|| Fic Harry Potter || Am I a Wizard ? [ BL/Yaoi ]

ตอนที่ 91 : Chapter 83 : Miss You

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,997
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 552 ครั้ง
    11 ม.ค. 63

CHAPTER 83

Miss You






" คิดถึง... "

Finnegan Novier



     เป็นประสบการณ์ที่ถ้าให้เลือกอีกทีผมคิดว่า ผมคงยอมหาทางอื่นที่ไม่ต้องไปเจอกับพวกผู้คุมวิญญาณจะดีกว่า อาจจะไปอยู่ห้องอื่นบ้าง ไปอยู่กับพวกแฝดบ้าง หรือไปอยู่กับเดรโกก็ยังได้

     มันแย่ที่สุด

     ผมเข้าใจธรรมชาติโดยปกติของผู้คุมวิญญาณดี พวกมัน ไม่ปราณี ไม่สนดีเลว มองเพียงแค่เหยื่อที่เป็นเป้าหมาย ค่อยๆต้อนให้จนมุม ก่อนจะรุมทึ้งอย่างโหดเหี้ยม

     เหยื่อของมันนั้นหลากหลายมากขอแค่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดอันซับซ้อน มันก็พร้อมจะเล็งสิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของมัน ไม่ว่าจะเป็นเหล่า ก๊อบลิน เซ็นทอร์ คนแคระ มนุษย์ และอื่นๆ ที่มีทั้งความคิดและอารมณ์อันซับซ้อน ต่างเป็นเป้าหมายของมันทั้งสิ้น พวกที่มันจะไม่แลเลย ก็คือพวกสัตว์ที่มีระบบความคิดแบบวงจรเดียว ที่ใช้สัญชาตญาณเป็นหลัก

     ซึ่งผมสามารถรอดจากเหตุการณ์นี้ได้ด้วยการแปลงร่างเป็นแมว แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเพราะนั่นจะเป็นการเปิดเผยความลับให้ปีเตอร์รู้ และจะทำให้ช่วงในปีหลังๆนั้นเคลื่อนไหวลำบาก

     ผมคิดว่าตัวผมสามารถต่อต้านผู้คุมวิญญาณได้บ้าง แต่ดูเหมือนว่ามันจะยากกว่าที่ผมคิดไว้ เพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึกหวาดกลัวเข้ามาเกาะกินจิตใจของผม ความทรงจำอันเลวร้ายในชาติก่อนของผมก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นความทรงจำแสนสิ้นหวังและเจ็บปวดเท่าที่ร่างกายอันบอบบางของผมจะรับไหว

     แม้ว่าปกติแล้วความทรงจำเหล่านั้นผมเองก็ชินชาไปกับมันตั้งนานแล้ว ให้ผมกลับไประลึกถึงสิ่งเหล่านั้นอีกครั้งอย่างมากก็ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นเอง

     แต่ความสามารถของผู้คุมวิญญาณนั้นร้ายกาจเป็นอย่างมาก เพราะมันขุดทั้งความรู้สึก ความสิ้นหวังและความเจ็บปวดเหล่านั้นขึ้นมาด้วย แม้ผมจะคิดว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นภาพลวงก็เถอะ

     ' ติณ '

     เสียงสะท้อนก้องกังวานดั่งการกระเพื่อมของผืนน้ำ คอยหลอกหลอนวนอยู่ภายในหัวของผมอย่างนี้มาเป็นเนื่องๆ

     ผมสะบัดหัวพยายามไล่ความทรงจำเหล่านั้นออกไป พยายามเบี่ยงเบนความรู้สึกตกค้างจากที่ผู้คุมวิญญาณได้ทิ้งไว้ให้อย่างยากลำบาก 

     แม้มันจะดีขึ้นแล้วหลังจากได้อยู่ห่างจากผู้คุมวิญญาณแถมยังได้กินช็อกโกแลตไปแล้วด้วย แต่ก็ยังไม่ทำให้อาการของผมดีขึ้นจนเต็มร้อย

     ผมลืมตาขึ้นมาดูสภาพรอบๆที่ตอนนี้ทิ้งไว้เพียงแค่ความเงียบ ทุกคนต่างนั่งสลดกันอย่างหดหู่ รอนทำท่ากระอักกระอ่วนอย่างไม่รู้จะทำยังไง เฮอร์ไมโอนี่ และ ไดอาน่าต่างนั่งกอดจินนี่ พลางปลอบให้จินนี่สงบลง

     จินนี่คงอาการหนักอยู่บ้าง เพราะเหตุการณ์เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วนั้นยังแจ่มแจ้งอยู่ในความทรงจำ แถมความรู้สึกเหล่านั้นคอยหลอกหลอนจินนี่อยู่ตลอดทั้งเทอม คงเป็นเรื่องยากที่จะลืมมันไปให้พ้นๆ แถมพวกผู้คุมวิญญาณเพิ่งจะขุดเรื่องพวกนั้นมาอีกครั้ง คงต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะทำใจได้

     เนวิลล์นั้นก็กำลังกินช็อกโกแลตอย่างเงียบๆแม้เนวิลล์จะนั่งหงอยเหมือนทุกที แต่ก็สามารถเห็นได้ถึงความหวาดกลัวและสิ้นหวังอยู่ในดวงตาอยู่บ้าง อาการของเนวิลล์ดูไม่หนักเท่าจินนี่ แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่ค่อยมีความสุขเหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว เลยมีเรื่องให้ขุดเยอะ คงจะขุดไม่ถึงความทรงจำที่แสนเลวร้ายที่สุดของเขาแน่ๆ ที่ซึ่งเนวิลล์สูญเสียพ่อกับแม่ไปเพราะเบลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ใช้คำสาปกรีดแทงใส่ แม้จะไม่ได้เสียชีวิตไป แต่สมองที่เสียหายก็ทำให้พวกพ่อกับแม่ของเนวิลล์ ต้องคอยรักษาอยู่ที่เซนต์มังโกมาตลอด และไม่มีทีท่าว่าจะมีอาการดีขึ้นแต่อย่างใด... บางทีเนวิลล์อาจจะเห็นเหตุการณ์สภาพของพ่อกับแม่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเศร้าถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตา อาจจะเป็นความเศร้าที่เป็นเพียงแค่ให้จิตตกและหมดอาลัยตายอยากมากกว่าความเศร้าโศรกสิ้นหวัง

     ส่วนแฮร์รี่เองก็นั่งนิ่งด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย แม้ผมสัมผัสได้ถึงความอับอายของแฮร์รี่อยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วใบหน้าแฮร์รี่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยมากกว่า คิดว่าเขาคงสับสนถึงเรื่องที่จู่ๆก็หมดสติไปอยู่แน่ๆ

     ซึ่งผมเองก็ไม่มีอารมณ์จะปลอบเขาในขณะที่ตัวผมเองยังไม่สามารถหลุดไปจากความรู้สึกนั้นได้อย่างเต็มร้อย

     ในที่สุดรถไฟก็มาถึงที่สถานีฮอกมี้ดเป็นที่เรียบร้อย

     " เอาล่ะ ถึงกันแล้ว รีบลงไปกันเถอะ "

     ศาสตราจารย์ลูปินพูดขึ้น ก่อนที่พวกเราทั้งหมดจะหลุดออกจากภวังค์แล้วค่อยๆพากันลงออกนอกตัวรถไฟกัน จินนี่พาไดอาน่าไปหากลุ่มเพื่อนๆของตัวเอง ในขณะที่เนวิลล์ออกไปตามหาเชมัสกับดีน

     " พวกปี 1 มาทางนี้! "

     เสียงของแฮกริดร้องเรียกขึ้นมาแต่ไกล ก่อนที่ร่างใหญ่ๆจะค่อยๆโบกมือทักทายพวกเราข้ามหัวพวกเด็กๆทั้งหลาย

     " เป็นไงบ้าง เธอ 4 คนน่ะ! "

     พวกผมพยายามจะทักทายกลับ แต่เพราะคลื่นฝูงชนค่อยๆดันพวกเราไปข้างหน้าก่อนจะเห็นร่างของแฮกริดลาลับหายไปในฝูงชน

     พวกเราเลยตัดสินใจปล่อยผ่านไปแล้วค่อยทักทายทีหลัง จากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นไปที่รถม้าจอดอยู่ ก่อนจะขึ้นไปนั่งกันอย่างเงียบๆ

     รอนกับเฮอร์ไมโอนี่หันมามองพวกผม 2 คนด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก่อนที่ผมจะส่งยิ้มจางๆไปให้

     " ไม่เป็นไรหรอกทั้ง 2 คน พวกฉันดีขึ้นแล้วล่ะ... "

     ในขณะที่รถม้าลากพวกเราผ่านเข้าไปยังประตูรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตรของฮอกวอตส์ พวกผมก็ได้เห็นถึงผู้คุมวิญญาณ 2 ร่างยืนคุมอยู่ทั้ง 2 ด้านของประตูทางเข้าเหมือนนายประตูเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อย

     คลื่นความเย็นได้บุกจู่โจมพวกผมอีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะบางเบากว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังทำให้หนาวเหน็บอยู่ดี แฮร์รี่หลับตาลงพิงเบาะอย่างอ่อนเพลีย ในขณะที่ผมขมวดคิ้วแน่น

     ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมถูกครอบงำด้วยความทรงจำอันแสนเลวร้ายเหมือนเมื่อตอนที่อยู่บนรถไฟ แต่ก็ทำให้จิตใจผมหดหู่อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

     " ให้ตายสิ... แย่ชะมัด... "

     ผมพึมพำขึ้นมาเบาๆ ในขณะที่ตัวรถนั้นได้ลากผ่านธรณีประตูนั้นเข้ามาอย่างปลอดภัย และใช้เวลาไม่นานก่อนจะจอดสนิทตรงหน้าประตูทางเข้า

     ผมหลับตาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยพาตัวเองลงออกจากตัวรถ แต่ในขณะนั้นเองเสียงยานคางของเดรโกก็ดังขึ้น

     " นายเป็นลมหรือ พอตเตอร์ ? ลองบัตท่อมพูดจริงหรือ นายเป็นลมจริงๆหรือ ? "

     เดรโกใช้ข้อศอกดันแทรกผ่านเฮอร์ไมโอนี่อย่างไม่ใยดี แล้วยืนขวางทางแฮร์รี่ที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปในตัวปราสาท รอยยิ้มเย้ยหยันยังคงแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยไม่คิดจะปิดบังเจตนาที่มาหาเพื่อหัวเราะเยาะแม้แต่อย่างใด

     โดยปกติแล้ว ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ผมคงเข้าไปหยอกเดรโกกลับไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมไม่มีแรงพอจะแหย่เดรโกแล้วล่ะ

     " ไปให้พ้นนะ มัลฟอย "

     รอนกัดฟันกรอดแน่นพลางพูดขึ้นปกป้องแฮร์รี่ที่ยังอ่อนเพลีย เดรโกได้ยินก็หันมาพูดเสียงดัง

     " นายก็เป็นลมเหมือนกันหรือไง วีสลีย์ ? ตาแก่ผู้คุมวิญญาณสยองนั่นทำให้นายตกใจเหมือนกันหรือ วีสลีย์ ? "

     ผมพ่นลมหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนๆ

     " รอนไม่ได้เป็นลมหรอก มีแค่ฉันกับแฮร์รี่เท่านั้นแหละ เดรโก "

     เดรโกหันหน้ามาทางผมเมื่อเพิ่งสังเกตเห็นก่อนจะทำหน้าแปลกใจ

     " นายเป็นลม ? ล้อกันเล่นหรือไง ? "

     ผมไม่ล้อเล่นกลับ พลางพูดต่อด้วยเสียงที่เบาหวิวกว่าเดิม

     อยากล้ออะไรก็รีบๆเถอะ ฉันสาบานว่าครั้งนี้จะไม่เถียงกลับเลย ฉันไม่มีแรงขนาดนั้นหรอก... "

     " แต่ฟินน์... "

     รอนหันมาถามอย่างไม่พอใจ แต่สายตาดูเป็นห่วงผมมากกว่า ก่อนที่เรื่องจะยาวไปมากกว่านี้ ศาสตราจารย์ลูปินก็เข้ามาขัดจังหวะ

     " มีปัญหาอะไรกันหรือ "

     เดรโกหันไปมองดูลูปินอย่างดูถูก กับสภาพซอมซ่อและยาจกของเขา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน 

     " อ๋อ ไม่มีอะไรฮะ... เอ่อ... ศาสตราจารย์ "

     ก่อนจะแอบมามองเหล่มองผมอีกเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น

     " ไปกันเถอะ แครบ กอยล์ "

     ได้ยินมาจากเนวิลล์สินะ... สงสัยได้ยินปุ๊บก็ตรงรี่เข้ามาหาแฮร์รี่เลยไม่ได้ฟังต่อว่าผมเองก็เป็นลมไปด้วยแน่ๆ

     เด็กจริงๆเชียว...

     เฮอร์ไมโอนี่เห็นว่าได้จังหวะหลบหนีแล้วก็รีบดันทั้งผมทั้งแฮร์รี่ออกไปจากเหตุการณ์ ในขณะที่รอนทำหน้าที่เดินนำหน้าคอยเบิกทางให้

     พวกเราเดินขึ้นไปก่อนจะไปรวมกับเด็กๆที่กำลังจะเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ ในขณะที่พวกเรารอไปได้สักพัก เสียงของศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็ดังขึ้น

     " พอตเตอร์! โนเวียร์! เกรนเจอร์! มาทางนี้เลยทั้ง 3 คน! "

     แฮร์รี่ รอนกับเฮอร์ไมโอนี่หันมามองแลกเปลี่ยนสายตากัน มีเพียงแค่ผมยังคงมองไปข้างหน้านิ่ง แม้จะยังแปลกใจไม่หาย แต่พวกเราก็ขัดคำสั่งของอาจารย์ประจำบ้านของตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นพวกเราทั้ง 4 คนรวมถึงรอนที่ไม่ได้ถูกเรียกไปด้วย ก็เดินแหวกฝูงชนไปหาศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่ส่งสายตาเรียบนิ่งอยู่ตรงมุมบันได

     " ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น... ฉันแค่อยากคุยกับพวกเธอในห้องฉันหน่อย... ส่วนเธอไปรอทางโน้นก่อนนะ วีสลีย์ "

     ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพูดจบก่อนจะเดินนำให้พวกแฮร์รี่ตาม ปล่อยให้รอนยืนมองพวกเราจากไปอย่างเป็นห่วง ผมหันไปยิ้มเล็กๆให้รอนก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ

     " ไม่ต้องห่วง... แค่น่าจะมาดูอาการก็เท่านั้นล่ะ นายไปจองที่ให้พวกเราเถอะ "

     รอนพยักหน้าน้อยๆ แต่ก็ยังยืนส่งสายตาเป็นห่วงให้ผมกับแฮร์รี่อยู่เนื่องๆ

     พวกเราพากันเดินตามศาสตราจารย์มักกอนนากัลไปก่อนจะเข้าไปในห้องทำงานของมักกอนนากัลที่มีเตาผิงไฟขนาดใหญ่ถูกจุดอยู่ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลชี้ให้พวกเราไปนั่งตรงมุมข้างหลังโต๊ะทำงานของเธอก่อนจะพูดขึ้น

     " ศาสตราจารย์ลูปินส่งนกฮูกสื่อสารมาบอกล่วงหน้าว่าพวกเธอไม่ค่อยสบายตอนอยู่บน รถไฟ พอตเตอร์ โนเวียร์ "

     ทันทีที่พูดจบก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดมาอย่างรวดเร็วโดยที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลไม่ทันได้ตอบรับ

     ตามที่คาด มาดามพอมฟรีย์ หัวหน้าพยาบาลและคนดูแลเพียงหนึ่งเดียวของฮอกวอตส์พุ่งพรวดเข้ามาอย่างดุดัน

     มาดามแกก็เป็นแบบนี้แหละ... ถ้าได้ยินว่ามีคนป่วยก็จะรีบมารักษาอย่างรวดเร็ว แม้จะชอบบ่นและทำตัวโอเวอร์ไปมากก็ตาม แต่เธอก็เป็นอาจารย์ที่ห่วงและดูแลเด็กมากจริงๆ เธอน่าจะเป็นตัวตนที่คนเกือบทั้งโรงเรียนอยากเรียกเธอว่า แม่ เลยเชียวล่ะ เพราะเธอจะบ่นเป็นน้ำไหลไฟดับถ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมา แม้แต่แผลน้ำร้อนลวกก็ตาม

     แฮร์รี่ที่นั่งข้างๆผมหดคอลง หน้าแดงขึ้นฉับพลัน พลางขมวดคิ้วไม่พอใจ

     แฮร์รี่คงจะอับอายที่ต้องให้คนอย่างมาดามมาดูสภาพตัวเองที่เป็นลมไปเพราะเรื่องอะไรแบบนี้แน่ๆ เพราะตั้งแต่อยู่บนรถไฟแล้วแฮร์รี่ดูอายๆ แถมยิ่งตอนโดนเดรโกล้อด้วย อาการค่อนข้างชัดเจน

     " ผมสบายดีฮะ ผมไม่ต้องการอะไร... "

     " อ๋อ เธอเองหรือจ๊ะ ? ฉันว่าเธอคงจะไปทำอะไรที่เป็นอันตรายมาอีกล่ะสิ แล้วอีกคนล่ะ ฉันได้ข่าวว่ามี 2 คนนี่ ? "

     มาดามพอมฟรีย์พูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจฟังเสียงประท้วงของแฮร์รี่ พลางก้มดูตรวจอาการเบื้องต้นของแฮร์รี่อย่างรวดเร็ว

     " โนเวียร์ที่นั่งอยู่ข้างๆน่ะ ป๊อบปี้ พวกผู้คุมวิญญาณเป็นคนทำพวกเขา "

     ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพูดขึ้นเสียงเรียบ ก่อนที่มาดามพอมฟรีย์จะเงยหน้าขึ้นไปสบตาศาสตราจารย์มักกอนนากัลอย่างเป็นนัย พลางพูดขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย พลางตรวจดูใบหน้าและจับอุณหภูมิของแฮร์รี่

     " เอาผู้คุมวิญญาณมาอยู่รอบโรงเรียน... พวกเขาคงไม่ใช่รายแรกที่เป็นลมล้มลงหรอก... โถ... ตัวเย็นชืดเชียว... พวกนั้นน่ะ น่ากลัวจะตาย แล้วก็มีผลกับคนที่บอบบาง... "

     " ผมไม่ใช่คนบอบบางนะ! "

     แฮร์รี่พูดออกมาอย่างเคืองๆ ในขณะที่มาดามพอมฟรีย์เลิกตรวจแฮร์รี่แล้วมาตรวจผมต่ออย่างรวดเร็ว พลางพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจเสียงของแฮร์รี่แม้แต่น้อย

     " อ๋อ ไม่ใช่หรอกจ้ะ ไม่ใช่... โถ... เธอเองก็ตัวซีดเชียว ตัวก็เย็นชืดอีก... ฉันล่ะไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรกันที่ให้พวกมันมาอยู่รอบโรงเรียนแบบนี้... "

     " ต้องทำอะไรไหม ? จำเป็นต้องค้างที่ห้องพยาบาลคืนนี้หรือเปล่า ? "

     ศาสตราจารย์มักกอนนากัลพูดขึ้นมาอย่างไม่อ้อมค้อม ก่อนที่แฮร์รี่จะลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

     " ผมไม่เป็นอะไรฮะ! "
     
     " ดีขึ้นแล้วครับ... แต่แค่กลับมาแย่อีกตอนก่อนที่จะเข้าโรงเรียน เพราะพวกนั้นยืนคุมอยู่หน้าประตูทางเข้า... คิดว่าอีกสักพักก็ดีขึ้นแล้วครับ... "

     ผมพูดขึ้นบอกศาสตราจารย์มักกอนนากัล ก่อนที่มาดามพอมฟรีย์จะมองดูพวกผมอย่างระแวงแล้วพูดขึ้น

     " นี่แน่ะ... พวกเขาควรจะกินช็อกโกแลตสักหน่อยนะ "

     ผมล้วงแล้วชูช็อกโกแลตที่ยังเหลืออยู่ให้ดู ในขณะที่แฮร์รี่เสริม

     " พวกผมกินมาบ้างแล้วฮะ ศาสตราจารย์ลูปินให้พวกผมคนละชิ้น แล้วก็ให้ทุกคนที่อยู่ในตู้เดียวกับพวกผมด้วยฮะ "

     มาดามพอมฟรีย์ได้ยินปุ๊บก็พูดขึ้นมาอย่างยินดี

     " เขาให้แล้วหรือ ? ถ้าอย่างนั้น ในที่สุดเราก็ได้อาจารย์สอนวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดที่รักษาเป็นแล้วสินะ "

     " แน่ใจนะว่า พวกเธอหายดีแล้ว พอตเตอร์ โนเวียร์ "

     ศาสตราจารย์มักกอนนากัลถามเสียงเข้ม ก่อนที่แฮร์รี่จะตอบกลับอย่างมั่นใจ ในขณะที่ผมพยักหน้าน้อยๆ พลางกินช็อกโกแลตไปด้วย

     " ฮะ! "

     " ครับ พักอีกสักหน่อยก็โอเคแล้วครับ "

     ศาสตราจารย์มักกอนนากัลนิ่งพิจารณาอีกเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายอมรับ

     " ดีมาก ถ้าอย่างนั้นช่วยออกไปรอข้างนอกก่อน ฉันขอคุยกับคุณเกรนเจอร์เรื่องตารางเรียนนิดหน่อย แล้วเราค่อยลงไปกินเลี้ยงพร้อมๆกัน "

     จากนั้นทั้งผม แฮร์รี่ และ มาดามพอมฟรีย์ก็เดินออกมาข้างนอก มาดามพอมฟรีย์เมื่อเห็นว่าหมดหน้าที่ของเธอแล้วก็เลยเดินกลับไปที่ห้องพยาบาลของเธอพลางบ่นพึมพำกับตัวเองไปมา ในขณะที่พวกเรารอเฮอร์ไมโอนี่อยู่นั้นเอง แฮร์รี่ก็พูดถามขึ้นมาอย่างอึดอัด

     " ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมฉันถึงเป็นลมกับเรื่องแค่นี้กันนะ "

     ผมเอนตัวให้ไหล่ไปกระทบกับแฮร์รี่เบาๆ แล้วพูดขึ้น

     " มันไม่ใช่เรื่องแค่นี้หรอกนะแฮร์รี่... ผู้คุมวิญญาณน่ะ... ร้ายกาจกว่าพวกเด็กๆที่นี่จะสามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เพียงแค่เพราะมันทำงานให้กับกระทรวงนั่นไม่ได้ทำให้มันเป็นตัวตนที่ปลอดภัยขึ้นหรอกนะ... นายไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นงั้นเหรอ สิ่งที่มันทำกับนายตอนที่อยู่บนรถไฟน่ะ "

     แฮร์รี่เอนตัวถ่ายน้ำหนักมาทางผมมากขึ้นก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ

     " ฉันไม่แน่ใจ... ฉัน... จำได้แค่เสียงกรีดร้อง เสียงของหล่น... ฉันคิดว่ามีใครตกจากที่นั่งเสียอีก แต่พอฉันถามไปก็ไม่มีใครตกจากที่นั่งเลย... นายคิดว่าฉันหลอนไปเองหรือเปล่าน่ะ "

     " ไม่หรอก... มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่พวกนั้นจะไม่ได้ยินสิ่งที่นายได้ยิน... เพราะนั่นเป็นความทรงจำของนาย "

     ผมรู้สึกแฮร์รี่ขยับตัวหันมามองผมอย่างสงสัย

     " ความทรงจำ ? "

     " พวกผู้คุมวิญญาณน่ะ... มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดกลืนความสุขของเหยื่อ แล้วขุดความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของนายขึ้นมา... นายเข้าใจไหมแฮร์รี่ มันเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่มีชีวิตบนความเสื่อมทราม คนที่อาการหนักหลังจากพบเจอผู้คุมวิญญาณแล้วคือคนที่มีอดีตที่เลวร้าย แล้วมันต้องเลวร้ายขนาดไหนที่สามารถทำให้คนๆหนึ่งหมดสติได้ "

     แฮร์รี่เงียบไปสักพักนึงก่อนจะพูดขึ้น

     " งั้นที่ฉันได้ยินทั้งหมดนั่น... คือความทรงจำของฉันงั้นเหรอ ? แล้วความทรงจำไหนกัน... ฉันจำไม่เห็นจะได้เลย "

     " นายจำมันไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นหรอกนะแฮร์รี่ "

     ผมพูดขึ้นมาเบาๆ ในขณะที่แฮร์รี่ตอบกลับมาอย่างสับสน

     " แต่ ฟินน์... ถ้ามันเลวร้ายมากจริงๆ ฉันต้องจำมันได้สิ แล้วมันต้องเลวร้ายขนาดไหนกันที่สามารถเอาชนะความทรงจำที่ต้องทนอยู่กับพวกลุงๆป้าๆของฉันได้น่ะ "

     " ไม่นานนายก็นึกออกเอง เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของตัวนาย "

     จากนั้นก็เกิดความเงียบขึ้นครู่นึงก่อนที่แฮร์รี่จะหันมาถามผม

     " แล้ว... นายเห็นอะไรงั้นเหรอ ? "

     ผมมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย

     " เรื่องแย่ๆ... นานมาแล้วล่ะ... "

     แฮร์รี่ทำท่าอึกอักเล็กน้อยแต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกแล้วเฮอร์ไมโอนี่ก็เดินยิ้มแย้มออกมาจากห้องพร้อมกับศาสตราจารย์มักกอนนากัล พวกเราไม่ได้พูดอะไรกัน ก่อนที่จะเดินตามศาสตราจารย์มักกอนนากัลไปที่ห้องโถงใหญ่

     ข้างในห้องโถงนั้นเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนหลายร้อยกว่าชีวิตนั่งเรียงกันเป็นตับทั้ง 4 โต๊ะของในแต่ละบ้าน ตรงกลางมีศาสตราจารย์ฟลิตวิกทำหน้าที่แทนศาสตราจารย์มักกอนนากัลในการทำหน้าที่คัดเลือกสรรบ้าน โดยศาสตราจารย์ฟลิตวิกชูหมวกคัดสรรขึ้นสูง (เท่าที่เป็นไปได้) จากนั้นก็เดินออกไปจากห้อง

     " ว้า... เรามาไม่ทันการคัดสรรล่ะ "

     เฮอร์ไมโอนี่พูดเสียงเบาหวิว ก่อนที่พวกเราจะเดินไปนั่งประจำที่ตรงที่รอนจองไว้ให้อย่างเงียบเชียบ ในขณะที่ศาสตราจารย์มักกอนนากัลเดินตรงไปที่นั่งประจำที่ของเธอด้วยการเดินที่ไวจนน่าประหลาดใจ

     ลองคิดว่าเป็นท่าเดินปกติของมักกอนนากัลที่สับขาไวกว่าเดิมประมาณ 2-3 เท่าดู หน้าเชิดสูง มือกุมไว้ด้านหน้า เดินอย่างสง่าผ่าเผยแต่ไม่มีการสะดุดผ้าคลุมตัวเองแต่อย่างใด จนผมอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าศาสตราจารย์มักกอนนากัลต้องฝึกท่าเดินแบบนี้มานานขนาดไหนกัน เพราะผ้าคลุมของอาจารย์ก็ลากพื้นตลอดเวลาอยู่แล้ว แค่เดินธรรมดาก็ต้องตั้งสมาธิไม่ให้เผลอไปเหยียบผ้าคลุมตัวเองก็ว่ายากแล้วนะ

     ผมพยายามที่จะหาอะไรคิดนอกเรื่องไปเรื่อย เพื่อไม่ให้ตัวเองกลับไปคิดเรื่องความทรงจำเก่าๆ จนกระทั่งสังเกตเห็นว่ามีนักเรียนหลายคนมองมาที่พวกผมพลางซุบซิบคุยกันอย่างสนอกสนใจ

     ข่าวคราวแพร่ไปเร็วจริงๆ สงสัยจังนะว่ามาจากใครกัน... พลางแอบเหล่ไปมองดูเนวิลล์

     ไม่ได้โกรธนะเนวิลล์ แปลกใจน่ะ แปลกใจ

     " มีเรื่องอะไรกันเหรอ "

     แฮร์รี่ถามรอนเสียงเบา ในขณะที่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ลุกขึ้นพลางกล่าวเปิดงาน

     " ยินดีต้อนรับ! ขอต้อนรับสู่อีกปีหนึ่งที่ฮอกวอตส์! วันนี้มีอะไรสัก 2-3 เรื่องที่จะขอประกาศให้รู้ทั่วกัน และหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ก็เลยคิดว่าจะดีที่สุดถ้าเราจะพูดกันเสียก่อนที่พวกเธอจะมึนเมาไปกับอาหารชั้นเลิศของเรา... อะแฮ่ม "

     ดัมเบิลดอร์กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

     " อย่างที่พวกเธอคงจะทราบกันทุกคนแล้วว่าหลังจากที่พวกเขาขึ้นไปค้นบนรถด่วนสายฮอกวอตส์ ขณะนี้ โรงเรียนของเราเป็นเจ้าภาพให้การรับรองผู้คุมวิญญาณแห่งคุกอัซคาบันจำนวนหนึ่งซึ่งมาอยู่ที่นี่ในงานราชการของกระทรวงเวทมนตร์ "

     ดัมเบิลดอร์หยุดไปนิดหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะไม่พอใจในเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ เลยชะงักไปเล็กน้อย

     " ผู้คุมจะมาประจำอยู่ตรงหน้าทางเข้าโรงเรียนทุกแห่ง และระหว่างที่พวกเขาอยู่กับเรา ฉันต้องขอบอกให้ชัดลงไปเลยว่า ห้ามทุกคนออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามใช้กลอุบายหรือการแปลงกายใดๆกับผู้คุมวิญญาณ... หรือแม้กระทั่งการใช้ผ้าคลุมล่องหน "

     ดัมเบิลดอร์พูดออกมาอย่างไม่อ้อมค้อมพลางเหล่มามองทางพวกผม ไม่แน่ใจว่าเขากำลังบอกผมหรือแฮร์รี่กันแน่

     บางทีอาจจะทั้งคู่...

     " ธรรมชาติของผู้คุมวิญญาณจะไม่เข้าใจคำวิงวอนหรือข้อแก้ตัว เพราะฉะนั้นจึงขอเตือนพวกเธอทุกๆคน จงอย่าเปิดช่องให้พวกเขาทำร้ายเธอได้ ฉันได้กำชับไปกับพรีเฟ็คและประธานนักเรียนคนใหม่ทั้งชายและหญิงแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีนักเรียนคนใดไปล้อเล่นกับพวกผู้คุมวิญญาณ "

     เพอร์ซี่ที่นั่งอยู่ไกลๆยืดตัวขึ้นอย่างภาคภูมิ แม้ผมไม่ได้ตั้งใจจะมองก็เถอะ แต่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะขนาดนั้น ถึงไม่อยากมองก็ต้องเห็นอยู่ในสายตาบ้างแหละน่า...

     ดัมเบิลดอร์กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างเคร่งขรึมเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีนักเรียนคนไหนคิดจะล้อเล่นกับคำเตือนเหล่านี้ก่อนจะพูดต่อ

     " เอาล่ะ... มาพูดเรื่องสบายใจกันดีกว่า ฉันรู้สึกดีใจที่ได้ต้อนรับอาจารย์ใหม่ 2 ท่านที่มาร่วมสอนกับพวกเราในปีนี้ "

     ก่อนจะหันไปมองดูศาสตราจารย์ลูปินที่นั่งอยู่ไม่ไกล

     " ท่านแรกคือ ศาสตราจารย์ลูปิน ซึ่งกรุณามาสอนแทนในตำแหน่งอาจารย์ประจำวิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด "

     เกิดเสียงปรบมือดังเปาะแปะอย่างไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก มีเพียงไม่กี่รายที่ปรบมือเสียงดังสนั่น ซึ่งรวมถึงผมด้วย คิดว่าพวกเด็กเหล่านี้น่าจะเป็นเด็กที่อยู่ตู้เดียวกันกับพวกผมแล้วเห็นฝีมือในการขับไล่ผู้คุมวิญญาณออกไป

     ศาสตราจารย์ลูปินยิ้มบางๆ ขณะที่ยืนขึ้นก้มหัวเล็กน้อย สภาพของลูปินนั้นค่อนข้างจะแปลกแยกสักหน่อยถ้าให้เทียบกับเหล่าอาจารย์ที่เหลือในชุดคลุมที่ดูดี ขนาดที่สภาพชุดของแฮกริดกับฟิลช์ยังดูดีกว่าลูปินเสียอีก

     " ดูสเนปสิ! "

     รอนกระซิบเสียงเบาให้พวกเราได้ยิน ก่อนที่พวกผมจะหันไปดู... ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นจ้องเขม็งไปที่ลูปินอย่างชิงชัง

     ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจ

     จะไม่ให้เกลียดได้ยังไงล่ะ บาดหมางกันมาตั้งแต่ปางก่อนนี่นะ แถมยังมาแย่งตำแหน่งสุดรักของสเนปเสียด้วย

     " ส่วนอาจารย์ใหม่ท่านที่ 2 ของเรา... เอ้อ... ฉันเสียใจที่จะต้องบอกพวกเธอว่า ศาสตราจารย์เคทเทิลเบิร์น อาจารย์ประจำวิชาการดูแลสัตว์วิเศษของเราได้เกษียนอายุลงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อที่ท่านจะได้ใช้เวลาอันรื่นรมย์ไปกับชิ้นส่วนอวัยวะที่ยังเหลืออยู่ของท่านให้มากขึ้น "

     ก็... นะ... ศาสตราจารย์เคทเทิลเบิร์นนั้นค่อนข้างจะเป็นศาสตราจารย์ที่ดีเลยล่ะเท่าที่เห็น อารมณ์ประมาณเหมือนแฮกริดที่ฉลาดกว่าและเป็นมนุษย์มากกว่า เขาเป็นคนที่ทุ่มเท ถวายทั้งกายใจ (รวมไปถึงชีวิต) ในการดูแลและศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับสัตว์วิเศษ ซึ่งสายหลักที่เขาชอบนั้นก็เป็นพวกที่ยิ่งอันตรายเท่าไหร่ยิ่งดี

     ระดับการทุ่มเทของเขานั้นก็อย่างที่พูด ...เข้าขั้นบ้าบิ่น... เขายอมเสียอวัยวะและรวมไปถึงชีวิตของเขาเองถ้าจำเป็น เพื่อเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเสียดวงตาซ้าย แขนซ้าย ขาขวา และ ขาซ้ายครึ่งนึงไป

     อาจจะต่างกับแฮกริดนิดหน่อยตรงที่เขาค่อนข้างจะเป็นมืออาชีพกว่ามาก แต่โดยรวมแล้ว บ้าบิ่นเหมือนกัน

     " อย่างไรก็ตาม... ฉันยินดีที่จะประกาศตำแหน่งของท่านนั้นได้ผู้มาสอนแทนแล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น... รูเบอัส แฮกริด... ซึ่งเขายอมตกลงรับสอนวิชานี้นอกเหนือจากหน้าที่ผู้ดูแลสัตว์วิเศษ "

     ผมเหล่ไปมองดูพวกแฮร์รี่ ขณะที่ทั้งแฮร์รี่ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่หันมามองกันและกันอย่างงุนงง ก่อนจะร่วมปรบมือกันอย่างดีใจ

     เอาตรงๆคือเด็กๆหลายคนรักแฮกริดที่ใจดีและเป็นกันเอง 

     เพราะเป็นคนแรกที่เจอกันก่อนจะเข้ามาเรียนที่ฮอกวอตส์อีก แถมแฮกริดยังมีหน้าที่พาเด็กปี 1 ล่องเรือข้ามทะเลสาบมาที่ตัวปราสาทด้วยนี่นะ

     ดังนั้นการที่แฮกริดจะได้รับความนิยมอยู่บ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับบ้านทั้ง 3 หลัง โดยเฉพาะบ้านกริฟฟินดอร์และบ้านฮัฟเฟิลพัฟ

     บ้านสิงห์นั้นก็ปกติ เข้ากันได้กับทุกสภาพอากาศ ถ้าเป็นกันเองมาก็เป็นกันเองกลับ ดังนั้นถ้าไม่ใช่ตั้งตัวเป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยิ่งแฮกริดสนิทกับพวกวีสลีย์ทุกคนที่ไม่ใช่เพอร์ซี่แล้วด้วย เลยให้ร้อยละ 60 ค่อนข้างรักใคร่แฮกริดอยู่พอสมควร 

     บ้านแบดเจอร์นั้นค่อนข้างรักแฮกริดอยู่แล้วเพราะส่วนใหญ่บ้านนี้เทิดทูนนิวท์ สคามันเดอร์กันเป็นส่วนมาก เลยค่อนข้างจะรักใคร่ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสัตว์วิเศษ

     บ้านอินทรีย์เองก็ไม่ได้รักได้เกลียดแฮกริดอะไรเป็นพิเศษ เลยคิดว่าไม่เสียหายที่จะร่วมแสดงความยินดี

     ส่วนบ้านงูนั้น ก็อย่างที่รู้ๆกัน ร้อยละ 80 ค่อนข้างจะไม่ชอบหน้าแฮกริดอยู่แล้ว มีไม่กี่คนหรอกที่จะปรบมือต้อนรับน่ะ อย่างน้อยก็มีไดอาน่าที่ปรบมือให้เบาๆ อย่างเกรงใจคนรอบข้างอยู่ (แค่ทำท่าปรบมือก็แทบจะโดนคนจ้องเขม่นใส่แล้ว)

     แฮกริดที่ได้รับการปรบมือต้อนรับอย่างล้นหลาม (อย่างน้อยก็กว่าครึ่งโรงเรียนล่ะ) ก้มลงทำตัวไม่ถูก ใบหน้าที่คล้ำแดดปรากฏสีแดงก่ำอย่างเขินอาย

     " เราน่าจะรู้อยู่แล้ว! จะใครเสียอีกที่สั่งให้พวกเราต้องซื้อหนังสืองับได้น่ะ "

     เรื่องนี้ไม่เถียงเลยรอน

     พวกเราแทบจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่หยุดปรบมือก่อนที่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์จะพูดอีกครั้งอย่างยินดี

     " เอาล่ะ คิดว่าหมดเรื่องสำคัญแล้ว เริ่มงานเลี้ยงกันได้! "

     ทันใดนั้น จานทองและถ้วยชามที่วางอยู่ตรงหน้าของพวกเราก็มีอาหารและเครื่องดื่มบรรจุจนเต็มเพียบ ก่อนที่ผมจะเริ่มหยิบไก่ย่างมากินอย่างหิวกระหายพอๆกับรอน

     และแล้วไม่นานพอตอนที่เด็กๆทุกคนกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้วดัมเบิลดอร์ก็ลุกขึ้นมาประกาศอีกครั้ง

     " เอาล่ะ ในเมื่อกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดว่าก็คงถึงเวลาที่ทุกคนจะได้เข้านอนกันแล้ว ไปกันได้ "

     ในช่วงขณะที่เด็กนักเรียนกำลังเตรียมตัวจัดกลุ่มกันตรงกลับไปยังหอนอน โดยยังมีพวกปีแก่ พรีเฟ็ค และ ประธานนักเรียน จัดกลุ่มพวกปี 1 เพื่อนำทางไปยังหอนอน พวกเราใช้เวลาในช่วงนั้นพากันเดินตรงไปหาแฮกริดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เฮอร์ไมโอนี่จะส่งเสียงร้องทักยินดีขึ้นมาแต่ไกล

     " ดีใจด้วยนะคะ แฮกริด! " 

     แฮกริดหันมายิ้มแฉ่งให้พวกเราในขณะที่ยังเอาผ้ามาเช็ดปากเช็ดหน้าอยู่

     " ทั้งหมดเพราะพวกเธอ 4 คนนั่นแหละ ไม่อยากจะเชื่อเลย... ยอดคนจริงๆ... ดัมเบิลดอร์ตรงรี่มาหาฉันที่กระท่อมเลยนะ ตอนที่ศาสตราจารย์เคทเทิลเบิร์นบอกว่าจะเลิกสอนแล้ว... เป็นวิชาที่ฉันอยากจะสอนมาตลอดเลยล่ะ... "

     แฮกริดพูดออกมาอย่างตื้นตันพลางเอาผ้าที่เช็ดปากเมื่อกี้มาซับน้ำตาต่อ

     ไม่ดีมั้งครับแฮกริด...

     แต่ก่อนที่จะได้คุยกันไปมากกว่านี้ ศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่อยู่ไม่ไกลก็จุ๊ปากมาให้พวกเรา เพื่อให้พวกเราไปกันได้แล้ว เพราะว่าพวกกริฟฟินดอร์เริ่มออกเดินทางกันไปแล้ว ซึ่งพวกเราเองก็ต้องรีบตามไป เพื่อจะได้ฟังเพอร์ซี่บอกรหัสผ่านเข้าหอกริฟฟินดอร์

     แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ผมเป็นกังวลก็ตาม แต่ก็เอาเถอะ

     พวกเรารีบเดินไปเข้าร่วมขบวนเดินบ้านกริฟฟินดอร์เพื่อมุ่งตรงไปยังหอนอนกริฟฟินดอร์ผ่านระเบียงที่คุ้นเคยจนกระทั่งมาถึงที่รูปภาพสุภาพสตรีอ้วนที่สวมชุดสีชมพูพลางหันมามองพวกเด็กแล้วพูดขึ้น

     " รหัสผ่านล่ะ "

     เพอร์ซี่เดินนำพวกเด็กปี 1 อยู่ก็ร้องขึ้น

     " มากันเลย! มาเลย! รหัสผ่านใหม่คือ ฟอร์จูน่า เมเจอร์! "

     ในขณะที่เนวิลล์ที่อยู่ข้างๆพวกผมครางออกมาเสียงเบาอย่างเศร้าๆ

     " แย่แล้ว... "

     RIP เนวิลล์กับความทรงจำแสนสั้นล่วงหน้านะครับ

     จากนั้นรูปภาพก็เด้งออกเผยรูทางเข้าสำหรับเข้าหอนอน ก่อนจะให้เด็กๆปี 1 ที่เข้ามาใหม่เดินเข้าไปก่อน แล้วตามมาด้วยพี่ๆปีที่เหลือ พวกเด็กๆ ต่างตกตะลึงไปกับห้องนั่งเล่นรวมที่ค่อนข้างอบอุ่นนี้ ก่อนจะพากันไปสำรวจห้องนอนของตัวเองเพื่อไปจัดของกัน มีนักเรียนไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพักผ่อน

     ผมเลือกที่จะขึ้นไปหอนอนของตัวเองก่อนจะเตรียมชุดเพื่อจะไปอาบน้ำแล้วรีบนอนแต่หัวค่ำ เพราะพวกผู้คุมวิญญาณดูดพลังส่วนใหญ่ไปเยอะ จนเพลียตั้งแต่ลงจากรถไฟนั่นแล้ว

     โชคดีที่ผมรีบเข้ามาอาบน้ำก่อน ห้องน้ำเลยยังพอว่างกันอยู่ ผมรีบอาบน้ำ ก่อนจะลากสังขารตัวเองไปนอนที่เตียงในที่สุด



     " ติณ "

     เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆเด็กชายวัย 16 ปี ที่จดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาอยู่นั้นหันมามองเธอที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างสงสัย

     " อะไรเหรอแม่ ? "

     ผู้เป็นแม่ของเด็กชายยิ้มให้บางๆ ก่อนจะถามขึ้นอย่างอารมณ์ดี

     " ตรวจรอบนี้หมอว่าอะไรบ้างไหม ? "

     ติณส่ายหน้าให้น้อยๆก่อนจะพูดขึ้น

     " หมอบอกว่าอาการคงที่มาก แล้วก็ขอให้รักษาสภาพแบบนี้ไปจนถึงวันนัดด้วยน่ะ "

     " ตื่นเต้นไหม ? อีก 10 วันก็ถึงวันผ่าตัดแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ลูกก็จะหายจากโรคนี้เสียที "

     เด็กชายตรงหน้าเม้มปากของตัวเองไว้แน่นเพื่อกลั้นรอยยิ้มไม่ให้ปรากฏออกมาอย่างนอกหน้าและพยายามสะกดกลั้นตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นจนไปทำให้หัวใจของเขาทำงานหนักเกินไป

     " อื้อ... ว่าแต่เขาไปหาหัวใจมาจากไหนเหรอแม่ "

     " หมอบอกแม่ว่าได้มาจากผู้ป่วยที่สมองตายแล้วน่ะจ้ะ โชคดีมากเลยนะ ที่ผู้ป่วยคนนั้นมีกรุ๊ปเลือด AB- ( AB Negative)* เหมือนกับลูกเลยล่ะ "

     ติณเศร้าลงเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ

     " โชคดีในความโชคร้ายของคนอื่นน่ะสิ "

     ผู้เป็นแม่ถอนหายใจออกมาอย่างเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวลูกน้อยของตน

     " ลูกเป็นคนดีมากเลยนะ แต่สำหรับเขาแล้วอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตน่ะ ก็เหมือนตายทั้งเป็น การที่เขาจากไปอย่างสงบก็ถือว่าหมดเคราะห์หมดกรรมสักทีนั่นล่ะ อีกอย่างพวกเราเองก็รอวันนี้มาเกือบ 7 ปีแล้วด้วย "

     เด็กน้อยตรงหน้าพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจ เพราะการที่ในที่สุดก็มีสิ่งที่สามารถรักษาเขาได้อย่างถาวรกว่ายาที่คอยกินอยู่ทุกวันนี้เสียที ก่อนที่คนเป็นแม่จะเปลี่ยนเรื่อง

     " แล้วลูกอ่านอะไรอยู่เหรอจ๊ะ ? "

     เมื่อเขาได้ยินดังนั้นก็ชูหน้าปกให้เธอดูพลางพูดอย่างตื่นเต้น

     " แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาค 4 ล่ะ! "

     แม่ของเด็กตรงหน้ายิ้มอ่อนพลางพูดขึ้นเบาๆ

     " ลูกอ่านเล่มนั้นมาหลาย 10 รอบแล้วนี่ ไม่เบื่อบ้างเหรอ ? "

     ติณส่ายหน้าทันควันก่อนจะพูดขึ้น

     " ไม่เลย ไม่ว่าจะกลับมาอ่านกี่ครั้งก็ยังสนุกเหมือนเดิมเลยล่ะ แถมยิ่งกลับมาอ่านแต่ละครั้งก็ยิ่งเข้าใจการกระทำของตัวละครมากขึ้นด้วย "

     คนเป็นแม่หัวเราะอย่างชอบใจก่อนจะพูดขึ้น

     " งั้นขากลับแวะไปซื้อขนมกลับบ้านด้วยไหม ? พ่อน่าจะอยากกินไอศกรีมด้วยมั้งเนี่ย อากาศร้อนแบบนี้ "

     " อื้อ "

     เด็กน้อยตรงหน้าพยักหน้าก่อนที่จะพากันกลับบ้านไปอย่างมีความสุข เมื่อความหวังที่เฝ้ารอมานานใกล้จะเป็นความจริงแล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้



     หลังจากวันนั้นไม่กี่วันคนเป็นแม่ก็นำเสนอขึ้นมาว่าเพื่อให้สุขภาพของลูกน้อยนั้นดีพร้อมสำหรับการผ่าตัด และไหนๆก็คิดว่าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที เลยเสนอว่าจะไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว พาไปดูหนังและเดินซื้อของที่ห้าง แถมยอมให้เขาซื้อหนังสือที่ชอบอีกด้วย ซึ่งพอตกลงปลงใจกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งครอบครัวก็ขึ้นรถไปโดยมีคนเป็นพ่อเป็นคนขับ คนเป็นแม่นั่งข้างๆ ส่วนลูกน้อยให้นั่งสบายอยู่ด้านหลัง

     เป็นการเดินทางที่ดูน่าอบอุ่น ที่มีคุณพ่อกับคุณแม่คอยหยอกล้อกันเล่นอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็มีลูกน้อยของตนคอยพูดเรื่องต่างๆอย่างตื่นเต้น

     เขาสามารถพูดได้ว่าช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยก็ว่าได้

     เป็นช่วงเวลาที่ดี

     ดีมากจริงๆ

     และ ใครจะไปคิดว่า...

     ช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านั้นจะแสนสั้น...

     เพราะไม่นานหลังจากนั้นจู่ๆก็มีรถหรูป้ายแดงที่ขับมาด้วยความเร็วชนเข้าอย่างจัง

     ในวินาทีที่ทุกอย่างดูเหมือนผ่านไปช้าลง ในสายตาของเด็กน้อยทุกอย่างเริ่มมืดลง เขามองตรงไปที่แม่ของเขา

     ดวงตาของคนเป็นแม่ที่มองมาอย่างตกใจและเสียงสุดท้ายที่เอ่ยออกมา

     ' ติณ! '

     จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท



     ปี๊บ

     เสียงอันคุ้นเคยของเครื่องตรวจจับชีพจรดังขึ้นเป็นจังหวะ ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมา

     " อ๊ะ! หมอคะ! ผู้ป่วยฟื้นแล้วค่ะ! "

     คุณพยาบาลที่กำลังตรวจร่างกายอยู่เห็นสภาพอันน่าสงสารของผู้ป่วยมีสติขึ้นมาก็รีบเรียกหมอและกดสัญญาณเรียกเข้ามาตรวจดูอย่างรวดเร็ว

     หมอและพยาบาลจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาดูอาการเล็กน้อย ถามเด็กนู่นนี่นั่น ก่อนที่เขาจะถามขึ้นมาอย่างสงสัย

     " มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ? ทำไมผมอยู่ที่นี่... "

     ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นทำหน้าลำบากใจ ไม่มีทีท่าว่าจะมีคนบอกสักที เขารู้สึกถึงชีพจรที่เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆพลางถามย้ำอีกครั้ง

     " ตอบผมสิ... มันเกิดอะไรขึ้น... "

     ชีพจรเริ่มเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆทุกขณะ ยิ่งเต้นเร็วเพิ่มขึ้นเท่าไหร่พวกหมอและพยาบาลก็ยิ่งร้อนรนยิ่งขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเขาถามออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่

     " ตอบผมสิ! "

     เขากุมหน้าอกอย่างทรมาณ ทั้งสับสน และเจ็บปวด แผลที่เกิดขึ้นตามทั่วร่างกาย แม้จะไม่สาหัสแต่ก็ย่ำแย่ จนสุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ผลดี หมอหนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น

     " ใจเย็นๆก่อนนะครับ คุณบาดเจ็บอยู่ไม่ควรขยับตัวมากและ... "

     " ไม่! ตอบผม! พ่อกับแม่ล่ะ! เกิดอะไรขึ้น! ผมต้องการคำตอบ! "

     เด็กน้อยตรงหน้ากุมหน้าอกแน่นขึ้นพลางขดตัวงออย่างเจ็บปวด

     คิดสิ!

     คิด!

     มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?

     เขาจำได้ว่าเขากำลังคุยโม้เกี่ยวกับนิยายที่อยากได้ใหม่อยู่ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ แทบจะเรียงปะติดปะต่อกันไม่ได้

     เขาเค้นพลังสมองทั้งหมด เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง

     และไม่นานเขาก็จำได้

     รถป้ายแดงที่ขับมาด้วยความไวพุ่งชนเข้าใส่ด้านข้างคนขับเข้าอย่างจัง โชคดีที่แม่บอกให้เขาคอยคาดเข็มขัดไว้ เลยไม่เป็นอะไรมาก แต่ความจำสุดท้ายของรถที่บดพ่อของตนกับสายตาที่แม่หันมามองเขาอย่างตื่นตระหนกก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป

     เขาสลบทันที

     ซึ่งโชคดีในโชคร้าย การสลบนั้นทำให้หัวใจไม่ได้ใช้งานหนักมากจากอาการช็อค แต่หลังจากที่เขาจำเรื่องทั้งหมดได้ การเต้นของหัวใจเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด

     " บอกผมที... ได้โปรด... "

     เขาอ้อนวอนขอร้องขอความจริงต่อเหล่าหมอและพยาบาลตรงหน้า พวกเขารู้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพผู้ป่วยที่จะรู้ความจริงเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจแบบเขา ก่อนที่หมอคนหนึ่งจะตัดสินใจบอกสั่งงานกับพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ ให้ไปเอารายชื่อของและยามา เมื่อรายงานเสร็จเขาก็พูดขึ้น

     " ตั้งใจฟังนะครับ คุณติณห์ณกรณ์ ในเวลาบ่าย 3 โมง ของเมื่อวานคุณถูกรถเก๋งชนเข้าด้วยความเร็วสูง... คนขับรถเก๋งตายคาที่ พวกเราตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกาย คิดว่าเมาแล้วขับครับ... ร่างกายของคุณบาดเจ็บแต่ไม่สาหัสมาก กระดูกร้าวเล็กน้อย มีแผลพกช้ำหลายจุด และ...  "

     " พ่อกับแม่ผมล่ะ... เกิดอะไรขึ้น "

     เขามองเหล่าหมอและพยาบาลอย่างพร่ามัวเพราะน้ำตาที่เขาแทบจะกลั้นไม่อยู่ ส่วนหนึ่งเขารู้ แต่เขาไม่อยากจะยอมรับ เขาอยากได้ยินชัดๆ แม้เขาจะเห็นปฏิกิริยาของเหล่าพยาบาลสาวที่ทำท่าเศร้า บางคนแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว

     คุณหมอที่รายงานมีท่าทีลำบากใจเขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะพูดขึ้น

     " ... คุณศิวกร... ถูกรถเก๋งเข้าชนเสียชีวิตคาที่... คุณปาลิดา ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิตในภายหลังไม่นาน... "

     ในนาทีนั้นเองทั้งความเศร้าที่ยากจะอธิบายและความรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกกดทับอย่างรุนแรงแทบจะขาดใจตาย ในขณะที่รอบข้างวิ่งจ้ากันอลหม่าน นางพยาบาลที่คุณหมอสั่งให้ไปเอาของรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับยาที่สั่ง ยาเหล่านั้นผมรู้จักมันดี เพราะเป็นยาประจำที่เอาไว้เพื่อคลายกล้ามเนื้อและประสาท



     เฮือก!

     ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนตั้งแต่โดนผู้คุมวิญญาณเล่นงาน ผมสะบัดหัวไปมาพลางควบคุมลมหายใจให้คงที่ ร่างกายที่สั่นเทาค่อยๆกลับมานิ่งสงบอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นดูเวลา

     0.18 น.

     เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว ผมรีบเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่มเพราะความเหนื่อยล้า

     ผมลุกขึ้นมามองไปรอบๆที่ตอนนี้เด็กทุกคนนอนหลับกันอย่างสงบ ผมมองออกไปข้างนอกที่มืดสนิทก่อนจะตัดสินใจไปนั่งเล่นที่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะหยิบกีต้าร์ออกไปด้วย

     ห้องนั่งเล่นนั้นเงียบสงัด ไม่มีใครอยู่เลย นอกจากจะดึกแล้ว พรุ่งนี้... ไม่สิ... วันนี้ก็เป็นวันแรกของการเรียนการสอนที่โรงเรียนนี้ด้วย คงไม่มีใครอยากจะอยู่ดึกนักหรอก

     เขานั่งลงหน้าเตาผิงก่อนจะท่องคาถาเรียบๆ

     " อินเซนดิโอ้ (Incendio)** "

     ไฟตรงเตาผิงกลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะนั่งลงไปที่โซฟาใกล้ๆ แล้วหยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่นเพลงเบาๆ เศร้าๆ ตามอารมณ์

     ฝันถึงเหตุการณ์สมัยอดีต ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ครั้งแรก

     เหตุการณ์รถชนในครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนและฝันร้ายที่สุดของเขา จุดเปลี่ยนที่จะทำให้เขากลายเป็นเด็กปกติเหมือนที่ใฝ่ฝันมานาน แต่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ร่างกายของเขาขาดเลือด และไม่สมบูรณ์พร้อมที่จะผ่าตัด แถมยังต้องใช้เงินในการรักษาแผลรถชนของตัวเอง และเพราะร่างกายของผมไม่พร้อมทำให้จึงต้องเปลี่ยนลำดับการผ่าตัดไปในครั้งถัดไป 

     พ่อกับแม่ที่เสียชีวิตไปทำให้ผมได้รับมรดกที่เหลืออยู่ก็จริง แต่เพราะเงินที่เหลืออยู่นั้นเหลือน้อย จึงไม่เหมาะกับการนำไปใช้ในการรักษา เพราะการผ่าตัดและค่าดูแลหลังจากผ่าตัดนั้นคิดโดยรวมแล้วอย่างต่ำก็เป็นล้านเข้าให้แล้ว ยิ่งเพราะผมบาดเจ็บจากรถชนนี้จำเป็นจะต้องใช้จ่ายในค่ารักษาดูแลและเรื่องอื่นๆทำให้ผมล้มเลิกที่จะคิดเข้าการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจไป

     งานศพของพ่อกับแม่เอง ผมก็ไปเข้าร่วมแค่ตอนไร้คนแล้ว เพราะหมอบอกว่า มันอาจจะดีกว่าการที่ไม่โดนสายตาจับจ้อง ซึ่งผมก็เห็นด้วยในเรื่องนั้น แม้ผมจะไปได้แปบเดียวก็โดนลากกลับโรงพยาบาลเพราะโรคบ้าๆนี่อีกรอบ

     เพียงแค่ยอมรับในโชคชะตาของตัวเอง และเดินหน้าต่อในหนทางที่ไม่แน่นอน ดิ้นรนกับโรคร้ายที่นับวันจะยิ่งแย่ลง พลางทำใจแล้วว่าสักวัน วันที่จะได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ต้องมาถึง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็พยายามใช้ชีวิตให้เต็มที่กับสิ่งที่รัก

     ผมอยากสาปแช่งก่นด่าคนที่ขับรถเก๋งที่พรากความสุขของผมไปทั้งชีวิต แต่มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเพราะเขาก็เสียชีวิตไปพร้อมกับพ่อและแม่ของผมไปแล้ว เป็นช่วงเวลาหลายปีที่ยากลำบาก กว่าจะทำให้กลับมามีชีวิตชีวาได้บ้างก็นานพอสมควร

     แม้จะไม่อยากจะกลับไปจำความทรงจำเก่าๆเหล่านั้นอีก แต่ในใจก็หวนคำนึงหาอยู่บ้างบางเวลา ผมล้มตัวลงนอนราบไปกับโซฟานุ่มพลางกอดกีต้าร์ตัวเก่งแน่น

     " ไม่เป็นอะไรแล้ว... ทุกอย่างโอเค... โอเคแล้ว... "

     ผมปลอบใจตัวเองอยู่เงียบๆ พลางคิดว่าการนอนโดยได้รับความอบอุ่นจากเตาผิงไฟจะช่วยให้ผมหลับสบายขึ้น



Twin's View

     " รีบกลับไปนอนกันเถอะ จอร์จ พรุ่งนี้มีเรียนเช้าด้วย "

     " โอเคๆ "

     จอร์จตอบกลับพลางหยิบเอาขนมมาอีกชิ้นจากพวกเอลฟ์ประจำบ้านที่อยู่ในห้องครัว ก่อนจะเปิดดูแผนที่ตัวกวนแล้ววิ่งกลับไปที่หอนอน เมื่อมาถึงตรงรูปภาพของสุภาพสตรีอ้วนอย่างปลอดภัยเฟร็ดก็หยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาแล้วพูดขึ้น

     " แผนลวงสำเร็จแล้ว "

     เนื้อหาด้านในจางหายไป ก่อนจะพับเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม จอร์จที่ว่างอยู่ก็พูดขึ้นทันที

     " ฟอร์จูน่า เมเจอร์! "

     สุภาพสตรีอ้วนหาวออกมาเล็กน้อยก่อนจะปัดมือไล่

     " เข้าไปๆ "

     พวกเขา 2 คนปีนเข้าไปข้างในพลางพูดคุยอย่างสนุกสนาน ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเตาผิงไฟนั้นยังไม่ได้ดับและยังคงลุกโชนเหมือนเพิ่งถูกจุดใหม่ๆ นั่นทำเอาพวกเขาทั้ง 2 คนตกใจจนตัวสะดุ้งเลยทีเดียว ก่อนที่เฟร็ดจะกระซิบกับจอร์จเบาๆ

     " มีคนเหรอ ? "

     " เช็คในแผนที่แล้วเมื่อกี้ก็ไม่เห็นใครอยู่ในห้องนั่งเล่นนะ ? "

     " แล้วทำไม... หืม... "

     เฟร็ดครางออกมาเสียงเบา เมื่อเห็นร่างของคนๆหนึ่งที่นอนกอดกีต้าร์อยู่ตรงโซฟาที่คุ้นเคย

     " ฟินน์ ? "

     จอร์จเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย ก่อนจะหันไปหาเฟร็ด

     " ทำไมฟินน์มาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ ? ฉันแน่ใจนะว่าไม่เห็นใครในแผนที่แล้ว... "

     " ฉันก็ไม่รู้... "

     เฟร็ดว่าก่อนจะเดินเข้าไปหาฟินน์เงียบๆ พลางตรวจสอบให้แน่ใจว่าคนตรงหน้ายังไม่เป็นศพ

     ร่างกายที่หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอนั้นเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าคนตรงหน้ายังคงมีชีวิตอยู่ดี

     " ยังหายใจแหะ... "

     " งั้นทำไมแผนที่ถึงไม่บอกล่ะ... "

     " เสียละมั้ง ? "

     " ก็อาจจะ... "

     เป็นการสนทนาเบาๆ ก่อนที่เฟร็ดจะถอนหายใจ

     " นอนตรงนี้อีกแล้วแหะ คงต้องพาไปนอน... "

     " ฉันอาสาเอง "

     " ไม่... "

     ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามีเรื่องที่ไม่ลงรอยกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกที่ดันเป็นเรื่องแข่งที่จะเอาฟินน์ไปนอนด้วย

     " งั้นก็เหมือนเดิม "

     จอร์จว่าก่อนจะตั้งท่า ผมเลยพยักหน้าตั้งท่าก่อนที่พวกเราจะพูดขึ้นพร้อมกัน

     " ค้อน กรรไกร กระดาษ! "

     ผมออกค้อนในขณะที่จอร์จออกกรรไกร

     " อ้า! ซวยชะมัด! "

     " เสียใจด้วยนะ จอร์จจี้ "

     ผมยิ้มกริ่มอย่างมีชัย ก่อนที่จะหยิบเอากีต้าร์ในมือของฟินน์ออก แม้จะยากลำบากอยู่บ้างที่เจ้าตัวดูเหมือนจะเกาะติดแน่น พอเอาออกหลุดมือมาได้ ฟินน์ก็ครางเสียงเบา พลางกวาดมือไปมาอย่างดิ้นรน เหมือนพวกผมไปแย่งของสำคัญอะไรของฟินน์เข้า

     พวกผมมองหน้ากันเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ เพราะปกติฟินน์ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ผมรีบเอากีต้าร์ไปวาง ก่อนจะรีบไปอุ้มฟินน์ขึ้นมาขณะที่เขากำลังละเมอเอื้อมมือหาอะไรสักอย่าง

     " รีบไปนอนกันเถอะ "

     จอร์จพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่ผมจะอุ้มฟินน์ขึ้นไปที่ห้องนอนของพวกผมอย่างรวดเร็ว ผมวางฟินน์ลงกับเตียงของผมก่อนที่จะปล่อยมือฟินน์เสร็จ ฟินน์ก็เอื้อมมาจับมือผมแน่นด้วยตัวที่สั่นเทา

     [ อย่าไป... ]

     เฟร็ดขมวดคิ้วแน่น ในขณะที่หันไปมองจอร์จ

     " เมื่อกี้ฟินน์พูดว่าอะไรน่ะ ? "

     " เอ่อ... ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน... [ ยา... ไป... ] มั้งนะ ? "

     เฟร็ดพูดขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจก่อนที่จอร์จจะถามกลับ

     " นั่นแปลว่าอะไรน่ะ ? แน่ใจนะว่าได้ยินอย่างนั้น "

     " ไม่มั่นใจแล้วสิ... แต่คำไม่คุ้นหูเลย... "

     พวกเราขมวดคิ้วแน่น ก่อนที่จะมาดูอาการของเจ้าเด็กตรงหน้าอีกครั้ง แม้ตัวจะหยุดสั่นไปบ้างแล้ว แต่หน้าตาก็ยังดูทรมาณและขมวดคิ้วแน่น

     " ฝันร้ายงั้นเหรอ ? "

     จอร์จถามขึ้น ก่อนที่เฟร็ดจะพยักหน้าเห็นด้วย

     " คิดว่างั้นนะ... "

     พวกเราตกลงปลงใจกันเรียบร้อยว่าคงแค่ฝันร้ายธรรมดาเลยแยกย้ายกันไปนอนผมปีนเข้าไปนอนอย่างยากลำบากเพราะเจ้าตัวดันจับไม่ปล่อยเลยทีเดียว

     [ อย่า... ขอร้อง... อย่าทิ้งติณ... ]

     " ฝันอะไรอยู่กันนะ เจ้าตัวแสบ... "

     เฟร็ดพูดขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะดึงเข้ามากอดปลอบไว้ ซึ่งตัวฟินน์เองก็กอดตอบ ตัวที่สั่นก็เริ่มสงบลง คิ้วเองก็เริ่มกลับมาเข้าที่เดิมแล้วด้วย

     เฟร็ดลูบหลังปลอบฟินน์เบาๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะที่กอดปลอบคนอื่นน่ะ เขาเองก็เคยกอดปลอบจินนี่กับรอนเหมือนกัน แต่ไม่เคยเอามานอนด้วยเลยสักครั้ง

     " ชู่... ไม่เป็นอะไรนะ... ไม่เป็นไร... "

     ฟินน์คลายตัวในที่สุดพลางซุกลงกับแผงอกเขาอย่างแนบชิด...

     [ แม่... ]

     เขาก้มลงไปหอมหัวฟินน์อย่างไม่รู้ตัวก่อนจะพูดขึ้นมาเบาๆ

     " ทุกอย่างจะโอเค... ฟินนิแกน... ทุกอย่างจะเรียบร้อย... "

     แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าฟินน์นั้นพูดว่าอะไร แต่ที่เขารู้คือฟินน์ฝันร้าย และเป็นฝันที่เศร้ามากแน่ๆ 

     เขาคอยปลอบฟินน์พลางลูบหลังไปเรื่อยๆกระทั่งผลอยหลับไป

     [ คิดถึง... ]


Writer :: ช่วงนี้ยุ่งๆ หน่อยนะครับ ติดเกม (อีกแล้ว) Phantom Doctrine เพิ่งมีเวลามาปั่นนิยายต่อตอนที่จู่ๆ สายลับผมพี้ยาเกินขนาดจนตายเพราะใช้งานหนักเกินไป (เศร้ามาก... ก็ตัวนั้นสเตตัสดีมากนี่นา ควรใช้งานบ่อยๆ ตัวเวลเยอะสุดเสียด้วย แย่จริงๆ) เพราะงั้นก็เลยมานั่งเศร้าแต่งต่อจนจบตอนได้ ทั้งๆที่ควรจะลงมันไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วละ 5555 (ผมชอบเกม Turn-base ที่กินเวลาชีวิตอะ XCOM , XCOM2 , CIV 6 นี่เกมรักเลย) 

Writer 2 :: ยินดีต้อนรับนักอ่านใหม่ที่หลงเข้ามาอ่านในปีนี้ด้วยนะครับ นิยายเรื่องนี้เนื้อหาจัดมาก เอาไว้อ่านฆ่าเวลาได้ดี เป็นแนว Alternative ของพวกหลงต่างโลกมา เพราะงั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีความใกล้เคียงกับนิยายต้นฉบับอยู่เยอะ เพราะงั้นถ้านิยายหายไปก็คิดเสียว่ามันโดนลิขสิทธิ์นะครับ (ฮา) ว่าไปนั่น ไม่โดนไม่หายหรอกครับ นิยาย Fan Fic ให้อ่านฟรีไม่คิดตังค์ (ถ้าคิดตังค์ก็อาจจะโดนลิขสิทธิ์เหมือนกัน ไม่ดีๆ) ถ้าให้ดีก็โดเนทได้ ไรท์จะได้เอาไปเติมเกม (แค่กๆ) แต่คิดว่า Dek d ไม่น่ามีช่องทางโดเนทหรอกมั้งเนอะ ?

Writer 3 :: อ้อ นิยายเรื่องนี้เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์แบบเชื่องช้านะครับ (หรือแนว Slow burn) ไม่เน้นความรักเท่ากับการผจญภัยของตัวฟินน์สักเท่าไหร่ ส่วนผู้ไหนจะได้ใจฟินน์นั้นก็แล้วแต่ครับ ไรต์คิดมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ล็อคผลแน่นอน เพราะกว่าจะถึงช่วงนั้นไรต์จะยังอยากเขียนให้คู่กับเจ้าตัวหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ เพราะงั้นนิยายเรื่องนี้เลยไม่ได้ติ๊กว่าจะไปดี๊ด๊ากับใครเป็นพิเศษ ค่อนข้างจะโยนให้เด็กๆแทะเล็มเล่นพอเป็นกระสัยเท่านั้นแหละ

Writer 4 :: คำสาปห้องนั่งเล่นนั้นไม่ได้มาเล่นๆ นะบอกให้ ไม่มีทางที่จะได้นอนหลับฝันดีอยู่ในห้องนั่งเล่นได้อย่างแน่นอน ไรต์เชื่อมั่นนน


[ศาสตราจารย์หม้อไหม้... เคทเทิลเบิร์น (Kettleburn) จาก Hogwarts Mystery]


*AB- ( AB Negative ) หรือ กรุ๊ปเลือด เอบี อาร์เอ็ชลบ (AB Rh-) นั้นเป็นหมู่เลือดหายากที่สุดในบรรดาหมู่เลือดทั้งหมด โดยปกติแล้วประชากรส่วนใหญ่ของ เมืองไทย นั้นมีเลือดระบบ RH+ มากถึง 99.7% มีเพียงแค่ 0.3% เท่านั้นที่เป็น RH- หรือก็คือ ทุกๆ 1,000 คนจะมี คนไทย เพียง 3 คนที่มีหมู่ RH- และ ทุกๆ 10,000 จะพบคนไทย เพียง 1.5 คนเท่านั้นที่จะเกิดมาพร้อมกับหมู่เลือด AB- 

หรือในอีกแง่ ถ้านับทั่วโลกแล้ว จะพบ AB- 1 คนในทุกๆ 167 คน ซึ่งในกรณีที่คนหมู่นี้บริจาคเลือดยิ่งน้อยมาก และเพื่อความสดใหม่นั้นการจะรับ-ส่งเลือดจากต่างประเทศจึงเป็นเรื่องยาก ทุกวันนี้หมู่เลือดกรุ๊ปนี้ยังคงขาดอยู่ตลอดเวลา

** = อินเซนดิโอ้ (Incendio) จัดอยู่ในหมวดหมู่ มนตร์คาถา (Charm) ใช้สำหรับในการจุดไฟลงไปที่เป้าหมาย มีแสงคาถาเป็นสีส้มและแดง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 552 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5,404 ความคิดเห็น

  1. #5258 Bibliophile.ize (@iddosiripon) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 17:59
    ฟินน์กอดๆนะไม่เป็นไรยะไม่เป็นไร เข้มแข็งไว้นะ เฟร็ดดูแลฟินน์ดีๆนะ
    #5,258
    0
  2. #5109 Mamushi.;-; (@0619323351) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 22:28
    อ่านตอนนี้คือน้ำตาคลอ น้องลูกอยากกอดปลอบ
    #5,109
    0
  3. #5031 Bibliophile.ize (@iddosiripon) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 17:37
    โธ่ฟินน์ ไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีนะ
    #5,031
    0
  4. #4816 Ritsu-sama♣ (@RuliyaChitnok) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 08:06

    อ่านวนไป ทั้งฟินทั้งเศร้าเลย-อยากกอดน้อง
    #4,816
    0
  5. #4108 Nu pe (@Peerada1648) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:35
    แต่ๆ แซดริกหล่อนะ ทำไงดี แต่ยังไม่ค่อยมีบทอ่ะ ดูไปก่อนละกัน ยังไงเราสามารถโคลนร่างไปได้ทุกเรืออยู่แล้วล่ะ ฮี่ฮี่
    #4,108
    0
  6. #4107 Nu pe (@Peerada1648) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:34
    เนี่ย เฟร็ดโมเมนท์เยอะขนาดนี้ พระเอกแน่!!! แถมถ้าช่วยชีวิตไว้ได้แล้วคบกันก็ไม่กระทบเนื้อเรื่องด้วย!!! เฟร็ดเริ่มมีใจให้โดยไม่รู้ตัวแล้วแน่ ขนาดน้องยังไม่เคยเอามานอนกอดด้วย ไหนจะหอมหัวโดยไม่รู้ตัวอีก เป็นความอ่อนโยนที่มีให้ฟินน์คนเดียวโดยอัตโนมัตยังไงล่ะ!!!เยี่ยมไปโลยยยยย

    ส่วนจอร์จน่ะเหรอ ดูก็รู้ว่าไม่มีทาง3pดังนั้นขอเชียร์เฟร็ดที่ดูละมุนกับฟินน์มากกว่าดีกว่า ได้ข่าวว่าอ่อนโยนขึ้นกับฟินน์และจินนี่ช่ะ แต่จินนี่ที่อ่อนโยนขึ้นเพราะมีปัญหาหรอก ถ้าจะอ่อนโยนเพราะตัวจินนี่เองคงอ่อนโยนขึ้นไปนานแล้ว แต่ดูนี่!!! ตั้งแต่พบฟินน์และเริ่มสนิทก็อ่อนโยนขึ้น!!! เพราะเริ่มมีใจอย่างแน่นอน รอให้ใครซักคนมาทำให้ที่ปุ๋ยเร่งความสัมพันธ์ก่อนเถอะจะได้พิสูจน์กันว่าจริงมั้ย!!!!

    เอ่อ....ถ้าเรือเฟร็ดล่ม สมมติว่าเราไม่ได้พิมพ์เม้นท์นี้ขึ้นมาละกันนะ ฮ่ะ ฮ่ะ.....//เขินจัง
    #4,107
    0
  7. #4023 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 00:41
    อยากกอดน้องงแต่มปร.มีคนทำหน้าที่แล้วเนอะ¶∆¶
    #4,023
    0
  8. #4019 Sari-Sama (@KumaSari) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 22:05

    น้องง ฮือออ
    #4,019
    0
  9. #4000 Astrophile_ (@Cressida) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 01:16

    เศร้ามากก ฮือออ กอดๆนะน้องงง ;-; ㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #4,000
    0
  10. #3937 3sandy (@hamony777) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 22:14

    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนผู้คุมวิญญาณเล่นงานเลยค่ะ หดหู่ไปหมด เศร้าไปหมด ซึมไปหมด ฮือ
    #3,937
    0
  11. #3666 Mook-mik-4869 (@Mook-mik-4869) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 07:49
    แค่อ่านชื่อตอนก็ใจหวิวแล้ว แงง
    #3,666
    0
  12. #3552 Kantamanee02 (@Kantamanee02) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 17:56

    กอดๆน้องฟินน์นะะ ฮือออออ
    #3,552
    0
  13. #3397 chutavirun (@mybaby123) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 16:34

    เรื่องนี้แต่งกี่ช่องทางคะ?

    #3,397
    1
    • #3397-1 Nainate (@blue-labels) (จากตอนที่ 91)
      14 มกราคม 2563 / 16:37
      ตอนนี้ช่อง Dek d ครับ กะจะขยายไป ReadAWrite อยู่ แต่ขี้เกียจไปอัพต่อ 555
      #3397-1
  14. วันที่ 14 มกราคม 2563 / 10:57

    กอดๆนะน้องฟินน์~~ฮรือออออออเรือแล่นแรงมากแม่ แต่ไม่ใช่เรือเราเศร้า//ขอเรือทอมหน่อยค่ะ~(ร้องเสียงโหยหวน)
    #3,395
    0
  15. #3351 Snowmaru (@Snowmaru) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 17:08
    ชอบนิยายเรื่องนี้มากค่ะเนื้อหาเยอะ​ไม่​เป็น​ไรเราชอบ​ ขอให้แต่งให้จบก็พอค่ะ​เป็นฟีคแฮรี่พอ​ต​เตอร์​ที่เยี่ยมที่สุดที่เคยอ่าน​ ตัวละครไม่หลุดคาเเร็กเตอร์​ดำเนินเรื่องไปอย่างเยี่ยม​ ขอให้รักษาระดับอย่างนี้ไปตลอดนะคะ​ ขอบคุณ​ค่ะ​
    #3,351
    0
  16. #3349 Lifia (@Lifia) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 23:51
    อยากปลอบน้อง (หากเลือกพระเอกไม่ได้ก็ฮาเร็มเลยไรท์เจ้า!!! ตอนนี้เราเชียร์ทุกคู่แล้วเจ้า)
    #3,349
    0
  17. #3347 Calminy (@v-var) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 16:03
    น้องงงง กอดๆน้อง;-;
    #3,347
    0
  18. #3346 11010anfield (@11010anfield) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 07:49
    พระเอกของเราคือใครรร
    #3,346
    0
  19. #3345 koly (@-emptines-) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 02:43
    น้ำตาท่วมจอเลย
    #3,345
    0
  20. #3344 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 23:53
    ตอนนี้ก็คือดำดิ่งมาก โซเส้า แต่ใจนึงก็คืออยากรู้ว่าบ็อกการ์ดของฟินน์คืออะไรแหละ ใช่รถที่พุ่งชนมั้ย หรือการที่พ่อแม่ตาย หรืออะไรยังไง น่าคิดๆ
    #3,344
    0
  21. #3343 jiraparatta (@jiraparatta) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:30

    เศร้าง่าา~ อยากเห็นตอน บล็อกการ์? เร็วๆอ่ะ
    #3,343
    0
  22. #3342 MinsMe (@middleway) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:07
    กำลังอิน ๆ ได้ที่...หนึ่งในเรือใหญ่ก็โผล่มาแล่นฉิวกลางน่านน้ำเฉยเลย เลิ่กลั่ก ปรับอารมณ์ไม่ทัน 555555555555555555::55:
    #3,342
    0
  23. #3341 blacxexo (@blacxexo) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:00
    นว้องงง แงงงง ไม่เส้าๆๆน้าาาหายไวๆ
    #3,341
    0
  24. #3340 3428 (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 14:56

    ร้องไห้ตามเลยโฮ่~~

    #3,340
    0
  25. #3339 summer21 (@summer21) (จากตอนที่ 91)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 14:20

    สงสารน้องงง

    #เรือวิกเตอร์

    #3,339
    0