยิน เจ้าก็เหลือเกิน... ได้ยินเพียงส่วนเดียวก็ตีความไปเสียขนาดนั้น”

ชายหนุ่มประทับริมฝีปากที่หน้าผากนั้นก่อนจะว่าติดชิด “ขอโทษนะ....”

ดวงตานั้นปรายมองดาบสีขาวพิสุทธิ์ที่อีกฝ่ายกำอยู่ทั้งที่มือนั้นแตกร้าว เขาค่อยๆประคองมือนั้นขึ้นอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะจรดปลายดาบของโซเดโนะ ชิรายูกิที่หน้าอกตำแหน่งหัวใจ และเช่นเดียวกับที่ซันเกสึจรดอยู่เหนือแผ่นอกของเธอ เขากัดริมฝีปากตัวเองอย่างอดกลั้น

‘มันเป็นแค่การคาดเดาของผมนะครับ ในเมื่อพลังกดดันวิญญาณของคุณคุจิกิมีมากเกินไป ฉะนั้นจึงต้องถ่ายไปให้ผู้อื่น ซึ่งในที่นี้คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากคุณ แต่ขณะเดียวกัน คุณเองก็ต้องถ่ายไปให้กับเธอด้วยเพื่อดุลพลัง และนั่นอาจจะทำให้คุณคุจิกิจำพลังกดดันวิญญาณของคุณจนจำคุณได้ แต่มันก็มีความเสี่ยงเพราะผมคิดว่าคุณคุจิกิจะค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็ง ฉะนั้นหากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว นั่นหมายถึง.....’

อิจิโกะจำต้องผ่อนลมหายใจระบายความอัดอั้นที่สุมอยู่เต็มอก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทุกอย่างในวันที่ลูเคียแทบดาบทะลุหัวใจเพื่อแบ่งพลังยมทูตให้ และตอนนี้คงต้องวกกลับไปจุดเริ่มต้นอีกครั้ง 

‘อย่าลืมนะครับ คุณนั้นสูญเสียพลังยมทูตทั้งหมดไปตั้งแต่จบศึกกับไอเซ็นครั้งนั้น พลังตอนนี้ของคุณไม่ใช่พลังยมทูต แต่คล้ายกับเป็นพลังก้อนสุดท้ายในวิญญาณของคุณ ซึ่งถ้าคุณสูญเสียมันไปก็หมายความว่าคุณนั้นได้หมดลมหายใจจากโลกนี้ไปแล้ว ฉะนั้นคิดให้ดี ว่าสิ่งไหนที่สำคัญมากกว่า เพื่อนหรือครอบครัวของคุณ’

มุมปากยกยิ้มอย่างสมเพชตัวเองที่เป็นผู้ชายที่ห่วยแตก มีครอบครัวแต่ก็ไม่เคยใส่ใจกลับฝังใจอยู่แต่กับผู้หญิงคนเดียวที่แต่งงานไปแล้วเช่นกัน มือที่กำซันเกสึอยู่นั้นกำแน่นจนข้อขาวซีด ตอนนี้การตัดสินใจของเขาก็เห็นแก่ตัวมากกว่าที่ใครจะให้อภัย 

ในเมื่อเป็นเขาคนเดียวที่ทำได้... ไม่สิ ต่อให้เขาทำไม่ได้ เขาก็จะทำ! เพราะการที่ปล่อยเธอตายไป... เขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้วเช่นกัน

อย่างน้อยๆก็ขอให้ลูเคียไม่ตาย เพราะเธอมีค่ามากกว่าเขาหลายเท่า แต่ขอสักครั้ง ให้ลูเคียได้ลืมตาขึ้นมา ได้ดุด่าว่ากล่าวเขา มือใหญ่นั้นลูบใบหน้าเล็กของหญิงสาวเพียงคนที่อยู่ในใจอย่างอาวรณ์

“ขอโทษที่สุดท้ายก็ยังทำให้ผิดหวังนะ ลูเคีย”

อย่างน้อยๆก็ขอให้เขาได้มีเวลาเหลือพอที่จะบอกความรู้สึกของเขาให้เธอรับรู้ อิจิโกะสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะโถมตัวปล่อยน้ำหนักให้ดาบสีขาวนี้แทงทะลุอกเช่นเดียวกับดาบของเขาในมือเช่นกัน

ฉึก!!!!!


===========================================================

FINAL


‘ลืมตาเสียสิ...’

ใครน่ะ?

‘ตื่นเดี๋ยวนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป’

ลูเคียลืมตาขึ้นก่อนที่เปลือกตานั้นจะกะพริบเรียกสติ รู้สึกปวดหัวจี๊ดจนต้องยกมือมากุมไว้ตามสัญชาตญาณ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อในมือของตนนั้นมีดาบอยู่ รูปร่างนั้นทำให้ดวงตาสีฟ้าสวยต้องหรี่ลง

ดาบนี่มัน.....

จู่ๆก็มีบางสิ่งสั่งให้ศีรษะเล็กๆนั่นหันไปมองทิศหนึ่ง ลูเคียเบิกตากว้างทันที เพราะร่างนั้นคือร่างของยมทูต.. ชุดสีดำนั้นเป็นของยมทูตไม่มีผิดแน่ แต่กลับมีเขาข้างหนึ่งเช่นเดียวกับที่ใบหน้าซีกซ้ายนั้นมีรอยดำ ดวงตาปิดสนิท และที่อกก็มีดาบเล่มงามสีขาวพิสุทธิ์เสียบทะลุอกอยู่ ร่างเล็กๆนั้นจะใช้ก้าวพริบตาเพื่อเข้าไปหา แต่แล้วก็ต้องทรุดลงบนพื้นหิมะอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง

‘อยู่ในสภาพนั้นนานขนาดนั้น เจ้าคงไม่คิดว่าตัวเองจะเคลื่อนไหวได้เป็นปกติกระมัง’

“?!”

เสียงในหัวนั้นคล้ายกับเสียงที่ปลุกให้ตื่นจากฝันจนลูเคียหันซ้ายหันขวามอง และเมื่อจะถามออกเสียงกลับไม่สามารถพูดได้ จู่ๆแรงกดดันวิญญาณที่สัมผัสได้ก็แปรปรวนอย่างหนักจนทำให้ต้องหันไปมองอีกครั้ง และภาพที่เห็นนั้นคือเขาฮอลโลว์เขาเดียวนั้นมีีรอยร้าว ก่อนจะแตกออก เช่นเดียวกับส่วนที่เป็นสีดำนั้นค่อยๆถูกสีขาวกลืนกิน และถ้าตาไม่ฝาด เหมือนจะเห็นว่าร่างของชายหนุ่มนั้นสามารถมองทะลุได้เพราะสามารถเห็นหิมะที่ปลิวอยู่ด้านหลังนั่น แต่เมื่อพยายามจะเรียกเสียงกลับไม่ออกมาจากลำคอที่แห้งผากนั้นแม้แต่นิดเดียว

‘ข้าจะพาเจ้าไปเอง’ เสียงนั้นพูดอีกครั้ง ก่อนที่ลูเคียจะรู้สึกว่าถูกกระชากไปโดยที่ดาบนั้นเป็นตัวดึงตัวเธอทั้งร่างไป

เสียงนั้นมาจากดาบ!?

  แล้วดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งนั่นก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อทิศทางที่ดาบในมือพุ่งไปนั้นคือกลางหน้าอกของชายหนุ่มที่มีโซเดโนะ ชิรายูกิอยู่แล้ว และกว่าจะตั้งตัวทัน ดาบในมือนั้นก็พุ่งทะลุกลางอกของชายหนุ่มที่ไม่ได้สติทันที!

‘ถอนดาบของเจ้าออกสิ’

มือเล็กๆนั้นสั่นริกเมื่อเสียงในหัวดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างลังเล ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดถูก ขณะที่เสียงในหัวว่าต่อ

‘ข้าอาจจะคงรูปลักษณ์เขาได้อีกไม่นาน แต่จงใช้เวลานั้นให้คุ้มค่า’

“กะ... เกิด....” ลูเคียพยายามอย่างยิ่งที่จะพูดออกมา แต่เสียงนั้นก็ว่าขัด

‘หากถามว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าคงต้องถามกลับ ว่าเจ้าจำสิ่งใดได้บ้าง’

“….” 

‘เอาเถอะ ข้าไม่อาจมีเวลามากพอ’ คล้ายจะได้ยินเสียงพ่นลมหายใจอย่างแผ่วเบาก่อนจะพูดต่อ ‘ข้าดีใจที่ได้ร่วมรบกับเขาอีกครั้ง แต่มันคงไม่มีอีกแล้ว’

“เจ้า....คือ....” ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงขณะที่พยายามจะเค้นคำพูดออกมา คล้ายจะได้ยินเสียงหัวเราะลอยมาพร้อมกับดาบที่เธอไม่ได้เป็นเจ้าของนี้เริ่มจางลงและคล้ายกับจะหายไปที่แผลกลางอก

‘แม้หลังจบศึกที่เขาสูญเสียพลังยมทูตไป แต่ถึงอย่างไรดาบก็ยังคงอยู่ และข้าก็ยังคงอยู่ในนั้น เพียงแต่มันอาจไม่เหมือนเดิม เช่นที่เขาไม่อาจได้ยินเสียงของข้าอีกต่อไป’

“จูฮาบัช....” เธอพึมพำ 

‘ไม่ใช่’

ลูเคียพยายามทำความเข้าใจอย่างสุดความสามารถกับเรื่องตรงหน้า แต่แล้วก็ได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนที่เสียงนั้นจะย้ำ ‘ถอนดาบเจ้าออกซะ’

ครั้งนี้มือเล็กๆเอื้อมไปจับที่ด้ามดาบสีขาวบริสุทธิ์ของตน ริมฝีปากแตกซีดนั้นเม้มน้อยๆก่อนจะกลั้นใจดึงออก แต่ร่างของชายหนุ่มที่ควรจะร่วงหล่นกลับยังอยู่แบบนั้น พลันแสงสว่างก็จ้าออกไปทั่วบริเวณที่กระทบกับหิมะนี้ก็ยิ่งทำให้ตาพร่าจนต้องหรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ และถ้ามองไม่ผิด แสงสว่างนั้นมีสีฟ้าและสีดำเจือปนอยู่ด้วย และเสียงนั้นก็เข้ามาในหัวอีกครั้ง

‘มันไม่ผิดที่จะเห็นแก่ตัว เพราะทุกคนต่างก็มีความปรารถนา และคนอย่างอิจิโกะก็ทำเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ฉะนั้นเลิกโทษตัวเองเสียเพราะมันน่ารำคาญ’

แม้จะพูดแบบนั้นแต่ก็สัมผัสได้ว่าผู้พูดกำลังยิ้มและน้ำเสียงก็มีแววเศร้าอยู่ ก่อนจะพูดต่อ

‘โลกนี้ไร้ซึ่งความเป็นนิรันดร์ ฉะนั้นจงเห็นแก่ตัวสักครั้ง ทำเพื่อตนเอง เพราะไม่ว่าจะสิ่งใดก็ตาม ต่างก็มีชีิวิตอยู่ได้เพียงแค่ครั้งเดียว’

“?!” 

‘ลาก่อน ตลอดกาล ยินดีที่ครั้งหนึ่งได้พบกัน คุโรซากิ อิจิโกะ และเจ้าด้วย คุจิกิ ลูเคีย’

ดวงตาของลูเคียเบิกกว้างเมื่อหลังสิ้นเสียงนั้นดาบก็ค่อยๆจางลงก่อนจะหายเข้าไปในตัวของเจ้าของ และจู่ๆก็มีคลื่นพลังซัดมาที่ตนและรอบข้าง แม้เธอจะยังคงยืนอยู่ได้แต่บริเวณโดยรอบที่เคยเป็นพายุหิมะ บัดนี้กลับค่อยๆถูกสีดำกลืนกิน และสุดท้ายมันก็มืดทั้งหมด

พลังที่ตรงกันข้ามกับเท็นเรย์(จิตวิญญาณสวรรค์)ของเธอ เพราะนั่นจะเป็นสีขาวทั้งหมดและใช้โซกักโค(แสงจันทร์น้ำค้างแข็ง)แช่แข็งคู่ต่อสู้ แต่นี่... ทุกอย่างเป็นสีดำ

นี่มัน.. พลังที่ใช้ปราบไอเซ็น

“..มุเก็ตสึ (นภาไร้จันทร์)”

ลูเคียหันไปมองต้นเสียงกระซิบนั่น รูปลักษณ์ของอิจิโกะที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรือนผมสีดำสนิทที่แทบจะเป็นสีเดียวกับท้องฟ้ายาวปลิวไสวที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้เห็น พลังที่คุ้นเคยทะลักล้นออกมาจากแขนขวา ผ้าพันแผลที่ทั้งตัวซีกขวารวมถึงใบหน้าและพลังงานที่ไหลเหวียนอยู่ร่างกายซีกซ้ายที่เป็นสีฟ้าสลับดำที่เห็นได้ชัดยามที่รอบข้างมืดสนิท และยามที่เปลือกตานั้นเปิดขึ้น ดวงตาที่เคยเป็นสีน้ำตาลก็ดูสว่างจ้าเสียกว่าครั้งไหนๆ

แม้จะรู้จักรูปลักษณ์ แต่มันเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น เก็ตสึงะเท็นโชขั้นสุดท้ายของอิจิโกะ 

มือข้างขวาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันวิญญาณค่อยๆยกขึ้น แม้จะเห็นได้ยากเพราะรอบกายเป็นสีดำ แต่จู่ๆสายพลังสีฟ้าก็พุ่งมาผ่านตัวเธอโดยที่ไม่อาจหลบทัน สายพลังที่คล้ายกับเก็ตสึงะเท็นโชแต่กระนั้นก็มีกลิ่นอายของควินซี่อยู่

เพล้ง!

ความเจ็บแปลบที่แล่นไปตามกายราวกับมีบางส่วนในร่างแตกร้าวทำให้เธอทรุดลงทันที และก่อนที่ร่างจะตกลงสู่พื้น กลับถูกประคองโดยแขนแกร่งที่พยุงข้างหนึ่ง ความเจ็บปวดยังคงรุมเร้าจนแทบไม่รู้สึกยามที่ถูกเชยคางให้เงยหน้าขึ้นและชิ้นส่วนเศษน้ำแข็งขนาดเท่าฝ่ามือบนซีกหน้าเธอถูกเอาออกไปอย่างเบามือ

“…ลูเคีย”

คล้ายจะได้ยินเสียงข้างหูเรียกชื่อ พร้อมกับถามซ้ำ “ยังเจ็บอยู่รึเปล่า?”

“….ไม่” ความเจ็บทุกส่วนค่อยๆบรรเทาลงพร้อมกับที่ความรู้สึกเริ่มกลับมา และรับรู้ว่ากำลังถูกอ้อมแขนแข็งแกร่งกำยำนั้นโอบกอดไว้อยู่ จนต้องรำพึงออกมาอย่างแผ่วเบา “อิจิโกะ...”

“ลูเคีย”

พลั่ก!!!!

“ไอ้เจ้าบ้าอิจิโกะ!!” เธอยันฝ่าเท้าเข้าที่กลางอกนั้นทันทีจนอีกฝ่ายกระเด็นไป ก่อนที่เธอจะชี้นิ้วด่า “เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า?!”

“กอดเธอ”

“ข้าไม่ได้ตาบอดจนไม่เห็นว่าเจ้าทำอะไร! แต่ทำไมจู่ๆถึงได้ทำแบบนั้น?!”

“แล้วทำไมฉันถึงทำไม่ได้ล่ะ?”

กินยาอะไรผิดเข้าไปรึไงเนี่ย! ถามมาได้ไงว่าทำไมถึงทำไม่ได้! “ก็เพราะว่าเจ้า...”

เธอเป็นฝ่ายชะงักไปเองเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังจะพูดนั้นดูไร้เหตุผลสิ้นดี สหายก็กอดกันได้ไม่ใช่ว่าผิด แต่ไอ้สีหน้าท่าทางและน้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้นั้น..... 

หมับ!

เพราะการที่นั่งเถียงกับตัวเองอยู่นั้นทำให้ไม่สังเกตว่าอีกฝ่ายได้เข้ามาใกล้และดึงเธอเข้าไปในอ้อมแขนเขาอีกครั้ง ถ้าไม่รู้สึกไปเองก็เหมือนว่าร่างกายของเขาสั่น

สั่นเรื่องอะไรล่ะ?

มือเล็กๆตบเบาๆที่แผ่นหลังนั้นก่อนจะว่า “ทะเลาะกับโอริฮิเมะมารึไง”

“…”

“รึโดนคาสุอิวางยา? แต่คาสุอิก็ไม่เหมือนอิจิกะ ไม่น่าจะทำอะไรเจ้าแบบนะ...”

“เลิกพูดได้ไหม”

คิ้วสีดำนั้นกดลงเมื่อถูกขัดและรู้สึกว่าอ้อมแขนนั้นรัดแน่นขึ้นกว่าเก่า และฝ่ามือของอีกฝ่ายนั้นกดศีรษะเธอให้แนบชิดไปกับแผ่นอกกว้างนั่น และคางที่วางลงมาบนศีรษะแบบไม่ลงน้ำหนักมาก ก่อนที่จะว่า “ฉันดีใจนะ ที่เธอจำฉันได้แล้ว”

“เจ้าหมายความว่าไง?” ลูเคียผละออกมาก่อนจะมองใบหน้าครึ่งหนึ่งที่เห็นเพียงดวงตานั่น แล้วก็ต้องรู้สึกแปลกๆกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนั่น

มันไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกหรอก แต่สายตานั่นมันอะไรกัน.... 

“ฉันไม่คิดว่าเวลามันจะพอหรอกนะ” เขาว่า “ฉันเองก็ไม่รู้อะไรมาก แต่ที่นี่..​. ไม่ใช่โซลโซไซตี้”

“ฮะ??”

“อุราฮาร่าซังบอกว่านี่คือโลกความฝันของเธอ?”

“ความฝัน?” ยิ่งฟังก็ยิ่งงง เธอไม่เข้าใจสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดสักนิดเดียว สองมือพยายามดันแผ่นอกตรงหน้าเพื่อผละตัวออกแต่อีกฝ่ายกลับกอดแน่นไม่ปล่อยจนต้องท้วง “ปล่อยข้าอิจิโกะ ที่สำคัญถ้าเจ้าบอกมันเป็นความฝันข้า แล้วทำไมเจ้าอยู่ที่นี่ในรูปลักษณ์นี้?”

“เธอจำไม่ได้จริงๆเหรอ?”

“เจ้าหมายถึงอะไรละ...”

แกรก...

เสียงที่เหมือนกับมีอะไรบางอย่างแตกออกเหนือศีรษะ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองก็พบเพราะผ้าพันแผลตรงใบหน้า... คงต้องเรียกว่าเกราะเสียมากกว่ากำลังแตกร้าวจนเห็นรูปหน้าคมนั้นได้ชัดเจน แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอว่าแรงกดดันวิญญาณของเขากำลังแปรปรวน ทั้งพุ่งขึ้นสูง แต่กระนั้นยามที่มันต่ำลงก็เบาบางจนแทบสัมผัสได้ไม่ได้ ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเมื่อรู้สึกมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลก่อนจะถาม “เจ้าทำอะไรอิจิโกะ?”

“….”

“ตอบข้าเดี๋ยวนี้อิจิโกะ!! ทำไมตัวตนของเจ้ามันจางหายลงไปจนข้าแทบจะไม่รู้สึก! แถม....”

“ขอโทษนะ” 

คำพูดที่จู่ๆก็พูดขึ้นมาด้วยคนที่ไม่มีที่มาที่ไปทำให้เธอรู้สึกว่าตามอะไรไม่ทันและไม่เข้าใจอะไรเลย แต่กระนั้นฝ่ามือใหญ่ก็ยังคงกดศีรษะเล็กนั่นให้แนบชิด “ขอโทษ... ที่ทำเธอเจ็บ”

“อะไรของ...”

“มันไม่ผิดใช่ไหม ที่ฉันรู้สึกตัวเองไม่มีหวัง เรื่องของเธอ”

“….” 

“เราไม่ได้สนิทกันเหมือนแต่ก่อน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกฉัน ตั้งแต่ที่....”

ผัวะ!!!

ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ก็รู้สึกว่าตัวเองกระเด็นไปไกลด้วยฤทธิ์ของฝ่าเท้าเล็กๆที่แรงไม่ได้เล็กตามตัว อิจิโกะพุ่งพรวดมามองคนลงมือแล้วโวยทันที “ยัยบ้า! ทำอะไรของเธอ!”

“ข้าต่างหากที่ต้องถาม! เจ้าเป็นอะไรของเจ้าอยู่ดีๆมาพูดเรื่องแบบนี้น่ะหา!!”

พลันใบหน้าที่ฉายแววเอาเรื่องของชายผมส้มที่ตอนนี้ผมสีดำยาวแปลกตานั่นก็หมองลงก่อนจะหลบตา จนคนตัวเล็กกว่าต้องเดินเข้าไปใกล้แล้วถามอย่างคาดคั้น “ตอบข้าอิจิโกะ เจ้าเป็นอะไรตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”

“เวลาไม่มีแล้ว..”

“ฮะ? เจ้าพูดให้ข้าเข้าใจหน่อยได้ไหม? เวลาไม่มีอะไร?” คิ้วสีอ่อนราวหิมะนั่นขมวดอย่างไม่เข้าใจหนักกว่าเก่า แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองนั้นควรจะอยู่ที่ไหน ลูเคียถามซ้ำ “เจ้าบอกว่านี่คือโลกความฝันของข้างั้นรึ? มันเกิดอะไรขึ้น? ข้าจำได้ว่ากลับจากภารกิจแล้วก็...”

“เธอกำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง เพราะบังไคของเธอ”

“…อะไรนะ?”

“ร่างของเธอกำลังเป็นน้ำแข็ง และเธอกำลังจะตาย”

“….”

“แต่ตอนนี้ิคิดว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะฉันทำลายน้ำแข็งบนตัวเธอไปหมดแล้ว”

คิ้วสีดำสนิทขมวดมุ่นเมื่อความรู้สึกของเธอมันบอกว่าไม่ได้มีแค่นั้น ดวงตาสีฟ้าใสมองชายหนุ่มตรงหน้าที่แปลกตาไปอย่างคาดคั้นก่อนจะถาม “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เจ้าต้องอยู่ในสภาพนั้น?”

แต่แล้วดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อจำได้ว่าหากใช้พลังนี้พลังยมทูตของเขาก็จะหายไป นั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีวันเห็นเธออีก 

แต่แบบนั้น.... มันก็อาจจะดีกว่าไม่ใช่รึไง? เธอสั่นหน้าไล่ความคิดไร้สาระออกไปก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงถาม

“เอ้อใช่! เจ้าได้สนทนากับซันเงสึบ้างรึเปล่า?”

การเปลี่ยนเรื่องของเธอนั้นเรียกให้คิ้วสีดำขมวดได้ไม่ยาก ก่อนที่อิจิโกะจะถามกลับ “ทำไม?”

“ข้าว่าข้าคุยกับเขามา” ลูเคียพึมพำก่อนที่จะว่าต่อ “เขาบอกข้าว่าถึงเจ้าจะสูญเสียพลังยมทูตไป แต่ดาบก็ยังคงอยู่ และเขาก็ยังคงอยู่ในนั้น เพียงแต่มันไม่เหมือนเดิม นั่นคงอธิบายว่าทำไมเจ้าถึงยังคงมีดาบฟันวิญญาณอยู่”

“…งั้นเหรอ?” ชายหนุ่มก้มมองฝ่ามือตัวเองเล็กน้อยก่อนจะกำแน่น ใบหน้าคมคายนั้นเงยขึ้นสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าจากบังไคซึ่งประกายบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่าบางอย่างภายในอกเต้นรัวเร็วและตนนั้นกลับมามีชีวิต

ที่เขายังไม่หายไปเหมือนตอนนั้น คงเป็นเพราะซันเงสึด้วยสินะ

ในยามนี้ที่ทุกอย่างเป็นสีดำราวกับความมืดที่ไม่เห็นสิ่งใดเลยแม้แต่มือของตัวเอง แต่เธอที่ยังคงสวมบังไคสีขาวพิสุทธิ์นั้นกลับดูโดดเด่น ทุกอย่างเป็นสีขาวแม้แต่ผมสีดำสนิทของเธอ ดวงตาสีม่วงเข้มที่คุ้นตากลับกลายเป็นสีฟ้าใสราวกับน้ำแข็งแต่กระนั้นก็ไม่ได้เรียบเฉยไร้แววอย่างตอนแรก มันสุกสกาวเป็นประกายเหมือนยามที่น้ำแข็งส่องล้อแสงอาทิตย์ เธอดูบอบบางราวกับแก้วใสแต่กระนั้นใครจะรู้ว่าเธอไม่ได้บอบบางอย่างที่เห็น มันเป็นพลังที่พร้อมจะแช่แข็งคู่ต่อสู้ให้กลายเป็นน้ำแข็ง แต่กระนั้นมันก็เป็นบังไคที่สวยงดงามและสูงส่ง

ไม่สิ... มันไม่ใช่แค่เพราะบังไคอย่างเดียว แต่ปกตินั้นเขาสามารถเบนสายตาไม่ให้มองเธอได้ แต่อย่างไรเล่า ยามนี้ สายตาของเขา มองเห็นแค่เพียงเธอคนเดียวเท่านั้น

ขอบคุณ ที่ให้โอกาสเขา ซันเงสึ

แปลบ!!

ความเจ็บที่แล่นขึ้นมากลางอกนั้นราวกับสัญญาณเตือนว่าเวลาเหลือไม่มาก เขากัดฟันแน่นขณะที่รู้สึกว่าสายตามันเริ่มพร่าเลือน แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจที่จะถอดถอนไม่ให้มองผู้หญิงตรงหน้าที่หรี่ตามองอย่างจับผิดนี่ได้

“เจ้าปิดบังอะไรข้าอยู่ อิิจิโกะ?” ลูเคียสูดลมหายใจลึก ก่อนจะถาม “ทำไมเจ้าถึงอยู่ในร่างนี้”

“…ไม่มีอะไร”

“อย่ามาปิดบังข้านะอิจิโกะ!! เราเป็นสหายกันไม่ใช่รึไง! เจ้า...”

“ฉันไม่เคยมองเธอเป็นเพื่อน ลูเคีย” อิจิโกะพูดแทรกก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูดจบ เขามองสบกับดวงตาสีฟ้าตรงหน้าก่อนจะย้ำ “ไม่เคย... แม้แต่ครั้งเดียว”

เขาพยายามบังคับขาที่รู้สึกว่าควบคุมไม่ได้นี่ให้เข้าไปใกล้คนที่นิ่งไปและเขาไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร มือข้างหนึ่งค่อยๆยกขึ้นเสมอใบหน้าที่ราวกับส่องประกายในที่มืดนี่ เขาระบายรอยยิ้มออกมาบางๆก่อนจะว่า “ขอโทษนะ... ที่ทำให้เธอเจ็บวันนั้น ทั้งที่ฉันเข้าใจผิดไปเองทั้งนั้น”

“…ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร”

“เธอรู้ว่าฉันพูดเรื่องอะไร” อิจิโกะเถียงเสียงอ่อน ก่อนจะว่าต่อ “แต่ฉันก็ดีใจ.. ถึงรู้ว่ามันจะไม่ควร ว่าอย่างน้อยๆไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่เป็นบ้าเพราะเรื่องเธอ”

“อย่าพูดอะไรไร้สาระอิจิโกะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลา...”

“นี่แหละเวลาที่ดีที่สุดแล้ว” เป็นอีกครั้งที่เขาพูดแทรก และเขาก็ต้องจับที่ข้อมือเล็กนั่นไว้เมื่อเธอถอยออกห่าง “ขอร้องลูเคีย ฟังฉัน”

“มันสายเกินไปแล้ว อิจิโกะ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยนั้นกลับมาอีกรอบ แม้จะพยายามพูดให้เหมือนเดิมแต่อย่างไรมันก็มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป แต่เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุด แต่เป็นโอกาสสุดท้ายของเขาที่จะทำอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่กระนั้นร่างกายกลับไม่ฟังเมื่อทุกย่างก้าวที่เธอถอยห่างเขาไป และเขาเองก็พยายามที่จะเดินไปหา แต่เมื่อระยะห่างที่มากขึ้นมันทำให้เขากัดริมฝีปากตัวเองก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาเสียงดังติดกระชาก

“เธอรู้ว่าฉันจะพูดอะไรเธอถึงได้หนี! เธอรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอมาตลอด!”

“แล้วมันสำคัญรึไงเล่าที่เจ้าจะพูดตอนนี้น่ะ!” อีกฝ่ายเองก็เถียงกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ “เจ้ามีโอริฮิเมะกับคาสุอิแล้ว! และข้าก็มีเร็นจิกับอิจิกะแล้ว! เจ้าจะพูดตอนนี้ไปให้ได้อะไรขึ้นมา! ในเมื่อวันนั้นเจ้าเป็นคนเลือกโอริฮิเมะไปแล้ว!! มันสายไปแล้วที่จะมาพูดอะไรกับข้าแบบนี้น่ะ!!”

“ขอร้อง...”

“?!”

“ขอแค่ครั้งเดียว.. ฟังฉันอธิบายหน่อย...”

ไม่รู้ว่าเพราะสีหน้า น้ำเสียง หรือทั้งสองอย่าง มันทำให้ลูเคียหยุดยืนอยู่ตรงนั้น ห่างกับที่อิจิโกะอยู่ไปประมาณเกือบสิบก้าว ชายหนุ่มหายใจหอบออกมาจนเห็นไอสีขาวบางเบา ก่อนที่จะพูด

“วันนั้น... ฉันไปได้ยินเรื่องที่เบียคุยะคุยกับเธอ เรื่องของเร็นจิ” เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อนก่อนจะว่าต่อ “ที่ว่า...หมอนั่นขอเธอแต่งงาน... และเธอบอกว่าจะมองมันเป็นผู้ชายมากขึ้นกว่าเพื่อน”

“…”

“หลังจากนั้นฉันดื่มเมามาก และตื่นมาก็เจออิโนะอุเอะอยู่บนเตียงข้างๆ มันจะให้ฉันทำอะไรได้นอกจากรับผิดชอบตอนที่เธอท้อง”

“…ถึงขั้นนี้เจ้ายังเรียกโอริฮิเมะว่าอิโนะอุเอะอีกงั้นเหรอ?”

อิจิโกะมองสีหน้าเรียบเฉยของลูเคียแล้วก็ต้องระบายลมหายใจออกมาระบายความอัดอั้นในอก ก่อนจะตอบ “เพราะฉันไม่เคยมองยัยนั่นไปเกิดเพื่อนได้จริงๆสักครั้งน่ะสิ”

“…”

“และนอกจากครั้งนั้น ฉันก็ไม่เคยมีอะไรกับเธออีกแม้แต่ครั้งเดียว อีกอย่าง...”

“พอเถอะ” ลูเคียยกมือห้ามให้อีกฝ่ายเลิกพูด “เจ้าจะบอกข้าไปเพื่ออะไร ประจานตัวเองกับข้าไปมันก็ทำให้ข้าอยากฆ่าเจ้ามากขึ้นเท่านั้นที่ทำตัวงี่เง่าแบบนี้ ข้าถึงได้บอกไงว่ามันสายไปแล้ว”

“แล้วเธอคิดว่าอยู่ดีๆฉันจะมาสาธยายรึไง” อิจิโกะกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะพูดต่อ “เธอคิดเอาเองก็แล้วกันว่าทำไมฉันถึงเป็นคนมาช่วยเธอแทนที่จะเป็นเร็นจิหรือเบียคุยะ ไม่ใช่เพราะหมอนั่นเข้ามาไม่ได้ เพราะไม่ว่าใครก็เข้าไม่ได้ตั้งแต่ที่หน้าหน่วยจนต้องกางอาคมไม่ให้พลังของเธอแช่แข็งทั้งโซลโซไซตี้ ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงจะเข้ามาในอะโคะกะเระ แต่บังเอิญว่าฉันเข้ามาได้ จะเพราะอะไรก็ช่าง”

ดวงตาคู่นั้นดูอ่อนแสงลงจนอ่อนโยนที่ทำให้รู้สึกจุกแน่นในอกอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่อิจิโกะจะว่าต่อ “และตอนนี้... ฉันดีใจที่เธอปลอดภัยแล้ว....แต่ขอโทษนะ...”

“? เจ้าขอโทษข้าทำไม?” 

ริมฝีปากนั้นยิ้มบางแต่กระนั้นก็ไม่มีคำตอบ คิ้วสีขาวกดลงเมื่อรู้สึกว่าประโยคนั้นมันไม่ได้มีแค่นั้น มันเหมือนกับว่าอิจิโกะยังบอกไม่จบและเธอไม่รู้ว่าประโยคที่เขาจะพูดต่อจากนั้นคืออะไร ก่อนที่จะก้มลงมองโซเดโนะชิรายูกิที่อยู่ในมือ เพราะใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าช่วงหลังที่เธอใช้บังไคจะรู้สึกว่ามันมีผลข้างเคียงแต่เธอก็คิดว่ามันเป็นเพราะเธอเหนื่อยเกินไปจึงไม่ได้สนใจ คิ้วสีขาวพิสุทธิ์นั่นกดลงเมื่อพิจารณาคำพูดเรื่องถึงสภาพอีกฝ่ายตอนนี้ รวมถึงสภาพตอนที่เธอฟื้นขึ้นมาที่โซเดโนะชิรายูกิแทงทะลุอกของอิจิโกะ และซันเงสึที่อยู่ในมือของเธอ

‘ข้าดีใจที่ได้ร่วมรบกับเขาอีกครั้ง แต่มันคงไม่มีอีกแล้ว’

‘ลาก่อน ตลอดกาล ยินดีที่ครั้งหนึ่งได้พบกัน คุโรซากิ อิจิโกะ และเจ้าด้วย คุจิกิ ลูเคีย’

ถ้อยคำของซันเงสึที่อยู่ในหัวนั้นทำให้เธอเบิกตากว้าง ถ้าหากว่าการที่อิจิโกะกลายร่างเป็นซันเงสึแบบนี้คือการสูญเสียพลังยมทูต และซันเงสึอาจจะหายไปเพราะว่าอิจิโกะไม่ใช่ยมทูตอีกแล้ว เขาจะกลับกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่อาจมองเห็นวิญญาณได้อีก แต่ทำไมความรู้สึกของเธอมันร้องบอกว่าไม่ได้มีเพียงแค่นั้น

รอบตัวทั้งหมดกลายเป็นสีดำนานเกินไป ถ้าสมมุติว่ามันหายไป... มันอาจจะหมายความว่า...

“!!” 

ฝ่ามือหนาที่ค่อยๆทาบลงมาที่ซีกแก้มขวาด้วยมือซ้ายของอิจิโกะ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเข้ามาใกล้ตัวถึงเพียงนี้ สีหน้าที่ดูอ่อนโยนแต่กระนั้นกลับหม่นหมองมันเรียกให้หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยเหตุผลหลายประการ ใบหน้าอีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้จนเผลอทำให้ลมหายใจติดขัด แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะได้สัมผัสกัน ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายหยุดเสียก่อนและผละออกไป พร้อมกับว่า “ขอโทษนะที่ฉันทำเธอร้องไห้ตอนนั้น มันเกิดเพราะความคิดไปเองของฉันทั้งนั้น ที่เราห่างกันตอนศึกจูฮาบัช เธออยู่แต่กับเร็นจิและฉันอยู่กับอิโนะอุเอะ และยิ่งไปได้ยินแบบนั้น มันทำให้ความทรงจำฉันมั่วซั่วและดันไปฝังใจว่าเธอเป็นคนทิ้งฉัน”

“…”

“….ฉันขอโทษที่ทำให้เธอรอเก้อ ตอนนี้ยังไงเธอคิดว่าจะสายเกินไป แต่ฉันก็อยากจะบอก...”

ริมฝีปากได้รูปนั้นประทับที่ข้างแก้มตรงกรามใกล้กลับใบหูจนได้ยินและรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรด พร้อมกับเสียงกระซิบที่น้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นและเศร้าหมอง

“เธอเป็นคนที่เปลี่ยนโลกของฉันและมอบพลังให้ฉันต่อสู้ และตั้งแต่วันนั้น หัวใจ วิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน มันเป็นของเธอ”

“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอยังคงเป็นโลกทั้งใบ และผู้หญิงคนเดียวที่ฉันจะรัก ลูเคีย...”


===========================================================



“อึก!!”

ลูเคียเบิกตากว้างที่จู่ๆลมหายใจที่อยู่ข้างหูนั้นก็ติดขัดพร้อมกับที่ร่างของเขาที่ทรุดลงมาอย่างรวดเร็วจนเธอต้องประคอง พลังกดดันวิญญาณที่แปรปรวนยุ่งเหยิงที่มากขึ้นเหมือนกับว่าพายุลูกสุดท้ายที่แรงที่สุดกำลังจะมา ลมที่หมุนไปรอบข้างทำให้เธอต้องกอดแน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพลัดหลง และถ้าเธอไม่คิดว่าไปเอง เธอคิดว่าลมนี้มันเจ็บ 

“?!”

เธอรู้สึกว่ามีของเหลวอุ่นๆไหลมาที่บ่าข้างที่ประคองอีกฝ่ายไว้ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อมันคือโลหิตที่หลังรินออกมาจนเลอะตัดกับสีขาวของเธอ

“อิจิโกะ?! เจ้ากัดลิ้นตัวเองทำไม!?”

“…ฮะๆ…” แทนที่จะตอบ เขากลับหัวเราะออกมาแล้วว่าต่อ “ไม่ได้..​อยากจะทำให้เลอะ.. แต่ฉัน... ควบคุมร่างกายตัวเอง... ให้ออกห่างจากเธอ..ไม่ได้แล้ว..”

“อิจิโกะ!?” ลูเคียร้องเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างตกใจ เมื่อมันรุนแรงมากกว่าครั้งไหนๆที่เธอเคยเห็นจนใจหายวาบ “ตอบข้า! เจ้ามีอะไรที่ปิดข้าอีก!!”

“...ฉันต้องทำลายโลกนี้... เพื่อให้เธอได้... กลับไป...แต่แค่บังไคธรรมดา.. หรือแม้แต่การกลายเป็นฮอลโลว์... ทำลายที่นี่ไม่ได้... นี่เป็นทางเดียว...” มุมปากที่มีเลือดไหลออกมาจากการกัดตัวเองเพื่อไม่ให้มีเสียงร้อง ฟันที่กระทบกันสั่นๆนั่นบ่งบอกความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี “ยังดี..​. ที่ซันเงสึยังยอมรับการตัดสินใจของฉัน... เพราะการที่จะเป็นร่างนี้...ได้... ต้องแทงซันเงสึเข้ามาที่หัวใจ...”

“แล้วเจ้าล่ะอิจิโกะ?” ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงแล้วถามอย่างคาดคั้น “เจ้าแค่จะกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังกดดันวิญญาณใดๆ ใช่ไหมอิจิโกะ!?”

ริมฝีปากที่เปรอะไปด้วยเลือดนั้นยกยิ้มบางๆกับไหล่เล็กนั่น ก่อนที่จะว่าต่อโดยที่ไม่ตอบคำถามนั้น “บอกอิจิกะ...ว่าอย่าแกล้ง... คาสุอิ..ให้มากนะ... ให้ตั้งใจเรียน.. ไม่ใช่มาเล่นแต่กับคาสุอิ...”

“เจ้าก็ไปบอกเองสิอิจิโกะ!!” ลูเคียพูดตัดประโยคอ่อนแรงนั่น “เจ้าต้องกลับไปกับข้า! ข้าไม่ได้ดีใจเลยสักนิดที่จะให้เจ้ามาช่วยข้าแล้วเป็นแบบนี้!!”

“ฉันเคยบอกแล้ว...ใช่ไหม.. ว่าไม่ว่ายังไง... ก็จะไม่ฟังคำขอของเธอ... และจะช่วยเธอ” อิจิโกะจำต้องหอบหายใจเมื่อรู้สึกว่าแค่พูดแค่นี้มันใช้พลังงานมากเกินทน ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนนี้เหมือนจะเห็นว่าสีดำรอบตัวนั้นค่อยๆแตกร้าวก่อนจะว่าต่อ “และถ้าเธอตาย... ฉันไม่รู้...ว่าจะอยู่ไปทำไมแล้วจริงๆ...”

“ไอ้เจ้าบ้า!! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวรึไง!!” สองแขนเล็กๆนั่นกอดร่างอีกฝ่ายที่เหมืิอนกับจะค่อยๆแตกร้าวไปไม่ต่างกับรอบข้าง ราวกับว่าถ้าปล่อยไปแล้วเขาจะสลายไปต่อหน้าต่อตา “เจ้าบอกรักข้าแต่เจ้าก็จะหนีไปแบบนี้เนี่ยนะ!? จะทิ้งข้าไว้กับความรู้สึกพวกนี้คนเดียวรึไง!!”

อิจิโกะรู้สึกว่าตัวเองถูกผลักออก แล้วดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ปิดริมฝีปากของเขาไว้ ทั้งที่ไม่น่าจะรู้สึกอะไรแต่กระนั้นกลับรับรู้ได้ชัดเจน ใบหน้าของลูเคียที่ใกล้ชนิดที่ไม่เคยใกล้ขนาดนี้มาก่อน เขาไม่มีแรงที่จะยกแขนหนักอึ้งนี่ผลักเธอออกเพราะว่า... เธอจูบเขา ทั้งที่ปากของเขามีแต่เลือด หนำซ้ำยังกลืนลงไปด้วยซ้ำ

“เท็นเรย์!!!!!”

เธอผละริมฝีปากตัวเองออกจากเขาก่อนที่จะพูดเสียงดัง มือข้างหนึ่งนั้นก็ยังคงกำโซเดโนะ ชิรายูกิไว้ไม่ปล่อย พลันรอบกายที่ดำมืดที่ได้ยินเสียงเหมือนกับแก้วปริแตกนั้นก็มีแสงสีขาวส่องลงมาจนอิจิโกะต้องหรี่ตาลงตามสัญชาติญาณ และไม่รู้ทำไมแทนที่สีดำพวกนั้นจะถูกทำลายจนจางหายไป พลังทั้งสองดึงดันกันอยู่แบบนั้นราวกับไม่ยอม แม้จะเห็นได้ชัดว่าสีดำค่อยๆลดน้อยลงทีละนิดก็ตาม

และความเจ็บปวด มันก็ไม่มากมายเท่าทีแรกที่รู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ 

“เจ้ามันโง่เง่า อิจิโกะ” 

เสียงข้างหูดังขึ้นมา แม้ว่าความเจ็บปวดจะลดลงแต่อิจิโกะก็รู้สึกยากที่จะขยับตัวส่วนอื่นได้นอกจากปลายนิ้ว ขณะที่เสียงสั่นๆยังคงว่าขึ้นต่อ

“เจ้าคิดว่า... ถ้าเจ้าตายขึ้นมาโดยที่ข้าเป็นต้นเหตุแบบนี้ ข้าจะยอมงั้นเหรอ?”

“ไม่ใช่.. เธอ...ไม่ได้...”

“เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่ได้งั้นเหรอ หากข้าเสียเจ้าไป....”

“….”

แผ่นหลังและบ่าของเธอที่เขาอาศัยอยู่นั้นสั่นริก และน้ำเสียงที่ขึ้นจมูกราวกับกำลังกลั้นสะอึ้นอยู่ ก่อนที่เธอจะพูดต่อเหมือนกับพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ แต่กระนั้นก็เป็นไปได้ยาก

“ข้าอุตส่าห์จองว่าเวลาที่เจ้าตาย ข้าจะเป็นคนมาเอาวิญญาณเจ้าและส่งไปโซลโซไซตี้ แต่เจ้าก็คิดจะชิงตัดหน้าหนีหายไปไม่ให้ใครตามเจอ...”

หายไปตลอดกาล ดวงวิญญาณดับสูญ และ... โดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์

“…มันก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าฆ่าข้าทั้งเป็นนั่นแหละอิจิโกะ”


“ลูเคีย....”

เขาเรียกชื่อเสียงเบา ขณะที่มือข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังเล็กๆในชุดสีขาวพิสุทธิ์นั่นทั้งที่มือตัวเองก็แทบจะไร้ความรู้สึก เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะผละตัวออกมา เพื่อที่จะมองใบหน้านี้ ใบหน้าของผู้หญิงที่รักยิ่งเสียกว่าสิ่งใดจนมอบให้ได้แม้แต่ชีวิตของตนเองคนนี้ แต่กระนั้นเธอกลับฝังหน้าลงที่แผ่นอกของเขาราวกับหลบซ่อน อกที่ใช้ต่างน้ำตานั้นรู้สึกถึงของเหลวที่รดรินจนรู้สึกร้อนผ่าว และเสียงสะอึ้นที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวจนอดไม่ได้ที่จะเรียกซ้ำ “...ลูเคีย”

“ต้องให้ข้าทำอย่างไรอิจิโกะ? ต้องให้ข้าทำอย่างไรเจ้าจึงจะไม่ตาย ต้องให้ข้าทำอย่างไรเจ้าถึงจะกลับไปกับข้าได้!”

“ลูเคีย....” เขาพยายามที่จะคุมมือหนักๆนี้ให้ดันร่างเล็กกว่าออก และเชยใบหน้านั้นขึ้นมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา ครั้งเดียวที่เขาเคยเห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้คือตอนที่สองพี่น้อง โฮมุระกับชิสึกุ จากไปเท่านั้น เขาทำได้เพียงแค่ยืนมองเธอ.... เมื่อคิดถึงตรงนี้ร่างกายมันก็ขยับไปก่อน สองมือประคองใบหน้าเล็กๆนั้นไว้ก่อนที่จะประทับริมฝีปากลงที่หน้าผากของเธอ

หากเขาไม่ถือดาบ เขาก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่ถ้าหากเขาถือดาบ เขาก็ไม่อาจกอดเธอได้เช่นกัน

ฉะนั้น เขาต้องกลายเป็นดาบเสียเอง เพื่อที่จะโอบกอดเธอไว้ขณะปกป้องเธอ แต่กระนั้นมันก็เป็นแค่ครั้งเดียวที่เขาจะทำได้และได้ทำ 

“ข้าไม่เคยขอให้เจ้าปกป้องข้า ข้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วยนะเจ้าบ้า! มันต้องมีทางอื่....!”

ครั้งนี้เพื่อที่จะหยุดริมฝีปากเล็กๆที่กำลังพยายามพูดเรียกกำลังใจนั่น เขาใช้ริมฝีปากของตนแนบประกบไว้แทน เธอเหมือนจะอึ้งไปแต่กระนั้นก็ยอมผ่อนปรน กลิ่นคาวเลือดที่ยังคงหลงเหลือในปากนั้นไม่ส่งผลใดๆมันกลับตอกย้ำให้มากขึ้นว่าแม้พวกเขาจะอยู่ใกล้กันเพียงใดแต่กระนั้นก็เป็นไปได้ยากที่จะอยู่ด้วยกัน ความอ่อนโยนและความรู้สึกที่ผ่านมาจากสัมผัสนั้นมันเรียกให้ในอกของอิจิโกะนั้นร้อนผ่าวและเต้นรัวแรงอย่างที่ไม่คิดว่าช่วงเวลานี้จะเต้นได้ เบื้องหลังที่แสงสีขาวค่อยๆทำลายอาณาบริเวณของสีดำจนแทบจะหายไปนั้นตอนนี้สีดำกลับเข้มขึ้นเหมือนไม่ยอมแพ้ 

“เธอ..เคยรักฉันบ้างรึเปล่า ลูเคีย?”

เขาถามหลังจากที่ผละริมฝีปากของตนออกแต่กระนั้นก็ไม่ได้เลื่อนใบหน้าออกห่างมากแต่อย่างใด สองมือยังคงจับที่ใบหน้านั้นไว้อย่างเบามือ ทั้งที่ไม่่น่าจะรู้สึกอะไรกับร่างกายนี้แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนจากร่างกายของเธอ

“…เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้รูปอดีต” มือสีขาวที่แทบจะเป็นสีเดียวกับหิมะนั้นสัมผัสกับมือใหญ่กว่าที่สวมอาภรณ์สีดำที่จับใบหน้าตนอยู่ก่อนจะว่าซ้ำ “ไม่จำเป็นเลยสักนิด...”

“งั้นฉันตีความว่าเธอรักฉันมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสินะ” รอยยิ้มที่ไม่คิดว่าจะมีนั้นประดับบนใบหน้าหล่อเหลา ซึ่งนั่นก็ทำให้มือเล็กหยิกเข้าไปเต็มๆจนเขาหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้จนต้องสัมผัสริมฝีปากของตนที่ริมฝีปากอีกฝ่ายอีกรอบ

“เอ๊ะนี่เจ้า?!”

“เอาน่าลูเคีย เธอไม่ปฏิเสธไม่ผลักฉันออก ฉันถือว่าเธอรักฉัน เราใจตรงกันฉะนั้นฉันจูบเธอไม่เป็นไรหรอก”

จู่ๆดวงตาสีฟ้าสวยราวกับน้ำแข็งจากที่เธอยังไม่ถอนบังไคก็เบิกกว้าง แล้วว่า “...ร่างเจ้า”

เขาขมวดคิ้วและเมื่อมองมือตนเอง ก็พบว่ามันโปร่งแสงขึ้นทีละนิด เขายิ้มออกมาบางๆอย่างอ่อนโยนก่อนจะใช้หน้าผากตัวเองสัมผัสกับอีกฝ่าย “ไม่เป็นไร มันไม่เจ็บปวดเหมือนเมื่อกี้แล้ว และเอาจริงๆฉันว่าตอนนี้ฉันยอมตายได้จูบเธอเนี่ย”

เธอมองเขาอย่างตำหนิและเอาเรื่องแต่กระนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ใบหน้านั้นดูร้อนรนเหมือนกับหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยไม่ให้เขาหายไป แต่แล้วจู่ๆโซเดโนะ ชิรายูกิที่อยู่ในมือเธอก็เปล่งแสงออกมาและลอยขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ลูเคียขมวดคิ้วก่อนจะเบิกตากว้างแล้วถาม

“พูดจริงเหรอ โซเดโนะ ชิรายูกิ?”

“ฮะ?”

เขาไม่รู้ว่าลูเคียคุยอะไรกับโซเดโนะ ชิรายูกิ แต่จู่ๆใบหน้าเธอก็หมองลงขณะที่มองดาบแล้วว่า “ข้าขอโทษนะ...​ที่เป็นเจ้านายไม่ดีพอ... เช่นนั้น... ก็ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ที่ร่วมทางกันมา เจ้าเป็นสหายที่ดีที่สุด และขอฝากไว้ด้วยล่ะ...”

“เดี๋ยวลูเคียเธอพูดเรื่องอะไรของเธอ?”

ฉึก!!

ไม่ทันตั้งตัว ดาบสีขาวนั้นก็แทงทะลุอกเขาจากด้านหลังและเสียบผ่านร่างของผู้เป็นนายของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่ตลกที่เขารู้สึกว่าโดนแทงด้วยดาบแบบนี้บ่อยเกินไป แต่กระนั้นก็พยายามถาม “เกิด..อะไรขึ้น?”

ฟุบ! ซูม!

จู่ๆพลังซันเงสึในตัวของเขาทะลักล้นออกมาและแทบจะกลืนกินดาบสีขาวบริสุทธิ์นั่น รอบข้างที่เป็นสีขาวตัดกับสีดำราวกับว่ามันกำลังค่อยๆกลืนเป็นเนื้อเดียว และเหมือนกับว่าซันเงสึในตัวเขากำลังไหลไปตามดาบเข้าสู่ร่างกายของลูเคีย และเขารู้สึกได้เช่นกันว่าโซเดโนะชิรายูกิอยู่ในตัวของเขา

‘น้อยครั้งที่ท่านลูเคียจะเห็นแก่ตัวแบบนี้ แต่กระนั้นข้าก็ดีใจค่ะที่ทำประโยชน์ให้ได้’

“?!”

ทำไม.. เขาถึงได้ยินเสียงโซเดโนะ ชิรายูกิ

‘นี่เป็นทางเดียวที่ข้าจะทำให้ความปรารถนาของท่านลูเคียเป็นจริงได้’

“ความ..ปรารถนา...อะไร?”

“ข้าจะไปกับเจ้า”

“?!!!”  ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างมองหญิงสาวตรงหน้าทันที เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆเปิดขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นสีม่วงสวยที่คุ้นตาแทนที่สีฟ้าน้ำแข็งทั้งที่ยังคงสวมบังไคอยู่ แต่กระนั้นสีขาวก็ค่อยถูกสีดำอมน้ำเงินนั่นกลืนกินเช่นเดียวกับตัวของเขาที่มีสีขาวแต่งแต้ม แต่นั่นไม่สำคัญเท่าคำพูดของเธอ “เธอพูดบ้าอะไรของเธอลูเคีย?!”

“โซเดโนะชิรายูกิบอกข้า” เธอว่าเสียงจริงจัง “วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะไม่ทำให้วิญญาณเจ้าดับสูญ คล้ายกับข้าช่วยเจ้าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าไม่ได้หายไปนิรันดร์ อาจจะลดทอนไปได้ แต่เจ้า...​ไม่สิ พวกเรา จะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง”

“หมายความว่า...”

“ข้าจะตายกับเจ้า คุโรซากิ อิจิโกะ” เธอระบายรอยยิ้มบางออกมาขณะที่ค่อยๆโอบกอดเขาไว้ “เจ้าและข้าจะหายไป ข้าสามารถใช้วิธีนี้ได้เพราะข้ามีพลังของเจ้าอยู่ในตัว และเจ้าเองก็มีของข้า และเมื่อมันถูกแบ่งอย่างสมดุลเช่นนี้ สักวันพวกเราจะกลับมา”

“แต่เธอมีหน้าที่!” เขาเถียงทันที “เธอเป็นหัวหน้าหน่วยนะลูเคีย! แล้วเร็นจิกับอิจิกะล่ะ! เธอจะทิ้งพวกเขาไปงั้นเหรอ?”

“หัวหน้าหน่วยมันก็เปลี่ยนกันได้ และเจ้าเองยังทิ้งคาสุอิกับโอริฮิเมะเลยไม่ใช่รึไง”

“แล้วเบียคุยะล่ะ”

‘ข้าทิ้งจิตวิญญาณส่วนหนึ่งไว้บอกกับท่านเซ็นบงซากุระแล้วค่ะ ฉะนั้นท่านเบียคุยะจะรู้ถึงการตัดสินใจของท่านลูเคีย มีอะไรบอกได้เลยค่ะ’

“…ข้าคงต้องขอโทษท่านพี่ ที่สุดท้ายก็ไม่อาจตอบแทนบุญคุณได้” ลูเคียว่าเสียงอ่อนขณะที่นึกถึงชายที่เป็นถึงผู้นำตระกูลคุจิกิ และพี่ชายของเธอ “แต่ข้า... ไม่อาจอยู่ได้จริงๆหากไม่มีอิจิโกะ ฉะนั้น... ข้าขอโทษค่ะ ที่อกตัญญูท่านพี่ และขอบคุณ ที่ท่านพี่ให้ความสำคัญกับข้า และ... ข้าฝากขอโทษเร็นจิด้วย ดูแลอิจิกะดีๆ แต่ข้าคิดว่าคงไม่ต้องห่วงในเมื่อท่านพี่เองก็อยู่ด้วย”

“เธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหนน่ะลูเคียว่าเบียคุยะจะดูแลอิจิกะได้” อิจิโกะกรอกตา ขณะที่เห็นว่าร่างกายของเธอโปร่งแสงขึ้นเช่นเดียวกับเขา ก่อนที่จะว่าต่อ “ฉันฝากบอกเบียคุยะกับเร็นจิด้วยก็แล้วกัน ว่า... สัญญาว่าจะดูแลลูเคีย จะไม่ให้เสียใจแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง”

“ข้าต่างหากที่ต้องดูแลเจ้าอิจิโกะ”

“เอ๊ะเธอนี่เงียบๆน่า” อิจิโกะเอื้อมมือหนึ่งไปปิดปากนั้นไว้อย่างไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะพูดต่อ “เอาจริงๆฉันอยากจะส่งเธอกลับเป็นบ้า! ฉันมาช่วยเธอนะยัยบ๊อง!!”

“สายไปแล้วอิจิโกะ!! ข้าจะไปด้วย!”

ดวงตาสองสีสบกันก่อนที่จะหัวเราะออกมาทั้งที่ไม่น่าจะใช่เวลา พลังซันเงสึค่อยๆจางหายไปจากร่างกายของอิจิโกะจนเหลือเพียงผมสีส้มสั้นเช่นเดียวกับเครื่องแบบยมทูต เช่นเดียวกับบังไคของลูเคียที่ที่ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับดาบจนเหลือเป็นผมสั้นที่คุ้นตาและดวงตาสีม่วงเข้มในชุดเครื่องแบบยมทูตเช่นเดียวกัน ทั้งสองจับมือกันไว้และใบหน้านั้นต่างก็ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างที่ออกมาจากใจ ความสุขที่ไม่น่าจะมีแต่กระนั้นกลับเต็มเปี่ยมที่ได้อยู่ด้วยกัน

“ฝากตัวด้วยนะ ยมทูต”

“ไม่ใช่ยมทูตสิ” รอยยิ้มแสบๆประดับบนใบหน้านั้นก่อนที่จะว่าพูดออกมาพร้อมกัน

“ฝากตัวด้วยนะ ลูเคีย/อิจิโกะ”

รอบกายทั้งสองนั้นกลายเป็นแสงสีขาวก่อนที่จะค่อยๆหายไปทั้งที่สองมือยังคงกุมกันไว้อยู่แบบนั้นและค่่อยๆจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงเศษละอองใสที่ร่วงหล่นลงมาในบรรยากาศ 

ว่าครั้งหนึ่ง ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ไม่อาจอยู่เคียงกันดั่งสีขาวที่อยู่ตรงข้ามกับสีดำ แต่กระนั้นกลับรู้ถึงตัวตนของกันและกันว่าต่างฝ่ายต่างอยู่เคียงกันมาตลอด เมื่อดวงอาทิตย์ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนฟ้าอย่างมัวหมองยามที่ฝนเทสาดลงมา แต่ฝนนั้นสามารถแห้งเหือดไปได้ด้วยแสงที่อ่อนโยนและเข้มแข็งของดวงจันทร์ 




หากเขาคือราชาที่จักต้องเสียสละเพื่อผู้อื่น เธอคือราชินีที่จะคอยปกป้องชีิวิตของเขา...

หากเขาคือสุริยะที่ทอแสงโดดเดี่ยว เธอคือจันทราที่จักอยู่เคียงสุริยะบนฟากฟ้าเดียวกัน...

หากเขาคือสีดำที่ไม่มีวันแปดเปื้อนด้วยสีใด เธอจะเป็นสีขาวเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้สีดำนั้นอ่อนโยนลง...

และแม้ว่าเขาและเธอจะตรงข้ามกันจนไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ แต่จะมีสักวันที่ทั้งสองจะได้ยืนข้างกาย ดวงใจทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียว แม้ว่าจะขัดแย้งกันไปบ้าง แต่ถึงอย่างไร สายใยนั้นก็จะไม่มีวันพังทลาย...     


===========================================================


(+5%)



เสียงเอะอะโวยวายภายในหน่วยนั้นดังไปทั่วจนคนที่อยู่ในห้องหัวหน้าหน่วยต้องหันไปมอง แต่ยังไม่ทันได้สั่งอะไรอยู่ๆประตูก็ถูกเปิดผัวะออกพร้อมกับผมสีแดงแสบตาพร้อมกับเสียงใสของเด็กสาว

“ท่านลุงเบียคุยะ! เมื่อไหร่ข้าจะได้เป็นรองหัวหน้าแทนท่านพ่อเสียที!! ข้าเก่งกว่าท่านพ่อแล้วนะ!!”

“อิจิกะ!!!” รองหัวหน้าหน่วยที่มีสีผมไม่ผิดเพี้ยนนั้นโผล่พรวดมาก่อนที่จะก้มหัวขออภัย “ขออภัยครับหัวหน้า! ข้าจะพาอิจิกะไปเดี๋ยวนี้”

“….วันนี้มีแขกเหรอ” เจ้าของห้องว่าเสียงเรียบเหมือนกับเสียงอึกทึกก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้น

“อื้อ! คาสุอิ ท่านน้าโอริฮิเมะ ท่านน้าอุริวแล้วก็มีท่านลุงแซ้ด!”

“…อย่าทำอะไรพังอีกก็แล้วกัน”

“โธ่ท่านลุง ข้าออกจะเรียบร้อย!” รอยยิ้มที่ยิ้มกว้างนั้นรายกับสะท้อนคลายบางคนจนเรียกให้ใบหน้าคมคายของเบียคุยะอ่อนลง ซึ่งคนเป็นหลานก็ว่าต่อก่อนที่จะวิ่งออกจากห้องไป “งั้นข้าไปล่ะ! ข้าแค่จะมาบอกเฉยๆว่าใครมา แล้วสักวันทั้งรองหัวหน้าและหัวหน้าหน่วยหกต้องเป็นข้า!”

“จะเอาชนะข้ายังเร็วไปร้อยปี” เบียคุยะว่า ก่อนที่จะหันไปมองรองหัวหน้าหน่วยของตนด้วยแววตากึ่งตำหนิจนอีกฝ่ายสะดุ้งและก้มศีรษะให้ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ออกไปแต่อย่างใดจนต้องถาม “มีอะไร?”

“…เปล่าครับหัวหน้า”

“อยากทำอะไรก็ทำ” เบียคุยะว่าอย่างรู้ทันขณะก้มลงทำงานต่อ “หากเจ้าไม่พูดเสียบ้างเหมือนอิจิกะ ข้าอาจจะต้องเปลี่ยนรองหัวหน้าจริงๆ”

“มันเร็วไปพันปีครับหัวหน้าที่อิจิกะจะเอาชนะข้า” เร็นจิหัวเราะเสียงต่ำ ก่อนที่จะว่าต่อ “ผลการสอบที่โรงเรียนยมทูตออกมาแล้ว อิจิกะได้คะแนนดีมาก ยกเว้นคิโด.....”

เหมือนพ่อสินะ...

“ฉะนั้นข้าขอตัวนะครับ ขอบคุณที่อนุญา...”

โครม!

เสียงนั้นทำให้เร็นจิสะดุ้ง ก่อนจะโค้งศีรษะเร็วๆแล้วออกจากห้องไป ก่อนที่หน่วยหกจะได้มีอะไรพัง เพราะทุกครั้งที่คาสุอิมาที่นี่อิจิกะเป็นต้องกระโดดเข้าไปสู้กันตลอดทั้งที่คาสุอิก็ปัดป้องเสียส่วนใหญ่ แม้สุดท้ายแล้วต้องเอาจริงก็เถอะ

เหมือนหัวหน้าซาราคิได้ยังไงก็ไม่รู้...

เบียคุยะวางพู่กันลงก่อนที่จะลุกออกจากห้อง หลังจากที่สั่งอะไรเสร็จเรียบร้อยก็ใช้ก้าวพริบตากลับไปยังตระกูลใหญ่ที่เป็นบ้านของตน ก่อนที่จะเปิดเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่มีกรอบรูปวางเรียงกัน และตอนนี้เบื้องหน้าแท่นนั้น...​ ก็มีบางสิ่งวางอยู่ เขาคุกเข่าลงอยู่ตรงหน้านั้นด้วยท่าทางสง่างามน่าเกรงขามสมกับเป็นเจ้าบ้านคนปัจจุบันและหัวหน้าหน่วยที่เก่งกาจ ดวงตาสีเทามองสิ่งที่วางอยู่ก่อนที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส

มันคือดาบที่ใบดาบแตกเป็นส่วนๆ ตรงปลายมีริบบิ้นที่ยาววางเรียบร้อย 

มันคือโซเดโนะ ชิรายูกิ ดาบฟันวิญญาณของลูเคีย.. น้องสาวของเขา

ทั้งที่มันควรจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์สมกับที่เป็นดาบที่งดงามที่สุดในเซเรย์เทย์ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะกั่นดาบ ด้ามดาบ ตัวริบบิ้นหรือแม้แต่ใบดาบที่แตกนั้นกลับมีสีดำเสียครึ่งหนึ่งราวกับเป็นภาพสะท้อนสีดำสีขาวอย่างไรอย่างนั้น

‘เจ้าทำใจไว้อยู่แล้วใช่ไหม หากน้องสาวเจ้าอาจไม่กลับมา เจ้าหนูเบียคุยะ’

ในวันนั้นหลังจากที่ปล่อยให้รองหัวหน้าหน่วยตนและอดีตเรียวกะคนนั้นสะสางเรื่องที่ติดค้าง และเขาได้ตามอดีตเทพพริบตามาอีกส่วนของหน่วยที่ไร้ผู้คน นั่นเป็นประโยคแรกที่อีกฝ่ายพูด และเป็นประโยคที่ทำให้อยากจะชักเซ็นบงซากุระมาสังหารอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้น

แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อส่วนหนึ่งลึกๆในอก เขารู้ แต่กระนั้นก็กลัวที่จะยอมรับมัน

‘ข้าไม่ได้หมายความว่าอิจิโกะจะช่วยน้องเจ้าไม่สำเร็จ’ โยรุอิจิว่า ‘แต่ข้าหมายถึงว่า... หากน้องสาวเจ้าเป็นคนเลือกที่จะไปเองต่างหาก’

‘อยากจะพูดอะไรกันแน่ ชิโฮอิน โยรุอิจิ’

‘ก็ตามที่ข้าบอกไป’ อีกฝ่ายยักไหล่ ‘หากสองคนนั้นเคลียร์กันได้จริง มีโอกาสมากที่นางจะไม่กลับ เจ้ารู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าทำไมและเพราะอะไร’

‘….แค่นี้ใช่ไหมเรื่องที่จะพูด’

‘โชคชะตานี่มันตลก เจ้าว่าไหม เจ้าหนูเบียคุยะ’ สตรีผอมเพรียวแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ดูไม่เป็นใจนักเพราะมันมึดครึ้มไม่ต่างอะไรกับใจหลายๆคน ‘ทั้งที่บางครั้งความรู้สึกเหมือนกันและปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกันมากเพียงใด แต่โชคชะตาก็พาให้พรากจากกันอยู่ดี’

‘เจ้าดูไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรแบบนี้’

แทนที่จะว่าอะไรต่อ โยรุอิจิกลับหัวเราะแล้วยิ้มให้ ‘ข้าก็เป็นผู้หญิงนะเจ้าหนูเบียคุยะ’

‘ผู้หญิงงี่เง่าที่ชอบทำอะไรไร้สาระ’

‘แต่นั่นหมายความว่าข้าไม่ทำตามโชคชะตา’ อีกฝ่ายยักคิ้วให้ ‘ข้าทำตามหัวใจ’

‘หากเจ้าทำตามหัวใจจริงคงไม่อยู่เช่นนี้หรอก’ ดวงตาสีเทาที่แม้จะเรียบเฉยแต่อีกฝ่ายรู้ว่ามีแววเหนื่อยหน่ายอยู่เต็มประดานั้นทำให้โยรุอิจิส่งเสียงฮึในลำคอออกมาแล้วว่าต่อเสียงเบา

‘สิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่ข้าไม่มีความกล้าที่จะทำมัน เหมือนอย่างอิจิโกะกับคุจิกิ’

และไม่ทันไรก็มีคนมารายงาน ว่าร่างกายของคุโรซากิ อิจิโกะที่สลบอยู่หน้าหน่วยนั้นโปร่งแสงขึ้น มันทึบและจางลงสลับกันไปอยู่แบบนั้นนานพอสมควร และเมื่อร่างของตัวแทนยมทูตคนนั้นค่อยๆจางหายไป ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็เปิดออก แสงแดดที่ส่องลงมากระทบกับหน่วยสิบสามนั้นละลายน้ำแข็งที่ปกคลุมจนกลับมาเป็นเหมือนเดิมในเวลาไม่นาน เขารีบเข้าไปยังห้องพักของหัวหน้าหน่วยสิบสาม แล้วก็ต้องใจหายเมื่อไร้ร่างที่ควรจะอยู่ สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ คือดาบสองเล่มที่วางอยู่เคียงกันเท่านั้น 

ซันเงสึ และโซเดโนะ ชิรายูกิ

จู่ๆดาบเล่มสีขาวนั้นก็แตกออกเรียกให้หัวใจหลายคนแทบหยุดเต้น เช่นเดียวกับซันเงสึที่ค่อยๆมีรอยร้าวและแตกสลายหายไป แต่น่าแปลกที่มันกลับหายเข้าไปในดาบโซเดโนะ ชิรายูกิ ท่ามกลางความไม่เข้าใจนั้นเขาหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา ก่อนที่เหมือนจะได้ยินเสียงในหัวจนต้องถามกลับไป

‘มีอะไร เซ็นบงซากุระ’

‘โซเดโนะ ชิรายูกิฝากข้อความมาถึงท่าน... จากท่านลูเคียขอรับ’

คิ้วสีดำกดลงกับประโยคนั้น แต่แล้วก็เหมือนจะได้ยินเสียงขึ้นมาจากในหัว เสียงที่ฟังคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมาหลายวันแม้มันจะมาพร้อมกับเสียงที่น่าฆ่าให้ตาย

“…ข้าคงต้องขอโทษท่านพี่ ที่สุดท้ายก็ไม่อาจตอบแทนบุญคุณได้ แต่ข้า... ไม่อาจอยู่ได้จริงๆหากไม่มีอิจิโกะ ฉะนั้น... ข้าขอโทษค่ะ ที่อกตัญญูท่านพี่ และขอบคุณ ที่ท่านพี่ให้ความสำคัญกับข้า และ... ข้าฝากขอโทษเร็นจิด้วย ดูแลอิจิกะดีๆ แต่ข้าคิดว่าคงไม่ต้องห่วงในเมื่อท่านพี่เองก็อยู่ด้วย”

“เธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหนน่ะลูเคียว่าเบียคุยะจะดูแลอิจิกะได้ ฉันฝากบอกเบียคุยะกับเร็นจิด้วยก็แล้วกัน ว่า... สัญญาว่าจะดูแลลูเคีย จะไม่ให้เสียใจแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง”

“ข้าต่างหากที่ต้องดูแลเจ้าอิจิโกะ”

“เอ๊ะเธอนี่เงียบๆน่า เอาจริงๆฉันอยากจะส่งเธอกลับเป็นบ้า! ฉันมาช่วยเธอนะยัยบ๊อง!!”

“สายไปแล้วอิจิโกะ!! ข้าจะไปด้วย!”

“หะ...​หัวหน้า... เมื่อกี้นี่มัน...” เร็นจิว่าอย่างไม่เข้าใจนัก ขณะที่หลายคนต่างถอนหายใจออกมา และอุราฮาร่า คิสึเกะพูดออกมา

“หัวเราะกันเสียงใสขนาดนั้น ห่วงเก้อจริงๆนะครับ”

และกว่าจะเคลียร์กันได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ผ่านไปพอสมควร เบียคุยะไม่ได้พููดอะไรนอกจากมองดาบในมือนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันไปมองอดีตเทพพริบตา รองหัวหน้าหน่วยของตน ทุกคนกำลังรอดูการตัดสินใจของเขาด้วยท่าทางที่ตุ้มต่อม แต่กระนั้นเจ้าบ้านคนปัจจุบันของตระกูลคุจิกิกับไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากหันหน้าไปอีกทางคล้ายคนเตรียมกลับและใช้ก้าวพริบตาออกจากหน่วยสิบสาม 

‘นั่นไม่ได้หายไปถาวรขอรับ จากที่คุโรซากิควรจะดับสูญเพราะช่วยท่านลูเคีย แต่เพราะท่านลูเคียทำแบบนั้นมันเลยทำให้ทั้งสองหายไป และจะกลับมาสักวัน’

‘ท่านจะทำอย่างไรต่อรึขอรับ ท่านเบียคุยะ’

เขาไม่ได้ตอบอะไรเซ็นบงซากุระกลับไป ซึ่งอีกฝ่ายที่เป็นส่วนหนึ่งของเขาย่อมรู้ว่าเขาคิดอะไร บทสนทนาจริงไม่มีอะไรต่อนอกจากหัวหน้าใหญ่เคียวราคุตั้งหัวหน้าหน่วยสิบสามขึ้นมาใหม่ งานศพนั้นไม่ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อเขาไม่อนุญาตให้จัด

จะจัดไปทำไม ในเมื่อลูเคียไม่ได้ตายจากเขา

เบียคุยะหันไปมองกรอบรูปที่เป็นสตรีที่แม้จะดูซูบเซียวแต่กระนั้นก็ยังยิ้มบางๆ เขาว่าพึมพำออกมา 

“ขอโทษ ที่ข้าดูแลลูเคียได้ไม่ดีพอ” 

“…”

“แต่ข้าจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนที่ข้าอยากจะฆ่าก็ไม่อยู่ และที่สำคัญ....”

ท้ายประโยคนั้นหายไป เบียคุยะหลับตาลงก่อนที่จะลุกออกมาจากที่นั่งตรงนั้นและเปิดประตูออก ท้องฟ้าสีครามสดใสที่มีแสงแดดอ่อนๆยามบ่ายนั้นนับได้ว่าเป็นวันที่อากาศดีมากทีเดียว และเขายังจำได้ไม่ลืมแม้จะผ่านมาเกือบห้าปีตั้งแต่วันนั้น ว่าทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของลูเคียที่รู้สึกได้ผ่านน้ำเสียงที่ได้ยิน มันสดใสไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าตอนนี้ อย่างที่เขาไม่เห็นเธอยิ้มแบบนั้นมานาน

รู้อยู่เต็มอก ว่าคนที่ทำให้น้องเขายิ้มแบบนั้นทั้งที่เสียสละขนาดนั้นได้ มีอยู่คนเดียว

“คุโรซากิ อิจิโกะ..”

มันจะเป็นชื่อที่ไม่ลืมจนวันตาย เขาจะรอวันที่จะได้ฆ่าชายผู้นั้นด้วยมือคู่นี้ โทษฐานที่พรากลูเคีย และเป็นต้นเหตุทุกอย่างให้ลูเคียต้องเปลี่ยนไป เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้านั้น สีหน้าที่ดูอ่อนลงไปก่อนที่จะรำพึงอย่างแผ่วเบาจนแทบจางหายไปกับสายลม

“…อย่าให้ข้าต้องรอนานล่ะ ลูเคีย”

โดยที่เจ้าบ้านคนปัจจุบันนั้นไม่อาจเห็นได้ ดาบหักที่วางอยู่ในห้องนั้นก็เรืองแสงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แสงที่แม้จะไม่สว่างมากมายแต่กระนั้นมันก็อบอุ่นและแข็งแกร่งราวกับทั้งสองได้ตอบรับถ้อยคำนั้นของคุจิกิ เบียคุยะ 



..... และเวลาก็เดินต่อไป แม้สวรรค์จะไร้ซึ่งความเป็นนิรันดร์ แต่นั่นก็เป็นสิ่งยืนยัน ว่ามันไม่มีการจากลาตลอดกาล ฉะนั้นจะมีสักวัน ที่สายใยและความผูกพันจะนำพาให้กลับมาเจอกันอีกครั้ง





END.




===========================================================


จบแล้ววววว >< โอ่ยกว่าจะจบแทบตาย ;_;

เพราะหลังจากที่ดองมานาน จึงสาบานกับตัวเองว่าจะเอาให้จบก่อนขึ้นปีใหม่ ถือว่าเป็นของขวัญละกันค่ะ //กราบงามๆ

มีงงไทม์ไลน์กันไปบ้าง //เพราะคนเขียนก็ยังงงเองสารภาพ// เพราะดันผูกปมยากเกินไปทั้งที่มันก็เป็นแค่ฟิคสั้น... น่าจะเปิดเป็นเรื่องยาวไปเลยยังได้นะเนี่ย ถถถถถถ

มันอาจจะมาไม่ถูกใจใครหลายคน... ขออภัยนะคะ แต่มันออกมาแฮปปี้กว่าที่คิดไว้เยอะเลยแหละ........ 

สรุปหลักๆคือ.... อิจิมาม่าไปเอง ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด และเมา จนความทรงจำเละตุ้มเป๊ะมาเป็นฝันแบบตอนแรก //โดนซันเงสึผ่า

สรุปลำดับเหตุการณ์ คือจบศึก ลูไปคุยกับเบีย อิจิไปได้ยินแล้วก็เฮิร์ท ดื่มแล้วเมา ไปมีอะไรกับฮิเมะ ลูมารู้เข้า แล้วหลังจากนั้นเร็นถึงขอลูแต่งงานค่ะ (น่าจะเขียนเรียบเรียงออกมาไม่ผิดพลาดนะ..)

และเรื่องที่ซันเงสึ... เพราะถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่จบภาคอารันคาร์จะไม่เห็นเลย(มั้ง) ถึงแม้ว่าซันเงสึจะเป็นคนเดียวกับจูฮาบัช แต่เพราะอิจิโกะยังเป็นยมทูตและมีดาบฟันวิญญาณ และอย่างตอนสุดท้าย(ที่โคตรเน่า)ที่ดาบกับบังไคของอิจิโกะเปลี่ยนไป เลยขออุปมาว่ายังไงเสียดาบฟันวิญญาณที่ชื่อ "ซันเงสึ" มันก็มีเหมือนกับดาบอื่นๆค่ะ

และเพราะเงื่อนไขที่จะทำให้อิจิโกะมาเป็นร่างสุดท้ายนั่นได้ คือเอาดาบแทงหัวใจ ก็เลย... นะ แทงอกกันไปแทงอกกันมาสองคนนี้ //โดนตบ

และที่เลือกแบบนี้และให้ลูเคียส่วนใหญ่สวมบังไค เพราะคิดว่ามันเป็นขั้วตรงข้ามกันดีค่ะ ตอกย้ำไปว่าสองคนนี้ตรงข้ามกันขนาดไหน ถถถถถ แต่ตอนจบที่เลือกให้ลูเคียกับอิจิโกะเป็นเหมือนแรกๆนั้น เพราะคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาความทรงจำที่ดีที่สุดของตัวละคร(และแน่นอนพวกเราชาวเรือไททานิค) ก็เลยบรรยายให้อิจิโกะผมสั้น(ที่ไม่ได้ดูแก่)และลูเคียผมสั้นเช่นกันค่ะ


และที่ว่าทำไมอิจิโกะถึงหายไปแบบ.. วิญญาณดับสูญ เพราะอย่างที่บอกไป(ตัวแดงๆก่อนเลยเพราะข้อแรกนี่มันฟิค!!) อิจิโกะมันผสมปนเปไปและสูญเสียพลังยมทูตครั้งหนึ่ง นี่จะเป็นพลังสุดท้ายที่อยู่ในตัวอิจิโกะซึ่งก็คือทั้งหมด และถ้าถามว่าลูเคียก็เอาดาบแทงอกอิจิโกะเหมือนกันแล้วทำไมยังตายอยู่ นั่นก็เพราะว่าเกิดก่อนที่ซันเงสึจะเอาตัวเองไปแทงอกอิจิโกะ ฉะนั้นพลังทั้งหมดของอิจิโกะจะถูกเปลี่ยนให้เป็นร่างนั้น และนั่นเป็นเหตุผลด้วยที่ว่าทำไมคงร่างและสภาพได้นาน(โคตรๆ)


อาจจะเปรียบเทียบเยอะเกินไป..​แต่อารมณ์มันแบบ..​เฮ้ยเรือกูล่มเชียวนะโว้ย อยากจะเอาทั้งหมดนี่ไปฟาดหน้าอาจารย์คุโบะ ฉะนั้นจะอาทิตย์พระจันทร์ ราชาราชินี นึกอะไรออกก็ใส่หมดค่ะ มันมีเกือบทั้งเรื่องตั้งแต่ประมาณครึ่งแรกเลยนะ ทั้งที่ว่าโลกหยุดหมุนเอย ทำให้ฝนหยุดตกเอย แต่ไอ้ตอนถือดาบเนี่ย... ก็อิจิโกะกลายเป็นซันเงสึ กลายเป็นดาบจริงๆนี่หว่า และเพราะมันได้แค่ครั้งเดียว ฉะนั้นก็... ตามนั้นนะคะ ถถถถ


ถ้าสงสัยว่าทำไมลูเคียไม่บอกรักอิจิโกะ คือดูแล้วตามตัวละคร... ลูเคียไม่น่าใช่คนบอกรักอิจิโกะโต้งๆแบบที่อิจิทำ ดูแล้วน่าจะออกมาแนวนี้มากกว่าแบบ... ไม่บอกว่ารักตรงๆแต่ความหมายก็คล้ายๆ ฉะนั้นเลยไม่มีค่ะ...​และถ้าถามถึงฉากจูบ... อารมณ์หวานมันมาแค่นี้จริงๆ....


ตอนจบอาจจะดูตัดจบไปบ้าง (เขียนจนถึงตอนตีสองตีสาม //เพราะตั้งใจว่าเขียนไม่จบไม่นอน//และวันต่อมากลัวจะเลยเวลาที่นี่เพราะว่าเราต้องไปธุระข้างนอกทั้งวัน) ฉะนั้นอาจจะลองกลับมาอ่านอีกทีและรีไรท์ แต่คิดว่าเขียนมาถึงนี่คงไม่รีไรท์แล้วค่ะ -__-;; (อิจิกะตอนท้ายหลุดนิสัยช่างมัน หมดปัญญาแล้ว....) ชอบรูปสุดท้ายมากมายค่ะ แบบ... สีหน้าอะไรทุกอย่างมันเป๊ะ!!


น่าจะหมดแล้ว... ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามา ขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่ตามอ่าน แฟนเรืออิจิลูที่ลอยคอด้วยกันมาที่แม้เวลาจะผ่านไปนานก็ยังแค้นใจไม่หาย ขอบคุณที่ทนเราจนมากันจบเรื่องนี้ได้ หากมีอะไรสงสัยไม่เข้าใจตรงไหนถามได้ค่ะ จะในนี้หรือไอดีก็ได้ทั้งนั้น ยินดีตอบค่ะ xD จะมาเป็นเพื่อนคุยเฉยๆก็ไม่ว่ากัน



สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะทุกคน!!!

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ พายุสีน้ำเงิน จากทั้งหมด 16 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

91 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 กันยายน 2562 / 23:08

    น้ำตาไหลพราก ๆ เลยจ้าไรท์จ๋า จุใจดีจริง ๆ


    ส่วนตัวเราไม่มองการตัดจบของจารย์คุโบเป็นฉากตัดจบที่แท้จริงอ่ะเพราะบ่อยที่จารบ์อวยลูเคียแต่เหมือนพวกผู้ใหญ่หรือทีมงานเอยอยากได้โอริ เราเรืออิจิลูอยู่แล้วเลยไม่มองฉากตัดจบแบบนั้นเป็นของจริง (ไม่ยอมรับนั่นเอง เรือฮิเมะอย่าด่าฉันนี่ความคิดส่วนตัว)

    ชอบฟิคนี้ค่า แจ่มเลอ


    #91
    0
  2. วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 19:33
    ฟิคเรื่องนี้ของไรท์ดีจริงๆค่ะ อ่านลื่นมากแต่งดีสุดๆ ชอบการวางพล็อตเรื่องที่ต่อจากเส้นเรื่องจริงมากเลยยย รักไรท์มากๆนะคะ
    #90
    0
  3. #89 Kae_kun
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 00:19

    เป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆค่ะ ชอบมากเลย❤️

    #ทีมอิจิลูคิ

    #89
    0
  4. วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 00:20
    ดีค่ะ ดีงามมาก! หลังจากเจอบทจบเเบบกระฉากหัวใจออกมาให้ทึ้งจนเละเเล้ว เเทบไม่อยากทำอะไรต่อเลยค่ะ TT
    มาเจอฟิคนี้เเล้วฟินเเลนด์เลยค่ะ
    ขอบคุนที่เเต่งนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะ
    #88
    0
  5. #87 Irisss
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 04:14
    ไรท์สุดยอดมากกกก ทุกอย่างคือดีมากจริงๆ ทั้งคำพูดและการบรรยาย

    ทุกคนยังคงคาแรกเตอร์ของตัวเองได้ดีมาก

    ขอบคุณที่แต่งจนจบนะคะ (เสียดายที่มาเจอเอาตอนนี้)



    ปล. แอบหวังว่าการเข้าใจผิดนั้นเกิดขึ้นจริงในบลีชT^T



    ปล2. คำพูดของอุราฮาร่าที่แทงใจสุดๆจริงๆ55555
    #87
    0
  6. วันที่ 13 มกราคม 2560 / 20:28
    สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆ #ติดตามมานานแล้วค่ะ #ชอบมากเลยค่ะ แต่งให้อ่านอีกนะคะ ^^
    #86
    0
  7. #85 Kiraramoon (@Kiraramoon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 17:39
    สนุกมากกกกก ตอนแรกก็งงๆกับ
    เรื่องช่วงเวลา แต่อ่านตอนจบแล้ว
    เคลียร์ดีค่ะ เข้าใจขึ้นมาเลย

    ไม่คิดว่าจะออกมาเป็นแบบนี้เลยแม้
    แต่น้อยย เหมือนจะ Bad Ending
    ก็ไม่ใช่ Happy Ending ก็ไม่เชิง ออก
    เทาๆมากกว่า แต่อ่านบทสรุปแล้ว
    สบายใจดีค่ะ

    สรุปแล้วชอบค่ะ แนวนี้ แต่งให้อ่านอีก
    นะคะ จะตั้งตารอเลยย >-<
    #85
    0
  8. #84 Achalida
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 00:15
    ยิ้มสลับกับร้องไห้ไปจนจบ ขอบคุณมากนะคะที่มาอัพจนจบตามสัญญา เศร้ามากและประทับใจมาก คงคาแรคเตอร์ได้ดีมากค่ะ เป็นฟิคที่สวยงามมากจริงๆ ชอบมากและคงได้เข้ามาอ่านอีกหลายรอบค่ะ

    ผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่เราก็ยังทำใจไม่ได้ค่ะ มีแต่เศร้าขึ้นทุกๆวัน เห็นรูปหรืออ่านฟิคที่เป็นอิจิลูคิเศร้าๆแล้วน้ำตาแตกตลอด เรารักคู่นี้มากแบบที่ไม่เคยรักคู่ไหนมาก่อนจริงๆ



    ขอบคุณที่มาอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากและแต่งฟิคดีๆแบบนี้มาให้อ่านนะคะ
    #84
    0
  9. วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:37
    ชอบมากกค่ะ ขอบคุณที่ต่อเรืออ ขอให้มีภาค2น้าาาา ต่อมน้ำตานี้อตกพรากเลยยย เห้ออออออ ขอบคุณมากค๊าบบบ
    #83
    0
  10. วันที่ 2 มกราคม 2560 / 17:45
    ขอบพระคุณอย่างสูงที่อัพต่อจนจบนะคะ อยากบอกว่า รักฟิตเรื่องนี้มากกกกกกก ขอบคุณที่แต่งฟิตนี้ให้อ่านกันนะคะ รักไรท์มากค่ะ
    #82
    0
  11. #81 ซากุระ
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 20:06
    ชอบค่ะ
    #81
    0
  12. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 17:32
    เย้ๆๆๆๆๆๆ มาเพี่มแล้ว จะตามต่อจนจบจาาาาาาา
    เดาว่าตอนจบ น่าจะตายทังคู่ และ กลายเป็นอณูวิญญาณเคียงข้างกันไปตลอดการ
    ไม่ก็ไปอยู่ด้วยกันที่ไหนสักที่ ที่มีแค่เราสองคน
    #80
    0
  13. #79 Achalida
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 01:04
    เย่....มาต่อแล้ว ใกล้จบแล้วเหรอคะเนี่ย เสียใจจัง T T

    เดาตอนจบเหรอ..ยากอะ แต่เดาเล่นๆอย่างนีงว่า อิจิโกะน่าจะสูญเสียพลังทุกอย่างที่มีทั้งหมด จนถึงอาจตายได้ แต่ลูเคีย..ไม่รู้จริงๆ อาจจะตายเหมือนกัน คือถ้าอยู่เนี่ยจะจบจากอยู่นะ 555 ครอบครัวของสองคนจะทำยังไง อิโนะอุเอะกับเร็นจิอาจจะเข้าใจ แต่คาสุอิกับอิจิกะล่ะ
    #79
    0
  14. #78 Kiraramoon (@Kiraramoon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 19:25
    ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว ใกล้แล้ววววว!!!!
    //เอคโค่เพื่อ?
    ตอนจบหรอ เจ๊จ๋าฟื้น ทั้งคู่พูดความรู้
    สึกของตัวเอง แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
    จบ! // ไม่น่าถูกนะ จริงๆ
    #78
    0
  15. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 18:39
    อ่านละรู้สึกเหมือนเรื่องต่อของจริงมากเลยค่ะ อ่านละก็ร้องไห้ไปสงสารอิจี้กับเจเจ่มากเลย ไม่เป็นไรเนอะจี้โกะเห็นแก่ตัวสักครั้งเพื่อเห็นแก่ตัวเองเหอะ 😂😭😢 งั้นให้เรื่องนี้เป็นฤดูกาล18 เนอะ 'ความรู้สึกของหัวใจ' 🙊👫
    #77
    0
  16. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 18:38
    อ่านละรู้สึกเหมือนเรื่องต่อของจริงมากเลยค่ะ อ่านละก็ร้องไห้ไปสงสารอิจี้กับเจเจ่มากเลย ไม่เป็นไรเนอะจี้โกะเห็นแก่ตัวสักครั้งเพื่อเห็นแก่ตัวเองเหอะ 😂😭😢 งั้นให้เรื่องนี้เป็นฤดูกาล18 เนอะ 'ความรู้สึกของหัวใจ' 🙊👫
    #76
    0
  17. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 04:55
    เดาว่าอิโกะกับหนูลูน่าจะตายทั้งคู่ แล้วไปเกิดใหม่เจอกันอีก 555555
    #75
    0
  18. #74 Tchamn
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 01:25
    ไรท์เตอร์หายอีกแลว ฮรือออ T__T
    #74
    0
  19. วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 06:26
    เย้ๆไรต์มาแล้ว สู้นะไรต์ จะตามจนจบเลยค่ะ
    #73
    0
  20. #72 Achalida
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 00:01
    เย่ๆๆ ไรต์มาแว้วว. บรรยายภาพลูเคียได้ชัดเจนเป็นฉากๆจนรู้สึกหนาวไปด้วยเลยค่ะ

    สงสารท่านพี่อะ อิจิแกรีบไปช่วยลูเคียเร็ว(ว่าแต่จะไปช่วยยังไงล่ะน่ะ)
    #72
    0
  21. #71 Kiraramoon (@Kiraramoon) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 15:36
    ไรต์มาแล้ว เย้ๆๆๆ
    รอนานมากก ลงทีต้องกลับไปอ่านใหม่หมด
    แต่ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจว่าไรต์ก็มีหลายๆเรื่องให้ต้อง
    จัดการ
    สู้ๆนะคะ จะตามจนจบเลยล่ะค่ะ
    #71
    0
  22. วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 06:23
    จะลงแดงอยู่แล้วนะไรท์ มาอัพต่อเลยยยย ????
    #70
    0
  23. #69 Tchamn
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 01:54
    มาอัพต่อไวๆสิคะไรท์เตอร์ อย่าหายแงงงงงง T[]T
    #69
    0
  24. #68 Saranrat - ศรัญรัตน์
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 12:40
    เพิ่งเข้ามาอ่าน สนุกมาก! ชอบมากๆค่ะไรท์ การดำเนินเรื่องถือว่าดี แม้ว่าอ่านแล้วจะงงๆไปบ้างก็ตาม=_=^ เรากำลังตามหาฟิคเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำแนวนี้อยู่พอดีเลย แอบสงสารและสะใจฮิเมะนิดๆ555 รีบมาอัพไวๆนะคะ เราจะรอท่านไรท์มาอัพนิยายอยู่ท่าน้ำทุกวันทุกคืน(เวอร์ไปนั่น555)
    #68
    0
  25. #67 lynnn
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 17:08
    คือใช่เลยย ตอนเราอ่าน 686 จบนี่ฟีลมันแบบ เฮ้ย พวกแกเมาแล้วได้กันเปล่าวะ



    คือโมเม้นท์อิจิลูในเรื่องมันก็บอกชัด ๆ เคลียร์ ๆ อยู่แล้วว่าอิสองคนนี้มันต้องคิดอะไรในใจต่อกันแน่ ๆ อ่ะ ไหนจะที่คุโบะแสนจะชงไอเทมคู่ บังไคคู่ มาขนาดนี้แล้ว มาจบแบบนี้อย่างกับหลอกลวงผู้บริโภค



    ด้วยความที่เราไม่ชอบคาแรคเตอร์ผู้หญิงหงิม ๆ เพราะมันแลไม่ค่อยเรียลเลย ผู้หญิงแบบนี้ในชีวิตจริง ร้อยละ70 มีความแอ๊บใส &#128580; แต่มันเป็นคาแรคเตอร์ที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบซะงั้น พวกขี้อาย โนตมเนี่ย ลำไยมากกก

    ยิ่งฉากที่ไรท์เขียนมาว่าฮิเมะเป็นฝ่ายเสนอตัว เรามั่นใจมากว่าอุปนิสัยนางตั้งแต่ที่ชีเกือบจะจูบอิจิโกะก่อนจะไปกับอุล

    มันสามารถทำให้นางเสนอตัวให้อิจิโกะได้แน่นอน ผญ.รักนวลสงวนตัวที่ไหนเขาจะทำแบบนี้ หืมมมม ถึงจะบอกว่าจูบลา ครั้งเดียวในชีวิตมันก็ฟังไม่ขึ้นอ่ะ



    แต่อ่านไปอ่านมาก็แอบสงสารฮิเมะนิด ๆ นางก็ไม่ผิดที่รักอิจิโกะมาตลอดอ่ะนะ แต่ในเมื่อหัวใจคนเรามันจะไปฝืนไปบังคับกันไม่ได้ก็ต้องเป็นไปตามนั้นแหละ การแอบรักข้างเดียว มันไม่ได้แปลว่าจะสมหวังเสมอไปหรอกนะ อยากจะฝากไปบอกนักเขียนการ์ตูนจัมพ์หลาย ๆ ท่าน &#128580; นี่อินมากก หัวร้อนมากกก
    #67
    0