คัดลอกลิงก์เเล้ว

ZtranGer [Yaoi/BL]

โดย Nainate

ผมและเขา เราทั้งคู่นั้นไม่รู้จักกัน ... ผมก็แค่กำลังเล่นเปียโนฆ่าเวลาก็เท่านั้นเอง ...

ยอดวิวรวม

605

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


605

ความคิดเห็น


11

คนติดตาม


54
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 ต.ค. 61 / 14:00 น.
นิยาย ZtranGer [Yaoi/BL]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ZTRANGER



     We are strangers to each other.

     But music brings us together.

     When the song is over.

     We know...

     EVERYTHING WILL NOT BE THE SAME FOREVER





Writer : สวัสดีครับ ขอแสดงความยินดีที่หลงมาในที่แปลกๆแบบนี้ได้ แต่ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่เบื่ออ่านหนังสือแล้วเลื่อนไปเจอ คลิปนึง จนอยากเอามาแต่งเท่านั้นเอง

ซึ่งก็คือคลิปนี้


[ From AINI XICOTA ]

เป็นความฟินที่แบบไรต์เตอร์ต้องร่ำร้อง (อยู่ในใจ) ว่า ' ทนไม่ไหวแล้ว กูอ่านหนังสือไม่ลง กูจะต้องระบายความอัดอั้น! '

ซึ่งก็นั่นแหละ ทำให้ไรต์เตอร์ขอตัวมาแต่งนิยายสั้นๆ ให้หายอยากก็เท่านั้นเอง

**เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องแต่งที่เกิดจากการโมเม้นท์ของไรต์เตอร์เท่านั้น แม้ชื่อคนจะเป็นของจริง และมีตัวตนจริงๆก็ตาม ถ้าทำให้ใครเดือดร้อนก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย**

PS...เอาจริงๆ ก็อยากจับเข้าไปในโปรเจคที่คิดจะแต่งขึ้น เป็นนิยายในหมวดวาย อยู่หรอก แต่เอามาแต่งเรื่องสั้นน่าจะดีกว่า...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 ต.ค. 61 / 14:00



     แปะ แปะ แปะ 

     เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสถานีรถไฟในกรุงปารีส ขณะที่ผมเพิ่งเล่นเพลง ' My Heart Will Go On ' เพลงประกอบของหนังชื่อดังเรื่อง ' Titanic ' เสร็จ

     ผมถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กล้องที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นก็หันไปดูนาฬิกาตรงข้อมือขวา ก็เห็นว่ายังเหลือเวลาอยู่อีกนิดหน่อย

     อีกสักเพลง 2 เพลงก็ยังทัน

     ว่าแต่จะเอาเพลงอะไรดีนะ ?

     ...

     งั้นเอาเพลงนี้ก็แล้วกัน

     เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็เริ่มเล่นเพลง ' Una Mattina* ของ ' Intouchables ' เพื่อฆ่าเวลาต่อไป


     ผมเดินเข้ามาในสถานีรถไฟกรุงปารีสก่อนจะพบว่า ผมมาถึงก่อนเวลาอยู่อีกเล็กน้อย

     อืม...

     ไปหาอะไรมากินดีไหมนะ ?

     ผมนิ่งคิดก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า สถานีรถไฟกรุงปารีส นั้นมีเปียโนตั้งไว้อยู่ทุกสถานี

     ไปเล่นเพลงสักเพลงก่อนรถไฟจะมาก็แล้วกัน...

     แต่พอมาถึงจุดที่เขาตั้งเปียโนไว้ก็ต้องแปลกใจ เมื่อเขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเล่นเพลงอยู่

     หืม...

     Una Mattina ?

     น่าสนใจนี่

     ผมยิ้มอย่างถูกใจก่อนจะเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังของเขา

     ฝีมือดี

     เก่งมากเสียด้วย

     แต่ดูเศร้าๆ ไปสักหน่อยหรือเปล่านะ ?

     ในขณะที่เขากำลังวิเคราะห์อยู่นั้นก็เงยหน้าไปสบกับกล้องที่กำลังถ่ายอยู่

     ผมยิ้มให้กล้องนิดหน่อย เหมือนขออนุญาตและขอโทษเล็กน้อย ถ้าเกิดมันบังกล้องนะ

     จากนั้นผมก็หันกลับไปดูเขาอีกครั้งก่อนจะยิ้มอย่างชอบใจ

     งั้นเดี๋ยวจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์ให้สักนิดก็แล้วกัน


     ติ้ง ติ้ง...

     ผมกำลังเล่นไปได้ไม่ถึงนาที หางตาผมก็เหลือไปเห็นมือคู่หนึ่งมาแจม

     ก่อกวน ?

     ผมคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะปล่อยให้คนที่มาแจมเล่นไปสักพัก ซึ่งเขาก็พบเรื่องน่าประหลาดใจ

     ไม่ใช่... 

     ความคิดของผมเปลี่ยนไปเมื่อสังเกตเห็นว่าเขาคนนั้น มีฝีมือเหมือนเป็นนักเปียโนมืออาชีพเลยทีเดียว

     น่าสนใจ

     ผมคิดอยู่เงียบๆ มือของเขาเองก็ยังคงเล่นเพลงต่ออย่างไม่หยุดนิ่ง

     ส่วนคนที่มาแจมนั้นก็เริ่มเข้ามาในเนื้อเพลงของผมมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน แถมยังเข้ากันอย่างแปลกประหลาดเสียด้วย

     เก่งจริงๆ สามารถทำให้เนื้อเพลงเข้ากันได้ขนาดนี้

     เขาเล่นเพลงไปอีกสักพักก่อนจะถึงท่อนที่จบช่วงนึง ก็พบว่าเขาคนนั้นกลับเล่นทำนองที่เข้าหูผมอย่างจัง (นาทีที่ 2:14)

     เห้!

     นี่มันทำนองของ ' For The Love Of A Princess ' ของในเรื่อง ' The Brave Heart ' ไม่ใช่เหรอ ?

     ใช้ได้เลยนี่

     ผมผงะออกมาอย่างประหลาดใจ พลางเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

     ก่อนจะเผลอหยุดเล่นแล้วหันไปชมไม่ได้

     " เห้ เจ๋งนี่ "

     เขาเองก็หันมายิ้มให้ผมด้วยเช่นกัน ผมหันกลับไปเล่นต่อ เขาเองก็หยุดให้ผมเป็นคนเริ่มด้วย

     ผมคิดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มบรรเลงอีกครั้ง


     เขาเห็นคนตรงหน้าเริ่มเล่นอีกครั้ง ก่อนจะดูจังหวะของเขาแล้วกะจะค่อยใส่ทำนองของตัวเองลงไป

     หืม ?

     เปลี่ยนเพลงแล้วเหรอ ?

     เขาสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนมาใช้เพลงของเขาแทน ทำให้เขายิ้มอย่างนึกสนุก

     ผมเงยหน้าขึ้นไปดูเวลาแบบเร็วๆซึ่งก็พบว่ายังเหลืออีกเยอะ ก่อนจะเล่นกันไปจนจบท่อนนึงแล้ว เขาก็เปลี่ยนไปเล่นอีกฝั่งหนึ่งเพื่อที่เขาจะได้ใส่ทำนองและอารมณ์ในแบบของเขาได้เด่นขึ้น

     ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจความคิดของเขาด้วยเช่นกัน

     เขาให้ผมเข้ามาเล่น ก่อนจะเอามือซ้ายของตัวเองลง เพื่อให้ผมจัดการที่เหลือต่อ

     ผมเห็นดังนั้นก็ไม่เกรงใจ

     พลางใส่อารมณ์อย่างเต็มที่

     ขนาดที่ผมแอบเห็นเขาหัวเราะอย่างชอบใจพร้อมส่ายหัวให้ผมเล็กน้อย แม้จะไม่ได้หันมามองก็เถอะ (3:09)

     และดูเหมือนอีกฝ่ายก็จะสนุกเหมือนกัน เขาเปลี่ยนแนวมาเล่นตามผม

     ว้าว

     นี่มันเยี่ยมไปเลย!

     มือของเรา 2 คนเต้นกันไปตามตัวโน้ตอย่างพร้อมเพรียง

     ก่อนที่ผมจะเข้ามาแทรกแล้วเล่นพร้อมกัน 2 มือ เปลี่ยนให้เขาคอยเล่นเสริม

     สลับตัวคนนำเพลงกันแบบไม่ต้องใช้คำพูด

     ไม่รู้ผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า

     แต่ผมมั่นใจว่าเขาเองก็เข้าใจ

     แม้จะไม่ต้องพูดกัน หรือ มองตากันก็ตาม

     เพียงแค่เราเล่นเพลงเท่านั้น มันก็ดูเหมือนว่าผมกับเขานั้นอ่านใจกันได้เลยทีเดียว

     ผมแอบเห็นเขามองมาตรงคีย์ฝั่งผมสักพัก

     คงอยากจะเล่นสินะ

     " สลับกัน " 

     ผมบอกเขาอย่างเร็วๆ ก่อนที่จะเล่นกันจนจบท่อนแล้วย้ายไปเล่นทางฝั่งเดิม (4.33)

     " เล่นส่วนนั้นนะ "

     ผมชี้บอกเขาก่อนที่จะเดินมาอีกฝั่งพร้อมรอยยิ้ม

     เขาหันมาถามผมเล็กน้อย

     " แบบนี้ใช่ไหม ? "

     ผมพยักหน้าและพูดออกมาสั้นๆ

     " อืม "

     เขาค่อยเริ่มๆบรรเลงอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะเล่นตาม

     ในครั้งนี้

     เราทั้งคู่ต่างก็เป็นนักแสดงหลัก

     พวกเราต่างก็เล่นทำนองของตัวเองแม้จะคนละทำนอง แต่ก็เข้ากันได้อย่างประหลาด

     ยิ่งนานเข้า ผมยิ่งรู้สึกถูกใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ เลยทีเดียว


     ผมเล่นตามที่เขาแนะนำ ซึ่งเราก็พลัดกันเล่นไปมา เหมือนเราเต้นรำ อยู่บนฟลอร์เดียวกัน ซึ่งเราทั้งคู่เป็นคู่เต้นกัน 

     เขาเป็นคนนำ และ ผมเป็นคนตาม

     เราผลัดกันนำ ผลัดกันตามอย่างสนุกสนาน จนผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

     ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า

     ว่าตัวเองยิ้มบ่อยจนน่าแปลกใจเลยทีเดียว

     ทั้งๆที่ผมเพิ่งจะอกหักมาแท้ๆ

     พวกเราเล่นกันไปจนกระทั่งถึงไคลแมกซ์ ผมก็ปล่อยมือทันที แต่พอหันไปดูเขาก็พบว่า อีกฝ่าย ดูเหมือนว่ายังจะอยากต่อให้ดูมีระดับขึ้นอีกนิด

     ผมเฝ้ามองเขาเล่นอย่างลื่นไหล ก่อนที่เขาจะหันมาพยักหน้าให้ผมเล็กน้อย

     อยากให้ร่วมด้วยสินะ

     ผมก็จัดให้ตามคำขอ ก่อนจะเล่นได้สักพัก เขาก็เยื้องมาทางผมจะผมต้องปล่อยมืออีกครั้ง

     จนจบท่อนเขาก็ทำสัญญาณให้ผมจบเนื้อเพลงให้เรียบร้อย

     นั่นทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้เลยทีเดียว

     เห้

     เอากับเขาสิ

     ผมรูดโน้ตเป็นทางยาวเป็นการปิดเพลงให้จบสมบูรณ์

     พร้อมกับเสียงเฮและเสียงตบมือดังเป็นระงม

     " เฮ้! "

     " สุดยอด "

     " นั่นเยี่ยมไปเลย! "

     แปะ แปะ แปะ แปะ

     ผมยิ้มออกมาอย่างชอบใจก่อนจะเดินไปหาเขา

     " ยอดเยี่ยมมากเลย "

     เขาเงยหน้ามายักไหล่ให้เล็กน้อยอย่างมีสไตล์ก่อนจะกอดกันเล็กน้อย เขาก็ก้มลงไปเช็คมือถือต่อ ก่อนจะพูดขึ้น

     " ดูเหมือนผมจะต้องไปแล้ว "

     " โอเค งั้นผมไม่กวนคุณแล้ว โชคดี "

     " โชคดี "

     เขาเดินจากไปอย่างเร็วๆ ก่อนที่ผมจะมองดูนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง

     ผมเองก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน

     เขาเดินไปเก็บของที่วางทิ้งไว้ให้เรียบร้อย มีคนมาชมผมตลอดทางเหมือนกัน ผมก็ได้เพียงแค่ยิ้มและขอบคุณไปแบบรีบๆเท่านั้น


     ผมรีบเดินไปเตรียมจะขึ้นพร้อมกับได้รับคำชมตลอดทาง

     ผมก็แค่ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วรีบเดินต่อ

     ก่อนจะขึ้นรถไฟได้ทันเวลาพอดี

     ผมหาที่นั่งของตัวเองก่อนจะนั่งลงพลางถอนหายใจที่ผมมานั่งได้ทันเวลา

     จากนั้นก็นึกถึงตอนเล่นเปียโนกับผู้ชายคนนั้น

     สนุกดีจริงๆนั่นแหละ

     ผมน่าจะทักเขา...

     โอ้ จริงสิ...

     เขาน่าจะแลกข้อมูลติดต่อกันสักหน่อยก่อนจากกัน

     เขาคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่น่าสนใจและน่าทำความรู้จักมากทีเดียว

     ผมถอนหายใจอย่างเสียดาย

     นี่เรารีบเกินไปจนลืมเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันนะ

     " หืม ? คุณนั่นเอง "

     เสียงทักขึ้นมาจากด้านข้างก่อนที่เขาจะหันไปพบกับชายในชุดบอลและกางเกงขาสั้นเขาเดินมานั่งตรงที่นั่งตรงข้ามผมซึ่งมีโต๊ะตัวนึงกั้นอยู่

     " อ้า! คุณที่เปียโนกับผมใช่ไหม ? "

     " ใช่ แปลกใจจริงๆนะ ที่ดันบังเอิญมาเจอกันที่นี่อีก กำลังเดินทางไปสเปนเหรอ ? "

     ผมยิ้มอย่างดีใจ อย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่ามันจะมีเรื่องบังเอิญแบบนี้ด้วยเหมือนกัน

     " ใช่ มาเที่ยวน่ะ แล้วคุณล่ะ ? "

     " ผมกำลังจะกลับบ้าน ผมเป็นชาวสเปนน่ะ "

     " อย่างนี้นี่เอง แล้วคุณมาเที่ยวปารีสงั้นเหรอ ? "

     " ใช่ ตอนแรกผมมากับแฟน แต่เพิ่งเลิกกันไปเมื่อวาน เลยต้องเดินทางกลับก่อน "

     อีกฝ่ายถอนหายใจเล็กน้อย ซึ่งพอผมได้ยินก็อึ้งไปเหมือนกัน

     " โอ้... เอ้อ... เสียใจด้วยนะ ถึงว่าสิ ทำไมตอนแรกคุณดูเศร้าๆ "

     " ไม่เป็นอะไรหรอกน่า เรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมเลยต้องเลื่อนตั๋วกลับเร็วขึ้นหน่อย แต่ผมก็ประหลาดใจเหมือนกันนะที่มานั่งกับคุณได้น่ะ นี่เหมือนกับเป็นโชคชะตาเลยนะ "

     เขาหัวเราะออกมาอย่างขำๆ

     ซึ่งผมเองก็มานั่งคิดดู

     โชคชะตางั้นเหรอ ? หืม...

     " โอ้ จริงสิ ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะ ผมชื่อ แนสซิม... แนสซิม ซาอุช (Nassim Zaouche) เป็นคนอัลจีเรีย "

     ผมแนะนำตัวก่อนจะยื่นมา อีกฝ่ายก็ยิ้มให้ผมก่อนจะยื่นมาจับเช่นกัน

     " เจราร์ด... เจราร์ด ปลา ดาโร (Gerard Pla Daró) เป็นคนสเปน ยินดีที่ได้รู้จักนะ แนสซิม "



     แนสซิมยิ้มให้ผมกว้างจนทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยๆ เขาเป็นคนที่ยิ้มสวยจนน่าอิจฉาจริงๆ

     " ว่าแต่คุณบอกว่า คุณมาเที่ยวสเปนงั้นเหรอ ? "

     " ใช่ ผมหยุดพักน่ะ ผมเป็นครูสอนเปียโน ตอนนี้อยู่ในช่วงท่องเที่ยว นี่เพิ่งเที่ยวฝรั่งเศษเสร็จน่ะ "

     " อ้อ อย่างนี้นี่เอง... "

     ผมนิ่งคิดเล็กน้อย

     ไหนๆ ก็อุส่าห์ขอหยุดยาวมาแล้ว กลับไปบ้านยังไงก็คงไม่มีอะไรทำอยู่ดี

     ผมหันไปมองเขาที่ยิ้มอย่างชอบใจมาทางผมก่อนจะพูดขึ้น

     " งั้นให้ผมไปเป็นไกด์ให้ไหม ? "

     เขาทำหน้าประหลาดใจก่อนจะถามขึ้น

     " เห้ มันจะดีเหรอ ? มันไม่รบกวนคุณใช่ไหม เจราร์ด ? "

     ผมยิ้มให้ก่อนจะพูดขึ้น

     " ไม่รบกวนหรอก ผมยังเหลือวันหยุดอีกนานเลย เพราะแฟนเก่าผมทำให้เหลือเวลาว่างอีกเพียบเลย "

     แนสซิมได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้างอย่างยินดีทันที

     " ถ้าอย่างนั้นก็ขอความกรุณาด้วยนะ เจราร์ด "

     " เอาสิ "

     จากนั้นเราก็คุยกันทำความรู้จักกันไป พอมารู้ทีหลังก็ต้องประหลาดใจอีกรอบ

     แนสซิมเป็นอิสลาม ซึ่งต่างกับผมที่เป็นคริสเตียน  เขาอายุ 33 ส่วนผมอายุ 25 ไม่นึกว่าเขาจะแก่กว่าผมขนาดนี้เลยนะเนี่ย

     ยิ่งคุยกันก็ยิ่งเห็นถึงความแตกต่างมากจนน่าแปลกใจ

     แต่ทั้งๆที่แตกต่างกันขนาดนี้ แต่ผมกับเขาดันเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจทีเดียว



     พอไปถึงสเปน ผมก็พาแนสซิมมาพักที่บ้านผมที่บาร์เซโลนา  เพราะเห็นว่ามันสะดวกดี จากนั้นผมก็พาเที่ยวในตัวเมือง ทั้งของกิน สถานที่ต่างๆ

     แนสซิมเป็นคนร่าเริงมาก คุยสนุกด้วย ขนาดผมที่เงียบๆ ยังอดจะยิ้มตามเสียไม่ได้

     ผมได้ลองอะไรแปลกๆมากมายทีเดียว และได้เรียนรู้ธรรมเนียมของพวกมุสลิมด้วยเช่นกัน

     ในคืนสุดท้ายก่อนที่แนสซิมจะเตรียมตัวกลับไปที่ประเทศตัวเอง ผมก็นั่งอัพโหลดรูปที่พวกผม 2 คนได้เที่ยวกันมาลงเฟสบุ๊คของตัวเองให้เพื่อนๆผมหายห่วง เมื่อได้ข่าวว่าผมกับคาร์โลต้า (Carlota) เลิกกันแล้ว ก็เป็นห่วงกันยกใหญ่เลยทีเดียว

     ผมบอกว่าผมมาเที่ยวกับแนสซิมที่รู้จักกันที่สถานี ซึ่งปรากฏว่าพวกเพื่อนๆ ผมจักกันหมด เพราะดันกลายเป็นข่าวออกไปทั่วเลยทีเดียว เพราะ 1 ในนั้นถ่ายคลิปผมกับแนสซิมเล่นเปียโนอยู่แล้วอัพโหลดลงในยูทูป จนดังข้ามคืนตั้งแต่ตอนนั้นซึ่งผมไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด

     พอไปถามแนสซิมก็ต้องผิดหวัง เพราะดูเหมือนเขาจะรู้ตั้งแต่วันแรกๆแล้ว แต่อุบไม่บอกเรื่องให้ผมรู้ พอผมทำหน้าตาขัดใจ แนสซิมก็หัวเราะลั่นแล้วหันมากอดคอผมแน่นเล็กน้อยแล้วปล่อยมาตบหลังผมเบาๆแทน

     หลังจากอยู่กันมานานทำให้ผมรู้ว่า แนสซิมนั้นเป็นพวกชอบสกินทัชมาก เขามักจะมากอดคอ ตบหลัง กอดบ้างเมื่อตื่นเต้นดีใจ แถมชอบลากด้วย เขามักจะจับไหล่ไม่ก็ข้อแขนผมลากไปดูของน่าสนใจ

     ตอนแรกก็น่าอายที่ ผู้ชาย 2 คนมาจับมือถือแขนกัน แต่นานๆเข้าผมก็ชินไปแล้ว ก็นะ ทำไงได้ล่ะ

     ในรูปมีทั้งรูปเดี่ยวผม ทั้งรูปคู่กับแนสซิมเต็มไปหมด ผมยังประหลาดใจตัวเองเหมือนกันเมื่อผมมองตัวเองที่อยู่ในรูปนั้น ทั้งๆที่พึ่งเลิกกับคาร์โลต้า ได้ไม่นาน แต่ผมยังสามารถยิ้มแบบนั้นได้อีกนะ

     ผมคอยตอบคอมเม้นท์เพื่อนๆที่หันมาแซวเรื่องเที่ยว พวกสาวๆ ก็มาทักว่าหนุ่มหล่อคนนั้นเป็นใครบ้างแนะนำให้รู้จักหน่อยบ้าง (ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่านั่นคือ แนสซิม เพราะได้ฟังมาจากข่าว) ผมก็ได้แต่ยิ้มขำ

     แต่ก็มีสะดุดกับคอมเม้นท์อันนึงที่บอกว่า เหมือนพวกผมเป็นแฟนกันเลย

     พอผมมองในรูปนั้นที่ผมกับแนสซิมกอดคอกันยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข

     นั่นน่าจะเป็นภาพที่ถ่ายตอนไปเที่ยวน้ำพุ ฟอนท์ เมจิค (Font Magic) ตอนกลางคืนเมื่อไม่นานมานี้ตอนนั้นแนสซิมบอกมาถ่ายรูปกัน แต่ผมทำหน้าไม่ถูกว่าจะทำแบบไหนดี

     แนสซิมก็ดันทำหน้าตลกให้ผมหลุดขำออกมาก่อนจะฉวยโอกาสนั้นถ่ายไว้อย่างรวดเร็ว

     ยอมรับว่าถาพออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ผมก็ชอบภาพนี้นะ

     แต่ก่อนที่จะได้ตอบเพื่อนกลับ แนสซิมก็เดินมาหาผมในกางเกงนอนขายาวตัวเดียว พลางเช็ดตัวจากการเพิ่งไปอาบน้ำมา

     " เห้ ทำอะไรอยู่เหรอ เจราร์ด "

     " อัพโหลดรูปลงเฟส ให้พวกเพื่อนๆดูน่ะ "

     แนสซิมเดินเข้ามานั่งใกล้ๆผมก่อนจะแหงนหน้าเข้ามาดูรูปล่าสุดที่ผมเปิดค้างไว้อยู่

     " อ้อ รูปตอนไปเที่ยวน้ำพุฟอนท์ เมจิคนี่ ? ไหนๆ เขียนมาว่ายังไงกันบ้าง "

     แนสซิมยื่นหน้าเข้ามาอ่านอย่างไม่เกรงใจ จนผมได้กลิ่นแชมพูจางๆเลยทีเดียว

     " เห้ เช็ดหัวให้แห้งก่อนสิ แนสซิม "

     " รู้แล้วน่า เห้ มีคนเขียนว่าเราทั้งคู่เหมือนแฟนกันด้วย นายคิดว่าไง "

     ผมปัดแนสซิมออกไปก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยจะใส่ใจ

     " คงเหมือนอยู่มั้ง "

     " ฉันว่าก็ไม่ค่อยต่างเท่าไหร่นะ ขนาดฉันดูแล้วยังรู้สึกไม่แปลกใจเลย ถ้าเราจะโดนหาว่าเป็นคู่รักกันน่ะ ฮ่าๆๆ "

     แนสซิมหัวเราะอย่างชอบใจ จนผมต้องกรอกตาอย่างเอือมระอา

     ใช่ครับ แนสซิมเป็นพวกอารมณ์ดีไม่พอ ยังหน้าด้านด้วยครับ

     " แต่ยังไงก็ไม่ใช่คู่รักกันสักหน่อย "

     ผมลุกขึ้นเก็บมือถือก่อนจะเดินไปหาน้ำมากิน แต่แนสซิมก็ดันพูดทะลึ่งออกมาจนผมแทบลื่นล้มจากหยดน้ำเต็มพื้นที่แนสซิมไม่เช็ดตัวให้เรียบร้อย

     " งั้นทำไมไม่เป็นแฟนกันเลยล่ะ ? "

     ผมหันกลับมามองอย่างไม่อยากเชื่อ

     " ถามจริง ? "

     " ก็ถามจริง "

     " เล่นตลกอีกแล้วละสิ "

     " เห้ นี่ฉันจริงจังนะ "

     แนสซิมพูดอย่างแปลกใจที่ผมดันคิดว่าเขาพูดล้อเล่น

     ใครจะไปรู้กันเล่า! ก็เพราะทำตัวล้อเล่นบ่อยจนผมจับใจความไม่ได้แล้วว่าอันไหนจริงอันไหนเล่นเนี่ย

     แต่นี่...

     " เห้ จริงจังเหรอ ? นี่ไม่ตลกเลยนะ แนสซิม "

     " ฉันก็ไม่ได้เล่นตลกสักหน่อย นี่จริงจังนะ เจราร์ด คบกับฉันไหม ? "

     ผมจ้องตาเขม็งอย่างดุดันหมายจะเตือนว่าไม่ให้แนสซิมพูดจาเลอะเทอะ แต่แนสซิมก็จ้องกลับมาอย่างไม่ลดละเช่นกัน

     " อะไรทำให้นายถึงมาขอคบฉันเป็นแฟนกัน นายเป็นเกย์งั้นเหรอ แนส "

     แนสซิมดูไม่สะทกสะท้านกับสายตาของผมเลยสักนิด ให้ตายสิ ปกติมันควรจะได้ผลน่า

     " ถูกครึ่งนึง ฉันเป็นไบน่ะ นายไม่ได้ถามเรื่องนี้ฉันก็เลยไม่ได้บอกไป แล้วที่ฉันขอคบกับนาย ก็เพราะฉันชอบนาย เจราร์ด "

     เกิดความเงียบระหว่างเรา 2 คนสักพักใหญ่ๆก่อนที่ผมจะเริ่มถามอีกครั้งด้วยความสับสน

     " ตั้งแต่เมื่อไหร่ "

     " ฉันเริ่มสนใจนายตั้งแต่เล่นเพลงนั้นจบแล้ว จากนั้นพออยู่กับนายทุกวัน ฉันก็รู้สึกว่าเราทั้งคู่นั้นเข้ากันได้ดีเกินคาด จนเผลอตัวไปชอบตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ "

     " ปัญญาอ่อนชัดๆ "

     ผมแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ บ้าอะไรกัน ใครเขาจะไปเชื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้ได้ลง

     แนสซิมได้ยินก็หัวเราะแห้งๆอย่างไม่รู้จะอธิบายยังไง

     " ใช่ไหมล่ะ แต่ฉันพูดจริงๆนะ เจราร์ด ฉันชอบนายจริงๆ "

     " พูดอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลย นายกับฉัน เรารู้จักกันได้แค่อาทิตย์เดียวเองนะ! นายจะบอกว่าแค่อยู่ด้วยกันอาทิตย์เดียวมันทำให้นายรักฉันเลยหรือไง! มันไม่ตลกเกินไปหน่อยหรือไง แนสซิม! "

     " การจะชอบใครรักใครมันต้องใช้เวลาขนาดนั้นเลยเหรอ เจราร์ด! "

     แนสซิมตะโกนกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้จนผมชะงักไปนิดนึง แค่นิดนึงจริงๆนะ

     " ฉันเองก็รู้แหละว่า มันดูตลกและประหลาดมากๆ นั่นอาจจะทำให้นายไม่ชอบใจ แต่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายมันคือของจริง เจราร์ด! แถมนับวันมันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลยด้วย ตอนนี้ฉันอยากกอดนาย ฉันอยากจูบนาย แทบบ้าแล้ว แต่ฉันก็ทำได้แค่แอบแต๊ะอั๋งนายบางครั้งเท่านั้น! "

     " นายมันโรคจิตชัดๆ! "

     " ไม่เถียงในเรื่องนั้นหรอก! ขนาดฉันเองก็ยังคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ฉันชอบนายมากนี่ ตอนนี้ฉันละอยากกอดนายใจจะขาดแล้ว ไม่เชื่อก็มาฟังเสียงหัวใจฉันนี่! "

     แนสซิมจับผมอย่างรวดเร็วพลางกระโจนเข้ามากอดโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งแค่แปบเดียวผมก็ตอบสนองกลับด้วยการต่อยเข้าไปที่หน้าเขาอย่างแรง

     ผัวะ!

     " อ๊าว... มันเจ็บนะ เจอร์ ทำอะไรเนี่ย! "

     " ต่อยไง และคำถามนั่นฉันควรจะเป็นคนถามนายมากกว่า เข้ามากอดทำบ้าอะไร แนส! "

     " พิสูจน์ให้นายรู้ไงว่าความรู้สึกฉันมันของจริง! "

     " ไม่โว้ย! ไม่พิสงพิสูจน์ ไม่ทำบ้าอะไรทั้งนั้นแหละ! ไปนอน! "

     แนสซิมเงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งเช็ดหัวให้แห้ง

     จากนั้นก็เกิดความเงียบอย่างน่าอึดอัดขึ้นระหว่างเรา ผมเองก็ไม่รู้พูดกับเขายังไงเหมือนกัน แต่ก่อนจะแยกย้ายกันนอนแนสซิมที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นใบ้ก็พูดขึ้นอีกครั้ง

     " เห้ ไหนๆ ก็คืนสุดท้ายแล้ว ฉันขอนอนกอดนายได้ไหม "

     " พูดบ้าอะไรอีกแล้วเนี่ย แนส ไปนอน "

     ผมตอบออกมาอย่างรำคาญ และไม่เข้าใจไปพร้อมกัน

     " ขอเถอะนะ เจราร์ด คืนสุดท้ายแล้ว ฉันสัญญาจะแค่กอดนายเท่านั้น นะ "

     " ไม่... "

     พูดไม่ทันจบก็มีแรงลึกลับมาทับตรงเตียงนอนผมก่อนจะกอดเข้ามาอย่างรวดเร็ว

     " ไอ้ปัญญาอ่อนนี่! "

     ผมพยายามดิ้นให้หลุดเพื่อที่ว่าจะต่อยเขาสักหมัด แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นเขากอดแน่นไม่ยอมปล่อย

     ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะพูดขึ้น

     " แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ "

     " อืม... "

     ผมนอนนิ่งให้แนสซิมกอดไปสักพักก่อนจะถามขึ้น

     " ถามหน่อยเถอะ นายคิดอะไรของนายอยู่กันแน่ถึงมาขอคบกันคืนนี้กัน แนส "

     จากนั้นก็มีเสียงเบาๆตอบกลับมาข้างหูผม

     " ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆก็หลุดปากออกไปน่ะ จากนั้นฉันก็สติแตกควบคุมคำพูดไม่ได้ ก็เลยพูดออกไปหมดเลย "

     " นายนี่ปัญญาอ่อนหรือไงกัน ถ้าให้พูด ฉันก็คงพูดได้แค่ว่านี่เป็นการขอคบกันที่ห่วยแตกที่สุดที่ฉันรู้จักมาเลยล่ะ "

     จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแห้งๆดังข้างหูผม

     " ก็จริง ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน... แล้ว... นายเกลียดฉันไหม... ที่เป็นแบบนี้น่ะ "

     แนสซิมถามผมด้วยคำถามที่ชวนให้ตอบยากจริงๆ

     " ไม่รู้สิ ถึงจะรู้ว่านายบอกชอบฉันก็เถอะ แต่ฉันก็เกลียดนายไม่ลงอยู่ดี เอาจริงๆ ฉันเองก็ชอบนายเหมือนกัน... "

     " จริงเหรอ ?! "

     " ฉันหมายถึง ชอบแบบเพื่อน ไอ้ปัญญาอ่อน! "

     แนสซิมหงอยลงทันทีเลย พลางหัวเราะขำแห้งๆอย่างจำยอม

     ก็เพราะทำตัวแบบนี้จะให้เกลียดลงได้ยังไงกัน

     " ใจร้ายจังนะ " 

     " เรื่องแบบนี้ บอกไปตรงๆน่ะดีที่สุดแล้วล่ะ "

     " ก็จริงของนาย... เห้อ อกหักนี่มันเจ็บจริงๆนะ ให้ตายสิ... "

     จากนั้นก็เงียบไปสักพักใหญ่ จนผมค่อยๆพลอยหลับไปเองในที่สุด



     ผมลืมตาตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับภาพของเจราร์ดกำลังหลับตาพร้อมเสียงกรนเล็กน้อยเหมือนทุกครั้งที่ตื่นมาเจอ

     เจราร์ดเป็นคนนอนนิ่ง แถมยังชอบทำหน้าดุตอนเวลานอนอีกต่างหาก เอาจริงๆ หน้าปกติของเจราร์ดก็ดุจนน่ากลัวจริงๆนั่นแหละ

     แต่จะมีคนรู้สักกี่คนว่า ถึงหน้าดูจะดุแค่ไหน เจราร์ดก็เป็นคนที่ใจดีมากๆเลยล่ะ

     นั่นทำให้ผมตกหลุมรักเข้าอย่างจังเลย

     แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ก็อกหักดังเป๊าะแล้ว ผมคงทำอะไรไม่ได้มาก

     ผมเนียนกอดเจราร์ดแน่นอีกนิด จนคนตรงหน้าขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับบ่นงึมงำๆอะไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

     แต่เห็นแล้วตลกดี

     ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเห็นแบบนี้ทุกวันเหมือนกัน...

     ให้ตายสิ เจอร์...

     ไม่ทันได้คิดอะไรทั้งนั้นเขาก็โน้มตัวลงไปจุ๊บปากแบบไวๆ ก่อนจะกลับมามองดูคนตรงหน้าที่ยังคงหลับอย่างไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม

     ทำลงไปแล้วแหะ แต่แบบแอบจูบแบบนี้มันก็เหมือนกับผิดสัญญาเมื่อคืนหรือเปล่านะ...

     ช่างมันก็แล้วกัน

     ฮะๆ

     ผมกอดเจอร์อีกนิดก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวเดินทาง

     หลังจากประตูห้องน้ำได้ปิดไปสักพักก็มีเสียงบ่นออกมาเบาๆออกมาจากห้องที่เงียบเชียบ

     " ให้ตายสิแนสซิม... ไหนว่าจะแค่กอดอย่างเดียวไง... "



     " เห้ เจราร์ด ฉันจะไปแล้วนะ "

     ผมเงยหน้าขึ้นไปมองแนสซิมที่กำลังจะไปขึ้นเครื่องบินกลับไปอัลจีเรีย

     " รู้แล้วน่า... ว่างๆก็ติดต่อกลับมาบ้างก็แล้วกัน "

     ผมพูดขึ้นอย่างราบเรียบ ในขณะที่สายตาของแนสซิมเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

     " มีอะไรก็พูดมาได้แล้ว อ้ำอึ้งอะไรของนายกัน แนส "

     " เอ่อ คือ... ขอเวลาแปบ ซู้ดดดด ฮ่าาาาาา "

     แนสซิมยกมือขอเวลานอกก่อนจะสูดหายใจเข้าอย่างดังกับถอนหายใจอย่างแรง

     ปัญญาอ่อนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆเชียว

     " คือ... ฉันขอโทษเรื่องเมื่อคืนด้วยนะ ถ้าทำให้ลำบากใจ... คือ... ก็นั่นแหละ ฉันอาจจะรีบไปหน่อย แต่ฉันก็ชอบนายจริงๆนะ... แต่... ฉันจะพยายามตัดใจจากนายแล้ว... เพราะงั้น... ขอเวลาสักหน่อยนะ... คือ ช่วงนี้ฉันอาจจะไม่ตอบนายบ้าง ฉันอาจจะขอเว้นระยะกับนายสักหน่อย ถ้าฉันทำใจได้แล้ว ฉันจะกลับมาเป็นแนสซิมคนเดิมเหมือนที่เราเคยเจอกันที่สถานีรถไฟนั่นนะ "

     " เออ... "

     ผมตอบออกไปสั้นๆ เรียบๆ จนทำให้ดูบรรยากาศน่าอึดอัดกว่าเดิมขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งๆที่ผมไม่อยากให้มันน่าอึดอัดแบบนี้เลยแท้ๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน

     " เพราะงั้นนะ... "

     " ฉันรู้แล้วน่า หยุดพูดได้แล้ว "

     " โอเค... "

     พวกเรานิ่งกันไปสักพักก่อนที่เสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ว่าเครื่องพร้อมแล้วให้ไปขึ้นเครื่องได้ก็ดังขึ้น หลังจากที่ประกาศจบ ผมก็พูดขึ้นเรียบๆ

     " ไปขึ้นเครื่องได้แล้ว "

     " โอเค... "

     " โชคดี... ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย "

     แนสซิมเงียบไปสักพักก่อนจะเขย่าตัวเล็กน้อยเหมือนกำลังจะออกตัววิ่ง 

     " เป็นบ้า อะ... เห้! "

     ไม่ทันไร แนสซิมก็เข้ามากอดแน่นๆอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันได้ตอบโต้อะไร เขาก็ปล่อยผมก่อนจะวิ่งไปขึ้นเครื่องพร้อมกับพูดออกมาดังๆ

     " โชคดีนะ เจราร์ด! "

     อ้า... ให้ตายสิ

     " ไอ้ปัญญาอ่อนเอ้ย.. "



     หลังจากนั้นก็ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ผมก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม แนสซิมก็ไม่ได้ทักผมมาอีกเลย

     แต่ช่างมันเถอะ

     ยังไงมันก็ต้องใช้เวลากว่าจะทำใจได้นี่

     ผมไม่สนใจมือถืออีกก่อนจะกลับมาสนใจเพื่อนๆที่กำลังคุยเม้าท์กันอยู่

     " เห้ เจราร์ด ช่วงนี้เป็นอะไรของนายกัน "

     " ฉันปกติดี อเล็กซ์ "

     ผมตอบกลับไปอย่างรำคาญ ซึ่งอเล็กซ์ก็ถามกลับมาอีกครั้ง

     " หรือว่าจะเรื่อง คาร์โลต้า ? นายยังทะเลาะกับเธออยู่อีกงั้นเหรอ ? "

     " ไม่ใช่เรื่องของคาร์โลต้า "

     " อ้าว ไม่ใช่เหรอ แล้วนายเป็นอะไรของนาย "

     เพื่อนสาวอีกคนที่อยู่ในกลุ่มก็ทักขึ้นมาอย่างสงสัย

     " ไม่มีอะไรทั้งนั้น เจนิเฟอร์ "

     " จะไม่มีอะไรได้ไงล่ะ ตั้งแต่นายกลับมา นายทำตัวน่ากลัวขึ้นทุกวัน นายไม่รู้ตัวหรือยังไง แม้ปกตินายจะน่ากลัวอยู่แล้วก็เถอะ "

     " หมายความว่ายังไงที่ปกติฉันก็น่ากลัวอยู่แล้วเนี่ย "

     ผมถามออกไปอย่างรำคาญ

     " ต้องเป็นคาร์โลต้าแน่ๆ! นายหลอกพวกเราไม่ได้หรอก "

     " ไม่ใช่คาร์โลต้าโว้ย อลัน! เรื่องคาร์โลต้ามันจบไปตั้งแต่อยู่ที่ปารีสแล้ว! "

     ผมโวยวายใส่อลัน ก่อนที่จูเลียตเพื่อนสาวแว่นอีกคนจะแย้งกลับอย่างไม่ยอมแพ้

     " ถ้าจบแล้ว แล้วนายอารมณ์เสียเรื่องอะไรได้อีกนอกจากเรื่องนี้ ฉันไม่เชื่อนายหรอก ! "

     " ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ไง จูเลียต นี่มันเรื่องของไอ้ปัญญาอ่อน แนสซิม โน่น! "

     " แนสซิม ? "

     เพื่อนทั้ง 4 คนถามขึ้นมาอย่างสงสัย ก่อนจะเงียบกันไปสักพัก พลางหันมามองตากันอย่างสงสัย เหมือนกำลังเช็คว่า รู้ไหมไอ้แนสซิมที่เจราร์ดพูดนั่นมันเป็นใคร

     " ก็ไอ้ที่ฉันกับมันเป็นข่าวที่ปารีสนั่นไง โว้ย! "

     ผมด่าออกไปอย่างรำคาญ ซึ่งทำให้เพื่อนๆ ผมร้องอ๋อไปตามๆกัน

     " แล้วนายไปอารมณ์เสียเรื่องอะไรล่ะ "

     " เพราะแนสซิมกลับไปแล้วหรือยังไง ? "

     " ไม่ใช่โว้ย ก็แค่มันยังไม่ตอบหรือทักอะไรมาก็เท่านั้น "

     ผมบ่นออกมาอย่างรำคาญก่อนที่เพื่อนๆจะร้องออกมาเป็นเสียงเดียว

     " เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ?! "

     " ก็เออสิ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ คาร์โลต้า "

     ผมมองตาพวกเพื่อนๆจนตาขวาง

     " นายจะบอกว่าโมโหตั้งหลายอาทิตย์มานี่ ก็เพราะว่า แนสซิมมันไม่ทักนายเนี่ยนะ ? "

     " นายทำตัวเหมือนทะเลาะกับแฟนมาหลายอาทิตย์ก็เพราะไอ้เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ?! "

     อลันกับอเล็กซ์ร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ แต่จูเลียตกับเจนิเฟอร์กลับทำท่าจริงจังขึ้น

     " ฉันว่าไม่ใช่เรื่องแค่นี้ "

     " ไหนมีอะไรเล่ามาสิ้ เจราร์ด ห้ามปิดบังแม้แต่ เรื่องไปอึ๊บสาวหรือเรื่องแอบไปขโมยของเด็ดขาด "

     " ใครมันจะไปทำกันโว้ย นี่ฉันเพิ่งเลิกกับคาร์โลต้ามาจะให้ไปทำเรื่องบ้าๆแบบนั้นทำไม! "

     " ไม่ต้องบ่นมาก ไหนเล่า! "

     จูเลียตกับเจนิเฟอร์สั่งกลับอย่างไม่ฟังข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น ผมถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

     " สรุปแล้ว นาย 2 คนขอรักษาระยะห่างเพราะนายไม่รับรักของแนสซิม ? "

     " ไม่ใช่ฉัน ไอ้แนสซิมคนเดียวโน่น! "

     " แล้วนายก็หงุดหงิดเพราะว่านี่ก็ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้วแต่นายยังไม่ได้ข้อความจากแนสซิมสักข้อความเดียว ? "

     " ก็เออสิ มันจะใช้เวลานานอะไรนักหนาขนาดนั้น ห๊ะ ถามจริง ? เจอกันแค่อาทิตย์เดียว ทำตัวเหมือนคบกันมานานเป็นปี ไร้สาระ ชะมัด! "

     ผมบ่นอย่างไม่เข้าใจ แต่เพื่อนๆทั้ง 4 กลับหันมาสบตากันเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง

     " ทำตัวอมพระอะไรของพวกนายกัน คายออกมาบอกฉันเดี๋ยวนี้เลย "

     " เห้ ฉันไม่อยากจะพูดอะไรแบบนี้หรอกนะ เจราร์ดเพื่อนรัก แต่นายน่ะ ปัญญาอ่อนกว่าไอ้แนสซิมที่ว่าอีกนะ "

     " พูดบ้าอะไรของนาย อลัน ฉันจะไปปัญญาอ่อนกว่ามันได้ยังไงหืม ? "

     ผมพูดออกมาอย่างขัดใจ ใครจะไปปัญญาอ่อนกว่ามันกัน ไอ้คนที่ไม่รู้จักเวลาและสถานที่แบบนั้นน่ะ

     " ก็อย่างที่อลันพูดนั่นแหละ เจราร์ด นายน่ะ ตกหลุมรัก พ่อหนุ่มอัลจีเรียนั่นไปตั้งนานแล้ว ไอ้โง่! "

     ผมอึ้งจนตากระตุกเล็กน้อย ทันทีที่กำลังจะอ้าปากแย้งอเล็กซ์นั้น เขาก็โดนจูเรียตด่ากลับมาก่อน

     " ใช่ นายมันโง่! นายลองคิดดูให้ดีสิ คนปกติ ถ้าไม่ชอบ เขาไล่ออกจากห้องไปแล้ว! ไม่อย่างงั้นก็ไม่ไปส่งที่สนามบิน หรือ มารอรับข้อความโง่ๆ แค่ข้อความเดียว ตั้งหลายอาทิตย์หรอก!! "

     " เรื่องนั้นมันเพราะ... "

     " เพราะถูกใจเขามาก เลยไม่อยากตัดขาดกันใช่ไหม ? จะอ้างแบบนี้ละสิ "

     เจนิเฟอร์พูดขัดขึ้นมา แต่นั่นแหละที่ผมจะพูดเลย ผมชี้หน้าไปที่เจนิเฟอร์ก่อนจะพูดขึ้น

     " นั่นแหละ! "

     " มุกหลอกเด็กง่อยๆหรือไง ?! งั้นไหนขอถามหน่อยเถอะ แล้วทำไมนายต้องหงุดหงิดเพราะมันไม่ตอบนายกันห๊ะ ?! นายไม่รู้ตัวหรือไงว่าอาทิตย์ที่ผ่านมา นายหยิบมือถือขึ้นมาดูเกือบทุกชั่วโมงเลยนะ! ถ้านายไม่บอก ฉันก็นึกว่านายหงุดหงิดเรื่องคาร์โลต้าไปแล้ว! "

     อลันพูดออกมาอย่างเหลืออด

     " แต่ฉันไม่ได้รักแนสซิมนี่! "

     " หยุดพูดแล้วนั่งคิดตามฉันนี่ "

     เจนิเฟอร์พูดขึ้นก่อนที่ผมจะได้แย้งอีกแล้ว ซึ่งผมก็ต้องทำตามอย่างโดยดี

     " ฉันถามหน่อย ตั้งแต่เลิกกับคาร์โลต้า นายคิดถึงเธอหรือเครียดเรื่องเกี่ยวกับเธอนานแค่ไหน ? "

     " นั่น ! ... "

     ผมจะพูดออกไปแต่พอมาคิดดูดีๆแล้ว ตั้งแต่เลิกวันนั้น เขาก็คิดถึงเธอแค่ถึงตอนช่วงเล่นเปียโน... จนกระทั่งตอนเจอแนสซิมก็เท่านั้นเอง จากนั้นผมก็แทบไม่ได้คิดถึงเธอเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะแนสซิมพาไปจนลืมเรื่องของคาร์โลต้าไปจนหมดเลย

     " จนถึงแนสซิม แต่ก็เพราะเขาพาเที่ยวสนุกจนลืมเรื่องอกหักก็เท่านั้นแหละ! "

     " แล้วหลังจากที่แนสซิมกลับไปแล้ว นายคิดถึงเรื่องของคาร์โลต้าสักนิดไหมล่ะ! "

     " นั่นก็...ไม่... เพราะมัวแต่ไปหงุดหงิดเรื่องแนสซิมมัน... "

     " ใช่ไหม ? แล้วถามจริง ทำไมนายถึงไม่ปฏิเสธเขาไปล่ะ เท่าที่นายเล่ามา ไม่เห็นมีตอนไหนที่นายบอกปฏิเสธเลยนี่ "

     " นั่นมัน... "

     " จะอ้างว่า กลัวเสียเพื่อนหรือไง มันไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่เขาขอคบแล้ว ไอ้โง่! ไม่ต้องอ้างแล้วคิดมันให้ดีๆ "

     อเล็กซ์ด่าออกมาอย่างเหลืออด ผมก็กลับมานั่งคิดเงียบๆ

     เขากลัวเสียเพื่อนจริงๆนี่นา ไม่อยากอยู่กับแนสซิมแบบนี้เหมือนเดิมมากกว่าไปคบกันอีก แถมแนสซิมก็เป็นผู้ชายด้วย ไม่ใช่รสนิยมผมสักนิด

     " นี่พวกนายจะพยายามให้ฉันเบี่ยงเบนหรือยังไง ห๊ะ ?! "

     " ไม่ได้พยายามให้นายเบี่ยงเบน อย่าโบ้ย พยายามให้นายเข้าใจความรู้สึกที่โคตรจะคลุมเคลือของนายต่างหาก "  

     อลันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ

     " แล้วพวกนายว่างกันมากหรือไงถึงมายุ่งเรื่องของฉันเนี่ย หืม "

     " ก็เออนะเส้! "

     ทั้ง 4 คนพูดขึ้นพร้อมกันอย่างไม่แคร์ผมเลยสักนิด

     ให้ตายสิ ทำไมต้องวุ่นวายขนาดนี้กันนะ

     " เจราร์ด พวกเราเป็นเพื่อนกันมานานตั้งหลาย 10 ปี พวกเรารู้น่าว่านายรู้สึกยังไง "

     " ใช่ อย่างที่อลันพูดนั่นแหละ พวกเราทั้งหมดต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันมาหมดแล้วทั้งนั้น "

     เจนิเฟอร์เสริมอย่างเป็นกองหนุนที่ดี พร้อมกับอเล็กซ์ที่พูดขึ้นมาปลอบอย่างติดตลก

     " ถึงนายจะเบนไปหาสายขุดทอง (Gold Digger) ฉันก็ไม่ซีเรียสหรอกน่า เจราร์ด ฉันรับได้ "

     เพี๊ยะ!

     " โอ้ย จูเลียต เธอจะมาตบหัวฉันทำไม ห๊ะ! "

     " คำพูดน่าเกลียดมาก อเล็กซ์ "

     " มันอยู่ที่เจตนาไหม ฉันไม่ได้คิดจะจู่โจมใครสักหน่อย ก็เอาแค่ขำๆเฉยๆ "

     เพี๊ยะ!

     " โอ้ย พวกเธอเป็นบ้าอะไรกัน เจนิเฟอร์! "

     " พูดจาดูหมิ่นเหยียดเพศฉันก็รับไม่ได้ย่ะ "

     " @#$%@%^@% "

     ผมก็รู้แหละว่าอเล็กซ์กะจะปลอบผม แต่เล่นตัดสินใจว่าผมจะกลายเป็นเกย์แบบนี้ผมก็รับไม่ได้ไหม

     " ทำไมพูดเหมือนฉันจะไปเป็นเกย์แบบนั้นละเห้ย "

     " ฉันไม่ได้ให้นายไปเป็นเกย์ไหม ฉันแค่บอก ถึงนายจะชอบผู้ชายพวกฉันก็ไม่ซีเรียส "

     อเล็กซ์พูดขึ้นพลางลูบๆไปตามหน้าที่โดนตบจนเป็นรอยแดง

     " ฉันขอถามหน่อยเจราร์ด ที่นายไม่ตอบรับ เพราะนายกลัวเสียเพื่อน หรือเพราะนายกลัวที่จะคบกับผู้ชายกัน "

     " แน่นอนว่า.. "

     " ไม่ต้องตอบฉัน! กลับไปคิดเองย่ะ! เอ้าจบ เรื่องนี้ไม่คุยแล้ว ปัญหามัน ปล่อยมันจัดการเอง "

     เจนิเฟอร์ตัดจบฉับอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปพูดคุยเรื่องอื่นกัน

     ผมที่ไม่มีอารมณ์ร่วมก็ขอตัวกลับก่อน

     ให้ตายสิ ทำไมต้องวุ่นวายอะไรขนาดนี้ด้วยกันนะ

     เรื่องข้อความที่ไม่ตอบมันก็ทำให้หงุดหงิดจริงๆนั่นแหละ

     แต่...

     ' ฉันจะพยายามตัดใจจากนาย '

     ผมนิ่งก่อนจะเตะฝุ่นออกไปอย่างหงุดหงิด

     " นายบอกให้ฉันเชื่อความรู้สึกนาย แต่ก็บอกว่า จะตัดใจง่ายๆกันอย่างงี้เลยหรือไง "

     หงุดหงิดโว้ย!

     ทำไมนายถึงพูดอะไรออกมาได้ง่ายแบบนั้นกัน ไม่เข้าใจเลย!

     แต่เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆนั่นแหละ 



     อีกอาทิตย์นึงผ่านไปยังไร้ข้อความจากแนสซิมโดยสิ้นเชิง

     อ้ากกกก

     แบบนี้มันทำให้ผมแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ทำไมไม่ตอบไม่ทักมาสักทีกันเห้ย!

     " ยังไม่เคลียร์กันอีกเรอะ "

     อเล็กซ์ทักขึ้นมาอย่างสงสัย

     " ยุ่งน่าาา "

     นี่มันจะทำให้ฉันเป็นบ้าจริงๆแล้วนะ

     " นายจะคิดอะไรมากละเห้อ ไปหาเขาแล้วคุยกันตรงๆเลยไหม ถ้าเขาขอคบอีก ก็คบๆมันไปเถอะ ลองดูก็ไม่เสียหาย ถ้าไม่ใช่ หรือ ไม่ชอบก็ค่อยขอเลิกก็ได้ ไม่ใช่เหรอ "

     " มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ พูดซะไม่มีค่าเลยนะ "

     ผมมองอเล็กซ์ตาเขม็ง

     " นายน่ะคิดมากไปแล้ว แต่ก็เหมือนอย่างที่นายพูดมานั่นแหละ มันดูออกจะไม่ดีไปสักหน่อย แต่ความหมายของการคบกันเป็นแฟน ก็เพื่อศึกษาดูใจกันช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่ใช่เหรอ นายไม่ได้แต่งงานสักหน่อย ก็เหมือนนายกับคาร์โลต้านั่นแหละ ไม่ใช่ว่าจะอยู่กันไปจนแก่ตายเสียหน่อย ไม่ถึงปีนายก็เลิกกันแล้วนี่ จำไม่ได้เหรอ "

     ก็จริง...  

     " นั่นแน่ แอบลังเลละสี้ จริงๆก็อยากคบแต่ก็กลัวใช่ไหมละ~ "

     " หุบปากไป! "

     " ปากร้ายจังนะ เจราร์ด "

     ผมไม่ใส่ใจกับอเล็กซ์อีกพลางคิดดูอย่างไม่สบอารมณ์

     ให้ตายสิ น่ารำคาญ ชะมัด

     " อเล็กซ์ ฝากลาให้ด้วย ลาสักอาทิตย์นึงนั่นแหละ "

     " ห๊ะ ? "

     พูดจบผมก็ลุกขึ้นเก็บของก่อนจะเดินออกไปทันที

     " เห้! เอางี้กันเลยเหรอ ?! "



     ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความล่าสุดที่เจราร์ดส่งมาให้ผม

     ' ตอบฉันไอ้ปัญญาอ่อน '

     ก่อนจะหลับตาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

     เขาพยายามจะพิมพ์ตอบกลับแล้วแต่ เขาไม่สามารถทำได้เลย

     เขายังทำใจไม่ได้ จะให้ลืมได้ยังไงกัน เล่นทักมาแทบจะทุกวันแบบนี้ ตอนนอนก็เจอกันในฝันอีก

     ให้ตายสิ เจราร์ด

     " ครูขา หนูซ้อมเพลงนี้เสร็จแล้ว หนูกลับแล้วนะ "

     " โอเค เดินทางดีๆนะ ลิซ "

     ผมโบกมือลาให้ลูกศิษย์ที่ผมสอนอยู่ ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรีและเปิดรับสอนพิเศษด้วยซึ่งตอนนี้ผมเปิดสอนพิเศษที่บ้าน

     รายได้ก็มากพอสมควรยิ่งตอนมีข่าวเรื่องผมกับเขายิ่งทำให้ผมยิ่งดังจนมีคนขอเอาลูกมาสอนเพิ่มอีก

     ขนาดงานยุ่งขนาดนี้ เขาก็ยังไม่ลืมเจราร์ดได้ลงสักที

     " ให้ตายสิ คิดถึงชะมัดเลย เดือนนึงได้แล้วมั้ง... "

     " คิดถึงใคร ไอ้โรคจิต "

     ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงตาค้าง

     ก็พบกับเจราร์ดที่หน้าตาโทรมเอาเรื่อง พร้อมกับกระเป๋าเป้เดินทางใบใหญ่ เขาดูผอมขึ้นเยอะเลยหลังจากล่าสุดที่จากกัน

     " เจ...ราร์ด ? "

     " เออ ฉันเอง "

     " เจราร์ด ?!! "

     " ก็เออไงโว้ย "

     " ตัวจริงเหรอ ?! มาได้ไง ?! แล้ว...แล้ว... "

     " ตั้งสติ แนสซิม แล้วถามมาทีละอย่างไอ้ปัญญาอ่อน "

     ผมสูดลมหายใจเข้าออกตั้งสติตามคำพูดนั้น ก่อนจะถามขึ้นมาอีกครั้ง

     " เอ่อ... มาได้ไงกัน ? "

     " เครื่องบิน "

     " แล้วมาถูกที่ได้ยังไง ทำไมไม่เรียกให้ไปรับล่ะ "

     " ถามคนเอาสิ มีปากก็ใช้ไป จะมายังไงก็เรื่องของฉัน "

     " ว้าว... สุดยอดไปเลยนะ เจราร์ดเนี่ย "

     ผมชมออกไปอย่างลืมตัว เจราร์ดเองก็เอาของไปวางก่อนจะบิดตัวคลายความปวดเมื่อย

     " เอ่อ แล้วมานี่... "

     " ทำไมไม่ตอบแชท "

     " อะไรนะ ? "

     " ก็ถามว่าทำไมไม่ตอบแชทไงโว้ย! "

     เล่นเอาอึ้งไปเลย

     " เอ่อ... มาถามถึงที่เพื่อเรื่องนี้น่ะเหรอ ? "

     " ก็เออนะสิ รู้ไหม มันแทบจะทำให้ฉันเป็นบ้าไปแล้ว ไม่สิ ฉันอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้ที่มาหานายถึงนี่ "

     ใช่ ฉันเองก็คิดว่านายน่ะบ้าไปแล้วเหมือนกัน

     " สายตาแบบนั้นจะบอกว่าฉันเป็นบ้าไปแล้วจริงๆล่ะสิ "

     " เอ่อ... ก็ใช่แหละ ปกติเขาไม่บินมาหาถึงนี่เพียงเพราะมาถามหรอกมั้ง "

     " หุบปากแล้วตอบมา ทำไมไม่ตอบแชท "

     เขาเงียบลงก่อนจะถอนหายใจ

     " ก็...มันยังทำใจไม่ได้นี่นา... "

     " ให้ตายสิ นายนี่มัน... "

     เจราร์ดพูดไม่ทันจบก็นั่งลงพร้อมกับแหงนหน้าเอามือทั้ง 2 ข้างปิดหน้าอย่างเหนื่อยใจ

     " เอ่อ... นายได้คำตอบแล้ว คงไม่ได้กะจะกลับไปเลยหรอกนะ ? "

     " เห็นฉันมีอารมณ์กลับไปไหมล่ะ หายตายสิ แนสซิม ฉันเหนื่อยขนาดนี้ จะให้เดินทางไปกลับเลยงั้นเหรอ "

     " เอ่อ แล้วนายจะอยู่นี่งั้นเหรอ "

     " ก็เออสิ จะไล่ให้ฉันออกไปหรือไง "

     เจราร์ดจ้องเขม็งกลับมาอย่างอารมณ์ไม่ดี จนผมต้องสะดุ้ง

     " ไม่ๆ แต่คือ นายจะโอเคที่จะอยู่กับฉันเหรอ "

     " ถ้าฉันไม่โอเค นายจะไล่ฉันออกไปหรือไง "

     " ไม่มีทางหรอก! ฉันอยากให้นายอยู่กับฉัน นอนกับฉันได้ก็ยิ่งดี (Sleep with me) "

     " หา ? จะให้ฉัน หลับนอน กับนายเรอะ (Sleep with you) "

     " ไม่ใช่นอนแบบนั้นสิ!! "

     " เออ เอาเถอะ ตกลง นายยังตัดใจจากฉันไม่ได้ ? "

      ผมเงยหน้าไปมองดูเจราร์ดที่มองมาทางผมอย่างเหนื่อยๆ

     " ก็ใช่... ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคบด้วย "

     " งั้นคบกันเลย "

     " หือ ? "

     ผมเงยหน้าขึ้นมามองเจราร์ดอย่างไม่อยากเชื่อ

     " เอ่อ... เมื่อกี้นายได้พูดคบกันเลยหรือเปล่า หรือฉันหูแว่วไปเอง "

     เจราร์ดจิ๊ปากอย่ารำคาญใจก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วเดินมาหาผมอย่างอารมณ์เสียก่อนจะดึงผมเข้าไปจูบปากอย่างรำคาญใจ

     เดี๋ยว ? นี่มัน ? เดี๋ยวนะ ?

     เจราร์ดบดจูบอย่างรุนแรงก่อนจะขบริมฝีปากล่างแบบไม่แรงมากนัก

     โอ้ย! รู้สึกดีชะมัด!

     ผมทนไม่ไหวจนเข้าไปกอดเจราร์ดก่อนจะบดจูบกลับ จนอีกฝ่ายผงะถอยหลังเล็กน้อยแต่ก็กลับมาตั้งตัวได้เหมือนเดิม

     ผมจูบเขาไปได้สักพักก่อนจะเปลี่ยนมานุ่มนวลขึ้นพร้อมกับสอดลิ้นเข้าไปควานหาทั่วโพรงปาก พร้อมกับตวัดเกี่ยวลิ้นของเจราร์ดอย่างหยอกล้อ

     ปรากฎว่าเจราร์ดดูไม่ชำนาญจูบแบบฝรั่งเศษ (French Kiss**) นี่ทำให้เขาประหลาดใจมากทีเดียว เพราะเจราร์ดใช้ลิ้นดูไม่มืออาชีพเลย

     เมื่อเห็นว่าเจราร์ดแพ้ทางจูบแบบนี้เขาก็กดย้ำหนักเข้าเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาจับเจราร์ดกดติดกำแพงอย่างไม่มีที่ว่างให้เจราร์ดได้ถอยอีกแล้ว

     " อือ... ฮา... แนส... อือ... หยุด...ฮา... "

     ผมได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียดายก่อนจะตวัดลิ้นอีกเล็กน้อยแล้วกดจูบหนักๆทีนึงแล้วค่อยผละออก

     " จูบแบบใช้ลิ้นไม่เป็นเหรอ "

     พูดจบปุ๊บ หมัดขวาตรงก็ลอยใส่ท้องน้อยผมปั๊บ

     อ๊อค!

     " ไม่เป็นแล้วมีปัญหาหรือไง ฉันชอบจูบแบบดูดดื่มมากกว่าใช้ลิ้นโว้ย! "

     " พูดอย่างเดียวก็ได้... ไม่ต้องใช้หมัดหรอก... "

     เพราะจูบหรอกนะ จะยอมให้ก็ได้ แต่สากจังนะเวลาไรหนวดมาชนกันแบบนี้เนี่ย...

     แต่คบกันจริงๆงั้นเหรอเนี่ย

     " แล้วตกลงคบกันจริงๆใช่ไหม ? "

     " ทำขนาดนี้ยังจะต้องถามกันอีกหรือไง "

     ผมเงยหน้าไปมองดูเจราร์ดที่ทำหน้าตาดุจนน่ากลัว ถ้าไม่ติดว่าหน้าเขาแดงมากจนเห็นได้ชัดขนาดนี้ละก็นะ ผมกลับไปกุมท้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะหัวเราะออกมาแห้งๆ

     " จริงเหรอเนี่ย... โอ้ย... พระเจ้า... ทั้งเจ็บทั้งมีความสุขชะมัด... "

     " พูดอะไรได้น่าต่อยอีกรอบจริงๆ ให้ตายสิ "

     เจราร์ดพูดจบก่อนจะนั่งคุกเข่ามาอยู่ในระดับเดียวกัน หน้าเขายังขมวดคิ้วไม่หาย รวมถึงความแดงของหน้าด้วย

     " ถ้าไม่ดี ฉันจะเลิกกับนายจริงๆด้วย จำไว้ให้ดีล่ะ แนสซิม "

     " พึ่งคบกันก็จะขู่เลิกแล้วหรือไงเนี่ย เจอร์... "

     " พูดมากน่า... "

     พูดจบผมก็ค่อยๆเข้าไปกอดเขาอย่างเงียบๆ

     " คิดถึง...คิดถึงมากนะ "

     " รู้อยู่แล้วน่า "

     เจราร์ดพูดขึ้นพลางเอามือมากอดผมตอบ

     " นายต้องทำให้ฉันเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ... "

     " แล้วมันดีไหม ? "

     ผมยิ้มขำเบาๆ ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาเบาๆเช่นกัน

     " ฉันละเกลียดจริงๆที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ก็ใช่... มันดี ... ดีมากด้วย... "

     เจราร์ดพูดจบก่อนจะกอดผมแน่นขึ้นแล้วเอาหน้าซุกไหล่มิด



5 ปี ต่อมา

     " ใกล้จะถึงรึยัง ? "

     ' ใกล้แล้วครับ '

     " งั้นฉันจะรออยู่ตรงที่เปียโนนะ "

     ' ครับ '

     ผมกดวางสายก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย

     ผ่านมา 5 ปี แล้ว หลังจากคบกับแนสซิม แน่นอนว่าคงไม่รอดจากการโดนแซวของเพื่อนๆ และ การอยู่ร่วมกัน แนสซิมเองก็ย้ายมาอยู่ที่บาร์เซโลน่าตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

     เราผ่านเหตุการณ์มากมายทั้งน่าปวดหัว ทั้งน่ายินดี ทั้งสุข ทั้งทุกข์มาอย่างมากมาย

     น่าแปลกที่ผมยังไม่เลิกคบกับเขาสักที

     ทั้งๆที่ตอนแรกผมคิดว่ามันจะไปกันไม่รอดเสียด้วยซ้ำ บ้าที่ไหน ทำไมต้องไปคบกับผู้ชายด้วย

     ทั้งยังต้องมาโดนเสียบ... ก็นั่นแหละ ชีวิตรักของเรานั้นไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด บทบาทของเราผลัดเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์พาไป

     มันค่อนข้างแปลกใหม่เลยล่ะ ในเรื่องนี้ แต่พอมาคิดเรื่องพวกนั้นก็รู้สึกเฉยๆแล้วล่ะ ก็นะผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วจะให้เขินก็ไม่รู้จะเขินอะไรแล้วเหมือนกัน

     ชีวิตเราทั้งคู่ค่อนข้างจะเรื่อยๆ เรียบๆ เป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่รัก ทั้งพี่น้อง และหลายๆอย่างของกันและกัน

     มันก็เป็นอะไรที่ดีละนะ

     ขนาดเพื่อนผมยังต้องทำหน้าแปลกใจที่ผมคบกันมายืดได้ขนาดนี้

     เอาน่าตัวผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องถามมาก

     ตอนนี้ผมอยู่ที่ปารีสตรงสถานีรถไฟ

     ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่งั้นหรือ ?

     ผมมาทำงานที่ปารีส งานแสดงน่ะ ผมมาแสดงคอนเสิร์ตกับพวกเพื่อนๆ อีก 4 คน ก็พวก จูเลียต เจนิเฟอร์ อลัน กับ อเล็กซ์นั่นแหละ

     วงของเราก็มีชื่อเสียงพอตัว ผมรับหน้าที่เป็นมือเบสกับร้องเพลงบ้าง นักร้องนำเรามีเจนิเฟอร์อยู่แล้ว อเล็กซ์มือกลอง อลันเป็นมือกีต้าร์ ส่วนจูเลียตเป็นมือคีย์บอร์ด

     อันที่จริงพวกเราก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆได้เหมือนกันอย่างที่ผมเล่นคีย์บอร์ดได้ยอดเยี่ยมนั่นแหละ

     ในคณะที่พวกเพื่อนๆผมต่างขอตัวไปทำธุระ ผมก็เลยต้องมายืนรอแนสซิมตรงเปียโนเพราะมันเด่นยังไงล่ะ

     แล้วทำไมผมต้องยืนรอแนสซิมงั้นเหรอ ?

     ก็เพราะเจ้าตัวบอกว่า อยากจะมารับผมที่สถานีรถไฟที่ปารีสเลย ก็เลยต้องลำบากรอแนสซิมมาที่ปารีส ก่อนจะกลับไปพร้อมกันอีก

     เปลืองเงินชะมัดเลยให้ตายสิ

     ผมหันไปมองเปียโนสีดำตัวเดิมที่แสนคุ้นเคย

     แต่จะว่าไปแล้ว...

     น่าคิดถึงเหมือนกันนะ

     ผมกดเปียโนเล่นช้าๆ

     เป็นเพราะเจ้านี่แท้ๆ ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับแนสซิม แถมพ่วงมาด้วยข่าวเอิกเกริกเชียว

     ผมกดเล่นอีกเล็กน้อยก่อนจะหยุดมือ แล้วนั่งลง

     บางคนหันมาสนใจที่มีคนกำลังจะเล่นเปียโนสาธารณะนี่ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะชินกับสายตาแล้ว

     ผมนั่งนิ่งมองอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเล่นเพลง 'For The Love Of A Princess' ของหนัง 'The Braveheart'

     เพลงที่เขาใช้ทำนองเล่นกับผมในครั้งแรกที่เราเจอกัน

     ในขณะที่บรรเลง คนอื่นๆต่างก็หันมามองดูความเป็นมืออาชีพของผม มีถ่ายคลิปกันบ้างตามปกติ เมื่อเห็นคนมีฝีมือมาเล่นให้ฟัง

     ในขณะที่ผมกำลังเล่นไปได้สักพักก็มีมือมายื่นร่วมแจมด้วย

     หืม ?

     ผมเล่นต่อไม่สนใจก่อนที่มือของคนที่มาร่วมแจมเริ่มเล่นทำนองของตัวเอง แต่ก็เข้ากับเนื้อเพลงดีทีเดียว

     พวกเราเล่นกันไปสักพักก่อนที่ผมจะฟังออกว่านี่เป็นทำนองของเพลงอะไร

     Una Mattina ?

     " มานานหรือยัง "

     ผมถามออกไปโดยไม่หันไปมอง

     " เมื่อกี้นี้เอง "

     แนสซิมตอบกลับมาสั้นๆ ก่อนที่เราจะเล่นทำนองที่ชวนน่าคิดถึง แต่คราวนี้ผมส่งสัญญาณเปลี่ยนเป็นเพลง Una Mattina แทน ซึ่งแนสซิมก็ขำอย่างชอบใจ

     มือของพวกเราทั้งคู่ต่างร่ายรำอยู่บนคีย์บอร์ดอย่างลงตัวและพร้อมเพรียง

     มีทั้งเพิ่มลูกเล่นอย่างเล่นไขว้กัน

     สลับเปลี่ยนตำแหน่งซ้ายขวา

     และลูกเล่นอื่นๆอีกมากมายที่เราเคยทำมาร่วมกันนับครั้งไม่ถ้วน

     5 ปีมานี้ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นขนาดที่ไม่ต้องส่งสัญญาณต่างคนต่างรู้จังหวะของกันและกันเลยทีเดียว

     จนกระทั่งเพลงจบลง ทุกคนที่กำลังรอรถไฟอยู่ต่างตบมือชื่นชมพวกผมกันยกใหญ่

     ผมหันไปหาแฟนของผมที่มาในชุดสูทดูหล่อผิดปกติ

     " มีอะไรหรือไง ทำไมวันนี้แต่งตัวดูแปลกๆ "

     ผมเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย เพราะปกติแนสซิมชอบใส่ชุดสบายๆ กางเกงยีนส์มากกว่า การที่เขาใส่ชุดมาเต็มยศแบบนี้ดูยังไงก็ไม่ปกติสักนิด

     แนสซิมก็เพียงยิ้มกว้างให้เหมือนอย่างเคยก่อนจะคุกเข่าตรงหน้าผมที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้

     " เจราร์ด ปลา ดาโร... "

     นี่เล่นเอาผมตะลึงจนตามไม่ทันเลยทีเดียว

     " แนส... "

     ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบ ผมก็เห็นพวกเพื่อนๆของผมเดินไปด้านหลังของแนสซิมก่อนจะชูป้ายขึ้นมาซึ่งอ่านเรียงกันได้ว่า

     ' Get / a / room / Dude ' 

     ให้ตายเถอะ!

     " ไอ้พวกเพื่อนเลว "

     แค่เห็นแค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าเขาพยายามจะทำอะไร ผมหันกลับไปมองดูแนสซิมที่ล้วงไปหยิบเอากล่องกำมะหยีเล็กๆสีแดง ก่อนจะเปิดออกแล้วยื่นมาตรงหน้าผม

     ข้างในมีแหวนทองคำแท้สลักตัวอักษรอะไรสักอย่าง

     " ...คุณจะแต่งงานกับผมไหม เจอร์ "

     กรี้ดดดด!

     โอ้พระเจ้า!

     เสียงมากมายหลากหลายภาษาดังขึ้นมา โดยหลักๆแล้วจะเป็นอุทานมากกว่า ผมยิ้มขำก่อนจะพูดขึ้น

     " เซอร์ไพรส์กันแบบนี้เลยเหรอ แนส "

     " เห้ อันนี้ผมวางแผนมานานแล้วนะ แล้วก็คิดว่ามันโรแมนติกสุดแล้วด้วย "

     " แล้วความคิดอื่นล่ะ "

     " ขอหน้าคอนเสิร์ต "

     " โอเค ฉันว่าแบบนี้ดีกว่าเยอะ "

     ไม่ต้องแสดงคอนเสิร์ตพอดีแบบนั้น

     ผมยิ้มขำเบาๆ พลางเอามือนวดหลังคอเบาๆ

     " รู้ไหม นายมันหน้าด้าน "

     " รู้สิ นายบ่นให้ฉันฟังเกือบทุกวันอยู่แล้ว "

     " แล้วรู้ไหมการที่นายใช้พวกเพื่อนฉันมาชูป้ายเนี่ย มันคือความผิดพลาด "

     " เรื่องนั้นฉันรู้น่า แต่ตัวช่วยฉันที่ปารีสมีแค่พวกเพื่อนนายนี่ "

     " ไม่มีทางเลือกงั้นสิ "

     ผมหัวเราะขำเล็กน้อยก่อนที่แนสจะขำตาม

     " เห้ เร็วๆ สิ ผมเมื่อยแล้วนะ "

     เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น

     " ได้... แต่งงานกันเถอะ "

     เฮ้!

     กรี้ดดดด!

     โอ้พระเจ้า โอ้พระเจ้า!

     ไม่มีคำอื่นแล้วหรือไงกันพวกนายเนี่ย

     ให้ตายสิ น่าอายชะมัดเลย

     แนสซิมยิ้มกว้างก่อนจะหยิบเอาแหวนมาใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของผมซึ่งมันพอดีกับนิ้วผมเป๊ะเลยทีเดียว

     " ไปรู้ไซส์นิ้วฉันตอนไหน "

     " แอบลองตอนนายหลับหมดสภาพ "

     " เนียนนักนะเราน่ะ "

     " แน่นอน หน้าด้านด้วย "

     ผมกับแนสหัวเราะขำกันอย่างชอบใจก่อนที่ผมจะพุ่งตัวเข้าไปกอดแนสซิมแน่นและซบลงกับไหล่กว้างนั่น

     แนสเองก็กอดผมกลับพร้อมกับลูบหัวผมพลางกระซิบอย่างแผ่วเบา

     " สรุปว่าการคบกับผมไม่ได้ทำให้ผิดหวังใช่ไหม ? "

     " ไม่...ไม่เลย... "

     " รักคุณนะครับ เจราร์ด... "

     " อืม... "

     ผมเงยหน้ามามองแนสที่ยิ้มพราว ก่อนจะก้มลงจูบอย่างนิ่มนวลเท่าที่ความรู้สึกของผมจะส่งผ่านไปได้

     " ให้ตายสิแนส... ฉันละรักนายชะมัด "



- END -



ซาอุช แนสซิม (Zaouche Nassim)

เจราร์ด ปลา ดาโร (Gerard Pla Daró)

ZxG = ZtranGer

ไหมล่ะ



Writer :: ตอนแรกกะจะทำตอนสั้นๆ ไม่เกิน 5K คำ แต่มันกลายเป็น 10K คำ ทำไมมันยาวจังวะเห้ย การที่กะจะทำเล่นๆ ทำไมมันดูยาวเยี่ยงนี้ เวลาอ่านหนังสือกุเล่าาาา

Writer 2 :: ไรต์เตอร์ใช้พวกฉากแสดงความรู้สึกได้ไม่คล่องอาจจะไม่มีอะไรมาก ไม่ทำให้เขินหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ขอเวลาไรต์เก็บเลเวลด้านนี้ก่อนก็แล้วกัน

... อะไรนะ ? ฉากติดเรท ? หา ? พูดเรื่องอะไร นิยายใสๆ กร้าวใจมันจะไปมีฉากติดเรทได้ไง ไม่เชื่อลองพิมพ์คำว่า ธั.... แค่กๆ อะไรนะ ? เมื่อกี้จะพูดอะไรรึเปล่านะเหรอ ? ไม่มี้ ไม่มีอะไร ไม่ได้แต่งด้วย คิดมาก

* = Una Mattina เป็นภาษาอิตาลี ซึ่งแปลว่า เช้าวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีความหมายว่า วันหนึ่ง ก็ได้

** = French Kiss จูบแบบเน้นใช้ลิ้นในทุกรูปแบบเป็นพิเศษ

ผลงานอื่นๆ ของ Nainate

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

11 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 22:35
    มันน่ารักมาก มาอ่านกี่ทีกี่ทีก็น่ารัก เขินไปหมด มันละมุนอะบรรยายไม่ถูก
    #11
    0
  2. #10 shigamorinice (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 18:34
    น่ารักจังค่ะ ฮือออออ
    #10
    0
  3. #9 Ueai4328 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 18:00
    ไม่เขินเลย/หันไปมองกองหมอนที่ขาดไป/ไม่เขินจริงๆนะ
    #9
    1
    • #9-1 sornsawanean(จากตอนที่ 1)
      6 ตุลาคม 2561 / 10:34
      ช่ายยเราไม่เขินเลยยย//เอะ!!อะไรแดงๆอยู่ตรงพื้นหว่า
      #9-1
  4. #8 the01yunosama (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 17:53
    แวะมาดูคนอู้ ให้อภัยก็ได้ค่ะถึงตอนนี้จะคิดถึงน้องฟินน์หน่อยๆ แต่เรื่องนี้ก็น่ารักดี :)
    #8
    0
  5. #7 SukLeew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 15:33
    ฟินนน~~
    #7
    0
  6. #6 fianaja (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 13:37
    ชอบมากๆคะ งุ้ยยยย~
    #6
    0
  7. วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 10:34

    เราดูคลิปนี้นานมากแล้วล่ะ! แต่ไม่คิดว่ามีคนเอามาแต่ด้วย!!

    #5
    0
  8. #4 oom-kanyarat (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 09:31
    หงุงงง ชอบแนวนี้จังเลยค่ะ
    #4
    0
  9. #3 95-32782 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 08:52
    มีคำเดียว กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!
    #3
    0
  10. #2 BloodyBirthday (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 07:47

    โคตรสั้นเลยคะ ฮ่าๆ ไปตามธัญก่อน
    #2
    0
  11. #1 gif05-hime (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 05:12
    อู้ววว โคตรระทึกระห่ำมากกว่าจะคบกัน ลุ้นสุดตัว
    #1
    0