พันธนการรัก สัญญาแห่งนิรันดิ์

ตอนที่ 2 : เด็กหนุ่มจากแดนไกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,268
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    18 ก.พ. 55

                   บทที่ 1 ชายหนุ่มจากต่างแดน

ปี 2997 ดราโกศักราช ยามบ่ายแก่ๆของวันธรรมดาวันหนึ่ง

            รถวัวเทียมเกวียนที่บรรทุกฟางมาเต็มคันรถค่อยๆแล่นมาตามทางถนน คนที่ขับรถอยู่เป็นชายชราที่อายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีเป็นแน่ รถวัวเทียมเกวียนคันนี้ค่อยๆเคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆโดยบนเกวียนที่บรรทุกฟางอยู่เต็มด้านบนนั้นมีชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนกองฟางด้วย ชายหนุ่มคนนั้นอายุราวๆ 22-24 ปี ผมสีดำ ที่คอสวมสร้อยรูปพระจันทร์เสี้ยว   แขนข้างขวาสวมกำไลรูปมังกรเอาไว้ 2 อัน นิ้วนางในมือซ้ายสวมแหวนรูปพญาหงส์ เขาใส่เสื้อสีดำที่ทำมาจากผ้าฝ้าย  กางเกงขายาวสีดำผ้าฝ้า ทั้งยังสวมรองเท้าสานจากฟาง ข้างกายของเขาในเวลานี้มีสัมภาระที่เป็นเพียงห่อผ้าเล็กๆเท่านั้น ไม่นานชายหนุ่มก็ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาปิดตัวไปทางซ้ายและขวาเพื่อแก้เหมื่อย ไม่นานเขาก็เปิดห่อผ้าที่อยู่ข้างกายออกดู ภายในห่อผ้าก็ดูจะมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดพร้อมด้วยสมุดวาดภาพและปากกาขนนกสีขาวอีกอย่างละ 1 อันเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีเนื้อสัตว์ตากแห้ง อีก 2ชิ้น ก้อนผลึกอีก 2 ก้อน หนังสือที่มีรูปหน้าปกเป็นเมืองแห่งหนึ่ง รวมทั้งมีถุงเงินเล็กอีก 1ถุง

ชายหนุ่มหยิบเอาเนื้อตากแห้งที่เหลืออยู่ขึ้นมารับประทานพร้อมชมทิวทัศน์ไปด้วย ไม่นานรถวัวเทียมเกวียนก็หยุดลงตรงจุดที่มีป้ายบอกทางแยก เสียงของชายชราดังขึ้นมาว่า

            “หลานเอย ตาคงมาส่งหลานได้เพียงแค่นี้นะ ถ้าหลานต้องการไปเมืองอาเรียเทล หลานต้องเดินต่อไปทางซ้ายอีกสักพักก็จะถึงแล้วละ”

            ชายหนุ่มลงจากรถก่อนจะรวบรวมสัมภาระมาสะพายไว้ที่ไหล่ ชายหนุ่มเดินมาที่ชายชราก่อนจะยกมือขึ้นมาไหว้ จากนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็พูดออกมาว่า

            “คุณตาครับ ผมขอขอบคุณมากเลยที่คุณตาอุตสาห์ให้ผมโดยสารมาถึงที่แห่งนี้”

            ชายชราส่ายหน้าก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย พร้อมพูดออกมาว่า”ฮ่าๆๆ เรื่องเล็กแค่นี้เอง ที่สำคัญตลอดเวลาที่เดินทางมาแกยังเล่าเรื่องสนุกๆให้ข้าฟังตลอดทางด้วย ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจที่เจ้าทำให้ข้าไม่เบื่อเลย แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องโกหกก็ตามแต่ข้าก็ขอขอบใจมากนะ เอาละหลานชายรีบไปเถอะ เพราะกว่าเจ้าจะเดินทางไปถึงก็อาจจะเป็นตอนเย็นๆนั้นละ ส่วนข้าเองก็คงต้องรีบไปเหมือนกันฝนมันทำท่าจะตกแล้วละ เอาละขอให้หลานชายโชคดีนะโชคดีในการเดินทางละ“

            ชายชราพูดจบก็ขับรถวัวเทียมเกวียนเลี่ยงไปอีกทาง ชายหนุ่มที่เห็นรถของชายชราค่อยๆจากไป เขายิ้มก่อนจะพุดออกมาเบาๆว่า

            “ตาครับเรื่องที่ผมเล่าทั้งหมดต่างเป็นเรื่องจริงต่างหากละ ไม่ว่าจะเรื่องการฆ่ามังกร ยันไปถึงการล่มสลายของอาณาจักรแห่งหนึ่ง ผมพูดความจริงทุกคำนะ”

เด็กหนุ่มหยิบสมุดวาดภาพออกมาจากนั้นเขาก็ใช้ปากกาขนนกที่อยู่ในห่อผ้าวาดรูปร่มสีดำออกมาหนึ่งคัน เขาที่วาดรูปเสร็จแล้วก็จัดการฉีกกระดาษหน้าที่วาดรูปร่มออกมา จากนั้นเขาก็โยนกระดาษออกไปทางที่ชายชราที่ขับเกวียนไป กระดาษแผ่นนั้นเรืองแสงออกมาเล็กน้อยก่อนจะหายไป พร้อมกับร่มขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นเหนือรถวัวเทียมเกวียนคันนั้น ร่มคันใหญ่ค่อยๆลอยตามรถคันนั้นไปอย่างช้าๆโดยที่ชายชราไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ชายหนุ่มที่เห็นผลงานของตัวเองก็ยิ้มออกมาก่อนจะเก็บอุปกรณ์วาดภาพลงในห่อผ้า จากนั้นก็ออกเดินทางไปที่เมืองอาเรียเทล ที่เป็นจุดหมายของเขาทันที

เมืองอาเรียเทล

            เมืองอารีเทล 1 ใน 4 เมืองหลักแห่งทวีปนี้ ทั้งยังเป็นเมืองหลวงของประเทศฟรีล็อคอีกด้วย  เมืองแห่งนี้มีกองกำลังส่วนตัวที่จัดว่าเข้มแข็งที่สุด อัศวินและทหารที่ประจำอยู่ที่นี่ล้วนจัดว่าเป็นพวกที่มีฝีมือดี แถมเมืองแห่งนี้ยังจัดเป็นจุดแลกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยที่สุดอีกด้วย เมืองนี้ยังมีสินค้าอีกอย่างที่จัดว่าเป็นสินค้าที่คนนิยมกันมาที่สุดด้วย นั้นก็คือเหล่าอัศวินและทหารรับจ้างที่ได้รับการยอมรับจากสภาสูงของเมืองแห่งนี้ พวกที่ได้รับการยอมรับจากสภาสูงนั้นจะถูกจัดเป็นระดับต่างๆกัน ซึ่งระดับต่างๆนี้เองยังหมายถึงฝีมือของพวกอัศวินอีกด้วย ยิ่งระดับสูงฝีมือยิ่งดี แถมสภาเมืองยังเปิดโอกาสให้เหล่าอัศวินรวมไปถึงทหารทุกระดับสามารถรับภารกิจพิเศษได้อีกด้วย  ดังนั้นเมืองแห่งนี้ยังจัดเป็นเมืองที่คนหนุ่มสาวล้วนมาฝากความหวังในอนาคตเอาไว้ด้วย ทั้งหมดที่ถูกบรรยายเอาไว้ในหนังสือที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอ่านอยู่ในหน้าประตูเมืองในเวลานี้ ชายหนุ่มคนนั้นก็คือชายหนุ่มคนเดียวกับที่โดยสารเกวียนมาที่เมืองแห่งนี้ ชายหนุ่มคนนั้นถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปมองแถวบางอย่างที่ทอดยาวออกมานอกเมือง เขาหันไปมองดูป้ายที่อยู่ใกล้ๆมันเขียนเอาไว้ว่า

            ผู้ที่ต้องการเข้าเมืองกรุณาต่อแถวเพื่อจ่ายภาษีค่าเข้าเมืองด้วย ค่าเข้าเมือง 1 เหรียญทองแดง

            ชายหนุ่มมองไปที่แถวที่ยาวประมาณ 500 เมตรแล้วถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้เนื่องจากเมืองนี้มีความเข้มงวดในเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีการตรวจเช็คประวัติของคนที่ต้องการเข้าเมืองเป็นอย่างดี

ประมาณ 30 นาทีต่อมา

            ชายหนุ่มคนนั้นก้าวเข้ามาถึงประตูเมืองเป็นที่เรียบร้อย ด้านข้างประตูเมืองมีโต๊ะตั้งเอาไว้อยู่หนึ่งตัวพร้อมด้วยทหารหนึ่งนาย ด้านหน้าประตูยังคงมีทหารอีก 2นายยืนคุมอยู่ด้วย ชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามารายงานตัวที่โต๊ะตัวนั้น เสียงของนายทหารคนนั้นดังขึ้นมาว่า

            “นายคนนั้นนะ นายชื่อว่าอะไร แล้วมาจากที่ไหน และต้องการมาทำอะไรที่เมืองแห่งนี้”

            ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะพูดออกไปว่า “คิลครับ ผมชื่อคิล เรนเนอร์ มาจากหมู่บ้านเวสบลู ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปนะครับ ส่วนเหตุผลที่ผมมายังเมืองอารีเทลก็เพราะจะมารับตัวคู่หมั่นกลับไปนะครับ สิบเอก”

            การที่คิลพูดแบบนั้นออกไปเพราะเขาเห็นสัญญาลักษณ์ที่แขนของนายทหารที่นั่งอยู่ ไม่นานสิบเอกคนนั้นก็ยิ้มพร้อมพูดว่า

            “เข้าใจแล้วละ ถ้ายังไงเดี๋ยวนายไปจ่ายเงินตรงนั้นนะ เอาละเรียบร้อยแล้ว เออ เกือบลืมพูด ยินดีต้อนรับสูเมือง อารีเทลนะ”

            คิลยิ้มกับคำพูดที่นายสิบเอกบอกออกมา เขาเดินไปที่โต๊ะที่อยู่ใกล้ๆเพื่อจ่ายเงินค่าเข้าเมือง จากนั้นคิลจึงเดินเข้าเมืองไปอย่างสบายอารมณ์ เมื่อเขาเข้าเมืองมาสิ่งแรกที่เขามองไม่ใช่สภาพของเมืองหรือร้านค้าต่างภายในเมือง สิ่งที่เขามองกลับเป็นเนินเขาที่อยู่ไกลออกไป เขาเหม่อมองเนินเขาแห่งนั้นอยู่พักใหญ่เพราะเนินแห่งมีต้นไม้ที่อยู่บนยอดเนิน แถมต้นไม้นั้นยังเป็นสถานที่ที่เขาอยากจะไปได้สักครั้ง คิลมองเนินเขาแห่งนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะมีคนมาแตะไหล่ของเขา คิลมองไปที่ชายคนที่มาแตะไหล่ เขากับพบว่าเป็นนายทหารคนเมื่อสักครู่ ไม่นานนายสิบเอก คนนั้นก็พูดออกมาว่า

            “น้องชายสนใจเนินเขาแห่งรักนั้นเหรอ? นั้นถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับ 1 ของเมืองนี้เลยนะ เพราะคนที่มีคู่รักส่วนใหญ่มักจะพากันไปสาบานยังต้นไม้แห่งนั้นเพราะมันมีตำนานบอกเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ใจตรงกันและไปสาบานรักยังต้นไม้แห่งนั้น มักจะได้ครองคู่กันตราบชัวนิรันดร์ ถ้าน้องชายเจอคู่หมั่นแล้วลองพาเธอไปสภาพรักที่นั้นดูซิ”

            คิลมองนายสิบเอกคนนั้น เขาเห็นนายทหารคนนี้อายุประมาณ 30-35 ปี แม้จะไม่หนุ่มมากนักแต่ก็จัดเป็นชายวัยกลางคนที่ดูดีมากคนหนึ่ง คิลเห็นนายทหารก่อนจะพูดว่า

            “ขอบคุณที่บอกครับ เอาไว้ผมเจอเธอแล้วจะพาเธอไปเองก็แล้วกันครับ คุณ เออ...“

            นายสิบคนนั้นหัวเราะออกมาก่อนจะพูดว่า”ฮ่าๆๆ ขอโทษทีข้าลืมบอกชื่อไปนะ ว่าข้าชื่อ ดอน เป็นทหารที่ประจำการอยู่ที่จุดตรวจคนเข้าเมืองนะ ถ้าน้องชายมีปัญหาอะไรถามพี่ชายคนนี้ได้เสมอเลยนะ แม้ข้าจะออกเวรแล้วแต่ก็เต็มใจช่วยนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่เลย”

            คิลยิ้มก่อนจะพูดอย่างดีใจว่า”งั้นก็ดีเลยผมจะได้สอบถามพี่ชายเลยนะ พอดีผมกำลังหาทางไปบ้านคู่หมั่นอยู่นะ ถ้าพี่ชายทราบช่วยบอกผมทีได้ไหมละ”

            ดอนยิ้มก่อนจะพูดว่า”ได้เลยไอ้น้องชาย แล้วคู่หมั่นของน้องชายอยู่ที่ไหนละ พี่ชายคนนี้จะได้พาไปถูก”

            คิลยิ้มก่อนจะพูดว่า”เออ เท่าที่ผมทราบคู่หมั่นผมอยู่ที่คฤหาสน์ฟาคอลนะครับ เธอน่าจะเป็นหลานสาวคนแรกของท่านแม่ทัพชาโดว์นะ ไม่ทราบว่าพี่ชายพอจะรู้จักบ้างไหมครับ”

            ดอนถึงกับอึงไปเลย ไม่นานเขาก็พูดออกมาว่า”ไอ้น้องชายแน่ใจนะว่า ไม่ได้เข้าใจผิดนะ"

คิลทำท่างงเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า”มันเป็นความจริงครับ แต่ถ้าพี่ชายไม่เชื่อผม พี่แค่บอกทางไปคฤหาสน์แห่งนั้นก็ได้ครับ”

ดอนมองหน้าคิลก่อนจะพูดออกมาว่า”เอาเถอะถือว่าข้าเชื่อน้องชายก็ได้ แต่ข้าคงไม่ขอเอาตัวเข้ามาเสี่ยงด้วยหรอกนะ ขืนผิดพลาดอะไรขึ้นมาข้าจะพลอยซวยไปด้วย เอาเป็นว่าข้าขอบอกทางให้น้องชายแทนก็แล้วกัน อีกอย่างตอนนี้คฤหาสน์นั้นได้กลายเป็นของลูกชายเพียงคนเดียวของแม่ทัพชาโดว์แล้ว ท่านมีชื่อว่าร็อค ซึ่งตอนนี้กำลังดำรงตำแหน่งเดียวกับท่านแม่ทัพ  ชาโดว์ แต่ที่ต่างกันนั้นคือท่านร็อคใจดีกว่ามาก เอาเป็นว่าถ้าน้องชายไปถึงที่นั้นก็จะทราบเรื่องราวทั้งหมดเองละ”

คิลยิ้มก่อนจะพยักหน้าเป็นการตกลง ดอนถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาว่า” เดี๋ยวน้องชายตรงไปตามเส้นทางนี้นะ พอน้องชายเดินไปจนสุดทางก็ให้เลี้ยวขวาจากนั้นก็เดินตรงไป บ้านหลังใหญ่ที่สุดที่อยู่ทางขวานั้นละ คฤหาสน์ฟาคอล น้องชายเข้าใจนะ”

คิลพยักหน้าเป็นการแสดงถึงความเข้าใจ ก่อนจะพูดออกมาว่า”ผมทราบแล้วครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะ บายๆครับพี่ชาย”

คิลพูดจบก็วิ่งหายไปในตามทางที่ดอนบอกในทันที ดอนมองคิลที่วิ่งไปก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดเบาๆว่า

“เออ ไอ้น้องชาย ไม่รู้ซะแล้วว่าจะแอบอ้างอะไรไม่แอบอ้างดังไปแอบอ้างแบบนั้นรับรองท่านแม่ทัพร็อคต้องเล่นงานน้องชายจนตายแน่ๆ นี่ยังไม่รวมคนที่แอบชอบลุกสาวของท่านอีกนับไม่ถ้วน ถ้ารอดตายมาซิแปลก  

ดอนที่พูดจบก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปอีกทางเพื่อกลับบ้านของตนเองทันที

 

เนินเขาแห่งรัก

          เนินเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ที่กำลังออกดอกเบ่งบานโดยทั่วทั้งบริเวณ อีกทั้งต้นซากุระที่ยืนอยู่ท่ากลางดอกไม้เหล่านั้นก็เริ่มออกดอกเบ่งบานเหมือนกับต้องการตอนรับอะไรบางอย่างที่กำลังจะมาถึง ด้านข้างของเนินเขาแห่งนี้ยังมีลำธารที่ดูใสสะอาดไหลผ่าน หมู่มวลนกเริ่มขับขานร้องเพลงเป็นการต้อนรับ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ส่งผลให้ทิวทัศน์โดยรอบงดงานเหลือคำบรรยาย ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นซากุระ

            “ผมรักคุณนะ เซร่า “เสียงผู้ชายที่ทำการบอกรักผู้หญิงที่มายืนอยู่ด้วยกันนั้นดังขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่เสียงเหล่านั้นก็ดังไปทั่วทั้งบริเวณที่พวกเขากำลังยืนอยู่

            คนที่เป็นผู้ที่พูดคำนี้ออกมาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 25 ปี เขามีผมดำ ดวงตาสีเขียวมรกต ใบหน้าคมสันเรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่ดูหล่อมาก ใส่เครื่องแบบสีขาว กางเกงขายาว กระเป๋ามีตรารูปอินทรีขาวทำท่าขยายปีก แขนขวาของเขาติดเครื่องหมายที่บอกตำแหน่งร้อยตรีเอาไว้ ทางเอวด้านขวาของเขาทำท่าสะพายดาบเรเปียร์โดยที่ฝักดาบเป็นสีขาว เพื่อให้เข้ากับชุดที่เขาส่วนใหญ่อยู่ ฝักดาบยังคงมีมรกตเม็ดใหญ่ที่ประดับเอาไว้เพื่อความสวยงามของมันอีกด้วย ด้านหน้าของเขาเป็นสตรีที่มีอายุประมาณ 18 ปี ผมของเธอยาวสลวยตรง ดวงตาของเธอเป็นสีน้ำทะเล ริมฝีปากอมชมพู มีลักยิ้มที่แก้มซ้าย ใบหน้ารูปไข่ ผุ้หญิงคนนี้จัดเป็นผู้หญิงที่สวยงามมากคนหนึ่งเลยทีเดียว เธอสวมใส่ชุดกระโปรงสีน้ำทะเล แต่ที่หน้าแปลกคือเธอกลับสวมใส่สร้อยคอที่เป็นรูปพระอาทิตย์

หญิงสาวผมดำนาม เซร่า เธอที่ได้ฟังคำพูดของชายหนุ่มชุดขาว เธอถึงกับก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อปิดบังใบหน้าที่แดงกล่ำของเธอในเวลานี้ ไม่นานเธอก็ตอบออกมาอย่างเอียงอายว่า

“ฉันก็รักคุณเช่นกันค่ะ ฮีโร่”

ชายหนุ่มชุดขาว หรือฮีโร่ยิ้มออกมาทันทีที่ได้ฟังคำพูดของเซร่า ไม่นานเขาก็จับมือทั้งสองข้างของเซร่าพร้อมพูดออกมาว่า

“งั้นเซร่า เดี๋ยวผมจะให้คุณพ่อไปขอหมั่นคุณเอาไว้ก่อนเลยนะ รับรองท่านแม่ทัพต้องยินดีอย่างแน่นอนเลยละ”

เซร่ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบจากนั้นเธอก็ก้มหน้าลงเพื่อปิดบังหน้าของเธอที่ตอนนี้แดงเป็นมะเขือเทศไปแล้ว ฮีโร่ดึงเธอเข้ามากอดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างสุดๆว่า

“ไชโย ในที่สุดคุณก็รับปากผมแล้วนะ ผมสัญญาว่าจะทำให้คุณเป็นผู้หญิงมีความสุขที่สุดเลย”

แต่ขณะที่ฮีโร่เข้ามากอดเซร่านั้น สร้อยคอรูปพระอาทิตย์ของเธอก็ส่องสว่างมากขึ้น แม้จะไม่มากนักแต่ แสงนั้นกลับเป็นตัวเลข 1 ไม่นานแสงนั้นการลดลงจากเลข 1 ที่ส่องสว่างมากลายเป็นเลข 0 แทน  แสงจากสร้อยคอก็ดับไปอีกครั้งโดยเซร่าและฮีโร่ต่างไม่ทราบเรื่องนี้แม้แต่น้อย

คฤหาสน์ฟาคอล

          คิลเดินมาหยุดที่ประตูหน้าคฤหาสน์แห่งนี้ เขาเดินตรงไปที่ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตู คิลยิ้มก่อนจะพูดออกมาว่า

            “พี่ชายครับ ไม่ทราบว่าแม่ทัพชาโดว์อยู่ไหมครับพอดีผมมีธุระจะมาคุยกับท่านนะ”

            ทหารคนที่คิดพูดด้วย ตอบออกมาทันทีว่า”ท่านแม่ทัพชาโดว์เสียชีวิตไปนานแล้วละน้องชาย ถ้าน้องชายมีธุระอะไรกับท่าน ก็บอกลูกชายของท่านที่เป็นเจ้าของบ้านในเวลานี้ได้นะ”

คิลยิ้มก่อนจะพูดว่า”พี่ชายหมายถึงแม่ทัพร็อคนะหรือครับ ผมได้ข่าวว่าท่านเป็นคนที่ใจดีมากเลยนี้”

ทหารคนนั้นยิ้มออกมาอย่างถูกใจในคำพูด ก่อนจะพูดว่า”ใช่แล้วละน้องชาย ท่านเป็นคนดีมากเลย แล้วน้องชายมีปัญหาอะไรกับท่านละ พี่จะได้เข้าไปเรียนท่านให้รับรู้เลย ส่วนท่านจะให้เขาพบหรือไม่นั้นก็แล้วแต่เรื่องของน้องชายนะ”

คิลล้วงมือเข้าไปสัมภาระก่อนจะหยิบเอาถุงเงินออกมา เขาเปิดถุงเงินออกก่อนจะหยิบเข็มกลัดอันหนึ่งออกมาส่งให้นายทหารคนนั้น จากนั้นพูดกับเขาว่า

“พี่ชายผมอยากรบกวนให้พี่ชายเอาเข็มกลัดอันนี้ไปให้ท่านแม่ทัพร็อคหน่อยนะ แล้วบอกท่านว่ามีคนจากตระกูลฟานมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว ผมจะขอรอรับเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ตรงนี้นะครับ “

ทหารคนนั้นมองมาที่คิลสักพักก่อนจะหันหลังวิ่งเข้าไปที่คฤหาสน์ฟาคอลทันที คิลที่เห็นนายทหารคนนั้นวิ่งเข้าไป เขาก็คิดขึ้นมาว่า

(เวลาแห่งพันธะสัญญาได้มาถึงแล้วสินะ ผมหวังว่าคุณคงจะเป็นคนสานต่อสัญญาที่ให้ไว้นะ)

    10 นาทีให้หลัง

          นายทหารคนเดิมก็วิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว เขารีบวิ่งเข้ามาหาคิลก่อนจะทำตัวตรงแล้วพูดออกมาว่า

            “ตอนนี้ท่านหญิงโอเรล่า ต้องการให้คุณเข้าไปพบที่ห้องรับรองในทันทีเลยครับ “

            คิลยิ้มก่อนจะพูดออกมาว่า”งั้นผมขอรบกวนพี่ชายนำทางไปเลยนะครับ ผมเองก็อยากจะพบท่านหญิงเหมือนกัน ”

            นายทหารคนนั้นรีบนำทางคิลไปยังห้องรับรองในคฤหาสน์ฟาคอลทันที คิลเองเดินตามนายทหารคนนั้นมาอย่างเงียบๆโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อย พอนายทหารคนนั้นพาคิลมาถึงหน้าห้องแห่งหนึ่งในคฤหาสน์ เขาก็หันมาพูดกับคิลว่า

            “ห้องนี้ละครับที่ท่านหญิงโอเรล่ารออยู่ คุณเชิญเข้าไปได้เลยนะครับ”

            คิลพยักหน้าเป็นคำตอบ ไม่นานเขาก็ผลักตัวเข้าไปในห้องทันทีโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเลย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

219 ความคิดเห็น

  1. #76 ประกฤติ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 / 16:45
    ขอบคุณมากครับ

    สนุกมากครับ รอตอนต่อไปนะครับ
    #76
    0
  2. #12 zZeRoz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:22
     สนุกมากคับ สู้ๆคับ
    #12
    0
  3. #11 Melze (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 / 23:47
     คู่หมั้น ใช้วรรณยุกต์โทนะครับ
    #11
    0